(Yaoi) TITAN  ลำนำอสูรสีเงิน (จบแล้ว)

ตอนที่ 38 : TITAN 29

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3096
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    8 ก.ย. 57


TITAN 29

****

เห็นแก่ตัวงั้นหรือ
ข้าเรียกมันว่าความสุขส่วนตน

-ไคซา ลาซีค ดาร์แซน-

****

 

               ม่านแสงออโรรามืดครึ้มผิดปรกติด้วยสภาพอากาศที่แปรปรวนตลอดหลายวันที่ผ่านมา พื้นที่เหนือซากปรักหักพังของเมืองโฮรัปที่จะถูกบันทึกเป็นสถานที่แห่งโศกนาฏกรรมของชาวยักษ์ฟ้ากว่าหลายร้อยชีวิตถูกยึดครองโดยอสูรกายเขาสีฟ้าร่างใหญ่ที่มีดวงตาแดงกร่ำดุจเดรัจฉานจากนรก ร่างคล้ำขุ่นปูดโปนเต็มไปด้วยเส้นเลือดกระหายเลือดและการเข่นฆ่าถูกมนต์สะกดให้มีใจอาฆาตต่อชาวยักษ์

                ฆ่าฆ่า

               กระแสเสียงที่ลอยตามลมพัดผ่านไปยังละแวกรอบข้างทำให้ชาวเมืองใกล้เคียงต่างได้รับคำสั่งให้อพยพหนีย้ายทัพปีศาจ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอาณาจักรบาแซนไดซ์กลายเป็นเมืองร้างในเวลาไม่กี่สัปดาห์หลังลมพายุลูกแรกพัดถล่มคร่าชีวิตชาวเมืองมากมายพร้อมการปรากฏกายของอสูรกายจากสุสานนักรบเมืองทั้งเมืองอาบย้อมไปด้วยเลือดและเสียงกรีดร้องของชาวยักษ์ ต้นไม้ใบหญ้าที่เคยเขียวขจีหักโค่นแห้งกรังไม่เหลือแม้แต่ชีวิตเดียว

                ดวงตาแดงกร่ำของเหล่าอสูรสำรวจมองโดยรอบขณะเดินตระเวนรอบเขตกองทัพ แม้ครั้งหนึ่งปีศาจเหล่านี้จะเคยเป็นนักรบชาวยักษ์ฟ้าที่แกร่งกล้าแต่เมื่อถูกฝังอยู่ใต้พื้นดินมานานดวงจิตที่ตกต่ำก็ถูกเรียกกลับคืนสู่ร่างศพด้วยพลังเวทของเรเวนที่เคยถูกสะกดมานานกว่าพันปีชาวเมืองยักษ์ฟ้าได้รับข่าวสารเพียงให้ย้ายหนีออกจากเขตที่ตนเคยอยู่อาศัยโดยไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจึงเกิดเรื่องชั่วร้ายขึ้นบนแผ่นดินนี้อีกครั้ง

              “ท่านเรเวน” ลีอาเปิดผ้าคลุมกระโจมขึ้นก่อนเงียบเสียงลงเมื่อเห็นนายท่านชาวยักษ์เงินกำลังหลับใหล ดวงหน้าคมคร้ามใต้กระดูกเขาสีเงินยวงสงบนิ่งหลังใช้พลังในการสร้างภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ ทไวซ์หนุ่มใหญ่คุกเข่าลงหน้าฟูกนอน

                แม้จะถูกปลูกฝังให้เชื่อในพลังของท่านเรเวนมาตั้งแต่เด็กแต่เมื่อได้ประจักษ์ถึงสิ่งนี้ด้วยตาของตนกลับทำให้เกิดความหวาดหวั่นขึ้นในใจอย่างไม่อาจห้าม

                น่ากลัวเหลือเกิน

               ทันทีที่ได้เห็นพายุลูกใหญ่สาดซัดถล่มทำลายเมืองทั้งเมืองให้ราบเป็นนาบกองความหวาดผวาในพลังอันไร้ขีดจำกัดนั้นเกิดทำให้ทั้งร่างสั่นระริก ลีอาจำแววตาสีเงินยวงอัมหิตที่แผ่รังสีอันตรายในเวลานั้นได้แจ่มชัด

                มันไร้ชีวิตไร้ซึ่งความปราณีใด

              หากมีคนผู้นี้เป็นผู้นำชาวทไวซ์ย่อมกลับมาเป็นใหญ่บนแผ่นดินไททันได้อีกครั้งอย่างไม่ต้องสงสัย

              ฟา...” เสียงเครือที่ลอดจากลำคอผู้เป็นนายทำให้ลีอาโน้มตัวลงใกล้ “ท่านว่าอะไรนะขอรับ”

                “...ฟารุค...” ลีอานิ่งงันเมื่อได้ยินชื่อของหัวหน้าหน่วยวิหครัตติกาลผู้เป็นศัตรู คิ้วเข้มขมวดมุ่นเมื่อระลึกได้ว่าคนผู้นี้เพิ่งคืนร่างได้ไม่นานและอีกหนึ่งดวงวิญญาณที่อยู่ในร่างนั้นช่างดื้อรั้นนัก หันหน้าเผ่าทไวซ์ลุกกลับออกไปด้านนอกพลางร้องสั่งให้นักรบของตนปรุงยาตามสูตรสำคัญอีกครั้ง

                ดวงตาสีฟ้ากระจ่างเหมือนผู้เป็นน้องชายเหลือบมองทางกระโจมของยักษ์เงินอีกครั้ง

                จะให้ฟื้นขึ้นมาไม่ได้

                เด็กที่อลันเลี้ยงมา!...

               
****

                ท้องฟ้าคำรามร้อง เมฆดำลอยต่ำเหนือดินแดนยักษ์ฟ้า ไม่นานห่าฝนเม็ดใหญ่ก็กระหน่ำทิ้งตัวลงบนผืนดินจนบรรยากาศรอบด้านถูกพร่าเลือนด้วยสายฝนกลายเป็นเงาจางๆ องค์ชายไคซาพ่นควันยาสูบด้วยความหงุดหงิดใจขณะเดินวนในเขตอาคาร

                บัดนี้เขาเดินทางจากคฤหาสน์แห่งซานเดียมายังเมืองฮาร์นซึ่งเป็นเขตปลอดภัยที่อยู่ใกล้สมรภูมิชายแดนฝั่งป่ามืดมากที่สุด ทันทีที่อสูรกายแห่งป่ามืดบุกล้ำเข้ามายังอาณาจักรยักษ์ฟ้าสงครามชายแดนก็เริ่มต้นในทันที

                แต่ใครจะคาดคิดว่าพวกทไวซ์นั้นมีอำนาจมนต์อย่างที่ชาวยักษ์ไม่มี

                พลังสะกดจิต

                บาแซนไดซ์สูญเสียทหารมากมายในการปะทะครั้งแรก พวกเขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในดินแดนของตนเองและเมื่อทัพเสริมเข้าช่วยเหลือกลับถูกกลืนหายเข้าไปในลมพายุผิดธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ไม่กี่วันหลังจากนั้นทางเอลมัลก็ตอบรับที่จะให้ความช่วยเหลือเข้าร่วมสงครามรวมไปถึงดาร์คเนสที่ยืนยันจะให้ทหารของตนเข้าร่วมรบเคียงข้างบาแซนไดซ์ทั้งที่ปิดกั้นเมืองของตนจากโลกภายนอกมาตลอด

                รวมไปถึงการมาถึงของทัพยักษ์ดำที่น่าประหลาดยิ่งกว่า

                การเดินทางด้วยศิลาพลังงาน

              “จะเป็นไปได้จริงหรือ” คำถามที่ค้างคาใจถูกเอ่ยออกมาด้วยความคิดไม่ตก คำพึมพำขององค์ชายสามแห่งบาแซนไดซ์เข้าหูคนที่นั่งอยู่บนโซฟาในห้องเดียวกัน

               “องค์ชายไคซา เสียงฝีเท้าของท่านทำให้ข้าปวดหัว” ลาร์คเอ่ยเรียบแต่กลับทำให้ร่างสูงใหญ่ภายใต้ชุดขนสัตว์ตัวหนาชะงักเท้าในทันที “หากนายท่านฟารุคกล่าวเช่นนั้นก็ย่อมเป็นเช่นนั้น ท่านควรหยุดกังวลเรื่องนี้” ลาร์คหุบปากฉับเมื่อรับรู้ว่าอีกฝ่ายท้าวแขนคร่อมร่างตนไว้ ลมหายใจระอุเป่ารดใบหน้า

               “ลองเรียกมันว่านายท่านอีกคำข้าจะจัดยาที่เจ้าต้องทรมานกว่าเมื่อคืนให้ดีหรือไม่”

               “ท่านมันคนหยาบช้า!” ลาร์คกัดฟันกรอด ผลักร่างอีกฝ่ายออกไปเบื้องหน้าทั้งที่ตามองไม่เห็น

               ไม่สิทั้งที่ยังมองเห็นไม่ชัด

               เบื้องหน้าเขาปรากฏเงาดำเลือนรางคล้ายการมองผ่านม่านฝนขนาดใหญ่ ถึงพอจะเห็นเค้าโครงของสิ่งรอบด้านโดยรอบแต่ดวงตาคู่นี้ยังไม่อาจเรียกว่ามองเห็นได้แม้จะเป็นผลจากการรักษาของไคซาแต่ผลข้างเคียงของยาช่างน่ารังเกียจนัก

               “จะไม่ให้ข้ากังวลได้หรือ หากดาร์คเนสซุกซ่อนพลังอำนาจของศิลาพลังงานที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้นเอาไว้จริง เกาะนั่นย่อมเป็นภัยต่อแผ่นดินของข้า” ไคซาแสยะยิ้มเมื่อลาร์คเมินหน้าหนี องค์ชายยักษ์ฟ้าสูบเอาไอควันยาสูบเพิ่มความอบอุ่นภายในร่างกายให้มากขึ้นก่อนปลดปล่อยควันออกอีกครั้ง

               “หากดาร์คเนสซึ่งมีขุมพลังศิลาพลังงานมหาศาลและคิดจะทำสงครามกับอาณาจักรอื่นคงไม่ปิดเมืองมากว่าพันปี ไม่ใช่ว่าพวกเขาซ่อนขุมพลังเหล่านั้นเพื่อปกป้องตัวเองจากคนแก่ตัวอย่างท่านหรือ” ลาร์คเสียงขุ่น “เรื่องแค่นี้องค์ชายน่าจะคิดได้”

                “ปากคอเราะร้ายจริงนะเจ้า”ไม่เห็นเหมือนเมื่อแปดปีก่อน

                ไคซาเก็บงำประโยคสุดท้ายไว้ในใจ ตั้งใจจะขยับกายเข้าใกล้ราชทูตชาวยักษ์แดงอีกนิดแต่ก็ต้องชะงักฝีเท้าเมื่อทหารนายหนึ่งเข้ามารายงานการเตรียมการความพร้อมที่ลานสนาม ไคซาสะบัดมือให้อีกฝ่ายกลับออกไปเมื่อได้ฟังคำรายงานจบ

                เมื่อได้รับสารจากฟารุคซึ่งอยู่ที่ดาร์คเนสเรื่องการเดินทางด้วยพลังของศิลาพลังงานมายังบาแซนไดซ์เขายังเกิดความกังขาในใจ แต่สุดท้ายเมื่อได้รับคำยืนยันจากท่านจ้าวแห่งดาร์คเนสว่ากองทัพจะเดินทางมายังเมืองฮาร์นในค่ำวันนี้และขอให้จัดเตรียมพื้นที่สำหรับรับรอง องค์ชายสามแห่งบาแซนไดซ์จึงตระเตรียมการดังที่ท่านจ้าวยักษ์ดำต้องการ

                และตอนนี้นายทหารรายงานว่ากองทัพแห่งดาร์คเนสเหยียบย่ำอยู่บนแผ่นดินยักษ์ฟ้าแล้ว

               “เจ้ารออยู่ที่นี่” ลาร์คลุกพรวดทันทีที่ได้ยินคำสั่งนั้น

                “ไม่มีทาง”ยิ่งเห็นสีหน้าของราชทูตแห่งเอลมัลที่ดูดีอกดีใจนั่นไคซายิ่งนึกเกลียดฟารุคนัก องค์ชายสามไม่กล่าวห้ามอะไรอีก จากรายงานที่ได้รับทำให้รู้ว่าในยามนี้หน่วยวิหครัตติกาลของฟารุคได้เข้าสมทบกับทัพของบาแซนไดซ์แล้วเช่นกัน

                ………………………………..

                ………………….

                ………

               เมฆฝนมัวครึ้มยังทอดตัวแผ่ทั่วผืนฝ้าออโรราหม่นแสง ทันทีที่มาถึงที่ราบซึ่งถูกจัดเตรียมไว้เพื่อเป็นสถานที่รองรับกองทัพยักษ์ดำทั้งไคซา ลาร์คและทหารที่ติดตามก็ต้องตะลึงลานกับภาพที่ปรากฏ เมื่อผืนดินโล่งเตียนตรงหน้าเต็มไปด้วยเหล่าทหารยักษ์ดำในเครื่องแบบสีเทาจำนวนเกินคณานับกำลังเร่งจัดสร้างที่พักกระโจมและแบ่งเขตพื้นที่ต่างๆอย่างแข็งขัน

                “เหลือเชื่อ” องค์ชายสามแห่งบาแซนไดซ์ขมวดคิ้วแน่นเมื่อรถม้าเคลื่อนเข้าสู่เขตแดนที่กลายเป็นค่ายทหารชั่วคราว ผิวหน้าเซียวซีดเป็นทุนเดิมขาวโพลนราวกับกระดาษ “ดาร์คเนสมีศิลาพลังงานมากมายถึงเพียงนี้จริง”

                มากมายจนสามารถเคลื่อนย้ายกองทัพได้ในเวลาชั่วพริบตา

                “เช่นนี้ท่านคงไม่อยากเป็นปฏิปักษ์กับยักษ์ดำใช่หรือไม่” ลาร์คถามความเห็น แม้จะไม่ได้มองเห็นรอบด้านด้วยตาตนเองแต่ก็ยอมรับว่าตนเองประหลาดใจไม่น้อยเช่นกัน

                ไคซาหัวเราะ “อาณาจักรที่มีประโยชน์เช่นนี้ข้าจะอยากเป็นอริด้วยทำไมเล่า สู้ผูกมิตรแล้วตักตวงผลประโยชน์เอาภายหลังไม่ดีกว่าหรือ” คำตอบจริงใจนั่นยิ่งทำให้คนถามนิ่วหน้า ไม่นานนักรถม้าของพวกเขาก็เคลื่อนตัวเข้าถึงหน้ากระโจมนายทัพ เมื่อลงจากรถม้าจึงได้รู้ว่าแม่ทัพใหญ่ของกองทัพยักษ์ฟ้ามาถึงที่นี่และได้สนทนากับผู้นำทัพยักษ์ดำก่อนแล้ว

                ฟารุคในชุดทหารเครื่องแบบหน่วยวิหครัตติกาลยืนอยู่ด้านหลังแม่ทัพแห่งบาแซนไดซ์ นัยน์ตาสีดำจับจ้องบุคคลที่ยืนอยู่ด้านหลังไคซา

                ดูเหมือนดวงตาของลาร์คจะยังมองไม่เห็น

              “เชิญองค์ชายเข้ามาด้านใน” ไคซารับคำแม่ทัพซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้ว่าองค์ชายสามแห่งบาแซนไดซ์อย่างไคซายังคงมีอยู่ชีวิตอยู่เพื่อผลักดันความก้าวหน้าของดินแดนยักษ์ฟ้าอย่างลับๆ

                เมื่อเข้าไปด้านในกระโจมใหญ่ที่พักของท่านแม่ทัพจึงเห็นว่านายทัพยักษ์ฟ้ากำลังสนทนาเรื่องอาณาเขตและการปะทะครั้งก่อนหน้าที่เกิดขึ้น ธงบนแผนที่ถูกปักไว้หลายจุดในบริเวณป่ามืด กว่ากองทัพจากเอลมัลจะเดินทางมาถึงคงใช้เวลาอีกร่วมเดือนแต่กองกำลังในตอนนี้ก็มีจำนวนมากพอที่จะเข้าล้อมเขตแดนของชาวทไวซ์ได้

                แม้จะไม่สามารถป้องกันการโจมตีด้วยพลังจิตของทไวซ์แต่ด้วยจำนวนที่มากกว่าก็ยังมีโอกาสชนะอยู่มาก ขณะนั้นเองที่หางตาเหลือบเห็นเด็กชายคนหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกลนัก แววตานั้นดูคุ้นเหมือนเคยพบกันมาก่อน

                “อลัน เจ้าพอจะบอกหลักการใช้พลังจิตของทไวซ์ได้หรือไม่” ทันทีที่ฟารุคถามเช่นนั้นไคซาก็ต้องเลิกคิ้วขึ้นสูง

                อลัน? ทไวซ์นั่นน่ะหรือ!?

                “เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า” ดูเหมือนคำถามนี้จะทำให้ลาร์คสนใจมากเช่นกัน แม้จะไม่สามารถใช้สายตามองเห็นได้แต่แววตาสีน้ำเงินกลับสั่นระริกยามมองเห็นเค้าโครงร่างรางๆของคนที่เคยสูงใหญ่กลายเป็นร่างเล็ก อลันเม้มปากไม่อยากตอบ ได้แต่เข่นเขี้ยวมองคนที่เคยทำร้ายเซย์ด้วยความไม่ถูกชะตา

                “เขาตายไปครั้งหนึ่งแต่ยามนี้ดวงวิญญาณถูกเรียกกลับคืนในร่างเด็กคนนี้”

                “มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ ประหลาดเกินไปแล้ว”

                ฟารุคเหนื่อยจะอธิบายให้มากความจึงเบี่ยงความสนใจกลับมายังเรื่องประเด็นการใช้พลังสะกดจิตอีกครั้ง อลันในร่างเด็กชายชาวยักษ์ดำเอ่ยตอบอย่างขอไปทีถึงที่มาของพลังซึ่งก็คือริ้วมนตราบนร่างกายที่ติดตัวชาวทไวซ์มาแต่กำเนิด

                แม่ทัพชาวยักษ์ฟ้าถอนหายใจ “หากเป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิดเช่นนี้เราคงทำอะไรไม่ได้มาก ทางเดียวคือต้องเบี่ยงประเด็นความสนใจของพวกนั้น” ป้ายธงถูกวางลงบนแผ่นแผนที่อีกครั้ง การสนทนาระหว่างแม่ทัพยักษ์ฟ้าและฟารุคในครั้งนี้เป็นการกล่าวถึงโดยทั่วไปเท่านั้น สุดท้ายแม่ทัพแห่งบาแซนไดซ์จึงลากลับไปยังเขตค่ายของตนเพื่อให้อาคันตุกะจากดาร์คเนสได้พักผ่อนพร้อมนัดประชุมในวันรุ่งขึ้น

                ไคซานิ่วหน้าเมื่อเห็นลาร์คมีทีท่าเหมือนไม่อยากกลับพร้อมกับตน ทหารหนุ่มยืนเคียงข้างเรวารี่

                “ท่านราชทูต ขอเชิญกลับไปยังเขตคฤหาสห์กับข้า” เสียงเย็นเอ่ยรอดไรฟัน ลาร์คนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง

                “ข้าคิดว่าข้าควรได้แจ้งเรื่องการเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างสองดินแดนให้ทางเอลมัลทราบ”

                “แต่ฟารุคอยู่ในฐานะผู้นำทัพจากดาร์คเนส” องชายยักษ์ฟ้าเสียงแข็ง “อีกอย่างคนที่เจ้าควรรายงานก็คือองค์ชายคาลิปโซ ไม่ใช่หัวหน้าหน่วยวิหครัตติกาล” ลาร์คเม้มปาก คิ้วเข้มขมวดตัวจนแทบชิด

                “เจ้ากลับไปก่อนเถอะ คืนนี้ดึกมากแล้ว” เมื่อฟารุคตัดบทลาร์คจึงพยักหน้ารับซึ่งนั่นยิ่งทำให้ไคซาหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม

                ทั้งที่ข้าพูดยังไม่ยอมฟังเลยแท้ๆ!

                “ได้โปรดให้เกียรติราชทูตของข้าด้วย” ฟารุคเอ่ยย้ำเมื่อเห็นสีหน้าที่เก็บไม่มิดขององค์ชายสามแห่งบาแซนไดซ์ ดวงตาสีชาเป็นประกายวาบ “ข้าย่อมให้เกียรติราชทูตของข้า ผู้อยู่ในดินแดนของข้า ไม่ต้องห่วง” แม้น้ำเสียงจะพยายามข่มให้สงบบงแต่ถ้อยคำกลับไม่ได้น่าฟังเท่าไรนัก

                ฟารุคถอนหายใจเฮือกเมื่อทั้งนายทัพและไคซากลับไปภายในกระโจมเหลือเพียงเขา เรวารี่ และอลันเท่านั้น ยักษ์ดำทิ้งกายลงบนเก้าอี้ การเดินทางผ่านพลังงานศิลาส่งผลให้เกิดอาหารคลื่นเหียนไม่น้อย เมื่อแรกที่มาถึงอลันในร่างเด็กชายถึงกับสลบไปพักใหญ่ๆ

                …เซย์เจ้าจะรู้สึกอย่างไร

                …ยามเมื่อต้องเดินทางจากไปเพียงลำพัง


****
 

                เมื่อยามเช้ามาถึง ฟารุคเป็นฝ่ายถูกเชิญไปยังค่ายทหารของบาแซนไดซ์ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่มากนัก หลังด่านตรวจตราอันรัดกุมเป็นที่ตั้งของค่ายทหารของชาวยักษ์ฟ้าที่เกณฑ์ทัพมาเพื่อรักษาความสงบเหตุการณ์ที่ชายแดนป่ามืด บนโต๊ะตัวใหญ่ของแม่ทัพสูงวัยกางแผนที่ซึ่งถูกทำเครื่องหมายไว้เป็นจำนวนมาก

                ทางยักษ์ฟ้ารู้เพียงว่าเขตอาคมของทไวซ์แห่งป่ามืดถูกทำลายลงแล้วเท่านั้น ฟารุคจึงจำเป็นต้องกล่าวถึงผู้ที่เป็นผู้นำชาวทไวซ์ในยามนี้อย่างเสียไม่ได้ แม่ทัพหนุ่มใหญ่ถึงกับผงะยกมือขึ้นกุมกลางอกแล้วสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ในขณะที่ไคซาและลาร์คนิ่งงันด้วยความตกตะลึง

                “ร่างสถิตวิญญาณ” ไคซาทวนคำ แม้จะรู้อาการประหลาดสองวิญญาณของเด็กยักษ์เงินนั่นแต่เขาไม่คิดมาก่อนว่าอีกวิญญาณหนึ่งนั้นจะเป็นผู้ที่ถูกสะกดมานับพันปี

              ผู้ที่เคยนำไททันเข้าสู่สงครามสุดท้าย

                ผู้ที่ไม่มีแม้แต่ชื่อถูกบันทึกเก็บเอาไว้

                ฟารุคพยักหน้ารับ “นามของเขาคือเรเวน หากท่านทราบเรื่องราชายักษ์เงินองค์สุดท้ายผู้ผนึกเผ่าทไวซ์ คนผู้นี้คือยักษ์เงินฝาแฝดของพระองค์”

                “เราจะรับมือกับผู้ที่มีพลังอธิษฐานได้อย่างไร” นายทัพแห่งบาแซนไดซ์เอ่ยเบา ดวงตาเจนโลกอย่างคนวัยห้าสิบเต็มไปด้วยคำถาม หากรับมือกับชาวทไวซ์ผู้มีพลังสะกดจิตยังเป็นเรื่องหนักหนาสำหรับชาวยักษ์แล้วกับยักษ์เงินผู้สามารถทำลายล้างทุกอย่างเพียงแลกด้วยพลังอธิษฐานผู้นั้นเล่า

                “สิ่งที่เราทำได้จึงเป็นการสะกดวิญญาณ ซึ่งจะทำได้หลังจากคืนเดือนดับครั้งหน้าเท่านั้น” แม้จะยังไม่เข้าใจในรายละเอียดแต่แม่ทัพใหญ่ก็ถึงกับส่ายหน้า

                “แม้จะยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆแต่หน่วยลาดตระเวนของเราก็เล็งเห็นว่าพวกทไวซ์และอสูรกายพวกนั้นเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา เราไม่รู้เลยว่าพวกมันจะเปิดศึกเมื่อใด” แม่ทัพชาวยักษ์ฟ้ามีสีหน้าเคร่งเครียด ฟารุคเห็นดังนั้นจึงสบตากับอีกฝ่ายด้วยสายตาจริงจัง

                “แต่เพราะท่านคือแม่ทัพแห่งยักษ์ฟ้า ไม่มีผู้ใดรู้จักภูมิประเทศของแผ่นดินนี้ดีไปยิ่งกว่ากองทัพของท่าน ทั้งภูมิประเทศและทรัพยากรล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะปกป้องชาวเมืองจากการรุกราน ต่อให้เราไม่รู้ว่าศัตรูทำสิ่งใดได้บ้างแต่เรารู้ว่าเราทำสิ่งใดได้บ้าง เช่นนั้นโอกาสที่จะชนะย่อมมีอยู่”

                ………………………………..

                ………………….

                ………

                เพียงสัปดาห์เดียวหลังจากดาร์คเนสส่งกองกำลังเข้าเสริมทัพที่เขตชายแดนบาแซนไดซ์ ชาวทไวซ์และเหล่าอสูรกายก็เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง ทันทีที่ทหารลาดตระเวนเร่งแจ้งข่าวให้ทั้งทหารค่ายยักษ์ฟ้าและค่ายยักษ์ดำรู้กองกำลังส่วนหนึ่งก็ถูกจัดเตรียมอย่างรวดเร็ว ฟารุคอยู่บนหลังม้าดำตัวใหญ่ควบห้อทะยานไปรวมตัวกับเหล่าทัพหน้า

               “พวกอสูรกายเคลื่อนพลเข้าสู่เขตเมืองกรีลาดิชแล้ว นอกจากชาวทไวซ์แล้วยังมีอสูรกายอีกจำนวนมาก”

                ฟารุคพยักหน้ารับคำรายงานเมื่อเรเวนเคลื่อนพลเข้าไปยังกรีลาดิชย่อมหมายถึงการรุกรานเข้ามาในเขตบาแซนไดซ์อย่างเต็มตัว แต่ต่อให้มาถึงกรีลาดิชก็ไม่เหลืออาหารหรือสิ่งใดให้ยึดครองอีกแล้ว หลังชาวเมืองถูกอพยพออกไปตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาหน่วยทหารได้เข้าสำรวจพื้นที่เพื่อจัดเก็บอาหารและสิ่งจำเป็นอื่นๆ นอกจากกรีลาดิชยังรวมไปถึงเมืองอื่นๆโดยรอบในบริเวณชายแดน

                “แปลว่าเสบียงที่เมืองโฮรัปคงใกล้หมดเต็มที ต่อให้ชาวทไวซ์จะเก่งกาจในรบ ทำการเกษตรล่าสัตว์ แต่คงเป็นไปไม่ได้ในเมืองร้างเช่นนี้” แม่ทัพยักษ์ฟ้าชักม้าเข้าใกล้ ฟารุคตอบรับ

                “คนผู้นั้นเป็นถึงยักษ์เงินผู้ซึ่งสามารถอธิษฐานด้วยพลังชีวิตของสิ่งอื่น ไม่ว่าสิ่งใดคงเป็นเรื่องง่ายดายหากยังมีสิ่งมีชีวิตอยู่ในละแวกนี้”และนี่คือเหตุผลที่แม้แต่ต้นไม้ในเขตเมืองร้างก็ยังต้องถูกฟันทิ้ง

                “ถึงทัพของเรเวนจะอ่อนกำลังลงแต่คงไม่นานนัก นี่เป็นเพียงการประวิงเวลา” แม่ทัพใหญ่พยักหน้าเห็นด้วย “พวกอสูรกายอาจไม่ต้องกินอาหารใดๆด้วยซ้ำ”

                “ตุ๊กตาฟางมาถึงหรือยัง” ฟารุคเร่งถาม

                “ทุกอย่างเตรียมพร้อมดังที่เจ้าต้องการแล้ว เชื่อในตัวข้า” ยักษ์ดำพยักหน้ารับคำแม่ทัพยักษ์ฟ้าที่ตอบรับหนักแน่น


****
 

                มวนยาสูบทับถมกองพะเนินสูง ดวงตาสีชามองออกไปไกลจากนอกชานระเบียง คฤหาสน์แห่งฮาร์นซึ่งเป็นที่พำนัก ณ ตอนนี้อยู่ไกลจากสมรภูมิมากนัก หลังได้รับคำรายงานการเคลื่อนไหวของพวกทไวซ์ก็คาดเดาได้ว่าแผนการของแม่ทัพยักษ์ดำคงจะเริ่มขึ้นในวันนี้

                “ถึงเจ้าจะทำหน้าเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อเช่นนั้นข้าก็ไม่มีทางปล่อยตัวเจ้า รู้หรือไม่” น้ำเสียงเรียบเรื่อยขององค์ชายสามแห่งบาแซนไดซ์ยิ่งทำให้เรียวคิ้วเข้มขมวดตัว ลาร์คกัดฟันกรอด ข้อมือและข้อเท้าทั้งสองถูกมัดรั้งติดกับเตียงนอนหลังใหญ่

                “ไม่คิดจะพูดกับข้าจริงๆหรือ” ทันทีที่ปลายนิ้วเรียวยาวเกลี่ยจับเส้นผมที่ปรกลงบนใบหน้าทหารหนุ่มก็สะบัดหน้าหนีทันที ไคซาหัวเราะในลำคอ

                “ทั้งที่นายท่านกำลังรบเพื่อเมืองของท่าน!

                “มันทำเพื่อยักษ์เงินนั่นต่างหาก!” เขาเกลียดคำว่านายท่านที่หลุดออกจากริมฝีปากนี่นัก “ลองไม่ใช่เจ้าเด็กนั่นที่กลายเป็นเป็นร่างสถิตวิญญาณของเรเวน ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าหน่วยวิหครัตติกาลจะยังยินดีในการร่วมรบกับบาแซนไดซ์หรือไม่” ไคซากระซิบลอดไรฟัน ลมหายใจร้อนเป่ารดใบหูคนที่ไม่มีทางหนี

                “ถึงจะไม่ใช่เซย์ หากสามดินแดนไม่ร่วมกันก็ใช่ว่าจะหยุดเรเวนได้” ลาร์คพยายามข่มอารมณ์ขุ่นเคือง

                “แน่นอน ข้าย่อมยินดีที่ดาร์คเนสและเอลมัลเห็นความสำคัญของดินแดนข้า” ไคซากระซิบ “รวมไปถึงการสานสัมพันธไมตรี ใช่หรือไม่ท่านราชฑูต”

                “องค์ชายไคซา!” ลาร์คสะดุ้งเฮือกเมื่อถูกริมฝีปากหยุ่นนุ่มขบกัดใบหูพร้อมกับที่มือข้างหนึ่งสอดเข้าคุกคามใต้เนื้อผ้า ไคซาหัวเราะก่อนผละห่างเล็กน้อย “ข้าแค่กลัวว่าเจ้าจะหนีไปร่วมรบกับพวกมัน อย่าลืมว่าหน้าที่ของเจ้าตอนนี้คืออะไร”

                “ข้ายินดีตายในสงครามดีกว่าต้องฮื่อ!..” น้ำเสียงขาดหายเพราะถูกใครบางคนแนบริมฝีปากปิด เมื่อรู้ว่าการขัดขืนนั้นไร้ประโยชน์แถมจะยิ่งทำให้อารมณ์แปรปรวนของไคซายิ่งยากจะคาดเดาลาร์คจึงหยุดนิ่งจนอีกฝ่ายเป็นฝ่ายผละจูบ แววไม่พอใจที่ฉายชัดในดวงตาสีน้ำเงินเข้มเป็นแนวโน้มที่ดีว่าอีกไม่นานทหารหนุ่มชาวยักษ์แดงจะกลับมามองเห็นอีกครั้ง

               “อย่าห่วงเลย ยาของข้าไม่เคยผิดพลาด ดังนั้นต่อให้เป็นอสูรกายแห่งสุสานนักรบหรืออสูรจากแดนนรก” ไคซาแสยะยิ้ม “ก็ย่อมพ่ายต่อพิษผลาญมนต์”


****
 

                เสียงคำรามร้องดังขึ้นติดๆกันจนสะท้อนก้องไปทั่ว เหล่าอสูรกายค่อยๆกลายเป็นสีดำเหมือนเถ้าถ่านผุสลายลง

                แม่ทัพยักษ์ฟ้ากระหยิ่มยิ้ม เมื่ออสูรกายจากสุสานนักรบแพ้พ่ายต่อยาพิษขององค์ชายสามแห่งบาแซนไดซ์ดังที่คาดการณ์ไว้ ทันทีที่กองทัพอสูรกายเคลื่อนตัวเข้าสู่กรีลาดิช ซากเมืองก็กลายเป็นสมรภูมิในพริบตาเมื่อพวกเขาซุกซ่อนยาพิษในตุ๊กตาฟางที่เร่งทำตลอดสัปดาห์

                นักเวทย์ศิลาพลังงานผู้ร่วมเดินทางมากับชาวยักษ์ดำใช้พลังงานจากแร่หินสร้างมนต์พรางตาให้ตุ๊กตาฟางเหล่านั้นกลายเป็นทหารนักรบชาวยักษ์ฟ้ายาตราเข้าสู่เมือง ทันทีที่พวกอสูรกายและทไวซ์เห็นก็เข้าปะทะและต้องพิษผลาญมนต์ขององค์ชายไคซา

                พิษนั้นกัดกินจากภายในทำให้ร่างกายมอดไหม้กลายเป็นเถ้าธุลีภายในเวลาไม่นาน ถึงจะเห็นร่างของอสูรตนอื่นแหลกสลายแต่เหล่าอสูรกายก็ยังเข้าฟาดฟันกับตุ๊กตาฟางในขณะที่นักรบชาวทไวซ์กลับร้องตะโกนเพื่อเรียกรวมพลกลับไปยังฐานทัพที่ตั้งมั่น เห็นได้ชัดว่าแม้จะมีพละกำลังมหาศาลแต่พวกปีศาจที่ถูกปลุกให้ฟื้นคืนจากความตายนั้นไร้ซึ่งสติปัญญาโดยสิ้นเชิง

                นี่เป็นครั้งแรกที่ชาวทไวซ์ตัวจริงปรากฏกายอยู่เบื้องหน้า เหล่านักรบร่างสูงใหญ่มีริ้วอักขระมนตราสีม่วงเข้มพาดพันทั่วร่างเรียกรวมพลทันทีที่รู้ว่าพวกตนตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบ

                “ไม่ปล่อยให้กลับไปรวมทัพได้หรอก” แม่ทัพสูงวัยชูดาบขึ้นสูงก่อนตะโกนสั่งโจมตี ทหารแนวหน้าชาวยักษ์ฟ้าพุ่งเข้าปะทะกับเหล่าทไวซ์และอสูรกายในทันที เสียงดาบกระทบกันดังกึกก้องพร้อมเสียงร้องโหยหวน มนต์สะกดจิตทำให้ทหารหลายต่อหลายนายล้มตึงแน่นิ่งหรือแม้แต่หันกลับฟันแทงกันเอง เสียงระเบิดดังสนั่นพร้อมฝุ่นควันที่ตลบไปทั่วเพื่อพรางตา

                เมืองร้างกรีลาดิชกลายเป็นซากปรักหักพังเช่นเดียวกับโฮรัปในชั่วพริบตา

                “หวังว่าวิธีของเจ้าจะได้ผลแม่ทัพยักษ์ดำ” นายทัพแห่งบาแซนไดซ์พึมพำกับตนขณะควบม้าฝ่าเข้าร่วมรบกับทหารของตน

                                





***************************************

ฮัลโหล๋วววว คนอ่านยังอยู่กันมั้ยน้า ^___^
ไม่ว่าจะพยายามจัดหน้ายังไง แต่พอก็อปจากเวิร์ดมามันก็โย้เย้ไปมาอยู่นั่นเองค่ะ แต่ก็พอดูได้เนาะ (5555)

สำหรับตอนนี้คงต้องบอกว่าแม่ยกไคซาคงได้เฮสมใจ ฮือออ กัดผ้าเช็ดหน้า กระต่ายดำชอบไคซามากๆเลยล่ะ (สามารถดูออกจากการอวยองค์ชายหน้าไหม้คนนี้ออกนอกหน้า 5555) ซีนจำเลยรักไคซาลาร์คเป็นอะไรที่ฟินเป็นการส่วนตัวเวลาเขียน (ฮาาา) และแน่นอนว่าด้วยความอวย ภายในเล่มจะอัดไปด้วยเนื้อหาตอนพิเศษแบบอันคัตของคู่นี้แน่นอน! (ฮาร์ดเซลล์จริงๆเลย <3 )

สำหรับรวมเล่มยังสามารถสั่งจองได้ถึงวันที่ 5 ตุลา แต่ถ้าหลังจากนี้จะสามารถเจอกันได้ที่งานสัปดาห์หนังสือบูธ สนพ.นาบู

พักเรื่องความฟินของไคซา กลับมาที่สถานการณ์ที่กำลังเข้มข้น ฟารุคหรือเรเวนจะพลิกเกมส์ในครั้งนี้ต้องตามติดชิดจอกันนะ ใครที่อ่านอยู่ล่ะก็ อย่าลืมทิ้งคอมเม้นให้กำลังใจกันสักหน่อยน้า ไม่ว่าจะที่นี่หรือที่หน้าเพจก็ได้จ้า 

อย่าลืมแวะไปคุยกันล่ะ :D >> https://www.facebook.com/nandafroundblackbunny

Blackbunny



 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

1,542 ความคิดเห็น

  1. #1537 Present (@hiiro-kwan) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 22:31
    สนุกสุดด
    #1537
    0
  2. #1502 61imyoko (@yoko-sirikorn) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 22:32
    สุดยอดมากค่า
    #1502
    0
  3. #1472 pcy921 (@chanchanchan) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2561 / 21:04
    ขอให้ได้ผลนะคะ
    #1472
    0
  4. #1245 wimwin (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 / 04:37
    ยังออออยู่่่ แต่งต่อได้เลย อ่านจบอุดหนุนหนังสือแน่นอน สู้สู้ ยังไงก็น่าติดตามเสมอน ^^
    #1245
    0
  5. วันที่ 9 กันยายน 2557 / 18:17
    เซย์สู้ๆนะ ฝืนไว้กลับมาให้ได้!! แล้วคือแบบองค์ชายไคซากับลาร์คเนี่ยเมื่อไหร่จะเลิกกัดกันซะที หวานกันมั่งจิอยากเห็นๆ แล้วก็ทุกคนสู้ให้ชนะนะอย่ายอมแพ้
    #1172
    0
  6. #1171 Wrath E.K.S (@pear18206) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 9 กันยายน 2557 / 11:33
    สงสารฟารุคจังเลย แงงงง เมื่อไหร่จะแฮปปี้ยาวๆเหมือนคนอื่นเค้าซะที
    #1171
    0
  7. #1170 Nutty (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 8 กันยายน 2557 / 22:19
    กรี๊ดดดดดดดดดดดมาแล้นติดตามทุกฝีก้าวเลยจ้าาาา
    #1170
    0