R E D [END]

ตอนที่ 1 : ลางร้าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 327
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    23 เม.ย. 59





บทที่หนึ่ง : ลางร้าย

- 1 -

            เคยเจอแบบฉันรึเปล่า คนที่เรารู้แน่ว่าอันตราย จอมฉวยโอกาส ช่างนินทา แต่ก็ดันเป็นเพื่อนกับคนๆนั้นไปซะแล้วสิ พอจะปลีกตัวออกห่าง มันก็ไม่ทันแล้ว ความลับต่างๆของเรามากมายตกเป็นของเธอคนนั้น ถ้าเราเกิดทำเรื่องให้เธอไม่พอใจขึ้นมา มีหวังได้เป็นขี้ปากชาวบ้านเป็นเดือน

            ฉันรู้ได้ยังไงว่าเธออันตรายน่ะหรือ ง่ายมาก เขาเรียกว่าลางสังหรณ์ สัมผัสพิเศษ หรือจะเรียกอะไรก็แล้วแต่เถอะ อีกอย่างฉันเป็นคนช่างสังเกตมากจนเรียกได้ว่าขี้ระแวง ฉันรู้ว่าเธอไม่ธรรมดา ตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็น แต่ก็ดันปล่อยให้เธอชวนคุยสนุกแบบฉุดไม่อยู่ซะอย่างนั้น ก็ทำยังไงได้ ฉันไม่อยากอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายในสถานที่แปลกใหม่ ฉันรู้จักเธอเป็นคนแรกก็เลยต้องเกาะกลุ่มเอาไว้ก่อน

            ณัชชาหรือเธอคนนั้น อายุมากกว่าฉันสองปี เพิ่งลาออกจากมหาวิทยาลัยในกรุงเทพ เข้าระบบแอดมิสชั่นอีกครั้ง ดูออกได้ง่ายมากว่าเธอเป็นเด็กที่ซิ่วมา ผมยาวสลวยหยิกลอนของเธอเป็นสีทองอร่ามตัดกับผิวขาวเนียน ใบหน้าแต่งเติมอย่างมืออาชีพ ไม่ใช่แบบเด็กมัธยมปลายที่ทาจนขาวเกินไป หรือใช้เครื่องสำอางที่เราดูแล้วก็รู้ปั๊บว่าของถูก เอาเป็นว่าแค่ครั้งแรกที่พวกรุ่นพี่เห็นหน้าเธอ ก็พากันหมั่นไส้ไปเกือบครึ่ง เฉพาะผู้หญิงนะที่หมั่นไส้ พวกรุ่นพี่ผู้ชายนั่นก็อีกเรื่อง ถ้าไม่ใช่พวกเพศทางเลือกก็พากันมองเธอจนเหลียวหลังทั้งนั้น เธอไม่ได้มีดีแค่ผิว เส้นผม หรือเครื่องสำอางนี่ ทั้งหน้าตาหรือทรวดทรงอย่างกับถอดมาจากนางแบบนิตยสาร

            ฉันยังอิจฉานิดๆ ก็ใครล่ะจะไม่อิจฉา นอกจากรูปลักษณ์จะงามอย่างสาวสมัยใหม่ บุคลิกของเธอยังดูมั่นอกมั่นใจ การพูดการจาฉะฉาน และบางครั้งก็ขี้ประจบ เธอมักจะได้อะไรมากกว่าคนอื่นตั้งหลายอย่าง เธอทำให้ พี่ว๊ากไม่ว๊ากเธอได้ ถึงเธอจะไม่เข้ากิจกรรม ก็ไม่มีใครกล้าว่าสักคน แม้แต่พวกรุ่นพี่ก็เถอะ ฉันก็ไม่รู้ว่าทำได้ไง แต่เธอทำไปแล้ว

            เราไม่ได้มีกันแค่สองคนเท่านั้นหรอกนะ ณัชชารวบรวมผู้หญิงมาได้อีกสอง ล้วนแต่มีบุคลิกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตัวฉันน่ะค่อนข้างนิ่งๆเรียบๆ วันๆคิดแต่เรื่องเรียน เรื่องนี้เท่านั้นแหละที่ฉันคิดว่าเหนือกว่าณัชชา พอเริ่มเรียนๆด้วยกันไป ฉันก็เริ่มรู้ว่ามันเป็นความจริง และฉันก็รู้สึกดีขึ้นนิดหน่อยที่อย่างน้อยตัวเองก็มีจุดเด่นบ้าง แต่ฉันก็ยังน้อยหน้ากว่าสองคนที่เหลืออยู่ดี

            ฉันไม่รู้จะเริ่มเล่าเรื่องน่ากลัวนี้จากตรงไหน ใช่ เรื่องที่ฉันกำลังจะเล่า ไม่ใช่เรื่องรักหวานแหวว หรือเรื่องผู้หญิงตบกันหรอกนะ มันเป็นเรื่องน่ากลัว เอาเป็นว่ามันเริ่มในบ่ายแก่ๆวันหนึ่งหลังจากเรียนเสร็จ พวกเราสี่คนจะลงมานั่งที่โรงอาหาร สั่งส้มตำเจ้าเด็ดของคณะ ลูกชิ้นทอด สลัดผลไม้ชามโต น้ำผลไม้ปั่นเย็นชื่นใจ และเริ่มทำกิจกรรมกลุ่มที่เรียกว่าช่วงเวลา จุ๊บจิ๊บหรือ กินไปเมาท์ไปมันกระจายนั่นแหละ

            ฉันเดินไปยกจานยำวุ้นเส้นพร้อมกับ ลัลนารายนี้ก็สาวสวยอีกคน ลัลนาเป็นผู้หญิงเรียบร้อย ผิวสีน้ำตาลอ่อนเพราะเป็นเด็กติดทะเล เธอแสนจะนิ่มนวลแบบที่ใครอยู่ด้วยก็รู้สึกสบายใจ ถ้าเทียบกันกับณัชชาอาจเรียกได้ว่าคนละขั้ว ณัชชาดูร้อนแรงจัดจ้าน แต่ลัลนาเหมือนน้ำเย็นที่ไหลนิ่งๆตามลำธาร ฉันค่อนข้างสบายใจเวลาอยู่ใกล้ลัลนามากกว่า เธอไร้อันตราย ไร้ความคิดแผลงๆ

            ที่โต๊ะประจำของเรา ณัชชากำลังเขี่ยวุ้นมะพร้าวขึ้นมาจากแก้ว ดูจากสีหน้า ฉันว่าวันนี้เธอมีเรื่องสนุกมาพูดให้ฟังอีกแน่ ไม่รู้ว่าเธอไปรู้เรื่องรู้ราวของใครมากมายมาได้ยังไง เธอเป็นเจ้าแม่ข่าวสารโดยแท้ และข่าวของเธอก็ถูกทุกเรื่องซะด้วยสิ พร้อมฉัตรเพื่อนอีกคนในกลุ่มเพิ่งจะนั่งลงพร้อมกับจานลูกชิ้นทอด เธอเป็นผู้หญิงที่เอาจริงเอาจังและขี้น้อยใจมากที่สุดในบรรดาทั้งสี่คน มักจะมีเรื่องไม่กินเส้นกับณัชชาอยู่บ่อยๆ ณัชชาเป็นคนพูดตรง คิดอะไรหรือเห็นอะไรก็พูดไปตามนั้น ซึ่งบางทีก็ไม่ค่อยเข้าหูนักหรอก

            เสียงข้อความเข้าดังมาจากโทรศัพท์ของลัลนา เธอรีบหยิบขึ้นดูและยิ้มน้อยๆอย่างมีความสุข ช่วงนี้ลัลนาติดต่อกับใครอยู่ก็ไม่รู้ เมื่อได้อ่านข้อความก็จะดูมีความสุขอยู่ตลอด ฉันเองก็ไม่รู้ว่าณัชชาจะรู้ไหมว่าลัลนาคุยกับใคร

            “ยังไม่เลิกอีกหรอ” ณัชชาพูดขึ้นแล้วแย่งโทรศัพท์ออกจากมือของลัลนา ถือวิสาสะกดดูอย่างไม่สนใจเจ้าของ เมื่ออีกฝ่ายพยายามจะแย่งคืน เธอก็เอี้ยวหลบ

            “คืนเธอไปเถอะ ช่า” พร้อมฉัตรพูดอย่างไม่ค่อยพอใจ

            “พวกเธอสองคนอยากรู้ไหมว่าหนูลันของพวกเราคุยกับใครอยู่” ณัชชายักคิ้วแล้วโยนโทรศัพท์คืนให้ลัลนา

            “เธอไม่รู้หรอก” ลัลนาตอบกลับว่ามั่นใจ “เธอเก่งหาข่าวซุบซิบก็จริง แต่เธอจะไม่รู้ความลับเรื่องนี้ของฉันหรอก และฉันก็จะไม่บอกเธอด้วย”

            “ถ้าฉันบอกว่าฉันรู้ล่ะ” ณัชชายิ้มที่มุมปากอย่างเหนือกว่า ลัลนาเริ่มมีสีหน้าไม่แน่ใจขึ้นมา แต่ก็แค่แวบเดียวเท่านั้น เธอรีบเก็บโทรศัพท์กลับเข้ากระเป๋า

            “นี่ กินกันเถอะ” ฉันพยายามทำลายบรรยากาศน่าอึดอัดระหว่างเพื่อน ณัชชายิ้มแล้วหยิบช้อนกับส้อมขึ้น เมื่อเธอทำท่าเหมือนจะไม่พูดอะไรอีก ทุกคนจึงเริ่มลงมือกินอาหารที่ซื้อมา แต่ยังไม่ทันที่ใครจะได้เคี้ยวคำแรก ก็เกิดความน่าอึดอัดมากขึ้นอีก

            “ลัน เธอน่ะหาได้ดีกว่านี้นะ เขาไม่คู่ควรกับเธอหรอก มองยังไงก็ไปกันไม่รอด ฉันเคยรู้จักเขาดี ดีมากๆเลยล่ะ” ณัชชายังกวนประสาทไม่เลิก เพื่อนอีกสามคนต่างกระพริบตามองขณะกลืนอาหารลงคอ

            “เธออยากจะพูดอะไรกันแน่” ลัลนาขึ้นเสียง

            “ก็แค่นั้นแหละที่ฉันอยากพูด” ณัชชาบอก น้ำเสียงจริงจังมากขึ้น “ฉันเป็นเพื่อนเธอนะ ลัน ฉันรู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเธอ”

            ฉันมองหน้าลัลนาสลับกับณัชชา ฉันไม่รู้ว่าณัชชาพูดจริงหรือแค่อยากแกล้งเพื่อน เธอถนัดนักล่ะเรื่องหลอกให้เพื่อนตกใจ ฉันดูไม่ออกหรอกว่าแกล้งหรือจริง สีหน้าท่าทางน้ำเสียงจริงจังมากอย่างนั้น อาจจะแค่ตั้งใจแกล้งลัลนาก็ได้

            “เขาเป็นใครหรอ คนที่เธอคุยด้วยน่ะ” พร้อมฉัตรถามอย่างทนไม่ไหว “ท่าทางอันตรายรึเปล่า”

            พร้อมฉัตรทำพลาดซะแล้วที่ถามแบบนั้น ฉันว่านะ เห็นได้ชัดว่าลัลนาอยากจะเก็บเป็นความลับ และเธอก็ยินดีกับความสัมพันธ์ครั้งใหม่ของตัวเองมากด้วย ออกจะภูมิใจ นอกจากจะเก็บเป็นความลับไม่ให้เพื่อนรู้ได้สำเร็จ (อาจยกเว้นกับณัชชา) เขาคงเป็นคนที่เธอหวังไว้มากเลยทีเดียว ฉันเข้าใจหรอกนะที่พร้อมฉัตรถามออกไปเพราะเกิดเป็นห่วงขึ้นมา แต่เลือกถามผิดเวลาไปหน่อย ณัชชาก็กำลังไล่ต้อนเธอจะจนมุมอยู่แล้ว ยังมีพร้อมฉัตรทำท่าเหมือนสอบปากคำอีก

            “ทำไมพวกเธอจะต้องอยากรู้อยากเห็นไปซะทุกเรื่อง ฉันจะมีความลับส่วนตัวบ้างไม่ได้เลยใช่ไหม” ลัลนาพูดราวกับประท้วงทวงสิทธิ

            “เพราะเราเป็นเพื่อนกันไง” ณัชชาพูดด้วยท่าทางใจเย็น เธอยกมือขึ้นกอดอกอย่างที่ชอบทำประจำเวลาที่ต้องการจะสั่งสอนใครสักคน “ถ้าเธอไม่บอก ก็แสดงว่าเธอไม่ไว้ใจเรา แล้วอย่างนี้เราจะเป็นเพื่อนกันได้ยังไง”

            “ฉันไม่ได้สนเรื่องนั้นหรอกนะ” พร้อมฉัตรชัดขึ้น “ฉันเข้าใจเรื่องที่เธออยากได้ความเป็นส่วนตัว แต่เพราะฉันเป็นเพื่อน ที่ฉันถามเพราะความเป็นห่วง ไม่ใช่เพราะอยากรู้อยากเห็น ช่าก็พูดถูกอยู่อย่างนะ เธอไม่ไว้ใจพวกเราหรอ ลัน”

            “ไม่ใช่สักหน่อย” ลัลนาส่ายศีรษะเร็วๆ “ก็แค่ มันไม่มีอะไรเป็นอันตรายหรอกนะ เขาเป็นคนดีใช้ได้ ไม่จำเป็นต้องห่วงฉันเรื่องนี้เลย และไม่ว่าเธอจะพูดยังไง” เธอหันไปหาณัชชาด้วยท่าทางมั่นใจ “ไม่ว่าเธอจะพูดยังไงนะช่า ฉันไม่สนหรอกว่าเขาจะเป็นยังไงตอนรู้จักกับเธอ ถ้าเขาเคยรู้จักเธอจริงๆนะ” เธอเน้นหนักที่ประโยคสุดท้ายโดยเฉพาะคำว่าจริงแสดงว่าลัลนาก็พอจะมองออกว่าณัชชาอาจจะแค่โกหกเพื่อบีบให้เธอพูดก็ได้

            “ก็ตามใจสิ” ณัชชายักไหล่ “แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้น ก็จำไว้จนวินาทีสุดท้ายล่ะว่าฉันเตือนเธอแล้ว”     

            คำพูดนั้นมันขนลุกยังไงไม่รู้สิ อย่างที่บอกว่าฉันเป็นพวกลางสังหรณ์ดี หลังจากฟังคำพูดของณัชชาแล้ว ลัลนาจะเป็นยังไง คิดยังไงฉันก็ไม่รู้หรอกนะ เธอดูปกติทุกอย่าง ยังติดต่อกับผู้ชายลึกลับของเธอทุกๆวัน แต่ฉันน่ะเริ่มไม่สบายใจมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว พร้อมฉัตรพยายามเค้นถามณัชชาเรื่องผู้ชายคนนั้น แต่ณัชชาแค่ยักไหล่ยิ้มๆแล้วบอกให้ไปถามลัลนาเอาเอง เธอทำเหมือนเป็นเรื่องเล่นๆตลอดเวลา จนพร้อมฉัตรรำคาญและไม่ยอมพูดกับณัชชา พร้อมฉัตรก็พยายามตามเค้นลัลนาอยู่หรอก แต่ลัลนาก็เก่งไม่เบา เธอไม่เคยปริปากออกอะไรเลย สุดท้ายพร้อมฉัตรก็น้อยใจลัลนาอีก ส่วนฉันน่ะหรอ ฉันไม่ชินเวลาที่กลุ่มเพื่อนเข้าหน้ากันไม่ติดแบบนี้เท่าไหร่ ก็ได้แต่นั่งเงียบและเฝ้ามองทุกอย่าง

 

- 2

            “นี่ชีทของลันนะ” แก้ม เหรัญญิกของเอกที่คอยดูแลเรื่องชีทบทเรียนเดินมาวางชีทหนาๆลงตรงหน้าฉัน “เดี๋ยวนี้ทำไมไม่เห็นลันเลย ไปไหนหรอ”

            ฉันเกลียดจริงๆพวกช่างถามอยากรู้อยากเห็น มีคนมาถามฉันแบบนี้วันละสามรอบ และฉันก็ไม่อาจตอบอย่างอื่นได้นอกจากคำว่าไม่รู้ แต่พวกนั้นก็ยังขยันถามอยู่ดี ป่านนี้ลัลนาคงเป็นที่นินทาสนุกปากไปแล้วแน่ ใครๆก็สงสัยว่าเธอหายไปไหน ไม่เข้าเรียนมาสองสัปดาห์ มันค่อนข้างจะผิดปกติ ใบลาหยุดก็ไม่มี เพื่อนสนิทอย่างพวกฉันก็ไม่มีคำตอบหรือข้ออ้างดีๆให้อาจารย์ แน่นอนล่ะว่าคนอื่นย่อมตั้งข้อสงสัยและจินตนาการกันไปไกล

            ณัชชาดูเหมือนไม่ได้สนใจไยดีเรื่องนี้ เธอไม่ได้พูดถึงลัลนาเลย ไม่เคยพูดถึงข้อสงสัย หรือนินทาอะไรให้ฉันฟัง ซึ่งมันก็ผิดปกติอยู่ ข่าวเด่นอย่างนี้มีหรือณัชชาจะพลาดไม่สืบเสาะหาคำตอบ เธอไม่มีท่าทางร้อนใจเลยสักนิด ฉันเคยคิดว่าบางทีณัชชาอาจจะรู้อยู่แล้วว่าลัลนาอยู่ที่ไหนและทำอะไรถึงมาเรียนไม่ได้ แต่พอลองถาม เธอก็ยักไหล่บอกว่าไม่รู้

            คนที่พอจะปกติหน่อยก็คือพร้อมฉัตร ด้วยความที่เป็นคนขี้กังวลคิดมาก เธอจึงโทรศัพท์หาลัลนาทุกวัน คอยหมั่นเปิดอีเมล์เผื่อว่าลัลนาจะส่งมา เธอคงรู้สึกผิดที่ก่อนหน้านี้ทำตัวเหมือนเด็กเอาแต่ใจและเมินเฉยใส่ จึงมีความกังวลและห่วงใยอยู่เต็มเปี่ยม

            ฉันก็กังวลเหมือนกัน อย่างที่บอกก่อนหน้านี้ ฉันมีลางสังหรณ์ไม่ค่อยดี แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง ฉันไม่รู้จักเบอร์โทรศัพท์ของพ่อแม่ลัลนา จะโทรไปถามก็ไม่ได้ เอาแต่นั่งมองรอโทรศัพท์จากลัลนาอยู่ฝ่ายเดียวและก็ตั้งความหวังว่าเธอจะปลอดภัยดี บางทีอาจจะแค่ไปต่างประเทศกะทันหัน หรือต้องไปดูแลคนป่วยอะไรแบบนั้น ฉันยังไม่อยากคิดในแง่ร้าย

            “นี่ๆ” พร้อมฉัตรกระตุกแขนเสื้อฉันอย่างแรง “ดูนั่นสิ”

            ฉันหันไปตามสายตาของพร้อมฉัตร ณัชชาที่กำลังชื่นชมเล็บของตนก็หันไปมองด้วยเหมือนกัน ฉันเข้าใจทันทีว่าทำไมพร้อมฉัตรถึงมีน้ำเสียงตื่นเต้น คนสองคนที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องไม่ใช่อาจารย์ ไม่ใช่นักศึกษา แต่เป็นบุคคลในเครื่องแบบสีน้ำตาลเข้ม บนบ่าติดยศดาวสองสามดวง

            “ตำรวจมาทำไมน่ะ” พร้อมฉัตรกระซิบ

            ฉันก็สงสัยเหมือนกัน ฉากที่เห็นอยู่เหมือนในภาพยนตร์อย่างนั้นแหละ เรากำลังจะได้รู้เรื่องร้ายๆก็ตอนที่ตำรวจปรากฏตัวในที่ๆไม่ควรจะปรากฏ

            “ขอโทษที่รบกวนเวลานะครับ” นายตำรวจคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเข้มๆ “พวกคุณเป็นนักศึกษาเอกการละครปีหนึ่งใช่ไหมครับ” มีเสียงเอื่อยๆตอบกลับไป ทุกคนยังเบิกตามองอย่างสงสัยกันอยู่ เสียงที่ออกมาเป็นแค่การตอบรับจากลำคอ

               “ใครเป็นเพื่อนสนิทกับคุณลัลนาครับ”

            หลังจากคำถามนั้นจบลง ทั้งห้องก็เงียบกริบยิ่งกว่าเดิมอีก ราวกับทุกคนกลั้นหายใจด้วยความอยากรู้ สายตาเกือบทุกคู่จากนักศึกษาเอกการละครปีหนึ่งหันมาทางพวกเรา แค่นั้นคงจะเป็นคำตอบมากพอสำหรับคุณตำรวจแล้ว เพราะเขาไม่ได้รอให้พวกเราพูด เขาเดินเข้ามาหาเลย

            “พวกคุณสามคนเป็นเพื่อนสนิทของคุณลัลนาใช่ไหมครับ”

            “ใช่ค่ะ” ฉันพยักหน้า

            “ผมต้องขอให้พวกคุณช่วยให้ปากคำหน่อยนะครับ”

            “พวกเราต้องไปโรงพักหรอ?” พร้อมฉัตรเสียงสั่นขึ้นเล็กน้อย “เกิดอะไรขึ้นคะ มีเรื่องร้ายๆเกิดขึ้นกับลันใช่ไหม เธอ เธอเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”

            “พูดตรงนี้คงไม่สะดวกนะครับ เชิญคุณมากับเราก่อน”

            ณัชชาดูจะเป็นคนเดียวที่ไม่ทุกข์ร้อนกับเรื่องนี้ เธอเก็บของใส่กระเป๋าแล้วลุกขึ้นยืน บางทีฉันก็สงสัยนะ มีอะไรบ้างที่จะทำให้ณัชชากลัวได้ ขนาดตำรวจหน้าเคร่งสองคนยืนอยู่ตรงหน้าเตรียมพร้อมจะบอกข่าวร้ายเกี่ยวกับเพื่อนสนิท เธอยังทำหน้าสวยนิ่งๆเหมือนเพื่อนมาชวนไปกินข้าว

            “เดี๋ยวก่อนค่ะคุณตำรวจ” อาจารย์ที่ปรึกษาของเอกการละครปีหนึ่งเดินเร็วๆเข้ามา “ฉันคิดว่าไม่ควรพาเด็กๆไป เอ่อ ถึงโรงพักหรอกนะคะ” เธอลดเสียงลงจนเป็นเสียงกระซิบ แต่เนื่องจากทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ กระซิบไปก็ไม่ช่วยอะไร ทุกคนได้ยินอยู่ดี “ถ้าอยากจะคุยกับนักศึกษา เชิญที่ห้องทำงานของดิฉันดีกว่าค่ะ”

            “ก็ได้ครับ” นายตำรวจยอมอะลุ้มอล่วย

            ด้วยเหตุนี้ฉันกับเพื่อนจึงไม่ต้องไปถึงโรงพัก แต่เข้าไปยืนเบียดกันในห้องทำงานเล็กๆของอาจารย์อธิกมาส ตำรวจสองนายยืนชิดกำแพงฝั่งหนึ่ง ขณะที่เราสามคนนั่งบนเก้าอี้ และอาจารย์ยืนกอดอกหน้าเครียดอยู่หลังโต๊ะทำงาน บรรยากาศมันอึดอัดชวนอ้วก ตั้งหกคนอัดกันอยู่ในห้องทำงานรกๆแคบๆแบบนี้ยิ่งทำให้อากาศหายใจน้อยลงไปอีก สถานการณ์ก็บีบคั้นน่ากังวลจะแย่อยู่แล้ว

            “พวกคุณพบลัลนาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ครับ” ตำรวจคนหนึ่งเอ่ยถาม ขณะที่อีกคนคอยจดบันทึก

            “สองอาทิตย์ก่อนค่ะ” ณัชชาเป็นคนตอบ “น่าจะวันศุกร์พอดี หลังเลิกเรียนตอนเที่ยง เราจะนั่งกินข้าวด้วยกัน แต่ลันก็แยกออกไปก่อน บอกว่ามีนัดค่ะ”

            ฉันหันไปมองณัชชาทันที ไม่ยักรู้ว่าวันนั้นลัลนามีนัด ฉันนึกว่าเธอจะรีบกลับบ้านตามปกติซะอีก ลัลนาเป็นเด็กติดบ้าน ช่วงแรกก็เป็นโรคโฮมซิกหน่อยๆด้วย เธอต้องจากบ้านมาค่อนข้างไกล จะมีโอกาสกลับบ้านแค่ตอนเสาร์อาทิตย์เท่านั้น ก็แปลกอีกนั่นแหละ ลัลนาจะพยายามหลีกเลี่ยงการนัดหมายตอนบ่ายวันศุกร์เสมอ เพราะเธออยากรีบไปขึ้นรถไฟฟรีกลับบ้าน ต้องใช้เวลาเดินทางตั้งห้าหรือหกชั่วโมง กว่าจะถึงบ้านก็เกือบมืดพอดี เธอไม่มีทางจะนัดกับใครบ่ายวันศุกร์แน่นอน แต่ก็ไม่รู้สิ ฉันไม่แน่ใจนักหรอกว่าลัลนาที่ฉันรู้จักตอนนี้จะเป็นคนเดียวกับลัลนาที่ฉันรู้จักแรกๆรึเปล่า

            “รู้ไหมครับว่าเธอนัดกับใคร”

            “ไม่รู้ค่ะ” ณัชชาตอบอีก เมื่อเพื่อนอีกสองคนไม่มีท่าทางจะเอ่ยปากพูดอะไรทั้งสิ้น ฉันเป็นคนไม่ค่อยพูดอยู่แล้ว ส่วนพร้อมฉัตรก็ขี้กลัว ไม่กล้าตอบ “แต่บางที... อาจเป็นผู้ชายคนนั้นก็ได้ค่ะ ลันมักจะรีบกลับบ้านทุกวันศุกร์ เธอเป็นโฮมซิกน่ะค่ะ ต้องกลับบ้านทุกอาทิตย์ และจะกลับทางรถไฟรอบบ่ายโมงครึ่ง ถ้าเธอมีนัดตอนบ่ายก็ต้องพลาดรถไฟแน่นอน ฉันคิดว่าบางทีอาจนัดกับแฟนของเธอน่ะค่ะ”

            ฉันตั้งใจฟังอย่างจดจ่อมากกว่าปกติหลายเท่าตัว ณัชชากำลังโยนความรับผิดชอบไปให้ผู้ชายที่ลัลนากำลังคุยอยู่สินะ

            “เอ่อ ขอโทษนะคะ” พร้อมฉัตรขัดขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบาอย่างไม่มั่นใจ “คือว่า เกิดอะไรขึ้นกับลันคะ ทำไมพวกคุณต้องมาถามคำถามแบบนี้กับเราด้วย”

            “เรายังไม่ทราบแน่ชัดครับว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ” ตำรวจตอบ “พ่อแม่ของเธอโทรแจ้งเราว่า เธอไม่ได้โทรหามาเป็นอาทิตย์แล้วซึ่งผิดปกติมาก พอเรามาถามกับอาจารย์ประจำวิชาที่เธอเรียนอยู่ พวกเขาก็บอกว่าเธอไม่ได้มาเรียนเลย เพื่อนร่วมห้องที่หอพักก็บอกว่าเธอไม่ได้กลับเข้าไปเลยเหมือนกัน”

            “เธอหายตัวไปหรอคะ?” พร้อมฉัตรเสียงสั่น

            “คงต้องสรุปว่าเป็นแบบนั้นครับ” ตำรวจพยักหน้า “ถ้าพวกคุณรู้อะไรเกี่ยวกับเธอ กรุณาบอกให้หมดด้วยนะครับ จะเป็นประโยชน์ต่อการตามหาตัวเธอ”

            “แน่นอนค่ะ” ณัชชารับปากทันที

            “คุณบอกว่าลัลนามีแฟนที่คบกันอยู่ใช่ไหมครับ ทราบไหมครับว่าเขาเป็นใคร”

            “เธอไม่เคยบอกพวกเราค่ะ” ฉันตอบเมื่อไม่มีใครยอมตอบเลยสักคน และจะคอยดูว่าณัชชาจะแย้งขึ้นมายังไง ถ้าเธอรู้จักผู้ชายคนนั้นจริงก็ต้องบอกตำรวจแน่

            “ฉันก็ไม่รู้ค่ะว่าเธอคุยกับใคร” พร้อมฉัตรตอบอย่างสิ้นหวัง “พยายามจะถามอยู่หลายครั้ง แต่เธอก็เลี่ยงทุกที เธอบอกว่ามันเป็นความลับ ดูเหมือนไม่อยากให้พวกเรารู้น่ะค่ะ แต่ณัชชาบอกว่ารู้ว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร” เธอหันไปมองณัชชา ตำรวจก็หันไปหาทันทีเหมือนกัน

            “ใช่ค่ะ ฉันรู้” ณัชชาพยักหน้า “ฉันเคยแอบหยิบโทรศัพท์ของลันมาเล่นบ่อยๆ ก็เลยเจอรูปถ่ายน่ะค่ะกับเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อกับเธอประจำ ผู้ชายคนนั้นเป็นคนที่ฉันเคยรู้จักดีเลยค่ะ”

            “ใครครับ” ตำรวจมีท่าทางสนใจมากขึ้น

            “เป็นรุ่นน้องที่โรงเรียนมัธยมค่ะ เคยอยู่ชมรมเดียวกันและทำงานชมรมด้วยกันบ่อยๆค่ะ เขาก็เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยนี้เหมือนกัน แต่อยู่คณะวิทยาศาสตร์ปีหนึ่ง เอกคอมพิวเตอร์ ชื่อปวรปรัชญ์ค่ะ”

            ฉันสังเกตเห็นสีหน้าของพร้อมฉัตรเมื่อมองณัชชา เธอค่อนข้างจะไม่พอใจเลยทีเดียว ก็แน่ล่ะ ก่อนหน้านี้พร้อมฉัตรถามแล้วถามอีก ณัชชาก็ไม่เคยยอมบอก ทำเป็นเรื่องล้อเล่นตลอดเวลา แต่นี่ก็เหนือความคาดหมายของฉันนะ ฉันคิดว่าณัชชาแค่แกล้งทำเป็นรู้เพื่อหยอกลัลนากับพร้อมฉัตรเท่านั้นเอง

            ตำรวจไม่ได้ถามอะไรอีก ดูเหมือนจะได้เบาะแสสำคัญอีกหนึ่งอย่างแล้วจึงขอตัวกลับทันที อาจารย์อธิกมาสถามเกี่ยวกับลัลนาอีกสองสามคำถามแล้วก็บอกให้พวกเรากลับเข้าห้องเรียนได้ ฉันก้มหน้าดูนาฬิกาที่ข้อมือ ชั้นเรียนเริ่มไปแล้วตั้งสามสิบนาที ฉันขี้เกียจจะกลับไปซะแล้วล่ะ ท่าทางพร้อมฉัตรก็ไม่อยากกลับเหมือนกัน ทันทีที่พ้นจากรัศมีการได้ยินของอาจารย์ เธอก็คว้าแขนของณัชชา

            “เห็นไหมเพราะเธอมัวแต่เล่นไม่เข้าท่าแท้ๆเลย” พร้อมฉัตรโวยวาย

            “อะไร?” ณัชชาถลึงตาใส่ “ความผิดฉันซะที่ไหนล่ะ ถ้าเธอรู้เกี่ยวกับผู้ชายคนนั้นแล้วจะช่วยอะไรได้งั้นหรอ? อีกอย่างมันอาจไม่เกี่ยวกับนายปวรปรัชญ์เลยก็ได้”

            “วันนั้นน่ะลันมีนัดจริงๆน่ะหรอ?” ฉันเอ่ยถามอย่างสงสัย ขณะก้าวลงบันไดออกจากตึก

            “ฉันไม่รู้หรอก” ณัชชายักไหล่

            “อะไรนะ?” พร้อมฉัตรร้อง “นี่เธอโกหกหรอ”

            “เบาๆหน่อยได้ไหมฉัตร” ณัชชาปราม หันมองซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง “เธออยากจะประกาศให้ทั้งโลกรู้รึไง ให้ตายสิ” เธอสบถอย่างอารมณ์เสีย

            “เธอโกหกทำไม ทำแบบนี้ตำรวจจะเบนเป้าไปที่แฟนของลันนะ” ฉันบอก

            “ก็ฉันอยากให้ทำแบบนั้นไงเล่า” ณัชชากระซิบ ลากแขนฉันกับพร้อมฉัตรไปยืนหลังต้นไม้ข้างตึกที่ค่อนข้างลับตาคน “เธอจำที่ฉันพูดกับลันได้หรือเปล่า? ที่บอกว่าเขาไม่คู่ควรกับลันน่ะ ฉันไม่ได้แกล้งพูดหรอกนะ สมัยอยู่มัธยมน่ะ เขาคบกับรุ่นน้องที่ฉันสนิทด้วยคนหนึ่ง ประมาณหนึ่งเดือนให้หลัง รุ่นน้องคนนั้นก็หายออกไปจากบ้าน ไม่เคยมีใครได้เห็นอีกเลย ตำรวจก็เคยไปสอบปากคำเขาที่บ้าน แต่ก็ไม่ได้เรื่องอะไรกลับมา และก็ไม่มีใครเห็นหน้ารุ่นน้องคนนั้นอีก ฉันก็ได้แต่สงสัยเท่านั้น แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เธอเข้าใจไหม ฉันไม่แน่ใจว่าเขาเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปหรือไม่ได้เกี่ยว”

            “ทำไมเธอไม่เตือนลัน” ฉันถามอย่างกล่าวหา “เธอรู้อยู่เต็มอกขนาดนี้ ทำไมไม่พูดล่ะ”

            “ฉันพูดไปแล้วต่างหาก” ณัชชาบอก “ฉันเล่าเรื่องพวกนี้ให้ลันฟังหมดแล้ว แต่ลันไม่เชื่อ เธอหาว่าฉันโกหก ถ้าฉันบอกพวกเธอ พวกเธอก็คงจะคิดว่าฉันอยากแกล้งลันเหมือนกันใช่ไหมล่ะ”

            “ก็คงใช่มั้ง” ฉันพยักหน้า ก็นิสัยของณัชชาเป็นแบบนั้น เหมือนเด็กเลี้ยงแกะ พอโกหกมากๆเข้า ก็ไม่มีใครเชื่อ เมื่อเข้าตาจนจริงๆ ก็จะไม่มีใครช่วย

 

 

- 3

            สัปดาห์แห่งการสอบปลายภาคใกล้เข้ามาทุกที เรื่องของลัลนายังคงเป็นหัวข้อสนทนาที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาพูด พวกเขาต่างสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้หญิงสาวสวยนิสัยน่ารักที่อยู่ๆก็หายตัวไป ไม่มีใครได้ข่าวอีก แต่ถึงยังไงชีวิตของทุกคนก็ดำเนินต่อไป แค่ครั้งหรือสองครั้งภายในสัปดาห์ที่พวกเขาจะฉุกคิดขึ้นมาว่ามีใครคนหนึ่งหายตัวไปและอาจตกอยู่ในอันตราย เมื่อนึกขึ้นได้ทีไร พวกเขาก็อาจถอนหายใจด้วยความเวทนา หรือตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ถ้าหากเรื่องนั้นเกิดขึ้นกับพวกเขาล่ะ จะทำยังไง หรืออาจจะนั่งเงียบและคิดถึงผู้หญิงคนนั้นอย่างเศร้าสร้อย แต่หลังจากนั้นห้านาทีก็ลืมมันไปหมด เพราะในชีวิตยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกมากมาย

            ฉันมีเรื่องที่ต้องทำเยอะเหลือเกินก่อนหมดเทอมแรกในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้ กิจกรรมรับน้องจบสิ้นไปแล้ว ฉันได้ไปทะเล ร้องเพลงเสียงแหบแห้ง กระโดดโลดเต้นตามคำสั่งของรุ่นพี่ท่ามกลางแดดร้อนๆ มันสนุกแต่ก็เหนื่อยจนแทบขาดใจชนิดที่ฉันสาบานว่าจะไม่ไปรับน้องเอกอีกเป็นครั้งที่สองแน่ ยกเว้นชั้นปีของตนจะเป็นผู้จัด

            ก่อนจะสอบปลายภาค เอกการละครปีหนึ่งต้องส่งงานชิ้นหนึ่ง คือภาพถ่ายตามคาแรกเตอร์ของตัวละครที่แต่ละกลุ่มได้รับ อาจารย์ให้บทละครมาหนึ่งเรื่อง และให้เลือกตัวละครที่ชอบจากเรื่องนั้นๆมาสร้างให้เป็นจริง กลุ่มฉันได้บทละครแนวย้อนยุคเกี่ยวกับชีวิตของผู้หญิงในสมัยวิคตอเรีย เรื่องวิเคราะห์ตัวละครน่ะไม่มีปัญหาอะไรหรอก แต่การหาเสื้อผ้ามาแต่งตัวให้นางแบบของกลุ่มนี่สิ และนางแบบของฉันก็ไม่ใช่ใครอื่น ณัชชานั่นเอง

            ตอนแรก เต้ยเพื่อนร่วมกลุ่มคนหนึ่งเสนอว่าให้เลือกถ่ายภาพตัวละครสาวใช้ส่งจะดีไหม หาเสื้อผ้าไม่น่าจะยากเท่าไหร่ แต่ณัชชาก็เถียงว่าทำทั้งทีจะเลือกวิเคราะห์ตัวละครสาวใช้ที่เป็นแค่ตัวประกอบได้ยังไง เรื่องนี้น่ะ แก้มเพื่อนร่วมกลุ่มอีกคนที่เป็นเหรัญญิกของเอกก็เห็นด้วย เธออยากให้วิเคราะห์ตัวคุณหนูที่เป็นตัวละครเอกมากกว่า เพราะตัวละครเอกของเรื่องนี้ค่อนข้างขัดแย้งภายในจิตใจของตัวเอง แก้มบอกว่าเป็นตัวละครที่น่าสนใจที่สุดในเรื่อง พร้อมฉัตรก็ถามถึงเรื่องเสื้อผ้าทันทีว่าจะหามาได้จากที่ไหน เรื่องหาน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ราคานี่สิคงไม่สวยน่ารักเหมือนชุดแน่ๆล่ะ แต่ณัชชาก็บอกว่าไม่ต้องห่วง เธอมีเสื้อผ้าเก่าๆที่เคยใส่ในงานชมรมสมัยอยู่มัธยมปลาย จะกลับบ้านไปเอามาใช้อีกรอบ

            ฉันชักอยากรู้แล้วสิ ชมรมที่ณัชชาเคยอยู่เป็นแบบไหนกันแน่นะ เห็นบอกว่าเป็นชมรมถ่ายภาพธรรมดาๆเองไม่ใช่หรอ แต่ท่าทางคงไม่ธรรมดาแล้วมั้ง เธอมีกล้องอย่างดีแบบที่ช่างภาพดังๆเขาใช้กัน บอกว่ากลับไปที่โรงเรียนแล้วยืมมาได้ แต่ก็ช่างเถอะ ฉันขี้เกียจคิดให้วุ่นวาย อยากรีบทำงานให้เสร็จๆไปจะได้ตะลุยอ่านหนังสือเตรียมสอบซะที

            เรานัดถ่ายภาพกันวันอาทิตย์ที่สนามหญ้ากว้างๆข้างสระน้ำ ณัชชาดูสวยน่ารักในชุดกระโปรงสุ่มตัวยาวสีชมพูอ่อน ผมสีทองของเธอเกล้าเป็นมวยสวยไว้ด้านบน มีเครื่องประดับเล็กๆน้อยๆติดไว้ที่กลุ่มผม เธอมีร่มลายลูกไม้สีขาวมาถือไว้ในมือด้วย

            “ยอดเลย กลุ่มไหนก็สู้ไม่ได้แน่” พร้อมฉัตรพูดอย่างชื่นชม

            “ฉันรู้จ้ะว่าฉันสวย” ณัชชาหัวเราะเสียงใส

            “ฉัตรไม่ได้พูดว่าสวยสักคำนะ” เต้ยหัวเราะบ้าง ขณะประคองกล้องราคาแพงไว้ในมืออย่างทะนุถนอม

            “หล่อนพิษเพื่อนนะยะ” ณัชชาชี้หน้า พูดด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ

            “เฮ้ๆ เริ่มงานกันเถอะน่ะ” แก้มตบมือสองทีเรียกสติทุกคนให้กลับเข้าสู่ความจริงจัง “เต้ย เอากล้องให้สุได้แล้ว”

            เมื่อได้ยินชื่อตัวเอง ฉันก็สะดุ้งเลิกมองภาพเพื่อนๆที่หัวเราะสนุกสนานแล้วเดินไปรับกล้องถ่ายภาพจากมือเต้ย ฉันได้รับความไว้วางใจให้ถ่ายภาพ ก่อนหน้านี้ณัชชากับพร้อมฉัตรเห็นภาพที่ฉันถ่ายเล่นและเคยโพสลง เฟซบุ๊ก ทั้งสองคนชอบอกชอบใจกันใหญ่ และบอกว่าฉันเหมาะกับหน้าที่นี้ ดังนั้นฉันจึงค่อนข้างตื่นเต้น ก็ไม่เคยต้องใช้กล้องจริงจังมากขนาดนี้มาก่อน

            ฉันจะถ่ายภาพยืนก่อน ณัชชาดูสวยมากจริงๆเมื่อมองผ่านเลนส์กล้อง สวยจนฉันรู้สึกอิจฉา ถ้าเทียบกับรูปร่างหน้าตาของฉันแล้ว เหมือนนางฟ้ายืนอยู่กับชาวบ้าน ขณะที่ผิวของเธอขาวเนียน ฉันกลับมีผิวสีเหลืองเหมือนคนขาดสารอาหาร ผมของเธอหนานุ่มเป็นสีทองเพราะผ่านการย้อมโดยช่างมืออาชีพ ผมของฉันแข็งกระด้างฟูฟ่องยาวประบ่า เธอรูปร่างสูงหุ่นระหงเหมือนนางแบบ ส่วนฉันค่อนข้างเตี้ยตัวเล็กกว่ามาตรฐาน ใบหน้าของเธอแต่งแต้มเครื่องสำอางเท่าไหร่ก็ได้ แต่ฉันแพ้สารเคมีพวกนั้น อย่าคิดจะเอาแม้แต่รองพื้นมาแปะลงบนหน้าฉันเลย ฉันจะคันยิกๆไปทั้งวัน

            ฉันกดชัตเตอร์ และเมื่อกดย้อนกลับไปดูรูป ฉันก็เห็นบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ควรจะอยู่ในเฟรม เงาคนหลังต้นไม้ มีใครหลบอยู่ตรงนั้น ฉันเงยหน้าจากกล้องทันทีและเพ่งสายตามองไปด้านหลังของณัชชา ใช่ มีคนอยู่ตรงนั้นจริงๆ ยืนเอียงหลบหลังต้นไม้ และกำลังมองมาทางนี้

            “สุ เหม่ออะไรอยู่น่ะ” ณัชชาเอ่ยถาม “นี่ นางสาววสุ ฉันถามเธออยู่นะ”

            “มีคนแอบมองเรา” ขณะที่ฉันพูด คนๆนั้นก็รู้ตัวและรีบหลบหายไปซะแล้ว เพื่อนๆมองไปตามสายตาของฉัน “จริงๆนะ เมื่อกี๊มีคนอยู่ตรงนั้น” ฉันชี้มือไปยังจุดที่ห่างออกไป

            “เธอตาฝาดหรือเปล่า อาจเป็นแค่เงาของต้นไม้ก็ได้มั้ง” เต้ยพูดหลังจากมองแล้วไม่เห็นใครสักคน

            “ไม่ใช่นะ มีคนจริงๆ” ฉันยืนยันคำเดิม

            “เธอเห็นจริงๆหรอ รู้รึเปล่าว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย” ณัชชาถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

            “ไม่รู้หรอก ก็อยู่ตั้งไกลขนาดนั้น” ฉันส่ายหน้า ณัชชามองไปทางต้นไม้นั้นอีกครั้งแล้วรีบเดินนำหน้าออกไปด้วยท่าทางรีบร้อน

            “ช่า เดี๋ยวสิ” พร้อมฉัตรร้องเรียก “ชายกระโปรงจะเลอะหมดนะ นี่!

            ฉันกับอีกสามคนที่เหลือก็เลยเดินตามณัชชาไป ฉันอดไม่ได้ที่จะยกกล้องถ่ายภาพด้านหลังของเธอเอาไว้ ภาพที่เธอถกกระโปรงขึ้นและย่ำโคลนระหว่างรากไม้มันดูสวยดีพิลึก

            “หลังต้นไม้ต้นนี้ใช่ไหม” ณัชชาหันมาถาม

            “อือ” ฉันส่งเสียงตอบ แล้วก็หันไปมองรอบๆ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม คนๆนั้นก็คงไม่อยู่แถวนี้แล้ว ฉันรู้สึกว่าขนที่แขนลุกชันขึ้นมา

            “อะไรหรอ” ฉันได้ยินเสียงพร้อมฉัตรถามเบาๆจึงหันไปมอง ณัชชาก้มลงเก็บอะไรบางอย่างขึ้นจากพื้น เธอเช็ดขี้โคลนออกด้วยนิ้วโป้ง

            “นั่นมัน...” ฉันอึ้งไป พูดและทำอะไรไม่ถูก

            “นั่นอะไรหรอ” แก้มถามแล้วชะโงกมองของในมือณัชชา “L-A-N-N-A ลานนา... ลัลนา! นี่โทรศัพท์ของลัลนาใช่รึเปล่า” แก้มคว้ามาดูให้ชัดๆ “จริงด้วย นี่มันของลัลนาไม่ผิดแน่ ฉันเคยขอดูเพราะเคสใส่โทรศัพท์น่ารักดี มีเพชรติดเรียงเป็นชื่อด้วย อืม ทำไมมือถือของลัลนามาตกอยู่ตรงนี้ได้ล่ะ”

            “เอามานี่ก่อนซิ” ณัชชาดึงโทรศัพท์กลับมาและพยายามกดปุ่มเปิด

            “สงสัยแบตเตอรี่จะหมดไปแล้วล่ะมั้ง” เต้ยพูดขึ้น “ฉันใช้รุ่นเดียวกับลัน ถอดแบตฯชองฉันลองใส่ดูดีไหมล่ะ” เต้ยหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาทันที

            “ถ้าโทรศัพท์ของลันอยู่ตรงนี้ แล้วลันอยู่ที่ไหนล่ะ” พร้อมฉัตรพูดด้วยเสียงกระซิบเหมือนพึมพำกับตัวเอง “จริงสิ! สุ คนที่เธอเห็นน่ะ จะเป็นลันหรือเปล่า”

            “ไม่ใช่หรอก” ฉันส่ายหน้าตอบได้ทันที “โทรศัพท์นั่นแบตฯหมด ท่าทางก็เหมือนถูกทิ้งไว้ตรงนี้ตั้งนานแล้วด้วย ลันคงทำตกไว้มากกว่า” แต่ลัลนาเข้ามาทำอะไรตรงนี้นะ จะว่ามาดูวิวของสระน้ำก็คงไม่ใช่หรอก ตรงนี้มีต้นไม้รกๆเหมือนป่า ถ้าจะนั่งชมสระน้ำก็น่าจะเป็นนั่งบนศาลามากกว่า

            “แปลกแฮะ” เต้ยพูดขึ้น เมื่อเปิดฝาครอบโทรศัพท์ของลัลนา “ในนี้ไม่มีซิม มีคนถอดซิมเบอร์โทรศัพท์ของลันออกไปแล้วล่ะ ถึงจะเปิดเครื่องได้ แต่ก็ไม่มีอะไรในเครื่องอยู่ดี”

            ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ใช่การทำตกแล้วล่ะ เพราะถ้าลัลนาแค่ทำตกไว้เฉยๆ ซิมก็ต้องยังอยู่ หรือถ้าจะมีใครเก็บได้และเอาไป ก็น่าจะเอาตัวเครื่องไปมากกว่าแล้วทิ้งซิมซะ เพราะไม่ใช่ของจำเป็นเลย เอาซิมของตัวเองมาใส่ทีหลังก็ได้ อย่างนี้นี่เองสินะ ตลอดเวลาที่พยายามโทรติดต่อหรือส่งข้อความ คนที่ได้รับไม่เคยเป็นลัลนาเลย แต่เป็นคนอื่นที่มีจุดประสงค์อะไรบางอย่าง และซิมนั้นก็คงอยู่ในโทรศัพท์ของคนๆนั้น ทุกครั้งที่โทรไป จะติดเสมอ แค่ไม่มีคนรับสายเท่านั้น

            เสียงกรีดร้องดังลั่นทำเอาฉันตกใจ ณัชชาอยู่ห่างออกไปประมาณสามเมตร ก้นติดพื้น ชายกระโปรงเปียกน้ำเลอะโคลน ดวงตาของเธอเบิกโตมองอะไรบางอย่างที่อยู่ในน้ำ ฉันวิ่งไปยืนข้างเธอและก็ต้องตกใจแทบล้มทั้งยืนเหมือนกัน เพราะสิ่งที่เห็นคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด

            ร่างไร้วิญญาณของลัลนาแช่อยู่ในน้ำครึ่งตัว

 

- 4-

            คดีลัลนากลายเป็นข่าวดังใหญ่โตไปแล้ว ทั้งตำรวจ นักข่าวเดินกันให้ว่อนแถวที่เกิดเหตุและที่คณะด้วย ไม่ใช่นักศึกษาในคณะเท่านั้นที่พูดถึงเธอ ตอนนี้ทั่วทั้งมหาวิทยาลัยมีแต่หัวข้อสนทนาเรื่องผู้หญิงที่ถูกพบเป็นศพริมสระ ทุกคนต่างตั้งข้อสันนิษฐานไปต่างๆนานา ตั้งแต่ฆ่าตัวตายไปจนถึงการฆาตกรรมโดยเจตนา

            พวกฉันทั้งห้าคนที่พบศพต้องให้ปากคำกับตำรวจ เราบอกทุกอย่างที่เราเห็นรวมถึงเรื่องโทรศัพท์ของลัลนาที่เราพบใต้ต้นไม้แห่งนั้นด้วย ตอนแรกฉันไม่แน่ใจว่าควรบอกเรื่องคนที่ฉันเห็นด้วยหรือเปล่า แต่ยังไม่ทันได้คิดให้ถี่ถ้วน พร้อมฉัตรก็พูดเรื่องนี้ขึ้นก่อน ฉันก็เลยต้องเล่าให้ตำรวจฟังหมดเปลือก ท่าทางพวกเขาสนใจซะด้วยสิ แต่ถ้าฉันเป็นฆาตกรล่ะก็ คงไม่ย้อนกลับไปในที่เกิดเหตุหรอก นอกซะจากว่าจะฆ่าจากที่อื่นและเอาศพมาทิ้ง แต่ก็น่าแปลกอยู่ดีเรื่องโทรศัพท์นั่น หรือว่าคนๆนั้นจะพบโทรศัพท์ที่ลัลนาทำตกไว้ตั้งแต่ตอนถูกจบตัวไป จึงหยิบขึ้นมาแกะเอาซิมออก และเมื่อเห็นฉันกำลังมองอยู่ก็ตกใจ ทำโทรศัพท์หล่นและหนีไป 

            ซิมที่หายไปถือว่าเป็นเบาะแสสำคัญเลยทีเดียว ถ้าตำรวจหาซิมนั่นเจอก็จะรู้ว่าลัลนานัดพบกับใคร และคนที่ลัลนานัดพบอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอต้องตาย

            ฉันคิดทบทวนอะไรต่างๆมากมายในหัว ขณะนั่งรถไปบ้านของลัลนา ทั้งฉัน ณัชชาและพร้อมฉัตรตัดสินใจจะไปร่วมงานศพซักสองคืน คือคืนวันศุกร์และวันเสาร์ และจะกลับหอพักตอนเช้าวันอาทิตย์ ณัชชาที่มีรถส่วนตัวอาสาเป็นคนขับให้จะได้ไม่ต้องนั่งรถไฟตั้งห้าหรือหกชั่วโมง ระหว่างทางไม่มีใครคุยกันเลย ต่างก็จมอยู่ในความคิดของตัวเอง ปล่อยให้แอร์เย็นฉ่ำและเสียงเพลงเบาๆพาความคิดล่องลอยไป

            ยังมีอะไรที่น่าสงสัยอีกมากมาย ทั้งเรื่องผู้ชายที่ลัลนาแอบพบ โทรศัพท์ของเธอ และสาเหตุที่เธอต้องถูกฆ่าตาย ฉันนึกไม่ออกเลยว่าจะมีใครอยากฆ่าเธอและทำไปเพื่ออะไร บางทีมันอาจเป็นเรื่องก่อนที่ฉันจะได้รู้จักกับเธอก็ได้ บางทีอาจเป็นผู้ชายที่เธอแอบพบ บางทีอาจเป็นแค่คนโรคจิต ฉันหลับตาลงพยายามสลัดภาพสุดท้ายของลัลนาออกจากหัว ภาพที่เธอนอนแช่น้ำอยู่ครึ่งตัว ใบหน้าซีดเผือดไร้เลือดและปากเป็นสีเขียวช้ำๆ กับต้นคอที่มีรอยเชือกรัดชัดเจน ฉันยกมือขึ้นลูบแขนตัวเองทันที อยู่ๆก็รู้สึกหนาวขึ้นมา หนาวไปถึงกระดูกเลยทีเดียว

            เรามาถึงวัดตอนหกโมงเย็นพอดี หลังจากทักทายและทำความรู้จักกับครอบครัวของลัลนาแล้ว พ่อแม่ของเธอก็อนุญาตให้เราพักที่บ้านได้ ฉันเพิ่งได้รู้ว่าลัลนาเป็นลูกคนเดียว เป็นความหวังหนึ่งเดียวของครอบครัว พ่อแม่ของเธอมีลูกยาก กว่าจะมีเธอได้ก็อายุเกือบสี่สิบกันแล้ว นี่เป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างที่สุด เศร้าที่พ่อกับแม่ต้องมางานศพของลูกสาวคนเดียวที่รักและหวงแหนยิ่ง

            พร้อมฉัตรกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่อีกต่อไป เธอร้องไห้เงียบๆปล่อยให้ตาแดงกับจมูกแดงก่ำ ณัชชานั่งอย่างสงบเสงี่ยมอยู่ข้างๆ ดวงตาของเธอจ้องแต่รูปภาพของลัลนาอย่างเอาเป็นเอาตาย เธอเบิกตาโตกว่าปกติ บางทีอาจจะพยายามกลั้นน้ำตาอยู่ก็ได้ ฉันกลั้นน้ำตาอยู่เหมือนกัน เศร้าใจและสิ้นหวังอย่างไรก็ไม่รู้ที่เห็นคนอายุเท่ากันต้องนอนอยู่ในโลงฉลุลายสีทอง

            พ่อกับแม่ของลัลนาต้องรอเกือบหนึ่งอาทิตย์ก่อนที่ตำรวจจะส่งร่างลัลนาคืนให้ เพราะต้องมีการชันสูตรตรวจสอบสาเหตุการตายที่จะเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวน ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาได้อะไรบ้างหรือยัง แต่ก็หวังให้ฆาตกรมันถูกจับเร็วๆด้วยเถอะ

            “เดี๋ยวฉันมานะ” ณัชชากระซิบ

            “เธอจะไปไหน” ฉันถามทันที

            “ก็เดินไปรอบๆ เปิดหูฟังข่าวสารน่ะสิ ป่านนี้ตำรวจอาจจะได้อะไรบ้างแล้วก็ได้ พ่อกับแม่ของลันต้องเล่าให้ญาติๆฟังบ้างแหละ ฉันจะไปแอบฟัง ชวนคุย เดี๋ยวมา”

            นี่สินะวิธีรับข่าวสารของณัชชา ไม่แปลกใจเลยที่เธอรู้ไปซะทุกเรื่อง ฉันคอยมองตามเธอไป เธอนั่งคุยกับพวกผู้ใหญ่ได้อย่างไม่ขัดเขินเลยจริงๆ ดูเหมือนจะได้ถามคำถามที่อยากรู้แล้วด้วย เก่งชะมัดเลย ฉันคงไม่มีวันทำได้แบบเธอแน่ ฉันเข้าหาคนไม่เก่ง

            “ฉัตร โอเครึเปล่า” ฉันหันไปถามอย่างค่อนข้างเป็นห่วง ท่าทางเธอจะร้องไห้หนักและควบคุมตัวเองไม่อยู่

            “ฉันไปห้องน้ำดีกว่า” พร้อมฉัตรบอก ดึงทิสชูเช็ดน้ำตาอีกหนึ่งหยด  “เดี๋ยวมานะ ไม่ต้องไปเป็นเพื่อนหรอก เธอนั่งอยู่ตรงนี้แหละ”

            “แน่ใจนะ” ฉันถามอีกครั้ง เธอพยักหน้าเร็วๆแล้วรีบลุกไป

            ฉันถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่ความโศกเศร้าและความเห็นอกเห็นใจ ฉันไม่ชอบงานศพเลย มันเหมือนกับดูดพลังชีวิตของเราได้อย่างนั้นแหละ ทำให้เรารู้สึกเหมือนจะไม่มีวันมีความสุขและใช้ชีวิตอย่างเดิมได้อีก

            ผู้ชายคนหนึ่งเพิ่งเดินเข้ามาในงาน และทำให้บรรยากาศดูเปลี่ยนไป ก็อย่างที่บอกว่าฉันเป็นคนช่างสังเกต และมักจะรับรู้ความรู้สึกหรือบรรยากาศรอบข้างได้ไว ทันทีที่เขาก้าวเข้าศาลา ณัชชาก็หยุดพูดคุยกับญาติๆของลัลนา ดวงตากลมโตเงยขึ้นมองและหยุดค้างเหมือนตกใจ แต่ผู้ชายคนนั้นไม่ได้สนใจหรืออาจจะไม่ทันสังเกต  ฉันมองตามเขา ไม่ใช่เพราะหล่อบาดใจหรอกนะ ถึงเขาจะดูดีจริงๆก็เถอะ ฉันสนใจสายตาของณัชชากับบรรยากาศที่เปลี่ยนไปมากกว่า มันต้องมีอะไรบางอย่าง

            ณัชชาถอนตัวออกจากกลุ่มญาติของลัลนาและเดินตรงรี่มาหาฉัน ดูจากสีหน้า เห็นได้ชัดว่าเธอรีบและคันปากอยากพูดจะแย่แล้ว

            “เขาเป็นใคร เธอรู้จักหรอ” ฉันถามทันที

            “ปวรปรัชญ์ไงล่ะ ผู้ชายที่ลันคุยด้วย” เธอกระซิบเสียงเบาสุดๆ แทบไม่ได้ยิน “ฉันไม่คิดว่าเขาจะกล้ามา เมื่อกี๊เพิ่งรู้จากคุณป้าของลันว่าตำรวจกำลังสงสัยเขา”

            “แต่ฆาตกรที่ไหนจะมางานศพเหยื่อล่ะ” ฉันกระซิบเร็วๆ และหุบปากทันทีเมื่อเห็นเขากำลังเดินตรงมา ให้ตายสิ ผู้ชายคนนี้รัศมีเสน่ห์พุ่งเป็นออร่ารอบตัวเลย นี่ถ้าบอกว่าเป็นดาราหน้าใหม่ฉันก็เชื่อ ผิวขาวผ่องแบบสุขภาพดี ไม่ได้ดูซีดเหมือนในหนังแวมไพร์ ร่างสูงผอมสมส่วน ผมสีดำจัดทรงให้ยุ่งอย่างตั้งใจ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นฉายแววที่ฉันมองไม่ออกว่ากำลังเสียใจ เฉยๆ หรือสะใจ แต่ที่แน่ๆใต้ขอบตามีรอยคล้ำเห็นชัดเจน แสดงว่าก็คงมีความกังวลในเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน เขามองณัชชาแล้วยิ้มทัก ยิ้มแค่นิดเดียวเท่านั้น ทำให้ฉันเห็นร่องแผลเป็นที่แก้มข้างขวา เวลายิ้มจะปรากฏรอยชัดเจน ตอนแรกก็นึกว่าจะเป็นลักยิ้ม แต่มันลากยาวลงมา น่าจะเป็นร่องแผลที่ได้มาตอนเด็กๆล่ะมั้ง จะว่าไป แก้มแบบนั้นคล้ายนักแสดงฝรั่งเศสที่ชื่อ กัสปาร์ อูลิแอลเลยแฮะ แต่นักแสดงคนนั้นจะมีแผลที่แก้มซ้ายและรอยจะยาวโค้งมากกว่า

            “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ พี่ช่า” เขาทักแล้วเดินมานั่งข้างฉันเฉยเลย ตรงที่ของพร้อมฉัตร

            “ท่าทางสบายดีนี่ จี” ณัชชายิ้มตอบ “นี่เพื่อนฉัน ชื่อสุ แล้วนี่ก็รุ่นน้องที่โรงเรียนมัธยมน่ะ ชื่อปวรปรัชญ์ เรียกว่าจีได้เลยใช่ไหม”

            “ครับ” เขายิ้มให้ฉันอย่างเป็นมิตร เห็นแผลที่แก้มขวาชัดเจน ให้ตายสิ เหมือนเกินไปแล้ว เหมือนนักแสดงชาวฝรั่งเศสที่ฉันชอบมากเกินไปแล้ว มันไม่แปลกที่จะมีใครบังเอิญหน้าคล้ายคนดัง รุ่นพี่ที่ฉันเคยแอบชอบสมัยอยู่มัธยมต้นยังบังเอิญหน้าไปเหมือนนักแสดงเกาหลีเลย เหมือนชนิดที่ว่าถ้าเอารูปมาเทียบกัน คิดว่าเป็นคนๆเดียวกันได้เลย ฉันพาลชอบนักแสดงเกาหลีคนนั้นไปด้วยก็เพราะหน้าคล้ายรุ่นพี่นั่นแหละ

            “ยินดีที่ได้รู้จักนะ สุ” ท่าทางการพูดดูเป็นผู้ดี ติดยิ้มตลอดเวลา เกือบจะเหมือนหนุ่มใสซื่อ “เป็นเพื่อนของลันด้วยใช่ไหม”

            ฉันพยักหน้าหงึกหงัก “แล้วเธอล่ะ รู้จักกับลันได้ยังไงหรอ” ฉันถามพยายามทำให้เหมือนชวนคุย คุมน้ำเสียงไม่ให้ดูรุกไล่อยากได้คำตอบมากเกินไป

            “ก็...” เขากำลังจะตอบ แต่มีบางอย่างเบนความสนใจไปเสียก่อน

            เสียงหวอรถตำรวจดังมาถึงในศาลา ฉันเห็นแสงสีแดงวับๆจากไฟบนหลังคารถ ตำรวจหลายนายเดินตรงเข้ามา กวาดสายตาไปรอบๆท่ามกลางความตกใจของทุกคน ตำรวจนายหนึ่งสะกิดเพื่อนร่วมงาน ก่อนจะเดินตรงมาทางที่พวกเรานั่ง ฉันเหลือบมองปวรปรัชญ์ทันที ภาพที่ตำรวจรวบตัวผู้ร้าย ใส่กุญแจมือและกดศีรษะให้ขึ้นรถปรากฏชัดในสมอง

            “คุณปวรปรัชญ์ คงต้องขอให้คุณมากับเราครับ”

            “ทำไมครับ พวกคุณจะเอาอะไรอีก ผมบอกทุกอย่างที่รู้ไปหมดแล้วนี่” เขาลุกขึ้นยืน ท่าทางงงๆ

            “คุณเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง มีโอกาสที่จะเป็นคนฆ่าคุณลัลนาสูงมากครับ คงต้องให้คุณอยู่ที่โรงพักก่อน ผมมีหมายจับมาด้วยครับ” ตำรวจคลี่เอกสารออกตรงหน้า

            ตำรวจอีกสองนายเดินอ้อมไปด้านหลังปวรปรัชญ์และรวบแขนทั้งสองข้างของเขาไว้ เขาทำท่าเหมือนจะขัดขืนอยู่ครู่หนึ่งแล้วอยู่ๆก็ยิ้ม ยิ้มแปลกๆ เหมือนกับว่าเพิ่งจะเข้าใจอะไรบางอย่าง และยอมเดินตามไปโดยดี ก่อนที่จะเดินออกนอกศาลา แม่ของลัลนาก็พุ่งตัวเข้าไปตบตี

            “แก! แกฆ่าลูกสาวฉันทำไม ไอ้ระยำ”

            ภาพหญิงวัยหกสิบทุบตีตัวชายหนุ่มที่อาจเป็นคนฆ่าลูกสาวคนเดียวของเธอ น่าอนาถใจ ญาติๆต้องรีบเข้าไปห้ามไว้ แต่ก็มีบางคนที่ตะโกนด่าทั้งน้ำตาด้วยความโกรธแค้น ตำรวจจำต้องรีบดึงตัวชายหนุ่มออกจากวงล้อมไปให้เร็วที่สุด รถตำรวจแล่นออกไป ทิ้งไว้แค่ฝุ่นฟุ้งกระจาย กับเสียงกรีดร้องจากแม่ของลัลนาที่ดังบาดลึกจิตใจของฉันจนถึงก้นบึ้ง

            “เกิดอะไรขึ้น” พร้อมฉัตรเพิ่งจะกลับมาจากห้องน้ำ เธอแต่งหน้ามาใหม่ และกำลังตกใจกับความโกลาหลที่เห็นอยู่ตรงหน้า

            “ตำรวจเพิ่งมาจับตัวปวรปรัชญ์ไปน่ะ” ฉันตอบเสียงสั่นเครือ เพิ่งรู้ว่าตัวเองกำลังร้องไห้อยู่

            “เขากล้ามาที่นี่หรอ” พร้อมฉัตรพูดด้วยเสียงเกรี้ยวกราด “บ้าบิ่นจริงๆ นี่ตกลงว่าเขาเป็นคนที่... งั้นหรอ?” เธอไม่อาจพูดคำว่า ฆ่าลันออกมาได้

            “ตำรวจพูดประมาณว่าเขาเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง” ฉันตอบขณะยกมือขึ้นปาดน้ำตา ถึงแม้ว่าเสียงกรีดร้องของแม่ลัลนาจะเบาลงไปแล้ว แต่ยังสะท้อนก้องในโสตประสาทของฉัน

            “ฉันว่าแล้ว” ณัชชาพูดขึ้น “ฉันรู้อยู่แล้วว่าทุกอย่างต้องลงเอยแบบนี้แน่ นี่ฟังนะ” เธอดึงตัวพร้อมฉัตรลงนั่งข้างๆ ทำให้เธอนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างพวกเรา “ตรงที่ๆเราเจอลันน่ะ ตำรวจเจอรอยเท้าของผู้ชาย และมันก็เป็นรอยจากรองเท้าของเขา คนที่เธอเห็นว่าเหมือนแอบมองพวกเราน่ะ คงจะเป็นเขานั่นแหละสุ แล้วตำรวจก็เจอซิม โทรศัพท์มือถืออยู่ในถังขยะรวมที่หอพักของเขาด้วย พอเอาไปตรวจสอบดู ก็เลยรู้ว่า เขาที่โทรมาสายสุดท้ายน่ะคือเขา ในอีเมล์ของลันก็มีข้อความนัดพบกันด้วย และวันที่ลันหายไป เจ้าของหอพักก็ให้การกับตำรวจว่า หมอนั่นไม่ได้กลับเข้าห้องเลย”

            “เธอไปรู้เรื่องพวกนี้มาได้ยังไง” พร้อมฉัตรถามอย่างทึ่งๆ

            “ก็ฉันไม่ได้มัวแต่ร้องไห้นี่ยะ” ณัชชาบอกอย่างรำคาญ “ระหว่างที่เธอร้องไห้ ร้องไห้ แล้วก็ร้องไห้น่ะ ฉันไปเดินมาทั่วศาลา แกล้งตีซี้ญาติๆของลันจนพวกเขาเล่าการสืบสวนของตำรวจให้ฟังหมดแล้วย่ะ”

            คำพูดอวดดีของณัชชาทำให้ทั้งสองคนเริ่มต่อปากต่อคำอย่างเคย ฉันจมดิ่งสู่ความคิดของตัวเอง นึกถึงยิ้มของเขา ทำไมเขาถึงยิ้มแบบนั้นนะ ยิ้มเหมือนนึกอะไรบางอย่างออก ยิ้มอย่างยอมแพ้ ยิ้มเหมือนขำชะตาของตัวเอง และมีอีกอย่างที่ติดๆอยู่ในใจฉัน ทำไมเขาทิ้งซิมโทรศัพท์มือถือไว้ในถังขยะของหอพัก มันโจ่งแจ้งเกินไป เขาอุตส่าห์ถอดซิมออกจากโทรศัพท์ แสดงว่าต้องเป็นคนรอบคอบสิ แล้วจะพลาดท่าเพราะถังขยะของหอพักน่ะหรอ ไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่เลย

            แต่ช่างเถอะ คิดไปก็เท่านั้น ฉันไม่ใช่ตำรวจซะหน่อย ไม่ใช่หน้าที่ของฉันที่จะต้องมานั่งคิดนี่นะ

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

14 ความคิดเห็น