R E D [END]

ตอนที่ 10 : จับให้ได้ ถ้าแน่จริง 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 78
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    17 ส.ค. 59



บทที่หก : จับให้ได้ ถ้าแน่จริง



- 1 -

            คืนนั้น ฉันกับณัชชาเอาแต่นั่งจ้องหนังสือที่ชื่อ ชายหนุ่มผู้ถอนตัวจากโลกที่วางบนโต๊ะตัวเตี้ยในห้องคอนโดสุดหรูของณัชชา จะว่าจ้องหนังสือก็ไม่ถูก เราจ้องหมึกปากกาสีแดงที่เขียนไว้ที่ปกในต่างหาก พยายามนึกให้ออกว่าลายมือแบบนี้เคยเห็นที่ไหน ใช่แล้ว คราวนี้เป็นตัวอักษรเขียนด้วยมือ ใช้ปากกาหมึกสีแดง สีที่เรดชอบเสียเหลือเกิน แต่ฉันเกลียดจนเข้ากระดูกดำ เกลียดก็เพราะฉันเห็นมันไปซะทุกที่

            “ฉันว่าลายมือเหมือนของลัลนานะ” ณัชชาพูดขึ้นในที่สุด หลังจากเอียงซ้ายเอียงขวามองตัวอักษรสีแดงอยู่ตั้งนาน

            “แต่ตัวจอจาน ลันไม่ได้เขียนแบบนี้นี่ ยอยักษ์ก็ด้วย ยอยักษ์ของลันจะคล้ายๆผอผึ้ง แต่นี่เป็นยอยักษ์ที่สมบูรณ์แบบมากเลยนะ” ฉันหมายถึงมันดูรู้ว่าเป็น ย.ยักษ์ทันทีที่เห็น ไม่ใช่สับสนเหมือนลายมือของลัลนาที่ชอบเขียนเหมือน ผ.ผึ้งทุกที

            “ดูจากสีหมึกที่เริ่มจาง คงไม่ได้เขียนเร็วๆนี้แน่” ณัชชาตั้งข้อสังเกต ฉันก็เห็นด้วยตามนั้น หมึกสีแดงจางหมดแล้ว สีไม่สดเหมือนเพิ่งเขียนใหม่ๆ อาจเขียนทิ้งไว้แล้วเป็นปี และไม่มีใครสนใจมาลบหรอก ก็หนังสือเล่มนี้มีคนยืมครั้งสุดท้ายเมื่อสองปีก่อน ลงวันที่คืนไว้ว่า 11 พฤศจิกายน หนังสือจากห้องสมุดจะมีกำหนดวันระบุเอาไว้ และเมื่อคนยืมไปนำมาคืน เจ้าหน้าที่ก็ปั๊มวันที่เอาไว้ด้วย จะว่าไป วันที่ 11 พฤศจิกายน ก็หลังจากคดีของลัลนาได้เกือบสองเดือน ระยะเวลาไม่ห่างกันมากเลย

            “เป็นไปได้ไหม ที่จะมีคนเขียนไว้มาสองปีแล้ว” ฉันถามขึ้น

            “อือ ก็อาจเป็นได้ และมันจะเป็นใครก็ได้ทั้งนั้น อาจไม่ใช่สองปีที่แล้ว อาจจะตั้งแต่ที่หอสมุดได้รับบริจาคมาเลยก็ได้” ณัชชาบอก แล้วถอนหายใจ

            “ไม่ใช่หรอกมั้ง หมึกดูไม่เก่าขนาดนั้นนะ หนังสือเล่มนี้ได้รับบริจาคตั้งแต่ปีสี่เก้าแน่ะ” ฉันส่ายหน้าอย่างสับสน แล้วถอนหายใจเหมือนเธอบ้าง “ถ้าเราตรวจสอบรายชื่อคนที่ยืมหนังสือนี่ไปทั้งหมดได้ก็ดีสิเนอะ” แต่ที่แน่ๆ ฉันรู้อยู่แล้วสองคน นั่นคือลัลนากับจี สองคนนี้ยืมหนังสือต่อกัน ลัลนายืมไปอ่านก่อน เมื่ออ่านจบก็ส่งต่อให้จี ฉันก็ไม่รู้ว่าเรื่องนี้น่าอ่านตรงไหน ตัวอักษรติดกันเป็นพรืด กว่าจะขึ้นย่อหน้าใหม่ได้ก็ปาไปเกือบสิบบรรทัด บทสนทนาก็มีน้อย เอาแต่บรรยายความรู้สึกของตัวละครผู้ชายที่ใช้ชีวิตอย่างขวางโลก คือฉันคิดเอาเองน่ะว่าตัวละครน่าจะขวางโลก ก็ชื่อหนังสือบอกชัดซะแบบนั้น

            “ปัญหาคือ เราจะเดินดุ่มๆไปบอกเจ้าหน้าที่หอสมุดว่าขอดูรายชื่อคนที่เคยยืมหนังสือเล่มนี้ไม่ได้หรอก เขาได้ไล่ตะเพิดน่ะสิ” ณัชชายักไหล่

            “ถ้ามีเหตุผลเข้าท่าละ” ฉันลองเสนอดู

            “อย่างเช่นอะไรล่ะ?” ณัชชาจ้องหน้าฉัน

            “ไม่รู้สิ” ฉันบอกอย่างยอมแพ้ ไหล่ลู่ลงอย่างเหนื่อยใจ ดวงตาจับจ้องไปที่ข้อความบนปกด้านใน จากนั้นก็มองไปที่ซองสีแดงซึ่งณัชชาเจอมันวางเสียบอยู่ระหว่างหนังสือเล่มนี้กับเล่มอื่นที่อยู่ข้างกัน

            “มีเรื่องแปลกอีกอย่างที่ฉันยังไม่ได้เล่า” ณัชชาพูดขึ้น เธอเหยียดขาออกไปด้านข้าง มือสองข้างวางเท้าไว้ด้านหลัง ท่าทางขี้เกียจจนไม่อยากจะนั่งแล้วด้วยซ้ำ “ฉันเจอโต้งที่หอสมุดด้วยล่ะ เขาอยู่ที่ชั้นหนังสือตรงที่ฉันจะเข้าไปเอาเล่มนี้ออกมา เขาเข้าไปก่อนหน้าฉัน และพอฉันไปถึง เขาเห็นหน้าฉัน เขาไม่ทักด้วยซ้ำ แต่รีบเดินออกไปเลย คือฉันก็รู้ว่าหมอนั่นไม่ค่อยชอบขี้หน้าฉัน แต่แหม มันดูมีพิรุธยังไงไม่รู้ เขาทำเหมือนตกใจที่เห็นฉันเดินเข้ามา แล้วก็รีบหนีออกไปเลย”

            “เธอกำลังสงสัยอะไรกันแน่เนี่ย” ฉันถามอย่างตามไม่ทัน เนื่องจากไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วย ฉันจึงไม่รู้ว่าโต้งทำท่าทางน่าสงสัยมากแค่ไหน

            “ฉันก็ไม่รู้ ฉันแค่จะบอกว่ามันดูแปลกๆพิกล” ณัชชากลอกตา “ฉันคงมีปัญหาเรื่องการไว้วางใจแล้วละมั้งเนี่ย ดูฉัตรเป็นตัวอย่างมากเกินไป” ฉันพ่นลมออกทางจมูก ก้ำกึ่งเหมือนถอนหายใจ ฉันรู้ว่าณัชชาโกรธพร้อมฉัตรมาก และความโกรธนี้ไม่หายง่ายๆแน่นอน ถึงพร้อมฉัตรจะอ้างว่าถูกข่มขู่ให้ทำ แต่ณัชชาที่ไม่ชอบให้เพื่อนมาโกหกเธอ ไม่มีวันยอมรับเหตุผลแค่นั้น

            ฉันหยิบซองสีแดงขึ้นมา ข้อความที่อยู่ด้านในเป็นข้อความจากเรดที่ส่งให้ณัชชา ฉันหยิบมันออกมาอ่านดูอีกครั้ง

 

เธอเจ็บปวดไหม ณัชชา เพื่อนรักทรยศเธออย่างเจ็บแสบใต้จมูกเธอนี่เอง

ต้องขอบคุณฉันนะที่ช่วยให้เธอตาสว่าง และต่อจากนี้ ฉันจะช่วยอะไรเธออีกดีล่ะ

ฉันบอกได้นะว่าใครฆ่าฉัน

                                                                                    - LANNA -

 

            ‘ฉันบอกได้นะว่าใครฆ่าฉันตอนแรกฉันงงกับประโยคนี้ แต่พอมานั่งนึกดูอีกทีก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องงงหรือสับสน ก็เรดแอบอ้างชื่อลัลนามาตลอด ประกาศว่าเธอคือลัลนา ดังนั้นประโยคนั้นจึงหมายถึงว่า เธอสามารถบอกได้ว่าจริงๆแล้วใครฆ่าลัลนานั่นเอง

            “ฉันอยากรู้จะตายอยู่แล้วว่ายัยบ้านี่เป็นใคร” ณัชชาบ่นอย่างทนไม่ไหว ฉันว่าสิ่งที่เธอเกลียดที่สุดก็คือการที่มีคนรู้อะไรมากกว่าเธอนั่นแหละ เห็นแบบนี้ฉันก็สงสัยไม่ลงหรอกว่าณัชชาคือเรด ฉันตัดความสงสัยข้อนั้นทิ้งไปได้เลย ฉันเข้าใจว่าทำไมจีถึงสงสัยเธอ ณัชชาออกจะเหมือนเด็กเลี้ยงแกะที่ชอบกลั่นแกล้งชาวบ้าน แต่ก็เพราะอย่างนี้ ฉันจึงไม่สงสัย ฉันรู้ดีว่าจุดจบของเด็กเลี้ยงแกะมันน่าเศร้า ไม่มีใครช่วยเด็กเลี้ยงแกะเพราะคิดว่าเขาโกหกอย่างที่ผ่านๆมา ดูได้จากกรณีข้อความทางโทรศัพท์แพร่สะพัด ทุกคนคิดว่าเป็นฝีมือของณัชชา ทั้งที่เธอไม่ได้ทำอะไรเลย

            “ฉันบอกได้นะว่าใครฆ่าฉัน หึ” ณัชชาพูดอย่างหมั่นไส้ๆ “ฉันว่าหล่อนนั่นแหละที่ฆ่าลัน แล้วตอนนี้ก็อยากเล่นงานพวกเราให้หัวปั่น ต้องเป็นคนโรคจิตที่หลุดจากโรงพยาบาลบ้าแน่ๆ”

            “ฉันเห็นด้วย” จริงๆนะ ข้อนี้ฉันเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ ฉันก็คิดว่าเรดนี่แหละที่ฆ่าลัลนา ไม่อย่างนั้นจะเป็นใครได้อีก เธออาจจะอยากฆ่าพวกเราทั้งกลุ่มเลยก็ได้ แต่ต้องทรมานพวกเราให้ถึงที่สุดก่อน เหมือนที่ทำกับลัลนา ทรมานให้เธอหวาดกลัวทำอะไรไม่ถูกแล้วกลายเป็นลูกไก่ในกำมือ จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด และในกรณีนี้เธอเสนอทางเลือกให้แบบเดียวคือ ตาย!

            ฉันมองกลับมาที่ข้อความที่เขียนด้วยหมึกสีแดงจางๆบนปกด้านในของหนังสือ ไม่ว่าคนเขียนจะเป็นเรดหรือลัลนา หรือใครก็ตาม มันก็เป็นข้อความที่แปลกและยากเกินกว่าจะเข้าใจ เพราะฉันไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้

 

คุณเยนเซนที่น่าสงสาร ฉันไม่ต่างกับคุณนัก

ฉันเองก็เป็น หญิงสาวที่ถอนตัวจากโลก

 

            ไม่มีคำลงท้าย ไม่มีชื่อบอกว่าใครเขียนข้อความนี้ แต่ไม่ว่าจะเป็นใคร ผู้หญิงคนนั้นคงโดดเดี่ยวน่าดู ถึงฉันจะไม่เคยอ่านเรื่องนี้ แต่ฉันก็สัมผัสได้ถึงความเศร้า ทุกคนคงทอดทิ้ง เอ่อ คุณเยนเซน ที่เป็นตัวเอกของเรื่อง เขาถึงได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว และตัดสินใจที่จะไม่ยุ่งกับใคร ฉันแอบเปิดอ่านตอนท้ายเรื่องมาแล้ว คุณเยนเซนถอดป้ายชื่อของเขาออกจากอพาร์ทเมนต์ที่อาศัยอยู่ เขาจะไม่ขอมีตัวตนในสายตาของใครอีกต่อไป มันเป็นตอนจบที่น่าเศร้า บีบคั้น และทำให้ฉันตั้งใจว่าจะไม่อ่านหนังสือเล่มนี้อย่างแน่นอน

            “ช่า” ฉันเรียกชื่อเล่นของณัชชา

            “มีอะไร” เธอหันตาเคลิ้มๆมาหาฉัน ตอนนี้เธอนอนเหยียดยาวอยู่บนพื้นแล้ว

            “เรดเคยเขียนเรื่องอดีตของเธอไหม?” ฉันเกือบลืมไปแล้วว่าอยากจะถามเรื่องนี้มากแค่ไหน ฉันอยากรู้อานุภาพหรือความสามารถของเรด ณัชชาตะเกียกตะกายลุกขึ้นนั่ง ขยี้ตาสองสามที “แบบว่า เรื่องครอบครัว หรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่ที่เธอรู้แค่คนเดียว ไม่เคยให้ใครรู้น่ะ”

            “ไม่มีนะ” ณัชชาส่ายหน้า “ทำไม? มันเขียนถึงเธอมาว่าไงหรอ”

            “ก็เปล่าหรอก ฉันแค่อยากตรวจสอบดู” ฉันปฏิเสธทันที แต่พูดนิ่งๆ ไม่ให้ดูรีบร้อนปฏิเสธนัก ไม่อย่างนั้นณัชชาจะจับได้ “ฉันกลัวว่าเรดจะเหมือนทีมตัวร้ายในเรื่องพริตตี้ ลิตเติ้ล ไลเออร์รึเปล่า”

            “ซีรีย์บ้าบอนั่นน่ะหรอ?” ณัชชาเบะปาก ทำจมูกย่นอย่างรังเกียจ

            “มันไม่ใช่ซีรีย์บ้าบอนะ สนุกจะตาย” ฉันรีบแก้ต่างให้ ถึงฉันจะไม่ชอบบางอย่างในละคร อย่างเรื่องปมปริศนาเกินจริง ความสามารถเกินจริงของผู้ร้าย และเหตุผลของการกระทำที่อ่อนเกินไป แต่ฉันก็ติดตามละครเรื่องนี้นะ ฉันอยากรู้ว่าคนเขียนบทจะแถไปได้ไกลแค่ไหน และแม้ว่าจะแถๆไถๆแบบนั้น ละครเรื่องนี้ก็ยังสนุกอยู่ดี สนุกกว่าละครไทยก็แล้วกัน

            “เดสเพอเรต เฮาส์ไวฟ์สนุกกว่าสิบล้านเท่าเลยย่ะ” ณัชชาเถียงทันที ถ้าเป็นเรื่องละครอเมริกัน เธอถนัดอย่างที่สุด ตามดูแทบทุกเรื่อง ฉันรู้จักเรื่อง Pretty Little Liars ได้ก็เพราะเธอแนะนำให้ดู ตอนช่วงแรกๆละครเรื่องนี้ก็สนุก สมเหตุผลอยู่ แต่หลังๆก็ชักยืดเรื่องให้ยาวขึ้น จนณัชชารำคาญเลิกดูไปเลย แล้วเธอก็หันไปดูละครเรื่องใหม่ๆของอีกช่องแทน

            “เรื่องนั้นฉันไม่เถียง” ฉันรีบบอก ยอมรับอย่างยิ่งยวดว่า Desperate Housewives สนุกจริงๆ สนุกมาก ตอนนี้ฉันเพิ่งดูไปถึงซีซั่นห้า แต่หลังจากมีเรื่องวุ่นวายมากมายเกิดขึ้น ก็ไม่ได้เปิดดูมาระยะหนึ่งแล้ว “อย่าว่า พริตตี้ ลิตเติ้ล ไลเออร์ของฉันสิ ฉันชอบของฉันนี่”

            “เอาเถอะๆ” ณัชชาสะบัดมืออย่างไม่ใส่ใจ “ทิ้งปริศนาไว้เยอะเกิน จนตามไขไม่หมด ปมปัญหามีอยู่แค่สองประเด็น แต่เล่าเรื่องยาวเป็นห้าสิบหกสิบตอน ว้าว สนุกจริงๆเนอะเรื่องนี้” เธอทำหน้าประหลาดใจได้น่าตบสุดๆไปเลย ฉันต้องนิ่งไว้ สงบเข้าไว้ อย่าเถียงเลย ยิ่งเถียงตัวเองจะยิ่งดูโง่   

            “จะพูดอะไรก็พูดไปเถอะ” ฉันบอก แอบค้อนนิดๆ

            “แน่อยู่แล้วจ้ะ ฉันจะพูดสิ่งที่ฉันอยากพูดอยู่แล้ว” ณัชชาหัวเราะเสียงดังอย่างชอบอกชอบใจที่ฉันอับจนถ้อยคำเถียงไม่ออก

            จากนั้นเราก็นั่งคุยเรื่องละครสัญชาติอเมริกันอย่างสนุกปาก นานๆครั้งหัวข้อจะเบี่ยงไปที่ละครเกาหลีหรือญี่ปุ่นบ้าง

            เมื่อพวกเราหมดเรื่องจะคุยและวิพากษ์วิจารณ์อย่างเจ็บแสบเกี่ยวกับละครทุกสัญชาติที่เคยดู ความเงียบก็แผ่ปกคลุมลงมาทั่วห้อง การคุยกับณัชชาเป็นอะไรที่สนุกมาก ไม่ว่าเธอจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ฉันพูดออกไป เธอก็มีวิธีที่ทำให้ฉันรู้สึกสนุกไปกับการพูดคุยกับเธอ เรื่องราวและความคิดเห็นต่างๆไหลออกมาได้เองอย่างเป็นธรรมชาติ ฉันไม่ต้องรู้สึกเกร็ง หรือกลัวว่าพูดออกไปจะถูกใจหรือเปล่า ออกจะคล้ายกับเวลาที่ฉันนั่งคุยกับจี แต่หมอนั่นทำให้ฉันหงุดหงิดบ่อยๆเพราะชอบว่าเรื่องรสนิยมของฉัน

            จี ใช่แล้ว เรื่องของจี ฉันเล่าให้ณัชชาฟังแล้วว่าร้านของจีก็ถูกเรดจู่โจ่มเอาเหมือนกัน แต่ฉันไม่ได้บอกหรอกนะว่าฉันไม่นั่งร้องไห้ในร้านมาด้วย และไม่ได้บอกว่าฉันแอบฟังที่เถ้าแก่ทะเลาะกับจี

            “นี่ ช่า” ฉันเรียกเธอ ณัชชาเงยหน้าจากหนังสือชายหนุ่มผู้ถอนตัวจากโลก ท่าทางเธอคงตั้งใจที่จะอ่านมัน แต่ฉันขอบายละงานนี้ ไม่อ่านเด็ดขาดเลย “เธอรู้เรื่องเกี่ยวกับพ่อของจีบ้างไหม?”

            อยู่ๆณัชชาก็อมยิ้ม “ทำไมหรอออ~ อยากไปทำความรู้จักเพราะจะเป็นว่าที่สะใภ้หรือไงจ๊ะ” น้ำเสียงของเธอทำให้ฉันอยากเข้าไปตบสักป้าบ แต่ก็เหมือนเดิม ฉันนิ่งเข้าไว้ ไม่กระโตกกระตาก ยิ่งทำท่าใจร้อนกลบเกลื่อน มันจะเข้าทางของณัชชา

            “เปล่าหรอก” ฉันบอกอย่างนิ่งๆ “แค่สงสัยเท่านั้นเอง จีเคยบอกว่าที่ยังมีชื่อเรียนต่อที่นี่ได้ เพราะพ่อใช้อิทธิพล ฉันก็เลยอยากรู้ว่าเป็นอิทธิพลแบบไหน แต่ก็ไม่กล้าถาม ท่าทางจีไม่อยากพูดเรื่องนี้”

            “แหม รู้ใจกันจังนะจ๊ะ” ณัชชาทำหน้าตากรุ้มกริ่ม ท่าทางอยากระเบิดเสียงหัวเราะจะแย่ แต่ก็อุบไว้ เพราะอยากจะล้อเลียนหรือล้อเล่นกับฉันก่อน

            “เปล่าหรอก” ฉันพูดคำเดิม นิ่งสยบความเคลื่อนไหว “เขาบอกเองว่าไม่อยากพูด”

            ณัชชาจ้องตาของฉัน ยิ้มนิดๆที่มุมปากสีชมพูของเธอ “แหมๆ ทำเป็นนิ่ง เย็นชาได้ทุกสถานการณ์จริงนะเธอ แต่หน้าแดงหมดแล้วนะ อึดอัดทรมานบ้างหรือเปล่าจ๊ะ สุที่รัก ปล่อยน้ำเสียงให้ขัดเขินบ้างก็ได้ ฉันเพื่อนเธอนะ ไม่ใช่ตำรวจจับความผิดซะหน่อย” ฉันกำลังจะโต้แย้งเธอกลับ ให้เลิกคิดเรื่องบ้าๆได้แล้ว แต่ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง ทำไมเธอมาล้อฉันอย่างนี้ล่ะ เธอไม่ได้รู้เสียหน่อยว่าฉันสนิทกับจีมากแค่ไหน และฉันคิดว่าไม่เคยแสดงออกให้เห็นชัดด้วย หรือว่าจะเดาเอาเอง ก็เป็นการเดาที่แปลกอยู่ดี เธอไม่น่าจะอยากพูดถึงจีหรือคิดถึงจี เพราะมันจี้ใจดำเธอไม่ใช่หรอ แต่ฉันก็ยังไม่ทันได้ถาม เพราะโทรศัพท์ของณัชชาดังขึ้นก่อน

            เธอกดรับสาย พูดคุยไปได้ไม่เท่าไหร่ สีหน้าก็เปลี่ยน  ฉันได้ยินแต่เสียงเธอตอบรับว่า ค่ะซ้ำแล้วซ้ำอีก จากนั้นเธอก็วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ

            “ใครโทรมาหรอ?” ฉันถาม

            “ร้อยโทกฤตชนินทร์ จากกองสืบสวน ตอนนี้เป็นเจ้าของคดีลัลนา เขาอยากให้เธอกับฉันไปพบเขาบ่ายวันจันทร์ เขามีเรื่องเกี่ยวกับเรื่องลัลนาอยากจะถาม”  

 




- 2 -

            บ่ายวันจันทร์มาถึงเร็วกว่าที่ฉันคิดไว้ ฉันขอไม่เล่าเรื่องช่วงเสาร์อาทิตย์ก็แล้วกัน ฉันกับณัชชาไม่ทำกิจกรรมอะไรเป็นพิเศษนอกจากทำงาน คิด ถกเถียง กิน นอน กลุ่มของเราเรียกได้ว่าฉันใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเหมือนคู่แต่งงานในสองวันสุดท้ายก่อนนำเสนอ คืนวันเสาร์ เราไม่ได้นอนกันเลยด้วยซ้ำ มีแต่โต้งคนเดียวที่หลับอยู่บนโซฟาของณัชชา ฉันต้องทำวีดิโอนำเสนอ ปรับๆแก้ๆอยู่อย่างนั้น ไม่เสร็จซะที กว่าวันอาทิตย์ที่แสนเลวร้ายจะผ่านไปและมาถึงเช้าวันจันทร์ได้ ฉันก็ไม่เหลือสมองไว้กังวลว่าตำรวจคนนั้นจะถามเรื่องอะไร

            งานนำเสนอทั้งกดดันและเลวร้าย ตอนนี้พร้อมฉัตรไปอยู่กลุ่มของแก้มแล้ว ฉันไม่แปลกใจที่เห็นพร้อมฉัตรไปขออยู่กับแก้มได้สำเร็จ กลุ่มนั้นจึงมีกันหกคน ตอนแรกอาจารย์อธิกมาสก็โวยวาย แต่พอแก้มพูดกับแกดีๆ คะขาเข้าหน่อย แกก็ยอมเหมือนทุกที แก้มเป็นลูกรักของแกเสมอนั่นแหละ แก้มทั้งเก่งทั้งทำกิจกรรมเยอะแยะ ช่วยงานแกก็บ่อย แกยอมให้แก้มอยู่คนเดียว รุ่นพี่ปีสี่ส่งตัวแทนมากลุ่มละสองคน ซึ่งเป็นตัวแทนที่สามารถตัดสินใจแทนคนทั้งกลุ่มได้ว่าจะพารุ่นน้องกลุ่มไหนไปทำโปรเจกต์ใหญ่ก่อนจบของพวกเขาได้

            กลุ่มแก้มนำเสนอได้อย่างไม่มีที่ติ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิด หรือความสร้างสรรค์ที่เธอถ่ายทอดออกมา และเนื่องจากเธอนำเสนอเป็นกลุ่มแรก ทำให้กลุ่มต่อมาหืดแทบขึ้นคอ เต้ยเป็นกลุ่มที่สอง เธอก็ทำได้ดีเหมือนกัน แต่ออกจะตื่นเต้นและกังวลมากอยู่ เมื่ออาจารย์จี้ถาม กลุ่มของเธอก็เป๋ๆไปบ้าง และก็ถึงคราวของพวกเราเป็นกลุ่มสุดท้าย ฉันจำแทบไม่ได้แล้วว่าณัชชากับจูเลียพูดอะไรออกไปบ้าง และแม้กระทั่งตัวฉันเองได้ช่วยตอบคำถามอย่างเข้าท่าหรือไม่เข้าท่า ฉันเบลอจะแย่แล้ว ยังยืนอยู่ได้ก็บุญโข

            บทสรุปของกลุ่มฉันก็คือได้ทำงานร่วมกับรุ่นพี่ที่ทำโปรเจกต์ละครเรื่อง Sorry Wrong Number ฉันไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ และการบ้านชิ้นต่อมาของฉันก็คือต้องไปอ่านบทละครที่รุ่นพี่เขียนขึ้นใหม่ และบทละครดั้งเดิมที่เป็นภาษาอังกฤษด้วย อ่านเปรียบเทียบกัน จากนั้นรุ่นพี่จะนัดประชุมใหญ่อีกที เพื่อให้นำเสนอความเห็นได้เต็มที่

            เอาเถอะ จะเป็นยังไงก็เป็นไป ตอนนี้ฉันต้องไปพบคุณร้อยโทกฤตชนินทร์แล้ว ทั้งในสภาพเบลอๆนอนไม่พอ เดินแทบไม่ไหวเนี่ยแหละ  ดีนะที่เขาอุตส่าห์นัดเจอในมหาวิทยาลัย ถ้านัดเจอที่โรงพัก แล้วณัชชาต้องขับรถไปละก็ แย่แน่ๆ

            “เธอมาที่นี่ทำไม” ฉันได้ยินเสียงณัชชาถามอย่างหาเรื่องกับใครสักคน ฉันจึงเอี้ยวศีรษะมองอ้อมตัวเธอไปดู พร้อมฉัตรยืนอยู่ตรงนั้น เธอเพิ่งมาถึงศาลาริมน้ำเมื่อสักครู่ และจอดรถมอเตอร์ไซค์ของเธอไว้ข้างต้นไม้

            “ร้อยโทคนนั้นนัดฉันมาด้วยเหมือนกัน” พร้อมฉัตรตอบ เธอพูดด้วยน้ำเสียงถือดีและเดินย่ำเท้าขึ้นมาบนศาลา เลือกที่นั่งฝั่งตรงข้ามกับฉัน ไม่คิดจะเอ่ยทักฉันแม้แต่นิดเดียว อย่าว่าแต่พูดเลย เธอไม่มองหน้าฉันด้วยซ้ำ ฉันได้แต่ก้มหน้ามองนิ้วของตัวเองที่ไขว้กันอย่างน่าอึดอัด ณัชชาเดินขึ้นมาบนศาลาช้าๆ หย่อนก้นลงนั่งข้างฉันและยกมือขึ้นกอดอก

            “สุขสบายดีนี่” ฉันได้ยินเสียงของณัชชาพูดอย่างประชดประชันไปทางพร้อมฉัตร ฉันไม่หวังว่าวันนี้จะผ่านไปโดยไม่ได้ยินเสียงทะเลาะเบาะแว้งอยู่แล้ว ยังไงสองคนนี้ก็ต้องปะทะคารมกัน

            พร้อมฉัตรมองณัชชา ฉันสังเกตเห็นว่ามีแววตัดพ้อเล็กน้อยในดวงตาคู่นั้น ก่อนที่มันจะเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว โธ่เอ๊ย เพื่อนกันแท้ๆ อย่างน้อยก็เป็นเพื่อนร่วมเอก ทำไมทุกคนถึงอยู่อย่างสงบสุขกันไม่ได้นะ ถ้าไม่หาเรื่องกัน ไม่มองหน้าแล้วหมั่นไส้ หรือถือทิฐินัก ทุกคนก็จะมีความสุขมากกว่านี้

            “เธอไปพูดยังไง ยัยแก้มถึงรับเข้ากลุ่ม” ณัชชาพูดด้วยเสียงร้ายกาจ “คุกเข่าอ้อนวอน หรือว่าจริงๆแล้วพวกเธอร่วมมือกันตั้งแต่แรก ร่วมมือกันใต้จมูกฉันนี่เอง”

            “ฉันจะปล่อยให้เธอสงสัยอยู่อย่างนี้แหละ เพราะมันเป็นสิ่งที่เธอจะทนไม่ได้ ใช่ไหมล่ะ” พร้อมฉัตรพูด หันมาเผชิญหน้าอย่างไม่หวาดกลัว ริมฝีปากยักขึ้นอย่างถือดี ฉันไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้เห็นสีหน้าท่าทางแบบนี้จากคนที่เคยเรียบร้อยไร้พิษภัยอย่างพร้อมฉัตร แต่ก็นั่นแหละ เราจะมองคนเพียงด้านเดียวไม่ได้ พวกเขามักจะมีอีกด้านหนึ่ง เหมือนดวงจันทร์ ที่มีด้านสุกสว่างหันมายังโลก แต่อีกด้านหนึ่งมืดมิด

            “เก็บเพื่อนไว้ใกล้ตัว เก็บศัตรูไว้ใกล้กว่า นานแค่ไหนแล้วที่เธอตีสองหน้าแบบนั้น” ณัชชาพูดอย่างโกรธๆและเก็บกด ฉันเห็นเธอเอาเล็บจิกลงบนแขนของตัวเอง

            “เธออ่านทุกอย่างในบล็อกฉันแล้วนี่ ยังต้องตอบคำถามนี้ให้เธอฟังอีกหรอ” พร้อมฉัตรพูดอย่างร้ายกาจพอกัน ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันมักจะเห็นสองคนนี้ทะเลาะกันประจำ และมักจะเป็นพร้อมฉัตรที่อับจนคำพูดก่อนทุกครั้ง จะต้องเป็นเธอที่เถียงณัชชาไม่ออกก่อนทุกที แต่ตอนนี้มันกลับกันแล้ว ท่าทางของณัชชาเหมือนอยากจะยุติบทสนทนาและตบหน้าพร้อมฉัตรสักฉาด

            “บล็อกสินะ” ณัชชาพูดขึ้น จากนั้นก็หัวเราะ ใช่ เธอหัวเราะเฉยเลย หัวเราะอย่างเยาะเย้ยเสียด้วย “เธอรู้ไหมว่าคนประเภทไหนที่ชอบเขียนบล็อกแบบนั้น” ฉันต้องขอบอกว่าฉันรู้คำตอบนั้นดี คนที่ใช้ชีวิตอยู่กับการเขียนบล็อก ก็เหมือนพวกที่สร้างเพจเฟซบุ๊กเป็นตัวละครสมมติหรือนักร้องสมมตินั่นแหละ เหมือนพวกที่หาคู่ทางอินเตอร์เน็ต

            “พวกน่าสมเพชไง” ณัชชาพูด ดวงตาเป็นประกาย “พวกที่ถูกขับไล่ออกจากสังคม ไม่มีวันโดดเด่นเฉิดฉายสู้คนอื่นเขาได้ พวกไร้เพื่อน พวกโรคจิต และที่แย่กว่านั้นนะ ฉันสังเกตเห็นทุกๆวันที่เธอเขียนไว้ ไม่เห็นจะมีคนมาแสดงความคิดเห็นเลยนี่ โถๆ ขนาดอยู่บนโลกอินเตอร์เน็ต เธอยังไร้มิตร ไม่มีอะไรจะน่าสงสารเท่านี้อีกแล้วล่ะ เอ๊ะ หรือว่าอันที่จริง มีคนมาโพสแสดงความคิดเห็น แต่เขาด่าเธอ เธอก็เลยลบความคิดเห็นพวกนั้นทิ้ง โธ่ นี่ยิ่งแล้วใหญ่เลยนะ พร้อมฉัตร ทีหลังอยากจะเขียนอะไร เก็บให้มิดชิดกว่านี้ดีกว่านะ”

            วินาทีนั้นฉันคิดว่าพร้อมฉัตรแทบจะร้องไห้ออกมาอยู่แล้ว แต่เธอก็สะบัดหน้าหนี “ก็ยังดีกว่าเธอแล้วกัน เรื่องอะไรนะ อ้อ ใช่สิ แอบรักนายปวรปรัชญ์คนนั้นไง แล้วก็หาเรื่องใส่ร้ายเขาให้ลัลนาฟัง เธอจะได้กันไม่ให้ลันรู้ว่าเธอเคยอกหัก หัวใจป่นปี้ ถามจริง ตอนนี้ยังแอบรักปวรปรัชญ์อยู่อีกหรือเปล่าล่ะ”

            ฉันหันขวับ มองณัชชาด้วยหัวใจเต้นระทึก แต่เธอไม่แสดงอาการอะไรที่ดูขัดเขินหรืออึดอัดออกมาเลย เธอแค่ยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก ยิ้มที่ใครเห็นก็ต้องรู้สึกสะท้าน เพราะมันเป็นรอยยิ้มเหมือนจะเตือนล่วงหน้าว่า ถ้าฉันพูดอะไรออกไปอีกคราวนี้ เธอจะอยากมุดดินฆ่าตัวตายเลยทีเดียว นั่นเป็นรอยยิ้มอันตรายที่ฉันไม่อยากจินตนาการเลยว่าณัชชาจะพูดอะไรออกมา

            ฉันไม่จำเป็นต้องกลัวหรือระทึกอีกต่อไป รถคันหนึ่งแล่นมาจอดหน้าศาลาเบี่ยงเบนความสนใจของพวกเราทุกคน และเมื่อประตูรถเปิด ฉันก็เห็นชายคนหนึ่งเดินลงมา เขาไม่ได้ใส่ชุดตำรวจอย่างที่ฉันคาดคิดไว้ แต่สวมกางเกงยีนกับเสื้อเชิ้ตสีขาว และมีกระเป๋าเอกสารถืออยู่ในมือข้างหนึ่ง สงสัยจะเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบซะด้วย คดีของลัลนาใหญ่มากถึงขนาดต้องใช้ตำรวจนอกเครื่องแบบเลยหรือนี่ เขาเป็นชายรูปร่างสูง ร่างกายกำยำเหมือนคนเล่นกล้าม และผิวสีน้ำตาลคล้ำแดด  

            “สวัสดีครับ” เขากล่าวสั้นๆแล้วนั่งลงไม่ห่างจากพร้อมฉัตรมากเท่าไหร่ “ขอบคุณมากที่พวกคุณให้ความร่วมมือ ผมคือคนที่โทรหาคุณนะครับ คุณพร้อมฉัตร คุณณัชชา” เขาหันไปหาทั้งสองคนขณะเอ่ยชื่อ “และคุณวสุ ขอบคุณที่มานะครับ”

            “คุณมีอะไรจะถามคะ” ณัชชาพูดขึ้น น้ำเสียงไม่ใส่ใจนัก “ถ้าเป็นคำถามเดิมๆที่ว่าวันนั้นพวกเราอยู่ไหน เห็นลันครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ลันมีอะไรผิดปกติไปบ้างไหม เราตอบไปหมดแล้วนะคะ”

            “ผมทราบครับ” ร้อยโทพยักหน้าตอบ “ที่ผมมาวันนี้คือจะสอบถามเกี่ยวกับจดหมายฉบับนี้ต่างหาก” เขาเปิดกระเป๋าเอกสารและหยิบซองพลาสติกใสสำหรับใส่หลักฐานออกมา ในซองนั้นมีจดหมายยับยู่ยี่หนึ่งฉบับ เขายื่นให้พร้อมฉัตรดูเป็นคนแรก

            “พระเจ้า!” พร้อมฉัตรอุทานเมื่อเห็นจดหมายฉบับนั้น เธอเงยหน้าขึ้นมองฉันและณัชชา จากนั้นก็ยื่นจดหมายให้ฉันดู ณัชชาชะโงกลงมาอ่านจดหมายด้วย

 

เตือนอะไรไม่เคยฟังเลยนะ ฉันบอกแล้วใช่ไหม บอกอย่างชัดเจนไปแล้ว

ถ้าเธอยังไม่เลิกขัดคำสั่งฉัน เธอจะต้องเสียใจ

 

            “นี่มันอะไรคะ” ฉันเงยหน้าขึ้นถาม

            “ผมกลับไปค้นห้องของคุณลัลนาอีกครั้ง และเจอจดหมายฉบับนี้ถูกขยุ้มเป็นก้อนอยู่ใต้เตียง คนที่ขยุ้มจดหมายน่าจะเป็นคุณลัลนา เธอกำลังถูกข่มขู่จากใครบางคน พวกคุณพอจะทราบไหมครับว่าเธอกำลังมีปัญหากับใคร” ร้อยโทเอ่ยถามและรับจดหมายในซองหลักฐานกลับคืนไป

            ฉัน พร้อมฉัตรและณัชชามองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง ฉันไม่แน่ใจว่าคนที่ส่งจดหมายฉบับนั้นจะเป็นเรดหรือเปล่า ฉันรู้ดีว่าลัลนาถูกข่มขู่จากใครบางคนก่อนที่เธอจะหายตัวไป เธอบันทึกทุกอย่างไว้ในสมุดนัดหมายที่ฉันขุดเจอ แต่มันก็ถูกขโมยไปแล้ว ฉันสบตากับพร้อมฉัตรอีกครั้ง เธอเป็นคนที่อ่อนไหวที่สุดในกลุ่ม ฉันกลัวว่าเธอจะพูดเรื่องเรด จึงพยายามส่งสายตาห้ามปราม แต่เธอเมินใส่ฉันและหันไปหาร้อยโท

            “ลันเคยมีปัญหากับณัชชาก่อนที่เธอจะหายตัวไปค่ะ” พร้อมฉัตรพูดอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ ฉันเบิกตาโตมองเธอ ไม่คิดว่าเธอจะเอาเรื่องนี้มาพูด

            “จริงหรือครับ” ร้อยโทหรี่ตามองณัชชา เธอยังนั่งกอดอกอยู่ และฉันก็สังเกตเห็นว่ามือของเธอสั่นน้อยๆขณะที่เล็บจิกอยู่บนเนื้อแถวข้อศอก “เป็นปัญหาแบบไหนหรือครับ”

            “เรื่องผู้ชายค่ะ” พร้อมฉัตรพูดอย่างไม่สนใจ “คุณคงทราบดีอยู่แล้ว่าในตอนนั้นลันเพื่อนของฉันคบหาอยู่กับปวรปรัชญ์” เธอพูดด้วยท่าทางนิ่งๆ ไม่หันมามองณัชชาหรือฉันแม้แต่น้อย เธอกำลังทำให้การสืบสวนเบนเข้าหาณัชชา “ฉันเพิ่งมารู้เอาทีหลังนี้เองค่ะว่า ณัชชาเคยแอบชอบปวรปรัชญ์ตั้งแต่สมัยมัธยม แต่เขาไม่ได้ชอบเธอและเธอก็เตือนลันว่าเขาเป็นคนอันตราย ก็เพราะว่าไม่อยากให้ลันอยู่ใกล้ผู้ชายคนนั้น”

            แย่แล้วสิ พร้อมฉัตรให้การในสิ่งที่ออกจะคล้ายๆกับจดหมายในมือของร้อยโทเลย จดหมายฉบับนั้นบอกว่าเตือนแล้วนะ ถ้าไม่หยุดจะต้องเสียใจ จะว่าไปมันก็คล้ายคำพูดของณัชชา เธอเคยพูดไม่ใช่หรอว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ จำไว้ด้วยนะว่าฉันเตือนเธอแล้วณัชชาเคยพูดอะไรประมาณนี้กับลัลนา มันนานมากแล้วล่ะ แต่ฉันก็ยังพอจำได้

            “เรื่องนี้สุก็รู้ด้วยเหมือนกัน อันที่จริงสุเป็นคนเล่าให้ฉันฟังเองละค่ะ เธอรู้จักกับปวรปรัชญ์ในช่วงหลังนี้ และปวรปรัชญ์ก็เป็นคนเล่าให้เธอฟัง ใช่ไหมสุ?” พร้อมฉัตรหันมาหาแนวร่วม ร้อยโทก็จ้องฉันเหมือนกัน ท่าทางเขาต้องการอีกคนมายืนยันข้อมูลนี้ ฉันไม่อยากโกหกตำรวจ แต่ก็ไม่อยากให้ณัชชาถูกมองไม่ดีด้วยเหมือนกัน เธอทำเรื่องคราวนั้นลงไปเพราะไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าเธอเคยอกหักอย่างรุนแรงเท่านั้นเอง ฉันไม่คิดว่าเธอจะทำเรื่องรุนแรงกับลัลนาได้ลงหรอก ไม่มีทาง

            “ใช่ค่ะ ฉันรู้ จี เอ่อ ปวรปรัชญ์เป็นคนเล่าให้ฟังค่ะ” ฉันพูด

            “คุณมีปากเสียงกับคุณลัลนารุนแรงหรือเปล่าครับ” ร้อยโทหันไปให้ความสนใจกับณัชชาที่นั่งนิ่งเป็นปูนปั้น ยังไงซะ ณัชชาไม่มีวันกลายเป็นผู้ต้องสงสัยได้หรอก เธออยู่กับฉันและพร้อมฉัตรตลอดในวันที่ลัลนาหายตัวไป

            “เปล่าค่ะ” ณัชชาตอบอย่างใจเย็น “เราไม่ได้ทะเลาะกัน”

            “ช่วยเล่ารายละเอียดให้ผมฟังจะได้ไหมครับ” ร้อยโทยังต้อนณัชชาให้เล่าต่อ ฉันรู้ดีว่ามันทำให้เธอรู้สึกละอายมากแค่ไหน เธอใส่ร้ายจีว่าเป็นตัวอันตราย เคยมีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้เด็กสาวคนหนึ่งหายตัวไป แต่จริงๆแล้วจีไม่เคยทำเรื่องเลวร้ายเลยสักครั้ง ณัชชาทำให้พวกเราเข้าใจแบบนั้นเพราะไม่ต้องการให้ลัลนารู้ว่าเธอเคยแอบชอบจีมากแค่ไหน ณัชชามีสีหน้าลำบากใจ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เห็นได้ชัดว่าเธอไม่อยากเล่า อย่างน้อยก็ไม่อยากพูดต่อหน้าพร้อมฉัตรที่ส่งสายตามุ่งร้ายจากอีกฝั่ง

            “คุณตำรวจคะ” ฉันเรียก ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าทำแบบนี้จะดีหรือเปล่า แต่ก็จำเป็นต้องพูดแล้ว “พวกเราได้รับจดหมายขู่ค่ะ คนที่ส่งมาจะลงชื่อว่าลัลนาทุกครั้งด้วย” พร้อมฉัตรกับณัชชาหันมามองฉันพร้อมกัน ไม่คิดว่าคนที่ค้านหัวชนฝาว่าจะพูดเรื่องนี้กับตำรวจไม่ได้ กลับยกขึ้นมาพูดซะเอง ที่ฉันทำ ก็เพราะจะเบี่ยงเบนความสนใจของร้อยโทออกจากการสงสัยณัชชา สงสัยเธอไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก

            และแล้วฉันก็เล่าทุกอย่างให้ร้อยโทฟัง ทุกอย่างเกี่ยวกับจดหมายทุกฉบับที่ฉันได้รับ และถ้าคิดว่าฉันโกหก ก็ให้ไปดูที่ห้องพัก 204 ได้เลยว่าเละแค่ไหน แต่ฉันไม่ได้เล่าเรื่องที่ว่าร้าน Antique Brown ของจีก็เกิดเรื่องเพราะเรดด้วยเหมือนกัน

            “เรื่องจริงนะคะ” พร้อมฉัตรเสริมขึ้น “ฉันก็ได้รับภาพถ่ายเป็นประจำ คนที่ส่งมาตั้งใจจะบอกว่าเห็นฉันตลอดเวลาว่าทำอะไรอยู่ที่ไหน” แต่พร้อมฉัตรก็ไม่บอกร้อยโทว่าเธอถูกสั่งให้ทำเรื่องน่ารังเกียจ อย่างการส่งข้อความแอบอ้างชื่อลัลนาให้กับคนอื่นๆในชั้น

            “ฉันก็ได้รับจดหมายขู่ค่ะ” ณัชชาพูดขึ้นบ้าง “ส่วนใหญ่จะขู่ว่าอยากจะฆ่าฉันให้ตาย บางทีก็สั่งให้ทำอะไรแปลกๆ อย่างเช่นไปยืมหนังสือที่ห้องสมุด”

            “หนังสืออะไรครับ” ร้อยโทถาม

            “เล่มนี้ค่ะ” ณัชชาหยิบหนังสือที่ชื่อ ชายหนุ่มผู้ถอนตัวจากโลก ยื่นให้กับร้อยโท “ที่ปกด้านในมีข้อความเขียนไว้ด้วย และฉันก็เจอจดหมายฉบับนี้แนบไว้ใกล้ๆกับหนังสือค่ะ” เธอส่งกระดาษอีกแผ่นให้ ร้อยโทก้มลงอ่านข้อความทั้งในกระดาษและบนปกด้านในของหนังสือ

            “เอ่อ ที่ว่าเพื่อนรักทรยศนี่หมายถึงอะไรครับ คุณณัชชา” ร้อยโทเงยหน้าขึ้นถาม ณัชชาเหลือบมองพร้อมฉัตรแวบหนึ่ง

            “เมื่อเร็วๆนี้ ฉันกับพร้อมฉัตรมีปัญหากันเล็กน้อยค่ะ แค่เรื่องเข้าใจผิดเล็กน้อยเท่านั้นเอง ตอนนี้เราเข้าใจกันแล้ว ไม่มีอะไรติดใจต่อกันหรอกค่ะ รับรองได้ว่าไม่มีอะไรแล้ว” ณัชชายืนยันด้วยท่าทางจริงจัง ฉันโล่งอกที่ไม่มีการแฉความผิดความร้ายอะไรกันตรงนี้ ถึงพร้อมฉัตรจะแฉณัชชาไปแล้วก็เถอะ

            “เรื่องนี้น่าสนใจมากเลยครับ” ร้อยโทบอก “ผมจะตามหาตัวคนที่ส่งจดหมายมาให้คุณได้แน่ รวมถึงคนร้ายตัวจริงที่ทำร้ายเพื่อนของคุณด้วย”

            “ขอบคุณค่ะ” ณัชชากล่าว ยิ้มน้อยๆ

            “ผมคงต้องขอตัวก่อนนะครับ” ร้อยโทลุกขึ้นยืน “ถ้ามีคำถามอะไรอีก ผมจะติดต่อพวกคุณอีกที และพวกคุณมีปัญหาหรือเกิดเรื่องอะไร ติดต่อหาผมได้ทุกเมื่อนะครับ ขอให้พวกคุณระวังตัวด้วย เพราะตอนนี้เรายังไม่ทราบว่าคนร้ายเป็นใครและอันตรายแค่ไหน” เขาพูดจบก็ยื่นนามบัตรให้

            ใช่ เราไม่รู้ว่าคนๆนั้นเป็นใคร เราไม่รู้คนๆนั้นอันตรายแค่ไหนหรือทำอะไรได้บ้าง ฉันเสียวสันหลังวาบ ไม่ใช่เพราะตระหนักถึงเรื่องนี้ได้ แต่เพราะว่าฉันปากโป้งออกไปแล้วน่ะสิ ทั้งที่เรดสั่งห้ามไม่ให้บอกตำรวจเด็ดขาด

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

14 ความคิดเห็น

  1. #5 blackrosered (@blackrosered) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2559 / 15:53
    สุจะไงดีล่ะ???
    #5
    0