R E D [END]

ตอนที่ 11 : จับให้ได้ถ้าแน่จริง 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 67
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    13 พ.ค. 62


- 3 -

            ฉันฝัน ในความฝันนั้นฉันกำลังวิ่งหนี คนตัวสูงใส่ชุดสีแดงทั้งตัวกำลังวิ่งไล่ฉันพร้อมถือมีดเล่มใหญ่ในมือ ฉันล้มลุกคลุกคลานอย่างน่าสมเพชไปตามโคลนดินเปียกๆ เหงื่อไหลย้อยลงมาเต็มใบหน้า ฉันเหนื่อยแทบขาดใจแต่ก็หยุดไม่ได้ ถ้าหยุดตอนนี้ คนๆนั้นจะเอามีดปักหัวใจฉัน ไม่ได้หรอก ฉันยังไม่อยากตาย ยังไงก็อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป ฉันได้แต่วิ่ง วิ่ง วิ่งวนเป็นวงกลมอยู่ในป่าทึบ ทุกครั้ง ฝันจะจบแบบเดียวกัน เรดคว้าตัวฉันไว้ได้ มันเอาแขน ล็อกคอฉัน เงื้อมีดขึ้นสูงอยู่ตรงหน้า แสงประกายสีเงินของใบมีดกระทบดวงตา แต่ก่อนที่มีดเล่มนั้นจะฝังลงบนเนื้อ ฉันจะสะดุ้งตื่นขึ้นก่อน


            ครั้งนี้ก็ด้วย ฉันลืมตาโพลงอยู่บนเตียงที่คุ้นเคย เตียงของหอพักนักศึกษาห้อง 204 ฉันคว้าโทรศัพท์มากดดูเวลา หกโมงเย็นเข้าไปแล้ว ฉันเผลอหลับไปเกือบสองชั่วโมง หลังจากเลิกเรียนก็ตรงกลับห้องและคิดว่าจะเอนหลังเสียหน่อย แต่ก็ดันผล็อยหลับไปเลย


            ห้อง 204 ที่ซ่อมแซมเสร็จแล้วดูใหม่เอี่ยมกว่าทุกห้อง ช่างจัดการขูดสีที่ผนังออกและทาสีใหม่ทับ เตียงกับฟูกที่นอนก็ได้ใหม่หมดครบชุด ทั้งโต๊ะและตู้เสื้อผ้า ตอนนี้มีตู้เสื้อผ้าสามหลังสำหรับสามคน ไม่ต้องยัดของเบียดกันภายในตู้แค่สองหลังอีกต่อไปแล้ว ฉันค่อนข้างพอใจกับห้องรูปแบบใหม่นี้มากทีเดียว ไม่เหลือร่องรอยของสีแดงเลยสักนิด สมแล้วที่ใช้เวลาเป็นอาทิตย์ถึงจะเรียบร้อยและกลับเข้ามาอยู่ได้อีกครั้ง ส่วนเรื่องภาพในกล้องวงจรปิด ทั้งฉัน เต้ยและพู่ได้ดูแล้ว เป็นอย่างที่ฉันคิดจริงๆ เรดเข้าห้องว่างที่อยู่ข้างห้องฉัน และเข้าห้องฉันได้ทางประตูหลัง จากนั้นก็ส่งให้ร้อยโทดำเนินการต่อไป ฉันหวังว่าเขาจะหาตัวเรดได้ในเร็ววัน ฉันจะได้เลิกฝันน่ากลัวแบบนั้นเสียที


            สัปดาห์ที่สี่ของการเปิดเทอม ฉันหมดเวลาไปกับการเข้าเรียนตามปกติ อ่านบทละครเรื่อง Sorry Wrong Number เพราะฉันต้องช่วยงานรุ่นพี่ในโปรเจกต์ละครก่อนจบ ปรากฏว่าบทละครเรื่องนี้มันน่าสนใจกว่าที่ฉันคิดไว้เยอะเลย เล่าเรื่องเกี่ยวกับหญิงสูงวัยคนหนึ่งที่ไม่สามารถเดินได้ ต้องนอนอยู่บนเตียงตลอดทั้งวัน และสามีก็เบื่อความเอาแต่ใจและความคิดเอาตัวเองเป็นใหญ่ของเธอ ผู้เป็นสามีจึงว่าจ้างให้คนมาฆ่าเธอทิ้งซะ ที่น่าตื่นเต้นก็คือหญิงสูงวัยบังเอิญได้ยินการนัดแนะสังหารคนผ่านทางโทรศัพท์ แต่เธอไม่รู้ว่าพวกนั้นจะฆ่าใคร ก็เลยโทรบอกตำรวจ พยายามโทรหาสามี วุ่นวายกับโทรศัพท์ตลอดทั้งเรื่อง แต่ตำรวจก็ไม่ใส่ใจคำพูดของเธอ เพราะในย่านนั้นมีคดีเกิดขึ้นตั้งมากมาย พวกหลอกลวงเจ้าหน้าที่ หรือแกล้งสร้างสถานการณ์ก็มีเยอะ สรุปแล้วไม่มีใครช่วยได้ แล้วเธอก็เริ่มคิดได้ว่าคนที่จะต้องถูกฆ่าอาจเป็นตัวเธอเอง เธอพยายามโทรกลับไปหาตำรวจอีกครั้ง แต่มันสายไปแล้ว มือสังหารขึ้นมาถึงห้องพักของเธอ ฆ่าเธอตาย และหยิบโทรศัพท์ขึ้นพูดกับตำรวจว่า Sorry, Wrong Number.  ขอโทษครับ โทรเบอร์ผิด แค่นี้ก็ไม่มีใครรู้ว่าเธอตาย ใครเป็นคนทำ และใครว่าจ้าง


            ฉันขยับตัวลงจากเตียง รู้สึกเวียนหัวเพราะนอนหลับช่วงดวงอาทิตย์ตกดินพอดี เสียงร้องโครกครากดังออกมาจากกะเพราะของฉัน โอเค เดี๋ยวหาอะไรให้กินแน่ ไม่ต้องห่วง ฉันบอกกับตัวเอง ลุกไปเปิดตู้เสื้อผ้า มีกระจกติดอยู่ที่ประตูด้านใน ฉันเอาหวีสางอย่างหยาบๆสองสามที คว้ากระเป๋าเงินกับพวงกุญแจที่มีคีย์การ์ดห้อยอยู่ด้วย จากนั้นก็ออกจากห้อง ฉันไม่ลืมที่จะล็อกห้องอย่างดีเช่นเดิม ลืมบอกไป ช่างซ่อมประตูหลังให้ฉันด้วย ตอนนี้มันไม่ได้เปิดออกได้ง่ายเหมือนแต่ก่อนแล้ว ทรัพย์สินปลอดภัยขึ้นเป็นกอง ห้องว่างข้างๆ ป้าคุมหอก็มาล็อกให้แล้ว คราวนี้รับรองได้เลยว่า จะไม่มีคนแปลกหน้าเข้าห้องฉันได้


            ฉันเดินลงบันไดมาถึงโถงด้านล่างที่ผู้คนเดินผ่านมากมาย ป้าคุมหอนั่งทำดอกไม้ประดิษฐ์อยู่หลังเคาน์เตอร์ เธอเงยหน้าขึ้นมาเห็นฉันพอดีตอนที่เดินผ่าน


            “วสุ มีพัสดุถึงเธอ” ป้าคุมหอบอก ตั้งแต่ติดต่อเรื่องห้องกับกล้องวงจรปิด ทำให้ป้ากับฉันรู้จักกันมากขึ้น แต่ฉันก็ไม่คิดว่าเธอจะจำชื่อฉันได้ ฉันเดินเข้าไปที่เคาน์เตอร์ หยิบกล่องพัสดุขึ้นมา มันเบาโหวงเหวงเชียว พอลองเขย่าดูก็เหมือนจะไม่มีอะไรอยู่ในนั้นเลย ฉันพลิกกล่องพัสดุเพื่อดูชื่อผู้ส่ง


            ไม่มี! ไม่มีชื่อผู้ส่ง หัวใจของฉันเต้นตึกตัก ขนบนหลังคอเริ่มลุกชัน ฉันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากขณะที่แกะฝากล่องออกดูข้างใน เป็นอย่างที่คิดจริงๆด้วย ภายในกล่องไม่มีวัสดุเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากซองจดหมายสีแดงเข้มที่แสนคุ้นตา ฉันหยิบมันขึ้นมา รู้สึกขยะแขยงราวกับแตะต้องของมีอาถรรพ์ ฉันแกะซองและหยิบกระดาษสีขาวด้านในออกมาคลี่อ่าน


 

ไม่เชื่อกันบ้างเลย ก็บอกแล้วอย่าเล่าเรื่องฉันให้ตำรวจฟัง เธอทำตัวเองนะ สุ ฉันจำเป็นต้องสั่งสอนเธอหน่อย เตรียมบอกลาเพื่อนของเธอได้เลย คนไหนดีนะ ณัชชา พร้อมฉัตร ปวรปรัชญ์ เดาสิว่าเป็นใคร

บอกใบ้ให้นิด ถ้าเธอมาทัน หนึ่งในนี้อาจจะไม่ต้องตายก็ได้ จับฉันให้ได้ก่อนสิ รับรองว่าเพื่อนเธอปลอดภัย

ว่าไงจ๊ะ จะเล่นเกมกับฉันไหมเอ่ย? เกมนี้ชื่อว่า จับให้ได้ ถ้าแน่จริงฉันจะรออยู่หน้ามอนะ รีบหน่อยละเธอ

- LANNA -

 


            ฉันมือสั่น ทิ้งกล่องลงข้างตัว มือขยำจดหมายจนเป็นก้อนกลม ฉันพุ่งตัวออกจากหอพัก ไขกุญแจจักรยานและปั่นออกไปอย่างเร็วที่สุดเท่าที่ขาของฉันจะปั่นไหว วันนี้มาถึงจนได้ วันที่เรดขู่ฉันอีกครั้งโดยใช้เพื่อนๆเป็นเดิมพัน แต่ฉันกลับไม่รู้สึกเสียใจที่บอกตำรวจเรื่องเรด ไม่เสียใจเลย อย่างน้อยคนที่มีประสบการณ์และฝีมือมากกว่าฉันอย่างพวกตำรวจก็คอยจับตาดู เฝ้าระวังและตามหาเรดให้เจอ


            มือของฉันกำแฮนด์จักรยานแน่น เมื่อมาถึงลานจอดจักรยานหน้ามหาวิทยาลัย ฉันก็แค่ตั้งจักรยานเอาไว้เฉยๆ ไม่ได้ใส่สายคล้องกับกุญแจ ฉันกดโทรศัพท์หาพร้อมฉัตรเป็นคนแรก


            “ฉัตร นั่นฉัตรใช่ไหม” ฉันรีบพูดเมื่อมีคนรับสาย


            “สุ? มีอะไร” เธอพูดน้ำเสียงเย็นชากลับมา


            “ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน” ฉันถามอย่างร้อนรน


            “อยู่ห้อง แล้วเธอจะถามทำไม”


            “อยู่คนเดียวหรือว่าอยู่กับเพื่อน” ฉันถามอีก ไม่สนใจน้ำเสียงหงุดหงิดของเธอ


            “อยู่กับเพื่อน นี่ตกลงเธอมีปัญหาอะไรกันแน่เนี่ย”


            ฉันกดวางสายโดยไม่ตอบคำถามของเธอ เอาเป็นว่าพร้อมฉัตรน่าจะปลอดภัย ไม่ได้มาอยู่แถวนี้ก็น่าจะดีแล้ว  ฉันใช้นิ้วกดเลื่อนลงมา เจอเบอร์โทรศัพท์ของจีเป็นคนต่อมา ฉันกดโทรออกทันที


            “จี อยู่ที่ร้านใช่ไหม” ฉันถาม


            “อือ แต่กำลังจะออกไปซื้อของให้เถ้าแก่” เขาตอบกลับมา


            “ไม่ได้นะ!” ฉันเสียงดังจนเหมือนตะโกน “ห้ามออกมาเด็ดขาด อยู่ในร้าน อยู่ท่ามกลางคนเยอะๆเข้าไว้ หรือจะอยู่ในครัวคนเดียวก็ได้ ล็อกประตูให้ดีด้วย ยังไงก็ห้ามออกมา ใช้คนอื่นไปซื้อแทนก่อนได้ไหม”


            “แต่ว่า...”


            “ไม่ต้องแต่อะไรทั้งนั้น ทำตามที่ฉันบอก ขอร้องนะ” น้ำเสียงร้อนรนของฉันคงบอกเขาได้ดีว่าเรื่องนี้คอขาดบาดตายแค่ไหน


            “ก็ได้ๆ เกิดอะไรขึ้นหรอ สุ”


            “ไว้จะเล่าให้ฟัง” ฉันบอก น้ำเสียงอ่อนลง “อย่าเพิ่งออกไปไหนเด็ดขาดนะ” ฉันพูดไว้แค่นั้นก็วางสาย ต่อไปก็ณัชชา ฉันกดหาเบอร์ของณัชชาและโทรออกทันที ระหว่างที่รอให้รับสาย ฉันก็มองไปรอบๆ คนเดินผ่านไปมาเยอะแยะมากมาย ฉันจะรู้ได้ยังไงว่าคนไหนคือเรด ถึงเธอจะชอบใส่สีแดง แต่เวลาเล่นเกมแบบนี้คงไม่ใส่เสื้อสีแดงให้ตัวเองเป็นเป้าที่เห็นได้ชัดหรอก เหมือนงมเข็มในมหาสมุทรชัดๆเลย


            “รับสายสิ ช่า ขอร้องละ” ฉันพึมพำอย่างร้อนใจ เดินกลับไปกลับมาบนฟุตบาท ท้องฟ้าเริ่มมืดลง ไฟถนนติดเองโดยอัตโนมัติ ณัชชาไม่ยอมรับโทรศัพท์ ยิ่งทำให้ฉันกระวนกระวายหนักกว่าเดิม หรือว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเธอเสียแล้ว ฉันเดินสะเปะสะปะไปข้างหน้า สอดส่องสายตาไปทั่วบริเวณ ทั้งถนนฝั่งนี้และอีกฝั่ง แต่ฉันจะรู้ได้ยังไงกันล่ะ รู้ได้ยังไงว่าใครคือเรด


            ฉันกำลังหวาดกลัวสุดชีวิต ถ้าณัชชาเป็นอะไรไป หรือใครก็ตามเป็นอะไรไปละก็ ฉันจะให้อภัยตัวเองได้ยังไง ฉันนี่แหละที่ปากโป้งบอกตำรวจ ฉันไม่ฟังคำเตือนของเรด ฉันเล่นผิดกติกาของเธอ และเธอก็กำลังจะลงโทษฉันด้วยวิธีที่เจ็บแสบที่สุด แทนที่จะทำร้ายฉัน เธอจะทำร้ายเพื่อนของฉันแทน เพราะเธอรู้ว่าฉันจะต้องรู้สึกผิด จะเป็นตราบาปในใจของฉันไปตลอดกาล ฉันจะยิ่งกลัวเกรงเธอมากกว่าเดิม และไม่กล้าขัดคำสั่งของเธออีกต่อไป ณัชชายังไม่รับโทรศัพท์เลย ฉันได้ยินแต่เสียงเพลงรอสายของเธอดังแล้วดังอีก


            “ขอร้องละ อย่าเป็นอะไรนะ” ฉันรู้สึกเหมือนกำลังจะร้องไห้ ดวงตาร้อนผ่าว หัวใจเต้นแรงด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด


            ร้อยโท หรือว่าฉันควรจะโทรหาร้อยโทตอนนี้เลย ฉันลดโทรศัพท์ลงจากหู ร้อยโททิ้งเบอร์ติดต่อไว้ให้พวกเราทั้งสามคนเผื่อสถานการณ์ฉุกเฉินหรือว่ามีเบาะแสจะแจ้งเพิ่มเติม ฉันบันทึกเบอร์โทรของเขาเอาไว้ในเครื่องตั้งแต่วันที่ได้เบอร์มาเลย


            “ร้อยโทกฤตชนินทร์พูดครับ”


            “คุณตำรวจคะ” เสียงของฉันสั่นเครือ “นี่วสุพูดนะคะ มันส่งจดหมายมาอีกแล้ว มันบอกว่าจะทำร้ายเพื่อนฉันคนใดคนหนึ่ง”


            “คุณวสุ ใจเย็นๆก่อนนะครับ ตอนนี้คุณอยู่ไหน” ร้อยโทถาม


            “ฉันอยู่หน้ามหาวิทยาลัย มันบอกให้ฉันออกมา และถ้าฉันจับมันได้ก่อน เพื่อนของฉันก็จะปลอดภัย ฉันโทรหาพร้อมฉัตรกับจีแล้ว พวกเขาโอเคค่ะ แต่ณัชชาไม่รับสายฉันเลย ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอหรือเปล่า ฉันจะทำยังไงดีคะ”


            ฉันไม่ได้ฟังว่าร้อยโทตอบมาว่ายังไงบ้าง ตอนนั้นสายตาของฉันมองไปทางร้าน Antique Brown ฉันเห็นณัชชาเดินออกมา ถึงจะอยู่ไกล แต่ฉันจำลอนผมแสนสวยของเธอได้ ฉันวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วขณะที่เธอกำลังจะข้ามถนน ภาพทั้งหมดที่เกิดขึ้นเหมือนภาพช้าในละครเกาหลีที่ฉันมักจะเห็นบ่อยๆ มันทำให้ฉันจำรายละเอียดได้ รถตู้สีขาวติดฟิล์มมืดคันหนึ่งแล่นมาเร็วมาก ถนนช่วงนั้นโล่งพอดี แต่ถึงจะโล่งยังไงก็ไม่ควรขับเร็วเมื่อเข้าใกล้เขตมหาวิทยาลัย คนขับน่าจะมองเห็นณัชชา แต่ไม่ได้ลดความเร็ว


            ฉันยืนนิ่งตัวแข็งค้างอยู่อีกฝั่งขณะมองรถตู้คันนั้นชนร่างอันแสนบอบบางของณัชชา เธอกระเด็นห่างออกไปประมาณหนึ่งเมตร รถคันนั้นชะงักอยู่เพียงครู่เดียว ฉันเห็นเงาของคนขับรถหมุนหักพวงมาลัยเลี้ยว รถพุ่งจากไป ฉันพยายามเพ่งมองทะเบียนรถ แต่รถคันนั้นไม่ได้ติดทะเบียน จากนั้นเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจของผู้หญิงก็ดังขึ้นตามมา คนแถวนั้นต่างออกมาชะโงกดู ลูกค้าในร้าน Antique Brown ก็พุ่งตัวออกมาดูนอกร้าน ฉันเห็นคนที่ไม่รู้จักหยิบโทรศัพท์ขึ้นกดสามหมายเลข คงจะโทรแจ้งตำรวจ  


            “คุณวสุ เกิดอะไรขึ้นครับ คุณวสุ คุณวสุ” เสียงของร้อยโทที่ดังออกจากโทรศัพท์เหมือนดังมาจากที่ไกลแสนไกล ฉันเดินไปข้างหน้า ข้ามถนนไปถึงเกาะกลาง ฉันเห็นร่างของณัชชาชัดถนัดตา แขนของเธอบิดไปด้านหลังอย่างน่ากลัว หัวเธอแตก มีเลือดไหลออกมา และหน้าของเธอก็ซีด


            “สุ” ใครบางคนเรียกชื่อฉัน ดึงร่างฉันเข้าไปกอด กดใบหน้าของฉันลงบนแผ่นอก ทำให้ฉันมองไม่เห็นภาพน่ากลัวนั้นอีก ไม่มีประโยชน์หรอก ต่อให้ปลอบฉันยังไง กอดฉันไว้แน่นแค่ไหน พยายามกดดวงตาให้มืดมิดเพียงใด ภาพนั้นจะยังติดตาฉันอยู่ จะยังติดแน่นอยู่ในความทรงจำของฉันจนวันตาย


            “สุ อย่ามองเลยนะ อย่ามอง” แล้วฉันก็จำได้ เสียงของคนที่กอดฉันไว้ นี่เป็นเสียงของจี


            ฉันจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมาถึงโรงพยาบาลได้ยังไง สมองเบลอๆราวกับถูกค้อนทุบ ฉันนั่งรออยู่หน้าห้องๆหนึ่ง ฉันไม่ได้เงยหน้ามองว่ามันคือห้องอะไร รู้แค่ว่าณัชชาถูกเข็นเข้าไปในห้องนั้น ทีมแพทย์ก็เดินตามเข้าไป จากนั้นฉันก็รอ ญาติของณัชชายังมาไม่ถึงเลยสักคน แต่ฉันก็เข้าใจหรอก พวกเขาอยู่กรุงเทพ กว่าจะมาถึงโรงพยาบาลของที่นี่ก็ใช้เวลาอย่างน้อยสองชั่วโมง จีมากับฉันด้วย และนั่งอยู่ข้างๆนี่เอง ฉันยังไม่ได้พูดอะไรกับเขาเลยสักคำ ยังตกใจและหวาดกลัวจนพูดอะไรไม่ออก


            แต่ละนาทีแห่งการรอคอยที่ผ่านพ้นไปราวกับนานเป็นปีๆ มือของฉันชุ่มเหงื่อ และฉันก็ร้องไห้ ร้องไห้ออกมาอีกแล้ว น้ำตาเปรอะเปื้อนเต็มใบหน้า น้ำมูกหยดออกมาจากจมูก ทั้งหมดเป็นเพราะฉันคนเดียว ฉันเริ่มพูดเรื่องเรดให้ตำรวจฟัง เพราะฉัน ณัชชาถึงต้องรับเคราะห์แบบนี้


            “สุ” จีเรียกชื่อฉันเบาๆ เขาขยับลงจากเก้าอี้และนั่งคุกเข้าอยู่ตรงหน้าฉัน “ณัชชาจะไม่เป็นอะไรหรอก เชื่อสิ” เขาพูดอย่างปลอบใจ ยกมือทั้งสองข้างขึ้นประคองแก้มฉัน ใช้นิ้วโป้งปาดน้ำตาของฉันออกไปอย่างแผ่วเบา แต่ฉันก็ยังรู้สึกแย่เหมือนเดิม และรู้สึกว่าไม่คู่ควรกับความใจดีแบบนี้เอาซะเลย ก็ฉันนี่แหละต้นเหตุ ฉันทำให้เพื่อนของตัวเองต้องนอนอยู่ในห้องนั้น


            “คุณวสุ” เสียงเข้มห้าวที่เรียกชื่อฉัน ทำให้ฉันกับจีเงยหน้าขึ้นมอง ร้อยโทกฤตชนินทร์ยืนอยู่ตรงหน้าเราทั้งคู่ คราวนี้สวมชุดตำรวจเต็มยศ “ผมขอถามเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นหน่อยได้ไหมครับ”


            “เดี๋ยวก่อนสิ” จีลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แต่เขาก็เตี้ยกว่าร้อยโทอยู่ดี เตี้ยกว่านิดหน่อย “เธอตกใจอยู่นะ ยังไม่พร้อมตอบคำถามอะไรของคุณหรอก” เขาขยับเอาตัวเข้าบังฉันให้พ้นจากสายตาของร้อยโท อย่างกับว่าทำแค่นั้นร้อยโทจะยอมลดความมุมานะลงอย่างนั้นแหละ เขาต้องอยากถามฉันอยู่แล้ว ในเมื่อก่อนหน้านี้ ฉันโทรหาเขานี่น่า และเขาก็คงจะได้ยินเสียงความวุ่นวายลอดผ่านโทรศัพท์แน่ๆ


            “ไม่เป็นไรหรอก จี” ฉันพูดเสียงเบาและลุกขึ้นยืน เดินออกมาพบหน้าร้อยโท “ถามมาได้เลยค่ะ ร้อยโท” ฉันเองก็มีเรื่องอยากจะถามเหมือนกัน ผ่านไปตั้งสัปดาห์กว่าๆแล้วตั้งแต่ที่ฉันบอกเรื่องเรด การสืบสวนยังไม่มีอะไรคืบหน้าอีกหรือ


            “คุณได้รับจดหมายจากคนๆนั้นอีกแล้วใช่ไหมครับ”


            “ใช่ค่ะ ในจดหมายบอกว่าจะทำร้ายเพื่อนฉันคนใดคนหนึ่ง และก็บอกให้ฉันออกมาที่หน้ามหาวิทยาลัย” ฉันตอบ น้ำเสียงราบเรียบจนไม่น่าเป็นไปได้ว่าก่อนหน้านี้ฉันยังร้องไห้อยู่เลย “ฉันทำจดหมายตกที่ไหนไม่รู้ตอนขี่จักรยานออกมาจากหอ แต่คิดว่าซองสีแดงกับกล่องพัสดุที่ใส่จดหมายมาน่าจะยังอยู่ที่หอพักค่ะ หรือไม่ก็อาจจะถูกทิ้งถังขยะไปแล้ว”


            “คุณเห็นเหตุการณ์ตอนที่รถชนหรือเปล่าครับ” ร้อยโทถามอย่างระมัดระวังคำพูด เขาหลีกเลี่ยงคำที่ว่าณัชชาถูกรถชน เพราะไม่อยากให้ฉันรู้สึกแย่ แต่ยังไงซะคำว่ารถชนมันก็แย่อยู่ดีในสถานการณ์อย่างนี้


            “เห็นค่ะ” ฉันพยักหน้า “เป็นรถตู้สีขาวติดฟิล์มมืด ฉันไม่เห็นคนขับเลย เห็นแค่เงาเท่านั้นเอง รถก็ไม่มีทะเบียนด้วย หลังจากที่รถ เอ่อ ชน ชนแล้วก็หนีไปเลยค่ะ นี่ไม่ใช่อุบัติเหตุแน่ ตอนนั้นถนนโล่ง มีรถคันนั้นวิ่งมาอยู่คันเดียว ดูยังไงก็ตั้งใจแน่นอน” ร้อยโทได้แต่พยักหน้าและจดสิ่งที่ฉันบอกลงสมุดพกพาเล่มเล็กๆของเขา


            “คนร้ายได้เขียนบอกไหมครับว่าทำไมจะทำร้ายเพื่อนของคุณ”


            “บอกค่ะ” ฉันตอบ “เพราะฉันเล่าเรื่องที่ได้รับจดหมายให้คุณรู้ไงคะ มันเคยสั่งไว้ว่าห้ามบอกตำรวจเด็ดขาด ถ้าบอกเมื่อไหร่ จะจัดการเพื่อนฉันทันที แต่ฉันก็คิดว่าจำเป็นต้องบอก เพราะฉันคิดว่าตำรวจคงจะช่วยฉันได้ ช่วยเพื่อนๆฉันได้เหมือนกัน และที่สำคัญคือตำรวจจะต้องตามจับมันได้ ฉันเข้าใจถูกต้องใช่ไหมคะ” ฉันอยากให้คำพูดนี้ของฉันเป็นเหมือนมีดไล่แทง มันจะได้ช่วยเร่งมือร้อยโทให้ตามหาเรดเจอไวๆ


            “ผมเข้าใจความหมายของคุณดีครับ” ร้อยโทบอก ฉันได้ยินเสียงเขาถอนหายใจอย่างแผ่วเบา “ผมกำลังพยายามเต็มที่ คุณไม่ต้องสงสัยในเรื่องนั้นเลย มันเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้วที่จะต้องตามหาตัวคนร้ายให้เจอ” ฉันรู้ดีว่าเขาก็ลำบากใจ แต่ฉันไม่ยิ่งกว่าหรือ ฉันทั้งกลัว กระวนกระวาย และหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา รู้สึกว่าตัวเองไม่ปลอดภัย มีแต่ฝันร้ายตามหลอกหลอน และคืนนี้ฝันร้ายของฉันก็จะเพิ่มภาพใหม่เข้ามา คือภาพของณัชชาที่นอนนิ่งอยู่บนถนน แค่นึกถึงสิ่งที่ฉันจะเห็นตอนหลับ ฉันก็อยากจะตื่นอยู่ตลอดทั้งคืนแล้ว


            “ค่ะ ฉันเชื่อ” ฉันทำได้เพียงตอบออกไปแบบนั้น โดยที่ใจจริงไม่หวังพึ่งพาอะไรทั้งสิ้น ก็ใครล่ะที่จับจีขึ้นศาลในฐานะผู้ต้องสงสัย ตำรวจนี่ไงละ ฉันรู้ดีว่าไม่ควรเหมารวมว่าตำรวจทุกคนจะเป็นเหมือนๆกันหมด แต่มันก็อดไม่ได้ ฉันที่เป็นแค่คนธรรมดาทั่วไปก็ได้แต่รับฟังข่าวสารและก้มหน้าอยู่กับชะตากรรมของตัวเองต่อไปเท่านั้นเอง


            “หมดคำถามแล้วหรือคะ” ฉันถามขึ้นเมื่อเขาเงียบไปนาน


            “คุณวสุ” ร้อยโทพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ฉันไม่แน่ใจว่าคิดไปเองหรือเปล่า ท่าทางของเขาดูเหมือนจะเห็นใจฉันหน่อยๆ “ตราบใดที่ผมยังดูแลคดีนี้อยู่ ผมขอรับรองว่าจะไม่ผิดซ้ำรอยเดิมของตำรวจคนเก่า และผมจะช่วยคุณกับเพื่อนให้ได้ ผมจะไม่ยอมปล่อยให้คนร้ายในคดีนี้ลอยนวลอีก”


            “ค่ะ” ฉันพยักหน้ารับรู้


            ร้อยโทกล่าวลาและเร่งฝีเท้าจากไป ฉันได้แต่มองตามเขาไป ใจหนึ่งก็หวังว่าเขาจะทำสำเร็จในไม่ช้า เขาช่วยฉันได้ เขาจะจับเรดได้ อีกใจก็ห่อเหี่ยวเกินกว่าจะเชื่อถือ แต่จะทำยังไงได้ ฉันคิดว่าเขาคงจะทำอย่างดีที่สุดในแบบของตำรวจนั่นแหละ


            “เขาเป็นผู้ดูแลคดีคนใหม่หรอ?” จีถามขึ้นอย่างอยากรู้


            “อืม” ฉันส่งเสียงตอบจากลำคอ


            ฉันกับจีนั่งลงตามเดิม นิ้วมือทั้งสิบของฉันไขว้กันอยู่บนตัก ยังคงรอคอยให้ประตูห้องพยาบาลนั้นเปิด มีหมอเดินออกมาบอกว่าณัชชาพ้นขีดอันตรายแล้วแบบในละครที่เคยดู ฉันยังคงเฝ้ารออย่างกังวล  

 

 

 

- 4 -     

            ณัชชาปลอดภัยแล้ว ทันทีที่หมอพูดคำนี้ออกมา ฉันเหมือนได้ปลดปล่อยภูเขาทั้งลูกออกไปจากบ่า ฉันอยู่โรงพยาบาลจนกระทั่งพวกเขาย้ายณัชชาออกจากห้องฉุกเฉินไปไว้ที่ห้องพักเดี่ยว จากนั้นก็กลับ ปล่อยให้ญาติของณัชชามาเฝ้าเธอเองจะดีกว่า ฉันไม่อยากอยู่อธิบายด้วยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แค่นี้ก็เจอเรื่องยุ่งวุ่นวายมากพออยู่แล้ว ฉันรู้สึกเหนื่อย แถมยังหิวด้วย เมื่อตอนเย็นยังไม่ได้กินอะไรเลยนี่น่า


            ถนนที่นี่ยามค่ำคืน แม้รถจะไม่เยอะนัก แต่ก็ไม่ถึงกับเปลี่ยวจนน่ากลัว ก็แค่เฉพาะถนนเส้นหลักหรอกนะที่ค่อนข้างจะปลอดภัย ส่วนตามตรอกซอกซอยฉันไม่รู้ เคยได้ยินข่าวไม่ดีบ่อยเรื่องที่มีพวกวิ่งราวมากระชากกระเป๋านักศึกษาตอนกลางคืน ฉันรู้สึกใจชื้นขึ้นมาหน่อยที่ไม่ได้อยู่คนเดียว อย่างน้อยก็มีจีเดินมากับฉันด้วย และเขาก็อาสาว่าจะไปส่งถึงหอพักเลย


            “ถ้ามีรถสักคันก็ดีเหมือนกันเนอะ” จีพูดขึ้นมาขณะเดินลากเท้าบนฟุตบาท กว่าจะเดินถึงมหาวิทยาลัยของฉันอาจจะกินเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงก็ได้ และเราก็ตกลงกันแล้วว่าจะไม่ขึ้นมอเตอร์ไซค์รับจ้างตอนกลางคืนเด็ดขาดเลย คือจริงๆแล้ว เป็นการตกลงฝ่ายเดียวน่ะ ฉันเอง


            “นี่ เธอจะไปก่อนก็ได้นะ จะนั่งเมล์เครื่องกลับไปเลยก็ได้” ฉันบอก เอ่อ ขออธิบายตรงนี้นิดนะ ที่นี่เขาจะเรียกมอเตอร์ไซค์กันว่า เมล์เครื่องแปลกไหมละ ตอนปีหนึ่ง ฉันงงมากเลยว่ามันคืออะไร เคยเข้าใจว่าพวกเพื่อนๆหมายถึงรถเมล์ แล้วก็มารู้เอาทีหลังว่ามันคือมอเตอร์ไซค์ ฉันเป็นคนกรุงเทพโดยกำเนิด ไม่เคยไปอาศัยอยู่ต่างจังหวัด ปู่ย่าตายายของฉันก็อยู่กรุงเทพ ช่วงสงกรานต์ที่เขาออกต่างจังหวัดกันหมด ฉันยังอยู่กรุงเทพเลย เพราะฉะนั้น อย่าหาว่าฉันหัวสูงที่ไม่รู้จักศัพท์พวกนี้เลยนะ ฉันก็แค่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเพราะดักดานอยู่ในกะลาต่างหาก


            “พูดจริง? เดินกลับคนเดียวตอนนี้ได้แน่หรอ” จีหันมาถาม


            “ได้” ฉันพูดอุบอิบอยู่ในคอ


            “จริงๆแล้ว บ้านเถ้าแก่ฉันอยู่ใกล้กว่านะ สุจะไปพักซักคืนก็คงไม่เป็นไร ไปไหม จะได้ไม่ต้องเดินไกลด้วยเดินเข้าซอยข้างหน้า แล้วก็ลัดไปหน่อยเดียวเอง” เป็นข้อเสนอที่หอมหวานมากเลย


            “ไม่ได้หรอก” ถึงจะหอมหวานแค่ไหน ฉันก็ต้องปฏิเสธ เท่าที่รู้มา บ้านเถ้าแก่มีผู้อยู่อาศัยสองคน คือตัวเถ้าแก่กับจี พ่อแม่ของเถ้าแก่เปิดร้านอยู่กรุงเทพ และบางทีในบ้านหลังนั้นก็มีแขกไม่ได้รับเชิญอย่างคุณพี่โจรอยสัก หรือเด็กสักคนในร้าน


            “แต่จีไม่อยากเดินไกลแล้วนี่” แล้วใครใช้ให้เดิน แล้วใครที่อาสาจะพาฉันไปส่ง อย่ามางอแงแถวนี้ได้ไหม อารมณ์ฉันยิ่งไม่ค่อยจะปกติอยู่ด้วย ไม่ใช่อารมณ์ที่จะมาต่อกรกับการกวนประสาทนะ วันนี้ฉันทั้งตกใจ ร้องไห้ เสียใจ หวาดกลัว ครบสูตร


            “ไม่อยากเดินไกล ก็เรื่องของเธอ” ฉันแทบจะตวาด


            “กลับเองได้แน่หรอ ทางเปลี่ยวนะ น่ากลัวออก สุยิ่งตัวเล็กๆอยู่ด้วย ถึงจะไม่สวยเท่าไหร่ แต่คนพวกนี้ พอหน้ามืดก็ไม่เลือกหน้าเลยนะ” ยังมีหน้ามาข่มขวัญฉันอีก แล้วมันอะไรที่บอกว่าฉันไม่สวยน่ะ เออ ก็ยอมรับว่าฉันไม่ได้สวยน่ารัก ตัวก็เตี้ย แต่พอออกมาจากปากเขา มันเหมือนโดนมีดแทงยังไงไม่รู้


            “ฉันกลับได้” โกหก นั่นเป็นคำโกหกคำโตที่สุดเลย ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะกล้าเดินกลับคนเดียวหรอก ไม่ได้กลัวถูกอุ้มนะ แต่กลัวถูกฆ่าชิงทรัพย์


            “ปากแข็ง” เขาว่าเข้าให้ คว้าข้อมือฉันและลากให้เดินไปข้างหน้าอย่างเร็ว “มาเถอะน่า รับรองบ้านเถ้าแก่ปลอดภัยแน่ เขาเลี้ยงหมาด้วยนะ ถ้ามีคนแปลกหน้ามา มันจะเห่าเตือนเราเอง แล้วก็ไม่ต้องห่วงเรื่องห้องนอน เดี๋ยวฉันให้เธอนอนบนเตียง ฉันนอนข้างล่างเอง เรื่องชุดนอนก็ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวให้ยืม แปรงสีฟันที่ยังไม่ได้ใช้ ฉันก็มี เธอเอาไปใช้ได้เลย พรุ่งนี้จะปลุกตั้งแต่หกโมงเช้า ฉันจะทำอะไรให้กิน แล้วจะยืมรถเครื่องของเถ้าแก่ไปส่งเธอถึงหอพักเลย ตกลงนะ”


            การพูดว่า ตกลงนะไม่เหมือนกับพูดว่า ตกลงไหมเพราะแบบที่สองอย่างน้อยก็ต้องรอฟังเหตุผลและการตัดสินใจของอีกฝ่ายก่อน แต่สำหรับแบบที่หนึ่ง ก็คือแบบจีเนี่ยแหละ พูดเองเออเองเสร็จสรรพ


            “จี ก็บอกว่าฉันไปคนเดียวได้”


            “ถึงจะไปได้ก็ไม่ให้ไป” เขาพูดเสียงเด็ดขาด “ไม่รู้แหละ จีจะให้สุนอนที่บ้าน”


            โอ๊ย จะบ้า เอาแต่ใจเข้าไปสิ แล้วทำไมเดี๋ยวนี้ชอบเรียกแทนตัวเองด้วยชื่อบ่อยๆ ชื่อฉันก็ด้วย แต่ฉันก็ไม่ต้องคิดหาคำตอบอยู่นานนัก มันผุดขึ้นเองในหัว เวลาเขาเรียกแทนตัวเองด้วยชื่อทีไร จะเป็นตอนเอาแต่ใจหรือไม่ก็อ้อนฉันอยู่ทุกที กำลังพยายามทำตัว แอ๊บแบ๋ว แน่เลยหมอนี่ ฉันต้องพยายามทำใจสงบอีกแล้วใช่ไหม แต่ก่อนอื่น ดึงข้อมือของตัวเองออกจากมือเขาก่อนดีกว่า ค่อยๆดึง จะได้ดูเหมือนว่ามันเลื่อนหลุดเองฉันไม่ได้กระชากออก ฉันดึงทีละนิดอย่างเชื่องช้า แต่แล้วเขาก็เหมือนจะรู้ตัวจึงยอมปล่อยอย่างง่ายดาย ค่อยยังชั่วหน่อย


            ฉันเดินตามเขาไป จีเดินช้าๆอย่างไม่เร่งรีบนำหน้าฉันอยู่สองก้าวและไม่ได้เปิดบทสนทนาขึ้นมาอีก ฉันจึงมีโอกาสคิดอะไรเงียบๆ อย่างแรกคือเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ ไม่ว่าเรดจะเป็นใคร คนๆนี้จะต้องมีเงินพอสมควร ถ้าไม่ใช่ตัวเธอที่ขับรถคันนั้น ก็ต้องว่าจ้างให้คนอื่นทำแทน ฉันไม่คิดว่านั่นเป็นอุบัติเหตุ ก็อย่างที่ได้บอกกับร้อยโทไปแล้ว รถคันนั้นพุ่งมาเร็วมาก ตั้งใจชนณัชชาให้กระเด็นแล้วก็หนีไป อีกอย่างรถคันนั้นไม่มีป้ายทะเบียน แค่นี้ก็รู้แล้วชัดเจนว่าคนขับไม่ต้องการให้ใครหาพบ


            ครั้งนี้แรงเกินไป แรงมากเกินกว่าครั้งไหน เรดอาจจะเคยขู่ฉันด้วยมะเขือเทศ โยนตุ๊กตาผ้าจากดาดฟ้า หรือทำลายห้องนอนฉันที่หอพัก แต่ก็ไม่เคยทำร้ายใครให้เจ็บ จนกระทั่งตอนนี้ มันยิ่งประกาศให้ฉันรู้ว่ามันเก่งกาจแค่ไหน สามารถทำในสิ่งที่ฉันนึกไม่ถึง และฉันต้องทำตามที่มันสั่งทุกอย่าง


            ฉันนึกภาพมะเขือเทศหน้าบ้านขึ้นให้ชัดถนัดตา ลบภาพถนนกับฟุตบาทในตอนนี้ออกไปให้หมด แล้วนึกถึงทุกสิ่งที่อย่างที่มันทำกับฉัน พร้อมฉัตร และณัชชา


            ได้ ฉันจะยอม ฉันจะยอมทำตามที่เรดบอกทุกอย่าง แต่ฉันก็จะโต้ตอบด้วย ฉันอาจจะไม่ใช่ผู้หญิงเก่งหรือแข็งแรงอย่างแบล็กวิโดว์ในการ์ตูนเรื่องอะเวนเจอร์ส ฉันไม่ได้ฉลาดหรือเข้มแข็งอย่างมารี คูรี แต่ฉันใจสู้ ฉันจะไม่ทนให้ใครมาทำแบบนี้อีกแล้ว เรดบอกว่าเกมนี้ชื่อ จับให้ได้ ถ้าแน่จริงใช่ไหม ได้เลย! ฉันจะล่อมันออกมาให้ได้ ด้วยมือคู่นี้ มันสมองน้อยนิด กับความกล้าแค่หางอึ่งนี่แหละ ให้มันรู้ไปสิว่าคนอ่อนแอจะไม่มีวันทำอะไรได้เลย


            “จี” ฉันเรียก


            “หือ” เขาเอี้ยวหน้ามามอง


            “ที่บ้านมีคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊ก กับอินเตอร์เน็ตไหม” ฉันถาม ตกใจกับน้ำเสียงตัวเองนิดหน่อย มันฟังดูโหดๆเหมือนฉันกำลังจะต่อยของพวกนั้นให้แหลกคามือ   


            “มีสิ บ้านเถ้าแก่ไม่ได้อยู่หลังเขานะ” จีตอบแล้วตั้งหน้าตั้งตาเดินต่อ “ไม่ได้เปิดเฟซบุ๊กดูสักวันจะทำให้หงุดหงิดหรอ” คำพูดนั้นทำให้ฉันถลึงตาใส่แผ่นหลังของเขา ฉันไม่ได้ติดเฟซบุ๊กนะ ไม่เคยติดเลยด้วย ที่ต้องใช้อินเตอร์เน็ตเพราะฉันกำลังจะดำเนินการตามแผนต่างหาก


            “ไม่ใช่” ฉันตอบเบาๆ แล้วก็ครุ่นคิดอีกครั้ง ถ้าทำเรื่องนี้คนเดียว ฉันอาจไม่ไหวก็ได้ หรือจะขอให้พร้อมฉัตรช่วย แต่ฉันว่าเธอคงไม่ยอมหรอก เธอไม่มองหน้าฉันด้วยซ้ำ คงจะโกรธที่ฉันเข้าข้างณัชชาและไม่ได้ฟังเธออธิบาย ฉันไม่กล้าที่จะไปขอให้ช่วยหรอกในเมื่อฉันใจร้ายกับเธอแบบนั้น ฉันมองจีอย่างไม่แน่ใจนัก จะลากเขาเข้ามาเกี่ยวด้วยดีไหม


            “เลี้ยวตรงนี้ก็ถึงแล้วละ” เขาหันมาบอก ฉันสลัดความคิดเกี่ยวกับแผนการออกไปชั่วครู่ เพิ่งรู้ว่าตัวเองเดินเข้ามาในย่านชุมชนแล้ว ถ้าให้ฉันมาเอง ก็คงมาไม่ถูก ไม่ได้จดจำเส้นทางเลยสักนิด


            ก็ต้องยอมรับละนะว่าใกล้กว่าเดินไปมหาวิทยาลัยเยอะเลย ฉันเงยหน้าขึ้นดูบ้านสองชั้นที่เรียงรายเป็นตับ หน้าตาเหมือนๆกันหมด บ้านเถ้าแก่ก็คงไม่แตกต่างจากนี้มากนักหรอก ฉันคิดอยู่ไม่ทันไรจีก็หยุดยืนอยู่หน้าบ้านสองชั้นทาสีขาวที่ไม่สะดุดตา ประตูรั้วเหล็กท่าทางเก่ามากแล้ว สีที่ทาไว้มีรอยกะเทาะอยู่หลายแห่ง ถ้าจับแล้วสีจะร่อนติดมือมาเป็นแผ่นหรือเปล่านะ จีเปิดประตูรั้วแล้วเดินนำเข้าบ้าน


            ภายในปูกระเบื้องสีฟ้า ไฟเปิดทั้งไว้หนึ่งดวง มีโซฟาหนึ่งชุดวางติดหน้าต่าง และโต๊ะตั้งโทรทัศน์อยู่ห่างออกไปประมาณห้าฟุต เห็นแวบแรกก็รู้ว่านี่บ้านชายโสด มันรกได้ใจจริงๆ ข้าวของอะไรไม่รู้วางกองเกลื่อนกลาด หนังสือพิมพ์วางกองอยู่มุมหนึ่ง เสื้อผ้าอยู่อีกมุม โต๊ะวางของที่อยู่ชิดกำแพงด้านหนึ่งมีอะไรต่อมิอะไรวางมั่วไปหมด ทั้งไฟฉาย พวงกุญแจ หวี หรือแม้แต่ชามข้าว ฉันไม่ค่อยชินกับอะไรรกๆแทบจะรับไม่ได้กับภาพที่เห็น ทนใช้ชีวิตอยู่แบบนี้ได้ยังไงนะพวกผู้ชายเนี่ย


            “ขอโทษนะ รกไปหน่อย” จีหัวเราะแหะๆแก้เขิน


            ฉันยังไม่ได้ตอบอะไร เพราะได้ยินเสียงเรียกของเถ้าแก่ดังลงมาจากชั้นสองพร้อมกับเสียงลงบันได เมื่อเห็นร่างหนุ่มโสดอีกคน ฉันก็รีบหันหลังกลับ เถ้าแก่คงเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จหมาดๆ ฉันต้องขอบคุณเขานะที่อย่างน้อยก็นุ่งผ้าขนหนูปิดช่วงล่างไว้ด้วย  


            “เฮ้ย!” เถ้าแก่ตกใจไม่ต่างจากฉันเท่าไหร่ “ไอ้จี ทำไมไม่โทรมาบอกก่อนวะ” ฉันได้ยินเสียงตึงตังขณะเถ้าแก่วิ่งกลับขึ้นไปชั้นบน


            “ขอโทษ” จีตะโกนขึ้นไป แล้วก็หันมาหาฉัน “ขอโทษนะที่เธอต้องมาเห็นอะไรแบบนี้”


            “ช่างเถอะ” ฉันบอกปัดอย่างไม่ค่อยใส่ใจ จะว่าไปฉันก็ผิดเหมือนกันที่ไม่ให้จีโทรศัพท์มาบอกเถ้าแก่ก่อน


            “เธอหิวไหม” จีถามเสียงสดใส


            “ก็นิดหน่อย” ฉันตอบอย่างอ้อมแอ้ม รู้สึกว่ากะเพราะกำลังร่ำร้องอย่างบ้าคลั่ง “มีมาม่าหรือเปล่า ฉันกินมาม่าก็ได้”


            “มีอยู่แล้ว” จียิ้มตอบ “นั่งรออยู่แถวนี้แหละ เดี๋ยวต้มมาให้กิน ไม่ต้องเข้ามาช่วยหรอก ไปนั่งรอได้เลย” เขาชี้ไปทางโซฟาแล้วก็เดินเข้าครัวไปอย่างรวดเร็ว  ฉันชอบความคิดที่จะนั่งรออยู่แล้วละ อย่าหาว่าขี้เกียจหรือไม่รู้จักเกรงใจเลยนะ


            ฉันนั่งตรงริมด้านในของโซฟา เพราะมันเป็นจุดเดียวที่ไม่มีนิตยสารแบบผู้ชายๆวางไว้ จะว่าไปนิตยสารพวกนี้ฉันก็ไม่เคยเปิดดูเลยนะ ก็แหม เวลาไปร้านหนังสือ จะกล้าหยิบนิตยสารแบบนี้มาเปิดดูได้ไง ก็ฉันเป็นผู้หญิงนี่ จะเปิดดูนางแบบชุดว่ายน้ำมันน่าอายยังไงก็ไม่รู้ แต่ตอนนี้ไม่มีใคร จีก็อยู่ในครัว เถ้าแก่ก็ยังอยู่ข้างบน เปิดดูหน่อยแล้วกัน อยากรู้ว่าจะสวยเซ็กซี่แค่ไหน ฉันเอื้อมมือไปหยิบขึ้นมาเปิดดู อื้อหือ~ เผอิญว่าฉันเปิดเอาหน้ากลางๆพอดี ไม่ขออธิบายมาก ขอบอกแค่ว่า สุดยอดเลย


            เถ้าแก่กำลังเดินลงบันได ฉันรีบปิดนิตยสารและโยนมันไว้ที่เดิม ล้วงมือลงกระเป๋ากางเกงขาสั้น ทำเป็นหยิบโทรศัพท์มาเล่นอย่างแนบเนียน


            “เพื่อนเป็นยังไงบ้าง” เถ้าแก่ถามพลางเดินใกล้เข้ามา ฉันรู้ว่าเขาถามถึงณัชชา เหตุมันเกิดใกล้หน้าร้าน


            “ปลอดภัยแล้วค่ะ” ฉันตอบ “แต่ต้องนอนโรงพยาบาล


            “ไม่เป็นอะไรมากก็ดีแล้ว” เถ้าแก่พูดเหมือนปลอบๆ ฉันไม่แน่ใจหรอกว่าคำพูดนั้นจะถูกต้อง เท่าที่รู้ หมอบอกฉันมาว่าณัชชาต้องเข้าเฝือกที่แขนขวากับขาข้างซ้าย ต้องใส่เฝือกประมาณหนึ่งเดือน เท่ากับว่าชีวิตปกติของเธอจะเปลี่ยนไปเลยละ คงทำอะไรลำบากน่าดูถ้ามีของเทอะทะแบบนั้น ขยับแขนขวากับขาซ้ายไม่ได้ ฉันนึกภาพไม่ออกว่าถ้าตัวเองใส่เฝือกแบบนั้นบ้าง ฉันจะเดิน เข้าเรียน หรืออาบน้ำได้ยังไง


            เถ้าแก่ดูเหมือนนึกไม่ออกว่าจะพูดอะไรกับฉันต่อดี เขาจึงยิ้มแล้วเดินไปทางครัว จากนั้นฉันก็ได้ยินเสียงพูดคุยเบาๆของเขากับจีลอยออกมา แต่ฉันจับใจความไม่ได้ว่าพวกเขาพูดอะไร เนื่องจากมันเบามาก ฉันได้ยินเหมือนเสียงผึ้งบ่นด้วยซ้ำ สักพักเถ้าแก่ก็เดินออกจากครัว เมื่อเห็นว่าฉันมองอยู่ เขาก็หันมายิ้มให้อีกแล้วก็เดินขึ้นบันไดโดยไม่พูดอะไร


            ฉันได้กินอาหารฝีมือจีซึ่งก็คือมาม่าต้มกลิ่นหอมฉุย เขาต้มมาม่าออกมาสองชาม สำหรับตัวเองหนึ่ง และของฉันอีกหนึ่ง คงเพราะหิวมากเป็นทุนเดิม ฉันจึงรู้สึกว่ามันอร่อยถูกปากอย่างที่สุด แทบจะยกชามขึ้นซดจนหยดสุดท้าย ถ้าอยู่บ้านตัวเองและอยู่คนเดียวก็คงยกชามแล้วละ  


            เมื่อกะเพราะของฉันได้อิ่มหนำสำราญมีความสุขไปแล้ว ตอนนี้แผ่นหลังของฉันก็ร่ำร้องขึ้นมาอีกว่าอยากจะเอนตัวลงบนฟูก เอาไว้ก่อนน่า ฉันบอกตัวเอง ก่อนจะเอนกายลงนอนอย่างสบายตัว ฉันมีอีกอย่างที่ต้องทำ นั่นคือส่งอีเมล์ไปหาเรด ดำเนินการตามแผนที่ฉันวางไว้ แผนที่ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีก็คิดออก ฉันไม่คิดว่าแผนของตัวเองดีเลิศเข้าขั้นอัจฉริยะหรอก มันอาจเป็นสิ่งที่โง่ที่สุดตั้งแต่ที่เคยทำมาเลยก็ได้ แต่อย่างที่บอกไปแล้ว ครั้งนี้ฉันจะไม่ยอมอยู่เฉยให้ถูกกระทำฝ่ายเดียวอีกแล้ว


            จีพาฉันมาที่ห้อง ถือว่าเป็นห้องนอนที่สภาพดีกว่าข้างล่างพอสมควร อย่างน้อยห้องของเขาก็ไม่รกจนดูไม่ได้ ฉันนึกว่าจะต้องทนเห็นซากกางเกงยีนที่ใส่มาแล้วห้าครั้งวางพาดบนเตียงซะอีก แต่ห้องของจีก็ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย เตียง โต๊ะ และตู้เสื้อผ้าวางชิดมุม อีกด้านของห้องเป็นส่วนที่เขาใช้ทำงาน ฉันเกือบลืมไปแล้วว่าเขาชอบทำเฟอร์นิเจอร์เล็กๆสำหรับตั้งโชว์ เขาเคยทำเก้าอี้ไม้ตัวเล็กให้ฉันตัวหนึ่ง ซึ่งฉันทิ้งไว้ที่บ้านไม่ได้เอามาไว้ที่หอพักด้วย มันอาจจะดีแล้วก็ได้ที่ลืมทิ้งไว้ ไม่อย่างนั้นจากโต๊ะสีขาวน่ารัก คงกลายเป็นสีแดงไปแล้ว


            “เธอขายของพวกนี้ที่ร้านเถ้าแก่ด้วยใช่ไหม” ฉันเดินเข้าไปในบริเวณโรงงานขนาดเล็กจิ๋วของเขา “ขายดีหรือเปล่า”


            “ก็เรื่อยๆ” เขาตอบพลางนั่งลงบนเตียง


            “ขอยืมโน้ตบุ๊กหน่อยสิ” ฉันหันไปขอ “ต่ออินเตอร์เน็ตให้ด้วยนะ”


            “อะไรจะติดเฟซบุ๊กขนาดนี้” เขาขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ แต่เข้าใจแบบนั้นก็ดีแล้ว คิดว่าฉันจะเปิดเฟซบุ๊กนั่นแหละดี จะได้ไม่ต้องมายุ่งวุ่นวายว่าฉันจะทำอะไร จีเดินไปที่โต๊ะ จัดการเปิดเครื่องและต่อสายอินเตอร์เน็ตให้เรียบร้อย


            “ขอบคุณ” ฉันลุกขึ้นและเดินไปนั่งที่เก้าอี้


            “เชิญตามสบาย” จีผายมืออย่างเชื้อเชิญให้ฉันใช้ได้เต็มที่ “ฉันไปอาบน้ำก่อนนะ”


            ตามสบายเถอะ ฉันคิดในใจแต่ไม่ได้พูดออกไป ตอนนี้ฉันหันมาจดจ่อกับหน้าจอแล้ว เปิดเข้าอีเมล์ของตัวเองและหาอีเมล์แอดเดรสของเรด จากนั้นก็กดที่ส่งจดหมาย ฉันพิมพ์ข้อความลงไปอย่างรวดเร็ว อ่านทวนอยู่สี่รอบ แก้ไขนิดๆหน่อย ก่อนจะตัดสินใจกดส่ง


            เอาละ ชอบเล่มเกมนักใช่ไหมนังตัวดี มาเล่มเกมกัน!





 

- 5 -


            ฉันฝันอีกแล้ว แต่ข้อดีของมันก็คือ ฉันมักจะรู้ตัวเสมอว่ากำลังฝันอยู่ ขณะที่คนส่วนใหญ่มักไม่รู้ว่าตัวเองกำลังฝันหากยังอยู่ในความฝันนั้น แต่ฉันจะรู้ตลอด รับรู้ว่าสิ่งที่เห็นนี้คือฝัน ไม่ใช่เรื่องจริง แต่ข้อเสียก็คือ ต่อให้รู้ยังไง ฉันก็ออกไปจากความฝันไม่ได้หากยังไม่ถึงเวลา ฉันบังคับให้ตัวเองตื่นไม่ได้ จำเป็นต้องทนเดินไปตามความฝันจนกว่าจะออกมาได้เอง


            เริ่มแรกฉันเห็นจูเลียบอกว่าโปรเจกต์ละครถูกยกเลิกถ้าหากเราหาเงินมาจ่ายให้อาจารย์ครบหนึ่งล้านไม่ได้ พวกเราก็จะไม่มีสิทธิ์ใช้โรงละครของมหาวิทยาลัยสำหรับการแสดง แต่แล้วภาพความฝันก็เปลี่ยน ฉันเดินอยู่กลางป่า ที่เดิมเหมือนอย่างที่ฝันทุกครั้ง แล้วฉันก็เห็นคนใส่เสื้อคลุมสีแดงยืนอยู่ตรงหน้า คราวนี้เธอไม่ได้หยิบมีดออกมา แต่เป็นเคียวเล่มใหญ่แบบที่เคยเห็นในการ์ตูนหรือภาพวาดยมทูต ฉันหันหลังวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต ไม่คิดจะมองย้อนกลับไป ฉันวิ่งอย่างเดียว ล้มลุกคลุกคลาน หนามต้นไม้บาดแขนขาจนเลือดไหลซิบ แล้วฉันก็ได้เห็นภาพที่สยดสยองที่สุด ท่ามกลางดงต้นไม้ ฉันเห็นร่างของณัชชานอนอยู่บนพื้น แขนบิดไปข้างหนึ่งอย่างน่ากลัว ดวงตาเบิกค้างและไร้ลมหายใจ


            ฉันเริ่มร้องไห้อย่างหวาดกลัว พยายามเขย่าร่างณัชชา แต่เธอก็ไม่ฟื้น ไม่มีท่าทีว่าจะขยับร่างกายได้เอง และแล้วมันก็ตามมาทัน คนที่สวมเสื้อคลุมสีแดงกับเคียวเล่มใหญ่ในมือ ฉันจำใจต้องทิ้งณัชชาไว้แบบนั้นและวิ่งต่อ ภาพของป่าทึบเริ่มหายไป ฉันอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมสีขาวกับคนชุดสีแดงที่ไม่มีหน้า ฉันวิ่งวนไปรอบห้องพยายามหาทางออก แต่ห้องนี้ไม่มีประตู มีแต่ผนังสีขาวปิดตายทั้งสี่ด้าน ฉันทั้งร้องตะโกน ทุบผนังหวังให้มีใครได้ยิน


            “สุ! สุ ตื่นสิ สุ!


            ฉันสะดุ้งลุกขึ้นนั่ง ผ้าห่มเลื่อนมากองอยู่ที่หน้าตัก เหงื่อไหลลงมาจากหน้าผาก รู้สึกได้ว่าผมของตัวเองเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ ดวงตาของฉันเบิกโพลงเต็มที่ แสงสว่างจางๆส่องมาจากโคมไฟข้างเตียง ฉันหันไปมองคนที่ปลุกให้ฉันตื่น จีนั่งอยู่ใกล้ๆนี่เอง สีหน้ามีแววตื่นตระหนก


            “เป็นอะไรไหม” เขาถามอย่างห่วงใย


            “ไม่ ไม่เป็นไร” ฉันยกมือขึ้นลูบหน้า ยังหวาดผวากับความฝันอยู่นิดหน่อย เสียงก็เลยสั่นๆ


            “เธอฝันร้าย” จีพูดเบาๆ


            “ใช่” ฉันพยักหน้า “ขอโทษที่ทำให้ตื่นนะ” ฉันบอกอย่างรู้สึกผิด นี่ต้องดึกมาแล้วแน่ๆ ฉันดันทำให้เขาตื่นด้วยเรื่องไร้สาระอย่างฝันร้าย


            “ไม่เป็นไร” จีรีบบอกทันที ขยับขึ้นมานั่งบนสมาธิบนเตียง “เธออยากพูดถึงมันรึเปล่า”


            “คิดว่าไม่” ฉันตอบเร็วโดยไม่ต้องหยุดคิด ไม่อยากนึกถึงสิ่งที่เห็นในฝันอีกแล้วแม้ภาพจะยังติดตาอยู่ก็ตาม ฉันจำได้ว่าตอนเด็กๆก็เคยฝันร้าย ตื่นมาด้วยความตกใจมากจนร้องไห้ แต่พ่อก็ไม่ได้สนใจ เขาแค่ถามฉันว่าร้องไห้ทำไม พอฉันตอบว่าฝันร้าย เขาก็ทำสีหน้าเบื่อหน่ายแล้วไม่ถามอะไรฉันอีก


            “จี ไปนอนเถอะ” ฉันบอกเขาอย่างรู้สึกเกรงใจ “ฉันไม่เป็นไร”


            “ไม่รู้สิ” เขาเอี้ยวไปหยิบนาฬิกามาให้ฉันดู “นี่ตีห้าแล้ว อีกชั่วโมงก็ต้องลุกอยู่ดี ฉันคงไม่กลับไปนอนแล้วละ เธอก็ไม่อยากนอนแล้วเหมือนกันใช่ไหม” เขาพูดอย่างรู้ดี แต่มันก็จริงอย่างที่เขาพูด ถ้านี่ปาไปตีห้าแล้วละก็ คงไม่จำเป็นต้องเอนหลังลงนอนพยายามจะหลับอีกครั้ง


            “อือ” ฉันส่งเสียงตอบสั้นๆ จีขยับลงจากเตียงเดินไปเปิดไฟให้สว่างโร่ทั่วทั้งห้อง ฉันแสบตาจนลืมไม่ขึ้น จะอยากไปหลับต่อก็เพราะเปิดไฟนี่แหละ


            เมื่อดวงตาเริ่มชินกับแสง ฉันก็ลืมตาขึ้นได้เป็นปกติ พัดลมตัวใหญ่ที่วางอยู่ปลายเตียงยังส่ายไปมาด้วยเบอร์แรงสุด ข้างๆเตียงที่ฉันนอนอยู่มีผ้ากับหมอนวางกองอยู่บนพื้น จีนอนอยู่กับพื้นข้างล่างนั่นทั้งคืน ตอนแรกก็เถียงกันอยู่ว่าใครจะนอนเตียง ฉันก็จะให้เขานอนเตียง ส่วนตัวเองจะนอนข้างล่างแทน ฉันนอนตรงไหนก็หลับได้อยู่แล้ว ฉันเป็นคนหลับง่าย แต่จีก็เถียงว่าฉันเป็นผู้หญิงนะ จะลงมานอนกับพื้นได้ยังไง เถียงกันไปเถียงกันมา ฉันเริ่มง่วงมากขึ้นเรื่อยๆก็เลยยอมให้เขานอนข้างล่างตามแต่ใจเขาต้องการ เถียงจีเนี่ยพอๆกับเถียงณัชชา ทำให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์และเถียงไม่ชนะด้วย คนอะไรไม่รู้ ทั้งดื้อทั้งเอาแต่ใจไม่มีใครเกิน


            ฉันขอใช้โน้ตบุ๊กของเขาอีกรอบ ซึ่งเขาก็พยักหน้าอย่างสะลึมสะลือบอกว่าเชิญตามสบาย จีกำลังให้ความสนใจกับบรรดาพวงกุญแจที่เขาทำค้างไว้ ฉันเห็นว่าเขาเตรียมอุปกรณ์สำหรับลงสีด้วย ออกจะขัดแย้งกันอยู่นะที่เห็นเด็กคณะวิทยาศาสตร์เอกคอมพิวเตอร์นั่งระบายสีพวงกุญแจทำเอง แล้วฉันก็นึกถึงพ่อของเขาขึ้นมา คนที่ฉันไม่รู้ว่าเป็นใครและเป็นคนยังไงกันแน่ถึงบังคับให้ลูกชายเรียนต่อในทางที่ไม่ใช่เอาซะเลย รวมถึงใช้เงินที่น่าจะเยอะอยู่กับการพยายามเก็บลูกชายไว้ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ให้ได้ ไม่ว่าความสัมพันธ์จะเป็นแบบไหน ก็พอจะเดาได้ว่าคงไม่สนิทกันเลย พ่อก็ไม่รู้จักตัวตนจริงๆของลูกชาย ลูกชายก็ไม่อยากพูดกับพ่อ ที่ฉันรู้ว่าจีไม่อยากพูด เพราะวันที่แอบฟังเถ้าแก่คุยกับจีนั่นแหละ เถ้าแก่บังคับให้จีโทรหาพ่อ ซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมจีจะต้องโทรไป


            ฉันอยากจะถามเขานะว่า อยากพูดเรื่องนี้ไหมแต่ไม่กล้าพอ จีเคยประกาศไว้แล้วว่าฉันถามได้ทุกอย่างยกเว้นเรื่องครอบครัว ฉันกลัวว่าถ้าพยายามไปก้าวก่าย แสดงท่าทางอยากรู้อยากเห็นเกินไป เขาจะรู้สึกรังเกียจฉันขึ้นมาน่ะสิ และยอมรับเลยนะ ยอมรับไว้ตรงนี้ชัดๆเลยว่า ฉันไม่อยากให้เขาเกลียด


            ฉันเปิดอีเมล์ของตัวเองขึ้นดู เรดส่งกลับมาแล้ว เพิ่งส่งมาตอนตีสี่นี่เอง คนประเภทไหนกันนั่งเล่นคอมฯตอนตีสี่ ฉันขมวดคิ้วแล้วกดเปิดจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นดู


 

น่าสนุกนี่

 

            แค่นี้? ฉันเลื่อนเมาส์ลงดูข้างล่าง เลื่อนขึ้นข้างบน เรดตอบอีเมล์ฉันกลับมาแค่สามคำ โอ๊ย จะบ้า ตกลงเธอจะว่ายังไงบ้าง ก็ไม่เห็นบอก เขียนแค่ว่าน่าสนุกนี่ แล้วฉันจะรู้คำตอบจริงๆของเธอได้ไง หรือว่ากำลังตรวจสอบข้อความที่ฉันส่งให้อยู่ว่าจริงแค่ไหน ข้อความที่ฉันให้ทั้งหมดน่ะโกหก ฉันเปิดไปที่กล่องข้อความซึ่งส่งออกไปแล้ว และเลือกกดอ่านอันล่าสุด ข้อความที่ฉันส่งไปให้เรดเมื่อคืน


 

ฉันรู้แล้วว่าเธอคือใคร ถ้าไม่อยากให้บอกตำรวจ มาเจอหน้ากันหน่อยดีไหม

                                                                                                            สุ

           


นี่คือข้อความที่ส่งไปให้เรด มันฟังดูโง่ๆเกินไปหรือเปล่านะ เรดอาจจะมั่นใจก็ได้ว่าฉันไม่มีทางรู้ตัวจริงของเธอแน่นอน และเธอก็รู้ว่าฉันอยากล่อให้เธอออกมาติดกับ ฉันยกมือขึ้นกัดเล็บอย่างครุ่นคิด หรือว่าแผนนี้ไม่ได้ผลนะ ฉันเหลือบมองแถบแชทของอีเมล์ แล้วมือก็หยุดชะงัก


ใช่ ถูกต้องแล้ว ไม่ว่าคุณจะคิดอะไรอยู่ นั่นแหละถูกแล้ว ฉันเห็นชื่อเธอออนไลน์อยู่ พร้อมกับจุดสีเขียวเล็กๆด้านหน้าชื่อที่เขียนอย่างสวยหรูว่า I Love Red


“ไง” ฉันพิมพ์ทักเธอไปแบบนั้น แล้วรอสักพักหนึ่ง


- ตื่นเช้าจัง-  เธอพิมพ์ตอบกลับมา พร้อมสัญลักษณ์หน้ายิ้ม  -เธอข่มตานอนไม่หลับหรือไง-


ก็ใช่น่ะสิ ไอ้บ้า ใครจะหลับได้ลง ในเมื่อฉันเห็นแต่เธออยู่ในความฝันคอยตามหลอกหลอนฉัน แม้แต่ตอนนอนหลับ ซึ่งฉันคิดว่าเป็นช่วงเวลาที่สงบที่สุด แต่มันก็ไม่ใช่


“ฉันตื่นเต้นน่ะ” ฉันพิมพ์อย่างเร็วตอบกลับไป


-อ้อ ใช่สินะ-  เธอตอบกลับมา มีหน้ายิ้มอีกแล้ว ฉันรู้สึกว่าหน้ายิ้มพวกนั้นมันดูกวนประสาท  -เธอรู้แล้วจริงๆหรอว่าฉันเป็นใคร-


ฉันคิด ฉันต้องคิดให้ดีก่อนจะตอบคำถามนี้ ถ้าตอบไปว่า ใช่ ฉันรู้แล้ว เธอจะต้องถามกลับมาแน่ๆว่าเธอเป็นใคร ถ้าฉันรู้แล้วก็บอกให้ได้สิ ซึ่งฉันก็จะตกที่นั่งลำบากทันที เพราะจริงๆแล้วฉันไม่รู้ว่าเธอคือใคร และหากจะตอบว่าเปล่า ไม่รู้หรอก ฉันโกหกเธอ มันก็ดูขี้แพ้จนน่าหัวเราะ


“เดาสิ” ฉันเลือกจะพิมพ์ไปแบบนั้น


-555+ LOL-  เธอหัวเราะเสียงดังกลับมา  -เธอไม่รู้หรอกว่าฉันเป็นใคร มันไม่ง่ายขนาดนั้น ยอมรับออกมาเถอะ เธอมีแผนโง่ๆละสิท่า-  ฉันกำหมัดแน่น ถ้าเธอมายืนอยู่ตรงหน้าฉันละก็ ฉันจะขอต่อยสักหมัดให้สาแก่ใจเลย


“กลัวหรือไง” ฉันเดาเอาว่าคนแบบเธอคงไม่ชอบให้ใครสบประมาทว่าขี้กลัว ก็เธอชอบทำท่าข่มขวัญชาวบ้านอยู่ตลอดเวลา ฉันเป็นลูกไก่ในกำมือ และเธอก็จะทนไม่ได้ถ้าลูกไก่ตัวนี้เกิดงับมือเธอเข้า


-กลัวเธอหรอ? ตลกตาย-  เธอส่งหน้ายิ้มมาอีกครั้ง พร้อมกับเลขห้าสามตัวและเครื่องหมายบวกต่อท้าย ฉันไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมต้องพิมพ์เสียงหัวเราะกันแบบนี้ด้วย คือเลขห้าน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ทำไมต้องมีเครื่องหมายบวกต่อท้ายแบบนั้น


“นั่นสินะ เธอหรอจะกลัวฉัน เป็นไปไม่ได้เลย แต่ยังไงฉันก็ว่าเธอขี้ขลาด มีแต่คนขี้ขลาดเท่านั้นแหละจะหลบอยู่ในเงามืดแล้วก็ทำเรื่องชั่วๆ เธอมันขี้ขลาด” ฉันพยายามสวมวิญญาณของณัชชา งัดเอาสิ่งที่ฉันเห็นมาตลอดเกือบสามปีมาใช้ให้เกิดประโยชน์บ้าง ฉันอยากให้ณัชชาอยู่ตรงนี้กับฉันด้วยจริงๆ เธอคงมีถ้อยคำต่อว่าให้เจ็บแสบยิ่งกว่านี้เป็นกระบุง ฉันทำได้ก็แค่เศษเสี้ยวหนึ่งของเธอเท่านั้น


-จุ๊ๆ มากไปแล้วนะเธอ อยากให้ฉันโมโหหรือไง-


“เธอโมโหแล้วจะเป็นยังไง” ฉันยั่วโมโหเธอต่อ


-จัดการยัยพร้อมฉัตรซะเลยดีไหม หรือปวรปรัชญ์ดี คนไหนทำให้เธอเจ็บกว่ากันละ-  เธองัดเอาไม้เดิมออกมาใช้ เพราะเธอรู้ว่ามันจะทำให้ฉันต้องยอมสยบต่อเธอเหมือนอย่างทุกครั้ง แต่ไม่ใช่สำหรับครั้งนี้ ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะสู้ และเมื่อฉันจะสู้ ก็คือฉันพร้อมจะเสี่ยงทุกอย่าง


“อยากทำอะไรก็เชิญ ฉันไม่แคร์สองคนนั้นซะหน่อย” ฉันพิมพ์ตอบอย่างไม่มีสะดุดพัก


-ใจดีสู้เสือนี่ จะให้ฉันเชื่อหรอกว่าเธอไม่แคร์จริงๆ อย่าโกหกเลย ถ้าเกิดยัยพร้อมฉัตรหรือปวรปรัชญ์ตาย เธอก็คงนั่งร้องไห้ขี้มูกโป่งใช่ไหมละ-


“เธอคิดว่าเธอรู้จักฉันดีสินะ”  ฉันพิมพ์อย่างใจเย็น “แต่เธอไม่ได้รู้จักฉันเลย เธอจะรู้ได้ยังไงว่าจริงๆแล้วฉันคิดยังไง จะบอกให้นะ ฉันไม่สนหรอกว่าคนอื่นจะเป็นยังไง ตอนนี้ที่ฉันสนมีแค่เธอ เอ้า ปลื้มหน่อยสิ ฉันกำลังสนใจเธอสุดๆเลยนะ นั่นคือสิ่งที่คนโรคจิตอย่างเธอชอบนักไม่ใช่หรอ ให้คนอื่นมาสนใจ”


-ปากเก่งจริงนะ-


“ก็เหมือนเธอไง เก่งแต่ปาก” ฉันพิมพ์ตอบอย่างชั่วร้าย “เธอบอกว่าจะฆ่าเพื่อนฉัน ถ้าฉันปากโป้งบอกตำรวจ แต่เธอก็ไม่ได้ฆ่าสักหน่อย ณัชชายังมีชีวิตอยู่ เธอกลัวใช่ไหมละ ไม่อยากเสี่ยงทำให้เกิดคดีฆาตกรรมขึ้นอีกครั้ง เธอนี่ขี้ขลาดจริงๆ เอาแต่ขู่อยู่ในเงามืด แล้วก็ลอบกัดคนอื่น ทั้งชีวิตคงทำเป็นแต่เรื่องพวกนี้ใช่ไหม ขนาดฉันท้าให้ออกมาเจอกัน เธอก็ไม่กล้า ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าสมเพชจริงๆเลยนะเธอ”


เงียบไปชั่วอึดใจ ฉันอยากรู้ว่าที่อีกฝั่งหนึ่ง เรดกำลังดิ้นเร่าๆอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์หรือเปล่า เธออาจจะโกรธจนควันออกหู แล้วข้อความใหม่ก็ปรากฏขึ้นที่หน้าจอของฉัน


-ก็ได้ เรามาเจอกัน นังตัวแสบ-

 







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

15 ความคิดเห็น

  1. #11 mininewy (@newnichaee) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 / 09:02
    จีน่ารักจังเลย 5555 ขี้อ้อนน

    เเล้วสุจะปลอดภัยไหมล่ะเนี่ย ถ้าออกไปเจอเรดคนเดียว...
    #11
    0