เมื่อคีตาแห่งเทพสวรรค์เริ่มบรรเลง◆BL,YAOI (END)

  • 100% Rating

  • 3 Vote(s)

  • 36,604 Views

  • 425 Comments

  • 2,886 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    214

    Overall
    36,604

ตอนที่ 19 : บทที่ 17 อดีตที่ซ่อนไว้ในป่ามนตรา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3138
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 44 ครั้ง
    14 ก.ย. 58




ความเดิมตอนที่แล้ว

ไม่มีแล้ว... สิ่งของที่คลายผนึกนี้ได้มีเพียงสิ่งเดียว...

ข้าขยับตัว แหวกแนวผ้าที่ปกคลุมโต๊ะเล็กน้อยให้ได้ยินชัดเจนขึ้น...

 

นั่นคือ... เลือดจากหัวใจของผู้ร่ายผนึก





 

 

 


บทที่ 17

อดีตที่ซ่อนไว้ในป่ามนตรา 

 



            ภายใต้ห้องที่เงียบกริบ ชายผ้าของโต๊ะคลุมพัดไหวไปมา... ข้ารู้สึกได้ถึงหัวใจที่ตัวเองที่กำลังเต้นแรง

            เลือดจากหัวใจของผู้ร่ายผนึกคือผู้ใด...?

            ในเมื่อพวกเขาจะคืนชีพอดีตผู้นำปีศาจ ความเป็นไปได้ที่ข้าพอนึกได้ แต่กลับไม่ยอมรับมันก่อตัวขึ้นช้าๆ จังหวะก้าวเดินขององค์ชายหกที่สะท้อนดังก้องห่างไกลออกไปทุกที

            จนกระทั่งภายในห้องไร้สุมเสียงใดๆ ร่างกายของข้าก็ยังคงอยู่ที่เดิมราวกับโดนแช่แข็ง

            ถ้าหากว่าผู้ผนึกที่ว่านั่นคือไรเซลเล่า...? หากว่าศึกบนภพสวรรค์ไรเซลเป็นฝ่ายแพ้ การที่องค์ชายหกมาปรากฎตัวอยู่ที่นี่ก็มิใช่เรื่องผิดแผกไปอย่างไรไม่ใช่หรือ

            นั่นเท่ากับว่าไรเซลอาจจะกลับสู่ภพวิญญาณแล้วหรือไม่...

            นึกมาถึงตรงนี้หัวตาของข้าก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้... เทพสวรรค์ที่แข็งแกร่งขนาดนั้นจะสูญสลายได้อย่างไร  คงเป็นข้าที่คิดเรื่องมากมายไปเอง

            ข้าสะบัดหัวสลายเรื่องหนักอึ้งทั้งหมด เสียอย่างไรก็สมควรออกไปจากตำหนักนี้ก่อน ข้าค่อยๆเดินออกมาจากใต้โต๊ะอย่างแผ่วเบา มีเสียงพูดคุยดังแว่วมากตามทางเดิน...ดูเหมือนพวกเขาจะเดินกลับมาอีกครา ข้าค่อยๆก้าวไปทางหน้าต่าง กางปีกทะยานออกไปด้านนอกกลมกลืนไปกับค่ำคืนยามวิกาล

            เนื่องจากการบินตอนกลางคืนยังคงเสี่ยงกับการถูกเจออยู่ดี บินไปได้ซักพักข้าก็ร่อนลงพื้นแล้วดินเท้ากลับตำหนักแพทย์หลวงแทน

            ตามที่องค์ชายหกกล่าว อีกสองวัน วันที่แสงจันทร์ถูกบดบังใกล้เข้ามา ถึงแม้จะว่าความหมายของมันจะยังไม่ค่อยเช้าใจนัก อย่างไรก็ตามอีกสองวันข้าตั้งใจจะติดตามพวกเขาไป

            ไม่แน่เรื่องราวของไรเซลอาจกระจ่างขึ้นมาบ้าง...

 

           

            ข้ารู้จักป่ามนตรา

            ข้าเบิกตากว้างให้กับคำตอบตรงหน้า อาจารย์พูดอย่างเนิ่บนาบพลางยกชาขึ้นจิบ... หลังจากคิดได้ว่าตัวเองนั้นรู้เกี่ยวกับภพนี้น้อยเหลือเกิน ข้าถึงได้แบกหน้ามาหาอาจารย์

            เจ้าได้ยินมาเพียงเท่านี้ใช่หรือไม่?

ข้าพยักหน้าตอบ รินชาเติมให้เขาอย่างเอาใจ ต้องโทษที่ข้าชักช้า รอจนหลังชนฝาเวลาล่วงเลยมายังวันสุดท้ายแล้วจึงค่อยนึกออกว่าควรมาปรึกษาท่าน

ตามที่เจ้าบอกคนผู้นั้นก็เป็นเทพสวรรค์เช่นเจ้า อีกทั้งยังไม่ใช่ตัวดีอันใดจากเรื่องราวชีวิตที่เจ้าเล่า... ในฐานะอาจารย์ก่อนจะจากกัน ข้าจะส่งเสริมเจ้าซักครั้งอาจารย์ทอดถอนหายใจออกมา แม้กระทั่งท่าทางที่วางแก้วลงโต๊ะของเขาก็ยังดูดีกว่ามนุษย์ทั่วไป

อาจารย์เริ่มอธิบายเรื่องต่างๆให้ข้าต่อ ป่ามนตราที่สถานที่ที่ลึกลับแห่งหนึ่ง ไม่เคยมีผู้ใดเข้าไปสำรวจดูอย่างจริงจังกับสถานที่นั้น ป่ามนตราทั้งป่าเต็มไปด้วยสัตว์อสูร สัตว์วิเศษ... แต่ทว่ากับไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าลึกเข้าไปจริงๆแล้วที่นั้นมีสัตว์อสูรชนิดใด ต้องกล่าวว่าผู้ที่เข้าไปสำรวจล้วนมิมีชีวิตรอดออกมา

เล่ากันว่าภายในป่ามนตรามีบ่อน้ำที่แสงจันทร์ส่องผ่านตลอดเวลา หากผู้ใดได้ลงแช่เพียงชั่วคืนพลังปราณสูงล้ำขึ้นนับสิบปี คราแรกผู้คนยังหลั่งไหลกันเข้าไป จนกระทั่งโดนสัตว์อสูรในนั้นสังหารหมดถึงได้ล้มเลิกกัน”  

ข้าได้ยินว่าจักพรรดิหาเจอแล้ว

อีกฝ่ายครุ่นคิดซักพักก่อนกล่าวต่อ เป็นไปได้ อย่างไรทหารของแคว้นก็ไม่ใช่ว่าจะไร้ความสามารถ หากพวกเขาขนทหารไปนับพันรวมถึงอาจมีศาสตราวุธวิเศษอีกก็คงพอหลบเลี่ยงเข้าไปถึงด้านในสุดได้

บ่อน้ำนั่นมีอำนาจที่สามารถผนึกได้ด้วยหรือ?

เรื่องนั้นข้าไม่อาจทราบได้ ที่ข้าทราบแน่ วันพรุ่งนี้จะครบวงรอบยามดวงจันทร์ของแคว้นนี้ดับแสง ตามคำเล่าลือกล่าวว่าสัตว์วิเศษระดับตำนานจะเข้าสู่การหลับใหล...นั่นอาจเป็นเหตุให้คนชั่วช้าของเจ้าเลือกลงมือในวันรุ่งขึ้นก็ได้ เพียงแต่ว่าข้าพอมีคำถามอยู่เรื่องหนึ่ง...

เชิญท่านถามมาได้

ไรเซลที่เจ้าเอ่ยถึงนี้เป็น...เอ่อ เพศชายใช่หรือไม่...หรือเทพสวรรค์อย่างพวกเจ้านับว่าไม่มีเพศกัน…”

จู่ๆลำคอข้าก็รู้สึกเหมือนตีบตันขึ้นมากะทันหัน

อาจารย์ท่าน...ข้าส่งเสียงขึ้นมาอย่างยากลำบากกว่าปกติ

ข้าย่อมอยากล่วงรู้เรื่องเกี่ยวกับศิษย์บ้าง เห็นเจ้าเล่าถึงสหายที่ว่าด้วยความห่วงใยปานนั้น...เทพเยียวยาหิมะหงส์ยกชาของเขายกขึ้นจิบด้วยหน้าตาไม่รู้ร้อนรู้หนาวแต่อย่างใด  เจ้าอย่าได้เป็นกังวล คนที่จะพาเจ้าเข้าสู่ป่ามนตราของแคว้นนี้ได้ นับนิ้วแล้วนอกจากข้าคงมีเพียงไม่ถึงสามคน

ข้ายิ้มเจื่อนๆไม่ตอบคำถามก่อนหน้า ขอบคุณท่านมากอาจารย์

เจ้าควรไปบอกเฟิ่งอินไว้ก่อนว่าเราไม่อยากให้เขามารบกวนการปรุงยาของข้าในวันพรุ่งนี้ อีกอย่างเจ้าสมควรไปหาอาวุธดีๆติดตัวด้วย แค่หยิบยืมมาโดยไม่ให้เจ้าของรู้ตัวคงทำได้กระมั้ง...?

ข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้ข้าพยักหน้าก่อนจะขอตัวลาออกไปจัดการเรื่องที่อาจารย์สั่ง

เทพเยียวยาหิมะหงส์มองตามลูกศิษย์ที่แปลกประหลาดออกไป มุมปากมีรอยยิ้มเล็กน้อย

นับว่าชีวิตข้าช่วงนี้ มิมีความน่าเบื่อหน่ายเลยจริงๆ

 

            ข้ามาหาเฟิ่งอินที่ตำหนัก คราแรกเพียงคิดจะมาส่งข้อความกับแอบหยิบยืมอาวุธของเขาไปเท่านั้น อีกฝ่ายกลับหยิบศาสตราอาวุธวิเศษมากมายมาอวดเสียเอง

            สิ่งนี้คือกระบี่ธารน้ำแข็ง ยามใช้ตัวดาบแผ่ไอเย็นอยู่ตลอดเวลา แช่แข็งสิ่งที่กรีดผ่านได้...ส่วนชิ้นนี้คือดาบภูติวิงวอน…” เฟิ่งอินแนะนำของสะสมของเขาอย่างกระตือรือร้น

            ถึงแม้ข้าจะมีทวนสามแฉกอยู่แล้ว แต่ครั้นจะแสดงพลังเทพออกมาฝ่ายองค์ชายหกคงรู้ตัวเสียก่อน

            เฟิ่งอินเจ้าพอจะมีอาวุธธรรมดาให้ข้าหยิบยืมชั่วคราวหรือไม่กับเฟิ่งอินที่มีความจริงใจแล้ว ข้าไม่อยากขโมยของเขาเท่าไหร่นัก

            ท่านเอาทวนสีดำที่เคยยืมของข้าไปได้ ข้าย่อมยินดีอยู่แล้วเจ้าของอาวุธยิ้มพลางตบไหล่ข้าอย่างสนิทสนม

            ขอบคุณเจ้ามากข้าส่งยิ้มบางๆให้ พลันเฟิ่งอินกลับหน้าแดงขึ้น เขารีบเบือนสายตาไปทางอื่น

            ไม่เป็นไรอีกฝ่ายเงียบไปซักพัก ท่าน... จะจากวังหลวงไปเมื่อไหร่กัน?

            ข้ามอง สายตาทอประกายแปลกใจ หมายความว่าอย่างไร?

            ข้ารู้ดี ข้าขบคิดแล้ว อย่างไรพวกท่านไม่ใช่คนที่สมควรอยู่ที่นี่อยู่แล้ว... ไม่ช้านานท่านย่อมจากไป เพียงแต่ข้ามีเรื่องขอร้องท่าน...เฟิ่งอินเอื้อมมือมาจับชายเสื้อของข้า ข้าจะติดต่อท่านได้อย่างไรอีกบ้าง...

            ข้านิ่งไปกับคำถามซักพัก ก่อนส่ายหน้า ข้าเสียใจ แต่ข้าติดค้างเจ้าอย่างมาก อย่างไรต้องตอบแทนการช่วยเหลือของเจ้าแน่

            “ข้าเข้าใจแล้วเขายิ้มอย่างขมขื่น แล้วรีบกลบเกลื่อนสถานการณ์อันกระอักกระอ่วนนี้ มาๆข้าหยิบอาวุธให้ท่านก่อนดีกว่า

            ข้ารับทวนสีดำสนิทมา เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ชวนให้ผู้คนหนักอึ้งอีก ข้าเอ่ยขอบคุณเฟิ่งอินอีกครา ก่อนจะขอตัวจากมา

 

           

            ตำหนักด้านข้างมิมีผู้ใดอยู่แล้ว

            อาจารย์พยักหน้ารับรู้ มือของเขากระชับกระเป๋าตัวเองอยู่บนหลังหงส์สีขาว

            ออกเดินทางตอนเช้าอย่างไหร่ย่อมดีกว่า กว่าจะถึงด้านในป่ามนตราอาจมืดค่ำแล้ว... หงส์ของข้าไปส่งเราได้เพียงช่วงกลางตอนของป่ามนตราเท่านั้น สัตว์อสูรจากนั้นเป็นต้นไปมีระดับสูงกว่าหงส์ของข้า

            ข้าสะกิดปลายเท้าส่งตัวเองขึ้นไปบนหลังหงส์ขาววิสุทธ์ ปีกขาวใหญ่กระพือเป็นระลอกคลื่น ค่อยๆสูงจากพื้นอย่างรวดเร็ว

            หงส์สีขาววิ่งฝ่าลืมไปทางตอนใต้ แสงอาทิตย์ยามเช้าของภพนี้ร้อนกว่าภพสวรรค์มากนั้น เทียบกับอากาศที่เย็นสบายตลอดเวลาแล้ว ที่นี่กลับร้อนนัก

            ข้าสนทนาเรื่องสัพเพเหระต่างๆมากมายกับอาจารย์ รวมถึงตอบคำถามเรื่องภพสวรรค์ที่เขาอยากรู้อยากเห็นมากเหลือเกินอีกด้วย  สนทนากันมาล่วงเลยได้สี่ชั่วยาม เราก็เพิ่งเข้าเขตสีเขียวของป่ามนตราเท่านั้น บนท้องฟ้ามีสัตว์อสูรที่เป็นสัตว์ปีกบินฉวัดเฉวียนมากมาย

            อาจารย์เล่าเรื่องภพนี้ให้ข้าฟังมากมาย จู่ๆบรรยากาศที่สว่างไสวพลันมืดลงราวกับตะเกียงดับ

            หงส์ขาววิสุทธ์ร้องเบาๆ

            เกิดอะไรขึ้น เทพเยียวยาลูบหัวสัตว์วิเศษคู่กายของตัวเอง

            หงส์สีขาวตัวยักษ์ร่อนลงอย่างไม่มีสาเหตุ อาจารย์หน้าตาเคร่งเครียดขึ้น

            ดูท่าป่ามนตราจะมีพลังอำนาจลึกลับอะไรบ้างอย่าง เราคงต้องลงเดินเท้าแล้ว

            เราลงมายืนบนพื้น ข้าจับทวนสีดำที่หยิบยืมมาแน่น สายตากวาดมองรอบๆ ดูเหมือนเหล่าสัตว์อสูร สัตว์วิเศษมากมายที่สามารถมองเห็นได้จากที่สูงกลับหายไปไม่เห็นแม้แต่เงา

            ท้องฟ้าเป็นสีดำขุ่น แต่งแต้มดำก้อนเมฆขมักขมัว ต้นไม้ใหญ่สูงที่โอบล้อมรอบข้างต่างพัดไหว...ส่งเสียงชวนให้รู้สึกยิ่งใหญ่

            เจ้าดูทางนั้น

            ระหว่างพุ่มหญ้าสูงที่ขึ้นรกชันกับมีเส้นทางสายหนึ่งถูกถางจนเรียบ กิ่งไม้รอบๆต่างบิดโค้งงอ บนพื้นมีรอยเท้าย่ำผ่านมากมาย ข้าสบตากับอาจารย์...เราตัดสินเดินตามทางไป

            นอกจากองค์ชายหกจะมีผู้ใดเข้ามาที่นี่อีก ?

            ระหว่างเดินสายตาเราก็กวาดมองรอบข้างอย่างหวาดระแวง หากอีกฝ่ายเป็นองค์ชายหกการโดนลอบโจมตีมิใช่เรื่องแปลกใจเท่าไหร่นัก ข้าจะให้อาจารย์มาเดือดร้อนด้วยไม่ได้

            น่าแปลก เหตุใดป่ามนตราถึงมืดถึงเพียงนี้

            ข้ามองคนด้านข้างอย่างแปลกใจ อาจารย์ท่านเคยมาหรือ?

            “ข้าย่อมมาเก็บสมุนไพรบ่อยๆ เพียงแต่ทุกทีป่ามนตราไม่ได้มืดมิดจนน่าขนลุกเยี่ยงนี้ อาจารย์ขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด กลิ่นอายพลังปราณมากมายลอยคละคลุ้ง บรรยากาศชวนให้อึดอัดมากยิ่ง

            จู่ๆเราก็ชะงักตัวกึกพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

            กลิ่นเลือด...

            แถมยังมีความรู้สึกที่คุ้นเคยยิ่งกว่าสิ่งใด... พลังเทพ!

            ครืนนนน ครืนนน ครืนนนนนนนน!

          เสียงราวกับแผ่นดินไหวดังสนั่นก้องไปทั่วป่า

ผืนแผ่นดินสั่นไหวรุนแรงราวกับจะแยกจากกัน...ต้นไม้ใหญ่รอบๆล้มโครมติดกัน ฝุ่นควันคละคลุ้งไปทั่ว ข้าก้มมองด้านหน้ารอยแตกของแผ่นดินเริ่มร้าวมาถึงตัว!

            อาจารย์ท่านจับข้าไว้!”

            ข้าพุ่งเข้าไปหาอาจารย์ คว้าแขนเขาไว้ก่อนกางปีกมุ่งตรงไปด้านหน้าอย่างเร่งร้อน พลังเทพที่สัมผัสถึงเริ่มรุนแรงขึ้นทุกที ไม่ใช่แค่หนึ่งคน... ภายในส่วนลึกของป่ามนตรานั้นกลับมีเทพสวรรค์กำลังใช้พลังเทพกันนับสิบ!

            “หากรู้ว่าเจ้ามีปีก ข้าคงไม่ใช้สัตว์วิเศษของตัวเองแล้ว

            “ท่านพอถึงด้านในป่ามนตราแล้ว โปรดไปหาที่หลบด้วย

            “ได้สิ เสียอย่างไรข้าก็มิใช่คนที่รีบร้อนตายเท่าไหร่

            จากตรงนี้มองเห็นแผ่นดินด้านล่างเกิดรอยร้าวไปทั่ว กลิ่นอายประหลาดคละคลุ้งออกมาจากรอยแยกอย่างชัดเจน เสียงแผ่นดินสั่นสะเทือนราวกับป่าจะพังทลายดังอย่างต่อเนื่อง

            เพียงไปนานข้าก็เดินปีกหลายคู่กระพืออยู่บนท้องฟ้า เทพสวรรค์มากมายกำลังต่อสู้กัน

            อาจารย์ที่เห็นภาพด้านหน้าจึงเอ่ยขึ้น ปล่อยข้าลงตรงนี้ก็ได้

            ข้าร่อนลงในจุดที่คิดว่าปลอดภัย กล่าวขอบคุณอาจารย์อย่างร้อนรน ก่อนจะกระพือปีกถี่ๆเร่งไปด้านหน้าด้วยความเร็วสูงสุด ลัดเลาะลอดผ่านต้นไม้ที่กำลังโค่นล้มไปเรื่อยๆ กลิ่นอายที่ชวนขนลุกชัดเจนขึ้นทุกที

            ในที่สุดข้าก็หลุดออกมาจากบรรดาต้นไม้ใหญ่ ด้วยความเร็วที่เร่งมา ข้าไม่คาดคิดว่าหลังพ้นออกมาด้านหน้าจะมีอะไรขวางอยู่กระชั้นชิดเยี่ยงนี้ ครั้นจะให้หยุดตอนนี้คงไม่ทันแล้ว... ข้าพุ่งชนสิ่งที่อยู่ด้านหน้าอย่างจัง  

            เสียงต่อสู้อึกทึก ศาตราวุธมากมายปะทะกันดังขึ้น

            เจ้าเป็นใคร!!!!!”

            “พวกเราจับมัดไว้ก่อน!!!!”

            เครื่องแบบทหารที่คุ้นเคยปรากฎต่อสายตา ข้ารีบถอยหนีพลางสั่นหัว

            ข้าไม่ใช่...ข้า...ข้า...ข้ารู้จักไรเซล! เขาอยู่ที่นี่ด้วยหรือไม่?

            ทหารกลุ่มตรงหน้าหรี่ตาก่อนส่งเสียงดัง อย่าโป้ปด!! คราวนี้เราไม่มีเวลาเอาผิดเจ้า จงไสหัวไปเสีย!!”

            อ๊ากกกก!” เสียงทหารนายหนึ่งร้องขึ้น เลือดพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

            อั๊ก!!!”

            อ๊ากก!!”

            “เกิดเรื่องใดขึ้น!?ทหารเทพที่ดูคล้ายเป็นหัวหน้าหน่วยตะโกนร้อง

            ยังไม่ทันได้รับคำตอบ ฉับพลันมีห่าอาวุธพุ่งมายังตรงที่ข้ายืนอยู่มากมายราวกับฝน

            ตั้งรับ!!!!!!!” พอมีทหารนายหนึ่งตะโกน ที่เหลือก็ขานรับตามกันอย่างเป็นระเบียบ

            อาวุธพวกนั้นระดับสูงเกินไป อย่างไรโล่ห์ของพวกเขาก็ไม่มีทางปัดป้องได้แน่นอน... ข้ายืนมือไปด้านหน้า แสงสีทองสว้างโอบล้อมทั่วร่างกาย ทวนสามแฉกที่คุ้นมือปรากฎออกมา ข้ายกขาเหยียบลงกับพื้นอย่างหนักแน่น ข้ากระฉับทวนในมือกวาดอาวุธมากมายที่พุ่งเข้ามา

            เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!

          ห่าอาวุธที่พุ่งเข้ามาหักเป็นสองท่อน ปักลงบนพื้นรอบๆ

            เหล่าทหารเทพที่เพิ่งรอดชีวิตยืนมองข้าอย่างตกตะลึง

            ข้ายิ้มบางๆ พวกเจ้าจะบอกข้าได้หรือยังว่าไรเซลอยู่ที่นี่หรือไม่..?

            จากนั้นเหล่าทหารเทพมิได้ตอบรับ แต่ก็ไม่ได้ปฎิเสธ พวกเขากลับพร้อมใจกันหันไปทางด้านหลัง ทหารเทพคนนึงเม้มปากแน่น ก่อนจะเอ่ย

            ข้าจะไปเรียนท่านคุลอาลให้ก่อน  ข้าถอนหายใจโล่งอก ในที่สุดพวกเขาก็ยอมเชื่อข้าเสียที

            ขอบคุณท่านมาก

            ทหารเทพนายนั้นเดินหายไปกับกองทัพ ข้าสอบถามคร่าวๆพวกเขาสืบทราบแผนการร้ายบางอย่าง จึงกรีฑาทัพกันลงมาจากสวรรค์นำโดย แม่ทัพใหญ่แห่งสวรรค์องค์เทพไรเซล ได้ยินเท่านั้นข้าก็รู้สึกสบายใจขึ้นทันที หัวใจพลันถูกห่อล้อมด้วยความคะนึงหา...

            จู่ๆบรรยากาศกองทัพแนวหลังก็ระสับระส่าย เสียงตะโกนโหวกเหวกดังสลับไปมา

            มีไส้ศึก!! มีไส้ศึกอยู่ในกองทัพเรา!!!!!”

            “เรามีหนอนบ่อนไส้!!”

            ทหารเทพรอบๆหันหน้ามาทางข้า สายตาเริ่มประสงค์ร้ายขึ้นเรื่อยๆ ข้าค่อยๆก้าวถอยหลัง

            เดี๋ยวก่อนข้าไม่ใช่....

            “จับ!!!!!!” ทหารเทพผู้นึงตะโกน จากนั้นราวกับโดนกระตุ้น ทหารเทพที่เหลือต่างพุ่งตรงมา ข้าไม่รีรอกางปีกบินหลบหนีพวกเขาทันที

            ทหารเทพด้านหลังไล่ตามมาอย่างไม่ลดละ ข้าบินตรงเข้าไปในรอยแยกของแผ่นดินด้านล่าง กลิ่นอายที่เล็ดรอดออกมาชวนให้สะอิดสะเอียน  ลัดเลาะไปตามพื้นเรื่อยๆจนพบทางตัน ข้าจึงบินเรียบผาขึ้นมา

            ราวกับหลุดมาคนละโลก พื้นแผ่นดินที่เคยมีรอยแยกกลับปกคลุมไปด้วยต้นหญ้าเขียวขจี ความรู้สึกสะอิดสะเอียนโถมเข้ามาอย่างชัดเจน มีเสียงต่อสู้ของเทพสวรรค์แต่ไม่ดังมากนัก

            ข้าเดินไปตามทาง รอบข้างถูกชโลมไปด้วยเลือดประปราย บ่อน้ำใสขนาดใหญ่ปรากฎสู่สายตา... ข้ามองไล่ไปเรื่อยๆ บ่อน้ำนี้มีพืชน้ำขึ้นอยู่รอบข้าง น้ำใสจนเห็นว่ามีคนผู้หนึ่งหลับใหลอยู่ด้านล่าง เห็นทีผู้นี้คงเป็นอดีตผู้นำปีศาจโดยแน่แท้ 

            ข้าเพ่งสายตาไล่สำรวจใบหน้าอีกฝ่าย...

            นาเรม!!”

            ข้าสะดุ้ง ละสายตาจากอดีตผู้นำปีศาจ หันไปทางเสียงเรียกที่คุ้นเคย

            ฉับพลันเหมือนสิ่งรอบข้างหยุดเคลื่อนไหว ข้าเบิ่กตากว้าง...ลมหายใจขาดห้วงไปครู่หนึ่ง มองใบหน้าที่หล่อเหลางดงามที่ดูจะหม่นหมองลงเล็กน้อย

            ทะ...ท่าน....ท่าน...

            คิดถึงเขามาเนิ่นนาน แต่พอเจอหน้าข้ากลับพูดคำใดไม่ออก... เพียงพริบตาไรเซลก็โผล่มาอยู่ด้านหน้าข้า มือใหญ่ลูบใบหน้าข้าอย่างแผ่วเบาราวกับไม่เชื่อสายตา จากนั้นร่างกายข้าก็ถูกรั้งเข้าสู่อ้อมกอด

            เสียงนุ่มกระซิบที่ข้างหูอย่างแสนเศร้า ข้าขอโทษ ที่เจอเจ้าล่าช้า... ดีจริงๆที่เจ้าปลอดภัย...

            ข้าหลับตาซึมซับความคะนึงหาจากคนตรงหน้าเช่นกัน...

            ข้ารู้สึกเยี่ยงไร... ไรเซลย่อมมากกว่าข้าหลายเท่านัก 

            “หึๆ ฮ่าฮ่า พี่สี่ท่านถึงกับลืมเลือนน้องคนนี้เชียวหรือ

            วงแขนที่กอดอยู่คลายออก ข้าจึงหันไปมองทางต้นเสียง

            ไรเซลมองด้วยสายตาเรียบเฉย วงหน้าหล่อเหลาสะท้อนความเย็นชาสูงส่งออกมาอย่างชัดเจน นึกไม่ถึงว่าเจ้ายังจำพี่น้องได้ นาล์ฟเฟตระกูลของเจ้าต่างพากันไปภพวิญญาณล่วงหน้าแล้ว เจ้ายังจะดื้อดึงถึงสิ่งใดอีก...?

            องค์ชายหกสภาพไม่สู้ดีนัก ถึงแม้เขาจะมีรอยยิ้มชั่วร้ายประดับอยู่บนหน้า แต่เลือดมากมายก็ท่วมตัวเขาเช่นกัน รอบๆตัวเขายืนล้อมไว้ด้วยคนชุดดำเช่นเคย กำลังยืนคุมเชิงอยู่กับทหารเทพส่วนหนึ่ง รวมถึงคุลอาลที่ส่งยิ้มจางๆให้ข้าด้วย

            พี่สี่ท่านมองไปยังบ่อน้ำแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง ท่านไม่รู้สึกผิดกับคนที่กำลังยืนอยู่ข้างๆบ้างหรือ!!!” องค์ชายหกหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ข้ารู้! ข้ารู้เรื่องทั้งหมด ท่านคงจะคิดสินะว่าการที่ข้ามาที่นี่มันไร้ประโยชน์สิ้นดี!”

            ไรเซลสีหน้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง ยกเว้นเพียงแต่ว่ามือที่กอดเอวข้าอยู่จะสั่นขึ้นมาจังหวะหนึ่ง

            หุบปากได้แล้วนาล์ฟเฟ

            “นาเรเอล! อดีตแม่ทัพสวรรค์ผู้พลีชีพจนดวงวิญญาณแตกสลายให้กับการผนึกอย่างไรเล่า!” องค์ชายหกล้วงของออกมาจากเสื้อตัวใน เขากระอั่กเลือดออกมาเล็กน้อย โยนสมุดเล่มหนึ่งมาแทบเท้าไรเซล

            เทพสวรรค์ด้านข้างข้าก้มลง หยิบสมุดเล่มนั้นมาพินิจ ดวงตาสีทองหรี่เล็กจนคมเฉียบ

            เรื่องนี้ไม่ถึงคราวที่ให้คนอย่างเจ้ามาสอด

            องค์ชายหกยิ้มเยาะขึ้นทันที จากนั้นก็ล้วงขวดเล็กๆออกมาแทน นิ้วเอียงขวดไปมาอย่างยั่วเย้า

 ท่านคิดว่าข้าไม่รู้วิธีคลายผนึกหรือ

            ทันทีที่ขวดเล็กๆที่มีของเหลวสีแดงขุ่นปรากฎสีหน้าไรเซลก็แปรเปลี่ยน เขาหันหน้ามาทางข้า แหวกแนวเสื้อข้าออกอย่างรีบร้อน

            นี่มันเรื่องอ...พูดยังไม่ทันจบ มือของอีกฝ่ายก็เทียบลงบนผิวเปล่าเปลือย ชวนให้สะดุ้งเล็กน้อย สีหน้าไรเซลเคร่งเครียดเป็นคราแรก

            พี่สี่ท่านคงรู้จักโซ่เรียกโลหิตกระมั้ง...?เสียงจากองค์ชายกบฏตอบแทน

            ไรเซลไม่ตอบคำ มือจัดอาภรณ์ข้าให้กลับที่เดิม ดวงตาเขาสาดประกายอำมหิต เจ้าตกต่ำถึงเพียงนี้เชียวหรือ

            “แล้วอย่างไรล่ะ สำหรับท่านคนของท่านก็สำคัญอยู่เสมอ!! แล้วท่านแม่ข้าละ!! พวกท่านสังหารนางได้ แต่กับคนรักของท่านข้ากลับแตะต้องไม่ได้!!!!” องค์ชายหกตะโกน ดวงตาแดงก่ำ ร่างกายเหมือนมีเรี่ยวแรงขึ้นมา พัดสีดำสะบัดอย่างบ้าคลั่ง

            เสียงไรเซลยังนิ่งสงบเหมือนเคย เขาเงื้อมือขว้างทวนสามแฉกออกไปเต็มแรง แม่ของเจ้าสมคบคิดกับพวกปีศาจ ลูกอย่างเจ้าก็ยังกระทำซ้ำเดิมอีก ช่างโง่เขลาสิ้นดี

            ทวนสามแฉกส่งแสงตอบสนองต่อพลังเทพออกมา ปลายคมพุ่งตรงปักเข้าไปยังเป้าหมายจนทะลุ องค์ชายหกนาล์ฟเฟล้มลง แต่เขากลับมีรอยยิ้ม...

            ฉับพลันชายชุดดำที่นอนนิ่งเหมือนศพคนหนึ่งกลับเคลื่อนไหว โดนที่ผู้ใดก็ยังไม่ทันตั้งตัว ขวดที่บรรจุเลือดถูกอีกฝ่ายคว้าไว้ ร่างกายที่สาหัสฉกรรจ์ใช้แรงเฮือกสุดท้ายเทมันลงบ่อน้ำ อ้าปากสวดมนตราบทสุดท้ายต่อจากที่ค้างคาออกมา

            พอเลือดหยดกระทบน้ำ โลหิตเพียงหยดเดียวกลับกระจายไปกว้าง ทั่วบ่อมีกลิ่นคาวของเลือดโชยออมา ทั่วบ่อน้ำส่องแสงสว่างขึ้นเรื่อยๆ

            หะ...หึ... ท่านก็...เล่า...ก่อน...จะ...ไม่..มี...โ...โอกาส...เสีย...องค์ชายนาล์ฟเฟยิ้มชั่วร้ายเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนร่างกายนั้นจะไม่ขยับเขยื้อนอีก

            ไรเซลดึงตัวข้าเข้าไปใกล้ มือใหญ่รั้งเอวข้าไว้ตลอดเวลาราวกับกลัวว่าจะหายไปอีก ดวงตาสีทองจ้องมองมาอย่างนุ่มลึก

            นั่นคือเลือดของเจ้า

            เทพสวรรค์สีทองกล่าว มือใหญ่ค่อยๆยกขึ้นมาลูบใบหน้าข้าอย่างรักใคร่  

            กว่าผนึกจะคลายหมดก็อีกซักครู่นึง ให้ข้าเล่านิทานให้เจ้าฟังเถอะ

 อีกฝ่ายรั้งเอวของข้าเข้าไปกด ใบหน้าอีกฝ่ายฝั่งลงตรงบ่า

ความอ่อนโยนที่แผ่ออกมาชวนให้หัวใจอบอุ่น...

            “มาถึงตอนนี้ต่อให้เจ้าจะโกรธหรือเกลียดข้าก็ช่างเถิด...แค่เจ้ายังมีชีวิตอยู่ก็เพียงพอแล้ว...



 

            ข้าจะเล่าเมื่อเราพบกันครั้งแรกให้ฟัง เรื่องนี้ต้องย้อนไปเมื่อราวแปดร้อยปีก่อน...

 

 

 

◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆

 

-        มาซะดึกเลยค่า <3 เอาเป็นว่าขอขอบคุณกำลังมากมาย

-        ในที่สุดสองคนนี้ก็ได้พบกันซักที!

-        ขอบคุณที่แวะมากันนะคะ พบกันตอนหน้าค่ะ 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 44 ครั้ง

11 ความคิดเห็น

  1. #407 chalillxx_ (@chalillxx_) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 / 19:11
    น้องเป็นคนที่ซับซ้อนมากๆ ตายกี่รอบแล้วเนี้ยยยย นับวสไปสิ
    #407
    0
  2. #380 กาก้าก้า (@wang-j28) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 15 เมษายน 2561 / 00:30
    อ๋า สรุปคือนาเรมตายแล้วตายอีก เป็นเทพ เกิดเป็นมนุษย์ กลับมาเป็นเทพ เป็นคนรักไรเซล ..อุ้ย ผิดประเด็น
    #380
    0
  3. #263 sofar_fa (@fafar4840) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 8 เมษายน 2559 / 13:53
    อั๋ยยยยย ดีใจอ้า ทายถูกด้วย แม้ว่าจะมีลังเล ไม่แน่ใจไปบ้างเพราะมีบางอย่างยังไม่ลงตัว แต่เมื่อเอาความคิดตอนแรกๆที่ว่าก่อนภพมนุษย์ของนาเรมนั้น ก่อนหน้านั้นคือภพอะไร ทุกอย่างมันก็เหมือนจะลงตัว

    ดีใจนะที่ในที่สุดเขาก็ได้เจอกัน แม้ว่าหลังจากนั้นจะต้องเผชิญหน้ากับปีศาจที่กำลังจะคืนชีพมาอีกครั้งก็ตาม
    เรื่องที่ไรเซลจะเล่าหลังจากนี้เป็นเรื่องจองนาราเอลใช่ไหม แต่ถ้าย้อนไปถึงแปดร้อยปีนั่นก็หมายถึงตอนที่ไรเซลยังเด็กๆ(?)สินะคะ

    ชอบอาจารย์ของนาเรมอ่ะ คำพูดคำจาแต่ละอย่างนี่สุดยอดจริงๆ ฉลาดด้วย
    #263
    0
  4. #154 ทิกเกอร์แอล (@TiGGeR-L) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 29 กันยายน 2558 / 23:22
    ชอบอาจารย์ของนาเรมมาก คืออยากรู้อยากเห็นได้ดีงาม 555555555 ไรเซลอาจจะไม่มีเพศค่ะ ความจริงแล้ว ฮรี้~~~~~~~ เกือบจะได้ไปหาคุลอาลก่อนแล้ว ดีหรือเปล่าเนี่ย ที่นาเรมโดนสงสัย เลยหนีไปเจอไรเซลเข้า
    #154
    0
  5. #140 [:Wynn:] (@jemakub) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 16 กันยายน 2558 / 17:37
    อยากรู้ค่าาาาาาา!! มาต่อไวๆ นะ!!
    #140
    0
  6. #138 Atk. S. (@lertwarachai) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 15 กันยายน 2558 / 13:57
    ก่อนอาราย~~
    #138
    0
  7. #137 เรนเดล (@parnwonganu) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 14 กันยายน 2558 / 17:33
    ค้างงงงงงงงงงงงงงงงง
    #137
    0
  8. #136 killer of wind (@clom-dokurou) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 14 กันยายน 2558 / 12:42
    ง่าาาาาาา เจอไม่ทันไร เรื่องก็พุ่งเข้าใส่เลยทีเดียว
    #136
    0
  9. #135 Wind_late (@blove237) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 14 กันยายน 2558 / 10:19
    ค้างแรง รอๆๆๆ เรื่องมันจะเป็นยังไงกันนะ แล้วทำไมเป็นเลือดนาเรมล่ะ นาเรมเป็นคนผนึกงั้นหรอ?
    #135
    0
  10. #134 Pawee Phiat Intanujit (@phiat-cc) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 14 กันยายน 2558 / 07:39
    ค้างอ่า ต่อๆๆๆ
    #134
    0
  11. #133 My.Erza (@mila-jane) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 14 กันยายน 2558 / 05:09
    อย่าบอกน้า นาเรมคือนาเรเอล อดีตแม่ทัพสวรรค์ >0< #กรี๊ดดดดด
    #133
    0