(Yaoi) TITAN  ลำนำอสูรสีเงิน (จบแล้ว)

ตอนที่ 21 : TITAN 15

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6626
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 48 ครั้ง
    8 ก.ค. 57

 


TITAN 15

****

สิ่งใดน่าหวาดระแวงมากกว่ากัน

ระหว่างความฝัน...กับความจริง...


- เซย์ ไอเซนเบิร์ก  -

****


            ซานเดีย, บาแซนไดซ์

            ราตรีสงบเงียบ

                ม่านแสงออโรราเหนือผืนฟ้าทอประกายเหลือบสีแต่งแต้มห้วงรัตติกาลเช่นเดียวกับดวงใจมืดบอดของเขาที่ยังมีเพียงภาพเลือนรางของใครบางคนประทับรอยร้าวสร้างบาดแผลลึก เสี้ยวหน้าคมปรากฏรอยแผลไหม้จางๆ ชายหนุ่มในชุดผ้าคลุมตัวหนาประดับขนสัตว์พ่นควันยาสูบสีขาวลอยอ้อยอิ่งในอากาศ กลิ่นยาสูบหอมฉุนคละคลุ้ง ดวงตาสีชาเหม่อมองท้องฟ้าเหนือม่านเมฆนอกระเบียง

                 เสียงเคาะประตูดังขึ้นเป็นจังหวะ

                “ขออนุญาตขอรับท่านไคซา” ร่างเล็กป้อมที่เปิดประตูเข้ามาคือภูตรับใช้ผู้มีครึ่งหนึ่งเป็นกวาง  “ข้านำรายงานการขุดเหมืองพลอยเมืองโซเนียมาให้ขอรับ ท่านผู้ว่าราชการฝากรายงานเรื่องงานฉลองประจำปีมาด้วย ดูเหมือนปีนี้จะมีปัญหาเพราะเรื่องการศึกของเรากับทางเอลมัล เมืองชายแดนอย่างโซเนียได้รับผลกระทบไม่น้อยเลย” ภูตกวางวางหนังสือราชการลงบนโต๊ะกลางห้อง ดวงตากลมโตเหลือบมองผู้เป็นนายที่ดูเหมือนไม่ได้ใส่ใจนัก

                ร่างสูงบิดกายอย่างเกียจคร้าน ปลายแท่งยาสูบเป็นประกายไฟสีแดงวาบก่อนควันขาวจะลอยขึ้นอีกครั้ง

                “ท่านไคซาขอรับ” ข้ารับใช้เสียงอ่อน “ข้าเกรงว่าหากเรื่องระหว่างเอลมัลและบาแซนไดซ์ยังยืดเยื้อออกไปชาวเมืองจะต้องถูกเกณฑ์เข้าทัพศึก แม้แต่คนงานเหมืองของท่าน...”

                “คืนนี้ดาวสวยนัก เจ้าไม่สนใจจะชมหน่อยหรือ” สิ่งที่ได้ยินตอบกลับทำเอาคนฟังถอนหายใจเฮือก ภูตรับใช้เหลือบมองนายท่านผู้มีกระดูกเขาสีฟ้าเข้ม เมื่อผู้มีอำนาจเงินตราเหนือใครในดินแดนบาแซนไดซ์ยังคงให้การสนับสนุนการทำสงครามเช่นนี้คงไม่แคล้วว่าบาแซนไดซ์และเอลมัลจะต้องทำสงครามกันในเร็ววัน เขาเองก็ได้รับข้อมูลว่าทางเอลมัลก็เตรียมทัพศึกพร้อมรับมือกับสงคราม

                เช่นนี้แล้วคงจะมีแต่ความสูญเสีย

                “พวกยักษ์แดงกล่าวหาว่าเราส่งศิลาต้องสาปเป็นของขวัญแด่องค์รัชทายาท ฮึ...สิ้นคิด พวกมันคงคิดจะใช้เรื่องนี้เพื่อทำสงครามกับเรา” เสียงทุ้มเอ่ยเบา ดวงตาสีชาวาววับยิ่งกว่าประกายไฟ  “มีเรื่องใดให้กังวลหรือจามิล นี่อาจถึงคราวที่เอลมัลจะย่อยยับดับสูญไปจากไททัน” มวนยาสูบถูกขยี้ลงกับถาดแก้ว ร่างสูงตวัดตัวหันกลับยืนพิงผนักระเบียง

                “ข้าจะเอาคืนให้สาสมกับที่พวกมันเคยทำกับบาแซนไดซ์”

                ภูตรับใช้ถอนหายใจเฮือก ยิ่งเห็นดวงตาแข็งกร้าวของท่านไคซาเขายิ่งรู้ว่าไม่มีทางเปลี่ยนใจผู้เป็นนายได้แน่นอน

                “ข้าเคารพการตัดสินใจของท่านขอรับ เพียงแต่...” จามิลเว้นวรรค “นอกเหนือจากรายงานเรื่องเหมืองพลอยและงานฉลองข้าได้รับข่าวอีกเรื่องหนึ่ง” ภูตกวางตากลมสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยไม่รู้ว่าหากนายท่านได้ยินเรื่องนี้เข้าจะมีปฏิกิริยาเช่นไร

                “ทหารลาดตระเวนแถบชายแดนโซเนียส่งรายงานด่วนเข้ามา เราได้ข่าวว่าพบ...คนคนนั้น...” ดวงตาสีชาวาววาบ ไคซาก้าวพรวดจนแทบเป็นกระโจนจับร่างภูตรับใช้

                “เจ้าว่าอะไรนะ!” น้ำเสียงร้อนรนตวาดดัง “เจ้าบอกว่าพบเขาแล้วงั้นหรือ” ภูตกวางพยักหน้ารับ “เป็นเพียงรายงานเท่านั้นขอรับ เราพบคนที่คล้าย...คล้ายเหลือเกิน...แต่ยังไม่มีสิ่งใดยืนยันแน่ชัดว่าเป็นเขา” จามิลลอบมองผู้เป็นนาย เมื่อเห็นนายท่านชาวยักษ์ฟ้ามีท่าทางเครียดขึงจึงเอ่ยถามเสียงเบา

                “ท่านจะให้ข้าส่งหน่วยสอดแนมเข้าไปที่แถบชายแดนหรือไม่ขอรับ”

                “ไม่ต้อง” ผู้เป็นนายตอบกลับทันควัน ดวงตาเรียวรีเป็นประกายกร้าวอย่างที่ไม่ได้เห็นมานาน “ข้ารอคอยวันนี้มานานเหลือเกิน จามิล” ไคซาแสยะยิ้ม “เห็นทีข้าคงต้องไปตรวจสอบเหมืองพลอยที่โซเนียด้วยตนเองเสียแล้ว”

            ...ท่านไคซายังอาลัยคนผู้นั้นถึงเพียงนี้...

                มวนยาสูบถูกจุดขึ้นอีกครั้ง เปลวไฟที่ปลายมวนเป็นประกายไม่ต่างอะไรจากดวงตาผู้สูบ ควันหอมฉุนลอยฟุ้งจนจามิลเผลอสูดดมจนแทบสำลัก ฝ่ามือใหญ่เอื้อมหยิบสมุดปกแข็งเล่มหนาจากลิ้นชักโต๊ะทำงาน มันเก่าเสียจนกระดาษเป็นสีเหลืองเข้มทว่ากลับไม่มีรอยเปื้อนราวกับถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี ดอกไม้แห้งกรังดอกหนึ่งถูกทับเก็บไว้นานหลายปีจนกลีบดอกที่เคยเป็นสีน้ำเงินเหมือนดวงตาใครบางคนกลายเป็นสีหมองคล้ำแทบไม่เหลือเค้าเดิม ไคซาไล้นิ้วลงบนดอกไม้แห้งแผ่วเบาด้วยความรู้สึกอัดอั้นเกินอธิบาย

                ...ขอให้เป็นเจ้าจริงๆเถิด...

                “จามิล เตรียมกองทหารองครักษ์ เลือกที่เป็นยอดฝีมือที่สุด” ดวงตาสีชาจับจ้องดอกไม้แห้ง ริมฝีปากหนาเหยียดยิ้ม เสียงทุ้มรำพันกับตัวเองแผ่วเบาด้วยความพึงใจ

                “รอก่อนเถิด...ลาร์ค...” มือหนาบีบกำมวนยาสูบจนแหลกคามือ เศษเสี้ยวใบยาป่นเป็นผงร่วงลงบนพื้นพรม

                “ข้าจะฆ่าเจ้า...ให้ตายทั้งเป็น”



****

            เบรมอส, เอลมัล

                แสงแดดเช้าตรู่ส่องผ่านแมกไม้นอกหน้าต่าง นกน้อยส่งเสียงจิบจับขับขานรับวันใหม่ ร่างสูงใหญ่ขยี้ตางัวเงียขณะค่อยๆชันตัวลุกนั่งบนเตียงไม้ที่ส่งเสียงลั่นออดแอด เสียงหาวหวอดพร้อมกับอาการบิดตัวอย่างเกียจคร้านของอลันทำเอาคนเพิ่งเดินเข้ามาขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ ชาวทไวซ์ปรือตาขึ้นมองทหารชาวยักษ์แดงพร้อมส่งเสียงทักทาย

                “ว่าไงคุณทหาร ตื่นเช้าจริงนะ...แหม...อาบน้ำซะตัวหอมเชียว” ลาร์คนึกอยากใช้คมดาบตัดริมฝีปากที่ชอบเอ่ยคำยั่วล้อนั่นนัก “คนสันหลังยาวเช่นเจ้ามีคนเดียวก็เกินพอ” เสียงเย็นเอ่ยเรียบแต่คนฟังยิ้มรับหน้าตาเฉย “นายท่านให้มาตามว่าเหตุใดยังไม่ออกไป ไม่นึกว่าจะหลับไม่รู้เรื่องเช่นนี้”

                “เฮอะ! ก็เมื่อคืนไอ้แกะนั่นมันนอนส่งเสียงหงุงหงิงน่ารำคาญทั้งคืน กว่าข้าจะหลับก็เกือบรุ่งสาง” อลันแค่นเสียง
ตั้งแต่ออกเดินทางจากเอรานอสในฐานะ
คณะพ่อค้าหินพวกเขาก็พักแรมยังที่พักในเมืองตามจุดที่ได้เตรียมการไว้ เช่นเดียวกับนักเดินทางทั่วไป ที่พักที่หน่วยวิหครัตติกาลเลือกสรรมันเป็นโรงแรมขนาดกลางที่ผู้คนไม่พลุกพล่านนัก องค์รัชทายาทเรซิสพักห้องเดียวกับลาร์ค และถึงแม้จะไม่พอใจเท่าไรนักแต่เขาก็ยอมให้เซย์อยู่ร่วมห้องกับฟารุค ส่วนตัวเขาใช้ห้องพักร่วมกับเจ้าแกะโดรีฟที่ชอบทำตัวสั่นน้ำตาคลอทุกครั้งที่เจอหน้ากัน

                ตลอดเดือนที่ผ่านมาการเดินทางเป็นไปตามกำหนดการ กองกำลังวิหครัตติกาลทำหน้าที่อารักขาคณะเดินทางอยู่ห่างๆและคอยส่งข่าวสารให้เป็นระยะ ถึงแม้เขาจะไม่ค่อยได้รู้เรื่องทางทหารของพวกชาวยักษ์แดงนัก แต่จากการที่ลาร์คและฟารุคติดต่อกับพวกยอดฝีมืออยู่เสมอทำให้เขาวางใจได้ว่าอย่างน้อยพวกยักษ์แดงก็ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยไม่น้อยทีเดียว

                ทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินไปด้วยดี...ยกเว้นอย่างหนึ่ง...

                “เปลี่ยนเสื้อผ้าเสีย ข้าจะรอซ้อมดาบกับเจ้าที่ลานด้านหลังคนฟังนิ่วหน้า “ซ้อมดาบ? อย่าบอกนะว่าวันนี้จะไม่ออกเดินทาง” คนสูงวัยกว่าทำหัวคิ้วพันกัน “คิดจะติดแหง่กอยู่ที่นี่อีกกี่วันกันหา?” หลังจากเดินทางมาถึงเบรมอสเมืองชายแดนของเอลมัล คำสาปสิบสองราตรีก็แสดงอาการราตรีที่สี่ขึ้น เพราะยาที่หมอหลวงเตรียมให้อาการขององค์รัชทายาทจึงไม่ทรุดหนักแต่ร่างกายก็ต้องได้รับการพักผ่อน ดังนั้นพวกเขาจึงอยู่ที่เบรมอสได้ราวสัปดาห์แล้ว

                อลันถอนหายใจ เขาอยากไปถึงดาร์คเนสให้เร็วเท่าที่จะทำได้ ด้วยหมายว่าหากเรื่องทุกอย่างสิ้นสุดลงเมื่อใดเขาจะพาเซย์กลับไปยังโลกมนุษย์ กลับไปใช้ชีวิตด้วยกันเช่นเดิม

                จะให้เซย์อยู่ที่นี่นานนักไม่ได้

                “ทุกคนก็ร้อนใจไม่แพ้เจ้า งานเฉลิมฉลองเทพเจ้ากำลังจะเริ่มขึ้น กองคาราวานและนักเดินทางเดินทางเข้ามายังเบรมอสมากเสียจนวุ่นวายไปหมด ผู้คนแห่เข้าเมืองจนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร” ทหารหนุ่มพูดเสียงเรียบ ความคึกคักของเมืองแถบชายแดนในช่วงงานเฉลิมฉลองเทพเจ้าทำให้สถานการณ์ยุ่งยากกว่าที่คิดและมีความเสี่ยงต่อการรักษาความปลอดภัย แม้แต่หน่วยวิหครัตติกาลยังอาจไม่สามารถตรวจตราได้ทั่วถึง ดวงหน้าที่เรียบเฉยอยู่เป็นนิจนิ่งขรึมยิ่งกว่าเดิม

                “แต่ที่เรายังไปไม่ได้เป็นเพราะเซย์” ดวงตาสีน้ำเงินลึกมองจ้องชาวทไวซ์

                “เจ้าก็รู้เรื่องอาการของเขา เด็กนั่นยังไม่ตื่น...ตั้งแต่เมื่อวาน” อลันลุกพรวดจากเตียงแทบจะทันที “ตอนนี้นายท่านยังดูอาการอยู่ นอกจากหลับลึกแล้วทุกอย่างก็ดูปกติดี ข้าจึงมาตามเจ้า”

                “แล้วทำไมไม่รีบบอกเล่า!” ตวาดได้แค่นั้นเจ้าตัวก็คว้าหยิบเสื้อคลุมสีหม่นมาสวมอย่างลวกๆ ไม่ทันได้ก้าวพรวดตามที่ใจคิดก็ถูกทหารหนุ่มกระชากคอเสื้อเข้าเสียก่อน หนุ่มใหญ่ถึงกับผงะเมื่อถูกนัยน์ตาคมเฉียบจ้องในระยะประชิด

                “อย่าได้ใช้อารมณ์กับข้า รู้สถานะตนเองเสียบ้าง...ทไวซ์” อลันส่งเสียงคำรามในลำคอ ทันทีที่ลาร์คผละมือเขาก็ผลักอกอีกฝ่ายด้วยความไม่พอใจ  “ฉันจะไม่ใช้อารมณ์ ถ้าไม่ใช่เรื่องของเซย์ ไม่ใช่เรื่องของคนในครอบครัว”

                ทหารหนุ่มนิ่งงันเพียงชั่วครู่ก่อนจะแค่นยิ้ม “ภูมิใจกับครอบครัวของเจ้าไว้เถอะ สักวันเขาอาจกลายเป็นครอบครัวของคนอื่นเช่นกัน” อลันตีหน้าขึงขัง “หมายความว่ายังไง”

                “คิดว่าเขาจะเป็นเด็กน้อยของเจ้าตลอดไปงั้นหรือ หรือโง่เง่าจนดูไม่ออกว่าเซย์...กำลังมีใจให้ใคร...”

                ………………………………..

                ………………….

                ………

                หนุ่มใหญ่ชาวทไวซ์กระแทกเท้าไปตามพื้นระเบียงเสียงดัง ในฐานะชาวทไวซ์แห่งป่ามืดแล้วเขามีความสามารถมากกว่าเจ้าพวกยักษ์ไม่รู้กี่เท่า หากพลังสะกดจิตไม่ถูกควบคุมเอาไว้เขาอาจได้ทะเลาะกับทหารชาวยักษ์แดงจนได้เสียเลือดกันแน่ๆ เสียงเดินตึงตังดังจนกลุ่มนักเดินทางที่อยู่ด้านล่างพากันเหลียวมอง

                ฝ่าเท้าใหญ่ถีบโครมเข้าที่ประตูทันทีเมื่อถึงห้องที่ต้องการ

                “เซย์!” เสียงห้าวเรียกดังในจังหวะเดียวกับที่ปลายดาบเย็นเฉียบถูกจี้เข้าที่ลำคอ อลันผงะเหวอเมื่อจู่ๆก็เป็นฝ่ายถูกจู่โจม ปลายดาบแหลมคมชะงักค้างในระยะประชิด ชิดเสียจนอีกเพียงนิดเดียวก็แทงเข้าลำคอ ยักษ์ดำตีหน้าถมึงทึง

                “เจ้าเองหรือ”  ไม่รู้คิดไปเองหรือไม่ว่าฟารุคหน้าโหดขึ้นกว่าเดิมตั้งแต่เริ่มออกเดินทาง ไม่สิ...ตั้งแต่ที่เซย์เริ่มแสดงอาการแปลกๆนั่นต่างหาก “วันหลังหัดเคาะประตูเสียบ้าง บุ่มบ่ามเช่นนี้สักวันข้าอาจได้ฆ่าเจ้าทิ้งจริงๆ” น้ำเสียงนั้นเอ่ยเรียบราวกับการฆ่าคนเป็นเรื่องธรรมดา ฟารุคลดดาบลง นัยน์ตาสีรัตติกาลเหลียวมองคนบนเตียงจนเขาต้องมองตาม

                เซย์กำลังหลับสนิท

                เส้นผมสีเงินยวงแผ่สยายบนเตียงนุ่ม แผ่นอกที่ขยับตัวตามจังหวะลมหายใจบอกให้รู้ว่าอีกฝ่ายยังคงปลอดภัย ใบหน้าสะอาดใสซับสีเลือดปรกติและดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปรกติแม้แต่นิดเดียว

                นอกเสียจากความจริงที่ว่าเจ้าตัวนอนนิ่งแบบนี้เกือบครบวันแล้ว

                เจ้าเด็กนี่หลับนานเกินไปหรือเปล่า

                ...นี่คือสิ่งผิดปรกติเดียว ที่ไม่น่าไว้ใจเหลือเกิน...

                “คิดจะนอนไปถึงไหนฮึ ไอ้ตัวขี้เกียจ” แม้จะพูดแบบนั้นแต่มือใหญ่กลับไล้ผิวแก้มคนหลับอย่างเบามือ อลันเขย่าแขนอีกฝ่ายเบาๆทว่ากลับไม่มีการตอบรับแม้แต่นิดเดียว

                “หากอีกสองชั่วยามเซย์ยังไม่ฟื้นจงตามหมอที่ฝีมือดีที่สุดในเบรมอสมาที่นี่” เสียงเอ่ยสั่งของหัวหน้าหน่วยวิหครัตติกาลทำให้ทหารหนุ่มที่ตามเข้ามาพยักหน้ารับ ฟารุคทรุดกายลงนั่งข้างเตียง จ้องมองคนที่หลับสนิทเงียบๆเช่นเดียวกับที่ทำมาทั้งคืน

                “เจ้านี่นอนแบบนี้ตั้งแต่เมื่อวานบ่ายงั้นหรอ” อลันนึกถึงช่วงบ่ายของเมื่อวาน หลังจากที่เขาออกตรวจตระเวรบริเวณโดยรอบที่พักตามปรกติเมื่อกลับมาถึงโรงแรมอีกทีก็พบว่าเซย์เข้าห้องพักแล้ว ชาวทไวซ์เผลอกำมือแน่นด้วยความว้าวุ่นใจ

                เซย์อาการไม่ปรกติตั้งแต่ออกจากเอรานอส

                นอกจากจะง่วงงุนผิดปรกติ ยังหลับลึกและนานเสียจนบางครั้งก็ยาวข้ามวันแบบที่ปลุกเท่าไหร่ก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับแม้แต่น้อย ถึงนอกเหนือจากนั้นจะปรกติดีทุกอย่างแต่เขารู้ดีว่าไม่สามารถวางใจกับอาการเช่นนี้ได้เลย

                พร้อมกันนั้นเด็กหนุ่มเล่าว่าไม่ฝันถึงใครคนนั้นอีกแล้ว

                อลันกำมือแน่น ความรู้สึกเครียดขึงแล่นริ้วมายังขมับจนเผลอขมวดคิ้ว ทั้งที่ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมแต่ดูเหมือนบางสิ่งที่อยู่ในร่างกายของยักษ์เงินจะไม่รออีกแล้ว

                ไม่ว่าอย่างไร...ต้องรีบพาเซย์ไปจากไททันให้เร็วที่สุด!

                หนุ่มใหญ่เหลียวมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของยักษ์ดำที่นั่งเฝ้าเด็กหนุ่มไว้ไม่ยอมห่างก่อนเอ่ยเสนอ

                “ฉันอยู่ดูเซย์เอง”

                “ไม่ต้อง” ฟารุคปฏิเสธทันควัน “อารักขาองค์รัชทายาท เราอาจต้องอยู่ที่นี่อีกสักพัก” นัยน์ตาสีดำจับจ้องดวงหน้าของคนหลับใหล นัยน์ตาเฉยชาเผยประกายห่วงหาเพียงเสี้ยววินาที “อย่างน้อยก็จนกว่าเซย์จะฟื้น” มือใหญ่ไล้สัมผัสลงบนหลังมือคนหลับแผ่วเบา อลันเบือนหน้าหนี รู้สึกกระดากใจจนต้องกระแอมไอ

                 “เช่นนั้นข้าไปดูเรซิสล่ะ” ให้ตายสิ ทำอะไรเกรงใจคนเลี้ยงเจ้าเซย์มาบ้างเถอะ! ทไวซ์หนุ่มใหญ่ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ ถึงจะเป็นห่วงเซย์ไม่น้อยและไม่ได้ยินดีกับการที่ยักษ์ดำปฏิบัติต่อคนในปกครองของเขาต่างจากคนอื่นแต่เขารู้ดีว่าหากอยู่กับฟารุค...เซย์จะปลอดภัย

                หลังจากออกเดินทางจากเอรานอสมาร่วมเดือน ถึงจะไม่ค่อยชอบขี้หน้าพวกยักษ์เท่าไหร่นักแต่เขาก็พยายามปรับตัว แม้ในคราแรกที่พบกันจะมีแต่ความขุ่นข้องใจและเกลียดชังแต่ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นเพราะทิฐิที่ตกค้างอยู่ในใจมาแสนนาน เขาเติบโตมากับการถูกปลูกฝังให้โกรธแค้นชาวยักษ์ การจะให้ทำใจยอมรับย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย

                แต่ในเวลาที่จำเป็นเช่นนี้ เขายอมรับว่าลำพังพลังของตนเองนั้นไม่สามารถปกป้องเซย์ได้อีกแล้ว

                “ได้ยินจากโดรีพว่าเซย์อาการไม่ค่อยดีนัก” องค์รัชทายาทแห่งเอลมัลในคราบพ่อค้าหินเอ่ยขึ้นเสียงเบา เรซิสในชุดผ้าพื้นเมืองไม่ได้ทำให้ความสง่างามลดลงแม้แต่น้อย ผ้าแพรสีขาวสะอาดถูกพันโพกทับเสื้อตัวยาวประดับชายด้วยหินสี เรือนผมสีทองสว่างใต้เขางอโค้งสีแดงเข้มถูกมัดรวบไว้อย่างหลวมๆ

                “หลับไม่ตื่น คราวนี้เกือบครบวันแล้ว” ได้ยินคำตอบดังนั้นองค์รัชทายาทแห่งเอลมัลจึงพยักหน้ารับ อาการหลับลึกของเซย์ในช่วงเดือนที่ผ่านมาทำให้ทุกคนล้วนเป็นกังวลใจ ยกเว้นแต่เจ้าตัวที่ตื่นขึ้นมาทีไรก็ยิ้มร่าบอกว่าพวกเขาคิดมากไปเสียทุกครั้ง

                “หมอจะมา ถ้าอีกสองชั่วยามเขายังไม่ฟื้น” ในสถานการณ์เช่นนี้การให้คนนอกหรือแม้กระทั่งหมอเข้ามารู้เห็นความเป็นไปของพวกเขาย่อมไม่ใช่เรื่องดีนัก ยิ่งกับเซย์ที่เป็นยักษ์เงินแล้ว ไม่ว่าหมอหลวงหรือใครก็ไม่ควรไว้วางใจทั้งนั้น อลันลอบสังเกตเสี้ยวหน้าด้านข้างของรัชทายาทแห่งเอลมัล นัยน์ตาสีแดงทับทิมหรี่ต่ำในขณะที่เรียวคิ้วนั้นมุ่นลงด้วยความเป็นกังวล

                ...ช่างเป็นที่รักเหลือเกินนะ...เซย์...



****

                ในความมืดนั้นไร้ซึ่งสิ่งใด

                ไร้ซึ่งเสียงขลุ่ยกังวาน ไร้กลิ่นหอมประหลาด กลิ่นคาวเลือด ไม่มีแม้กระทั่งใครคนนั้น

                เขาทำได้เพียงแต่ก้าวขาไปเรื่อยๆ แต่ไม่ว่าก้าวเดินเท่าไรก็ไม่พบทางออก ยิ่งเร่งฝีเท้า ยิ่งเหมือนหลงไปในแดนทมิฬ ในจิตสำนึกรู้ดีว่าความฝันเช่นนี้จะจบลงเมื่อได้พบบุคคลผู้น่าหวาดผวา แต่ครั้งนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น

                มีเพียงความมืด ความมืดมิด

                ฟารุค...

                ในมโนสำนึกร้องเรียกใครคนหนึ่ง ฝ่ามือสองข้างเอื้อมคว้าเบื้องหน้าว่างเปล่าด้วยปรารถนาจะหลุดพ้นจากห้วงนิทราทว่ากลับมีเพียงตัวเขาที่วิ่งวนในโลกสีดำราวหนูติดจั่น พลันสัมผัสอบอุ่นบางอย่างที่โอบล้อมมือกลับทำให้ต้องชะงักฝีเท้า เขายืนนิ่ง ปล่อยให้ความอบอุ่นนั้นนำพาตนไปเบื้องหน้า

                จนกระทั่งลืมตา

                เงาคนเบื้องหน้ารางเลือนก่อนจะค่อยๆกระจ่างชัด ทว่าทันมองสบดวงตาสีรัตติกาลเพียงเสี้ยวนาทีทั้งร่างก็ถูกกระชากเข้ากอดจนแทบจุก “เจ้า...” เสียงของฟารุคสั่นพร่ากว่าที่เคยได้ยิน ใบหน้าเขาเบียดซุกเข้าที่ไหล่กว้าง ท่อนแขนแกร่งกอดรัดแน่น แน่นจนแทบหายใจไม่ออก

                “อะ...อึดอัด” ได้ยินดังนั้นอ้อมกอดจึงคลายลงทว่ายังคงโอบล้อมไว้อย่างหลวมๆ เสียงที่ได้ยินเพียงอู้อี้เพราะถูกกอดรัด “ขยันสร้างเรื่องนัก” ถึงน้ำเสียงนั้นจะเอ่ยดุแต่ฝ่ามือที่สัมผัสกันอยู่นั้นอุ่นจัด บอกให้รู้ว่าอีกฝ่ายเฝ้ากอบกุมมือเขาไว้นานแค่ไหนแล้ว           

                แต่เดี๋ยว!? แล้วทำไมฟารุคต้องมากอดเขาแน่นแบบนี้ด้วยเล่า

                อาการดิ้นขลุกของคนในอ้อมกอดทำให้ยักษ์ดำต้องผละจากร่างอีกฝ่ายช้าๆ เซย์นิ่วหน้า ผมสีเงินพันกันยุ่งไปหมด “ฉันไปสร้างเรื่องอะไรเมื่อ...อ๊ะ...” คนเพิ่งตื่นถึงกับสะดุ้งเมื่อฝ่ามือที่กำรอบแขนออกแรงบีบไม่เบาแรง ฟารุคขมวดคิ้ว ใบหน้าบึ้งตึงนั่นจ้องเขาเขม็ง

                เดี๋ยวก่อนสิ สาบานว่าเขายังไม่ได้สร้างเรื่องยุ่งอะไรเลย!

                “รู้ตัวหรือไม่ว่าเจ้าหลับไปกี่ชั่วยามกัน” ยักษ์ดำชักสีหน้าไม่พอใจก่อนที่ฝ่ามือใหญ่จะไล้ปัดปรอยผมสีเงินที่บดบังเสี้ยวหน้าของยักษ์เงิน “เขาของเจ้ายาวขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับอาการหมดสติ” เสียงทุ้มเอ่ยเบา “ข้าไม่สบายใจแม้แต่นิดเดียว”

                เซย์นั่งนิ่ง ปล่อยให้อีกฝ่ายไล้มือไปตามดวงหน้าแผ่วเบา เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาการผิดปรกติที่ว่าเกิดเพราะอะไร เพียงแค่มักจะรู้สึกง่วงและเผลอหลับไปนานเสียทุกครั้งแต่นอกจากนั้นทุกอย่างก็ดูเหมือนปรกติดี ที่สำคัญหลังจากเกิดอาการแบบนี้...

                ...ก็ไม่เคยฝันเห็นคนในฝันคนนั้นอีก...

                ...คนที่พยายามจะเป็นหนึ่งเดียวกัน...คนที่เหมือนกับเขาไม่ผิดเพี้ยน...

                “กังวลมากไปแล้ว” แม้จะพูดแบบนั้นแต่ใบหน้ากลับเอียงซบฝ่ามืดใหญ่ที่ประคองรับ ความรู้สึกที่มีต่อฟารุคแน่ชัดและไม่จำเป็นต้องอธิบายด้วยคำพูดใด แม้ในช่วงแรกที่ถูกพามายังไททันจะเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและกดดัน แต่ในยามนี้ เพียงมีฟารุค เขากลับรู้สึกปลอดภัย

                ฝ่ามือที่ประคองดวงหน้านั้นอยู่ขยับให้เซย์ซบหน้าลงบนอกเสื้อ ยักษ์ดำถอนหายใจแผ่ว ความกังวลที่รู้สึกมาตลอดบอกให้รู้ว่าคนในอ้อมกอดสำคัญเพียงใด มืออีกข้างไล้แผ่วบนแหวนที่เขาเคยสวมให้

                “ท่านแม่จะปกป้องเจ้า” เซย์พยักหน้ารับ นับตั้งแต่ฟารุคมอบให้ แหวนที่สลักจากกระดูกเขาสีฟ้าก็ไม่เคยถูกถอดออกแม้แต่ครั้งเดียว

                “จะสวีทกันอีกนานไหม ทำอะไรเกรงใจกันบ้างเถอะท่านฟารุค” เสียงยานคางประชดประชันที่ดังจากหน้าประตูทำเอาเขาแทบจะเด้งออกจากอกกว้างถ้าไม่ติดว่าฟารุคดันกดหัวเขาไม่ให้ลุกหนีแถมยังกระชับแขนที่โอบรอบเอวอีกต่างหาก เซย์เริ่มดิ้นขลุกเมื่ออีกฝ่ายกอดเขาไม่ปล่อยทั้งที่อลันเข้ามาในห้อง

                เด็กหนุ่มส่งเสียงฮึดฮัดเมื่อแขนแกร่งยังกอดรัดไม่ปล่อย...อะ...ไอ้มือปลาหมึกนี่!

                “มาก็ดีแล้ว ข้ามีงานให้เจ้าทำ” เดี๋ยวก่อน! หรือหมอนี่จะลืมไปว่ากอดเขาอยู่ จะสั่งงานใครอย่างน้อยก็ช่วยปล่อยเขาก่อนได้ไหมเล่า ฟารุคขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นว่าเจ้าเด็กดื้อยังดิ้นขลุก “อยู่นิ่งๆ”

                ยังมีหน้ามาสั่งให้อยู่นิ่งๆอีก!

                อลันปรายตามองภาพตรงหน้าก่อนจะส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ “เหอะ! ไอ้เราก็มัวนึกเป็นห่วงว่าจะเป็นอะไร ถ้ารู้ว่าตื่นมาแล้วจะไปออดอ้อนออเซาะคนอื่นแบบนี้สู้ปล่อยให้หลับอยู่อย่างนั้นเสียดีกว่า”

                “อลัน!” คนถูกว่าส่งเสียงโวยวายทันที ใบหน้าขึ้นสีเลือดฝาด เซย์ทุบอกฟารุคดังปึ้กจนยักษ์ดำยอมปล่อย แม้สายตานั่นจะมองมาอย่างคาดโทษก็ตามที

                ในตอนนั้นเองที่เขาเพิ่งเห็นว่าเรซิสอยู่ด้านหลังอลัน

                รัชทายาทแห่งเอลมัลจ้องมองเขาเงียบๆก่อนจะขยับกายเดินตามอลันเข้ามานั่งเก้าอี้ด้านใน ทับทิมคู่งามไม่แสดงอารมณ์ใดจนเขาต้องเหลือบมองฟารุคทีเรซิสทีอย่างเดาอารมณ์ไม่ถูก ฝ่ามือใหญ่ที่โอบกอดเขาอยู่หลวมๆย้ายมาจับมือข้างหนึ่งกอบกุมเอาไว้

                ...มือข้างที่สวมแหวน...

                แม้จะรู้สึกเก้อๆ แต่ให้ตายเถอะ เขาหุบยิ้มไม่ได้เลย

                “งานเฉลิมฉลองจะเริ่มขึ้นเย็นนี้ ไหนๆเซย์ก็ฟื้นแล้ว ข้าไม่อยากให้เราติดอยู่ที่เบรมอส” อลันพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของยักษ์ดำ “ยิ่งที่นี่เป็นเมืองที่มีเขตแดนติดกับเมืองโซเนียของบาแซนไดซ์ เราควรรีบเดินทางผ่านไปให้เร็วที่สุด”

                “งานเฉลิมฉลอง เย็นนี้งั้นหรอ” เซย์ทวนคำเสียงแผ่วด้วยดวงตาเป็นประกาย หลายวันก่อนหน้านี้เขามีโอกาสเดินสำรวจเมืองกับลาร์คและโดรีฟเห็นว่าชาวเมืองกำลังตกแต่งโคมไฟสีสันต่างๆขึ้นแควนตามหลังคา ดอกไม้กระดาษถูกประดับประดาตามจุดต่างๆของถนน สวยเสียจนคิดว่าถ้ามีโอกาสอยู่ร่วมงานฉลองเทพเจ้าที่เบรมอสก็คงจะดี

                แถมยังได้ยินมาว่าในงานเทศกาลทุกคนล้วนแต่สวมหน้ากากปิดบังใบหน้า มีอาหารมากมาย การละเล่นและการแสดง ขบวนแห่ฉลองและดอกไม้ไฟ เทศกาลเฉลิมฉลองเทพเจ้าของชาวยักษ์ แค่คิดก็น่าสนุกจะตายอยู่แล้ว!

                “คนโง่” ฟารุคส่ายหน้าระอา เพียงมองตาก็รู้แล้วว่าเซย์กำลังคิดสิ่งใด “รู้ใช่หรือไม่ เป้าหมายของเราคือการไปถึงดาร์คเนสให้เร็วที่สุด” คนฟังพยักหน้ารับอ่อยๆ ในใจฟีบเล็กเท่าเมล็ดถั่ว แบบนี้ไม่ต้องถามคำตอบก็เห็นจะเป็นแบบเดียว
เซย์ถอนหายใจ แต่ก็เข้าใจดีว่าทุกอย่างเป็นไปเพราะความจำเป็น

                “เก็บของให้เรียบร้อย เย็นนี้เราจะออกเดินทาง ผู้คนมากขนาดนี้คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะออกจากเมืองได้สะดวก ส่วนเจ้า...” ฟารุคปรายตาไปยังหนุ่มใหญ่ชาวทไวซ์ “ข้ามีเรื่องให้เจ้าทำ”



****

                อาทิตย์ดวงโตลาลับม่านฟ้า ราตรีมาเยือน โคมไฟสีสันจัดจ้านถูกเปิดสว่างไปทั่วทั้งเมือง เสียงกลองทุ้มหนักตีเป็นจังหวะให้เครื่องเป่าเครื่องตีบรรเลงดนตรีคึกครื้นไปทั่ว บนท้องถนนเต็มไปด้วยร้านรวงที่ตั้งขึ้นสองข้างทางทั้งขายอาหารและสินค้าต่างๆ บ้านเรือนถูกประดับประดาด้วยดอกไม้กระดาษหลากสี ชาวเมืองล้วนสวมหน้ากากทับใบหน้าและแต่งกายด้วยอาภรณ์สีสันสดใสเดินเบียดเสียดกันทั่วท้องถนน ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนชวนชมดึงดูดใจ

                เว้นเสียแต่ว่า เขาได้แต่มองบรรยากาศรอบด้านผ่านหน้าต่างบานเล็กจากบนห้องพัก

                หลังจากวางแผนการเดินทางเรียบร้อยฟารุคกับอลันก็ออกไปกับทหารหน่วยวิหครัตติกาลคนอื่นๆ ทิ้งไว้เพียงบาร์ซีค ทหารหน้าบากฝีมือดีที่คอยคุ้มกันเรซิสและลาร์คกับโดรีฟที่คอยตามติดเขาราวกับเงา ระหว่างช่วงเดือนที่ผ่านมา แม้จะไม่ถูกชะตากันตั้งแต่แรกพบแต่อลันก็พยายามปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับชาวยักษ์คนอื่นๆ ถึงจะขี้บ่นและชอบเถียงไปบ้างแต่สุดท้ายหนุ่มใหญ่ชาวทไวซ์ก็ยอมทำตามคำสั่งของฟารุคจนดูคล้ายว่าจะกลายเป็นหนึ่งในหน่วยวิหครัตติกาลไปอีกคน

                และที่อลันยอมทำทุกอย่าง เซย์รู้ดีว่าเหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเพราะตัวเขาเช่นกัน

                อลันเป็นห่วงเขามากกว่าที่เคย แม้ตอนที่อยู่ที่ไอร์แลนด์ด้วยกันตาลุงจอมขี้เกียจจะแสดงท่าทีเป็นกังวลเรื่องความฝันไร้สาเหตุที่เกิดขึ้นกับเขาแต่ก็ไม่มากเท่ายามที่อยู่ด้วยกันตอนนี้ ตั้งแต่กลับมาที่ไททันชาวทไวซ์แสดงอาการคัดค้านเรื่องที่เขาต้องการอยู่ ณ ดินแดนแห่งนี้อย่างหัวชนฝายิ่งเมื่อเขาเกิดอาหารหลับลึกไม่รู้ตัวฝ่ายก็ยิ่งดึงดันจะพาเขากลับไปยังมิติเวลาที่เคยอยู่อาศัย 

                หากเรื่องการถอนมนต์สิบสองราตรีเสร็จสิ้นลง เขาต้องกลับไปยังโลกมนุษย์จริงหรือ?

                เซย์ตั้งคำถามเช่นนี้ในใจครั้งแล้วครั้งเล่าทั้งที่ไม่อาจหาคำตอบ อลันคือครอบครัวที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียว ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่อาจทอดทิ้งไปอย่างแน่นอน เด็กหนุ่มสูดหายใจเข้าลึก กลิ่นเครื่องหอมแปลกจมูกที่โดรีฟจุดให้กำจายไปทั่วห้อง

                “ชอบกำยานพวกนี้หรือไม่ขอรับท่านเซย์ หัวหน้าผู้ดูแลที่พักให้มาเป็นของกำนัลแด่นายท่าน” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับ “ก็หอมดี แต่กลิ่นประหลาดไปหน่อย” ภูตรับใช้หัวเราะคิกเมื่อเห็นนายท่านยักษ์เงินทำจมูกฟุดฟิดด้วยความไม่คุ้น

                “พวกสมุนไพรน่ะขอรับ แต่เอ...ทำมาจากอะไรบ้างนา...” โดรีฟพึมพำไล่ท่องชื่อส่วนผสมของกำยานแต่เขาไม่ได้สนใจจะฟัง นัยน์ตาสีเงินเหม่อมองฝูงชนด้านล่าง เสียงดนตรีดังเป็นจังหวะสนุกสนานแข่งกับเสียงเซ็งแซ่จากร้านค้าและผู้คนที่คับคั่งบนท้องถนน ในใจที่เคยลิงโลดกลายเป็นสีเทาราวกับมีหมอกบางๆปกคลุม แม้จะพยายามไม่ให้คนอื่นกังวลเรื่องอาการประหลาดที่เกิดขึ้นแต่ความรู้สึกข้างในลึกๆกลับเต็มไปด้วยความสับสน ปริศนาที่ถูกขมวดปมแน่นดูราวกับไม่มีร่อยรอยให้เขาค้นหาความจริง

                คนในฝันคือใครกันแน่ และทั้งที่ตลอดมาเขาฝันถึงคนคนนั้น แต่อยู่ดีๆอีกฝ่ายกลับหายไป ทิ้งไว้เพียงห้วงฝันดำมืดและอาการไม่ได้สติราวกับไม่อาจบังคับร่างกายตนเอง ถ้อยคำสุดท้ายของอีกฝ่ายยังดังก้องอยู่ในใจ ราวกับได้ยินคำเอ่ยนั้นซ้ำๆทั้งที่ได้สดับฟังเพียงครั้งเดียว

                ...ไม่มีสิ่งใดสะกดข้าได้อีกแล้ว...

                เซย์ลูบแหวนที่สวมทับนิ้วกลางอยู่ด้วยความเคยชิน นิ้วที่เคยสวมแหวนต่างหน้าของมารดาบัดนี้ถูกสวมทับด้วยแหวนอีกวงที่นอกจากจะเป็นเครื่องรางให้ปลอดภัยยังเป็นตัวแทนของใครคนหนึ่งด้วยเช่นกัน สายตาพลันเหลือบเห็นเงาร่างหนึ่งที่โดดเด่นเหนือใครเบียดเสียดอยู่ในฝูงชนด้านล่าง สะดุดตาจนเขาเผลอยื่นหน้าเข้าใกล้กระจกจนแทบชิด

                ...ผมสีเงิน...เขาสีเงิน

                ยักษ์เงิน!

                เซย์นิ่งอึ้ง เร็วเท่าความคิด สองขาหนึ่งใจพาให้วิ่งออกจากห้อง ได้ยินเสียงโดรีฟร้องตามไล่หลังแต่เขาไม่คิดหันกลับ จังหวะในอกเต้นระรัว นอกจากเขาแล้วจะมีผู้ใดมีกระดูกเขาสีเงินได้อีก

                คนในห้วงฝัน!

                คิดได้เท่านั้นเด็กหนุ่มก็รีบเร่งฝีเท้าเข้าสู่ย่านถนน เสียงดนตรีบรรเลงดังทว่าเขากลับรู้สึกเหมือนไม่ได้ยินสิ่งใด ท่ามกลางฝูงชนมากมายภายใต้หน้ากากหลากสีคนแล้วคนเล่าเบียดเสียดแออัดดันตัวเขาให้พุ่งไปเบื้องหน้า ยิ่งตามหากลับยิ่งไม่เห็นร่องรอย ราวกับอีกฝ่ายหายลับไปในอากาศ เซย์เหลียวมองรอบด้าน

                อยู่ที่ไหน! หายไปไหนแล้ว!

                ฉับพลันแขนข้างหนึ่งก็ถูกกระชากจับอย่างรุนแรงจนทั้งร่างสะบัดหัน เบื้องหน้าคือชายภายใต้หน้ากากสีขาวไร้การตกแต่ง “ทำอะไรของเจ้า!” น้ำเสียงตวาดลั่นอย่างที่น้อยครั้งจะได้ยิน เพียงได้ยินเสียงเขาก็รู้ว่าใคร

                “เหตุใดจึงผุลนผันออกมาเช่นนี้!” ไม่ว่าเปล่าทหารหนุ่มใช้มือข้างหนึ่งจับใบหน้าเขาไว้มั่น ลาร์คสวมหน้ากากกระดาษสีเดียวกันลงบนใบหน้าเปลือยเปล่า ในตอนนั้นเองเซย์จึงเพิ่งรู้ตัวว่าเขาวิ่งออกมาทั้งที่มีเพียงผ้าโพกคลุมศีรษะปิดบังกระดูกเขาสีเงินยวง ไม่มีแม้แต่ผ้าคลุม “กลับไปกับข้า” เสียงเย็นเยียบตวัดห้วน แม้จะได้ยินเช่นนั้นแต่สายตาเขากลับยังมองหาคนที่หายไป

                ...เขาไม่ได้ตาฝาด...

                ทั้งที่เชื่อแบบนั้นแต่กลับไม่มีสิ่งใดยืนยันว่าสิ่งที่เขาเห็นเป็นความจริง จะมียักษ์เงินอยู่ในไททันได้ยังไง ทั้งฟารุคหรือใครๆต่างก็ยืนยันว่ายักษ์เงินสูญหายไปหลายร้อยปีแล้ว ทันทีที่ถูกดึงรั้งให้กลับร่างๆหนึ่งก็กระแทกเข้าชนจนเขาเสียหลักจนเกือบล้มหากทั้งตัวกลับถูกอีกฝ่ายคว้าจับไว้เสียก่อน คนแปลกหน้าช่วยประคองเขาไว้ในอ้อมแขน

                “ขออภัยด้วย” เสียงต่ำเอ่ยพร้อมช่วยพยุง ปลายจมูกได้กลิ่นเครื่องหอมเบาบาง ลาร์คก้าวเข้าขวางกั้นเขากับบุรุษปริศนาตรงหน้าทันที “คนเยอะเหลือเกิน ข้าต้องขออภัยจริงๆ” ชายผู้สวมหน้ากากกระดาษสีน้ำเงินเข้มค้อมศีรษะให้เล็กน้อยด้วยความสุภาพก่อนจะเดินสวนจากไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

                ลาร์คหันมองตามชายผู้นั้น จนกระทั่งอีกฝ่ายกลืนหายลับไปในฝูงชน

                ทหารหนุ่มเร่งให้เขายอมกลับไปที่พักโดยเร็ว เมื่อคิดว่าฟารุคอาจจะกลับถึงที่พักแล้วเช่นกันเขาจึงยอมกลับถึงในใจจะยังตะขิดตะขวงเรื่องยักษ์เงินอยู่ก็ตามที ลาร์คจับข้อมือเขาแน่นตลอดทางที่พาเขาเบียดเสียดผู้คนจนถึงที่พักและเมื่อกลับมาถึงทั้งอลัน เรซิสและฟารุคก็อยู่กันพร้อมหน้า แถมยังทำสีหน้ายุ่งยากสุดๆ

                ...ซวยแล้ว...

                เมื่อทุกคนหันมาจ้องเขาเป็นทางเดียวเด็กหนุ่มก็ขยับกายลงนั่งเก้าอี้ข้างๆอลันอย่างเงียบเชียบ

                “ท่านเซย์!” โดรีฟเป็นคนแรกที่ร้องเรียกชื่อเขาด้วยความตื่นตระหนกตามประสา ภูตแกะปราดเข้ามาใกล้ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “จู่ๆก็ออกไปได้อย่างไรกันขอรับ! หากท่านลาร์คตามไปไม่ทันไม่รู้จะเกิดเรื่องอันตรายใดหรือไม่” เซย์ยิ้มเจื่อน น้อยครั้งที่โดรีฟจะขึ้นเสียงกับเขาแบบนี้

                “ข้ารู้ว่าเจ้าออกไปก็เพราะโดรีฟร้องเสียงลั่น” ทหารหนุ่มเว้นวรรค ดวงตาจับจ้องยังภูตแกะ “โดรีฟร้องตะโกนหนีชีฮาค ทั้งที่ชีฮาคอยู่ที่หน่วยตรวจการ ไม่ได้อยู่ที่นี่”

                “เจ้าชีฮาคมันไล่ตีข้าจริงๆนะขอรับ แต่เมื่อท่านลาร์คเข้ามา...จู่ๆก็หายไปเสียเฉยๆ” โดรีฟหน้าเจื่อน ทำเอาทุกคนพลอยถอนหายใจไปด้วย

                “ช่างก่อนเถอะ สิ่งที่สำคัญกว่าคือข่าวเรื่องที่มีอาจมีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายแอบซุ่มอยู่นอกเมือง ยังไม่สามารถระบุจำนวนได้ บางทีเรื่องที่รัชทายาทอยู่ที่นี่อาจเล็ดรอดออกไปแล้วก็เป็นได้” ฟารุคเสียงขุ่น แปลว่าพวกเขากำลังอยู่ในอันตรายอย่างนั้นหรือ

                “เราจะเลื่อนการเดินทางออกเป็นพรุ่งนี้เช้า รอจนกว่าฟ้าจะสว่าง บาร์ซีคจะเข้ามารายงานความคืบหน้าอีกครั้ง และหากไม่มีสิ่งใดขัดข้องเราจะลอบออกจากเมืองทางประตูทิศตะวันตก แม้เส้นทางจะอ้อมกว่าที่วางแผนไว้แต่น่าจะปลอดภัยกว่า เจ้าคิดว่าอย่างไร” ท้ายประโยคเอ่ยถามความเห็นของทหารคู่กาย เขาได้ยินจากโดรีฟเช่นกันว่าลาร์คเคยเป็นสายลับเข้าไปที่บาแซนไดซ์มาก่อน ดังนั้นผู้ที่ชำนาญภูมิประเทศแถบนี้ดีที่สุดจึงเป็นทหารหนุ่มผู้เปรียบเสมือนมือซ้ายของหัวหน้าหน่วยวิหครัตติกาล

                “ข้าเห็นด้วย พ้นประตูเมืองทิศใต้จะล้อมไปด้วยเขตป่า แม้จะเป็นเส้นทางหลักของพวกกองคาราวานแต่เราอาจถูกซุ่มโจมตี ที่สำคัญนั่นยังเป็นทางออกที่ใกล้กับเขตติดต่อเมืองโซเนียของบาแซนไดซ์” ทหารหนุ่มชี้มือลงบนแผนที่ที่ถูกกางไว้บนโต๊ะ “จากเส้นทางนี้เราต้องอ้อมเข้าไปยังเมืองดานิสเสียก่อน....” เมื่อเนื้อหาของการสนทนาเริ่มเข้าสู่ความตึงเครียดเขาก็เริ่มเหงื่อตก

                บ้าจริง...สถานการณ์แบบนี้เขายังคิดแต่เรื่องของตัวเองได้ยังไง

                เซย์ก้มหน้านิ่ง ทั้งที่ความจริงในเวลานี้สิ่งที่พวกเขาต้องพยายามคือการไปยังดาร์คเนสอย่างปลอดภัยเพื่อถอนมนต์ให้องค์รัชทายาทแต่เขากลับผลุนผันทำอะไรตามใจ เด็กหนุ่มเผลอเม้มปากอย่างไม่รู้ตัว สมควรแล้วที่ลาร์คจะไม่ไว้ใจและให้การยอมรับเขา...สมควรแล้วจริงๆ...

                “จากนี้คงต้องระวังตัวให้มาก ข้าให้คนส่งสารกลับที่เอรานอส อีกไม่นานจะมีประกาศกำหนดการแปรพระราชฐานของข้าไปยังตำหนักตะวันตกที่เกวนเดล เรื่องนี้คงทำให้สายข่าวของศัตรูไขว้เขวไม่น้อย แต่แผนนี้คงใช้ได้ไม่นานนัก” เรซิสเอ่ยเสียงเรียบ “หรือหากไม่ใช่การปองร้ายรัชทายาทแห่งเอลมัล อีกประเด็นหนึ่งย่อมเป็นเจ้า...” ดวงตาสีทับทิมมองสบตาเขา

                “...ยักษ์เงินที่ถูกซ่อนอยู่ในหน่วยวิหครัตติกาล...” เซย์ชะงัก เผลอยกมือสัมผัสหมวกผ้าโพกที่เก็บซ่อนกระดูกเขาและเรือนผมสีเงินยวงของตนไว้ทันที

                ...เป้าหมายหากไม่ใช่เรซิส...ก็คือเขา...

                คนที่เคยคิดแต่เล่นสนุกเงียบเสียงลง หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ทั้งที่รู้ตัวอยู่เสมอว่าตัวเขาแตกต่างกับชาวยักษ์คนอื่นๆแต่ก็ไม่คิดว่าสถานการณ์อันตรายจะเกิดขึ้นจริง

                “อย่าห่วงเลย” เสียงห้าวของอลันดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ฝ่ามือใหญ่ตบป้าบเข้าที่หัวไหล่ยักษ์เงินอย่างแรงจนเกือบหน้าทิ่ม เซย์เกือบหลุดด่าไอ้ลุงบ้าที่ตบมาได้เสียเต็มแรงแต่ก็ต้องชะงักเสียก่อนเมื่อเห็นว่าดวงตาคู่นั้นมองเขาด้วยสายตาแบบใด

                “ฉันไม่ปล่อยให้นายเป็นอะไรหรอกน่า” ประโยคเรียบง่ายพร้อมกับฝ่ามือที่บีบที่หัวไหล่พาให้ในใจอวลอุ่น หากจะมีใครสักคนที่ผูกพันและยอมรับเขาอย่างไม่มีข้อแม้ ใครที่พร้อมจะให้อภัยและให้ความสำคัญกับเขา...คนคนนั้น...มีอยู่แล้วมาตลอด

                ถึงจะไม่ได้เติบโตมากับการมีพร้อมทั้งพ่อและแม่ แต่เขาโชคดีแค่ไหนที่มีอลัน

                “เฮ้! ไหงทำหน้าอย่างนั้น ฉันบอกว่าไม่เป็นไรก็ไม่เป็น...เซย์...” เสียงที่พูดดังอยู่เป็นนิจแผ่วหวิวลงเมื่ออีกฝ่ายจับชายเสื้อเขาพร้อมกับก้มหน้านิ่ง ชาวทไวซ์เงยหน้ายกมือเกาแก้มอย่างเก้อๆพร้อมแอบเหลือบตามองยักษ์ดำที่นั่งอยู่เคียงข้างคนในปกครองและพบว่าฟารุคกำลังจ้องเขาเขม็ง...แววตาทมิฬนั่นน่าดูชมเสียเมื่อไหร่ หนุ่มใหญ่ขนลุกซู่

                เจ้าบ้าเซย์เอ้ย! นึกจะอ้อนเขาก็ไปทำลับหลังฟารุคไม่ได้หรือไงกันเล่า

                “ฉัน เอ่อ...วันนี้นายพักผ่อนเถอะ ฉันจะไปตระเวนรอบๆที่พักอีกรอบแล้วกัน” เมื่อหาทางสู้ไม่ได้ก็ต้องหาทางหนี อลันลูบหัวเซย์อย่างไม่เบาแรงเท่าไหร่นัก เมื่อทุกคนได้ข้อสรุปว่าการพักอยู่ที่นี่จนรุ่งเช้าเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดจึงแยกย้ายกลับไปยังห้องพักที่มีทหารจากหน่วยวิหครัตติกาลแฝงตัวเข้ามาคุ้มกันในโรงแรมเพิ่มขึ้น
                “ข้าจะไปตรวจสอบสถานการณ์กับบาร์ซีคอีกครั้ง” ลาร์คพูดเช่นนั้นก่อนจะปิดประตูลง ภายในห้องที่เหลือเพียงเขากับฟารุคจึงมีเพียงเสียงดนตรีจากงานเฉลิมฉลองแว่วให้ได้ยินแผ่วเบา

                ฟารุคไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว

                เสียงถอนหายใจเงียบๆของยักษ์ดำทำให้เขายิ่งก้มหน้าลงต่ำ ความรู้สึกบางอย่างกำลังชี้ชัดเช่นเดียวกับสิ่งที่ลาร์คเคยย้ำเตือน

                เขาคือตัวถ่วง

                แม้แต่อลันที่ฟารุคเคยตัดสินใจจะฆ่า ยังมีประโยชน์มากกว่าในเวลาแบบนี้

                “พักผ่อนเสีย พรุ่งนี้ต้องออกเดินทางแต่เช้า” ทันทีที่ร่างสูงลุกขึ้นทำท่าจะลุกออกไป ไม่รู้ว่าเพราะอะไร...มือของเขาจึงดึงชายเสื้ออีกฝ่ายไว้อย่างไม่รู้ตัว เซย์จ้องแผ่นหลังกว้างที่ยังยืนนิ่ง ฟารุคไม่แม้แต่จะยอมหันกลับ

                ...โกรธหรือ...

                “...ขอโทษ...” ร่างสูงใหญ่นิ่งไปชั่วอึดใจก่อนจะสะบัดตัวหันกลับจนมือที่จับรั้งชายเสื้อหลุดลง แม้ในห้องจะมีเพียงแสงจากตะเกียงริบหรี่ทว่าแววตาวาวโรจน์นั้นฉายชัดยิ่งกว่าประกายไฟ

                “พูดได้ดีที่สุดคือคำว่าขอโทษอย่างนั้นหรือ” ปลายเสียงกรอดต่ำอย่างพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ เซย์เผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว “สิ่งที่ข้าย้ำบอกไม่ได้มีความหมายอะไรต่อเจ้าสักนิดเลยใช่หรือไม่ ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นี้ ไม่ว่าจะเป็นข้า ลาร์ค เรซิส อลัน หรือแม้แต่ทหารหน่วยวิหครัตติกาล ทุกคนจากครอบครัว จากคนที่รักและต้องมาเสี่ยงชีวิตเพื่อภารกิจในครั้งนี้ แล้วเจ้าเล่า...เคยนึกถึงใจผู้ใดบ้างหรือไม่” ฟารุคลดเสียงลง เบาจนแทบกลืนหายไปกลับเสียงพลุดอกไม้ไฟที่ถูกจุดเสียงดังลั่น

                ...เคยนึกถึงความห่วงใยของข้าบ้างหรือไม่...เซย์...

                ประกายดอกไม้ไฟส่องแสงสว่างวูบวาบเข้ามาทางหน้าต่าง เสียงโห่ร้องด้วยความยินดีของชาวเมืองแว่วให้ได้ยิน ทว่าสิ่งเดียวที่สะกดสายตาเขาไว้คือใบหน้าคมคายที่โน้มลงใกล้ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่าระใบหน้า เด็กหนุ่มหลับตาลงเมื่อความอ่อนนุ่มประทับลงบนริมฝีปาก จูบของฟารุคหนักแน่นและเนิบช้า ยักษ์ดำผละริมฝีปากเพียงเสี้ยววินาทีก่อนบดเบียดจุมพิตลงมาอีกครั้งด้วยความรู้สึกที่เร่าร้อนกว่าเดิม ปลายลิ้นรุกเร้า มือใหญ่เอื้อมปลดผ้าคลุมผมสีอ่อนให้ร่วงหล่นก่อนจะแทรกมือเข้าในเรือนผมสีเงินยวง ขยับบังคับศีรษะอีกฝ่ายให้เงยแหงนรับรสจูบได้ล้ำลึกกว่าเดิม

                เนิ่นนาน...จนเขาแทบขาดใจ...

                เซย์สูดลมหายใจหอบลึก มือสองข้างกำอกเสื้อของยักษ์ดำไว้แน่น แสงเสียงประทัดด้านนอกหยุดลงแล้วแต่เสียงหัวใจยังคงดังปะทุยิ่งกว่าพลุดอกไม้ไฟ

                “นี่คือการลงทัณฑ์ โทษฐานที่ทำให้ข้าหงุดหงิดใจ” ฟารุคพรูลมหายใจ “สัญญากับข้า ว่าจะไม่พาตนเองไปสู่เรื่องอันตรายใดๆ...เซย์” เพียงมองสบนัยน์ตาที่มีเพียงเงาเขาฉายชัดทั้งใจก็ยอมรับว่าไม่อาจถอนตัวจากคนตรงหน้าได้อีก ริมฝีปากหนาขยับโน้มลงใกล้ประทับจูบลงอีกครั้ง...อีกครั้ง...บดเบียดเน้นย้ำจนฝ่ามือที่กำรั้งอกเสื้อค่อยๆคลายลง ในหัวว่างเปล่า รับรู้เพียงสัมผัสอุ่นร้อนที่แนบสนิท แต่เมื่อฝ่ามือใหญ่แทรกผ่านเสื้อเนื้อนุ่มไล้ลูบไปตามแผ่นหลังยักษ์เงินกลับผละห่างจากอีกฝ่ายด้วยความตกใจ

                ฟารุคหยุดนิ่ง แม้นัยน์ตาจะเป็นประกายพราวระยับทว่าร่างสูงใหญ่กลับทำเพียงจ้องมองเขาเท่านั้น

                “นอนเสีย ก่อนที่คืนนี้ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไปจริงๆ” ยักษ์หนุ่มผละห่าง ไม่ใช่ว่าเขาจะไร้เดียงสาจนไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร เซย์หน้าร้อนวูบ รีบซุกตัวเข้าในผวยผ้าแถมยกผ้าห่มคลุมโปงจนมิดหัวแทบไม่ทัน แว่วได้ยินเสียงฟารุคแค่นหัวเราะเบาๆที่เตียงข้างๆ มาสั่งให้เขานอนทั้งที่เพิ่งทำให้เขาตื่นสุดๆเนี่ยนะ

                แล้วแบบนี้ใครจะไปนอนหลับกัน!



****

                ริมระเบียงที่เมื่อยามหัวค่ำถูกจับจองด้วยผู้คนที่รอชมดอกไม้ไฟกลายเป็นสถานที่เงียบสงบยามใกล้รุ่ง แสงสีทองจับขอบฟ้าออโรรา ทหารหนุ่มท้าวแขนบนระเบียงหิน นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มเหม่อมองไปไกล

                ...คล้ายเหลือเกิน...

                เพียงนึกถึงร่างสูงใหญ่ที่กระแทกชนเข้ากับยักษ์เงินจนซวนเซในงานเทศกาล กลิ่นยาสูบที่แผ่กำจาย น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ลอดผ่านหน้ากากกระดาษสีน้ำเงินเข้มทำให้เขานึกถึงใครคนหนึ่งที่ไม่อาจเป็นไปได้ เขากลับเข้าไปที่งานเทศกาลอีกครั้ง...แต่ไม่พบร่องรอยของชายผู้นั้นอีก

                โง่เหลือเกิน จะเป็นไปได้อย่างไรกันเล่า

                ลาร์คถอนหายใจอย่างที่น้อยครั้งจะได้เห็น ความรู้สึกบางอย่างหวนระลึกในห้วงความทรงจำ ทั้งที่เขาไม่ควรนึกถึง ไม่ควรวุ่นวายใจ ความรู้สึกเหล่านี้ควรหายสาบสูญไปตั้งแต่แปดปีก่อน ควรหายสาบสูญไปตั้งแต่ตอนที่เขา...

                ...ฆ่าคนที่รักด้วยมือของตนเอง....



****

                รถม้าสองคันเคลื่อนตัวช้าๆด้วยบนถนนยังเต็มไปด้วยรถม้าที่สัญจรเข้าออกเมืองเบรมอส งานเทศกาลมีระยะเวลายาวนานราวหนึ่งสัปดาห์บรรดานักเดินทางจึงยังทยอยเข้าเมืองอย่างไม่ขาดสาย เซย์หาวหวอด พวกเขาออกจากที่พักแต่เช้าตรู่เพื่อสับเปลี่ยนคันรถม้า  ด้วยความที่เป็นเมืองใหญ่กว่าจะพ้นเขตเมืองของเบรมอสก็เป็นเวลาสายมากแล้ว บ้านเรือนผู้คนเริ่มบางตา มีเพียงต้นไม้ใบหญ้าสูงต่ำข้างทาง

                แว่วได้ยินฟารุคกับลาร์คคุยเรื่องแผนการเดินทางจากด้านนอก แม้การถูกปลุกแต่เช้าเพื่อมานั่งหัวสั่นหัวคลอนในรถม้าจะน่าเบื่อแค่ไหนเขาก็ทำได้เพียงแต่มองข้างทาง เพราะเพิ่งเปลี่ยนรถม้าคันใหม่ซึ่งมีขนาดเล็กลงเพื่อพรางตัวของเล่นฆ่าเวลาอย่างหมากรุกจึงจำเป็นต้องเก็บไว้ในรถม้าขนของซึ่งเป็นคันที่อลัน โดรีฟและทหารคุ้มกันอีกสองนายโดยสารมา

                ออกเดินทางได้ไม่กี่ชั่วโมง เขาก็นั่งสัปหงกไปหลายรอบ

                “ไม่ได้ฟังเสียงขลุ่ยเจ้านานแล้ว” เรซิสที่นั่งข้างๆชวนคุย คนตาปรือถึงได้เงยหน้าขึ้นมาทันเห็นรอยยิ้มสวยๆขององค์ชายรัชทายาทพอดี “นับแต่ออกจากเอรานอสเสียกระมัง” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับ ถึงจะพกขลุ่ยของพ่อติดตัวตลอดเวลาแต่เขาไม่ได้แตะต้องมันนานแล้วเช่นกัน

                เพราะยิ่งเป่าขลุ่ย...มันยิ่งทำให้เขานึกถึงคนในห้วงฝัน...

                เซย์ยกมือแตะกระเป๋าสะพายใบเล็กข้างกายซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่พกติดตัวมาจากโลกมนุษย์

                “มันเป็นของสำคัญน่ะ” เมื่อพูดไปดังนั้น อยยิ้มของเรซิสที่ปรากฏขึ้นเหนือมุมปากก็อ่อนโยนเสียจนเขารู้สึกเก้อเขิน “แล้วเข็มกลัดทับทิมที่ข้าเคยให้เจ้าไว้เล่า นับเป็นของสำคัญด้วยหรือไม่” เซย์พยักหน้ารับ เพราะเข็มกลัดที่เรซิสเคยให้ไว้มีสามารถช่วยควบคุมไอเวทย์ในร่างกายเขาจึงพกมันเก็บไว้ในกระเป๋าด้วยเช่นกัน ดวงตาสีทับทิมเป็นประกายอ่อนหวานเพียงครู่ก็หม่นแสงลง

                เขารู้ว่าเรซิสเหลือบมองแหวนที่เขาสวมอยู่ที่นิ้วมือ

                ...แหวนที่ทำจากกระดูกเขายักษ์ฟ้า...ท่านแม่ของฟารุค...

                “ถึงจะสำคัญทว่าคงน้อยกว่าสิ่งอื่นอยู่ดี” เสียงกังวานเอ่ยเบาทำเอาคนฟังพูดต่อไม่ถูก จู่ๆรถม้าก็กระชากตัวหยุดกะทันหัน เรซิสคว้าจับคนที่ทำท่าจะพุ่งไปด้านหน้าไว้ได้ทันก่อนที่เจ้าตัวจะไปชนกระแทกอะไรเข้า ได้ยินเสียงฟารุคตะโกนออกไปด้านนอกก่อนจะผลุนผันลงจากรถม้า เซย์เหลียวซ้ายแลขวาก่อนเพิ่งรู้สึกตัวว่ากำลังถูกเรซิสโอบไว้อย่างหลวมๆ

                “ขะ ขอบคุณ” ปัธโธ่เอ๊ย แล้วเขาจะติดอ่างทำไมกันเนี่ย เรซิสประคองเขาให้นั่งลงที่เดิมก่อนจะลุกขึ้นเปิดหน้าต่างอีกทาง รัชทายาทขมวดคิ้ว “นี่มันอะไรกัน” เซย์ชะโงกมองตามอีกฝ่ายทันที กลุ่มชายฉกรรจ์บนหลังม้านับสิบสวมผ้าคลุมโพกปิดบังใบหน้ามิดชิด แม้จะไม่ได้อยู่ในระยะใกล้แต่ดูอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องดีแน่

                กองโจร!

                ยักษ์เงินอ้าปากค้าง ถ้าไม่ใช่โจรแล้วจะเรียกว่าอะไรได้อีก หรือนี่จะเป็นกองกำลังไม่ทราบฝ่ายที่ฟารุคพูดถึงเมื่อวาน!
                “เรซิส!” เขาสะดุ้งเฮือกเมื่อจู่ๆก็ถูกผ้าคลุมผืนใหญ่คลุมทับ เซย์ดิ้นขลุกเมื่ออีกฝ่ายดันตัวเขาก้มลงชิดผนัง

                 “ซ่อนตัวอยู่ที่นี่!” ใครจะไปยอมซ่อนตัวกัน ฟารุคอยู่ข้างนอกนั่น! ฉับพลันเสียงดังราวกับพลุระเบิดก็ดังขึ้นติดๆกันหลายครั้ง ระเบิดควันส่งหมอกขาวลอยโขมงโอบล้อมขบวนรถม้า

                “พวกเราถูกโจมตี ต้องรีบไปเดี๋ยวนี้!” เสียงลาร์คร้องเรียกพร้อมแรงกระแทกเปิดประตู ในหัวเขาหมุนติ้วจนทำอะไรไม่ถูก “เกิดอะไรขึ้น” คำถามฟังดูแสนโง่

                “เร็วเข้าเถิด!” แม้จะยังจับความไม่ได้นักแต่เขาก็รีบตามลาร์คไป เซย์คว้าดาบที่แขวนอยู่ข้างผนังและการกระทำนั้นย่อมอยู่ในสายตาของทหารยักษ์แดง “ฉันจะไม่เป็นตัวถ่วง” ทหารหนุ่มพยักหน้ารับ เมื่อลงจากรถม้าควันขาวที่ลอยโขมงก็พาลให้แสบจมูกจนแทบสำลัก เขาไอโขลก พยายามมองผ่านม่านควัน

                ฟารุคอยู่ที่ไหน?

             “นายท่านกับทหารอีกสองนายใช้รถม้าอีกคันหลอกล่อพวกมันไปอีกทางหนึ่ง อลันกับโดรีฟรอเราอยู่ที่ด้านหลัง”

                “เดี๋ยวก่อน!” เรซิสชะงักกึก “ควันพวกนี้...” ไม่ทันขาดคำ ร่างขององค์ชายรัชทายาทแห่งเอลมัลก็ทรุดฮวบลง ทันทีที่รู้สึกตัวก็ช้าไปเสียแล้ว ราวกับถูกสูบเรี่ยวแรงจนหายไปเกือบหมดเซย์เข่าอ่อนล้มพับลงแทบจะพร้อมกัน ลาร์คชะงักนิ่ง คว้าจับร่างทั้งสองที่หมดสติต่อหน้าท่ามกลางกลุ่มควันลอยฟุ้ง ทหารหนุ่มหันมองทิศทางที่ลาร์คกับอลันซุ่มรอก็พบว่าทั้งสองล้มพับลงแล้วเช่นกัน

                ควันพิษยาสลบ!

                ฉับพลันขาทั้งสองข้างก็อ่อนแรง เขาทรุดตัวลงขณะพยายามประคองสติอันมีเหลืออยู่น้อยนิดเอาไว้ ทหารหนุ่มกัดฟันกรอด แว่วได้ยินเสียงม้าควบเข้ามาใกล้  ดวงตาเรียวรีพยาพยามลืมปรือท่ามกลางหมอกควัน ภาพเบื้องหน้าเลือนรางเต็มทน เงาร่างสูงใหญ่ขยับเข้ามาใกล้ ในวงแขนนั้นประคองร่างใครอีกคน...เซย์...เซย์กำลังถูกพาตัวไป...

                เงานั้นค้อมตัวลงตรงหน้าเขา ย่อกายลงใกล้จนแทบชิด

                ....ใคร...

                ดอกไม้สีน้ำเงินเข้มดอกหนึ่งถูกแซมวางเข้าในอกเสื้อ ปลายจมูกได้กลิ่นยาสูบแสนคุ้นหอมคลุ้งกำจาย ถ้อยคำบางอย่างถูกกระซิบชิดริมหูทว่าเขาไม่อาจจับใจความสิ่งใด เปลือกตาที่หนักอึ้งทิ้งตัวลงปิดพร้อมห้วงความรู้สึกสุดท้าย

                เป็นไปไม่ได้

                ไคซา!

 











************************************************************


 

 

กลับมาตอน 15 พร้อมหนึ่งหนุ่มปริศนาคนใหม่ ทำไมเรื่องนี้ถึงใช้ผู้ชายเปลืองอย่างนี้ (กรีดร้อง) 


แว่วได้ยินเสียงผู้ที่เชียร์ลาร์คอลัน อลันลาร์ค มาแต่ไกล ฮาาาา แม้ร่างกายลุงอลันจะโสด แต่จิตใจเค้าประหนึ่งคนแต่งงานแล้วแถมยังคงมีความรักที่มั่นคงมากกับคนคนหนึ่งอย่างล้ำลึก เพราะอย่างนั้น....มาดูหนึ่งหนุ่มคนใหม่ของเรากันก่อน ท่านไคซาผู้นี้จะเป็นใครกันนั้นอยากให้ทุกคนรอติดตามน้า แถมน้องเซย์ยังโดนหิ้วไปซะด้วยสิ อืม...กระต่ายดำมีแววถูกท่านฟารุคจับทำปิ้งย่างเป็นอาหารเย็น (เหลียวซ้ายแลขวา /โอเค ฟารุคไม่อยู่) 


ตอนที่ 15 เขียนยาวมากๆเลย หวังว่าจะพอกล้อมแกล้มที่ให้รอนานได้(หรอ?) คนอ่านหายไปไหนกันหมดน้า แสดงตัวให้เค้าชื่นใจหน่อยเต๊อะ จะได้มีแรงมาปั่นต่อเนาะ : ))



ปล. ตอนนี้มีเพจให้เข้าไปคุยเล่นแล้วนะเออ นอกจากต่ายดำแล้วยังมีนักเขียนอีกสองหน่อคือ nanda_ray กับ Fround จ้า ฝากไลค์เพจไว้แวะเข้าไปคุยเล่นทักทายทวงนิยายและไร้สาระเรื่อยเปื่อยกันได้ที่นี่เลย : D


https://www.facebook.com/nandafroundblackbunny

 แล้วพบกันใหม่นะ : )))



Blackbunny

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 48 ครั้ง

1,542 ความคิดเห็น

  1. #1458 pcy921 (@chanchanchan) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2561 / 16:07
    อหหห คนรักเมื่อแปดปีที่แร้ววววว
    #1458
    0
  2. #1348 Kanyavee (@kanyavee1) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 กันยายน 2558 / 18:37
    อั๊ยยะ.....ถ่านไฟเก่า
    #1348
    0
  3. #1230 wimwin (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2557 / 14:11
    ใช้ผู้ชายเปลื้องจริงๆ ด้วย 555 แต่เอาเถอะ จัดไป
    #1230
    0
  4. #1129 •-MaMaI-• (@mai032671597) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2557 / 22:32
    ไคซากับลาร์ค หรอ
    #1129
    0
  5. #1017 Pearendless (@pear-narin) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 13 มกราคม 2557 / 22:43
    ถึงตาเจ้าดุล่ะ -w-''
    #1017
    0
  6. #978 Blood_Festival (@blood_fastival) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2556 / 23:07
    อย่าบอกนะ ไคซา คู่ลาร์ค....
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    แล้วอลันของเค้าล่ะ!!!!!
    .
    .
    .
    จะเหลือไปคู่กับใครได้!!! จะให้คู่เรซิสยังไงก็ไม่เหมาะ!!!! หรือว่า
    .
    .
    .
    ให้ตายเถอะโรบิน ไปคู่กับโดรีฟไป!!!!
    #978
    0
  7. #961 ►thou₩an¿¡◄ (@chocola-snow) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2556 / 14:34
    จูบกันอีกแล้ว อร๊างงงงงงงงงงงง

    อยากรู้อดีตของลาร์ค-.....-
    #961
    0
  8. #944 Delaluna (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2556 / 00:26
    ตรึงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง ปประเด็นคือทำไมถึงเป็นลาร์ค -o-!



    #ลุ้น
    #944
    0
  9. #850 tohana (@tohana) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 23 เมษายน 2556 / 14:59
    เย้ๆ! ฟารุคจูบกะเซย์แว้วว แถมยินยอมทั้งคู่ด้วย ฮ่าๆ
    แต่ไคซาคือใครหว่า??
    #850
    0
  10. #728 The Sins (@n_a_n-jang) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 10 มีนาคม 2556 / 18:31
    ไคซาคือ?????
    เกี่ยวข้อง???
    #728
    0
  11. #708 Rdaraelam (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 27 มกราคม 2556 / 20:49
    รีบๆปั่นนะคะอยากอ่านต่อแว้ววววววววววววววขอบคุนนะคะ สู้ๆๆๆ
    #708
    0
  12. #705 kel (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 21 มกราคม 2556 / 19:27
    รายงานตัวค้าาาาา!!!

    ไคซา Who is he?

    น่าสงสายยย!

    อลันจ้ะช่วงนี้ดวงเนื้อคู่คุณจะไม่เจอ

    แต่อีกไม่นาน (หวังว่านะ) พุ่งกระฉูดแน่นอน

    กรี๊ดดดดดดดดดดดด!!!

    ซึ่งนายต้องเคะนะเฟ้ย แนวเมะxเมะก็ได้

    กรั๊กๆๆๆๆๆๆๆ

    พยามยามเข้านะคะไรท์

    สู้ๆอย่าท้อถอย อย่าอ่อนแอแม้จะร้องห้ายยยยย!!! ^0^
    #705
    0
  13. #704 iiceds (@icezanaruk) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 19 มกราคม 2556 / 10:33
    ไคซาลาร์ค ดีก่าถ่านไฟเก่าน้า

    เซย์ถูกพาไปไหนเนี่ยะ
    #704
    0
  14. #703 Blanchet (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 17 มกราคม 2556 / 19:06
    อั๊ยยะ ลาร์คจ๋าา5555 ไม่ได้คู่กะอลันก็ไม่เป็นไร

    ไคซาดูจะน่าลุ้นกว่า ความหลังเก่า หุหุ

    ขอให้ทำงานเสร็จไวๆนะคะ สู้ค่ะ

    ปล. ไคซาลาร์ค*3*
    #703
    0
  15. วันที่ 17 มกราคม 2556 / 01:49
    ไม่เปลืองค่ะไรเตอร์ยิ่งมีเยอะสิถึงจะดี
    #702
    0
  16. #700 Oa-Lunla (@Oa-Lunla) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 16 มกราคม 2556 / 19:38
    สนุกสมการรอคอยเลยค่ะ   เซย์กะฟารุคหวานมากกกกก   

    แต่แล้วอุปสรรคก็ต้องบังเกิด   ฟารุคต้องช่วยเซย์ให้ได้น๊าาาาา
    #700
    0
  17. #699 ัฟัฟ (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 16 มกราคม 2556 / 19:26
    จะรอไปเรื่อยๆนะ ชอบมากกกกกกก อย่าทิ้งเรื่องนี้นะคะ

    #699
    0
  18. #697 kizz (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 16 มกราคม 2556 / 03:56
    อ๊่ายยยยยยยยย ลาร์คไปแล้วววววอลันจะคู่ครายยยยยยยยยยยยยยยยยย
    #697
    0
  19. #696 Seiki (@lakia) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 16 มกราคม 2556 / 00:26
    กรี๊ซซซ ทิ้งไว้ค้างๆคาๆอีกแล้วววววววววววววว
    ไคซามีอดีตซัมติงกับลาร์คเหรอเนี่ย
    อุตส่าห์เชียร์ให้คู่กับอลันแท้เชียว55555
    เป็นกำลังใจให้นะค้า มาอัพต่อเร้ววว
    #696
    0
  20. #695 lock (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 15 มกราคม 2556 / 23:17
    สมกับที่รอมานาน >w<

    ขอให้งานเสร็จไวๆนะคะ ^^
    #695
    0
  21. #694 Demon_Mukuro (@demon69) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 15 มกราคม 2556 / 20:57
    รีบอัพเรวๆน่ะค่าาาาา
    #694
    0
  22. #693 Rule72 (@korinasai) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 15 มกราคม 2556 / 19:49
    แหม! ไ อ้เราก็อยากให้มีคนดูแลลุง..เอ้ย! อลันนี่น่า

    เลยเชียคู่ ลาร์คอลัน   แล้วไคซาเคยมีเรื่องอะไรกันเนี่ย

    เอาเซย์คืนมา เซย์ไม่เกี่ยววววว
    #693
    0
  23. #692 iForGive (@iforgive) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 15 มกราคม 2556 / 16:00
    อลันกับลาร์คคงยากละ  เพราะลาร์คเขามีคู่ซะแล้ว
    สงสัยว่าต้องเป็นอลันกับโดรีฟแล้วล่ะ กร๊ากกก
    #692
    0
  24. #691 แกงส้ม (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 15 มกราคม 2556 / 13:34
    เซย์ โดนจับตัวไปแล้วจริงเหรอ ว่าแต่ฟารุคกลับมาช่วยเซย์เลยนะ

    สงสัยงานนี้ลาร์คจะคู่กับไคซาซะแล้ว

    แอบเสียดายแทนอลันนิดๆ
    #691
    0
  25. #689 sunshadow (@sunshadow) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 15 มกราคม 2556 / 05:28



        แย่ละ คณะเดินทางที่แสนจะรอบคอบรัดกุมถูกแยกซะละ



    #689
    0