หนึ่งคันร่มกางไม่ทั่วท้องฟ้า, [BL]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 603 Views

  • 28 Comments

  • 169 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    45

    Overall
    603

ตอนที่ 1 : บทนำ ดอกท้อคร่ำครวญ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 328
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 47 ครั้ง
    25 พ.ย. 61



บทนำ ดอกท้อคร่ำครวญ





ในปีที่ 5 รัชศกเจิงเหอ

ได้เกิดเรื่องสะเทือนฟ้าดินขึ้นหลายประการ

 

บนยอดเขาสูงสุด ณ แคว้นหลุนมีสถานที่แห่งหนึ่ง

หรืออาจกล่าวได้ว่าเคยมี...มันเคยถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ลำธารใสสะอาด ทว่าบัดนี้ชาวบ้านละแวกตีนเขากลับกรีดร้องขึ้นมากะทันหัน นั่นเพราะลำธารที่ไหลลงมาจากหุบเขามีสีแดงดุจเลือด ชาวบ้านร้างถิ่นในละแวกนั้นโงหัวของตนขึ้นมา หันขวับไปยังยอดเขาที่สูงตระหง่าน ด้านบนบานสะพรั่งไปดอกไม้สีชมพูสด ทว่าด้านหลังของมวลบุปผาเหล่านี้บังเกิดควันไฟขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

เกิดเรื่องแล้ว! เกิดเรื่องแล้ว!” พวกมันแหกปากดังลั่นวิ่งปรี่กลับเข้าไปในหมู่บ้าน นำพาให้ชาวบ้านในหมู่บ้านทั้งหมดออกมาจากบ้านของตน ต่างพากันมองไปยังยอดเขาสูงใหญ่

ก็แค่ประมือกันธรรมดากระมั้ง ยอดเขาดอกท้อไหนเลยมีเรื่องร้ายแรงได้ ชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งกล่าวอย่างตัดรำคาญ พวกมันที่เป็นชาวบ้านแคว้นหลุนมีคำกล่าวนึงที่ท่องได้ขึ้นใจ พวกมันสามารถท่องได้แม้ว่าจะกึ่งหลับกึ่งตื่นด้วยซ้ำ

บนยอดเขาสูงสุดของแคว้นหลุนมีดอกไม้ ดอกไม้นั้นคือดอกท้อ

บนที่ราบต่ำสุดของแคว้นหลุนมีสำนัก สำนักนั้นคือกระบี่หนึ่ง

แคว้นหลุนมีกำแพงใหญ่สองแห่ง กำแพงฝั่งเหนือกับกำแพงฝั่งใต้

กำแพงฝั่งเหนือคือดอกท้อคร่ำครวญดอกนั้น กำแพงฝั่งใต้คือกระบี่อันคมกริบเล่มนึง

                ชาวบ้านพวกนี้ถึงในใจขี้ขลาดหวาดกลัวเพียงใด แต่พวกมันยังเป็นคนแคว้นหลุน ดังนั้นเมื่อเป็นคนแคว้นหลุนหากผู้ใดกล่าวว่ายอดเขาดอกท้ออ่อนแอ พวกมันกลับจะหัวร่อใส่ หากกล่าวว่ายอดเขาดอกท้อกำลังเกิดเรื่องร้ายแรง  พวกมันจะด่าทอเนื่องจากทำให้พวกมันเสียเวลารับฟังวาจาไร้สาระ

                ชาวแคว้นหลุน ในใจล้วนมีกำแพงใหญ่สองกำแพงไม่มีวันพังครืน

พวกมันไหนเลยทราบว่ายอดเขาดอกท้อ...บัดนี้กำลังจะถูกลบชื่อออกไปจากแผ่นดิน

สูงขึ้นไปบนยอดเขาที่บานสะพรั่งไปด้วยดอกท้อ ชวนให้เข้าใจผิดว่ายอดเขานี้จะสามารถสูงถึงปลายเมฆ บริเวณสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดถูกทำลาย ควันไฟปกคลุมไปทั่วสถานศึกษาของพวกมัน เหล่ายอดฝีมือของยอดเขาดอกท้อต่างทอดกายเป็นซากศพอยู่ทั่วบริเวณ ศิษย์น้อยใหญ่หรือสตรีหาได้ถูกละเว้นไม่ ล้วนเป็นภาพที่แสนหดหู่ใจประมาณหนึ่ง

ไม่มีที่ว่างตรงไหนปราศจากกลิ่นคาวของโลหิต

กลุ่มคนในชุดดำกำลังเข่นฆ่าเข้าไปในห้องโถงใหญ่ พวกมันกำลังใช้เลือดล้างสำนักศึกษาแห่งนี้

ลึกเข้าไปในหอสีทองอร่ามมีชายชรายืนหยัดอยู่เพียงผู้เดียว นั่นเพราะว่าลูกศิษย์ของมันล้วนแต่ตกตายไปหมดสิ้น ในมือชายชรามีขลุ่ยเหลาหยกหักครึ่ง ร่างกายถูกย้อมไปด้วยเลือดสีดำคล้ำ ดวงตาทั้งสองข้างเป็นสีแดงฉานด้วยความแค้นล้ำลึก ดี! ดียิ่ง! บัดนี้เจ้าเติบใหญ่ไม่เพียงรู้จักอกตัญญู แม้แต่สมคบคิดกับแคว้นเป่ยเจ้าก็สามารถกระทำได้แล้ว

บิดาท่านกล่าวหนักไปแล้วบุรุษผู้หนึ่งกล่าวโต้ตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ใบหน้าของมันมิได้หล่อเหลาแต่กลับดูแล้วสบายตายิ่ง ให้ความรู้สึกดั่งสายลมที่ปลอดโปร่ง บริสุทธิ์สูงส่งเหนือคาวโลกีย์

ข้ามิใช่บิดาของเดรัจฉานอย่างเจ้า! ซู่เจิน!” ชายชราถลึงตาเสียงคำรามเต็มไปด้วยความคั่งแค้น เจ้าวางยาสังหารบุตรสาวข้า ควักหัวใจของบุตรชายข้า หลายปีนี้พวกเราไม่อาจแตะเจ้าแม้แต่ปลายเล็บ เจ้ากลับยังไม่พอใจหวนกลับมาทำลายสถานศึกษา พ่อครัว อาจารย์ สหายร่วมรุ่น คนบริสุทธิ์มากมายที่เคยเอ็นดูเจ้า เจ้ายังสามารถกระทำได้ลงคอ!”

บิดาท่านแก่ชราแล้วอย่าได้โกรธเกรี้ยวเกินไปนักบุรุษหนุ่มยังคงไว้ซึ่งท่วงท่าสง่างามของมัน แสร้งหัวเราะอย่างเบิกบานใจยิ่ง กระทั่งหอราตรีจันทร์ก็มาอยู่ในมือ ส่วนเรื่องในอดีตล้วนเป็นเพียงดินโคลนให้ข้าเหยียบย่ำเท่านั้น บอกท่านตามตรงว่าแม้แต่หน้าตาพวกเขาข้ายังจดจำไม่ได้

ชายชราโมโหจนแทบจะกระอักเลือด อย่าได้นึกว่ายอดเขาดอกท้อจะเกรงกลัวเจ้า ผู้เฒ่าชราอย่าข้ายังมีความสามารถมากพอสังหารเจ้า

ซู่เจินหัวเราะ ยามที่มันหัวเราะช่างดูสบายตาเหมือนสายลม ท่านลองดู นับแต่ท่านใช้พลังทั้งหมดเพื่อยื้อชีวิตเยี่ยนจือ ท่านก็เป็นเพียงชายแก่ธรรมดาที่เคยบรรลุด่านปรมาจารย์เท่านั้น

สิ้นคำชายชุดดำทั้งสิบต่างก็หยิบอาวุธตนเองขึ้นมา พวกมันยามเคลื่อนไหวรวดเร็วหมดจด แม้กระทั่งหยิบอาวุธก็หาได้มีเสียงไม่ ท่วงท่ายามเคลื่อนไหวตอบสนองต่อคำสั่งไม่มีชักช้าแม้แต่พริบตาเดียว คนทั้งสิบย่อมเป็นบุคคลอันน่าครั่นคร้าม

เลื่อมใสแล้ว มีดบินสิบเล่มของหอราตรีจันทร์กลับถูกใช้ออกเพื่อรุมสังหารเราผู้เฒ่า ชายชราสะบัดแขนเสื้อมันตั้งใจระบายโทสะทางวาจา ความแค้นจากการถูกฆ่าล้างสำนักนับเป็นความแค้นอันลึกล้ำที่มิอาจอยู่ร่วมฟ้าเดียวกันอีก ทว่าอีกทางหนึ่งมันก็หดหู่ใจยิ่ง โศกเศร้าจนต้นดอกท้อทั้งหมดสีจืดจางลง

                ไฉนจึงโศกเศร้า นั่นเพราะว่าบัดนี้มันเดียวดายอย่างแท้จริง

ความเย็นของขลุ่ยหยกยามสัมผัสถูกริมฝีปากชวนให้หนาวเหน็บยิ่ง ชายชราครุ่นคิดว่าชีวิตของตนต้องจบสิ้นภายในมีดบินสิบเล่มนับว่าไม่เลวนัก น่าเสียดายเพียงแต่หนี้เลือดจากบุตรอกตัญญูที่ตนตาบอดรับเลี้ยงมาคงไม่ได้ชดใช้ ภายภาคหน้าตัวบัดซบตัวนี้ยังคงกินดีมีสุขยิ่งต่างจากสานุศิษย์ของสำนักที่พวกมันไม่มีโอกาสแม้กระทั่งมีชีวิตแล้ว

เฮอะ ยอดคนอันใด กำแพงฝั่งเหนืออันใดล้วนเป็นวาจาผายลมชายชราขยับขลุ่ยของตนอีกครั้ง ประโยคก่อนหน้าเป็นเพียงวาจาดูถูกตนเอง เสียทีที่ผู้คนเคารพบูชาตัวมัน อันใดก็ไม่สามารถปกป้องได้ ยอดเขาดอกท้ออบรมตัวมารอย่างเจ้าขึ้นมา บัดนี้ล่มสลายถือเป็นการชดใช้ให้แผ่นดิน อย่างไรเสียก็ต้องลากเจ้าลงหลุมไปด้วยกัน ไม่อาจให้ตัวมารอย่างเจ้ามีชีวิตอยู่ต่อ!”

ขลุ่ยหยกหักครึ่งยังคงบรรเลงได้หรือไม่ คำตอบคือ...ได้

บทเพลงกระท่อนกระแท่นถูกบรรเลงออกมาอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าที่ในมือชายชราเป็นขลุ่ยครบถ้วนสมบูรณ์เลานึง กลุ่มคนชุดดำด้านหน้ากระจายตัวบุกเข้าไป มีดสิบเล่มเคลื่อนไหวอย่างเฉียบคาด นี่บ่งบอกความเป็นมืออาชีพของพวกมัน อย่างไรเสียชายชราที่ใกล้ตายตรงหน้าก็เป็นถึงหนึ่งในกำแพงอันสูงใหญ่ของแคว้นหลุน ผู้บรรเลงระดับปรมาจารย์ เจ้าสำนักยอดเขาดอกท้อ บนยอดเขาแห่งนี้คือสนามรบของมัน

ดอกท้อคร่ำครวญ

เพียงบรรเลงออกมาสองวรรคมีดบินทั้งสิบเล่มต่างก้าวขาไม่ออก พวกมันรู้สึกเหมือนมีเลือดกระจุกอยู่ในลำคอ พลังปราณของพวกมันแตกซ่าน ทุกฝีก้าวที่กำลังพุ่งเข้าหาชายชราล้วนเชื่องช้าหนักอึ้ง ทว่าถัดมาฝีเท้าอันรวนเรของพวกมันเพียงกลับกลายเป็นปกติ เสียงบรรเลงเพลงสะท้านสะเทือนดังขึ้นมาอีกบทอย่างเร่งรั้นฟาดฟันพัวพันเข้ากับบทเพลงก่อนหน้า นับเป็นการต่อสู้ระหว่างผู้บรรเลงอีกบทหนึ่ง

ใบหน้าชายชราเขียวคล้ำยิ่ง เลือดลมแตกซ่าน พลังปราณที่ปล่อยออกตีสะท้อนกลับมา บุตรอกตัญญูตรงหน้ากลับบรรเลงเพลงได้บริสุทธิ์กว่าตน พลังจากรอบกายของมันล้วนเป็นพลังจากสายลม กลั่นกรองผ่านเครื่องดนตรี บรรเลงออกมาเป็นพลังแสนบริสุทธิ์ ตัวมารเช่นนี้กลับได้รับการยอมรับจากฟ้าให้เป็นผู้บรรเลงมากพรสวรรค์นับว่าน่าผิดหวังยิ่ง

หาใช่สวรรค์ไม่มีตา แต่เป็นตนที่สองตามืดบอดต่างหาก

ยามที่บทเพลงของซู่เจินสะท้อนความบริสุทธิ์ออกมาจากหัวใจยิ่งทำให้ชายชราหายใจกระชั้นถี่ กลิ่นอายที่มันแสนจะคำนึงถึง หัวใจของบุตรชายมันถูกซู่เจินหลอมรวมเข้าด้วยกัน! วิชามาร!

ชายชราผู้นี้สามารถถือได้ว่าเป็นคนตายที่ทุ่มสุดตัว ไม่ว่าอันใดล้วนใช้ออก กระบวนท่าสุดท้ายของมันทำให้ดอกท้อทั้งยอดเขาสั่นไหวอย่างรุนแรง จากบานสะพรั่งก็ค่อยๆ ร่วงหล่นทุกต้นทุกดอกไม้เว้นแม้แต่กิ่งไม้ ต้นท้อบนยอดเขาทั้งหมดถูกดูดพลังปราณบริสุทธิ์ไปจนหมดสิ้น!

ชุดคลุมของชายชราพัดปลิวอย่างรุนแรง มันทางหนึ่งต้นบรรเลงประชันกับบุตรบุญธรรม อีกทางต้องแบ่งสมาธิต้านทานมีดบินสิบเล่มจากหอราตรีจันทร์ ดวงตาแดงฉานของมันน่ากลัวว่าอันที่จริงอาจไม่สามารถมองเห็นได้อีกแล้ว เมื่อผู้บรรเลงดึงพลังจากสรรพสิ่งมากเกินไป พลังบริสุทธิ์ที่พวกมันรวบรวมมาผ่านร่างกายแปรเปลี่ยนส่งต่อผ่านบทเพลง จะทำให้ร่างกายระเบิดธาตุไฟแตกซ่าน

หนึ่งเค่อ แม้ว่าจะเป็นยอดคนผู้บรรเลงระดับปรมาจารย์ ก็สามารถทานทนได้เพียงหนึ่งเค่อเท่านั้น

ทันใดนั้นบุรุษหนุ่มชุดขาวก็แปรเปลี่ยนจังหวะบทเพลงของมัน สายลมรอบกายต่างพากันหยุดเคลื่อนไหวโดยฉับพลัน ดวงตาของบุรุษหนุ่มผู้นี้ทอแววอำมหิต อีกด้านก็รู้สึกสมใจยิ่งนัก ในฐานะผู้บรรเลงการเอาชนะเฒ่าชราผู้นี้บนยอดเขาดอกท้อ นับเป็นความสำเร็จที่มันจะต้องมีชื่อเสียงต่อไปภายภาคหน้า แม้ว่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์คนหนึ่งจะสามารถต้านทหารม้าสามพันนาย แต่มีดบินสิบเล่มของหอราตรีจันทร์เทียบเท่าทหารห้าพันนาย

มีดบินสิบเล่ม คือสิบบุคคลที่เก่งกาจที่สุดในหอราตรีจันทร์!

ซู่เจินอยากจะกล่าวกับบิดาบุตรธรรมของตนว่าผิดแล้ว ตนไม่ได้ร่วมมือกับแคว้นเป่ยแต่ไม่นานนักแคว้นหลุนกำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นเป่ยต่างหาก มีดบินทั้งสิบเล่มนี้เป็นของตนมาเนิ่นนานแล้ว หอราตรีจันทร์ไม่ได้ช่วยเหลือซู่เจิน แต่เป็นเพราะป้ายเจ้าสำนักหอราตรีในตัวของมัน

ดังนั้นผู้บรรเลงที่อยู่เพียงลำพังอย่างชายชราจึงไม่อาจชนะได้ บุรุษหนุ่มนึกถึงชัยชนะที่ใกล้มาเยือนก็ปรากฏรอยยิ้มชั่วร้ายขึ้นมาผิดแผกจากบุคลิกปกติของมันนัก พลังปราณบริสุทธิ์ไหลเข้าไปยังร่างกายของมีดบินทั้งสิบ ทำให้ผู้ฝึกตนระดับขั้นแก่นแท้ขั้นปลายสามารถเทียบเท่าปรมาจารย์ได้!

ชายชราถอยเท้ารวนเร ใช้ออกท่าเท้าพิสดารหลบการโจมตี พลางเร่งเร้าให้ขลุ่ยโจมตีอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่บุคคลเดียวที่มันโจมตีคือบุรุษตรงกลาง แม้ร่างกายมันถูกฟันจนเหวอะหวะก็หาได้สนใจไม่ สองตาแน่วแน่กับการสังหารคนจนถึงที่สุด มันยังจำได้ถึงวันที่ตนถือป้ายประกาศิตขับไล่ศิษย์ที่เคยเอ็นดูออกไป เนื่องเพราะว่ามันก่อเรื่องเดือดร้อน หลังจากนั้นให้หลังค่อยพบว่าซู่เจินไม่ได้แค่ก่อเรื่อง แต่มันสังหารคน

บุตรชายคนเล็กและบุตรสาวของปรมาจารย์ยอดเขาดอกท้อเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ เกิดมาพร้อมกับหัวใจที่แข็งแรงบริสุทธิ์กว่าผู้ฝึกตนทั่วไป ยิ่งกว่านั้นเหมาะยิ่งสำหรับการเป็นผู้บรรเลง ภายภาคหน้าต้องสำเร็จเป็นยอดฝีมือเป็นหนึ่งไม่มีสอง เหนือปู่และบิดา ชายชรายังจำช่วงเวลาที่ตนเจอศพของบุตรชายคนเล็กได้ มันตายอย่างอนาถถูกควักหัวใจออกไปอย่างโหดเหี้ยม ซู่เจินผู้นี้พื้นฐานการฝึกตนไม่นับว่าแย่ แต่กลับละโมบซ้ำยังเป็นคนละโมบที่อำมหิตเสียยิ่งกว่ามาร

ซ้ำร้ายบุตรสาวของมันหลังเร่งรัดกลับมาจากท่องเที่ยว เนื่องทราบข่าวการเสียชีวิตของน้องชาย ไม่ฟังเสียงทัดท้านออกไปไล่ทวงนี้แค้นกับซู่เจินกลับถูกซู่เจินวางยารีดโลหิตก่อนสังหาร เคราะห์ดีที่ตนไปทันพอนำร่างบุตรสาวกลับมายังเขาดอกท้อ ทว่าหลังจากคนทั้งยอดเขาทุ่มเทแรงใจมากมายยังไม่อาจทำให้นางลืมตาขึ้นมา

ชายชราเปล่งเสียงร้องไห้ จังหวะบรรเลงเพลงเปลี่ยนกะทันหันราวกับถูกกระชากออก

ใบหน้าของซู่เจินเปลี่ยนสีในฉับพลัน ถอนขลุ่ยออกจากริมฝีปากตะโกนลั่น สังหารมันเสีย! อย่าปล่อยให้มันได้บรรเลงเพลงนั่น!”

มีดบินทั้งสิบไม่รู้ความใด แต่พวกมันต่างรู้ว่าผิดท่ารีบประสานกระบวนใช้ออกซึ่งท่วงท่าสูงสุดของพวกมัน เพียงพริบตาเบื้องหน้ากลับมีเงาทั้งสิบหมุนรอบกายชายชรา ดูไปคล้ายวงล้อชนิดหนึ่ง เกิดเสียงเคร้งของคมมีดประสานกันดังต่อเนื่องเฉือนเนื้อหนังชายชราเป็นร้อยๆ ครั้งไม่หยุด

ร้อยก้าวราตรี ค่ายกลสังหารที่มีชื่อเสียงของหอราตรีจันทร์

มีดบินทั้งสิบที่ได้ปราณบริสุทธิ์จากผู้บรรเลงย่อมต่างออกไปจากผู้ฝึกตนธรรมดา

ชายชราใบหน้าซีดเผือดไม่มีเลือดอีกต่อไป มันตระหนักได้ว่านอกจากจะเอาชีวิตตัวบัดซบนั่นไม่ได้แล้ว ตนเองยังต้องตายจากการดึงลมปราณต้นท้อที่มากเกินไปด้วย มือที่สั่นเทาของมันโดนมีดเสียบทะลุจนขลุ่ยหลุดจากมือ

มันจบแล้ว

ผู้บรรเลงที่ไม่มีเครื่องดนตรี ไม่ต่างไปจากคนธรรมดาสามัญ

ซู่เจินลดขลุ่ยลง มองบิดาบุตรธรรมด้วยสายตาดุจมองมุสิกหนึ่งตัว

                ทว่าคำว่ายอดคนคือสิ่งใด ยอดคนคือบุคคลที่สามารถกระทำเรื่องเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ เห็นได้ชัดว่าปรมาจารย์ผู้บรรเลงท่านนี้สาหัสยิ่ง แต่ยังสามารถตะโกน ฮ่าใช้การคำรามเป็นการบรรเลง ปลดปล่อยปราณทั้งหมดในตัวมัน ทำลายทุกจุด ทุกเส้นเอ็น ลึกไปถึงแก่นกระดูก ผู้เฒ่าชรานี้โซเซปราดออกไปทางหน้าต่างด้วยความตั้งใจอันแรงกล้า

                ชายชรายิ้มมุมปากอย่างโศกเศร้า ในการบรรเลงเพลงครั้งสุดท้ายของมันดันเป็นเช่นนี้ ตกตายไปอย่างน่าอนาถเช่นนี้หรือ ถูกบุรุษที่ควักหัวใจสังหารบุตรชายตนและวางยาพิษเค้นเอาเลือดจากบุตรสาวตนฆ่า

                น่าแค้นยิ่งนัก

                ปล่อยไป เดิมทีเฒ่าชรานั่นก็ไม่ต่างจากผู้ฝึกตนปลายแถวอยู่แล้ว เพื่อยื้อชีวิตบุตรสาวเขาถึงกลับไม่เสียดายพลังปราณนับร้อยปีของตนบุรุษหนุ่มเอ่ยไล่หลัง ในฐานะผู้บรรเลงฟังจากดนตรีแล้วมันย่อมล่วงรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามไม่รอดวันนี้

ชายชราเดินโซเซมาถึงสวนต้นท้อของมัน ในใจขมขื่นยิ่ง มิอาจยอมรับความสะเทือนใจของตนเองได้ มันคุกเข่าลงหน้าต้นท้อต้นหนึ่ง บริเวณลำต้นมีผ้าสีแดงผูกรอบอยู่ภายนอกยุ่งเหยิงและทุเรศนัยน์ตายิ่งนัก ทว่ามืออันสั่นเท่าของมันกลับลูบไล้ราวกับเป็นสิ่งล้ำค่าไม่ปาน

เหมือนไม่กี่วันมานี่เองที่บุตรสาวกับบุตรชายของมันแย่งกันจองต้นท้อ

 

ต้นนี้สวยที่สุด เป็นของข้า

ท่านพี่ข้าไม่อยากได้ต้นท้อเหมือนท่านพ่อ มันดูอ่อนแอนัก…”

เหลวไหล! เพราะมีต้นไม้จึงมีผืนดินเขียวขจี เพราะมีต้นไม้จึงมีอากาศบริสุทธิ์ สิ่งนี้แม้เป็นยอดปรมาจารย์ก็มิอาจกระทำได้ ยอดเขาดอกท้อเป็นสถานที่แห่งใด เจ้าที่ไม่เข้าใจกฎเกณฑ์ธรรมชาติ จิตใจไม่สงบลึกซึ้งไม่มีทางสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่นี้ ชั่วชีวิตหากยังไม่เข้าใจก็ไม่อาจบรรลุเป็นผู้บรรเลงในตำนานได้หรอก!”

 

ห...หากว่าพวกเจ้ายังอยู่ละก็...แคก!” ผู้เฒ่าชรากระอักเลือดออกมา เลือดไหลออกจากรูขุมขนของมันหยดลงบริเวณรากต้นท้อ มันพิงหลังเข้ากับลำต้นที่แข็งกระด้างแห้งเหี่ยว นี่คงเป็นบทลงโทษจากฟ้ากระมั้ง

ชายชราเงยหน้ามองขึ้นกลุ่มควันไฟ เห็นกิ่งท้อที่แห้งเหี่ยวโรยราเหมือนตน

สมควรแล้วสมควรแล้ว เดิมทีหากใช้ชีวิตตาแก่ชราทดแทนได้ละก็...” ชายชรากำเศษดอกไม้ที่ร่วงโรยบนพื้น เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดแดงฉาน แม้กายมันอยู่ตรงนี้แต่ใจกลับย้อนไปยังอดีตที่มีบุตรของตนวิ่งเล่นอยู่ในสวนเจี๊ยวจ๊าว เสียงหัวเราะ เสียงซ้อมบรรเลงของเหล่าศิษย์ นึกถึงภรรยาผู้เสียสละที่ลาลับไปแล้ว

แม้แต่ยอดคน

แม้แต่ปรมาจารย์อย่างก็ไม่พ้นลุ่มหลงในอดีต ชีวิตใกล้ตายของคนผู้หนึ่งยังสามารถคิดถึงเรื่องใดได้อีก มุมปากของมันเผยรอยยิ้มออกมาในท้ายที่สุดของชีวิต มือแห้งเหี่ยวกำเศษดอกท้อของมันค่อยๆ ตกลงสู่พื้น ท้ายที่สุดแล้วมันก็มิอาจหลับตาลง สองตาเปิดกว้างราวกับจะจารึกความแค้นลึกล้ำไว้ ณ​ ยอดเขาแห่งนี้

 

เลยจากยอดเขาไปยังพื้นที่ราบของแคว้นหลุน ในเขตชายแดนฝั่งใต้ บริเวณที่ราบในป่าลึกมีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่กินบริเวณอาณาเขตกว้างขวาง มีเสียงผู้คนมากมายดังออกมาจากสถานที่แห่งนี้ พวกมันล้วนเป็นผู้ฝึกตนสวมชุดสีขาวเหน็บกระบี่ข้างเอวเดินไปมา ลึกเข้าไปด้านในสุดของผืนป่า ประตูจากเหล็กหนาหลายชั่งเปิดผ่างออกมา

เป็นชายชราผู้หนึ่ง มันยกมือลูบเคราขาวยาวตามความเคยชิน ใบหน้ามองไปยังทิศเหนือ ดวงตาของมันทอประกายลึกล้ำไม่อาจคาดเดา ส่วนที่ผิดแผกไม่เข้ากันไปอีกนั่นคือบนตัวของชายชราเหน็บไว้ด้วยตะเกียบคู่หนึ่ง

ด้านข้างมันมีชายหนุ่มวัยเยาว์โค้งตัวทำความเคารพ อาจารย์ ท่านออกมาก่อนเวลาแล้ว

ชายชราไม่ตอบคำมันยังคงมองไปยังท้องฟ้าทิศเหนือ เนิ่นนานก็เปล่งเสียงหัวร่อที่ราวกับกำลังร่ำไห้ ร่างกายซวนเซไม่อาจยืนได้มั่นคง ตาเฒ่าน่าตายนั่นล่วงหน้าไปก่อนข้าเสียแล้ว

ชายหนุ่มตะลึงงันร่างกายแข็งทื่อ สหายของอาจารย์ย่อมมีเพียงผู้เดียว

ท่านอาจารย์ ศิษย์…”

             เจ้าไปเถิด

             บริเวณที่รกร้างหลงเหลือชายชรายืนอยู่เพียงลำพัง แผ่นหลังของมันสะท้อนความโดดเดี่ยวขึ้นสองเท่า

ยุทธภพสูญเสียยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ไปหนึ่งคน

นับเป็นเรื่องยิ่งใหญ่สะเทือนฟ้าดินประการหนึ่ง ยอดเขาดอกท้อถูกลบชื่อออกภายในหนึ่งคืน ป้ายสำนักและประกาศิตถูกทำลายย่อยยับ ยอดเขาสูงใหญ่แห่งแคว้นหลุนที่ไม่เคยล้ม ดั่งปราการยักษ์ของประชากร ในที่สุดดอกท้อก็ได้ร่วงหล่นลง

และกำแพงสูงใหญ่ก็พังครืนลงมา

 

**

 

                ในวันเดียวกัน ณ แคว้นเป่ย ลึกเข้าไปหอคอยดำทมิฬสูงใหญ่

                มี ตัวอนาถหนึ่งตัวนอนครวญครางอยู่ในห้องขังแคบเหม็นสกปรก ใช่เป็นตัวอนาถ ที่เรียกว่าตัวอนาถนั่นเพราะว่ามันได้แต่นอนเกลือกกลิ้งอย่างทรมาน มือถูกมัดเอาไว้ ดวงตาทั้งสองข้างหายไปเป็นหลุมดำมืด ผมสีดำพันกันรุงรังยุ่งเหยิงราวกับก้อนโคลน เนื้อตัวเปล่าเปลือยกำยำมีแต่รอยเลือดแห้งกรังเกาะ เหมือนตัวมารอัปลักษณ์ที่ผุดขึ้นมาจากนรก แม้แต่เสียงร้องของมันก็ไม่น่าฟังสักนิดเดียว

                ผู้ที่คุมเห็นสภาพมันกลับรำคาญยิ่ง โบยแส้หนามลงไปหนึ่งครา

                ท่านดิ้นอย่างไรก็ไม่หลุดหรอก หลายปีมาแล้วตัดใจเสียเถอะผู้คุมกล่าวอย่างเบื่อหน่าย มันหันไปมองบริเวณที่มัดมือของตัวอนาถนี้ ถูกสอดท่อเล็กเอาไว้ในข้อมือ เลือดสีแดงก่ำไหลจากมือมันลงไปยังขวดเก็บด้านนอกห้องขัง แม้สองขาถูกทุบให้พิการ ลมปราณถูกทำลาย ดวงตาล้ำค่าถูกช่วงชิง แต่เลือดและกระดูกของมันกลับยังล้ำค่ากว่าทั้งหมดที่ว่ามา รอจนเลือดแห้งเหือดร่างกายฟื้นฟูไม่ทันเมื่อไหร่ คาดว่าแม้แต่ไขกระดูก หัวใจก็ยังถูกควักออกมา

                ผู้กระทำการทั้งหมดนี้ต้องอำมหิต อำมหิตอย่างยิ่ง

                ทรมานคนผู้หนึ่งจนมันไม่ใช่คน ปรารถนาอยู่มิสู้ตกตายแต่กลับไม่อาจตาย

                ผู้คุมพอนึกถึงใบหน้าของบุรุษผู้นั้นก็รู้สึกขนลุกซู่ คนเราดูหน้าไม่อาจรู้ใจแท้จริง คราหน้าท่านไปเกิดใหม่อย่าลืมบอกยายเมิ่ง…”

                ฉูด!! —

                สิ้นคำของมันกลับมีเลือดกระฉูดออกมา สาดกระเซ็นไปทั่วผนัง คอกับศีรษะของผู้คุมถูกตัดขาดหล่นตุบลงพื้นดวงตาเบิกโพลง ถัดมาปรากฏเงาร่างสะโอดสะองผู้หนึ่งอย่างเงียบเชียบ ยกเท้าเขี่ยศีรษะอันนั้นออกไป ทันทีที่ดวงตาสบเข้ากับตัวอนาถในห้องขัง น้ำตาก็ไหลรินลงมาไม่ขาดสาย สองมือสั่นเทาขณะล้วงหากุญแจเปิดห้อง

                ทุกฝีก้าวที่ก้าวเดินราวกับจวนเจียนจะล้ม

                มือเรียวปลดสายท่อออก เดินไปหยิบขวดเลือดกลับมาเทคืนใส่ปากตัวอนาถบนพื้น ซากตนนี้ได้แต่ส่งเสียงอูอาแผ่วเบา มันมิอาจกลืนสิ่งใดลงไปได้ ทำให้ผู้มาเยือนได้แต่ลงมือใช้กำลังบังคับกลืนลงไป

ซากมนุษย์บนพื้นรู้สึกตัว มันพยายามจะส่ายหัวแต่ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง

กินเวลาไปสักพักใหญ่กว่าเลือดในขวดทั้งหมดจะกลับคืนสู่เจ้าของ แต่นั่นกลับยังไม่เพียงพอ

                “เจ้าของวิเศษที่น่าตายนางสบถยกเท้าเตะขวดออกไปไกล จากนั้นก็ก้มลงประคองตัวอนาถบนพื้นอีกครั้ง มืออีกข้างเฉือนเนื้อตนหลั่งเลือดโดยไม่ลังเล นางอดกลั้นเสียงสะอื้นเมื่อพินิจซากมนุษย์ใกล้ๆ ดวงตาหลับลงด้วยมิอาจมองภาพตรงหน้าได้ นางไม่อาจเทียบซากมนุษย์ตรงหน้ากับบุรุษที่ครั้งหนึ่งเคยเหาะเหินบนท้องฟ้ากว้างใหญ่ เหยียบย่ำไปทุกหย่อมหญ้า กระทำตามใจตนราวกับเซียนผู้วิเศษเหนือโลกมนุษย์ได้เลย

                เขาเคยยิ่งใหญ่ถึงปานนั้น

                ดวงตาเคยเย็นชาสูงส่งงดงามถึงปานนั้น

                ท่านดีต่อเขา แต่พวกเขากลับช่าง ช่างอำมหิตยิ่งนักนางสะอื้น เม้มปากจนริมฝีปากห้อเลือด ข้าไม่อาจมาได้เร็วกว่านี้  ท่านจดจำไว้วันนี้ข้าจะช่วยท่านออกไป ข้าไม่ต้องการให้ท่านออกไปใช้ชีวิตสงบสุขบั้นปลายเหมือนที่พวกในอารามฟ้าชอบพร่ำบ่น ข้าต้องการให้ท่านกลับมา กลับมา…”

                นางกลืนคำพูดลงคือลงไป แก้แค้นอันใด สามารถมีชีวิตอยู่ต่อได้ก็นับว่าประเสริฐมากแล้ว

                กลับมาอันใดมารดามันเถอะ หากท่านกลับมาก็ดียิ่ง หากท่านไม่สามารถกลับมาก็ไม่เป็นไร

                ชั่วขณะหนึ่งบริเวณห้องขังกลับเงียบกริบ นางพ่นลมหายใจยาวออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนจะใช้มือล้วงเข้าไปในเบ้าตาของตน ควักดวงตาข้างหนึ่งออกมา ฟันกัดริมฝีปากจนเลือดแดงฉาน อีกมือหนึ่งควานหาใบหน้าของร่างตรงหน้า จากนั้นก็จับดวงตาของนางยัดลงไปในเบ้าตาอีกฝ่าย ซากมนุษย์บนพื้นกระตุกทันที! มันกระตุกเพียงท่อนบนเนื่องเพราะท่อนล่างของมันไม่อาจเคลื่อนไหว

                เสียงโหยหวนของซากมนุษย์บนพื้นดังลั่นอย่างทรมาน

                ร่างกายของมันสั่นสะท้าน ไม่อาจทราบว่าเป็นเพราะความเจ็บปวดจากอาการปั่นป่วน หรือเป็นเพราะมันทราบว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ สตรีข้างกายฝืนกดดวงตาข้างนั้นเข้ากับร่างที่ดิ้นพราดๆ แน่น พวกเราเป็นสายเลือดเดียวกัน แม้ไม่มีวัตถุวิเศษแต่มันต้องสำเร็จแน่

                นางเอ่ยเสียงเบานั่นเพราะยังไม่แน่ใจสักนิด ซากมนุษย์นี้สมกับคำว่าซากยิ่งทั้งลมปราณ กระดูก เส้นเอ็นล้วนพังทลาย ย่ำแย่เสียยิ่งกว่าแรงงานปุถุชนธรรมดา การรับดวงตาของนางเข้าไปนั้นเป็นการฆ่าตัวตายอย่างแท้จริง

                เนิ่นนานกว่าร่างกายที่กระตุกเกร็งนั่นจะสลบ มือเรียวก็ล้วงเอาขวดโหลใส่ผีเสื้อเรืองแสงตัวนึงออกมา

ผีเสื้อตัวนั้นบินไปเกาะซากมนุษย์บนพื้น เพียงพริบตามันก็แตกสลาย

“พวกเราติดค้างนางตัวมารนั่นแล้วนางกล่าว สายตาสะท้อนภาพซากมนุษย์ตรงหน้าค่อยๆ กลายร่างเป็นผีเสื้ออย่างมหัศจรรย์ ผีเสื้อเรืองแสงนั่นบินทะลุกำแพงหนาออกไปด้านนอก

ในห้องขังเหลือเพียงสตรีหนึ่งคน

นางถอนหายใจอีกหลายครั้ง แต่ละครั้งล้วนปนเปไปด้วยความแค้น ความผิดหวัง ความโศกเศร้า

ข้ารู้คนผู้นั้นกล่าวว่าท่านไม่อาจมีชีวิตพ้นเดือนหน้า แต่ข้าก็ต้องการต่อชีวิตท่านแม้เพียงเล็กน้อย การตกตายในห้องขังสกปรกเช่นนี้ไม่เหมาะกับท่านสักนิด คนอย่างท่านคนอย่างท่านสมควรบินไปบนฟากฟ้าอย่างอิสรเสรีมิใช่หรือ

จงมีชีวิตใหม่อีกครั้งเถิด

บางทีฟ้าอาจต้องการให้ท่านมีชีวิต

 

ทางด้านเจ้าผีเสื้อเรืองแสงนั้นเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ผีเสื้อตัวตาย มันถูกจัดไว้ในหมวดวัตถุวิเศษหายากยิ่งกว่าหายากนั่นเพราะงานของมันคือการช่วยชีวิต มองไปทั่วแผ่นดินมีอยู่เพียงสองชิ้นเท่านั้น

ของสิ่งนี้หากลงสู่ตลาดประมูลมีแต่จะเกิดกลิ่นคาวเลือด

คนผู้นั้นจะกลายเป็นผีเสื้อเพียงระยะหนึ่ง บินสะเปะสะปะไปตามทางที่ลมแผ่วเบา เจ้าผีเสื้อตัวน้อยบินทั้งคืนทั้งวัน หลายวันผ่านมันก็ยังคงกระพือสองปีกอันเบาบางบินไปเรื่อย น่าแปลกที่ดวงตาของมันมีเพียงข้างเดียว

เส้นทางการบินของมันตอบสนองกับเสียงเพลง

มันได้ยินเสียงบรรเลงดนตรีอันแผ่วเบา

แล้วมันก็หมดเรี่ยวแรง ตกลงไปยังหุบเขา กลายเป็นร่างกายพิกลพิการร่างหนึ่ง กลิ้งตุบๆ ไปตามทางจนกระทั่งหยุดอยู่ริมน้ำ มองผ่านๆ ราวกับซากสัตว์ใหญ่ตายมาแล้วสามวันส่งกลิ่นเหม็นเน่า

ผ่านไปอีกสองวันซากมนุษย์นั้นก็ยังคงอยู่ที่เดิม

วันที่สาม ร่างกายของมันกระตุก คลุ้มคลั่ง เกลือกกลิ้งไปมาราวกับกำลังจะแตกสลาย เลือดสีดำหลั่งออกมาจากดวงตาเพียงข้างเดียวของมัน เสียงร้องดังลั่นสะท้อนไปตามป่าเขาลึก เป็นเคราะห์ดีของซากมนุษย์ตนนี้ ร่างกายตกลงมายังกลุ่มสมุนไพรอย่างโสมพันปีที่มีกลิ่นอายหนาแน่น แม้กระทั่งสัตว์ร้ายก็ไม่กล้าเฉียดเข้าใกล้

วันที่สี่ ร่างกายของมันแตกสลาย เลือดในร่างกายทะลักออกมาเพราะพิษในตัว

วันที่หก เลือดของมันแห้งเหือด เนื้อหนังเหี่ยวจนเห็นกระดูก

จะต้องตกตายแน่แล้ว

                ซากมนุษย์ตนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองได้ข้ามแผ่นดินมาเกือบเป็นพันๆ ลี้ เพียงเพราะตอบสนองต่อบทบรรเลงบทหนึ่ง เสียงเพลงจากที่ไกลออกไปราวกับกำลังหลั่งไหลเข้าสู่ตัวของมัน เสียงจากผู้บรรเลงบริสุทธิ์ดูดเอาพลังปราณทั้งหมดออกมาจากโสมพันปี ตัวอนาถจะเลวร้ายอย่างไรก็มีกระดูกล้ำค่า หัวใจแข็งแกร่ง เมื่อถูกทำลายกลับก่อกำเนิดใหม่

ปราณทั้งหมดจากโสมถูกดูดออกมาด้วยบทบรรเลง

และเสียงเพลงเหล่านั้นก็ซึมหายเข้าไปในซากมนุษย์ รักษาชีวิตฟื้นฟูเส้นเอ็น

ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องบังเอิญหรือ หากตรงที่มันหล่นมาไม่มีแปลงสมุนไพรวิเศษไหนเลยจะมีชีวิตรอด หากมันหล่นลงมาแต่ไม่มีผู้บรรเลงไหนเลยจะมีชีวิตรอด และหากบทเพลงนั้นไม่บังเอิญหลั่งไหลเข้าตัวมันไหนเลยมีชีวิตรอด

นี่อาจไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นลิขิตฟ้าประการหนึ่ง

                กระบวนการทั้งหมดนี้ไม่สั้นไม่ยาว แต่อาศัยเสียงบรรเลงชักนำอย่างต่อเนื่องทั้งหมดกินเวลาสามปีพอดี ดังนั้นสามปีให้หลังซากมนุษย์ที่ไม่เคยขยับเขยื้อนพลันรู้สึกตัว ปลายนิ้วขยับขึ้นมา

 

               

 

 

 


สวัสดีค่ะ ฝากติดตามเรื่องใหม่ของเราด้วยนะคะ พยายามเขียนให้สำนวนไม่เก่าเกินไป มีความกำลังภายในสมัยใหม่ผสม เป็นแนวเหมือนเดิมค่ะ เน้นความแฟนตาซีมากขึ้น 

ใช้ #หนึ่งคันร่มกางไม่ทั่วท้องฟ้า เลยค่ะ ^^ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 47 ครั้ง

19 ความคิดเห็น

  1. #28 ssan2 (@Ssan) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 05:36

    รอค่าาา
    #28
    0
  2. #27 peangploy (@hoshiworld) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 มกราคม 2562 / 04:45

    เปิดเรื่องได้ชวนติดตามมากเลย ชอบมากกก ติดตามค่ะ

    #27
    0
  3. #24 Felyn♤ (@poosontipong) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2561 / 00:19
    ฉันว่าฉันได้กลิ่นมาม่า 55555555
    #24
    0
  4. #23 arbyunse (@arbyunse) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 / 10:19
    ชอบบบบบบบบ
    #23
    0
  5. #22 9011M (@kewaaa) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 / 00:28
    ชอบจังเลยยยย เข้มข้น !!! //ไปอ่านหนังสือ ! / ฉันแวะมาอ่านอีกเฉย ๆ เยอะ! (พอเลยคุ
    ยคนเดียว)
    #22
    0
  6. #21 s-am-n (@s-am-n) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 / 20:33
    รอไม่ไหวล้าววว
    #21
    0
  7. #20 Wave_Dath (@Wave_Dath) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 / 12:32

    ชอบบบบบบบบบบบ
    #20
    0
  8. #19 Anya_aun (@Anya_aun) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 / 06:47
    โอ้ยย ชอบบ
    ขอบคุณนะคะะ
    #19
    0
  9. #18 icezy_icing (@icezy_icing) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 / 01:24
    เข้มข้นตั้งแต่เริ่มเรื่อง ติดตามค่ารอตอนต่อไปเล้ยย
    #18
    0
  10. #17 Written by a CAT (@pitchayablessin) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 / 00:48
    น่าสนใจจ. ติดตามค่าา
    #17
    0
  11. #16 Popularpong (@poppulapong) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 / 00:24
    แวะมาบอกอีกรอบว่าชอบนะคะ ใจจดใจจ่อมากๆ รอนะคะ
    #16
    0
  12. #15 kaikaizt (@kaikaizt) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 / 23:38
    เจ้มจ้นนนนนน
    #15
    0
  13. #14 pinkysherbet (@pinkysherbet) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 / 23:28
    ตามค่า เปิดมาน่าสนใจมาก
    #14
    0
  14. #13 Zinezynner (@Zinezynner) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 / 22:33

    ง้อววว เปิดตัวอลังการณ์งานสร้างมากเลย ขอบคุณที่แต่งนะคะ รอตอนต่อไปอยู่นะคะไรต์
    #13
    0
  15. #12 MIN&FRONG (@fern55-helen66) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 / 20:39

    โห้

    สุดยอดมากเลยค่ะ เป็นบทนำที่ลุ้นมากๆ ชอบอยากอ่านต่อแล้วววว
    #12
    0
  16. #11 Popularpong (@poppulapong) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 / 20:17
    ฮือมาแล้ววววว ใจเต้นตึกตัก
    #11
    0
  17. #10 9011M (@kewaaa) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 / 19:52
    สนุกมาก ๆ เลยค่ะ นี่แค่ตอนแรกเรายังลุ้นขนาดนี้นะ //หนีอ่านสอบมาอ่าน 5555
    #10
    0
  18. #9 P'est (@25161523) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 / 19:28
    รักมากนี่รอเลยค่ะรีบๆมาต่อๆเถิดด
    #9
    0
  19. #8 VXIIIC (@VXIIIC) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 / 18:34
    รอค่าาา
    #8
    0