(Yaoi) TITAN  ลำนำอสูรสีเงิน (จบแล้ว)

ตอนที่ 27 : TITAN 20

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4860
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 47 ครั้ง
    8 ก.ค. 57

 

 

TITAN 20

****


ฝันร้ายที่ไม่ปรากฏ

เกิดขึ้นแล้วในความจริง


- อลัน แมคคัลเลย์ -

****


            หลังจากสัญญาเจรจาเสร็จสมบูรณ์ไม่กี่วันให้หลังพวกเขาก็ออกเดินทาง ขบวนรถม้าแฝงกายในคราบคาราวานพ่อค้าศิลาเคลื่อนตัวออกจากซานเดีย ทิ้งไว้เพียงคฤหาสน์หลังงามที่ถูกไฟเผาลามไปกว่าครึ่งและความหวาดหวั่นต่อบางสิ่งที่กัดกินจิตใจ

                เขายังคงหลับสนิทในความมืดมิดอันแสนยาวนาน บางครั้งข้ามวัน และบ่อยครั้ง...ที่กลัวตนเองจะไม่ตื่นขึ้นมา

                “เหม่ออะไรของเจ้า ที่ข้าถามไม่ได้ยินหรือ” เรวารี่ขยี้เส้นผมสีเงินยวงด้วยความเอ็นดู เมื่อลาร์คต้องอยู่ประจำการที่ซานเดียทหารหญิงจึงได้รับมอบหมายให้ร่วมขบวนอารักขา

                เรวารี่จับจ้องยักษ์เงินอย่างสังเกต หลังทราบเรื่องอาการหลับลึกของเซย์ นายท่านก็กำชับให้เฝ้าดูเด็กหนุ่มไว้ไม่ห่าง เรื่องที่เกิดขึ้นที่ซานเดียทำให้หัวหน้าหน่วยวิหครัตติกาลระแวดระวังและเฝ้าถนอมเซย์ราวกับไข่ในหิน นอกจากเหล่าคนสนิทไม่มีใครสามารถเข้าใกล้ยักษ์เงินได้แม้แต่ผู้เดียว

                นอกจากเรวารี่แล้วทหารที่ติดตามในขบวนยังเพิ่มขึ้นอีกสองนายคือวาลและราอูล ทั้งสองคือยอดฝีมือหน่วยวิหครัตติกาลที่ติดตามฟารุคเข้ามายังบาแซนไดซ์ เซย์เองก็ได้ประจักษ์ฝีมือการต่อสู้ของทั้งคู่จากเหตุการณ์ในคฤหาสน์ของไคซาแล้ว เด็กหนุ่มถอนหายใจเฮือกเมื่อนึกถึงคนที่ไม่ได้เดินทางออกจากซานเดียมาด้วยกัน

                ราชทูตที่ถูกทิ้งไว้ที่ซานเดียเพียงลำพังทั้งที่ดวงตาทั้งสองข้างยังมืดมิด

                “หากลาร์คมากับเราด้วยก็คงจะดี” แม้จะเป็นเพียงคำรำพันแต่ทุกคนต่างรู้สึกเห็นด้วย สำหรับวิหครัตติกาลแล้วผู้ที่ชำนาญเส้นทางในบาแซนไดซ์ที่สุดย่อมไม่พ้นมือซ้ายของฟารุค

                ลาร์ค ลาซาเลียส ผู้ซึ่งบัดนี้ดำรงตำแหน่งราชทูตแห่งเอลมัลอย่างไม่เป็นทางการ

                ในวันที่ออกเดินทางจากคฤหาสน์เขาไม่เห็นแม้แต่เงาของลาร์ค ถ้าให้เดาล่ะก็คงถูกองค์ชายไคซาคนทุเรศนั่นกักตัวเอาไว้ เซย์มุ่นหัวคิ้วด้วยความหงุดหงิดใจ เพราะเผชิญความโรคจิตอารมณ์ร้ายของไคซามาแล้วด้วยตนเองจึงอดรู้สึกสงสารลาร์คไม่ได้ที่ดันไปต้องใจคนแบบนั้น

                ใช่...ต้องใจ เขาคิดว่าตัวเองไม่ได้ดูผิดไปแน่ แม้ทุกถ้อยคำจะแสดงถึงความโกรธแค้นขุ่นเคืองแต่เขากลับรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่ไม่ธรรมดาบางอย่างระหว่างสองคนนั้น

                ถึงไคซาจะให้ความช่วยเหลือในการเดินทางไปดาร์คเนสด้วยการเปิดเส้นทางภายในบาแซนไดซ์ แต่ความรู้สึกด้านลบที่เกิดขึ้นแล้วย่อมยากที่จะลบเลือน

                รถม้ายังคงวิ่งไปตามทางดิน สองข้างทางเป็นทุ่งหญ้าสลับกับป่าโปร่ง เพราะเลือกใช้เส้นทางเลี่ยงเมืองเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับชาวยักษ์ฟ้าถนนจึงเป็นทางดินลูกรังไม่สม่ำเสมอนัก เขานั่งหัวสั่งหัวคลอนจนเมื่อยขบไปทั้งตัว และเมื่อพูดออกมาว่าหากต้องนั่งรถม้านานกว่านี้ลำไส้คงได้ทะลักออกทางปาก แสงไฟจากหมู่บ้านเล็กๆเบื้องหน้าก็ปรากฏให้เห็นราวกับสวรรค์เห็นใจ

                “มาเถอะ” เรซิสเอื้อมมือส่งช่วยประคองเขาที่เมารถลงจากรถม้า ฟารุคที่พูดคุยกับเจ้าของโรงแรมอยู่หันมองพวกเขาแวบหนึ่งก่อนจะละความสนใจไปจัดการธุระต่อ ไม่นานนักโดรีฟและอลันที่เพิ่งลงจากรถม้าอีกคันก็ตามมาสมทบ

                “ข้าได้ยินเรื่องการหมักเหล้าของหมู่บ้านโฮปมานาน ไม่คิดว่าจะได้มาเยือนที่นี่ด้วยตนเอง” หนุ่มใหญ่สวมเสื้อผ้าปิดบังริ้วเวทย์ที่ถูกคลายสะกดแล้วมิดชิด ตาลุงถูมือทั้งสองข้างไปมา ดวงตาวิบวับเป็นประกาย

                “นี่คงอยากเหล้าเต็มแก่แล้วล่ะสิ” คนฟังยักคิ้วหลิ่วตา อลันทำท่าขัดใจที่เขารู้ทัน        

                “ฉันก็พูดในฐานะนักหมักเหล้า”...ซะที่ไหน

                “พวกเจ้าแยกย้ายกันพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้หลังตุนเสบียงเสร็จเราจะออกเดินทางทันที” เรซิสมองเขาก่อนเอ่ยชมหมวกถักจากขนสัตว์ผสมแร่ใยหินที่สวมปิดกระดูกเขาสีเงินยวงเอาไว้ โดรีฟยืดอกภูมิใจเพราะตนเป็นผู้ถักเองกับมือ ราอูลกับวาลแบ่งกุญแจห้องพักให้พร้อมช่วยขนสัมภาระที่จำเป็น แม้จะไม่ได้รูปร่างสูงใหญ่เช่นบาร์ซีคแต่มัดกล้ามเนื้อที่แขนนั่นก็ชัดเจนพอที่จะบอกว่าทั้งสองแข็งแรงเพียงใด           

                เขายังคงใช้ห้องพักร่วมกับฟารุค...ในฐานะที่อยู่ในความดูแลของยักษ์ดำ

                “สีหน้าเจ้าไม่ค่อยดีนัก” ฟารุคเอ่ยขึ้นเมื่อประตูห้องปิดลง เขาหันมองแผ่นหลังกว้างของยักษ์ดำที่กำลังแขวนอาวุธและอุปกรณ์อื่นๆไว้ติดผนัง

                “เมารถอ้วกจะแตกอยู่แล้ว” แทนที่จะเห็นใจฟารุคกลับมอบกำปั้นเขกหัวเขาดังโป้ก “สมควรแล้ว ชะเง้อมองนอกหน้าต่างตลอดทางเสียขนาดนั้น เหตุใดไม่ระวังตัวเองบ้าง” สายตาดุๆนั่นทำให้เขาต้องผิวปากหวือทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ ผลคือถูกเขกหัวซ้ำอีกรอบ เซย์โอดโอยเกินจริง ลูบบริเวณที่ถูกรังแกป้อยๆ

                “อย่าทำให้ข้าเป็นห่วงนัก” ยักษ์ดำโน้มหน้าลงใกล้ “มิเช่นนั้นจะหาว่าข้าโหดร้ายไม่ได้” เสียงกระซิบพร้อมลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดต้นคอทำเอาคนถูกแกล้งหน้าเห่อร้อนขึ้นมาทันใด เซย์ยู่คอหด รีบผละหน้าหนีอีกฝ่ายแทบไม่ทัน

                แค่ทำให้หัวใจเขายุ่งเหยิงไม่พอ เดี๋ยวนี้ไอ้ยักษ์โฉดยังทำให้ร่างกายเขายุ่งเหยิงอีกด้วย!

                “ยังไม่รวมเรื่องที่เจ้ามีท่าทีสนิทสนมกับองค์รัชทายาทเกินควร ข้าจะรอลงโทษทีเดียวก็แล้วกัน” ถึงจะได้ยินคำว่าลงโทษ แต่ไม่รู้ทำไมในใจถึงได้ยินดีจนเผลอยิ้มยียวน “ลงโทษยังไง บีบคอ?” เซย์ยักคิ้วทะเล้น พูดในสิ่งที่พาลให้นึกถึงครั้งแรกที่พบกัน ฟารุคชะงักมือที่กำลังจัดของเข้าที่

                “บีบคอหรือ เมื่อก่อนคงใช่” นัยน์ตาคู่นั้นวิบวับขึ้นมาทันใด “แต่ตอนนี้ข้าอยากทำอย่างอื่นมากกว่า”

                “Stop! หยุดเลย เมื่อกี้เรวารี่ย้ำว่าเราต้องลงไปห้องอาหารด้านล่าง ห้ามทำรุ่มร่ามเด็ดขาด” ให้ตายเถอะ! ทั้งที่เมื่อก่อนหมอนี่ทำสีหน้าเป็นอยู่อย่างเดียวแต่หมู่นี้เขาชักเห็นฟารุคยิ้มบ่อยผิดปรกติเสียแล้ว

                ...ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ฟารุคตอนเผลอยิ้ม น่ามองจนแทบไม่อยากละสายตา

                “เสื้อผ้าบนตัวเจ้าสิที่รุ่มร่าม เอาออกเสียหน่อยดีหรือไม่” เซย์ถลึงตาแทบถลน ไอ้คนหน้าด้านนี่! ไม่ทันได้กร่นด่าเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นเสียก่อน เมื่อโดรีฟรายงานว่าครัวใกล้จะปิดแล้วพวกเขาจึงตามลงไปด้านล่าง เรวารี่ อลัน วาลและราอูล อยู่ที่นั่นแล้วเช่นกัน

                “แล้วเรซิสล่ะ?” ทันทีที่ถามแบบนั้นหนุ่มใหญ่ชาวทไวซ์ก็ถอนหายใจเฮือก

                “ใครเขาจะอยากอยู่เห็นภาพบาดตาตลอดเวลากัน เด็กโง่ มานั่งข้างๆฉันนี่” อลันพูดเสียงยานคาง ดูจากของเหลวสีอำพันที่พร่องไปกว่าครึ่งแก้วก็เดาได้ว่าอลันเริ่มจะเมาแล้ว เซย์อมยิ้มให้กับท่าทีสบายๆของตาลุงที่ไม่ได้เห็นมานาน นับตั้งแต่ออกจากซานเดียฟารุคก็ไม่ปล่อยให้เขาคลาดสายตา จะว่าไปนี่อาจเป็นครั้งแรกที่เขาได้พูดคุยกับอลันตามลำพัง

                “เหล้าโฮปรสแรง แต่ถูกกลบไว้ด้วยกลิ่นหอมฉุน เผลอครู่เดียวก็อาจเมาโดยไม่รู้ตัว” มือใหญ่ยกแก้วขึ้นแกว่งเบาๆจนได้ยินเสียงน้ำแข็งกระทบกัน ดวงตาสีฟ้าฉ่ำชื้นด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ “...เหมือนนายชะมัด...”

                 “ลุงเพี้ยน นายเมามากแล้ว” อลันไม่ตอบแต่ยกแก้วขึ้นกระดกรวดเดียวจนหมด ยักษ์เงินเหลือบมองรอบกายเมื่อเห็นว่าทุกคนกำลังสนใจพูดคุยกันอยู่ที่โต๊ะตัวกลางจึงนึกบางอย่างได้ขึ้นมา

                “ตาลุง..ตอนอยู่ที่คฤหาสน์ของไคซา มีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้นด้วย...” น้ำเสียงที่เอ่ยเล่าแผ่วลงเช่นเดียวกับความรู้สึกวูบโหวงในใจ เขาไม่แน่ใจว่ามันเป็นเพียงเรื่องประหลาดหรือจะมีนัยยะมากกว่านั้น เซย์ตัดสินใจเล่าเรื่องเกิดขึ้นที่ซานเดีย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ผู้อื่นเห็นร่างกายเขาทำอย่างอื่นยามหลับหรือแม้แต่เรื่องที่เกิดขึ้นกับจามิล

                “นายเคยบอกว่ายักษ์เงินไม่สามารถอธิษฐานเพื่อตัวเองได้ แต่ตอนที่ถูกไคซา เอ่อ...ทำร้าย” ความรู้สึกในเวลานั้นยังฝั่งแน่นในความทรงจำ “พอคิดว่าอยากให้ทุกอย่างหยุดลง จามิลก็มีอาการเหมือนตอนฉันแลกเปลี่ยนพลังชีวิต”

                ราวกับว่าผู้อื่นแลกชีวิตกับคำอธิษฐานของเขา

                แต่จะเป็นไปได้ยังไง !?

                “ฉันไม่รู้แล้วว่าทั้งหมดนี่คืออะไรกันแน่” ปลายเสียงเบาหวิวด้วยความสับสน เซย์หันมองชาวทไวซ์ที่นั่งเงียบผิดปรกติก่อนจะต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นอีกฝ่ายฟุบหน้านิ่งกับโต๊ะ เขาอ้าปากค้าง เรียวคิ้วขมวดจนแทบรวมกันเป็นเส้นเดียว

                “ไอ้ลุงบ้าเอ๊ย! ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะ” เซย์เบิกตากว้าง นี่กล้าดียังไงมาหลับตอนกำลังเล่าเรื่องสำคัญกันหา! เด็กหนุ่มต่อยไหล่อีกฝ่ายแรงๆด้วยความหงุดหงิด นอกจากไม่ตื่นชาวทไวซ์ยังทำปากขมุบขมิบเคี้ยวน้ำลายอีกด้วย บ้าฉิบ! นี่อลันเมาหลับปล่อยให้เขาพูดคนเดียวไปตั้งแต่ตอนไหนกัน เมื่อได้ยินเสียงโวยวายโดรีฟก็กุลีกุจอเข้ามาถามด้วยความห่วงใย

                 “ช่างเถอะ!” เขาตัดบท เซย์ถอนหายใจเฮือกก่อนตัดสินใจจัดการอาหารตรงหน้าให้หมดๆไป

                โดยไม่เห็นแม้แต่น้อยว่าคนที่ฟุบหน้าไปอีกด้านหนึ่งลืมตาขึ้นด้วยสีหน้าเช่นไร

                ………………………………..

                ………………….

                ………

             พวกเขาเตรียมตัวออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น เมื่อเห็นว่ายักษ์เงินเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้วโดยที่ตนยังไม่ได้ช่วยแม้แต่น้อยโดรีฟก็ถึงกับเบิกตากว้าง

                “จะปล่อยให้นายเหนื่อยคนเดียวได้ยังไง ถึงลาร์คจะไม่อยู่ที่นี่ ฉันก็ต้องแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่ตัวถ่วง นายรู้ไหมว่าตอนอยู่ที่ซานเดีย ฉันใช้ดาบฟันพวกศัตรูกระเจิดกระเจิงเลย” ถึงพูดอวดเกินจริงไปเสียหน่อยแต่เรื่องที่เขาร่วมต่อสู้ที่ซานเดียก็เป็นเรื่องจริง เซย์ยิ้มกว้างพลางรวบผมแล้วสวมทับด้วยหมวกถัก ฟารุคที่ยืนอยู่ไม่ไกลปรายตามองยักษ์เงินและภูตรับใช้

                “โดรีฟ เจ้าร้องไห้ทำไม” คนที่กำลังขยันขันแข็งหันหน้ากลับทันที เซย์อุทานเสียงดังเมื่อเห็นภูตแคระน้ำตาคลอจริงดังว่า       

                “ท่านเซย์เติบโตขึ้นมากจริงๆขอรับ ข้าน้อย...ข้าน้อยปลาบปลื้มใจยิ่งนัก” ยักษ์ดำพยักหน้าเข้าใจ นัยน์ตาแฝงประกายอ่อนโยนระคนขบขัน “ลาร์คเป็นครูที่ดีสำหรับเซย์ ไม่อย่างนั้นเจ้าเด็กนี่คงงี่เง่าไม่เลิก”

                “นายว่าใครงี่เง่านะ!

                “โดรีฟ เจ้านายเจ้าเริ่มงี่เง่าอีกแล้ว” ขณะที่ภูตรับใช้กำลังหัวเราะอยู่นั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น วาลยืนอยู่ที่หน้าประตูด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ในมือถือกระดาษไว้แผ่นหนึ่งไว้ ทันทีที่รับจดหมายนั้นไว้ในมือสีหน้าของยักษ์ดำก็เปลี่ยนไป ดวงตาคมกวาดมองเนื้อความก่อนถอนหายใจเฮือก “นี่ของเจ้า”

                ของเขา?

           จดหมายฉบับสั้นๆถูกยื่นส่งให้ และข้อความภายใน...ทำให้หัวใจหล่นวูบไปทั้งดวง...

 

จะทำทุกทางให้นายปลอดภัย
ดูแลตัวเองด้วย

- อลัน -



                “...หมายความว่ายังไง...”

                “ข้าคิดว่าเขาไปลาดตระเวนตามปกติ แต่จนเช้าแล้วก็ไม่กลับมา ม้าของเราหายไปหนึ่งตัวและภายในห้องมีเพียงกระดาษแผ่นนี้เท่านั้น” สองมือที่ประคองจดหมายสั่นเทา เซย์พุ่งพรวดจะวิ่งออกไปหากแต่ถูกแขนแกร่งรั้งไว้ ฟารุคแทบจะโถมกอดยักษ์เงินทั้งตัวเมื่อร่างในวงแขนขัดขืนสุดแรง “เจ้าต้องเคารพการตัดสินใจของเขา เซย์!

                “ถ้าเราตามไปตอนนี้ล่ะก็...” น้ำเสียงที่เอ่ยสั่นพร่าอย่างไม่อาจควบคุม ฟารุครั้งร่างที่ดึงดันจะวิ่งออกไปไว้แนบชิด หากปล่อยให้เซย์ออกตามไปเช่นนี้คงอันตรายยิ่งกว่า ยักษ์เงินกำชายเสื้อตนเองแน่นเมื่อได้ยินคำบอกเล่าของวาล

                ...เขาไปแล้ว ไปไกลอย่างที่ไม่รู้ว่าทิศทางใด...

****     
         

                คณะของพ่อค้าศิลาออกเดินทางจากที่พักตามกำหนดการเดิม หลังเตรียมเสบียงพรักพร้อมรถม้าสองคันก็ค่อยๆเคลื่อนตัวไปตามถนนที่ตัดออกจากหมู่บ้านเล็กๆเพื่อไปยังเมืองท่าชายฝั่ง โดรีฟมองนายท่านยักษ์เงินที่ยังคงทอดสายตาออกนอกหน้าต่างราวกับกำลังมองหาใครบางคน ดวงตาสีควันหม่นแสงแทบไม่เหลือเค้าความสดใสเช่นเดิม

                ...ชาวทไวซ์ผู้นั้นจากไปแล้ว...

                หลังจากได้รับแจ้งข่าวในยามเช้า ท่านเซย์โวยวายอยู่นานกว่าจะยอมรับว่าอลันจากไปแล้วจริงๆ นอกจากกระดาษจดหมายแล้วชาวทไวซ์ไม่ได้ทิ้งสิ่งใดไว้อีก ไม่เหลือร่อยรอยให้ตามหาแม้เพียงอย่างเดียว

                “หากยังทำเช่นนั้นเจ้าจะมึนหัวเอา” องค์รัชทายาทแห่งเอลมัลรั้งแขนคนที่ยังเกาะขอบหน้าต่างให้ขยับเข้ามาด้านใน ทว่าเมื่อเห็นดวงตาคู่โศกนั้นเรซิสก็อดนึกสงสารไม่ได้ “เขาย่อมมีเหตุผลที่ทำเช่นนี้แน่”

                “เหตุผล? เหตุผลอะไรที่ทำให้ไม่คิดจะบอกกันสักคำ” ปลายเสียงสั่นตอบห้วน เซย์เบือนหน้าออกนอกหน้าต่างคล้ายอยากซ่อนความรู้สึกในแววตา ทั้งที่อลันมักคิดถึงเขาเป็นอันดับแรกเสมอ ทั้งที่ตลอดมาพวกเขามีกันและกันเป็นครอบครัวเพียงเท่านั้น

                แต่ทำไมถึงจากไปโดยไม่พูดอะไรแบบนี้

            ความรู้สึกอึดอัดใจถาโถมเป็นเท่าทวีเมื่อนึกถึงข้อความสั้นง่ายในจดหมาย ถ้าอยากให้เขาปลอดภัย...แล้วทำไมไม่อยู่ด้วยกัน...

            “หรือเจ้าไม่เชื่อมั่นในตัวเขา อลันเป็นชายที่เชื่อถือไม่ได้อย่างนั้นหรือ” ยักษ์เงินเงียบเสียงไม่ตอบคำ “หากยังทำเช่นนี้ก็มีแต่คนอื่นๆจะเป็นห่วงเจ้าไปด้วย โดรีฟบอกว่าเจ้าไม่ยอมแตะอาหารแม้แต่นิดเดียว” มือใหญ่คว้าสัมผัสมืออีกฝ่ายกอบกุมไว้เบาๆ “ทานอะไรเสียหน่อยเถอะ”

                “ขอเวลาฉันสักพัก” ดวงตาสีทับทิมอ่อนแสงลงเมื่อได้ยินคำตัดบท

                “เราไม่มีเวลาสำหรับการอ่อนแอ” ต้นเสียงคือยักษ์ดำที่ยืนอยู่หน้าประตู “ทไวซ์นั่นหนีไปแล้วไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด หรือเจ้าก็คิดจะทิ้งภาระหน้าที่ด้วยเช่นกัน”

                “อลันไม่ได้หนี!” เซย์กัดฟันแน่น แม้ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงจากไป แต่เขารู้ว่าอลันไม่ใช่คนที่จะทิ้งคนอื่นไปเฉยๆเช่นนั้นแน่ ฟารุคพยักหน้าเหมือนพอใจในคำตอบ “ในเมื่อเจ้าเองก็รู้ แล้วเหตุใดยังทำให้ผู้อื่นเป็นห่วง แม้จะได้รับความช่วยเหลือจากไคซาแต่เราก็ยังอยู่ในเขตของศัตรู” ดวงตาสีดำไร้ประกายหยอกล้อเช่นเวลาอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง

                “ยิ่งใกล้เข้าสู่ดาร์คเนสยิ่งอาจพบเรื่องอันตราย เจ้าไม่เข้าใจหรือไม่พยายามเข้าใจสถานการณ์” แม้น้ำเสียงจะไม่ได้ดุดันแต่สิ่งที่ฟังได้กลับทำให้เขาชาวาบ เลือดในกายเหมือนจะเดือดพล่านขึ้นมาทันที      

                ไม่พยายามเข้าใจอะไรกัน!

            “อลันเป็นครอบครัวคนเดียวของฉัน นายตั้งหากที่ไม่เข้าใจ เพราะไม่มีครอบครัว!”  สรรพเสียงรอบตัวพลันเงียบงัน

                “ใช่...ข้าไม่มีครอบครัว”

             ทันทีที่ยักษ์ดำหันหลังกลับ เขาก็รู้ว่าตนได้พูดสิ่งที่ร้ายกาจออกไปเสียแล้ว

                “ท่านเซย์ขอรับ” โดรีฟเสียงอ่อนเมื่อเห็นน้ำตาที่หยดไหลลงข้างแก้ม เซย์เม้มปากแน่น ความรู้สึกที่อัดอั้นตั้งแต่เช้าไหลทะลักอย่างไม่อาจปิดกลั้น เด็กหนุ่มทรุดตัวลงนั่ง ในใจเหมือนจะวาบปวดจนเผลอยกมือกุมเสื้อเอาไว้

            ..ทั้งที่ในเวลานี้เขาสับสน...และต้องการอลันมากที่สุด...

                ฝ่ามืออุ่นจัดแตะสัมผัสบนแผ่นหลังคล้ายจะปลอบประโลม ไม่มีคำพูดใดๆจากรัชทายาทแห่งเอลมัล เรซิสประคองเขาอยู่แบบนั้นจนกระทั่งรู้สึกได้ว่ารถม้าชะลอหยุดลง เซย์ปาดน้ำตาลวกๆ “ขอโทษด้วย”

                “คนที่เจ้าต้องพูดขอโทษย่อมไม่ใช่ข้า” เขารู้ดีว่าเรซิสหมายถึงอะไร “ข้าเองก็รู้สึกผิดมาตลอดกับเรื่องนี้ ทั้งที่ฟารุคควรได้รับตำแหน่งองค์ชายอย่างสมเกียรติ เพียงแต่เพราะเขาเป็นลูกที่เกิดกับศัตรูของชาวเอลมัล เจ้าคิดว่าเขาไม่เข้าใจหรือว่าการสูญเสียคนสำคัญเป็นเช่นไร” ดวงตาสีทับทิมอ่อนแสงลง “ทั้งที่ฟารุค สูญเสียสิ่งสำคัญมาโดยตลอด”

                รัชทายาทแห่งเอลมัลพรูลมหายใจด้วยเข้าใจความจริงข้อนี้ดี แม้ไม่ได้สนิทสนมดังเช่นพี่น้องแต่ตลอดมาฟารุคได้พิสูจน์ให้ชาวยักษ์แดงเห็นแล้วว่าตนเองคู่ควรกับการเป็นชาวเอลมัล นอกจากจะเป็นผู้นำกองกำลังที่แข็งแกร่ง เมืองท่าเล็กๆที่ฟารุคให้การดูแลอย่างวูสเลคยังสมบูรณ์พูนสุข  ดังนั้นเมื่อฟารุคถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏร่วมมือกับยักษ์ฟ้าในการวางคำสาปสิบสองราตรีเขาจึงมั่นใจว่าไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอน

                เซย์ก้มหน้านิ่ง แต่จะว่าเขาผิดฝ่ายเดียวได้ยังไงกัน “หมอนั่นบอกว่าอลันหนีไป อลันไม่ใช่คนแบบนั้น” แถมยังหาว่าเขาไม่พยายามเข้าใจสถานการณ์อีกด้วย

                “นั่นก็เพราะอยากย้ำเตือนให้เจ้ารู้ว่าอลันกำลังทำเพื่อใครไม่ใช่หรือ” คำตอบทำเอาสิ้นคำเถียง

                ...เพราะฟารุคกล่าวหาว่าอลันหนี เขาถึงได้รู้สึกขึ้นมาว่าอลันไม่มีทางทิ้งเขาไปอย่างไร้เหตุผล...

                ...ฟารุครู้จักอลันมากกว่าเขาเสียอีก...

                 “รีบไปเถิด” เมื่อได้ยินคำย้ำเซย์จึงปลีกตัวออกจากด้านในรถม้าแต่กลับพบว่าไม่มีใครอยู่ด้านนอก เรวารี่ที่อยู่ไม่ไกลรุดเข้ามา “ข้างหน้ามีด่านตรวจ คงต้องเปลี่ยนเส้นทางกะทันหัน เราเข้าใกล้เขตชายแดนแล้วบางทีป้ายอาญาสิทธิ์ขององค์ชายไคซาคงช่วยอะไรไม่ได้มาก ทหารละแวกนี้ไม่น่าไว้ใจนัก” เรวารี่กระซิบสั่ง

                “เจ้าพยายามอย่าอยู่ห่างจากคนอื่นๆ ที่นี่ไม่ใช่เอลมัลเราไม่มีกองกำลังแฝง จะให้เกิดความผิดพลาดขึ้นไม่ได้” น้ำเสียงกังวลระคนห่วงใยของทหารหญิงทำให้เขารับคำอย่างว่าง่าย

                และเมื่อเคลื่อนขบวนอีกครั้งจึงได้รู้ว่ายักษ์ดำย้ายไปควบคุมรถม้าอีกคันแทนชาวทไวซ์ผู้จากไป

                ………………………………..

                ………………….

                ………

                ท้องฟ้าครึ้มมืด เวลาค่ำใกล้เข้ามาทุกที

                รถม้าตัดผ่านป่าทึบนอกเส้นทางที่กำหนดเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับชาวยักษ์ฟ้า พวกเขาหยุดพักม้าที่ชายป่า หลังจากตั้งกระโจมเขาก็ช่วยโดรีฟหยิบจับทำอาหารเท่าที่ทำได้ คนอื่นๆพูดคุยกันอยู่ภายในกระโจมใหญ่ สถานการณ์ดูเหมือนไม่ค่อยดีนัก

                เซย์แหงนหน้ามองแสงออโรราบนฟากฟ้า ยิ่งเมื่อตระหนักได้ว่าอลันไม่อยู่ ความรู้สึกเขายิ่งสับสนวุ่นวาย

                “ท่านถอนหายใจหลายรอบแล้วนะขอรับ มีอะไรที่ข้าน้อยช่วยได้หรือไม่” เขาได้แต่ยิ้มให้โดรีฟ แม้จะรู้ตัวว่าเป็นยิ้มที่ฝืดฝืนเต็มที “ได้ยินจากเรวารี่ว่าอีกไม่ไกลจะถึงเมืองท่าแล้ว นายรู้ไหมว่าต้องใช้เวลาเดินเรือนานแค่ไหนกว่าจะถึงดาร์คเนส”

                “เดินเรืออีกราวหนึ่งสัปดาห์ขอรับ โชคดีที่เวลานี้ไม่ใช่ช่วงมรสุม” ภูตแกะยื่นส่งถ้วยเนื้อบดให้ “สิ่งที่น่ากังวลคือหากเราไปถึงดาร์คเนสแล้วจะเป็นเช่นไรมากกว่า แม้จะส่งสาส์นไปขอความช่วยเหลือแต่ทางเอลมัลก็ไม่เคยได้รับจดหมายตอบกลับ ดาร์คเนสเป็นเกาะปิดตายกลางทะเล ชาวยักษ์ดำไม่ยุ่งเกี่ยวกับแผ่นดินใหญ่มานานมากแล้ว”

                เขาพูดคุยกับโดรีฟเรื่องการเดินทางอยู่อีกพักใหญ่กว่าคนในกระโจมใหญ่จะค่อยๆปลีกตัวออกมา เรซิสทิ้งตัวนั่งลงเคียงข้าง แม้รอยยิ้มจะผุดพรายบนดวงหน้างดงามแต่ในแววตากลับเจือความกังวลอย่างปิดไม่มิด

                “บาแซนไดซ์ไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับชาวเอลมัล ไม่แน่ว่าข้างหน้าอาจมีด่านตรวจอยู่อีก” เขาพยักหน้ารับ คล้ายจะเห็นแววสั่นไหวในดวงตาสีทับทิม “เรื่องของอลันเราคงไม่สามารถทำสิ่งใดได้ เขาไม่ได้ทิ้งร่องรอยไว้ว่าจะไปที่ใด ชายผู้นั้นเต็มไปด้วยความลับอย่างที่เจ้าเองก็คงสังเกตเห็น” รอยยิ้มที่เคยแต้มจางๆบนใบหน้าหล่อเหลามลายหาย

                “มีเรื่องบางอย่างที่เขาไม่ยอมบอกเรา” เรซิสกระซิบเบา “...เรื่องของเจ้า...” เซย์นิ่งเงียบ ได้แต่จับจ้องริมฝีปากขององค์ชาย “มีบางอย่างเกี่ยวกับเจ้าที่เขาปิดบังเอาไว้” ไม่ใช่ว่าไม่รู้ ไม่ใช่ว่าไม่เคยสังเกตเห็น แต่ในเมื่ออลันไม่พูดตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมาพวกเขาจึงอยู่ด้วยกันแบบมนุษย์ธรรมดามาโดยตลอด

                “ฉันเชื่อว่าอลันต้องกลับมาแน่ ไม่ว่ายังไงก็จะต้องกลับมา” เซย์ตอบกลับยืนยันหนักแน่น  เรซิสพยักหน้ารับ อลันที่ครั้งหนึ่งเคยพยายามข้ามมิติมายังไททันเพื่อตามหาเซย์ย่อมไม่มีวันทิ้งคนที่ตนปกป้องมาทั้งชีวิตไปอย่างไร้เหตุผล ดวงเนตรสีสดจับจ้องคนข้างกายที่ทอดสายตาเหม่อลอยด้วยกำลังตกอยู่ในห้วงคิด เรซิสสรุปคำตอบที่ได้ในใจ

                ...อลันกำลังปกป้องเซย์จากอะไรบางอย่าง...

                ...อะไรบางอย่าง ที่แม้แต่ยักษ์เงินก็ไม่รู้เช่นกัน...

                ………………………………..

                ………………….

                ………

                หลังมื้ออาหารง่ายๆวาลและราอูลก็ออกลาดตระเวนรอบที่พัก เซย์อยู่ฟังเรวารี่และเรซิสพูดคุยเรื่องการโดยสารเรืออยู่พักใหญ่จนกระทั่งดวงตาเริ่มหรี่ปรือทหารหญิงจึงไล่เด็กหนุ่มกลับกระโจม ยักษ์เงินยังฝืนไม่ยอมเช่นทุกครั้งราวกับเกลียดกลัวการนอนหลับอย่างไรอย่างนั้น

                 “เจ้าหาวหวอดอย่างนี้ยังจะปากแข็งว่าไม่ง่วงอีกหรือ หากไม่พักผ่อนก็ออกไปคุยเล่นกับโดรีฟเถอะ อย่าไปไกลนักล่ะ” สิ้นเสียงหญิงสาวเขาก็เดินบิดขี้เกียจออกจากกระโจมใหญ่ เห็นบาร์ซีคและโดรีฟนั่งผิงไฟอยู่ไม่ไกลแต่เมื่อกวาดสายตาหาใครอีกคนกลับไม่พบแม้แต่เงา

                ...ฟารุคยังคงโกรธเขา...

                ในอกวูบโหวงว่างเปล่า เมื่อไม่มีอลันเขาก็เหมือนเรือที่เสียหลัก กวัดแกว่งโยกคลอนไร้ที่พึ่ง แต่เมื่อถูกฟารุคตีตัวออกห่างความรู้สึกที่เกิดขึ้นกลับแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจนแม้แต่ตัวเองยังแปลกใจ

                ...ไม่อยากถูกเกลียด...

                แม้จะเป็นเรื่องน่าอายแต่เขาปฏิเสธไม่ได้ว่าตนเองพึงใจเมื่อรับรู้ได้ว่ากำลังถูกรัก ถูกยักษ์ดำเลือดเย็นคนนั้นห่วงใย แม้ฟารุคจะไม่ได้ตามใจเขาเหมือนคนอื่นๆแต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจนั้นยากที่จะถอน สิ่งที่เกิดขึ้นที่ซานเดียทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาคล้ายจะก้าวข้ามไปอีกขั้น แต่นั่นย่อมหมายถึงความรู้สึกสำคัญที่แสนเปราะบางเกินกว่าจะถนอมไว้ได้โดยง่าย

                ความรักนั้นยุ่งยากเสมอ ไม่ว่าเกิดกับหัวใจดวงใด

                เขากลับเข้าไปในกระโจมเล็ก กระโจมที่เคยใช้ร่วมกับฟารุคอยู่เสมอในยามนี้กลับมีเขาอยู่เพียงลำพัง แม้จะนึกไม่อยากหลับแต่เมื่อเอนกายลงพักเปลือกตาก็พลันหนักอึ้ง ลมป่าหอบพัดไอเย็นหนาวเยือกเข้ามาจนเขาต้องห่อตัวเล็กลีบลงในผวยผ้า ปลายจมูกคล้ายได้กลิ่นหอมยวนชวนหลงไม่ใกล้ไม่ไกลนัก กลิ่นหอมประหลาดนั้นคุ้นจมูกจนรู้สึกเอะใจทว่าก็ไม่อาจฝืนฤทธิ์ความง่วงงัน

                ...กลิ่นหอมอันตราย นำพาเขาดำดิ่งสู่ห้วงนิทรา...


****

                “พวกมันตามเรามาตั้งแต่เขตชายเมือง” น้ำเสียงเคร่งเครียดทำให้สถานการณ์กดดันยิ่งกว่าเดิม ใต้แสงตะเกียงสลัวยักษ์ดำวางธงเล็กๆแทนตำแหน่งลงบนแผนที่

                “พวกนี้อาจเป็นทหารเลวที่คิดปล้นคาราวานพ่อค้าอัญมณี โดยไม่รู้ว่าพวกเราคือใคร”

                “ตอนนี้อยู่ห่างจากเราแค่ไหน”

                “ชายป่า คาดว่าจะเข้าโจมตีในช่วงใกล้รุ่ง” ฟารุคนิ่วหน้า การสำรวจของวาลแลราอูลเป็นไปตามที่เขาสันนิษฐาน ทั้งที่ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางแต่กลับถูกกลุ่มทหารบาแซนไดซ์ซุ่มตามมา ดูท่าทีแล้วน่าจะเป็นทหารรับจ้างชั้นเลวที่หวังปล้นรถม้าของเหล่าพ่อค้าเสียมากกว่า ถึงจะเชื่อว่าหากเกิดการปะทะวิหครัตติกาลจะเป็นฝ่ายชนะแต่หากมีความเป็นไปได้แม้แต่น้อยที่จะทำให้เกิดการบาดเจ็บเขาก็พร้อมที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าทุกหนทางด้วยไม่ต้องการให้คนสำคัญตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายแม้แต่น้อย

                ...เซย์...

                ...เจ้าบอกว่าข้าไม่มีคนสำคัญ...แท้จริงแล้วไม่ใช่...

                “ถึงพวกมันจะมีกันไม่มากนักแต่เราก็จะไม่ปล่อยให้เข้ามาประชิดตัว ข้ากับวาลและราอูลจะลอบเข้าโจมตีก่อน เรวารี่และบาร์ซีคคุ้มกันอยู่ที่นี่”

           “แต่บาดแผลของเจ้ายังไม่หายดีนัก” เรซิสเอ่ยเตือน “อย่าฝืนตัวเองนักฟารุค เจ้าคงรู้ว่ามีผู้ที่ต้องการเจ้า”

                “ไร้ครอบครัว ไร้หัวใจ ผู้ใดจะต้องการ” แม้ไร้ซึ่งน้ำเสียงประชดประชันแต่วาจานั้นถ่ายทอดทุกความรู้สึกในเสี้ยวใจ “ท่านไม่ต้องกังวล การถอนคำสาปจะต้องลุล่วงด้วยดีแน่”

                รัชทายาทแห่งเอลมัลนิ่วหน้า คำพูดนั้นคล้ายจะตอกย้ำถึงความจริงที่ว่าพวกเขาคือพี่น้องร่วมบิดาแต่กลับห่างเหินและไร้หนทางแห่งการเป็นครอบครัว ฟารุคสรุปแผนการโดยรวมเป็นครั้งสุดท้าย กระทั่งจันทราลอยสูงกลางฟ้ายักษ์ดำพร้อมด้วยทหารหน่วยวิหครัตติกาลจึงชักม้าออกไปอย่างเงียบเชียบ

                ฟารุคเหลือบมองกระโจมเล็กที่ใครบางคนคงกำลังหลับใหล นอกจากอลันที่พยายามปกป้องเซย์ทุกหนทาง เขารู้ดีว่าตนเองก็กำลังทำเช่นนั้นไม่ต่างกัน ชาวทไวซ์ที่หนีหายไปยิ่งทำให้ปริศนาที่ค้างใจพอกพูนมากขึ้น ยิ่งนึกถึงข้อความในจดหมายที่ถูกทิ้งไว้ยิ่งทำให้เขาต้องค้นหาคำตอบของสิ่งที่ค้างคาใจ

                ...อลัน...เจ้ากำลังปกป้องเซย์จากสิ่งใด

                ………………………………..

                ………………….

                ………

            ความมืดมิดนั้นยาวนานราวชั่วกัลป์

                นี่คือความฝัน

                ทุกครั้งที่ก้าวย่ำบนความดำมืดนั้นเขารู้ตัวดีว่าตนเองกำลังหลงทางวกวนอยู่ในห้วงฝันปริศนาที่ไม่อาจหาทางออก ฝันร้ายที่กัดกินจิตใจจนอยากยินยอมพร้อมแลกสิ่งใดก็ตามเพื่อให้ความมืดมิดอันยาวนานสิ้นสุดลง

                ‘…กลัวหรือ…’ เสียงกระซิบที่ไม่ได้สดับฟังมานานทำให้ทั้งร่างเย็นเฉียบ ...ข้าก็คือเจ้า...

             ไม่ใช่!

                ทั้งที่อยากจะร้องตะโกนออกไปแต่ลำคอกลับไร้ซึ่งเสียง

                ...เจ้าไม่มีวันหนีข้าพ้น…’ ห้วงคิดที่ไหลผ่านพาลให้ในหัวปวดตุบ แม้จะรู้ว่านี่คือความฝันแต่ความเจ็บปวดนั้นกระจ่างชัดจนทำให้สับสน ...ข้าอยู่ในกายเจ้า เป็นส่วนหนึ่งของเจ้า...

                ...และจะกลายเป็นทั้งหมดของเจ้า...

                “ไม่!!” ทันทีที่ตะโกนร้องสุดเสียงนัยน์ตาก็ถลึงลืมตื่น จังหวะชีพจรเต้นระรัว เหงื่อกาฬอาบชุ่มใบหน้าเย็นเฉียบ

                ...แต่สิ่งที่น่าประหวั่นยิ่งกว่าในความฝันกลับเป็นความจริงตรงหน้า...

                เด็กหนุ่มชะงักนิ่งเมื่อพบว่าตนยืนอยู่ท่ามกลางซากศพแดงฉาน เมื่อผงะถอยเท้าก็สะดุดอีกศพด้านหลังที่อยู่ในสภาพไม่ต่างกัน ใบหน้าบิดเบี้ยวเบิกตาค้าง โลหิตไหลทะลักจากทวารทั้งเก้าส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง

                “เซย์!

                เสียงเรียกคุ้นหูทำให้ต้องหันกลับ ดวงตาสีเงินเบิกกว้าง เด็กหนุ่มก้มหน้ามองร่างไร้วิญญาณของเหล่าทหารยักษ์ฟ้าแน่นิ่งแทบเท้าสลับกับคนตรงหน้า ฉับพลันภาพชวนผวาก็ถูกบดบังเมื่อถูกร่างสูงใหญ่ดึงกระชากร่างเข้าซุกไว้ในอ้อมกอด

                ...นี่มันเกิดอะไรขึ้น...

                “..ฟารุค...ฉันฆ่า..”

                “นี่ไม่ใช่เพราะเจ้า!” ฝ่ามือใหญ่กดศีรษะยักษ์เงินแทบจมหายไปในอก “โจรในคราบทหาร พวกมันตามเรามาตั้งแต่เขตชายเมืองข้าควรจะบอกให้เจ้าระวังตัว” ไม่ใช่...นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการได้ยิน

                เขาฆ่าคนทั้งที่ไม่รู้ตัวได้ยังไงต่างหาก!

                “ตั้งสติไว้” ปลายเสียงที่กระซิบสั่นพร่าอย่างไม่เคยเป็น ยิ่งมองสภาพศพตรงหน้ายิ่งรู้ดีแก่ใจว่าชาวยักษ์ฟ้าตายด้วยสาเหตุใด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้อื่นตายอย่างปริศนาด้วยอาการเลือดไหลออกจากทวารทั้งเก้า ในตอนที่เกิดเพลิงไหม้ที่คฤหาสน์ของไคซาเหตุการณ์เช่นนี้ก็เคยเกิดขึ้นแล้วเช่นกัน ฟารุคกระชับกอดคนในอ้อมแขนคล้ายต้องการยืนยันกับตนเองว่าเซย์ยังยืนอยู่ตรงหน้าเขาจริงๆ

                ...ยืนยันว่าคนตรงหน้าคือเซย์...ไม่ใช่คนอื่น...

                “เซย์!” เรซิสชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นว่าคนที่ตนเรียกหากำลังอยู่กับผู้ใด

                “ท่านปลอดภัยใช่หรือไม่” เรซิสพยักหน้ารับคำถามของยักษ์ดำ มือที่กำดาบคลายลงเมื่อเห็นว่าเซย์ปลอดภัย “ไม่นึกว่าพวกมันจะเข้าโจมตีเราแทบจะทันทีที่พวกเจ้าออกไป บาร์ซีคได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยส่วนที่เหลือปลอดภัยดี” เรซิสมองสภาพศพที่รายล้อมสองร่างตรงหน้า “โชคดีที่เจ้ากลับมาทัน ไม่อย่างนั้นพวกมันอาจเข้าไปถึงด้านใน”

                เซย์ชะงักนิ่ง เรซิสคิดว่าเป็นฝีมือของฟารุคงั้นหรือ

                “เมืองท่าอยู่อีกไม่ไกลนัก เราควรจะออกเดินทางทันที” รัชทายาทแห่งเอลมัลพยักหน้าเห็นด้วยกับยักษ์ดำ ดวงตาสีทับทิมจ้องมองมือที่ถูกกอบกุมของยักษ์เงินแวบหนึ่งก่อนจะผละกลับเข้าไปด้านใน

                “จำไว้ว่าข้าเป็นคนฆ่าพวกมัน” เสียงทุ้มย้ำชัดคล้ายต้องการฝังลึกในความจำ “กลับเข้าไปรวมกับอื่นๆ เราจะออกเดินทางทันที” มือใหญ่แนบสัมผัสที่ข้างแก้ม แม้น้ำเสียงจะหนักแน่นแน่นมั่นคงแต่ดวงตาสีดำกลับเจือความกังวลอย่างปิดไม่มิด เขาไม่เคยเห็นฟารุคเป็นแบบนี้

                ...และไม่เคยเห็นตัวเองเป็นแบบนี้เช่นกัน...





++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


 

กราบสวัสดีแม่ยกท่านฟารุคทุกคน หา...อะไรนะ ท่านฟารุคเป็นใคร กรี๊ดดด แค่เดือนเดียวเองอย่าเพิ่งลืมกันเลย ฮาาา ที่กระต่ายดำหายไปไม่ใช่อะไร คือเปิดเทอมและกำลังเข้าสู่ช่วงวิกฤตการเตรียมทำศิลปนิพนธ์ค่ะ

เชื่อว่าตอน 20 นี้หลายคนคงรอคู่ทหารหนุ่มปากแข็งกับองค์ชายโรคจิต  สำหรับลาร์คกับไคซานั้นต้องขออุบไว้ก่อนนะแต่รับรองว่าเรามีโมเมนต์พิเศษให้กับคู่รักคู่แค้นคู่นี้แน่นอน ตอนนี้กลับมาสู่เนื้อเรื่องหลักและทำท่าจะเข้มข้นขึ้นทุกทีจนจากนิยายรักจะกลายเป็นนิยายโชกเลือดก็เป็นได้ (ได้ยินอะไรแว่วๆว่าเลือดคนเขียน 5555 คนเขียนยังไม่ตายค่ะ สาบาน)

ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้น โหวต
favorite เช่นเคยน้า ขอบคุณทุกกำลังใจเลย คิดเห็นอย่างไรใส่ช่องคอมเม้นโลด : )) บางคอมเม้นก็ครีเอทจับกระต่ายดำต้มยำทำแกงจนสาแก่ใจแล้วค่อยเข้าเนื้อเรื่องจนตอนแรกอาจเข้าใจผิดไปว่านี่เป็นนิยายทำอาหารก็เป็นได้

ทอล์คยาวไปหน่อย พูดมาก ก็ไม่เจอกันนานนี่นา 


Blackbunny


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 47 ครั้ง

1,542 ความคิดเห็น

  1. #1463 pcy921 (@chanchanchan) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2561 / 17:53
    ปกป้องเซย์จากตัวเองค่ะ
    #1463
    0
  2. #1402 Samatchaya Wutthikul (@samatchayaw) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 23 มีนาคม 2560 / 00:20
    เอาลุงอลันกลับมานะไรท์~~~~
    #1402
    0
  3. #1375 miku13 (@miku13) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2559 / 22:13
    ลุ้นมากเลยตอนนี้ อ่านแบบวางไม่ลงเลย
    #1375
    0
  4. #1352 Kanyavee (@kanyavee1) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 6 กันยายน 2558 / 20:48
    อลันหาย.........ไปหาคู่จิ้นคนใหม่หรอ
    #1352
    0
  5. #1235 wimwin (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2557 / 19:33
    สองศพรึ? ตอนแรกเดาว่ามากกว่าสี่ศพ
    #1235
    0
  6. #1133 •-MaMaI-• (@mai032671597) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2557 / 00:19
    งื้ออออ คนนั้นในร่างเซย์เป็นยะงไงเนี่ยย อยากรู้ๆ
    #1133
    0
  7. #1023 Pearendless (@pear-narin) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 14 มกราคม 2557 / 00:26
    เจ้ากานั้น ,, 
    #1023
    0
  8. #963 TUKKIE (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2556 / 21:31
    ไม่ได้เปิดเรื่องนี้มาอ่านมานมว๊าก

    บอกตามตรงว่าลืม กลับไปอ่านใหม่อีก ฮ่าๆๆๆ

    ไรเตอร์มาอัพแล้ว ยังสนุกเหมือนเดิม

    อยากรู้เรื่องอีกวิญญาณนึงของเซย์มากๆเลย

    กลัวเซย์จะกลายเป็นอีกคนแทน เด๋วหลับๆ
    #963
    0
  9. #962 ►thou₩an¿¡◄ (@chocola-snow) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2556 / 19:25
    กลิ่นหอมอีกแล้วอ่าไม่เอานะ(;--------;)
    #962
    0
  10. #949 Delaluna (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2556 / 00:33
    ติดตามอยู่ค่ะ มาอัพไวๆนะค่ะ รอดูคู่ลาร์คกะไคซา เอิ้กกกกก



    เป็นกำลังใจให้ไรเตอร์น้า ^o^//
    #949
    0
  11. #923 Pabosanrusi (@bbonusself) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2556 / 20:48
    รอคะรอ รีบมาต่อเถอะนะTT^TT
    #923
    0
  12. #922 今すぐ (@Ma_now39) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2556 / 00:07
    มาต่อเร็วๆนะคะ ยังติดตามอยู่น้าาา ^^
    #922
    0
  13. #912 Rabbitin.Rock (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2556 / 23:11
    ชอบมากเลย เป็นเรื่องที่สนุกเเละน่าติดตามที่สุด !!! อ่านแล้วก็ลุ้นว่าจะลงเอยกันอย่างไร รออ่านอีกค่ะ สนุกมาก 5555555555555
    #912
    0
  14. #905 lockon01 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2556 / 16:48
    ถึงจะเศร้ายังไง ก็ไม่น่าพูดอย่างนั้นใส่ฟารุคเลยนะเซย์



    สงสารฟารุค แต่ก็ รีบคืนดีกันเร็วๆนะ > <



    เซย์หลับแล้ว..จะกลายเป็นอีกคนมั้ยหว่าา หรือว่าจะหลับยาวเลย ลุ้นๆ



    สู้ๆนะคะไรท์ เป็นกำลังใจให้ + ติดตามอยู่ตลอดค่าาา ^ ^

    #905
    0
  15. วันที่ 7 มิถุนายน 2556 / 15:10
    กรรม

    กลัวนานๆเข้า

    หลับแล้วหลับเลย

    หลับไม่ฟื้น 5555

    *เซย์อย่าร้องไห้นะ รีบไปง้อพ่อขี้งอลก่อนเถอะ
    #901
    0
  16. #899 Blanchet (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2556 / 08:32
    ความลับนั้นคืออะไร อยากรู้!! รอที่เหลือนะคะ

    เซย์ดูอ่อนไหวขึ้นนะ แล้วหลับไปแบบนี้จะเป็นไรมั้ย ฟารุคอย่ามัวงอน

    ชอบคู่ไคซาลาร์คคคค รอได้เสมอค่าา
    #899
    0
  17. #898 กระเป๋าใบเล็ก (@hibirdpipi) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2556 / 19:55
    ง้ากกกกกกกกก ถึงจะแค่50เปอก็ยังยาวสาแก่ใจมาก//ห่ะ !?
    พอหนูเซย์หลับฟารุคก็จะเข้ามาเจออีกคนนึงใช่ไหมมม
    ง้ากกกกกกกกกกกกกก อยากอ่านต่อแล้ว//เลื้อยเข้าไปซบขา
    ทำงานก็สู้ๆน้าา เขาเป็นกำลังใจให้//โบกป้ายไฟท่ามกลางเสียงคนข้่างบ้านทะเลาะกัน โฮฮ
    #898
    0
  18. #897 lukbua (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2556 / 23:29
    ห..หลับอีกแล้ว ว๊ากก ถ้ากลายร่างเต็มที่แล้วจะเป็นยังไงนะ ทำไมยักษ์เงินแบบโตเต็มวัย(?)ดูโฉด ๆ ยังไงไม่รู้ล่ะ อลันยังต้องหาทางปกป้องขนาดนี้เลย

    ท่านฟารุคน่าสงสาร เซย์เธอพูดอย่างนี้ได้ยังไง จับตีก้นซะให้เข็ด นี่ๆๆๆ

    อยากอ่านคู่รักคู่แค้นต่อจริง ๆ ถึงจะดูซาดิสก์ไปหน่อย แต่เค้าก็สวีทกันแบบเอส ๆ นั่นแหละ ฮาาา

    คิดถึงเรื่องนี้มว๊ากกกกกกกกกกก เข้ามาดูบ่อยมากเลยน๊า : )

    #897
    0
  19. #896 fFfFrailty_zZ (@-christin-) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2556 / 18:01
    มาก็ดีจะได้รู้จักกันให้ทั่วๆ
    ความไม่รู้ไม่เท่ากันทำให้คนเข้าใจผิดกันหลายแล้วนะ
    #896
    0
  20. #894 Rabbit blood (@love-ya) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2556 / 13:00
    หลับแล้วจะเกิดไรขึ้นอีกเนี่ย อีกตัวตนนึงของเซย์จะมาเรอะ =[]= ไม่น้าาาาา T^T
    #894
    0
  21. #893 kel (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2556 / 12:36
    อลันไปไหน?

    ฟารุคงอนเซย์?

    ความรักของทหารหนุ่มปากแข็งกับองค์ชายโรคจิต?

    ความรักของลาร์คและไคซาที่ยังคงเป็นความลับ?

    อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!!!!

    ค้างมากๆๆๆๆๆๆๆๆ

    รีบมาต่อนะคะ จะรอน้า!



    ปล.รักษาสุขภาพด้วยนะคะ เป็นกำลังใจให้เสมอค่ะ
    #893
    0
  22. #890 จันทราสูญสลาย (@b22925) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2556 / 08:43
    เซย์!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!//กรีดร้องได้คำเดียว

    #890
    0
  23. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  24. #887 kizz (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2556 / 05:16
    ฟารุคคคงอลเซย์ อ๊ากกกกกกกกก ต่อคร่าาาา
    #887
    0
  25. #886 นักอ่าน...lnwcool (@lnwcool) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2556 / 01:20
    ถ้าเลือดกระต่ายอร่อยก็น่าสนใจนะค่ะ^^

    แหมๆ....ไม่โกรธเลยค่ะทีหายไปนาน..เราเข้าใจ

    เซย์จะเป็นยังไงต่อไปนะ
    #886
    0