✦ อนธการจิ้งจอก ✦ BL, YAOI [END]

  • 99% Rating

  • 11 Vote(s)

  • 505,551 Views

  • 8,270 Comments

  • 13,390 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    4,176

    Overall
    505,551

ตอนที่ 18 : เจ้าจะรู้ใจสัตว์วิเศษได้อย่างไร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25674
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 596 ครั้ง
    27 ก.ค. 60









บทที่ 17

เจ้าจะรู้ใจสัตว์วิเศษได้อย่างไร



 


            มีนกตัวหนึ่งกำลังร่ำร้อง นั่นเพราะว่ามันชอบร้องเพลงภายใต้แสงอาทิตย์ ประกอบด้วยเส้นสายแห่งธรรมชาติอย่างอื่นโดยรอบ เช่นเสียงหินกระทบพื้น เส้นทางขรุขระเต็มไปด้วยรอยล้อลากเป็นทางยาวมุ่งตรงสู่เมืองขนาดกลางแห่งหนึ่ง ด้านหน้าปิดทับด้วยกำแพงสีขาวขนาดใหญ่ มีนายทหารไม่ต่ำกว่าสิบนายยืนอยู่ประจำหน้าเมือง แถวบรรดาขบวนชาวบ้านเข้าเมืองนั้นยาวพอสมควร ส่วนทางขบวนคารวานของเหล่าพ่อค้า ที่มีเกวียนลากจำนวนมากจะต้องเข้ารับการตรวจสอบอีกแถวหนึ่ง

            ในขณะที่เหล่าผู้คนกำลังใช้ชีวิตเช่นทุกๆวันอย่างที่เคยนั้น ปรากฏมีเสียงควบม้าเข้ามาใกล้ ดูจากรูปร่างแล้วผู้คนบนม้าทั้งเก้าคน ย่อมเป็นบุรุษมิมีพิดเพี้ยน พวกเขาหยุดม้าลงเมื่อใกล้ขบวนจากนั้นจึงเปลี่ยนลงมาจากหลังม้า ลากจูงพวกมันต่อแถวเข้ารับการตรวจสู่เมืองแทน

            ขบวนม้าที่มีสมาชิกเก้าคนนี้ย่อมเป็นขบวนการเดินทางของจิน หลังออกจากเมืองมายามเย็น ควบม้าทั้งคืนหยุดพักเพียงล้างหน้าล้างตา จากนั้นก็ควบม้าต่อยันรุ่งสาง ประกอบกับเยี่ยกงสมเป็นผู้คุ้มภัยฝีมือดี ยามเที่ยงของวันถัดไปขบวนการเดินทางนี้จึงเหยียบย่างเข้าสู่จุดหมายแรกเมืองหน้าด่านของรัฐนันหลิง

            แคว้นไตรนภานั้นประกอบไปด้วยสามรัฐใหญ่ ได้แก่ รัฐอิงหย่วนทางตะวันออก รัฐนันหลิงทางตะวันตก และรัฐผานกู่ทางตะวันตกยาวไปถึงทางด้านใต้

            แต่ละรัฐนั้นจะประกอบไปด้วยหลายหัวเมืองและเมืองย่อยลงไปอีก ทางเมืองหน้าด่านที่จินและเสี่ยวผานจากมานั้นอยู่ในการปกครองของรัฐอิงหย่วน มีพื้นที่นับว่าเล็กมากหากเทียบกับอีกสองรัฐ ทว่ารัฐอิงหย่วนกลับมีผืนป่ามนตราอันยิ่งใหญ่ทดแทน

            เมืองหลวงของแคว้นไตรนภานั้นไม่นับเป็นเขตแดนของรัฐใด เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่อยู่ระหว่างรัฐอิงหย่วนและนันหลิง  แต่ละรัฐนั้นจะมีเจ้าเมืองประจำเมือง ทว่าสิ่งที่แตกต่างจากที่จินคาดคิดก็คือแคว้นไตรนภาไม่มีผู้นำรัฐ พวกเขามีแค่เจ้าเมือง รัฐเป็นชื่อเรียกการแบ่งเขตคล้ายเด็กทารกผู้หนึ่งหยิบแท่งสีขีดเขียนแบ่งลงไปในแผนที่เท่านั้น ทั้งหมดขึ้นตรงกับจักรพรรดิตี้เหิน

            ยุคสมัยนี้เป็นยุคสมัยของจักรพรรดิตี้เหินลำดับที่สามสิบเก้า ตี้เหินเป็นชื่อที่ใช้เรียกจักรพรรดิสืบทอดต่อกันมา จักรพรรดิตี้เหินมีบุตรชายสองคน บุตรสาวอีกสี่คน… จักรพรรดิตี้เหินในยุคนี้เป็นคนหัวอ่อนผู้หนึ่ง เชื่อถือเหล่าบัณฑิตที่สอบผ่านไปอยู่ข้างกาย ถือเป็นเคราะห์ดีที่เสาหลักของแคว้นไตรนภานั้นไม่ใช่ตัวจักรพรรดิตี้เหินแต่อย่างใด หากแต่เป็นเหล่าตระกูลรากไม้ที่แข็งแกร่งฝังตัวลึกแน่นอยู่ในแผ่นดินของแคว้น

            บุตรชายทั้งสองของจักรพรรดิตี้เหินนั้นแม้ไม่ได้ชิงดีชิงเด่นกันอย่างเปิดเผย ทว่าผู้ใดในเมืองหลวงต่างก็ล่วงรู้ถึงการแข่งขันแย่งชิงบัลลังก์ระหว่างพี่น้อง เนื่องเพราะจักรพรรดิตี้เหินองค์ปัจจุบันยังไม่ได้แต่งตั้งผู้ใดเป็นรัชทายาท ทั้งคู่จึงมีสิทธิเท่าเทียมกัน ยามนี้ต่างพากันวิ่งวุ่นหาเส้นสายหนุนหลัง

            สังเกตดูจากสถานการณ์ในช่วงนี้แล้ว ไม่ว่าผู้ใดก็สามารถคาดการณ์ได้ว่าในไม่ช้าย่อมเกิดเหตุกลียุคแห่งการแย่งชิงบัลลังก์ระหว่างสองพี่น้องเป็นแน่

            นอกจากศึกภายในแล้ว แคว้นไตรนภายามนี้ยังมีศึกภายนอก แคว้นทุ่งหญ้าทางด้านตะวันตกตามที่ผู้คนเรียกขานกันนั้นมิได้นับเป็นแคว้นที่แท้จริง เป็นเพียงแค่คำเรียกขานเท่านั้น แคว้นทุ่งหญ้ายังไม่มีการรวบรวมเป็นปึกแผ่น พวกเขารวมกลุ่มกันเป็นเผ่ากลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่ ผลัดกันปกครองพื้นที่ของทุ่งหญ้ามานับหลายสมัย ทว่ากลับยังมิมีผู้ใดสามารถรวบรวมได้เป็นปึกแผ่นแต่งตั้งตนเป็นจักรพรรดิสำเร็จ

            เดิมทีทางตระกูลจางเคยเอ่ยเสนอการยึดครองแคว้นทุ่งหญ้าไปยังจักรพรรดิ แต่กลับถูกทางตระกูลเซกัลปัดตกไป ด้วยเหตุผลที่ว่าทางแคว้นทุ่งหญ้ายังไม่พัฒนา รับผู้คนรากหญ้าเข้ามารังแต่จะเป็นภาระ อาจก่อเกิดเป็นคดีร้ายแรงมากมายต่อพลเมืองแคว้นไตรนภาแต่เดิมได้ อีกทั้งยังต้องสิ้นเปลืองทรัพย์สินเงินทองมิใช่น้อย จักรพรรดิฟังแล้วก็เชื่อถือรู้สึกมีเหตุผลปฏิเสธทางตระกูลจาง

            ยามนี้แคว้นทุ่งหญ้าที่ว่าได้เกิดกลุ่มกองเผ่ากลุ่มหนึ่งขึ้นมา นำโดนหัวหน้าชนเผ่านามว่าแพทอยอน คนผู้นี้นับว่าเป็นยอดขุนศึกผู้กล้าหาญแห่งทุ่งหญ้า อายุยังน้อยแต่ทว่าสามารถรวบรวมชนเผ่ามากมายในทุ่งหญ้ามากกว่าสองในสี่ให้รวมเป็นหนึ่งได้ ครั้งนี้เคลื่อนค่ายมาตั้งประชิดกับชายแดนทางด้านรัฐนันหลิงของแคว้นไตรนภาโดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน

            จางหลี่พี่ใหญ่แห่งคุณชายทั้งห้าของตระกูลจาง ตั้งค่ายรับเหตุไม่คาดฝันรวมถึงสืบเสาะข่าวอยู่ที่ชายแดนรัฐนันหลิงเกือบเดือนแล้ว จางหลี่ได้รับจดหมายจากทางบ้านว่าจางฮุ่ยเฟิงน้องห้ากำลังเดินทางมากับขบวนของผานตง นำข่าวสารสำคัญติดตัวมาด้วยจึงเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ

            คนผู้นั้นหน้าตาหล่อเหลาท่าทางองอาจยิ่ง ทว่าทั่วร่างกลับดูน่ากลัวเช่นกัน

            จิ้งจอกหูดีเบือนหน้าไปมองที่มาของเสียงเล็กน้อย เห็นเด็กสาวอายุรุ่นๆสองสามนางกำลังจับกลุ่มสนทนากัน สายตาจับจ้องมองมาที่จางฮุ่ยเฟิงที่สวมชุดสีดำทั้งตัวดูหล่อเหลาอย่างที่ว่า แต่ก็ให้ความรู้สึกผิดแปลกคล้ายอยู่เหนือขึ้นไปจากคนปกติสามัญอีกเช่นกัน

            จินถอนสายตากลับมาเดินตามแผ่นหลังที่สวมชุดสีดำ เป้าสนทนาของกลุ่มอิสตรีน้อยระแวกนี้

            เดินทางด้วยกันผ่านมาทำให้ผู้คนทั้งแปดรู้สึกสนิทสนมกันมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ติดตามทั้งสองของจางฮุ่ยเฟิงกับเสี่ยวผานถึงกับนัดหมายจุดธูปสาบานเป็นพี่เป็นน้องกันอย่างเปิดเผย… ผู้ติดตามของจางฮุ่ยเฟิงสองคนนี้ มีนามว่าเซี่ยจวิ่นกับมู่ฟ๋ง ทั้งคู่มาจากหน่วยสำคัญของตระกูลจาง ก่อนจะตกลงอยู่เป็นคนของนายน้อยห้าอย่างจริงใจ

            ทั้งเซี่ยจวิ่นและมู่ฟ๋งต่างมีฝีมือทางยุทธมิใช่ธรรมดา อีกทั้งยังนิสัยดี น่าคบหาอีกด้วย ดังนั้นพวกเขาจึงกลมกลืนไปกับเหล่าผู้คุมของผานตงอย่างรวดเร็ว สนทนากับผู้อื่นอย่างสนุกปาก

            จางฮุ่ยเฟิงก็เป็นคนคุยสนุกผู้หนึ่งเช่นกัน เปิดเผยตัวมากขึ้นผิดกับจางฮุ่ยเฟิงในบ้านตระกูลจางอย่างชัดเจนราวกับคนละคน รู้จักมารยาทและการวางตัวอย่างดียิ่ง ชวนให้ไม่ว่าผู้ใดต่างก็อยากสนทนาด้วยความสนใจใคร่รู้ อยากรู้จักประหนึ่งสหายรักคนหนึ่ง

            มีผู้คุ้มกันอีกสามคนในการเดินทางครั้งนี้หากไม่นับเยี่ยกง ทั้งสามคนต่างก็ติดตามเยี่ยกงมานาน เป็นผู้คุ้มกันระดับสูงแล้วของผานตง มีนามว่าไซมิ้ง ล้อฮุน และอาเหลา จินคอยสังเกตท่าทีพวกเขาระหว่างสนทนากันไปด้วยอย่างจับผิด ในใจยังไม่สามารถวางเรื่องติดสินบนลงไปได้

            ผ่านมาชั่วยามหนึ่งในที่สุดก็ถึงคิวของขบวนจิน เยี่ยกงออกหน้าด้วยจดหมายแนะนำตัวของผานตงก็ผ่านเข้าเมืองมาได้อย่างราบรื่น ส่วนสถานะจางฮุ่ยเฟิงถูกเก็บงำเป็นความลับ

            เข้าเมืองมาก็ตกเย็นแล้ว หากจะเดินทางข้ามเขตป่าของสัตว์อสูร-สัตว์วิเศษไปยามนี้ ต่อให้เสี่ยวผานอยากเดินทางเพียงใด ก็คงไม่มีใครขันอาสาเดินทางไปกับเด็กหนุ่มแน่นอน ยิ่งกลางคืนด้วยพวกสัตว์อสูรมักจะออกล่ากันให้ขวักไขว่ แม้กระทั่งจางฮุ่ยเฟิงยังออกปากว่ารอให้พรุ่งนี้เช้าจะดีกว่า

            เซี่ยจวิ่นที่เดินหายไปนานกลับมาพร้อมกับกล่าวว่าจองโรงเตี๊ยมไว้ให้แล้ว ทุกคนจึงเดินทางไปยังโรงเตี๊ยมที่ว่า จูงม้าเก็บในคอกขนข้าวขนของเข้าห้องตนเองไป

            คณะการเดินทางจึงหลับนอนที่โรงเตี๊ยมคืนหนึ่ง เก็บแรงพักผ่อนสำหรับวันรุ่งขึ้น

 

            วันรุ่งขึ้นเยี่ยกงนัดทุกคนแต่เช้า ไม่ว่าผู้ใดก็มิกล้าทำชักช้าให้เป็นตัวถ่วงเสียงาน สมาชิกเก้าคนลงมารวมกันที่โต๊ะอาหารชั้นล่างอย่างพร้อมเพรียง จางฮุ่ยเฟิงผู้ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินค่าเดินทางในครั้งนี้สั่งอาหารหรูมามิใช่น้อย เซี่ยจวิ่นเป็นคนสนิทมานานไม่เคยเห็นนายสั่งอาหารเช่นนี้มาก่อนจึงต้องมองด้วยความงุนงน ทว่าพอเห็นคนอีกผู้หนึ่งสวมหน้ากากเงินประณีตกำลังสนทนาด้วยจึงพอเข้าใจเรื่องราวรางๆ

            เสี่ยวผานที่กำลังนั่งฟังบทสนทนาอยู่เช่นกันจึงได้แต่ส่งยิ้มแห้งๆให้

            อาหารของรัฐนันหลิงยังมีปลาหูล่องน้ำลึกที่ขึ้นชื่ออีก

            “กระเป๋าเงินถือเป็นของท่าน หากอยากสั่งให้ผู้อื่นบำรุงกำลังอย่าได้มาถามข้า” คำพูดคำจาเช่นนี้คล้ายปฏิเสธ แต่เมื่อได้ลองขบคิดดีๆแล้วจะพบถึงความผิดปกติบางอย่าง

            จางฮุ่ยเฟิงยกยิ้ม เอ่ยปากสั่งอาหารกับบ่าวประจำโรงเตี๊ยมไปอีกจาน

            เยี่ยกงที่เดินทางไปดูม้ากับไซมิ้งเดินกลับมา คนทั้งคู่ทรุดลงนั่งบนเก้าอี้โดยหลีกเลี่ยงบริเวณหัวโต๊ะอย่างชัดเจน จนทำให้เสี่ยวผานอดเอ่ยปากขึ้นมาไม่ได้

            อาเยี่ยกงกับอาไซมิ้ง พวกท่านหลบหลีกราวกับบริเวณนี้มีสิ่งใดชั่วร้ายอยู่

            “เจ้าไม่เห็นหรือมูยอง?  หากนั่งเทียบรัศมีบริเวณนั้นแล้ว เห็นทีอิสตรีที่ผ่านมาคงจะอดซุบซิบนินทานำข้าไปเปรียบเทียบกับคุณชายจางเป็นแน่

            การเดินทางและพักโรงเตี๊ยมร่วมกันจึงทำให้เยี่ยกงสนิทสนมถึงขนาดเอ่ยปากล้อเล่นกับจางฮุ่ยเฟิง นั่นเป็นเพราะเด็กหนุ่มจากตระกูลจางไม่ถือตัวแม้แต่น้อย ทำตัวเสมือนมิได้มาจากตระกูลใหญ่ บุรุษทั้งเก้าคนที่ร่วมเดินทางเกิดความสนิทสนมกันเพิ่มขึ้นมากกว่าแต่ก่อน

            ซีอิ่งอีก เด็กหนุ่มอย่างพวกเจ้าหน้าตาล้ำหน้าคนแก่อย่างเราไปไกลลิบแล้ว” ไซมิ้งทำเป็นเอ่ยตัดพ้อ มือผู้คุ้มกันวัยกลางคนยกป้านสุราบนโต๊ะขึ้นถืออย่างแนบเนียน

            จินเริ่มคีบกับข้าวมารับประทานอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ราวกับบทสนทนาบนโต๊ะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับตนเอง ลิ้นเล็กในปากลิ้มลองรสชาตอย่างมีความสุข

            นี่เป็นเพราะยามเช้า เยี่ยกงกับไซมิ้งแยกตัวออกไปดูม้าล้อฮุนกับอาเหลาก็มัวแต่สนทนากับพ่อค้าด้านนอกเซี่ยจวินก็ไปจับจ่ายซื้อของตามคำสั่งเจ้านาย ดังนั้นบนโต๊ะอาหารจึงเหลือเพียงจางฮุ่ยเฟิง จิน เสี่ยวผาน และมู่ฟ๋งเท่านั้น

            พอถูกถามถึงรายการอาหารจึงเอ่ยปากขอให้อีกฝ่ายแนะนำ คาดไม่ถึงอาหารที่เขาหลุดปากออกไปว่าน่าทานนั้น อีกฝ่ายก็เอ่ยปากสั่งให้พ่อครัวยกมาราวกับเงินเป็นสิ่งของทิ้งขว้างเปล่าๆเช่นกัน ทำเอาผู้คนที่เหลือบนโต๊ะต้องพากันหุบปากลงทั้งหมด เผื่อคุณชายผู้ใจดีจะสั่งอาหารให้อีก

            ถึงกระนั้นบรรดาอาหารมากมายบนโต๊ะเพียงไม่นานก็ลดลงจนร่อยหรอ

            เห็นได้ชัดว่าคนเราพอสนิทสนมกันแล้ว แม้กระทั่งการรับประทานอาหารก็ยังหมดซึ่งความเกรงใจไปด้วย อาเหลาและล้อฮุนทั้งสองผู้คุ้มกันอารมณ์ดีหัวเราะเริ่งร่าให้กับข้อกล่าวหานี้อย่างยินดี

            โรงเตี๊ยมแห่งนี้เป็นเพียงโรงเตี๊ยมเล็กๆ เนื่องเพราะจางฮุ่ยเฟิงกล่าวย้ำว่าไม่ต้องการเป็นจุดสนใจ ดังนั้นจึงพามาพักยังโรงเตี๊ยมแห่งนี้ ชั้นบนเป็นห้องพักชั้นล่างทำเป็นเหลาอาหาร  แม้ไม่ได้ดูหรูหราแต่สะอาดสะอ้านยามมองไปทางใดก็ล้วนสบายตาอย่างยิ่ง

บรรยากาศในเหลากำลังเป็นไปด้วยดี พลันมีเด็กผู้หนึ่งวิ่งมากระแทกด้านหลังอาเหลา จากนั้นเด็กผู้นั้นก็ล้มลงบนพื้น เงยหน้าขึ้นมารีบเอ่ยคำขอโทษขอโพยอย่างรีบร้อนก่อนจะถอยหลังกรูด เตรียมตั้งท่าจะจากไป

ช้าก่อน” พลันมีคนหนึ่งในวงอาหารเอ่ยปากขึ้น

ผู้คนในโต๊ะสบตากันโดยไม่ได้นัดหมาย

เห็นได้ชัดว่าเด็กผู้นี้ต้องการล้วงกระเป๋าอาเหลาแล้ว โจรน้อยผู้นี้ไม่รู้จักเลือกสรรเหยื่อรู้ที่ต่ำที่สูงอย่างยิ่ง ท่าทางเช่นนี้คงไม่พ้นเป็นโจรน้อยมือใหม่เพิ่งหัดขโมย บนโต๊ะนี้มองดูอย่างไรจางฮุ่ยเฟิงที่นั่งหัวโต๊ะก็ไม่น่าใช่คนธรรมดา ต่อให้ไม่ทราบว่าเป็นตระกูลจาง แต่ไม่ว่ามองอย่างไรกล้ามเนื้อและร่างกายที่บึกบึนก็บ่งบอกว่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ไม่ผิดแน่

โจรน้อยผู้นี้มาล้วงกระเป๋าเลือกโต๊ะได้นับว่าเป็นคราวเคราะห์โดยแท้

โจรน้อยคืนถุงเงินเรามา พวกเราจะไม่ถือสาเอาความเจ้า” อาเหลากล่าวเสียงแข็งกระด้าง

ขะข้าไม่มีถุงเงินอันใดทั้งนั้น พวกท่านเหตุใดจึงต้องใส่ความข้า!”

โจรน้อย เจ้าทำสิ่งใดล้วนอยู่ในสายตาบิดา หากไม่ยอมรับอีกคงต้องเหน็ดเหนื่อยใช้กำลังกันแล้ว” อาเหลาทำเป็นกล่าวเสียงเข้ม ทำสีหน้าดุดัน

มารน้อยบนพื้นสะดุ้งเฮือกเมื่อคนผู้หนึ่งบนโต๊ะลุกขึ้นยืน ร่างสีขาวสว่างยามลุกขึ้นล้วนทำให้ผู้คนรู้สึกสายตาพร่า มองเพียงแค่รูปลักษณ์ขอสามารถสัมผัสได้ถึงความมีสง่าราศีแล้ว แต่งแต้มด้วยหน้ากากสีเงินที่เพิ่มความลึกลับน่าค้นหา… ดวงตาสีทองดุจสัตว์ร้ายจ้องมองไปยังโจรที่นั่งอยู่กับพื้นในครานี้อย่างนิ่งสงบ

เสี่ยวผานลอบปาดเหงื่อในใจ จินเกลียดเรื่องยุ่งยากวุ่นวายพรรณนี้เป็นที่สุด หากโจรน้อยนี้ยังดื้อดึงไม่ยอมรับคายกระเป๋าเงินอาเหลาออกมาอีก เขาไม่อาจคาดเดาได้ว่าจิ้งจอกจะกระทำสิ่งใดไปบ้าง เสี่ยวผานร้อนใจรีบเอ่ยคำพูดกระตุ้นโจรมือใหม่

โจรน้อยเจ้าคืนกระเป๋าเงินอาเหลาไปเถิด พวกเรามีธุระต้องไปต่ออีกยามนี้ไม่อยากเสียเวลาแล้ว

พวกท่านใส่ความพวกท่าน…”

โง่เขลายิ่ง เสียงราบเรียบดังขึ้นเรียกให้โจรบนพื้นต้องหันไปมอง พลันสบตากับดวงตาดุร้ายดุจสัตว์ป่าที่กำลังเรืองรอง ต้องรีบเบือนสายตาหนีด้วยความหวาดกลัว

จินไม่สนใจอาการตัวสั่นของตัวปัญหาแม้แต่น้อย เขายังคงพูดต่อ เจ้ามันโง่เขลาผิดพลาดตั้งแต่เลือกเป้าหมายแล้ว หากยังอยากมีมือล้วงกระเป๋าผู้อื่นต่อล่ะก็…”

แม้ว่าจินจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงธรรมดาแต่บีบคั้นผู้คนยิ่ง โจรน้อยก้มหน้าลงต่ำคล้ายมีพญามัจจุราชกำลังใช้มืออันใหญ่โตบีบร่างตนเองไว้อยู่

จินแบมือกระดิกนิ้วเป็นท่าทางให้ส่งของมา โดยไม่มีใครคาดคิดโจรน้อยบนพื้นรีบล้วงกระเป๋าส่งคืนให้แต่โดยดี จากนั้นมันก็รีบวิ่งเผ่นไปด้วยความหวาดกลัว ไม่ยอมหันหลังกลับมามองสิ่งใดอีก อาเหลาเก็บกระเป๋าเงินเข้าตัวไป ปากกล่าวขอบคุณกับจินอย่างไม่ขาดสาย

พวกเขามัวแต่ขู่เด็กผู้หนึ่งที่หัวรั้นเป็นอย่างยิ่งเช่นนั้น ต่อให้ผ่านไปทั้งวันก็คงไม่ได้กระเป๋าเงินอยู่ดี

วิธีรับมือกับคนประเภทนี้ก็คือต้องทำจริง แสดงออกให้ชัดว่าไม่ได้ขู่ไม่ได้ล้อเล่น

แน่นอนว่าเสี่ยวผานถามถึงเรื่องนี้เช่นกัน จินก็ตอบไปตามตรงว่าเขาจะหักแขนโจรน้อยจริงๆ อย่างไรเสี่ยวผานก็ยืนอยู่ตรงนี้กระดูกหักขึ้นมาเพียงท่อนเดียวย่อมมีทางรักษาอยู่แล้ว

พอสถานการณ์คลี่คลายผู้คนที่ยังไม่อิ่มก็รับประทานต่อ ผู้คนที่อิ่มแล้วก็เดินเช็คของบนม้า ป้อนหญ้าพลางสนทนากันอยู่ด้านหน้าคอก รอจนสมาชิกทั้งหมดรับประทานกันอิ่มหนำดีแล้ว

เยี่ยกงเรียกรวมพลที่ด้านนอก อธิบายเรื่องเส้นทางและเป้าหมายการเดินทางต่อไป

วันนี้หากเร่งเดินทางทั้งวันคาดว่าเราคงเข้าเขตสัตว์อสูร-สัตว์วิเศษตั้งแต่ช่วงค่ำ เราจะตั้งที่นอนพักผ่อนอยู่โดยรอบก่อน รอจนกระทั่งวันรุ่งขึ้นเช้าแล้ว ค่อยเดินทางผ่านป่าออกไป” กล่าวจบไม่มีใครทัดท้าน เยี่ยกงจึงออกคำสั่งทันที

บุรุษทั้งแปดนี้เป็นที่สนใจของผู้คนมาก ยามม้าแปดตัวโลดแล่นผ่านถนนในเมือง ไม่ว่าผู้ใดต่างหันศรีษะตามไปมอง โดยเฉพาะบรรดาอิสตรีหากพวกนางไม่กลัวโดนม้าเหยียบตาย คงถลาไปขวางทางม้าแล้วใครให้ชั่วชีวิตหนึ่งมีอาสพบเจอคุณชายที่องอาจสมชายเช่นนี้น้อยครั้งเล่า? พวกนางอุดอู้อยู่แต่ในเมืองที่มีความสุขสบาย พบเจอแต่เหล่าบุรุษบัณฑิตคล้ายหงส์กา แต่งกายสีฉูดฉาดสำอางค์ยิ่งกว่าพวกนางที่เป็นสตรีเสียอีก

ม้าทั้งแปดตัวทะยานผ่านประตูเมืองไปก็เรียงขบวนผลุบหายเข้าไปในป่าทันที

การเดินทางเป็นไปอย่างเร่งรีบ ลมที่ตีแสกหน้าหากเปลี่ยนเป็นชาวบ้านธรรมดาการควบม้าด้วยความเร็วเยี่ยงนี้ อย่างไรก็ไม่สามารถลืมตาได้ แต่ทว่าบุรุษทั้งแปดในขบวนนี้นอกจากจะควบม้าด้วยความเร็วสูงแล้ว ยังสามารถพูดคุยกันปกติราวกับลมไม่นับเป็นเรื่องแม้แต่น้อย

คุณชายจางที่สวมอาภรณ์มืดดำอยู่บนหลังม้า บัดนี้ลมตีผ่านส่งผลให้อาภรณ์ต่างพัดไม่เป็นระเบียบ เผยท่อนแขนอันกำยำ ทว่ามีร่องรอยบาดแผลมากมายแผลเป็นมากมายเกินกว่าชีวิตคนธรรมดาผู้หนึ่งจะมีได้ด้วยซ้ำ เกิดคำถามผุดขึ้นมาในใจแก่ผู้พบเห็น

เหตุใดบนท่อนแขนของเด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดจึงมีแต่บาดแผลมากมายเช่นนี้?

เสี่ยวผานกับจินทราบเรื่องนี้อยู่แล้ว จางฮุ่ยเฟิงมีรอยแผลเช่นนี้ตั้งแต่ยามเด็กที่พบเจอกัน แต่ดูเหมือนว่าเวลาที่ผ่านมาบาดแผลจะเพิ่มขึ้นมิใช่น้อย หากจะกล่าวว่าฝึกวิชาจนเป็นเช่นนี้ก็ถือเป็นคำกล่าวอ้างที่เลื่อนลอยยิ่ง… บาดแผลเช่นนี้ดูอย่างไรก็เป็นการตั้งใจสร้างขึ้น

ที่แท้ภายในตระกูลจางเป็นเช่นไรกันแน่?

คำถามนี้เกิดอยู่ภายในใจทุกคน ยกเว้นแต่เพียงตัวจางฮุ่ยเฟิงและผู้ติดตามอย่างเซี่ยจวิ่นกับมู่ฟ๋งเท่านั้น ทว่าแม้ยามนี้มีความสนิทสนมกันในระดับหนึ่งแล้ว แต่ไม่ว่าผู้ใดก็มิกล้าเอ่ยปากถามที่มาที่ไปอยู่ดี

เสี่ยวผานมีสีหน้าเคร่งขรึมลง เด็กหนุ่มเกิดความตั้งใจขึ้นมาว่าจะตามหาวิธีรักษาร่องรอยแผลเป็นให้จงได้ ทั้งในนามของแพทย์และความต้องการของตนเอง

พอวิ่งมาได้หลายชั่วยามจนตกกลางวัน เยี่ยกงที่ล่วงหน้าไปก่อนวกม้ากลับมาแจ้งข่าว

ที่ด้านหน้ามีบ่อน้ำขนาดเล็ก พักรับประทานอาหารให้ม้าดื่มน้ำกันก่อน

ม้าทั้งแปดตัวถูกปล่อยให้เล็มหญ้า ดื่มน้ำจากบ่อตามอำเภอใจ จินล้วงอาหารแห้งออกมาส่งให้เสี่ยวผาน เมื่อไม่ได้อยู่ในเมืองแล้วหน้ากากสีเงินจึงถูกถอดออกมาเก็บ

ทั้งกระบี่ทั้งสองเล่มของจินหรือธนูของเสี่ยวผาน ต่างก็ถูกผ้าพันห่อเก็บไว้อย่างดี เนื่องเพราะพวกมันโดดเด่นจนเป็นที่สนใจมากเกินไป ยามอยู่เมืองหลวงผู้คนต่างมีอาวุธหายากกันมากมาย ทว่าพอมาเดินทางนอกตัวเมือง จะหาคนผู้หนึ่งที่พกอาวุธก็นับว่ายากเย็นแล้ว

เนื่องเพราะขี่ม้ามาเป็นเวลานานไซมิ้งกับล้อฮุนจึงออกกำลังกาย โดนการดวลอาวุธกันอย่างไม่จริงจังนัก ผู้ชมข้างสนามต่างร้องตะโกนเชียร์กันอย่างขบขัน

ไซมิ้งใช้ดาบใหญ่เป็นอาวุธ ส่วนล้อฮุนใช้กระบี่เล่มหนึ่ง ทั้งคู่มีแนวทางการต่อสู้คล้ายกันคือ เน้นพละกำลัง เหล่าผู้คุ้มกันของผานตงส่วนใหญ่ล้วนผ่านการเป็นสารถีมาก่อน ดังนั้นแต่ละคนจึงมีวิถีการต่อสู้ราวกับพี่น้องคลานตามกันมามิมีผิด

พอคู่แรกจบไปอย่างสนุกสนานมู่ฟ๋งก็โดนผู้ชนะอย่างไซมิ้งเรียกไปต่อสู้กับตนเองต่อ แน่นอนว่าผ่านไปไม่กี่กระบวนท่าไซมิ้งก็เหนื่อยหอบ เหงื่อมากมายผุดพรายเอ่ยปากขอยอมแพ้ไปตามครรลอง

มู่ฟ๋งเรียกเซี่ยจวิ่นมาประลองกับตนเองต่อ ถือเป็นความบันเทิงยามพักผ่อนชั่วครู่

เซี่ยจวิ่นได้ชัยชนะไป เนื่องเพราะมู่ฟ๋งเบื่อที่จะสู้ต่อแล้ว เขาจึงส่งเวทีต่อให้กับสหายร่วมนาย เซี่ยจวิ่นสาดดวงตาที่เป็นประกายคมกริบตรงไปอีกด้าน แย้มยิ้มกว้างก่อนจะตะโกนเรียก

มูยองเจ้าออกมา!”

เสี่ยวผานกลืนอาหารแห้งคำสุดท้ายลงคอ มือจับกระบี่หยาบๆธรรมดาที่หาซื้อเดินออกไป บนไหล่มีนกนางแอ่นคู่น่ารักสองตัวเกาะอยู่อย่างกลมกลืน

พวกเขาเริ่มต่อสู้กัน

ผ่านไปหลายกระบวนท่าเห็นได้ชัดว่าเซี่ยจวิ่นมีความเหนือชั้นกว่าในเพลงดาบ เสี่ยวผานเหน็ดเหนื่อยมิใช่น้อย แต่ทว่าการยืดเส้นยืดสายหลังขี่ม้ามาหลายชั่วยามช่วยให้ร่างกายกระชุ่มกระชวย ผ่านไปสักพักแพทย์หนุ่มจึงเอ่ยปากขอยอมแพ้

ชัยชนะตกเป็นของเซี่ยจวิ่นอีกครั้ง เยี่ยกงปรบมือตามมารยาทก่อนจะขัดจังหวะความบันเทิงในครั้งนี้ บอกให้ทุกคนแยกย้ายเตรียมตัวเดินทางกันต่อ  

เซี่ยจวิ่นถอนหายใจอย่างเสียดาย เขาอยู่กับนายน้อยยามที่สนทนากับเยี่ยกง จดจำความปลาบปลื้มในสายตาของหัวหน้าผู้คุ้มภัยยามกล่าวถึงซีอิ่งได้ ตั้งใจจะถือโอกาสถ้าประลองกับอีกฝ่าย เสียดายที่โอกาสพลันหายวับไปกับตา

เซี่ยจวิ่นมาจากตระกูลเซี่ยที่ไม่ได้ถือว่าเป็นตระกูลดาดๆธรรมดา บิดาเป็นถึงหนึ่งในผู้นำของพรรคฝ่ายธรรมมะยุคใหม่ ครอบครองสัตว์วิเศษระดับหก เซี่ยจวิ่นจึงชื่นชอบการต่อสู้เป็นอย่างมาก มีความปราถนาที่จะประมือกับผู้เก่งกล้า ติดอยู่ที่ว่าพอพ้นจากการสนทนากับเยี่ยกงในยามนั้น นายน้อยก็เอ่ยปากห้ามปรามไม่ให้เขาสรรหาข้ออ้างต่อสู้กับซีอิ่งเด็ดขาด ยามนี้จึงได้แต่เสียดายเดินคอตกขึ้นม้าแต่โดยดี

จางฮุ่ยเฟิงมองคนสนิทรู้สึกสาแก่ใจอย่างยิ่ง ควบม้าเหยาะๆไปหยุดอยู่ด้านข้างสองสหาย

เซี่ยจวิ่นเป็นอย่างไร?

พี่เซี่ยจวิ่นเก่งกาจมาก คนอย่างข้าย่อมไม่นับเป็นคู่มือหรอก” เสี่ยวผานเอ่ยอย่างขบขัน

หากเจ้าอยากฝึกซ้อมก็เอ่ยปากขอให้เขาเป็นคู่มือได้ เซี่ยจวิ่นอย่างไรย่อมไปปฏิเสธการต่อสู้อยู่แล้ว

จางฮุ่ยเฟิงมองอย่างหวังดีจากนั้นจึงควบม้าไปคุยกับเยี่ยกงต่อ จินมองตามรู้สึกสายตายามที่อีกฝ่ายจับจ้องมายังตนทำให้ครั่นเนื้อครั่นตัวขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

เยี่ยกงควบม้าออกนำหน้าไป จากนั้นผู้คนที่เหลือจึงจัดขบวนเช่นเดิม มีเซี่ยจวิ่นรั้งปิดท้าย

อากาศช่วงกลางวันถือว่าเป็นอุปสรรคยิ่งนัก ผู้ฝึกยุทธส่วนมากมักไม่มีปัญหาต่อไอความหนาวเพราะร่างกายแข็งแรงเป็นอย่างยิ่ง ทว่ากลับความร้อนเช่นนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถรับมือได้

ม้าทุกตัวทะยานอย่างรวดเร็ว เท้าอันแข็งแกร่งทรงพลังทั้งสี่สร้างระยะอย่างต่อเนื่อง ผู้คนบนหลังม้าโดนแดดส่องกันจนเหงื่อผุดพราย ต้องยกผ้าผืนบางมาเช็ดอยู่บ่อยครั้ง ยิ่งผู้ที่มีผ้าปักลายด้วยแล้วเห็นได้ชัดว่าภรรยาทำให้ต่างถูกล้อจนหน้าแดงก่ำ

จินร้อนมากเช่นกัน จิ้งจอกอยากจะกลับร่างของตน กระโจนลงในสระน้ำให้รู้แล้วรู้รอด

ควบม้ากันอย่างยาวนาน ทนร้อนกันไปหลายชั่วยามจนชินชาจึงเริ่มเข้าเขตป่าไม้ผิดแปลกออกไปจากธรรมดา ต้นไม้สีเขียวสดใสยามปกติ บัดนี้รอบข้างต่างคล้ำสีลงเล็กน้อย บนพื้นมีธงพื้นหนึ่งปักอยู่ บนผืนผ้ามีสัญลักษณ์ของทางการ ปักเพื่อให้ทราบว่าจากนี้จะหมดเขตรัฐนันหลิงแล้ว

เข้าสู่เขตแดนของเหล่าสัตว์อสูร สัตว์วิเศษอย่างเต็มตัว

เยี่ยกงหยุดขบวน ล้วงแผนที่ในอกเสื้อออกมา ควบม้าเหยาะๆมาทางจางฮุ่ยเฟิงพูดคุยสนทนากันหลายคำ พวกเขาถึงบริเวณเขตแดนก่อนมืด จึงปรึกษากันว่าจะข้ามเขตไปเลยดีหรือไม่ จากนั้นค่อยหาที่หลบปลอดภัยพักผ่อนรอยามเช้ากันด้านใน เยี่ยกงเรียกเสี่ยวผานเข้าไปร่วมบทสนาด้วย สอบถามถึงวิธีหาที่พักในเขตของสัตว์อสูร

พวกเขาหารือกันยังไม่เสร็จดี ก็มีเสียงเรียบๆดังขัดขึ้นมา

พวกเราจะไม่เข้าไปในป่า

พอหันไปมองก็เห็นจินในชุดสีขาวสง่าลงมายืนอยู่กับพื้นแล้ว ท่าทางราวกับจะทำตามที่บอกกล่าวจริงๆ เยี่ยกงรู้สับสนงุนงงอย่างยิ่ง

เพราะเหตุใด?” จางฮุ่ยเฟิงรู้สึกสนใจ จึงลงจากม้าเดินเข้าไปถามอีกฝ่าย

จินยกมือขึ้นชี้ไปทางด้านในป่า พูดด้วยเสียงเรียบๆ ด้านในมีดวงตานับร้อยของฝูงสัตว์อสูรกำลังจ้องมองอยู่ พวกเราถูกหลอก

กล่าวจบก็สะกิดปลายเท้า ข้ามเขตแดนไปอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ผู้ใดจะห้ามทัน เรือนร่างสีขาวหายวับไปหลังต้นไม้ใหญ่ ก่อนจะปรากฏออกมาที่เดิมด้านหน้าจางฮุ่ยเฟิงราวกับหมอกควัน ในมือหิ้วคอสัตว์ชนิดหนึ่งที่เสี่ยวผานรู้จักดียิ่งจนเผลออ้าปากค้าง

เราอยู่ในมนต์ลวงตา” จิ้งจอกขนาดกลางสีน้ำตาถูกเขย่า มันรู้ตัวถูกพบแน่แล้วจึงคลายมนต์ ท้องฟ้าที่เป็นยามเย็นมีแสงแดดส่องรำไรกลายเป็นมืดครึ้มทันที

เกือบไปแล้วพวกเขาอุทานในใจ ลอบปาดเหงื่อกันอย่างหวาดหวั่น ที่แท้มืดมิดขนาดนี้ หากเดินเหยียบย่างเข้าไปในเขตสัตว์อสูร มิใช่ว่ากำลังส่งตนเองเข้าปากเสือหรอกหรือ?

เห็นดังนั้นที่เหลือลงจากม้า พากันเอ่ยขอบอกขอบใจจินเป็นอย่างมาก เยี่ยกงกล่าวขอบคุณเช่นกัน จากนั้นหัวหน้าผู้จริงจังจึงสั่งให้ค้นหาที่หลับนอนพักผ่อนกันทันที

บุรุษทั้งทั้งเก้านั่งลงบนพื้นหญ้า พักพิงกับต้นไม้ใหญ่บ้าง ม้าถูกผูกรวมกันไว้ใกล้ๆ

กินเนื้อจิ้งจอกได้หรือไม่?” อาเหลาพูดขึ้นมาอย่างขบขัน ทว่าดวงตากลับจ้องมองจิ้งจอกสีน้ำตาลในมือจินอย่างไม่วางตา 

ไม่” จินตอบแทบจะในทันที ก่อนจะวางจิ้งจอกลงใกล้ตัว

เยี่ยกงประกอบอาหารอย่างง่ายๆจากวัตถุดิบที่เตรียมมา รสชาตก็ถือว่าไม่ได้ย่ำแย่มากนัก กระเพาะของพวกเขาต่างส่งเสียงร้องแข่งกัน จึงกลืนอาหารกันลงคออย่างไม่อิดออด อาหารหมดลงไปอย่างรวดเร็ว

จินเลือกที่นอนเป็นบริเวณรากของต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง นำผ้าผืนบางมาปูรองไว้อีกชั้น ท่ามกลางผู้คนจำนวนมากเช่นนี้จินชอบการนั่งพิงหลับมากกว่าจะนอนลงไปโดยตรง ที่ด้านข้างมีเสี่ยวผานกำลังคลี่ผ้าปูที่นอนอย่างตั้งใจ

ข้าขอนอนพิงตรงนี้ด้วยได้หรือไม่?

จินเลิกคิ้วเงยหน้าขึ้นมองผู้พูด เชิญ

จางฮุ่ยเฟิงก้มตัวนั่งลงหลังพิงกับต้นไม้ใหญ่ข้างๆ ดวงตาสีเทาลอบมองเสี้ยวหน้าที่เสกสรรมาอย่างลงตัว มองตามมือของอีกฝ่ายที่กำลังลูบขนเจ้าจิ้งจอกสีน้ำตาล

มันดูกลัวเจ้า” จินชะงักกึกตามคำกล่าวลอยๆของจางฮุ่ยเฟิง

ใช่แล้วจิ้งจอกล้วนหวาดกลัวเขา… หากไม่นับเจ้าจิ้งจอกสีเงินที่น่ารำคาญ ไม่ว่าจะเป็นที่ฝูงในป่ามนตราหรือในเขตนี้ พวกมันดูหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด จินพ่นลมหายใจออกมา มือขาวซีดจนเห็นกล้ามเนื้อและรอยเส้นเลือดอย่างชัดเจนโยนเจ้าจิ้งจอกสีน้ำตาลข้ามเขตกลับป่าไป

ข้าก็เช่นกัน เหล่าสัตว์วิเศษต่างไม่ชอบข้า” จางฮุ่ยเฟิงพิงต้นไม้ หลับตาสีเทาลงอย่างผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นเพราะบนโลกนี้จินกับเสี่ยวผานเป็นเพียงไม่กี่คนที่มอบความช่วยเหลือให้เขาอย่างจริงใจ จึงอดรู้สึกสบายใจไม่ได้เมื่ออยู่ใกล้

เจ้าจะรู้ใจพวกมันได้อย่างไร สัตว์วิเศษในคราบมนุษย์มองอีกฝ่ายที่หลับตาลงพิงต้นไม้ มีเสี่ยวผานมานั่งร่วมวงสนทนาเพิ่มด้วยอย่างสนใจ

จางฮุ่ยเฟิงยกยิ้มมุมปากตามมารยาทขึ้นคล้ายติดเป็นนิสัย ทว่าดวงตากลับดูขมขื่นมิใช่น้อย

ข้าไม่รู้ใจพวกมันจึงเป็นเช่นนี้

            ย้อนไปเมื่อหลายเดือนก่อนของทุกปี ทางตระกูลจางจะเปิดคลังสัตว์วิเศษที่จับมาให้คนภายในตระกูลได้เลือกสรร นายน้อยของตระกูลจางแต่ละคนมีสัตว์วิเศษประจำกายตัวแรกตั้งแต่อายุยังน้อย จางฮุ่ยเฟิงนั้นไม่ว่าจะวัยเด็กหรือยามนี้ก็ไม่เข้าใจเหตุผลที่ตนเองกลายเป็นตราบาปของตระกูลอยู่ดี

            ยามฝึกซ้อมกระบี่กับอาจารย์ที่บิดาจัดหามาให้ในวัยเด็กก็เป็นการฝึกซ้อมรวมกันห้าคนกับพี่น้อง ลับหลังอาจารย์หรือผู้อื่น เป้ากระบี่มักจะกลายเป็นเขาเสมอ ยิ่งแสดงทีท่าต่อต้านว่าแข็งแกร่งก็ยิ่งโดนรุมกัดกิน จางฮุ่ยเฟิงจึงต้องแกล้งทำเป็นโง่งม ไม่ว่าอาจารย์จะสอนอย่างไรฝีมือก็ไม่พัฒนาเลย โดนดุด่าเท่าไหร่ก็ย่ำอยู่กับที่ จนอาจารย์สิ้นหวังเอ่ยปากเลิกสอนเขาไป

            รอดพ้นจากการรังแกได้สักเล็กน้อย แต่ก็กลายเป็นขยะไร้ประโยชน์ในสายตาคนทั้งตระกูล

            ดวงตาสีเทาสั่นไหวภายใต้เปลือกตาก่อนจะลืมตาขึ้นมาเป็นปกติ ยกยิ้มด้วยท่าทีเป็นธรรมชาติ ชวนคุยด้วยเรื่องอื่นปกปิดคลื่นอารมณ์อันดำมืดสุดจะหยั่งไว้ด้านใน

            พวกเจ้าเคยเดินทางไปที่ไหนมาบ้างแล้ว…”

            เป็นเสี่ยวผานที่สนทนาต่อกับจางฮุ่ยเฟิงอย่างสนุกสนาน สักพักเซี่ยจวิ่นกับมู่ฟ๋งก็เดินมาทรุดตัวลงนั่งร่วมวงด้วย มีเพียงจินที่ลอบมองรอยยิ้มจอมปลอมแล้วถอนหายใจออกมา อดรู้สึกชื่นชมกับชีวิตของเด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดในแคว้นนี้ไม่ได้ ที่โลกเดิมอายุสิบเจ็ดเขาว่าตนเองลำบากมากแล้ว ยามนี้กลับพบว่าจางฮุ่ยเฟิงผ่านชีวิตมาอย่างขมขื่นกว่าตนยิ่งนัก พลันทำให้รู้สึกเอ็นดู

            วงสนทนายังคงสนุกสนานกันต่อไป ราวกับลืมเลือนไปแล้วว่ายามนี้ต้องข่มตาลงเพื่อพักผ่อน

            จินใช้ดวงตาที่มองเห็นได้ในความมืดจับจ้องเข้าไปด้านในเขตป่ารกชันของสัตว์อสูร พบว่ายังเหลือเหล่าสัตว์อสูรดุร้ายเดินกันอยู่ประปราย พวกมันล้วนได้กลิ่นหอมหวาน

            เยี่ยกงเหนื่อยล้าเต็มทีเนื่องจากเป็นคนนำทางด้วยจึงผลอยหลับไปอย่างรวดเร็วไม่ทันได้แบ่งเวรยาม ดังนั้นจินจึงอาสาอยู่เฝ้ายามให้อย่างเต็มใจ โดยอาศัยข้ออ้างที่ว่าตนเองนั้นเหนื่อยและลำบากน้อยสุด

            เสี่ยวผานล้วงยาขวดหนึ่งออกมาวางด้านข้างตัว ปล่อยให้กลิ่นคละคลุ้งไปในอากาศ… หลังจากนั้นเพียงไม่นานวงสนทนาก็เริ่มแยกย้าย บรรยากาศยามกลางคืนที่เงียบสงัดมีเพียงแสงจันทราส่องลงมา ผู้คนก็เริ่มหลับนอนแต่เป็นการเริ่มล่าของสัตว์กลางคืนเช่นกัน

            เสี่ยวผานเก็บขวดยาผงนิทราเข้าย่าม พยักหน้าให้จินเป็นสัญญาณ จากนั้นจิ้งจอกก็ผุดลุกขึ้น มือจับกระบี่ซีอิ่งไว้เสียบไว้กับสายรัดของเสื้อผ้า ดวงตาแอมเบอร์ดุจสัตว์ร้ายทอแสงเรืองรองยามค่ำคืนมองเข้าไปในเขตผืนป่าของสัตว์อสูร-สัตว์วิเศษ

ก่อนร่างกายจะหายไปราวกับหมอกควัน






#TALK with LLwuda

          เอาตามตรงเลยก็คืนเมื่อวานสลบไปก่อนอีกแล้วค่ะ55 

          ตอนนี้ไม่มีอะไรจะพูดค่ะ จิ้งจอกน้อยผ่านมาแต่ละตอนยังวนเวียนอยู่กับอาหารแสนอร่อยเหมือนเดิม555 อยากเป็นทาสจิ้งจอกที่ดีต้องสรรหาของมาบำรุงให้(ดูจากเสี่ยวผานเป็นตัวอย่างแค่ก)

          พบกันตอนหน้าค่ะ <3

 

ปล. เห็นผู้อ่านที่มาคอมเม้นท์(อดหลับอดนอนพิมพ์ไป) รู้สึกได้รับแรงกดดันอย่างไม่ทราบสาเหตุค่ะ ฮา


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 596 ครั้ง

96 ความคิดเห็น

  1. #8245 PikazZA (@nooplasunisa) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 12 มกราคม 2562 / 23:21

    สงสารอ่ะ พี่ช่างเลวร้ายเหลือ

    #8245
    0
  2. #8132 SudaratYo (@SudaratYo) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 / 14:10
    สงสารพระเอกงื้อออ
    #8132
    0
  3. #8058 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 11:48

    โถ สัตว์โลกนี้หนาไม่เจียมตัวเสียแล้ว

    #8058
    0
  4. #7925 chalillxx_ (@chalillxx_) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2561 / 10:42
    บางทีก็คิดว่าจิ้งจอกเซเลบของฉันเป็นพระเอกนะเนี้ย ดีไปหมด
    #7925
    0
  5. #7840 luhan7_lulu (@luhan7_lulu) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2561 / 22:21
    จิ้งจอกน้อยกับอาหารแสนอร่อยของเขา
    #7840
    0
  6. #7792 LuckyStar1006 (@AinSuchada) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2561 / 10:22
    มันส์มากกก อยากรู้ว่าจินกับเสี่ยวผานจะเข้าไปทำอะไร
    #7792
    0
  7. #7768 lapis (@cirrus) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 23:13

    พักผ่อนด้วยนะคะไรท์

    #7768
    0
  8. #7731 Jolly CCP (@c1chonlana) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 25 กันยายน 2561 / 22:50
    พระเอกเราบาดแผลเยอะเหลือเกิน ทั้งทางกายทั้งทางใจ
    #7731
    0
  9. #7635 4KKWAN_ (@4KKWAN_) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2561 / 08:14
    จินจะเข้าไปทำอะไรอะหนู..
    #7635
    0
  10. #7540 maielf13 (@lookmai-2008) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2561 / 00:51
    ฮือออออออแสงสารฮุ่ยเฟิง
    #7540
    0
  11. #7539 maielf13 (@lookmai-2008) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2561 / 00:51
    ฮือออออออแสงสารฮุ่ยเฟ
    #7539
    0
  12. #7343 khajeepan06 (@khajeepan06) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:53
    ใครเคะใครเมะฟะ
    #7343
    0
  13. #7304 K-NaThan (@K-NaThan) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 7 มกราคม 2561 / 12:33
    เรามาเพื่อดันเม้นท์สปอย์ลงไป ใครอยากอ่านสปอย์ก็อ่านได้นะ555
    *อย่าบอกคนที่ยังไม่อ่านสิเดี๋ยวพวกนางไม่ลุ้น5555 เราอุตส่าเก็บไว้ตั้งนาน555
    #7304
    0
  14. #7255 SATANGnaphatsorn (@SATANGnaphatsorn) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2560 / 15:31
    ที่สัตว์วิเศษไม่เข้าใกล้ฮุ่ยเฟิงเพราะนางดื่มเลือดของจินไปงายยยจินก็เป็นสัตว์วิเศษเหมือนกันเพราะงั้น.......ก็น่าจะรู้กันอยู่*สปอย์555555555555555
    #7255
    0
  15. #7160 mmaijii (@mmaijii) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2560 / 12:43
    ไม่รู้ว่าอ่านข้ามหรืออะไร แต่ทำไมเดี๋ยวมีคนเก้าคนเดี๋ยวมีแปด บุรุษทั้งแปด เดี๋ยวก็บุรุษทั้งเก้า งง
    #7160
    0
  16. #7103 มูมู (@mumuka) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2560 / 22:36
    พระเอกเราน่าสงสารจัง
    #7103
    0
  17. #7043 Meatboll (@meatboll) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2560 / 19:03
    ทำไมโหดยังน่าเอ็นดู5555555
    #7043
    0
  18. #6814 GottomonEye (@gottomon03) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 / 21:28
    อยากจะอ่านทีเดียวรัวๆแต่ก็อยากจะเม้นให้ด้วยคะ อร้ากกก

    สงสารฮุ่ยเฟิงจัง พอจะรุ้ว่าต่อไปจินจะเป็นสัตว์วิเศษคู่ใจคุณชายน้อย

    เลยรู้สึกดีใจแทน คนคนนี้ต้องเหงาต้องทนมาแค่ไหน ออกมานิดเดียวได้ใจป้าไปแล้วว 555

    เสี่ยวผาน นายหมดความแบ๊วแระอะ เมะมากลูก เคยติ่งลูกอยู่พักนึง 5555 ถึงเวลาพระเอกมั่งแระเนาะ

    หลังจากไรท์ไม่เอาเพราะเอกมาเข้าฉากซะนาน (เป็นได้ว่าค่าตัวแพง) 555

    สนุกมากกกกกค่ะ พรีแน่นอน ปกก็งามล้ำ ฮู้ยย ดีต่อใจ คริคริ ><
    #6814
    0
  19. #6696 -Shawty- (@tumbmong) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2559 / 10:07
    หืมมม เพียงแค่คุณชายจางมอง ถึงกับทำให้จิ้งจอกน้อยครั่นเนื้อครั่นตัวขึ้นมาเลยหรอจ๊ะ
    #6696
    0
  20. #5677 Butterfly DN. (@babyll) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2559 / 09:55
    โถ่ ฮุ่ยเฟิงของเราน่าสงสารจัง เมื่อไหร่จินจะเป็นสัตว์วิเศษให้ฮุ่ยเฟิงน้าาา
    #5677
    0
  21. #5457 ขนมหวานนมสด (@mikilovesj) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2559 / 10:55
    ขอบคุณที่แต่งให้อ่านค่ะ
    #5457
    0
  22. #5456 ขนมหวานนมสด (@mikilovesj) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2559 / 10:55
    ขอบคุณที่แต่งให้อ่านค่ะ
    #5456
    0
  23. #5455 ขนมหวานนมสด (@mikilovesj) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2559 / 10:54
    ขอบคุณที่แต่งให้อ่านค่ะ
    #5455
    0
  24. #5305 Kimiko Saruwatari (@kimiko-39) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2559 / 17:25
    เข้าป่าแล้ว จะเจออะไรมั้ยน้อ ><
    #5305
    0
  25. #5134 Mixstar (@yoshigo) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 22 เมษายน 2559 / 22:57
    คุณจิ้งจอกชอบของเซ่นนี่เอง  5555  ว่าแต่เช้าป่าไปจะไปทำอะไรคะ  แล้วที่ฮุ้ยเฟิงไม่มีสัตว์วิเศษนี่ รอน้องจิ้งจอกดำอยู่รึเปล่าเอ่ยยย > <
    #5134
    0