R E D [END]

ตอนที่ 12 : กระชากหน้ากาก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 82
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    13 พ.ค. 62


บทที่เจ็ด : กระชากหน้ากาก


- 1 -


            ณัชชาอยู่โรงพยาบาลเป็นวันที่สี่แล้ว ตอนนี้เวลาเคลื่อนเข้าสู่กลางสัปดาห์ที่ห้าของการเปิดเทอมซึ่งก็คือสัปดาห์แรกของเดือนธันวาคม ลมหนาวเริ่มพัดผ่านจนผิวหนังแห้งและเย็นยะเยือก แต่นี่คือประเทศไทย หนาวแห้งอยู่แบบนี้ได้ไม่นาน อยู่ๆอาจมีฝนตกก็ได้ หรือบางวันอาจร้อนตับแลบขึ้นมา ใครจะรู้ ฉันยืนอยู่ริมหน้าต่างโรงพยาบาลบนชั้นที่ห้า นางพยาบาลไม่อนุญาตให้เปิดหน้าต่างรับลมหนาว เพราะมันอาจหอบเอาเชื้อโรคมากมายจากด้านนอกเข้ามาในโรงพยาบาลก็ได้ ฉันไม่ได้พูดออกอย่างที่อยากจะพูดหรอกนะว่า ถ้าที่ไหนจะมีเชื้อโรคมากที่สุดก็คือในตึกหลังนี้นั่นแหละ  


            ณัชชากำลังคุยกับจูเลียอย่างออกรสเกี่ยวกับแฟชั่นเสื้อผ้าหน้าหนาวของปีนี้ เป็นหัวข้อการสนทนาที่ฉันไม่รู้เรื่อง ฉันจึงเลี่ยงหลบมายืนชมวิวทิวทัศน์ทางหน้าต่างนี่จะดีกว่า สีหน้าของณัชชาดีขึ้นมากแล้ว วันแรกเธอยังซีดเซียวจนน่าตกใจอยู่เลย แต่ตอนนี้ใบหน้าสวยหวานของเธอกลับมาเปล่งปลั่ง แม้จะมีรอยเย็บแถวหน้าผากอยู่ก็ตาม มีคนมาเยี่ยมเธอมากพอสมควร ส่วนใหญ่ก็เป็นคนในเอกการละคร พวกรุ่นน้อง รุ่นพี่ และคนจากชมรมต่างๆที่ณัชชาเคยไปช่วยงาน เฝือกสีขาวที่ขาของเธอมีแต่ข้อความอวยพรให้หายไวๆเขียนเอาไว้ รุ่นพี่บางคนที่แอบชอบเธออยู่ จะว่าแอบก็คงไม่ใช่ พวกเขาออกจะประกาศตัวโจ่งแจ้งว่าชอบ น้องช่า กันมากแค่ไหน เอาเป็นว่ารุ่นพี่พวกนี้วาดรูปหัวใจบนเฝือกให้ณัชชาด้วย และท่าทางเธอก็ออกจะปลื้มอยู่


            ฉันยังไม่มีโอกาสคุยกับณัชชาเรื่องเรดซะที เพราะไม่เคยได้อยู่กับเธอแค่สองคนเลยสักครั้ง ฉันมักจะติดสอยห้อยตามคนมีรถขับมาเยี่ยมณัชชาอยู่บ่อยๆ และคนพวกนั้นก็พูดคุยกับณัชชาจนเพลินและไม่เปิดโอกาสให้ฉันได้อยู่ตามลำพังกับเธอ


            หัวข้อสนทนาของณัชชากับจูเลียเริ่มเปลี่ยนเป็นเรื่องเรียนที่ตอนนี้เป็นปัญหาใหญ่ยิ่งสำหรับณัชชา เห็นกันอยู่ว่าเธอเดินไม่ได้ และเขียนหนังสือลำบากมากๆเลยด้วย


            “พ่อกับแม่พูดประมาณว่าอยากจะให้ฉันดร็อปไปก่อน” ณัชชาบอกเซ็งๆ


            “ถึงขั้นจะดร็อปเลยหรอ เกินไปมั้งเธอ” จูเลียพูดอย่างไม่อยากเชื่อ “เดือนหน้าก็ถอดเฝือกได้แล้วนี่น่า เธอจะยอมเสียเวลาเทอมหนึ่งไปฟรีๆหรอ เดี๋ยวก็จบพร้อมรุ่นน้องปีสองของเราหรอก”


            “จะทำไงได้เล่า” ณัชชายักไหล่ “ในสภาพนี้ฉันคงไปช่วยงานที่โรงละครไม่ไหวหรอก แล้วยังเรื่องสอบการแสดงอีกละ การสอบมิดเทอมในสองสัปดาห์หน้าด้วย ฉันลากสังขารไปไม่ได้อยู่แล้ว เดือนนี้ทั้งเดือนมีแต่การสอบเก็บคะแนนที่ฉันเข้าร่วมไม่ได้นะ”


            “แต่เธอก็ขอสอบกับอาจารย์ทีหลังได้นี่” จูเลียพูด ฟังจากน้ำเสียงฉันคิดว่า เธอกำลังมองว่าเหตุผลของณัชชาอ่อนเกินไปที่จะดร็อปเรียนตอนนี้


            “ฉันอยากกินแตงโมนั่นจัง” ณัชชาพยักหน้าไปทางแตงโมผ่าซีกที่วางอยู่บนโต๊ะอีกฝั่งของห้อง “จูเลีย ช่วยอะไรหน่อยสิ ไปขอให้นางพยาบาลสับแตงโมเป็นชิ้นเล็กๆให้ฉันหน่อยได้ไหม ฉันอยากกินมากเลย จริงๆนะ” เปล่าหรอก ฉันรู้ว่าณัชชาไม่ได้อยากกินแตงโม ฉันไม่เคยเห็นเธอกินแตงโมเลยสักครั้งเดียวทั้งๆที่ชอบแตงโมปั่น แต่มันเป็นผลไม้ที่เธอแหวะใส่ การขอให้จูเลียช่วยเรื่องนั้น แสดงว่าเธออยากให้จูเลียออกไปจากห้องเพื่อคุยกับฉัน


            “ได้ ได้สิ” จูเลียมีสีหน้างงๆกับการเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน แต่เธอก็ยอมลุกจากเก้าอี้ข้างเตียง เดินไปอุ้มแตงโมขึ้นมาและออกจากห้อง


            “สุ มานี่หน่อย” ณัชชาขวักมือเรียก ฉันเดินเข้าไปใกล้และนั่งลงจุดที่จูเลียเคยนั่ง


            “เธอล้อเล่นใช่ไหมเรื่องดร็อปเรียนน่ะ” ฉันถามทันที “นั่นอาจกลายเป็นเรื่องใหญ่เลยนะ เธออาจต้องเสียเวลาปีหนึ่ง แล้วรับปริญญาพร้อมรุ่นน้องก็ได้”


            “ฉันรู้ๆ” ณัชชาพยักหน้า “ฉันไม่ล้อเล่นหรอก พ่อแม่บอกกับฉันอย่างนั้นจริงๆ”


            “ทำไมพวกเขาตัดสินใจแบบนั้นละ เธอใช้เวลาเดือนเดียวก็รักษาหายแล้ว จากนั้นก็กลับไปเรียนต่อได้ พวกอาจารย์รู้เรื่องอุบัติเหตุนั่น พวกเขายอมให้เธอสอบซ่อมแน่ เผลอๆอาจารย์บางคนให้คะแนนสงสารด้วยซ้ำไป นี่เป็นเหตุสุดวิสัยที่ช่วยไม่ได้นะ”


            “เธอก็รู้ว่ามันไม่ใช่อุบัติเหตุนะสุ” ณัชชาพูดอย่างจริงจัง ดวงตาของเธอจ้องฉันอย่างรู้ดี


            “ใช่ ฉันรู้เรื่องนั้น” ฉันพยักหน้ายอมรับ


            “ร้อยโทมาหาฉัน เล่าให้ฉันฟังเรื่องที่เธอบอก แล้วก็ถามฉันหลายอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่ฉันเห็น แต่ฉันก็ไม่ได้เห็นอะไรมากน่ะ เธอเข้าใจไหม ฉันยืนอยู่ตรงนั้น ขณะที่รถไม่พุ่งมา ฉันรู้สึกเหมือน ไม่รู้สิ ค้อนของเทพเจ้าสายฟ้าทุบหัวฉันละมั้ง พอฉันรู้ว่านี่เป็นสิ่งที่เรดทำ คนที่ขับรถชนฉันคือเรด ฉันแบบว่า สติแตกไปเลย” ณัชชาเล่า พลางกลอกตากับความโง่ของตัวเอง


            “เธอเล่าให้พ่อแม่ฟังหรอ” ฉันพอจะเดาได้ว่าหลังจากสติแตกจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง


            “ใช่แล้ว” ณัชชาพยักหน้า “มันโง่มาก ฉันรู้ แต่ตอนนั้นฉันตกใจ แล้วก็มันหลุดปากออกไปหมดเลย ฉันเอาแต่ร้องไห้ กลัวสุดขีดเลยด้วย”


            “ฉันเข้าใจ” ฉันพูดอย่างปลอบๆ “ถ้าเป็นฉันก็คงจะกลัวมากเหมือนกัน”


            “พอฉันเล่าให้พวกเขาฟังจนหมด” ณัชชาเล่าต่อ “พวกเขาก็บอกว่าฉันน่าจะกลับกรุงเทพ ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ต้องรักษาตัว ถ้าตำรวจยังจับเรดไม่ได้ พ่อกับแม่ก็จะให้ฉันดร็อปเรียนแล้วอยู่บ้านไปก่อน พวกเขาไม่อยากให้ฉันเสี่ยงมาถูกทำร้ายอีก ฉันบอกพวกเขาแล้วถึงเรื่องใหญ่ที่จะตามมาถ้าฉันดร็อปเรียนวิชาของเทอมนี้ ฉันจะต้องเสียเวลาหนึ่งปี แล้วก็เรียนจบพร้อมรุ่นน้อง แต่พวกเขาบอกว่านั่นก็ดีกว่าปล่อยให้ฉันมีอันตราย”


            “ก็ถูกของพวกเขา” ฉันพูดอย่างเข้าใจดี “เธอจะอยู่ที่นี่อีกกี่วัน”


            “ไม่รู้สิ” ณัชชาส่ายหน้า เบ้ปาก “อาจจะอยู่อีกแค่สองสามวันก็ได้ แล้วพ่อแม่ก็จะพาฉันไปเข้ากรงทองที่กรุงเทพ ไม่ได้ออกไปไหนเป็นเดือนๆแน่เลย”


            ฉันตัดสินใจว่าไม่เล่าเรื่องที่เหลือให้ฟังดีกว่า อย่างเรื่องที่ว่าฉันจะไปเผชิญหน้ากับเรดในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ณัชชากำลังจะปลอดภัยและออกไปจากเรื่องนี้แล้ว ฉันไม่อยากให้เธอต้องกังวลเรื่องของฉันอีก เธอมีเรื่องต้องกังวลมากพออย่างเรื่องเรียน เธอเคยซิ้วมาแล้วครั้งหนึ่ง และนั่นก็เสียเวลามากพอควรแล้ว แต่นี่ต้องมาดร็อปเรียนและเสียเวลาอีกครั้ง พ่อแม่ของเธอก็คงไม่พอใจ แต่ก็ไม่มีทางเลือก


            จูเลียเดินกลับเข้ามาในห้องพร้อมกับจานใส่แตงโมที่สับเป็นชิ้นพอดีคำ ณัชชาจำเป็นต้องรักษามารยาทด้วยการเอาส้อมจิ้มขึ้นมากินหนึ่งชิ้น พวกเธอคุยกันต่อ ณัชชาที่ไม่อยากพูดเรื่องเกี่ยวกับเรียนอีก จึงจงเปลี่ยนหัวข้อการสนทนา คราวนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับนักร้องต่างประเทศ ฉันที่พอจะรู้บ้างก็เลยได้ร่วมวงสนทนาด้วย


            เมื่อได้รู้จักจูเลียจริงๆ ฉันว่าเธอก็เป็นคนใช้ได้ เมื่อวานฉัน จูเลีย และโต้งไปประชุมกับรุ่นพี่เกี่ยวกับโปรเจกต์ละคร พวกเขาถามว่าเรามีอะไรจะเสนอเกี่ยวกับบทละครเพิ่มเติมบ้างหรือเปล่า แต่ก็เป็นการถามตามมารยาท พวกเขาไม่คิดจะถามจริงจังอยู่แล้ว ใจจริงๆของฉันอยากเสนอให้เพิ่มความคิดเกี่ยวกับสามีของมิสซิสสตีเวนสัน ทำให้เห็นมากขึ้นว่าทำไมเขาต้องการกำจัดภรรยาของตัวเอง ทั้งที่เธอก็ดูน่าสงสาร ป่วยมาหลายปีและเดินไม่ได้ แค่นั้นก็แย่พอแล้วสำหรับชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง ทำไมผู้เป็นสามีจึงต้องการจะฆ่าเธอ เราน่าจะมีฉากในอดีต แสดงเห็นให้ว่าอัลเบิร์ตเบื่อหน่ายและชิงชังภรรยาผู้เอาแต่ใจและเห็นแต่ความคิดตัวเองมากแค่ไหน ฉันเคยพูดเรื่องนี้กับจูเลียอยู่ครั้งหนึ่ง เธอก็เห็นด้วย และเป็นเธอนี่แหละที่เรียกให้รุ่นพี่ทั้งกลุ่มใหญ่ต้องหยุดพูดเรื่องอื่นและหันมาฟังในสิ่งที่ฉันจะเสนอ


            ฉันว่าพวกรุ่นพี่ก็ค่อนข้างพอใจกับความคิดของฉันเหมือนกัน คนที่รับหน้าที่เขียนบทบอกว่าจะลองเอาไปคิดดูว่าจะเพิ่มบทนี้เข้าไปได้ตรงไหนบ้าง หลังจากประชุมและนัดหมายวันสร้างฉากกันเรียบร้อยแล้ว ฉันก็อดที่จะถามเธอไม่ได้ว่า ไม่กลัวรุ่นพี่พวกนั้นจะไม่พอใจเอาหรอ ก็เธอเล่นตะโกนขึ้นมากลางลำปล้องระหว่างที่พวกเขากำลังพูดนอกเรื่องอย่างสนุกสนานเฮฮา จูเลียยักคิ้วน้อยๆและบอกว่าเธอไม่ชอบให้ใครมาเล่นกันระหว่างประชุมทำงาน


            จูเลียออกจะคล้ายณัชชา ความเหมือนทำให้คนเรากลายเป็นเพื่อนกันได้ไม่ยาก อย่างตอนนี้ที่ฉันเห็นอยู่ ณัชชากับจูเลียเข้ากันได้ดีจนน่าตกใจ ถ้าพวกเธอไม่ได้ฟังคำยุยงของพร้อมฉัตรตอนอยู่ปีหนึ่งล่ะก็ จูเลียอาจกลายเป็นเพื่อนสนิทของฉันไปด้วยก็ได้ เรียนด้วยกันมาสองปีครึ่ง ฉันแทบไม่กล้าสบตาเธอ เพราะเธอมีเรื่องบาดหมางกับณัชชาบ่อยๆ ถึงฉันจะประกาศตัวเองว่าไม่ยุ่งกับเรื่องวุ่นวายของณัชชาก็ตาม แต่ในเมื่อฉันเป็นเพื่อนสนิทของณัชชา จูเลียก็ต้องพาลไม่อยากคุยกับฉันอยู่แล้ว คือฉันคิดเอาเองน่ะว่าเธอน่าจะไม่อยากคุยเท่าไหร่ ฉันก็เลยไม่เคยคุยกับเธอนอกจากจะจำเป็นจริงๆเท่านั้น จะว่าไปก็น่าเสียดายอยู่ จูเลียเป็นคนคุยสนุกพอๆกับณัชชา ยกเว้นเรื่องเดียวที่ไม่เหมือนกัน จูเลียไม่ค่อยหาเรื่องนินทาชาวบ้านเท่าไหร่ ซึ่งฉันว่านั่นเป็นข้อดีนะ


            เสียงโทรศัพท์ของจูเลีย เธอสะดุ้งเล็กน้อยแล้วควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋า “เพื่อนฉันโทรมา ขอตัวก่อนนะ” เธอหันมาบอกเราทั้งสองคนแล้วกดรับสาย “ว่าไง คีย์ ฉันอยู่โรงพยาบาล” ร่างบอบบางของจูเลียลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินออกจากห้องอีกครั้ง แล้วทุกอย่างในห้องก็เงียบเชียบราวกับป่าช้า ฉันไม่รู้จะเปิดประเด็นชวนคุยเรื่องอะไร


            “ทำไมเงียบจัง” ณัชชาถามขึ้นพลางจ้องหน้าฉัน “ช่วยหาเรื่องคุยหน่อยได้ไหม ฉันไม่ชอบอยู่เงียบๆ เธอรู้ไหมโรงพยาบาลตอนกลางคืนมันเงียบแค่ไหน ต้องอยู่ในความืดและเงียบแบบนั้น ทำเอาฉันประสาทจะกิน ฉันอยากให้ตอนกลางวันและตอนมีคนมาเยี่ยมเป็นช่วงเวลาสดใสเสียงดังนะ”


            “ใจเย็นๆสิ ฉันกำลังคิดอยู่” ฉันอดที่จะหัวเราะไม่ได้ ฉันเงียบไปยังไม่ถึงหนึ่งนาทีเลยด้วยซ้ำ


            “อะไร คิดอะไร เอาสิ่งที่เธอคิดออกมาจากหัวเลยสิ พูด!” ณัชชายกมือขวาขึ้นแล้วดีดนิ้ว   


               “กำลังคิดว่าเธอน่าจะมีคอมฯซักตัวกับอินเตอร์เน็ตไว้แก้เหงายามกลางคืน” ฉันบอก นึกเรื่องที่อยากจะพูดไม่ออก มันมีแต่เรื่องของเรดลอยวนอยู่เต็มหัว และฉันก็ไม่ได้อยากจะพูดเรื่องเรดต่อหน้าณัชชาตอนนี้


            “โอ๊ย ได้ก็ดีสิยะ” ณัชชาพูดเสียงดังอย่างเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “พ่อแม่ฉันไม่ยอม จบไหมเพื่อน”


            “โอเค จบ” ฉันทำเหมือนยกธงขาว แล้วในที่สุดก็นึกขึ้นมาได้ว่าอยากถามอะไร มันเป็นคำถามที่ฉันเคยถามไปแล้ว แต่ณัชชายังไม่ได้ทันได้ตอบ ตอนนั้นมีเรื่องมีเบนความสนใจพอดีคือโทรศัพท์จากร้อยโทที่บอกว่าต้องการพบฉันกับณัชชานั่นแหละ “จริงๆ ฉันมีเรื่องอยากถามเธอ ฉันเคยถามไปแล้ว แต่เธอยังไม่ได้ตอบ ฉันอยากรู้เรื่องพ่อของจี เธอพอจะรู้ไหมว่าเขาเป็นใคร”


            “อ้อ จริงด้วย ฉันยังไม่ได้เล่าให้เธอฟัง” ณัชชามีสีหน้าแช่มชื่นขึ้นทันที เหมือนเวลาที่เธอมีความลับหรือเรื่องนินทาสดใหม่จะพูดให้ฟังไม่มีผิด


            “เธอรู้หรอ?” ฉันถามอย่างสนใจ ออกจะทึ่งด้วยซ้ำ


            “ก็ไม่เชิง” ณัชชาตอบอย่างกำกวม


            “ยังไงแน่” ฉันไล่ต้อน


            “ฉันแค่สันนิษฐาน และสันนิษฐานมันไม่ใช่ข้อเท็จจริง เธอเข้าใจไหม สุ”


            “สรุปคือเธอไม่รู้” ฉันพูด รู้สึกไหล่ห่อลงอย่างเซ็งๆ ยกมือขึ้นกอดอกราวกับจะหาเรื่อง ก็เธอดันทำท่าเหมือนรู้ทำให้ฉันตื่นเต้นนี่น่า


            “เออ จะว่าไม่รู้ก็ได้” ณัชชายักไหล่ “แล้วเธออยากจะฟังข้อสันนิษฐานของฉันไหม ฉันรับรองว่าคราวนี้ไม่มั่ว ไม่โกหกเพื่อช่วยเหลือตัวเองอย่างคราวก่อนๆ และ ไหนๆก็พูดแล้ว ฉันขอโทษด้วยแล้วกัน ขอโทษที่ทำให้ใครต่อใครเข้าใจเขาผิดไป ฉันรู้ว่าฉันแย่ ตอนนั้นฉันยังทำใจไม่ค่อยได้เท่าไหร่ ถึงจะผ่านมาสองสามปีแล้วก็เถอะ พอฉันเห็นรูปถ่ายในโทรศัพท์ของลัน แทบอยากจะขว้างมันทิ้งด้วยซ้ำ”


            “คนที่เธอควรจะขอโทษ ไม่ใช่ฉัน เธอก็รู้” ถึงฉันจะเคืองบ้างนิดหน่อยที่เธอใส่สีตีไข่ในเรื่องของจี แต่คนเสียหายจริงๆมันไม่ใช่ฉัน แต่เป็นนายนั่นที่ป่านนี้คงจะหมกอยู่แต่ในครัว เวลาไปเรียนก็ต้องเดินคนเดียว นั่งคนเดียว ทนฟังเสียงซุบซิบนินทาจากคนรอบข้าง


            “ฉันรู้” ณัชชาถอนหายใจ เธอเอนหลังพิงพนักเตียงเต็มแรง “ฉันรู้จริงๆ อย่าทำสายตาแบบนั้นใส่ฉันได้ไหม ไหนเธอบอกว่าเข้าใจฉันไง”


            “ฉันเข้าใจ” ฉันรีบบอกทันที “ฉันเข้าใจความรู้สึกเธอ ความรู้สึกของนางพญาผู้ทนรับคำปฏิเสธไม่ได้น่ะ ฉันเข้าใจดี แต่นี่มันช้ามากไปหน่อยแล้วมั้ง เริ่มต้นสวยๆด้วยคำว่าขอโทษ เธอจะได้เลิกรู้สึกผิด ไม่ดีหรือไง” ฉันก็ไม่รู้ว่าฉันทำสายตาแบบไหน ณัชชาถึงกับพูดอย่างนั้นออกมา


            “เธอชอบเขาไหม ถามจริง” ณัชชาจู่โจมอีกคำถามแบบฉันไม่ทันตั้งตัว


            “ก็เป็นคนดีนี่” ฉันตอบแบบผิวเผิน แล้วหน้าของคนดีคนนั้นก็ลอยขึ้นมา หน้าแมวหงอย แมวอ้อน แมวเอาแต่ใจ แมวโกรธลอยตามมาด้วย ภาพตอนถือชามมาม่าร้อนๆ ภาพที่นอนขดตัวกลมอยู่ใต้ผ้าห่มบนพื้น ภาพที่ถือพู่กันเปรอะๆระบายสีพวงกุญแจทำเอง และภาพสุดท้ายคือภาพตอนยิ้ม ผู้พิพากษากับคณะลูกขุนทนเอาคนแบบนั้นไว้ในคอกผู้ต้องหาได้ยังไงนะ


            “หึๆ” ณัชชาหัวเราะเสียงชั่วร้าย “เธอก็รู้ว่าคำถามฉันหมายถึงอะไร แต่ช่างเถอะ คนอย่างเธอไม่มีวันพูดอะไรออกมาตรงๆอยู่แล้ว ฉันรู้” ถ้ารู้แล้วก็เลิกถาม เลิกล้อเลียน รู้ไหมว่าการล้อเลียนนี่แหละที่ทำให้ความรู้สึกของคนเรามันเพิ่มมากขึ้น ฉันเคยมีเพื่อนที่ล้อให้เพื่อนสองคนเป็นแฟนกัน แล้วสุดท้ายมันก็ดันเป็นแฟนกันจริงๆเพราะโดนล้อไปล้อมาจนเกิดความรู้สึกไงละ แต่ในกรณีของฉัน ไม่ต้องล้อหรือผลักดันอะไรเพิ่มอีกแล้ว ขาข้างหนึ่งของฉันมันอยู่ในหลุมทรายดูดไปแล้วนี่ อยู่อย่างนั้นมาสักพักใหญ่ๆแล้วด้วย


            “ช่า!” เสียงของจูเลียเรียกมาจากหน้าประตู รูปร่างสมส่วนที่อยู่ในชุดนักศึกษาสีขาวกับกระโปรงสีดำกำลังเดินตรงเข้ามาหา “นางพยาบาลให้ฉันเอานี่มาให้เธอ” ทั้งฉันทั้งณัชชาต่างเบิกตาโตเท่าไข่ห่าน ฉันเหลือบมองเล็บที่แต่งอย่างสวยเก๋ของจูเลีย แล้วไล่มาที่ซองกระดาษสีแดงเลือด


            “คนที่เอาให้เธอน่ะ อยู่ไหน เธอได้รับจดหมายนี้ที่ไหน” ฉันถามอย่างรัวเร็ว ลิ้นแทบพันกัน มันอาจจะยังอยู่ในโรงพยาบาลก็ได้ เรดอาจจะอยู่ที่นี่ ตอนนี้ เวลานี้


            “หน้าห้องเมื่อกี้นี่เอง” จูเลียชี้นิ้วโป้งไพล่หลังของเธอ


ณัชชาหันขวับมามองฉัน แต่ฉันไม่ได้พูดอะไรและไม่ได้มองหน้าเธอ เพราะฉันพุ่งตัวไปที่ประตู กระชากเปิดออกและโผล่หน้าออกไป ทางเดินปูพื้นกระเบื้องสีสะอาดตานั้นเกือบจะว่างเปล่า ใช่แล้ว เกือบจะว่าง มีนางพยาบาลสองคน คนหนึ่งเพิ่งออกจากห้องที่อยู่ถัดไปห้าห้อง ส่วนอีกคนเดินเกือบถึงลิฟต์ ฉันไม่คิดหน้าคิดหลังอะไรอีกแล้ว วิ่งพุ่งราวกับถูกนักพุ่งแหลนใช้กล้ามเป็นมัดจับฉันโยนออกไป ฉันได้ยินเสียงลิฟต์ดังและเห็นประตูเลื่อนเปิด ร่างของนางพยาบาลคนนั้นก้าวเข้าไปข้างใน


ฉันเร่งฝีเท้ามากขึ้น เกือบจะไถลลื่นล้มไปกับพื้น แต่ก็พยุงตัวทัน ฉันไม่เห็นหน้านางพยาบาลคนนั้น จะเรียกว่านางพยาบาลได้ไหมนะ ดูก็รู้ว่าหยิบชุดมาใส่เท่านั้นเอง ที่ฉันมั่นใจว่านั่นไม่ใช่ตัวจริงก็เพราะก่อนที่ลิฟต์จะปิด ฉันเห็นเธอโยนซองกระดาษสีแดงออกมา จงใจยั่วโมโหกันชัดๆ ฉันพลาดอีกจนได้ อยู่ใกล้ขนาดนี้แล้วแท้ๆเลย ฉันรู้ดีว่าวิ่งลงบันไดหนีไฟตามไปก็คงเปล่าประโยชน์ ฉันไม่เหนื่อยฟรีแบบนั้นหรอก


ไม่เป็นไร! ฉันบอกตัวเอง ไม่ต้องรีบร้อน ยังไงซะฉันกับนังตัวดีนั่นก็นัดเจอกันแล้ว ไม่เจอกันวันนี้ วันหน้าก็ได้เจอแน่นอน

 

 


 

 

- 2 -

            ภายในซองจดหมายที่เรดให้ณัชชาคือการ์ดอวยพรขอให้หายไวๆ และซองที่เรดโยนให้จากในลิฟต์เป็นซองเปล่า เห็นไหม กวนประสาทกันชัดๆเลยยัยนี่ สุดท้ายฉันก็ไม่มีโอกาสได้ฟังข้อสันนิษฐานของณัชชาเรื่องพ่อของจี เพราะหลังจากนั้นจูเลียก็อยู่ในห้องด้วยตลอด วันนี้ฉันพยายามโทรหาณัชชาทั้งวัน แต่เธอก็ไม่รับสาย และสุดท้ายก็ปิดเครื่องไปเลย ฉันเดาว่าโทรศัพท์ไม่ได้อยู่กับเธอแน่ พ่อแม่เธอคงจะเริ่มปฏิบัติการกรงทองล่วงหน้าแล้ว ฉันอาจไม่ได้เจอเธออีกเป็นเดือนเลยก็ได้ นั่นเท่ากับว่าฉันอยู่ตามลำพัง



            ก็ไม่เชิงหรอก ฉันเงยหน้าจากจานข้าวขึ้นไปมองกลุ่มของกมลชนกหรือแก้มที่นั่งกันอยู่หกคน พร้อมฉัตรเป็นหนึ่งในนั้นด้วย ฉันไม่รู้ว่าพร้อมฉัตรได้จดหมายข่มขู่อีกหรือเปล่า บางทีจดหมายนั่นอาจสั่งให้เธอเลิกคุยกับฉันก็ได้ ฉันพยายามมองในแง่บวกแบบนั้นน่ะ ไม่อยากเชื่อว่าเธอจะเลิกพูดกับฉันจริงๆ เห็นพร้อมฉัตรทีไร ฉันนึกถึงอดีตทุกที และนึกย้อนกลับไปวันแรกของการเปิดเทอมที่เพิ่งผ่านมาหนึ่งเดือนนี่เอง เธอเข้ามาถามฉันว่ารู้เรื่องเกี่ยวกับข้อความที่มีคนส่งให้เพื่อนๆทางโทรศัพท์หรือเปล่า ฉันยังจำสีหน้าท่าทางตกใจ แปลกใจ กังวลและหวาดกลัวของเธอได้อยู่เลย ไม่อยากเชื่อเลยนะว่าทั้งหมดนั่นแกล้งทำ และทั้งที่เธอทำเรื่องเลวร้ายแบบนั้น ทำไมแก้มยังยอมพูดกับเธอนะ ฉันไม่เข้าใจผู้หญิงเอาซะเลย



            แก้มอาจจะพอใจที่พร้อมฉัตรอยากทำลายณัชชาก็เป็นได้ ฉันถอนหายใจ พวกเราก้าวมาถึงจุดนี้ได้ยังไงนะ ฉันนึกถึงกลุ่มถ่ายรูปตอนปีหนึ่ง ที่มีฉัน พร้อมฉัตร ณัชชา เต้ยและแก้ม ตอนนั้นพวกเราห้าคนเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน คุยกันแล้วสนุกดี ก็เลยตัดสินใจทำงานกลุ่มเดียวกัน ฉันนึกถึงตอนที่พวกเราทุกคนหัวเราะ และก็ต้องบังเอิญนึกถึงฉากพบร่างลัลนาในน้ำ ตั้งแต่วันนั้นเต้ยกับแก้มก็ไม่ได้คุยกับพวกเราอีก ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไม บางทีสองคนนั้นอาจจะกลัวและอยากลืมสิ่งที่เห็น


            ฉันจำไม่ได้ว่าจุดเริ่มต้นของการไม่ชอบหน้ากันระหว่างแก้มกับณัชชาเกิดขึ้นเมื่อไหร่ มันเหมือนกับว่าอยู่ดีๆก็โผล่ขึ้นมา พอรู้สึกตัวอีกทีณัชชาก็แหกตาแก้มอย่างหนักหน่วงไปแล้ว ความบาดหมางคราวนั้นมันมากเกินไปที่สองคนนี้จะกลับมาคุยดีกันได้ ฉันเข้าใจความรู้สึกแก้ม ถ้ามีใครแกล้งฉันอย่างนั้น ฉันคงไม่ยอมเหมือนกัน และเท่าที่ฉันจำได้ ณัชชาทำเรื่องคราวนั้นลงไปเพราะสงสัยว่าแก้มจะแอบโกงเงินเอกหรือเปล่า แต่วิธีการเธอมันออกจะรุนแรง ถึงแก้มจะทำจริง ก็ไม่ควรฉกเงินทั้งหมดนั้นมาอยู่ดี ฉันไม่รู้ลึกตื้นหนาบางในเรื่องนี้หรอก และไม่อยากฟื้นฝอยหาตะเข็บด้วย เพียงแต่เสียดายเท่านั้นเอง จากเคยยิ้มและหัวเราะด้วยกัน ต้องมากลายเป็นศัตรู


            ฉันลุกขึ้นและเอาจานไปวางไว้ที่โต๊ะวางจาน เทเศษอาหารลงถังขยะ การเรียนของฉันในวันนี้สิ้นสุดลงไปแล้ว และฉันก็เพิ่งถูกยำเละในชั้นเรียน วันนี้อาจารย์ให้พวกเราทำกิจกรรมกลุ่ม ฝึกวิธีแสดงอารมณ์เศร้าฟูมฟาย แต่ห้ามร้องไห้ออกมาจริงๆเด็ดขาด สำหรับฉันมันยากมากเลยนะ ฉันฟูมฟายได้ แต่มักจะมีน้ำตาหยดออกมาด้วยทุกที มันไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของกิจกรรม คะแนนกลุ่มก็เลยได้น้อยเพราะฉันนี่เอง


            เอาละ อย่าคิดถึงมัน ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกขายหน้า ฉันบอกตัวเองอย่างเด็ดขาด ฉันไม่ชอบความทรงจำที่ทำตัวเองขายหน้าเอาซะเลย แต่ยิ่งไม่ชอบ มันยิ่งจะโผล่มาตอนฉันเผลอทุกที


            ฉันกลับมาถึงหอพัก เต้ยกับพู่ยังไม่กลับมา ถ้าจะมีใครใช้เวลาอยู่ห้องมากที่สุด คนๆนั้นก็คือฉัน พู่มักจะขังตัวเองอยู่หอสมุด บางทีก็นอนห้องเพื่อน ส่วนเต้ย รายนั้นชอบเที่ยว บางคืนก็ไม่ได้กลับ ไปค้างหอนอกเป็นประจำ และในวันธรรมดาๆแบบนี้ พวกเขายังไม่กลับห้องจนกว่าจะเลยสองทุ่มไปแล้ว ฉันไม่ว่าอะไรหรอก ถ้าฉันมีทางเลือกก็ยังไม่อยากกลับห้องเหมือนกัน มันไม่ได้น่าอยู่เลยสักนิดนี่น่า ทั้งอับทั้งมืด มองออกไปมีแต่ต้นไม้รกๆ เราจำเป็นต้องปิดหน้าต่างกับประตูให้ดีๆ แม้ในยามที่เราอยู่ห้องก็ตาม เพราะมันอาจจะมีงูเลื้อยเข้ามาก็ได้


            ฉันนั่งลงบนเตียง มองไปรอบห้องคับแคบที่ค่อนข้างรก พู่ทิ้งของไว้เต็มเตียงตามเคย และเต้ยก็ทิ้งเสื้อผ้าที่แห้งแล้วไว้บนเตียงอย่างเคยชิน ฉันถอนหายใจ ฉันไม่ชอบความรกกับที่แคบ ฉันชอบที่โปร่งสบายและเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งห้องมีแต่ฉันคนเดียวที่ปัดกวาดเช็ดถูบ่อยที่สุด ส่วนอีกสองคนจะอยู่ห้องแค่เฉพาะตอนกลางคืน พวกเขาไม่ลุกขึ้นมาทำความสะอาดหรอก ถึงฉันจะรู้สึกอยากประท้วง แต่ก็ไม่เคยพูดออกไปจริงๆเลยสักครั้ง ฉันอยากให้เราอยู่ด้วยกันได้นานๆ ไม่ต้องมีปัญหาเหมือนห้องอื่น ฉันก็เลยเลี่ยงที่จะพูดสร้างความไม่พอใจให้รูมเมท นิ่งเงียบไว้ดีกว่า ไม่พอใจอะไรก็เก็บไว้ พวกเขาไม่ได้ทำให้ฉันเดือดร้อนถึงขั้นจะอยู่ไม่ได้นี่


            ฉันลุกขึ้นทำความสะอาดห้อง กวาดและถูพื้น เช็ดโต๊ะวางของ พยายามไม่แตะต้องของๆรูมเมท ฉันถือคติที่ว่า จะไม่ทำสิ่งที่ฉันไม่ชอบกับคนอื่น ฉันไม่ชอบให้ใครมาแตะของๆฉัน หรือใช้ของฉันโดยไม่บอกก่อน ฉันก็เลยไม่เคยทำแบบนั้นกับรูมเมทเลยสักครั้ง


            ฉันจัดการจัดวางหนังสือและสมุดของฉันให้เข้าที่เข้าทาง แล้วฉันก็เหลือบเห็นกล่องไม้ใส่รูปถ่ายที่ฉันค้นเจอในบ้าน ฉันหยิบมันขึ้นมา ตอนนี้รูปถ่ายภาพแม่ทั้งสองใบยังวางอยู่ด้านใน ฉันพยายามค้นความทรงจำของตัวเองเกี่ยวกับแม่ แต่ก็จำอะไรไม่ได้เลย ทุกอย่างหายไป เหมือนมีคนเอาท่อดูดมาดึงส่วนนี้ออกไปจากสมองของฉันเลย ฉันรู้สึกแย่ที่จำไม่ได้แม้แต่นิดเดียวว่าแม่เป็นคนยังไง เคยพูดกับฉันยังไง เคยกอดฉันไว้ยังไง ฉันอยากจะจำได้ แต่พอลองค้นในความทรงจำ มันก็มีแต่ความว่างเปล่า


            ฉันหยิบรูปถ่ายทั้งสองใบขึ้นมาดูอีก รูปแต่งงานของพ่อกับแม่ดูจะอบอวลไปด้วยความสุข และรูปที่แม่อุ้มฉันเอาไว้ ฉันก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่อยู่ภายใน ไม่เหมือนความเย็นชายามที่ฉันเห็นสายตาของพ่อ หรือแม่เลี้ยงคนที่หนึ่งและสอง พ่อปิดบังฉันไว้ทำไมกันนะ ฉันไม่เข้าใจเลย ทำไมฉันเข้าใจว่าแม่เลี้ยงคนที่หนึ่งเป็นแม่จริงๆของตัวเอง


            ฉันก้มลงมองพื้นผิวด้านในของกล่องไม้ และสะดุดตากับบางอย่างเข้า ที่มุมหนึ่งของพื้นกล่องมีรูกลมๆขนาดเล็ก ขณะที่อีกสามมุมเป็นผิวเรียบ จะว่าไป กล่องนี้พื้นมันตื้นจังเลยนะ ทั้งที่ความลึกเกือบสิบเซนติเมตร แต่พื้นสำหรับวางของอยู่ห่างจากฝากล่องประมาณหกเซนติเมตรเท่านั้นเอง ใช้พื้นที่ไม่เต็มความลึกของกล่องเลย ฉันมองรูกลมนั้นอีกครั้ง ขนาดน่าจะกว้างพอๆกับไม้เสียบอมยิ้ม ฉันเดินไปที่โต๊ะ เปิดลิ้นชักและหยิบกล่องใส่เข็มกับด้ายออกมา ฉันเอาติดห้องไว้เผื่อเสื้อหรือกางเกงขาด จะได้ไม่ต้องซื้อใหม่ ฉันลองหยิบเข็มเล่มเล็กแหลมเสียบลงที่รูไม้กลมๆและดันขึ้น


            อะฮ้า~ กล่องนี้มีสองชั้นจริงๆซะด้วย ที่เคยเสียเวลานั่งดูละครสืบสวนของญี่ปุ่นนี่ก็มีประโยชน์เหมือนกันนะ มันทำให้รู้จักจินตนาการยังไงละ ฉันจับแผ่นไม้บางๆเอาไว้และดึงมันออกมา พื้นกล่องจริงๆถูกซ่อนเอาไว้ใต้พื้นปลอมนี่เอง และมันก็มีรูปอีกใบคว่ำหน้าอยู่พร้อมกับข้อความ


 

ฉันบอกแล้ว ครอบครัวเธอยังมีความลับอีกเพียบ


 

            ถึงจะไม่ได้ลงชื่อ ฉันก็รู้ว่าใครเขียนทิ้งไว้ หมึกสีแดงยังปรากฏชัดเจนอยู่เลย น่าจะเขียนเอาไว้ไม่นานนักหรอก ฉันมองรูปถ่ายอีกหนึ่งใบแล้วใจไม่ดียังไงก็ไม่รู้  ยังไม่กล้าหยิบมันขึ้นมาดู เรดบอกว่าครอบครัวฉันมีความลับที่ปกปิดฉันอยู่ ความลับอีกอย่างที่ฉันกำลังจะค้นพบจะทำให้ฉันตกใจมากแค่ไหนกัน คราวที่แล้วฉันก็ได้รู้ว่าแม่ที่ฉันรู้จัก ไม่ใช่แม่ของฉัน และรูปถ่ายของผู้หญิงแปลกหน้าที่ฉันหาพบเป็นแม่แท้ๆของตัวเอง คราวนี้จะอะไรอีกละ จะมีเรื่องอะไรอีก


            ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หยิบรูปถ่ายพลิกขึ้นดู ฉันสะดุดตากับหมึกสีดำก่อนเป็นอย่างแรก มีปากกาสีดำขีดอยู่บนหน้าเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างฉัน ใบหน้าถูกขีดจนกระดาษเป็นขุย ไม่ว่าคนที่ทำจะทำด้วยความรู้สึกอะไร คนๆนั้นจะต้องเกลียดเด็กผู้ชายคนนี้แน่ ฉันก็ไม่รู้อยู่ดีว่าฉันถ่ายรูปนี้ตอนไหน ในภาพมีเด็กสี่คนยืนเรียงกัน ผู้หญิงสอง ผู้ชายสอง ฉันถูกขนาบด้วยเด็กผู้ชายสองคน คนทางซ้ายมือตัวเล็กกว่าฉัน อายุน้อยกว่าฉัน และใส่เสื้อผ้าเหมือนฉันเลย ทั้งเสื้อลายป๊อปอายกับกางเกงสีดำถอดแบบเหมือนเปี๊ยบ ทางด้านขวาเป็นเด็กผู้ชายที่ถูกขีดหน้า และถัดไปเป็นเด็กผู้หญิงหน้าตาบึ้งตึง ราวกับถูกบังคับให้มายืนถ่ายรูป


            ที่ฉันสงสัยก็คือ ทำไมฉันจำไม่ได้เลยว่าเด็กอีกสามคนเป็นใคร ถึงฉันจะเห็นหน้าเด็กแค่สองคน แต่ฉันก็จำไม่ได้อยู่ดี ดูจากในรูป ฉันน่าจะอายุประมาณหกหรือเจ็ดขวบ โตขนาดนั้นแล้ว ฉันน่าจะมีความทรงจำช่วงนั้นอยู่บ้างสิ ฉันคิดอย่างสับสน แล้วก็ตระหนักได้ว่าฉันจำเรื่องที่บ้านไม่ได้เลย ฉันเห็นแต่ภาพตัวเองไปโรงเรียน เล่นกับเพื่อนๆ แต่จำสิ่งที่เกิดขึ้นที่บ้านตอนอายุหกขวบกับเจ็ดขวบไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว


            ฉันหายใจแรงขึ้น มองเด็กผู้ชายที่อยู่ทางซ้าย ทำไมเด็กคนนี้แต่งตัวเหมือนฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยล่ะ มีแต่ฝาแฝดเท่านั้นที่จะถูกพ่อแม่จับแต่งตัวเหมือนกัน แต่เด็กผู้ชายคนนี้ก็ไม่ได้หน้าตาเหมือนฉันเลยนี่ เขาน่าจะอายุน้อยกว่าฉันประมาณสองปี น่าจะอายุแค่สี่ขวบเท่านั้น แต่ทำไมต้องใส่เสื้อผ้าเหมือนกัน กางเกงแบบเดียวกัน ถ้าเราสนิทกันมากขนาดนั้น ทำไมฉันจำไม่ได้ว่าเด็กคนนี้เป็นใคร


            ฉันกลัว ใช่เลย ฉันเริ่มรู้สึกกลัว ถ้าฉันจำเรื่องของตัวเองไม่ได้ แล้วใครจะรู้เรื่องของฉันละ ทำไมเรดถึงรู้อะไรมากมายเกี่ยวกับฉันขนาดนี้ ทำไมเรดบอกว่าครอบครัวฉันมีความลับ ทำไมเรดถึงรู้ว่าฉันลืม แล้วฉันลืมได้ยังไง ลืมเรื่องพวกนี้ได้ยังไงกัน ถ้าเด็กสี่คนที่เห็นภาพสนิทกันมากถึงขนาดว่าผู้ใหญ่จับมาถ่ายรูปด้วยกันแล้วละก็ ฉันต้องจำอะไรได้บ้างสิ ยกเว้นแต่ว่า เด็กที่ฉันเห็นในภาพไม่ใช่ตัวฉัน เด็กที่ฉันคิดว่าเป็นฉัน มันไม่ใช่ฉัน


            เรื่องธรรมดาของเด็กแฝดนั่นแหละ บางทีอีกคนก็แข็งแรงกว่า


            อยู่ๆคำพูดของพ่อก็ลอยเข้าหูฉัน ถ้าหากว่าฉันไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับรูปถ่ายนี่เลย มันเป็นไปได้ไหมว่าคนที่ยืนถ่ายรูปตรงนั้นจะไม่ใช่ฉัน แต่เป็นอีกคน พระเจ้า! หรือว่าฉันจะมีฝาแฝด บ้าไปใหญ่แล้ว ฉันต้องโทรหาพ่อ เดี๋ยวนี้ ตอนนี้เลย ฉันหยิบกระเป๋าแล้วเทเอาของข้างในออกมาทั้งหมด หยิบโทรศัพท์กดหาเบอร์ แล้วโทรออกทันที ได้โปรดอย่าติดประชุม หรือติดลูกพีชบ้าบออยู่เลย นี่เรื่องคอขาดบาดตายนะพ่อ


            “สุ พ่อกำลังขึ้นเครื่องบินนะ มีอะไร” เสียงหงุดหงิดของเขาดังขึ้นทันทีที่เขารับสาย


            “พ่อ ฉันมีฝาแฝดรึเปล่า” ฉันจู่โจมถามเลย ก็เขารีบไม่ใช่หรอ กำลังจะขึ้นเครื่องบินนี่ จะไปไหนก็ช่างเถอะ อาจจะพายัยรมย์ฤดีไปกินอาหารเย็นที่ฮ่องกงก็ได้ แล้วก็บินกลับไทยตอนประมาณสี่ทุ่ม อะไรแบบนั้นน่ะ


            “แกพูดเรื่องบ้าอะไรของแก” คราวนี้หงุดหงิดหนักกว่าเดิมอีก


            “ตอบมาเหอะน่า ฉันมีหรือว่าไม่มี” ฉันพูดอย่างอารมณ์เสียพอกัน ทำไมจะต้องมาใส่อารมณ์กับฉันก่อนด้วยละ รู้บ้างไหมว่าตอนนี้ฉันสับสนจะแย่แล้ว


            “ไม่มี ไปเอาความคิดพิเรนทร์มาจากไหน”


            “แล้วทำไม...” เสียงของฉันขาดหายไป ฉันกำลังจะถามว่าทำไมฉันจำไม่ได้ว่าถ่ายรูปนี้ แต่ก็คิดถึงความเป็นไปได้อีกอย่างขึ้นมา หรือว่าจะความจำเสื่อม เคยได้ยินมาเหมือนกันพวกที่ความจำเสื่อมเฉพาะเรื่อง อยู่ๆก็ลืมเรื่องนั้นไปซะเฉยๆเพื่อป้องกันตัวเอง อย่างเช่นฉันลืมเรื่องแม่เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองเจ็บปวด อันนั้นพอเข้าใจได้ แต่ทำไมฉันต้องลืมเด็กสาวคนนี่ด้วยละ


            “พ่อ มีอะไรบางอย่างที่พ่อยังไม่ได้บอกฉันอยู่ใช่ไหม” ฉันถามต่อ “เกี่ยวกับเรื่องในครอบครัวของเรา มีบางอย่างที่พ่อปิดบัง และมันเป็นสิ่งที่ฉันลืม ใช่หรือเปล่า”


            “สุ นี่ไม่ใช่เวลาคุยเรื่องนี้นะ พ่อกำลังจะขึ้นเครื่องแล้ว จะไม่อยู่ที่นี่หนึ่งอาทิตย์ กลับมาแล้วค่อยคุยกัน อย่าโทรมาอีกนะ”


            มีพ่อที่ไหนเย็นชาได้ขนาดนี้บ้าง ฉันแทบอยากจะขว้างโทรศัพท์ทิ้งเมื่อได้ยินเสียงเขากดปุ่มตัดสาย จงเกลียดจงชังฉันเข้าไปสิโดยที่ฉันไม่รู้เรื่องและไม่เข้าใจอะไรเลยเนี่ยแหละ บ้าบอที่สุด เป็นพ่อภาษาอะไร ถ้าเลือกเกิดได้ ฉันไม่เกิดเป็นลูกของเขาหรอก ไอ้... เฮ้อ ฉันไม่รู้จะด่าว่ายังไงดี ยังไม่อยากโดนนรกกินกบาล ยังไงนั่นก็พ่อ ฉันไม่ใช้คำหยาบคายจะดีกว่า


            เขาห้ามไม่ให้ฉันโทรหา และก็จะไม่อยู่ในไทยเป็นอาทิตย์ อย่างนี้ใครจะตอบคำถามของฉันได้ละว่าตกลงฉันความจำเสื่อมรึเปล่า แล้วเด็กสามคนนี้เป็นใคร ป้าอรกับลุงรงค์จะรู้คำตอบไหมนะ ฉันหมุนโทรศัพท์ในมืออย่างคุร่นคิด อยากลองโทรไปถามดูจังเลย


            ฉันตัดสินใจโทรศัพท์ไป ระหว่างที่รอสายก็คิดไปด้วยว่าจะเริ่มต้นอธิบายสิ่งที่ฉันเจอยังไงดี จะถามยังไงให้ดูสุภาพ และที่สำคัญคือพยายามทำจิตใจสงบอย่างยากลำบาก ก็ใครมันจะสงบไหวกันเล่า ความทรงจำกับสิ่งที่ฉันเชื่อมาตลอดกำลังถูกคุกคามนะ ถ้าฉันความจำเสื่อมจริง แสดงว่าอะไรที่ฉันเคยเชื่อว่ามันจริง มันอาจจะไม่จริงแล้วก็ได้ และนอกจากเรื่องนี้ มีเรื่องไหนอีกหรือเปล่าที่ฉันลืม


            ฉันกัดเล็บ ช่วงนี้เครียดมากจนงัดเอานิสัยเก่าแย่ๆออกมาบ่อย นั่นคือกัดเล็บอย่างเคร่งเครียดและกระวนกระวาย ฉันเคยตั้งใจเอาไว้ว่าสัปดาห์นี้แหละ สัปดาห์นี้ทุกอย่างจะจบลงแล้ว ฉันจะได้รู้ซะทีว่าเรดเป็นใครและทำเรื่องแบบนี้ไปทำไม ฉันจะกระชากหน้ากากมันออกมา และจากนั้นก็ส่งตัวมันให้ตำรวจ ฉันไม่คิดจะไปเจอแบบตัวต่อตัวอย่างที่ลัลนาเคยทำอยู่แล้ว นั่นออกจะเป็นการกระทำที่บ้าบิ่นและโง่เขลาเกินไป แต่ลัลนาก็คงไม่ทันได้คิดหรอกว่านั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอจะได้หายใจ ฉันจะไม่ยอมพลาดแบบนั้น ก็เลยโทรบอกร้อยโทล่วงหน้าไว้แล้ว บอกให้เขาซุ่มดูขณะที่ฉันยืนอยู่ที่จุดนัดพบ และเมื่อเรดทำท่าจะทำร้ายฉัน ร้อยโทกับตำรวจก็จะออกมาทันที นั่นเป็นเหตุที่ฉันวางไว้ มันก็แค่แผนตื้นๆที่ใช้จับคนร้ายทั่วไปนั่นแหละ


            ฉันคิดว่าทั้งสัปดาห์นี้ มีแค่เรื่องนี้เท่านั้นที่ต้องกังวล แต่ที่ไหนได้ละ ฉันดันค้นพบความลับอีกอย่างหนึ่งของตัวเอง มันเหมือนกับว่าฉันกำลังกระชากหน้ากากตัวฉันเองจากในกระจกเงา


            “สุ โทรมามีอะไรหรอลูก” ป้าอรเป็นคนรับสาย ดูสิ ดู แตกต่างจากพ่อฉันขนาดไหน นี่ป้าฉันนะ ไม่ได้เป็นคนทำให้ฉันเกิด แต่พ่อที่ทำให้ฉันเกิดมาลืมตาดูโลกกลับทำราวกับฉันเป็นฝุ่นละอองที่ติดชุดสูทของเขาอยู่


            “ป้าคะ คือหนู หนูมีเรื่องอยากจะถาม” ฉันก็พูดกับป้าสุภาพกว่าพูดกับพ่อเหมือนกันแหละ ก็ป้าทำตัวน่ารักกับฉันนี่ ดูพ่อฉันสิ แย่ขนาดไหน แค่ส่งเงินให้ฉันก็ถือว่าจบ ฉันไม่ใช่ธนาคารหรือตู้เอทีเอ็มรับเงินซะหน่อย ฉันยังโกรธไม่หายเลย เอาละ ใจเย็น ฉันบอกตัวเอง ตอนนี้ฉันต้องถามป้าเกี่ยวกับรูปถ่ายนี่ก่อน ยังมีเวลาเอาไว้โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเรื่องพ่ออีกเยอะ ปล่อยเขาไปจากกำหมัดโกรธๆของฉันก่อน


            “ป้าอร ทำไมหนูจำเรื่องตอนเด็กๆไม่ค่อยได้คะ” ฉันถามออกไปอย่างใจเย็น พยายามทำเสียงของตัวเองให้ดูธรรมดาเข้าไว้ เหมือนกับว่าฉันแค่สงสัยเฉยๆ “หนูเพิ่งเจอรูปถ่ายสมัยเด็กๆค่ะ หนูอาจจะถ่ายรูปนี้กับเพื่อนแถวบ้าน มีเด็กอีกสามคนยืนอยู่กับหนู มีเด็กคนหนึ่งแต่งตัวเหมือนหนูมากเลยค่ะ ใส่เสื้อป๊อปอายเหมือนกัน กางเกงแบบเดียวกัน แต่หนูจำไม่ได้เลยว่าเด็กคนนี้เป็นใคร และเด็กอีกสองคนเป็นใคร หนูก็เลยอยากจะถามป้าน่ะค่ะว่าพอจะรู้ไหมว่าพวกเขาเป็นใคร”


            “สุจ๊ะ” ป้าอรมีเสียงสั่นๆ เมื่อตอบฉันกลับมา “ป้าไม่คิดว่าป้าควรเป็นคนเล่าให้หนูฟังหรอกนะ”


            “หนูโทรถามพ่อแล้ว แต่พ่อไม่ยอมเล่าค่ะ” โกหกไปแบบนั้นเลยแล้วกัน ไม่อย่างนั้นป้าก็คงให้ฉันรอพ่อกลับมาจากต่างประเทศก่อนแน่ๆ ฉันรอไม่ไหวหรอก


            “ถ้าอย่างนั้น ป้าก็ไม่ควร... เอ่อ แค่นี้ก่อนนะ สุ ป้าเปิดเตาแก๊สทิ้งไว้” แล้วป้าก็วางสายพร้อมคำโกหก ไม่เชื่อหรอกว่าป้าจะเปิดเตาแก๊สทิ้งไว้จริงๆ ป้าแค่ไม่ยอมเล่าให้ฉันฟังต่างหาก





- 3 -


            ฉันตัดสินใจอย่างทันด่วนในเย็นนั้นเลย ฉันยัดของใส่กระเป๋าเป้สะพายหลัง ทั้งชุดนอนและเสื้อนักศึกษาสำหรับใส่วันพรุ่งนี้ ฉันต้องไปหาป้าอรด้วยตัวเอง ขอโทษจริงๆนะคะที่ต้องบังคับ แต่ฉันอยากจะรู้ และต้องรู้ให้ได้ ฉันใจร้อน และไม่ชอบให้อะไรค้างคาใจ ฉันคงนอนไม่หลับแน่ ถึงหลับก็ฝันร้ายอยู่ดีแหละ หวังว่าจบเรื่องคราวนี้ฉันคงไม่ต้องไปเจอจิตแพทย์บำบัดสภาพจิตของฉันหรอกนะ มันเริ่มแย่ลงทุกวัน ฉันหมายถึงสภาพจิตใจของฉันน่ะที่แย่ลง มันกำลังใกล้ป่วยเต็มทน



            ฉันเตรียมของเรียบร้อยแล้วก็ออกจากหอเลย ถ้ารีบหน่อยฉันก็จะขึ้นรถตู้รอบหกโมงทันอย่างแน่นอน ฉันขี่จักรยานแบบเร่งความเร็วเต็มที่ด้วยขาสองข้างของฉันเอง เอามันจอดไว้ข้างรถจักรยานคันอื่นๆ ล็อกอย่างแน่นหนาแล้วฉันก็เดินกึ่งวิ่งข้ามถนนอย่างระมัดระวัง


            เป็นอีกครั้งที่ฉันรู้สึกว่าไม่น่าเลือกมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดไกลบ้านแบบนี้เลย ถ้ามันอยู่ใกล้บ้านหน่อย ฉันอาจไม่ต้องใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงในการเดินทาง อันที่จริงมหาวิทยาลัยแถวบ้านก็มีอยู่หรอกนะ แต่มันเป็นจำพวกมหาวิทยาลัยเปิด ไม่ต้องสอบเข้า แค่เอาเกรดไปยื่นและสัมภาษณ์นิดๆหน่อยๆ รวมถึงจ่ายเงินเกือบแสน เขาก็รับเข้าแล้ว ตอนแรกฉันก็คิดจะเรียนที่นั่นอยู่หรอก แต่ต้องหลังจากฟังผลและปรากฏว่าตัวเองไม่ติดที่ไหนเลยเสียก่อน


            ฉันกำลังยืนรอรถตู้รวมกับคนอื่นๆอีกหลายคน แล้วสายตาก็ดันไปเห็นร่างคุ้นตาที่กำลังเดินเข้าซอยเล็กๆอยู่ห่างไปไม่ไกล ร่างคุ้นตาที่ว่าคือร่างสูงผอมของจี เขาหันมองซ้ายขวาขณะเดินราวกับกลัวว่าจะมีคนแอบตามแล้วก็เดินเข้าซอยไป เวลาแบบนี้เขาควรจะอยู่ในครัวของร้าน Antique Brown มากกว่า มาทำลับๆล่อๆอะไรแถวนี้ ฉันเริ่มสงสัย ยกมือขึ้นกอดอกและกำลังต่อสู้กับตัวเองอย่างรุนแรง


            โอ๊ย แอบตามไปแวบเดียวคงไม่เป็นไรหรอก ฉันขึ้นรถตู้รอบหนึ่งทุ่มก็ได้ ตัดสินใจได้แบบนั้นแล้วฉันก็วิ่งเร็วจี๋ไปที่ซอยข้างหน้า เห็นหลังไวๆของเขาเลี้ยวเข้าตรอกเล็ก ฉันค่อยๆเดินตามไปอย่างระมัดระวัง ท่าทางของเขากำลังระแวงว่าจะมีคนตามนี่น่า และฉันก็ลังตามใช่ไหมละ ต้องพยายามไม่ให้เขาเห็นตัว


            จีกำลังจะไปไหน ไปเจอใคร ไปทำอะไร คำถามมากมายผุดขึ้นเต็มสมองไปหมด ฉันรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องของฉันเลย แต่ยังมีอะไรมากมายเกี่ยวกับจีที่ฉันไม่รู้ และอยากรู้อยู่นี่น่า แถมเขายังทำท่ามีพิรุธแบบนั้นชัดเจน ฉันอดไม่ได้ที่จะยืนเฉยหรือขึ้นรถตู้ไปเลย โอกาสแบบนี้หาได้ง่ายที่ไหนกัน เขาชอบโผล่ออกมาหาฉันแบบไม่ทันรู้ตัวอยู่เรื่อย ฉันขอเอาคืนบ้างแล้วกันนะ แต่ไม่คิดจะโผล่ออกไปให้เห็นหรอก แค่ตามเงียบๆก็พอ


            ฉันจำเอาไว้ด้วยว่าเลี้ยวกี่ครั้งบ้าง ตอนแรกเดินเข้าซอยมา จีเลี้ยวขวา ขวา ซ้าย แล้วก็ขวาอีกที ถ้าเกิดฉันจำไม่ได้ขึ้นมาก็ออกไปไม่ถูกน่ะสิ แล้วเขาก็เดินออกจากซอย โอ้โห ฉันเพิ่งรู้ว่ามีทางลัดมาถึงสถานที่รกร้างว่างเปล่าอย่างนี้ด้วย อันที่จริงเพิ่งรู้ว่าในอำเภอนี้มีแหล่งเสื่อมโทรมเช่นนี้อยู่เหมือนกัน ข้างหน้าเป็นทุ่งหญ้าสูงเกือบเท่าหัว และตรงกลางก็มีตึกเก่าที่ไม่ใช้แล้วอยู่หลังหนึ่ง จะว่าตึกเก่าก็คงไม่ถูก มันเหมือนตึกที่สร้างไม่เสร็จมากกว่า อยู่ๆก็หยุดสร้างเพราะล้มละลายหรือไม่มีงบประมาณ มันมีแค่โครงปูนขึ้นมาเท่านั้นเอง ไม่มีกำแพง เป็นตึกเปิดโล่งกลางทุ่งหญ้า


            ให้ตายสิ มาทำอะไรในที่แบบนี้กันนะ อย่างกับหนังสยองขวัญ ชักไม่แน่ใจแล้วว่าคิดถูกหรือเปล่าที่แอบตามมา ฉันอาจจะได้รู้ความลับที่ไม่ควรจะรู้เข้าก็ได้ เหมือนที่ฉันรู้ความลับเพราะดันสังเกตเห็นรูกลมบนกล่องไม้ใบนั้นไง


            ฉันลดตัวลงต่ำให้สูงแค่ระดับหญ้าเท่านั้น ขณะเดินตามอย่างเงียบเชียบและทิ้งระยะห่างเยอะมากพอสมควร รู้สึกภูมิใจในความเตี้ยของตัวเองเป็นครั้งแรกเลย ตอนนั้นเองที่ฉันเพิ่งเห็นว่าหน้าตึกสร้างไม่เสร็จหลังนั้นมีรถสีดำคันหนึ่งจอดนิ่งอยู่ บางทีนั่นอาจเป็นเป้าหมายของจี เขานัดพบกับใครสักคนที่อยู่ในรถคันนั้นอย่างแน่นอน ฉันก้มตัวลงนั่งยองๆกับพื้น ในขณะที่จีก้าวขึ้นรถคันนั้น อย่างกับการนัดพบของพวกอาชญากรใหญ่โตเลยแฮะ ต้องนั่งคุยกันในรถในที่ห่างไกลสายตาผู้คน เป็นความลับอะไรนักหนานะ และคนในรถเป็นใคร ฉันอยากรู้ชะมัดเลย


            เพียงครู่เดียว ฉันก็ได้ยินเสียงเปิดประตูและปิดเสียงดังอย่างอารมณ์แรง จีเพิ่งลงจากรถ ท่าทางโมโหสุดขีด แล้วก็มีผู้ชายอีกคนก้าวลงมาเช่นกัน ผู้ชายคนนั้นดูมีอายุ สวมสูทอย่างดีและใส่แว่นตากรอบสี่เหลี่ยม หน้าคุ้นๆยังไงไม่รู้ เหมือนเคยเห็นที่ไหนบ่อยๆ แต่ฉันกลับนึกไม่ค่อยออก


            “จี คุยกันให้รู้เรื่องก่อน” ฉันได้ยินเสียงผู้ชายสูงวัยพูดอย่างโกรธๆ


            “ไม่!” จีโต้กลับ “พอเลย อยากจะทำอะไรต่อก็เชิญ ออกไปจากชีวิตผมซะ ทุกคนนั่นแหละ อย่าให้มันมายุ่งกับผมหรือใครอีก”


            “จี!” ผู้ชายคนนั้นทำท่าจะเดินอ้อมรถมาหาจี แต่ตอนนั้นประตูรถก็เปิดอีก คราวนี้คนขับรถเดินลงมา


            “ท่านครับ อย่าลงจากรถจะดีกว่า” คนขับรถส่งเสียงปรามและยืนเอาตัวบังเส้นทางไว้


            “ใช่ครับพ่อ” จีพูดขึ้น และตอนนั้นฉันก็อ้าปากค้าง นี่น่ะหรือพ่อของจี แสดงว่าผู้ชายท่าทางมีภูมิฐาน ใส่สูท นั่งรถหรู มีคนขับรถส่วนตัว คนนี้คือพ่อของจี เอาสิ เอาเข้าไป บทจะได้รู้ ฉันก็รู้ง่ายๆซะอย่างนี้เลยเรอะ


            “พ่อควรจะนั่งอยู่บนรถ ถ้าเกิดมีใครเห็นเข้ามันจะแย่เอานะครับ” จีพูดอย่างประชดประชัน แต่ฉันว่าฉันจับน้ำเสียงแห่งความเสียใจของเขาได้ และเขาก็อยากให้พ่อยอมเดินเข้ามาหาด้วยแทนที่จะกลับขึ้นรถไปเหมือนเดิม แต่แล้วผู้ชายคนนั้นก็เลือกที่จะปกป้องตัวเอง เขามองจีอย่างเย็นชาและหันหลังกลับขึ้นรถ ฉันได้ยินของเขาสั่งคนขับให้พาเขาออกไปจากที่นี่ด้วย


            จียืนมองรถของพ่อเขาแล่นผ่านออกไปต่อหน้าต่อตา เขายืนนิ่ง แผ่นหลังที่อ้างว้างดูจะค้างแข็งเช่นนั้นตลอดกาล ฉันไม่สามารถจับต้นชนปลายได้ว่าพวกเขามีเรื่องอะไรกัน แต่มันคงยากที่จะเยียวยา ก็เหมือนความบาดหมางทั้งหลายในครอบครัวทั่วไปนั่นแหละ พอเกิดรอยร้าวแล้ว มันจะยงคงอยู่แบบนั้น ไม่มีทางทำให้รอยร้าวบนแก้วหายไปจากสายตาได้หรอก


            พ่อของจีต้องเป็นคนรวยมากแน่ๆ อาจจะเป็นนักธุรกิจทำอะไรสักอย่างหนึ่ง และต้องเป็นคนที่มีชื่อเสียงด้วย แต่ที่ฉันสงสัยก็คือว่า แค่มาเจอลูกชาย ทำไมต้องทำลับๆล่อๆด้วย ไม่เห็นจะเข้าท่าเลย หรือว่าจะมีเหตุผลอะไรที่ฉันนึกไม่ถึง


            ร่างของจีค่อยๆทรุดลง เขานั่งกองอยู่กับพื้นขณะที่เข่าทั้งสองข้างชันขึ้น เรื่องที่ทะเลาะกับพ่อคงเป็นเรื่องใหญ่น่าดูเลยสิ นี่เขากำลังจะร้องไห้หรือเปล่านะ ฉันเริ่มจะทนดูอยู่เฉยๆต่อไปไม่ไหวแล้ว ฉันติดสินใจลุกขึ้นยืนและเดินออกไปยืนอยู่ไม่ห่างนัก คิดไม่ออกว่าจะทักด้วยคำว่าอะไรดี จะทักยังไง แล้วฉันก็นึกถึงตอนที่เขาเจอฉันในสนามเด็กเล่น ตอนนั้นฉันก็ลังร้องไห้ด้วยเพราะเรื่องของพ่ออยู่เหมือนกัน


            “มานั่งทำอะไรคนเดียว” ฉันจำได้ว่าเขาเคยทักด้วยประโยคประมาณนี้ เพียงแต่ว่าฉันไม่ได้มีไอศกรีมติดตัวมาด้วย ไม่อย่างนั้นคงชวนกินแก้เก้อไปแล้ว เขาไม่ยอมตอบคำถามฉัน นั่งก้มหน้างุดอยู่กับหัวเข่า เฮ้ย นี่ร้องไห้อยู่จริงหรือเปล่าเนี่ย แล้วฉันจะทำยังไงดีเล่า ปัดโธ่ ฉันหันซ้ายหันขวาอย่างทำอะไรไม่ถูก แล้วก็คิดออก หวังว่าตัวเองจะเอาหูฟังมาด้วยนะ ฉันควานหาในกระเป๋า แล้วก็เจอหูฟังขยุ้มเป็นก้อนอยู่ตรงก้นกระเป๋า กว่าจะแก้ปมให้มันเป็นสายยาวๆเหมือนเดิมก็ใช้เวลาเกือบนาที ฉันใส่หูฟังทั้งสองข้าง เอามันต่อเข้ากับโทรศัพท์ และเปิดเพลงเสียงดังสุดเลย ก่อนจะนั่งลงข้างๆเขา


            “ฉันใส่หูฟังอยู่ เปิดเสียงจนสุดเลย ไม่ได้ยินอะไรแน่ๆ” ฉันพูด คือถ้าจะร้องหรือตะโกนอะไรก็เชิญตามสบายเลย ฉันไม่ได้ยินหรอก ไม่ต้องอาย จริงๆอยากจะบอกแบบนี้แหละ


            ศีรษะที่เต็มไปด้วยผมสีดำยุ่งๆของจีเอนมาหาฉัน มันวางราบอยู่บนไหล่ วางเฉยๆก็ไม่เท่าไหร่หรอกนะ แต่หน้าของเขากำลังซุกอยู่กับคอของฉันนี่สิ ลมหายใจอุ่นที่ผ่อนจากจมูกของเขารดอยู่บนต้นคอของฉัน พร้อมกับเส้นผมนุ่มๆกำลังเคลียอยู่บนไหล่ ความรู้สึกเหมือนฉันกำลังอุ้มแมวพาดบนคออย่างนั้นเลย คิดซะว่าเป็นแมว นี่เป็นแมว แค่ตัวใหญ่ไปหน่อยเท่านั้นเอง คิดซะว่าเป็นแมวยักษ์ แมวยักษ์ แมว~


            เวร! โทรศัพท์ฉันกำลังเล่นเพลง God damn you’re beautiful เสียงผู้หญิงอยู่พอดีเลย แล้วลมก็พัดมาเย็นๆท่ามกลางทุ่งหญ้ารกร้าง กับภาพดวงตะวันกำลังลับฟ้า บรรยากาศเป็นใจเข้าไปสิ เอาเข้าไป ใจฉันเต้นจนจะกระดอนออกมานอกอกอยู่แล้ว พยายามจะคิดว่าถูกแมวยักษ์ซบเท่าไหร่ ก็คิดไม่ได้แล้วละ ก็คนนั่งข้างๆนี่ใช่แมวยักษ์ที่ไหน ผู้ชายชื่อจีตัวเป็นๆต่างหาก


            “ขอบคุณนะ” เขาดึงหูฟังข้างหนึ่งออกไป “ขอบคุณที่อยู่ๆก็โผล่มา สุเป็นผีหรือไง”


            อย่าเอาคำพูดฉันมาเล่น มีแต่เขาคนเดียวต่างหากที่เหมือนผี นั่งเงียบๆไปเลย ถ้ายังไม่คิดจะขยับออกห่างฉันก็ช่วยอยู่เงียบๆเหมือนไร้ตัวตนได้ไหม คืนหูฟังมาด้วย ฉันแย่งหูฟังออกมาจากมือและใส่กลับที่เดิม ปล่อยให้เสียงเพลงดังต่อไปอยู่ในหูของฉัน   


            “ฟังด้วย” เขาดึงหูฟังออกไป และใส่ไว้ในหูของเขา


            “ขยับออกไปซะทีได้ไหม” ทนไม่ไหว ขอไล่ตรงๆเลยละกัน ก็ใจฉันเต้นนี่ เต้นจนจะบ้าอยู่แล้ว เขาโงศีรษะขึ้นนิดหน่อย แต่แล้วก็วางลงบนไหล่ฉันเหมือนเดิม นั่งกระแซะเข้ามาใกล้กว่าเดิมอีกต่างหาก สอดแขนข้างหนึ่งเข้ามาในแขนของฉัน ล็อกเอาไว้อย่างนั้นเลย หมดทางหนีอย่างเบ็ดเสร็จ


            “สุปรากฏกายออกมาปลอบจีใช่ไหมล่ะ” เขาทำน้ำเสียงน่ารักเหมือนสาวแอ๊บแบ๊ว ออดอ้อนอย่างกับแมว ถามหน่อย ทำแบบนี้แล้วผู้หญิงที่ไหนจะทนได้ ทำไมรู้สึกเหมือนเราสลับเพศกันก็ไม่รู้สิ ผู้หญิงอย่างฉันน่าจะเป็นฝ่ายช่างอ้อนไม่ใช่หรอ แล้วผู้ชายอย่างเขาก็ควรจะเก๊กท่าทำเป็นรำคาญ เหมือนในหนังเกาหลีไงละ ในละครไทยด้วย ละครทุกชาติแหละเอ้า!


            “เมื่อยคอมั้ย” งัดเอาไม้นี้มาใช้ซะเลย ฉันนั่งห่อตัวให้ความเตี้ยที่มีอยู่แล้วมันเตี้ยหนักกว่าเดิม เขาตัวสูงนี่ ตัวช่วงบนก็ยาวด้วย ไม่เมื่อยให้มันรู้ไป


            “เมื่อย แต่จีทนได้” เป็นงั้นไป ฉันจะผลักไอ้แมวยักษ์นี่ออกไปเลยดีไหม แล้วก็วิ่งหนีจู๊ดหายไปเลย แต่ถ้าทำอย่างนั้นก็ไม่ได้ถามเรื่องที่อยากรู้น่ะสิ เอาวะ ทนอยู่สักพักก็ได้ จะว่าไปมันก็ ไม่ได้เสียหายอะไรนี่ ไม่มีใครมาเห็นด้วย ฉันไม่ได้แอบยิ้มอยู่นะ เปล่าๆ ไม่ได้อมยิ้มเลยด้วย เชื่อสิ


            “ฉันเห็นหมดเลยนะ ฉันแอบตามเธอมา” ฉันเริ่มต้นพูดเรื่องที่เพิ่งเกิดเมื่อครู่นี้


            “ตามมาทำไม” น้ำเสียงของเขาไม่มีแววต่อว่า คงจะแค่อยากรู้เฉยๆ


            “ฉันสงสัยว่าเธอจะไปไหน เธอดูลับๆล่อๆไม่รู้ตัวหรือไง” ฉันว่าเข้าให้ ใครเห็นแบบนั้นก็ต้องอยากตามอยู่แล้วละ “ขอโทษด้วยที่เข้ามายุ่งเรื่องของเธอ”   


            “ไม่เป็นไร” จีตอบเบาๆ “ก็ดีเหมือนกัน ฉันไม่อยากอยู่คนเดียวหลังทะเลาะกับพ่อ แล้วเธอมาเจอฉันได้ยังไง กำลังจะไปที่ร้านหรอ”


            “เปล่า” ฉันส่ายหน้า “ฉันกำลังจะไปกรุงเทพ จะไปเยี่ยมป้า”


            “เย็นวันอังคารเนี่ยนะ” เขายกศีรษะขึ้นและมองหน้าฉัน ทุกทีฉันจะไปหาป้าแค่ช่วงเสาร์อาทิตย์ที่ว่างๆเท่านั้น จีรู้เรื่องนี้ดี “ป้าของสุไม่สบายกะทันหันหรอ”


            “เปล่า” ฉันส่ายหน้าอีก “ฉันมีเรื่องบางอย่างต้องถามป้า มันเป็นเรื่องในครอบครัว”


            จีก้มดูนาฬิกาข้อมือ “รถเที่ยวหกโมงคงออกไปแล้ว เธอมีเวลาอีกตั้งชั่วโมงเลยนะ ไปกินไอศกรีมที่ร้านกันไหม ฉันทำวาฟเฟิลให้” ฉันส่ายหน้าอีกครั้ง ไม่อยากปล่อยให้เขาพยายามเบี่ยงประเด็นความสนใจของฉัน “อะไรกัน คนอย่างสุปฏิเสธอาหารที่จีจะทำให้กินได้ด้วยหรอ” น้อยๆหน่อย คิดว่าตัวเองทำอร่อยมากนักสินะ ชักหมั่นไส้ ถึงมันจะอร่อยจริงๆก็เถอะ ขนาดต้มมาม่าที่สุดแสนจะธรรมดา หมอนี่ยังทำได้อร่อยเหาะเลย มือเทวดาหรือเปล่าก็ไม่รู้ แล้วเช้าวันที่ฉันไปค้างบ้านเถ้าแก่ เขาก็ทำอาหารเช้าให้ด้วย ผัดผักน้ำมันหอยกับไข่เจียวหมูสับ รสชาติไร้ที่ติมาก โดยเฉพาะผัดผัก นึกถึงแล้วยังอยากจะกินอีกเลย เช้านั้นฉันซัดเรียบไม่มีเหลือติดจานทั้งที่เป็นคนกินอาหารเช้าน้อยมากแท้ๆ


            “ฉันอยากคุยกับเธอมากกว่า” ฉันบอก วกกลับเข้าสู่ประเด็นเดิม พยายามไม่นึกถึงวาฟเฟิลของเขา “ถึงฉันจะเห็นพ่อเธอแล้ว ฉันก็นึกไม่ออกว่าเขาเป็นใคร คือ ถ้าเธอไม่อยากพูดเรื่องนี้ ก็บอกได้เลยนะ ฉันจะได้เลิกพูด” ฉันเสริมประโยคหลังเข้าไป เพราะรู้สึกเกรงใจขึ้นมา


            “ไม่ค่อยได้อ่านข่าวการเมืองละสิ” จีพูดเสียงเรียบ


            “ก็ใช่ ไม่ค่อยได้อ่าน” แล้วมันเกี่ยวกันยังไงละ เอ๊ะ หรือว่า พ่อของเขาเป็นนักการเมือง ฉันเบิกตาโตอย่างไม่อยากเชื่อ ไม่น่าละถึงมีอิทธิพล แถมยังช่วยให้คดีลัลนาที่จีถูกใส่ร้ายได้ขึ้นศาลตั้งหลายครั้ง แต่ถ้าจีมีพ่อเป็นนักการเมือง ทำไมไม่เคยมีข่าวพาดหัวเกี่ยวกับนักการเมืองที่ลูกชายพัวพันกับคดีฆาตกรรมเลยเล่า โอ้ หรือเป็นเพราะว่าไม่มีใครรู้ว่าจีเป็นลูกของนักการเมืองคนนั้น


            “พอจะคิดออกแล้วสิ ใช่ไหม” จีพูดอย่างรู้ดี คงดูเอาจากสีหน้าของฉัน


            “ทำไมไม่มีใครรู้ละว่าพ่อเธอเป็นใคร ไม่สิ ทำไมไม่มีใครรู้ว่าเขามีลูกเป็นเธอ” โอ๊ย ฉันถามอะไรเนี่ย ฟังดูสับสนพิกล


            “ฉันเป็นลูกนอกสมรส” จีตอบ ท่าทางไม่พอใจในตอบของตัวเองอย่างมากเลยด้วย “พ่อฉันแต่งงานไปแล้วก่อนจะมาเจอแม่ของฉัน เรื่องมันก็เป็นแบบนี้ละ ฉันเกิดโดยที่พ่อกับแม่ไม่ได้ตั้งใจ และฉันก็เป็นตัวปัญหามาตลอด ตัวปัญหาสำหรับพวกเขาทั้งคู่ แม่เคยพยายามกินยาขับฉันออก แต่ฉันคงจะดื้อด้านมากๆ ฉันถึงไม่ยอมออกมาเป็นแค่ก้อนเลือดอย่างที่แม่ต้องการ จริงๆแล้วฉันไม่ควรจะมีตัวตนด้วยซ้ำ”


            ฉันนิ่งเงียบหลังจากได้ฟังเรื่องของเขา นั่นมันแย่กว่าครอบครัวฉันหลายเท่าเลย อย่างน้อยแม่ก็ตั้งใจให้ฉันลืมตาดูโลก ฉันคิดว่าอย่างนั้นนะ พ่อของฉันก็เหมือนกัน ฉันว่าตอนแรกเขาน่าจะอยากมีฉัน แต่หลังจากเกิดเรื่องกับแม่ และเรื่องอะไรหลายอย่างที่ฉันยังไม่รู้ เขาก็คิดได้ว่าไม่น่าจะมีฉันเลย ฉันกัดริมฝีปาก มองดูผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างๆ ผู้ชายที่ดูเหมือนจะเจอแต่เรื่องเลวร้ายมาตั้งแต่ยังไม่ทันได้ลืมตาดูโลก ฉันจับมือเขาเบาๆ ไม่รู้จะพูดอะไรดี พยายามนึกหาคำพูดปลอบใจ ที่ฉันนึกออกก็มีเพียงแค่


            “ฉันดีใจที่เธอมีตัวตนนะ” พอพูดออกไป ฉันก็รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ มันรุนแรงและท่วมท้นขึ้นมาจนฉันรู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก ฉันจำได้ว่าขาข้างหนึ่งจมลงไปในหลุมของเขาแล้ว ดินข้างล่างกำลังดูดฉันลงไป ตอนนี้ฉันอาจถลาลงไปแช่อยู่ในหลุมครึ่งตัวแล้วก็ได้


            จียิ้มอย่างขอบคุณสำหรับคำพูดของฉัน เขาบีบมือฉันแน่นขึ้น ลมหนาวยามเย็นยงคงพัดผ่านยอดหญ้า ฉันเห็นมันสั่นไหวโอนเอน ขณะเดียวกันแสงสุดท้ายแห่งวันกำลังลาลับไปจากขอบฟ้า แสงสีทองส่องผ่านช่องว่างของตึกที่สร้างไม่เสร็จ ความมืดเริ่มโรยตัวลงปกคลุม ใจของฉันกำลังสั่นสะท้านอย่างที่ไม่เคยเป็น และฉันก็ตระหนักรู้ว่าตัวเองถลำลึกมากกว่าที่คิดไว้ แรงดึงดูดจากใต้หลุมนั่นกำลังเกี่ยวกระหวัดขาของฉัน ดึงฉันลงไปจนก้อนดินกลบหน้า


            ฉันชอบจีมากขึ้นทุกที





- 4 -


            ใจของฉันยังปวดหนึบอยู่เลย มันแน่นไปทั้งหน้าอกโดยที่ฉันไม่เข้าใจสักนิดว่าอาการแบบนี้เกิดขึ้นมาได้ยังไง ฉันเดินอย่างเชื่องช้าเข้าซอยบ้านป้า ดีนะที่ฉันชินทางแถวนี้เหมือนเดินบนหลังมือของตัวเอง ไม่อย่างนั้นฉันอาจจะหลงทางก็ได้ สภาพจิตใจของฉันไม่คงที่ มันเลื่อนลอยแปลกๆ ฉันไม่ชอบเลย ไม่ชอบเวลาที่ตัวเองตกหลุมรักอะไรหรือใครสักคน เพราะฉันจะต้องตกอยู่ในสภาพนี้ทุกที ควบคุมไม่ได้ ไม่เป็นตัวของตัวเอง


            ฉันนึกถึงตัวละครในนิยาย ฉันเคยหลงใหลได้ปลื้มกับการกระทำโง่เง่าขาดสติจนต้องตาย นึกถึงความเจ็บปวดของเด็กสาวอย่างเจน แอร์ ที่ฉันเคยสงสารจนหลั่งน้ำตา นึกถึงนิยายอีกหลายเรื่อง ฉันเคยชอบทิฐิของนางเอกมิราที่ไม่ยอมเปิดเผยความรู้สึกจนสายเกิน ใช่แล้ว ฉันเคยชอบเรื่องราวพวกนั้นมากเลย เรื่องของความรักกับความเจ็บปวดสารพัดแบบ แต่ตอนนี้ไม่ชอบแล้ว ไม่ชอบ! ฉันไม่อยากเป็นเหมือนคนพวกนั้น ฉันเคยอุตส่าห์พยายามควบคุมตัวเอง ฉันเคยชื่อว่าความรู้สึกควบคุมได้ แต่มันก็พังไม่เป็นท่า


            เอาละ ฉันต้องสงบกว่านี้สิ ปล่อยเรื่องจีกับความรู้สึกเข้าขั้นวิกฤตของฉันออกไปก่อน ฉันมีเรื่องที่ต้องทำ มีคำถามที่ต้องถาม และมีความจริงที่ต้องค้นหาให้เจอ ฉันจะอยู่ในอาการเหม่อลอยแบบนี้ไม่ได้ ตอนนี้ฉันชักเริ่มคิดแล้วว่าไม่น่าแอบเดินตามจีจนไปเห็นคนในครอบครัวของเขาเลย อ้อ อีกอย่าง พอนั่งคิดๆดีฉันก็นึกออกแล้วว่าพ่อของจีเป็นใคร ฉันจำได้ว่าเขาอยู่พรรคฝ่ายค้าน ตอนอยู่บนรถตู้ คนขับเปิดฟังข่าวภาคค่ำพอดี มีข่าวของพ่อจีอยู่ด้วย พอฉันได้ยินชื่อก็นึกหน้าขึ้นมาได้ เอาหน้าในความทรงจำไปประกบคู่กับหน้าของพ่อจี มันเข้ากันพอดี เอาเป็นว่าฉันรู้แล้วละว่าพ่อของเขาเป็นนักการเมืองพรรคฝ่ายค้าน และเรื่องนี้ก็ต้องเก็บเป็นความลับสุดยอด แต่ฉันก็ไม่คิดจะเปิดเผยให้ใครฟังอยู่แล้ว แม้แต่เพื่อนสนิทอย่างณัชชา ฉันไม่มีวันบอกแน่นอน


            ฉันมาถึงบ้านป้าแล้ว ขณะนี้เป็นเวลาสองทุ่มครึ่ง ทุกคนคงนั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ดูละครหลังข่าว ยกเว้นพี่วาที่อาจจะยังไม่กลับบ้าน เพราะรถไม่ได้จอดไว้หลังรั้ว ทุกทีฉันจะเปิดประตูรั้วเข้าไปเลย แต่นั่นมันมักจะเป็นเย็นวันศุกร์ที่ฉันมาหาพวกเขาเป็นประจำ แต่นี่มันวันอังคารกลางสัปดาห์ ฉันเลือกกดกริ่งหน้าบ้าน สักพักฉันก็เห็นพี่วุ้นเดินผมเปียกออกมา


            “อ้าว ไอ้สุ” เขาร้องทักอย่างประหลาดใจ “เซอร์ไพรส์หรือไงวะ เออ เข้ามาๆ” พี่วุ้นเปิดประตูรั้วให้ฉัน แล้วก็ตะโกนเสียงดังหูแทบแตกเข้าบ้านบอกป้าอรกับลุงรงค์ว่าฉันมา


            “ลมอะไรหอบแกมาวะ” พี่วุ้นถามอย่างอารมณ์ดี


            “คิดถึง” ฉันตอบสั้นได้ใจความ ฉันคิดถึงจริงๆนะ คิดถึงความทรงจำที่หายไปของฉันยังไงละ และฉันต้องรู้จากปากป้าอรให้ได้ว่ามันคืออะไร ฉันไม่ปล่อยไปแน่ ไม่ว่าป้าจะพยายามหลบเลี่ยงแค่ไหนก็ตาม


            “โหย เดี๋ยวนี้ปากหวานนี่หว่า” พี่วุ้นหัวเราะคิกคัก


            ภายในบ้านเป็นอย่างที่ฉันคิดเอาไว้เลย ทุกคนกำลังนั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ ลุงรงค์นอนเอกเขนกครองโซฟาอยู่คนเดียว ป้าอรนั่งอยู่บนพื้นกับพี่หวายที่เหยียดขายาวอย่างสบายอารมณ์ ฉันยกมือไหว้ลุงกับป้าพร้อมกล่าวทักทาย ป้าอรยิ้มให้ฉันอย่างขัดๆเขินๆ บางทีแกอาจจะรู้จุดประสงค์ที่ฉันมาวันนี้แล้วก็ได้ ไม่กี่ชั่วโมงก่อนเราคุยโทรศัพท์กันนี่น่า


            “มาทำอะไรละเนี่ย” พี่หวายถาม


            “คิดถึงค่ะ คิดถึง” ฉันตอบแล้วนั่งแหมะลงบนพื้น โทรทัศน์กำลังฉายโฆษนายาสระผมและมีนางเอกสาวชื่อดังออกมาสะบัดผมเงางามให้ดู


            “พรุ่งนี้มีเรียนแต่เช้ารึเปล่าลูก” ป้าอรถามอย่างห่วงใย


            “ค่ะ มีเรียนตอนเช้า”


            “แล้วจะกลับทันเรอะ” ลุงรงค์พูดขึ้น ยังแปลกใจที่อยู่ๆฉันก็โผล่มา ฉันก็แปลกใจในความบ้าบิ่นของตัวเองเหมือนกันนั่นแหละ “จริงๆไม่ต้องมาวันนี้ก็ได้ วันเสาร์อาทิตย์ค่อยมาหากันแบบเดิมสิ มีเรื่องอะไรหรือเปล่า สุ” ลุงรงค์ถาม ดูเหมือนจะมองออกว่าการที่ฉันโผล่มากลางสัปดาห์ ทั้งที่วันต่อไปมีเรียนตอนเช้า แสดงว่าฉันกำลังมีปัญหาแน่นอน


            “ใช่ค่ะ” ฉันพยักหน้า คำตอบของฉันทำเอาทุกคนเงียบ มีแต่เสียงโทรทัศน์ที่ตอนนี้เปลี่ยนโฆษนาแล้ว พี่วุ้นที่ทุกทีจะพูดจาเอะอะโวยวายก็เงียบเหมือนกัน และจากที่ฉันสังเกตสีหน้าซีดๆของป้าอร แสดงว่าทั้งบ้านอาจจะรู้กันหมดแล้วว่าก่อนหน้านี้ฉันโทรศัพท์มา และถามคำถามที่ เอ่อ อันตราย


            “สุจ๊ะ” ป้าอรเริ่ม แต่ฉันจะไม่ปล่อยให้เริ่ม


            “หนูขอคุยกับป้าเป็นการส่วนตัวได้ไหมคะ หนูมีเรื่องจะถาม” ฉันตกใจน้ำเสียงตัวเองเล็กน้อย ฉันไม่ได้ตั้งใจให้มันฟังดูคุกคามหรือน่ากลัวอย่างนั้นนะ


            ฉันเห็นป้าอรเหลือบมองสามี ลุงรงค์พยักหน้านิดหนึ่ง นิดเดียวเท่านั้น จากนั้นป้าก็มองลูกชายอีกสองคนราวกับขอความเห็น พี่หวายยักไหล่เหมือนจะบอกว่าขอไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ พี่วุ้นทำหน้าไม่แน่ใจ แต่แล้วก็พยักหน้าด้วยอีกคน เอาเป็นว่าสองเสียงแล้วนะ ป้าควรจะคุยกับฉัน แล้วป้าก็มองมาทางฉัน ยังมีสีหน้าอึดอัดลำบากใจ ส่งสายตาเหมือนอยากจะบอกว่าไม่ควรเป็นตัวเธอที่จะพูดเรื่องนี้กับฉัน


            “ป้าคะ หนูพยายามถามพ่อแล้ว” ฉันบอก “แต่หนูกับเขาไม่ค่อยกินเส้นกัน ป้าก็รู้ มันไม่เกี่ยวกับการตัดสินใจของเขาอีกแล้วนะคะว่าหนูควรจะรู้หรือไม่รู้อะไร หนูจะยี่สิบเอ็ดแล้วนะคะ หนูโตแล้ว ตัดสินใจเองได้ และดูแลตัวเองได้ด้วย เพราะฉะนั้นได้โปรดบอกสิ่งที่หนูควรจะรู้ มันเป็นสิทธิ์ที่หนูต้องรู้” อ้างสิทธิ์ซะเลย ประเทศเราเป็นประชาธิปไตยนะ ถึงแม้ในทางกลับกันป้าสามารถอ้างสิทธิ์ที่จะไม่พูดกับฉันได้ก็เถอะ


            “บอกหลานไปเถอะ อร” ลุงรงค์พูดขึ้น วางมือบนไหล่ของป้าและบีบเบาๆ “หลานโตแล้ว แกรับเรื่องพวกนี้ได้” ดวงตาสีดำของลุงรงค์มองมาทางฉันเป็นเชิงถาม ฉันพยักหน้าอย่างมั่นใจกลับไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรที่ฉันลืมไป ฉันเชื่อว่าฉันรับได้


            “ก็ได้” ป้าพูดอย่างยอมแพ้



            “ขึ้นไปคุยข้างบนดีไหมคะ” ฉันเสนอ ห้องของพี่วุ้นดูจะเป็นสถานที่ส่วนตัวดี


            ดังนั้นฉันจึงมาอยู่บนห้องของพี่วุ้นกับป้าอรแค่สองคน ฉันเปิดไฟให้สว่างไสวทั่วทั้งห้อง ป้าอรเดินไปนั่งลงบนเตียง เธอเอามือลูบผ้าคลุมเตียงและดึงให้ตึงอย่างเคยชิน ฉันลากเก้าอี้มานั่งข้างๆเธอ ยังไม่เอ่ยถามคำถามอะไร คงจะดีเหมือนกัน ถ้าให้ป้าเป็นฝ่ายเริ่มก่อนบ้าง


            “หลานบอกว่าเจอรูปถ่าย” ป้าอรพูดขึ้น


            “ใช่ค่ะ หนูเจอ” ฉันพยักหน้าช้าๆ โยกตัวมาข้างหน้าและวางแขนตั้งฉากกับหัวเข่า “เป็นตัวหนูตอนเด็กใส่เสื้อป๊อปอายกับเด็กอีกสามคนที่หนูไม่เคยเห็นหน้า มีเด็กผู้ชายตัวเล็กแต่งตัวเหมือนหนูเลย คนนี้แหละค่ะที่หนูสงสัยที่สุด ทำไมเราแต่งตัวเหมือนกัน”


            “ครั้งที่แล้ว หลานก็เจอรูปถ่าย” ป้าอรพูดต่อ ราวกับไม่ได้ฟังสิ่งที่ฉันเพิ่งพูดไป เธอกำลังพูดถึงครั้งที่ฉันค้นพบว่าตัวเองจำแม่ผิดคน แม่ที่ฉันรู้จักไม่ใช่แม่จริงๆและไม่ใช่น้องสาวของป้าอร แต่คนที่อยู่ในรูปถ่ายที่ฉันเจอต่างหากคือแม่ และเป็นน้องสาวฝาแฝดของป้าอรด้วย บางครั้งแฝดอีกคนก็ร่างกายอ่อนแอ พ่อเคยพูดไว้แบบนั้น ฉันก็เลยสรุปได้ว่าแม่คงตายเพราะร่างกายของตัวเอง


            “ป้าขอโทษที่ปิดบังเรื่องแม่ของหลาน” ป้าอรบอกอย่างเสียใจ “ป้าเห็นว่าหลานมีความสุขดีกับแม่ใหม่ ป้าก็เลยคิดว่าเก็บเรื่องนี้ไว้ดีกว่า ตอนนั้นหลานเพิ่งสามขวบ ตอนที่อินทิวา...” เสียงของป้าขาดหาย มันคงยากที่จะพูดคำว่า ตายหรือ เสียชีวิตออกมาหลังจากเอ่ยชื่อของน้องสาว


            “ป้าก็แปลกใจที่หลานไม่ได้ร้องไห้เลยสักนิด ไม่ว่าจะเป็นตอนงานศพหรือหลังจากนั้น” ป้าเล่าต่อ “แล้วป้าก็มารู้คำตอบเอาวันที่วรัตน์พาหลานกับภรรยาคนใหม่มาหาป้า หลานสนิทกับผู้หญิงคนนั้นมาก เรียกว่าแม่ทุกคำ ท่าทางของหลานมีความสุข ป้าก็เลยถามวรัตน์ว่าทำไมหลานทำใจเรื่องแม่คนใหม่ได้ง่ายนัก เขาก็บอกว่าหลานเรียกผู้หญิงคนนั้นว่าแม่ทันทีที่เห็นหน้า หลานวิ่งเข้าไปกอดแล้วก็เรียกว่าแม่ หลานปักใจเชื่อว่าคนนั้นคือแม่ และลืมแม่แท้ๆของตัวเองไม่มีเหลือ”


            มันคงจะเป็น กลไกป้องกันตัวเองอย่างที่ฉันเคยได้ยินหรืออ่านเจอในหนังสือ แม่ตายตอนฉันอายุสามขวบ และตอนนั้นฉันอาจจะช็อกเงียบ ฉันพยายามลืมแม่เพื่อที่ตัวเองจะได้ไม่ต้องรู้สึกเจ็บปวด และเมื่อพ่อพาผู้หญิงอีกคนเข้ามาเพื่อเป็นแม่คนใหม่ ฉันก็เลยยึดเอาผู้หญิงคนนั้นเป็นแม่ เพื่อจะทำให้การป้องกันตัวเองจากความเศร้าของฉันสมบูรณ์มากขึ้น จิตใจของฉันนี่มัน ช่างซับซ้อน


            “แล้วเรื่องรูปถ่ายล่ะคะ” ฉันเอ่ยปากถาม รู้สึกว่าลำคอของตัวเองตีบตัน ฉันไม่คิดมาก่อนว่าสภาพจิตของฉันจะแย่ตั้งแต่เด็ก ทั้งที่มีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น แต่พ่อก็ไม่เคยพาฉันไปพบจิตแพทย์ ถ้าเป็นเมืองนอก ฉันหมายถึงอเมริกาหรือยุโรป ฉันคงถูกจับไปนั่งคุยกับจิตแพทย์แบบในหนังแล้ว


            “เด็กผู้ชายที่แต่งตัวเหมือนหลานเป็นลูกติดของผู้หญิงคนนั้นจ้ะ สามีของเธอตายตั้งแต่วันที่เธอคลอดลูก เธอก็ผ่านเรื่องเศร้ามาพอๆกับพ่อของหลานเลย” ป้าอรบอก “และหลานก็เชื่อปักใจว่าเด็กคนนั้นเป็นน้องชายแท้ๆ หลานรักเขามาก และเขาก็ชอบหลานมากเลยนะ ป้าเห็นทั้งสองคนเล่นด้วยกันตลอด ออกจะแปลกหน่อยที่เห็นเด็กผู้หญิงกับเด็กผู้ชายสนิทกันมากขนาดนั้น”


            ฉันนี่แปลกจริง ตัวฉันในวัยเด็กราวกับไม่ใช่ตัวฉันเลย ทั้งลืมแม่แท้ๆ คิดว่าภรรยาคนใหม่ของพ่อเป็นแม่ คิดเอาเองว่าลูกติดของแม่ใหม่เป็นน้องชายแท้ๆ ทำไมฉันช่างจินตนาการ คิดเองเออเองได้ขนาดนั้น ฉันคงเศร้ามากเลยใช่ไหม เศร้าเสียใจอย่างเงียบๆที่แม่จากไป ฉันถึงอยากได้ครอบครัวใหม่ ปิดบังความทรงจำของตัวเอง แล้วก็สร้างมันขึ้นมาใหม่ เหมือนเด็กสร้างเพื่อนในจินตนาการ


            “แล้วเกิดอะไรขึ้นคะ”


            จากที่ฟังมา ครอบครัวที่ฉันวาดฝันกำลังเป็นรูปเป็นร่างอย่างที่ฉันต้องการแล้ว มีพ่อแม่และน้องชาย ฉันคงจะเป็นเด็กผู้หญิงมีความสุขจอมปลอมมากที่สุดในโลก วนเวียนอยู่ในสิ่งที่ตัวเองอุปโลกน์ขึ้นอย่างน่าสงสาร แต่ฉันก็คงจะมีความสุขเท่าที่เด็กคนหนึ่งจะมีความสุขกับจินตนาการได้ มันต้องมีเรื่องเกิดขึ้นหลังจากนั้นสิ เพราะฉันลืมเด็กผู้ชายคนนั้น ฉันลืมคนที่สร้างให้เป็นน้องชาย แสดงว่าต้องมีเรื่องแย่เกิดขึ้นอีก และนั่นก็เป็นสาเหตุที่บ้านไม่เคยสงบสุขเลยใช่ไหม สุดท้ายพวกเขาก็แยกทางกันตอนฉันอายุสิบสี่


            “มันเป็นอุบัติเหตุ” ป้าอรเสียงสั่นขึ้นมา “ไม่ใช่ความผิดของหลาน ไม่เคยเป็นความผิดของสุเลยนะลูก ไม่เคยเลย”


            “อุบัติเหตุอะไรคะ” หัวใจของฉันเต้นแรง เมื่อเนื้อเรื่องกำลังดำเนินสู่จุดไคลแมกซ์ มันมักจะทำให้ฉันนั่งไม่ติดเก้าอี้เสมอ และครั้งนี้ก็เหมือนกัน สีหน้าของป้าอรบอกชัดเจนว่าเรื่องเล่านี้กำลังมาถึงจุดที่จะทำให้ฉันเจ็บปวดมากที่สุด ฉันกำขากางเกงยีนที่ใส่อยู่เสียแน่น


            “ครอบครัวของหลานไปเที่ยวทะเลในวันหยุด” ป้าอรเริ่มเล่าต่อ เธอพยายามควบคุมไม่ให้เสียงของตัวเองสั่น “หลานกับเด็กคนนั้นลอยคออยู่ในห่วงยางออกไปไกลมากขึ้นเรื่อยๆ ป้าก็ไม่รู้ว่าตอนนั้นพ่อของหลานกับแม่ของเด็กคนนั้นอยู่ที่ไหน พวกเขาอาจจะอยู่บนหาดแล้วก็ไม่ได้มองดูหลานให้ดีๆว่าลอยออกไปไกลแล้ว คลื่นคงจะลูกใหญ่มาก แล้วมันก็พัดเด็กคนนั้นพลัดหลงกับหลาน”


            พระเจ้าช่วย! ถ้อยคำที่เหลือจากป้าอรเหมือนดังมาจากที่ไกลออกไป อยู่ๆภาพความทรงจำที่ฉันไม่เคยนึกจนกระทั่งวันนี้ก็จู่โจมเข้ามา ฉันเห็นคลื่นลูกใหญ่อยู่ตรงหน้า เห็นน้องชายของตัวเองยังยิ้มร่าให้ฉันขณะที่คลื่นทะเลถาโถมลงมา ร่างของฉันกับห่วงยางกระเด็นกระดอน ฉันยึดห่วงยางไว้ได้ แต่พอลืมตาอีกที น้องก็ไม่อยู่แล้ว น้องชายของฉันหายไป และฉันก็ลอยอยู่กลางทะเลตามลำพัง พ่อกับแม่อยู่ไหนไม่รู้ ทำไมพวกเขาปล่อยให้ฉันลอยมาถึงนี่ได้ ทำไมพวกเขาดูแลเราให้ดี ทำไมพวกเขาปล่อยให้เราออกมาไกลขนาดนี้


            วิช เธออยู่ไหน วิช ออกมาหาพี่เดี๋ยวนี้นะ


            ฉันจำได้ จำได้ว่าตะโกนเรียกชื่อน้องอยู่ตั้งนาน ตะโกนเสียงดังมาก จนคนที่เล่นน้ำทะเลอยู่ไกลออกไปยังได้ยินและว่ายน้ำเข้ามาหาฉัน ถามฉันว่าเกิดอะไรขึ้น


            “สุ!” ป้าเขย่าตัวฉัน “เป็นอะไรหรือเปล่า”


            “เกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้นคะ พวกเขาหาวิช... หาน้องชายของหนูเจอไหม” ฉันถามอย่างโง่ๆ แน่นอนว่าฉันเริ่มจำได้แล้ว นั่นเป็นสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดในความทรงจำของตัวเอง หน่วยกู้ภัยหาน้องชายของฉันเจอ แต่ก็กอบกู้ชีวิตของเขาเอาไว้ไม่ได้ น้องของฉันตาย ลูกชายของแม่เลี้ยงฉันตาย และเธอก็โทษว่าเป็นเพราะฉัน พ่อก็ไม่ยอมมองหน้าฉัน พวกเขาไม่คิดจะปลอบฉันเลยด้วยซ้ำ


            ฉันปกป้องตัวเองอีกครั้งด้วยการลืม ลบภาพเด็กผู้ชายคนนั้นออกไปจนหมด และปิดหูปิดตาไม่รับฟังเวลาพ่อกับแม่เลี้ยงทะเลาะกันเรื่องนี้ ปิดหูปิดตาไม่รับรู้เวลาที่มีใครเอ่ยถึงเด็กคนนั้น ฉันลืมสิ้นว่าตัวเองเคยทำอะไรไว้ ถึงแม้จะบอกว่าไม่ใช่ความผิดของฉันก็เถอะ แต่ตอนนั้นฉันอายุแปดขวบแล้วนะ แปดขวบก็โตพอที่จะดูแลเด็กอายุน้อยกว่าคนหนึ่งให้ปลอดภัยขณะเล่นน้ำทะเล แต่ฉันดันคิดบ้าๆโง่ๆ พาน้องออกไปไกลมากขึ้นเรื่อยๆ บอกน้องว่าจะเล่นซ่อนหากับพ่อแม่ ให้พวกเขาหาเราไม่เจอสักพัก ดูซิว่าคราวนี้จะเลิกจู๋จี๋กันบนหาดแล้วลงมาเล่นน้ำทะเลกับเราไหม


            ยัยโง่เอ๋ย ยัยเด็กโง่ เพราะความโง่ของฉันทำให้น้องชายต้องตาย ทำให้ชีวิตที่สงบสุขเปลี่ยนไป ทำให้ครอบครัวที่กำลังสมบูรณ์อีกครั้งต้องพังพาบลง ฉันมันตัวซวย เพราะอย่างนี้ใช่ไหม พ่อถึงเย็นชากับฉันเสมอ แม่เลี้ยงของฉันก็ไม่คิดจะกลับลงมาจากเชียงใหม่นอกจากวันหยุดนักขัตฤกษ์ แต่ยังไงฉันก็ต้องขอบคุณที่เธอยังทนเห็นหน้าฉันได้บ้าง และยังอุตส่าห์ทำหน้าที่เป็นแม่อุปโลกน์ของฉัน บางทีเธออาจจะสะใจก็ได้ที่เห็นแววตาแสนเศร้าของฉันยามมองดูเธอทำสีหน้าเย็นชาใส่ เธออาจจะอยากทรมานฉัน เพราะฉันพรากลูกชายไปจากเธอ


            “สุ มันไม่ใช่ความผิดของหลานเลยนะ ไม่ใช่เลยสักนิด” ป้าอรยังพูดปลอบใจฉันอย่างสิ้นหวัง “พวกเขาก็ผิด ผิดมากด้วยที่ไม่ดูแลหลานให้ดีกว่านี้ ปล่อยให้เด็กสองคนลงทะเลโดยไม่คอยดูได้ยังไง”


            “ป้าคะ”


            “หลานอย่าได้กล่าวโทษตัวเอง เพราะหลานไม่ผิด แล้วหลานก็ไม่ต้องสนใจถ้าพ่อจะทำเย็นชาใส่ คนงี่เง่าพรรค์นั้นเอาแต่โทษหลาน เพราะไม่ยอมรับความผิดของตัวเองต่างหาก” ป้าอรพูดต่อ ฉันรู้สึกขอบคุณที่ป้าอยู่ข้างฉันเต็มที่ แต่มันไม่ช่วยอะไรหรอก ฉันไม่ได้รู้สึกดีขึ้น


            “ป้าคะ แล้วเด็กอีกสองคนในภาพเป็นใคร” ฉันถามต่อด้วยเสียงราบเรียบ


            “หลานคงจะหมายถึง เพื่อนเล่นที่อยู่ข้างบ้าน” ป้าอรตอบ ยังลอบสังเกตฉันอย่างใกล้ชิด กลัวว่าฉันจะระเบิดอารมณ์ร้องไห้ออกมาแน่ๆ “เป็นคู่พี่น้อง รู้สึกว่าน้องสาวชื่อจ๋า ป้าก็จำไม่ค่อยได้แล้วว่าคนพี่ชายชื่ออะไร รู้สึกว่าจะอายุเท่าหลานเลยนะ ชื่อจี่ หรือจีอะไรสักอย่างนี่แหละจ้ะ”


            หือ? ฉันเบิกตามองป้า ลูกตาแทบถลนออกนอกเบ้า เมื่อกี้บอกว่าเด็กผู้ชายอีกคนชื่ออะไรนะ?

 

 




- 5 -


            ฉันนอนขดตัวกลมเหมือนแมวข้างๆไอ้ขาวขณะที่ร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลัง ไอ้ขาวเดินวนเวียนอยู่รอบตัวฉันอย่างกับรู้ว่าเจ้านายของมันกำลังมีเรื่องทุกข์ใจ หรือมันอาจจะแค่ออดอ้อนเพราะอยากได้อาหารหรืออยากให้อุ้มก็เป็นได้ คืนนี้ยาวนานเป็นสิบๆปีสำหรับฉัน และทุกข์ทรมานใจยิ่งกว่าคืนไหนที่ฉันเคยสัมผัส ฉันเพิ่งได้รับรู้ถึงอดีตที่แท้จริงของตัวเอง เพิ่งจะได้กระชากหน้ากากของตัวเองออกไป


            ฉันใส่หน้ากากจอมปลอมนั้นมานานมาก และเชื่อว่าใบหน้าที่แท้จริงก็คือหน้ากากที่ฉันสวมอยู่ ฉันสร้างสิ่งนั้นสิ่งนี้ขึ้นมา อุปโลกน์เอาว่าเป็นของๆฉัน และละเลยความจริงเสียสิ้น หากฉันจะหวาดกลัวอะไรละก็ คงจะเป็นตัวฉันเอง ฉันนี่แหละศัตรูของตัวเอง ศัตรูที่ปิดบังความจริงทั้งหลายมาโดยตลอด และตอนนี้ฉันก็กลัวเกินกว่าจะขยับตัวได้อีก กลัวเกินกว่าจะหยุดร้องไห้


            ถ้าฉันลืมอะไรไปอีกละ ถ้ายังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ฉันลืมและป้าไม่กล้าเล่าให้ฟัง มันอาจเป็นเรื่องร้ายแรงมากกว่านี้ก็ได้ แม้กระทั่งความทรงจำของตัวเองฉันก็ยังเชื่อไม่ได้ แล้วจะเชื่อถืออะไรได้อีก ฉันกระชับผ้าห่มแน่นขึ้น ให้มันคลุมปิดทั้งตัว ฉันยึดขอบผ้าห่มเอาไว้ราวกับมันเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในโลกสำหรับตอนนี้ ความคิดและความทรงจำของฉันไหลไปเรื่อยๆ ฉันยังคงพยายามกอบกู้สิ่งที่ฉันลืม แต่ก็ทำได้ยากเหลือเกิน ทั้งที่ความจริงเปิดเผยออกมามากมายขนาดนี้ ฉันนึกออกเพียงเลือนราง คงเพราะจิตสำนึกของฉันสั่งให้ลืมเพื่อปกป้องตัวเอง เมื่อฉันเกิดอยากกู้มันออกมาจากถังขยะก็เลยกลายเป็นเรื่องยาก


            ฉันเห็นแต่ภาพที่เดินออกจากบ้านพร้อมน้องชาย เราช่วยกันเด็ดใบไม้ใบหญ้าแถวๆนั้น ฉันเตรียมของเล่นสำหรับทำอาหาร เราเล่นขายข้าวแกงกันโดยมีเด็กอีกสองคนข้างบ้านเป็นคนซื้อ ทั้งที่นึกภาพขึ้นมาได้ ฉันก็ไม่แน่ใจอยู่ดีว่านั่นเป็นความจริง หรือสิ่งที่ฉันสร้างขึ้นหลังจากได้ฟังเรื่องเล่าของป้า


            ฉันว่าคุณก็คงเคยเป็น เมื่อมีคนมาเล่าอะไรให้ฟัง เราจะนึกภาพตามคำพูดนั้น บางทีก็เพิ่มเติมแต่งสถานการณ์ลงไป มันเป็นส่วนที่เราจินตนาการหรือสันนิษฐานขึ้นเอง และคงเพราะอย่างนี้ละมั้ง เขาถึงได้บอกว่าเรื่องเล่าปากต่อปากเป็นสิ่งที่เชื่อไม่ได้ เมื่อเล่าไปแล้ว อีกคนจะสร้างภาพขึ้นในสมองและเติมส่วนที่เขาคิดว่าจำเป็นต้องมีลงไปด้วย ฉันก็เลยไม่แน่ใจว่าภาพที่ผุดขึ้นมาหลังจากฟังเรื่องของป้านั้นเป็นความจริง ความทรงจำของจริงที่ฉันลืมไป หรือว่าเป็นค่าภาพที่ฉันวาดเอง


            ยังมีอีกอย่างในอดีตที่ทำให้ฉันตกใจ ชื่อของเด็กผู้ชายข้างบ้านนั่นไง ป้าบอกไม่แน่ใจว่าชื่อ จี่ หรือ จี แต่แค่นั้นก็ทำเอาฉันแทบระเบิดเพราะความประหลาดใจแล้ว แต่สักพักฉันก็บอกตัวเองว่าไม่มีเรื่องบังเอิญมากมายขนาดนั้นหรอก อาจจะแค่คนที่ชื่อเหมือนกันหรือคล้ายกัน อีกอย่างจี ฉันหมายถึงจีคนที่รู้จักตอนนี้ เขาไม่เคยเล่าให้ฉันฟังว่ามีน้องสาวนี่


            แต่จีก็มีเรื่องปิดบังอยู่เยอะไม่ใช่หรือ  เสียงเล็กๆในใจของฉันเอ่ยขึ้น ฉันก็ต้องยอมรับว่านั่นเป็นความจริง จีมีเรื่องที่ยังไม่ได้บอกฉัน แต่ว่า จีเนี่ยนะเคยเป็นเด็กข้างบ้านของฉัน เคยเล่นกับฉัน เคยถ่ายรูปคู่กับฉัน แล้วทำไมใบหน้าของเขาจะต้องถูกขีดฆ่าทิ้งไปแบบนั้นด้วยละ ฉันไม่เจ้าใจเลยสักนิดว่าทำไมในรูปนั้น เด็กผู้ชายข้างบ้านเป็นคนเดียวที่ฉันมองไม่เห็นหน้า ฉันเป็นคนเอาปากกามาขีดเอง หรือว่าใครขีด ฉันไม่กล้าหยิบรูปขึ้นมาถามป้า อย่างแรกคือกลัวว่าป้าจะตกใจ อย่างที่สอง ฉันคิดว่ามันอาจเป็นฝีมือเรด ก็เรดเป็นคนแรกที่เข้าถึงรูปนี้ก่อนฉันนี่น่า เธอเขียนข้อความทิ้งเอาไว้หลังรูปด้วยนะ


            ทำไมเรดต้องขีดฆ่าใบหน้านั้นทิ้งละ คำถามอีกอย่างผุดขึ้นในหัว ฉันยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา ตอนนี้มีบางสิ่งน่าสนใจกว่าการนอนร้องไห้ซะแล้ว ฉันค่อยๆสงบลงมากพอที่จะเริ่มมีคำถามอยู่ในสมอง คำถามที่น่าสนใจกว่าคำถามนี้ก็คือ ทำไมเรดรู้เรื่องของเธอตั้งมากมาย รู้เรื่องของเธอเยอะกว่าคนอื่น ถึงณัชชากับพร้อมฉัตรจะถูกคุกคามเหมือนกัน แต่สองคนนั้นแค่ได้จดหมายขู่กับรูปถ่าย ขณะที่ฉัน เรดเหมือนช่วยให้ฉันค้นพบความจริงที่ฉันลืมไป เธอทำแบบนั้นทำไม ทำได้อย่างไร และใบหน้าที่ขีดฆ่าทิ้งมีความหมายอะไรหรือเปล่า


            ฉันลุกขึ้นนั่ง เปิดโคมไฟหัวเตียง แสงสีเหลืองอ่อนไม่สว่างมากนัก แต่ก็พอที่จะทำให้ฉันมองเห็นรูปถ่ายได้ ฉันหยิบกระเป๋าขึ้นมาจากข้างเตียงและหยิบรูปนั้นออกมา นิ้วไล่ไปตามรอยปากกาที่ขีดขูดอย่างแรงบนใบหน้าของเด็กผู้ชาย


            เป็นได้ไหมว่าคนนี้คือเรด? ก็ลองนึกดูสิ ถ้าฉันเป็นเรดและพยายามจะบอกให้คนขี้ลืมจำอดีตได้ซะที แต่ฉันก็ไม่อยากให้รู้ว่าฉันเป็นใคร ไม่อยากให้จำได้ว่าฉันเป็นใคร ฉันอาจจะขีดหน้าตัวเองทิ้งจากรูปถ่ายก็ได้ เพื่อให้คนขี้ลืมสับสนงุนงง ใช่เลย ฉันที่เป็นคนขี้ลืมกำลังสับสนงุนงงอย่างที่สุด ไม่เข้าใจอะไรเลย ไม่เข้าใจการกระทำของโรคจิตคนนี้เลยสักนิด แต่มันก็แน่อยู่แล้ว เราจะไปเข้าใจการกระทำของคนโรคจิตได้ยังไง


            ถ้าเด็กผู้ชายในรูปคือจีจริงๆละ คุณพระคุณเจ้าช่วย นี่เป็นคำถามที่อันตรายและน่ากลัวที่สุดเลย เมื่อครู่นี้ฉันเพิ่งสันนิษฐานไปว่าเด็กผู้ชายคนนี้อาจจะเป็นเรดก็ได้ ฉันอาจเข้าใจผิดที่ว่าเธอเป็นผู้หญิง ถึงสำนวนการใช้ภาษาจะเป็นผู้หญิง ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นผู้หญิงจริงๆเสมอไปนี่ เรดฉลาดจะตาย เธอหรือเขาทำให้ฉันเขวและเดินเป๋อยู่บ่อยไป และเด็กผู้ชายในรูปก็อาจเป็นจี ก็เพราะป้าอรนั่นแหละที่ทำให้ฉันคิดแบบนั้น ถึงฉันจะบอกว่าเรื่องบังเอิญขนาดนี้มันไม่มีจริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเกิดขึ้นไม่ได้


            จับหนึ่งมาบวกหนึ่ง มันได้สองเสมอนะ ฉันสันนิษฐานว่านี่คือเรด และมันก็อาจเป็นไปได้อย่างน้อยห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ไม่อย่างนั้นเรดจะรู้เรื่องฉันได้ยังไงตั้งมากมาย นอกซะจากเธอหรือเขาจะรู้จักฉันมาก่อน รู้จักอย่างดีเลยด้วย และเด็กนี่ก็อาจจะเป็นจี อย่างที่บอกว่าหนึ่งบวกหนึ่งมันได้เท่ากับสอง


            จีคือเรด!


            “ไม่ เป็นไปไม่ได้ ไม่ใช่ ไม่ใช่หรอก” ฉันพูดพึมพำกับตัวเองเหมือนสวดมนต์ พยายามหาข้อโต้แย้งในใจอย่างบ้าคลั่ง ไม่ใช่หรอก เป็นจีไปไม่ได้หรอก จีที่แสนจะอ่อนโยน น่าสงสาร มีรอยยิ้มสดใสและตรึงใจฉันที่สุด กับดวงตาใสแป๋วแสนซื่อราวกับตาแมว ไม่มีทาง จีไม่มีทางเป็นเรดอย่างแน่นอน เขาจะทำไปทำไมกันเล่า เขาดีกับฉันมาตลอดเลยนะ และตำรวจก็พิสูจน์แล้วว่าคดีลัลนา เขาเป็นผู้บริสุทธิ์


            ดวงตาของแมวไม่ได้ใสซื่อซะหน่อย มันเต็มไปด้วยความลับแห่งจักรวาลต่างหาก เสียงเล็กๆในใจดังขึ้นอีกแล้ว มันบอกความจริงอีกอย่างให้ฉันฟัง แมวเป็นสัตว์ที่น่ารักมากก็จริง แต่ก็เป็นสัตว์ที่เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ทั้งนั้น มันทั้งดื้อและเต็มไปด้วยความลับ ถือทิฐิมากเลยด้วย เวลาที่มันไม่สบาย มันจะหลบหน้าหายไปจากบ้าน เวลาที่มันใกล้จะตาย มันก็จะไม่ตายที่บ้านอย่างเด็ดขาด มันจะไปนอนตายที่อื่น และทำให้คุณมัวแต่หาว่ามันหายไปไหน เชื่อสิ ฉันพูดจริง ฉันเลี้ยงแมวมาเกือบทั้งชีวิต ฉันรู้จักมันดี ซึ่งนั่นหมายความว่า ฉันอาจจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย


            ฉันถึงบอกว่าจีเหมือนแมว ไม่ใช่แค่ลักษณะท่าทางบางครั้งเท่านั้นที่เหมือน แต่ความลับที่เก็บอมพะนำกับอุปนิสัยทั้งหลายแหล่ก็เหมือนด้วย นึกอยากจะกวนประสาทก็กวน เหมือนแมวที่นึกอยากจะงับก็งับ แล้วบทจะอ้อนก็... หน้าฉันร้อนผ่าวขึ้นมา ยังรู้สึกถึงลมหายใจของเขารดต้นคออยู่เลย แล้วก็ดันไปนึกถึงตอนที่เขาเช็ดน้ำตาให้อีก เอาเข้าไป หยุดได้แล้ว หยุดคิดเดี๋ยวนี้เลย ฉันตะโกนบอกตัวเองในใจ ตะโกนขึ้นมาจริงๆไม่ได้อยู่แล้ว เดี๋ยวคนตื่นกันทั้งบ้าน เอาละ หายใจเข้า หายใจออก ช้าๆ อุณหภูมิที่ใบหน้าจะลดลงไปเอง


            จีไม่ใช่เรดหรอก เขานั่งอยู่ด้วยตอนที่เธอคุยกับเรดผ่านเว็บ Hotmail นะ  เออ ใช่ๆ ฉันเพิ่งนึกขึ้นมาได้ จะว่าไปมันก็จริง ตอนที่ฉันอยู่ในห้องของเขาไง ฉันคุยกับเรดเรื่องนัดเจอกัน ตอนนั้นจีก็นั่งอยู่ในห้องด้วย กึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่หน้าพวงกุญแจกับพู่กันของเขา จีไม่มีทางเป็นเรด นอกซะจากเขาจะแบ่งภาคตัวเองออกเป็นสองส่วนได้


            ฉันรู้สึกโล่งถึงขนาดล้มตัวลงนอนราบไปอีกรอบ อย่างน้อยคนที่ฉันทำท่าทำทางว่าจะชอบก็ไม่ใช่เรดหรือฆาตกรแน่ๆแล้วละ อันที่จริงจะใช้คำว่า ทำท่าทำทางมันก็ไม่ถูกนัก ฉันยอมรับ ก็ฉันจมลงไปในหลุมนั่นครึ่งตัวแล้วนี่ ไม่สิ จมลงไปทั้งตัวแล้ว วันนี้เอง สดๆร้อนๆเลย และฉันก็ไม่มีวันได้รู้ว่าจีคิดยังไง หมอนั่นเอาแต่เล่น โปรยเสน่ห์กลั่นแกล้งกันอยู่ได้


            เลิกคิดเรื่องจีดีกว่า มีเรื่องคอขาดบาดตายมากกว่านั้นรอฉันอยู่นะ นี่วันอังคารแล้ว อีกสองคืนฉันก็ต้องไปเจอเรดตามนัดหมาย ฉันยังกลัวๆอยู่เลยว่าเธอหรือเขาจะโผล่มาจริงหรือเปล่า อาจใช้นกต่ออย่างที่เคยทำอีกก็ได้ อย่างกรณีของพร้อมฉัตรไง เรดใช้เธอเป็นนกต่อส่งข้อความให้คนทั้งเอก แถมยังคุกคามรูมเมทฉันมากกว่าเพื่อนด้วย เต้ยได้รับข้อความเกือบสี่สิบครั้งภายในเดือนเดียว ขณะที่คนอื่นๆแค่ประมาณสองถึงสามข้อความเท่านั้น ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องกระหน่ำรังแกเต้ยแบบนั้นด้วย แต่หลังจากเรื่องพร้อมฉัตรเปิดเผยออกมา เต้ยก็ไม่มองหน้าเธออีกเลย เฮ้อ ขยันสร้างศัตรูซะจริง ฉันหมายถึงพร้อมฉัตรนะ


            บางทีอาจจะเป็นเพราะเต้ยอารมณ์ร้อนก็ได้มั้ง เธอเป็นตัวตั้งตัวตีในการป่าวประกาศให้อาจารย์รู้ถึงทฤษฎีที่ว่าณัชชาอาจเป็นคนส่งข้อความ เต้ยปลุกระดมคนทั้งเอกให้ไปหาอาจารย์ตั้งแต่เช้าเพื่อร้องเรียนเรื่องนี้ และขอให้อาจารย์ช่วยยุติคนที่ทำเรื่องทุเรศนี้ได้แล้ว การหาเรื่องคนอารมณ์ร้อนขนาดนั้นก็ได้ทั้งดีและเสียนะ ข้อดีคือทุกอย่างเบนเป้าไปหาณัชชาอย่างรวดเร็วและรุนแรงอย่างที่พร้อมฉัตรต้องการ แต่ข้อเสียก็คือพอความจริงเปิดเผย พร้อมฉัตรก็โดนยำเละ แต่ก็ยังดีที่มีแก้มยอมรับพร้อมฉัตรเข้ากลุ่มเพราะเป็นพวกไม่ปลื้มณัชชาพอๆกัน


            โลกของผู้หญิงมันซับซ้อน คนที่เคยไม่ชอบหน้ากันก็กลายเป็นมิตรได้ถ้าบังเอิญมีศัตรูคนเดียวกัน อย่างในกรณีนี้ แก้มก็ไม่พอใจพร้อมฉัตรที่ส่งข้อความแกล้งคนทั้งเอกการละคร แต่เธออ้าแขนรับพร้อมฉัตร เพราะเคยเป็นคนสนิทชิดเชื้อกับณัชชามาก่อน พร้อมฉัตรย่อมรู้ข้อมูลวงในที่เธอต้องการ และที่สำคัญพร้อมฉัตรก็ไม่ชอบหน้าณัชชาด้วย ถือว่ามีเป้าหมายเหมือนกัน ร่วมมือกันได้ นี่แหละโลกของผู้หญิง


            ฉันเคยสงสัยณัชชาเหมือนกัน ขอยอมรับตรงนี้เลย ฉันเคยสงสัยว่าเธอจะเป็นเรดหรือเปล่า ก็เรื่องแบบนี้ดูเป็นสิ่งที่เธอถนัดนี่น่า อีกอย่างตอนที่เธอล่วงรู้ความลับของพร้อมฉัตรว่าเป็นคนส่งข้อความทางโทรศัพท์ เธอใช้เวลาน้อยเกินไปหน่อย ฉันอาบน้ำแค่ประมาณสิบนาที แต่งตัวในห้องน้ำอยู่พักหนึ่งแล้วก็ออกมา หลังจากนั้นก็ออกไปคุยโทรศัพท์กับจี ประมาณสิบห้านาทีได้มั้ง เวลาแค่นั้นไม่ได้มากมายอะไร แถมเธอยังแกล้งทำเป็นนั่งดูเอ็มวีของเลดี้กาก้าด้วยเวลาที่ฉันเดินผ่าน เวลาแค่ยี่สิบห้านาที เธออ่านทุกเอ็นทรี่ของพร้อมฉัตรในเว็บบล็อก Exteen ได้ยังไง ต้องอ่านย้อนกลับไปถึงช่วงตอนปีหนึ่งเลยนะ หรือว่าใช้การเซฟหน้าเพจเก็บไว้ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ต้องใช้เวลาเปิดอ่านอยู่ดี คืนนั้นเรานอนคุยกันตั้งนานจนหลับไปทั้งคู่ แล้วพร้อมฉัตรก็กลับขึ้นมาจากการซักผ้า ณัชชาก็หมดสิทธิ์จะกลับไปยุ่มย่ามกับโน้ตบุ๊กของพร้อมฉัตรแล้ว แต่ในเช้าวันต่อมา เธอมาถึงห้องเรียนพร้อมหลักฐานเจาะจงขนาดนั้น มันดูเหมือนสิ่งที่เตรียมเอาไว้นานแล้ว ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเจอในคืนเดียว


            แต่ฉันก็หมดข้อสงสัยในตัวณัชชาหลังจากเกิดอุบัติเหตุ และพอมานั่งคิดดูดีๆอีกที ถึงเธอยังไม่มีเวลาอ่านบล็อกของพร้อมฉัตรในคืนนั้น เธอก็ใช้เวลาในตอนเช้าอ่านมันได้ เช้านั้นเรามีเรียนตอนสิบโมงครึ่ง เธอก็แค่จำยูสเซอร์เนมของพร้อมฉัตรเอาไว้ และพิมพ์ค้นหาในกูเกิ้ล ทุกเอ็นทรี่ในเว็บบล็อก Exteen ของพร้อมฉัตรคงไม่ได้ตั้งระบบล็อกคนภายนอกเอาไว้ เพราะมันไม่จำเป็น บันทึกของเธอไม่มีคนมาอ่านอยู่แล้ว มันจึงง่ายสำหรับณัชชาที่จะเข้าถึงข้อมูลตรงนั้น


            และอีกอย่างนะ จะมีคนบ้าที่ไหนสั่งให้คนขับรถมาชนตัวเอง ถึงเรดจะบ้า ฉันว่าก็ไม่ได้บ้าขนาดนั้นแน่ และถ้าณัชชาเป็นเรดจริง ป่านนี้เรดก็ต้องเงียบไปแล้วสิ เพราะณัชชาเข้าโรงพยาบาล แต่นี่เรดยังมานัดให้ฉันไปเจอได้อยู่เลย สรุปง่ายๆเลยว่า ณัชชาไม่ใช่เรด พร้อมฉัตรยังน่าสงสัยกว่าด้วยซ้ำ


            โทรศัพท์ของฉันดังอืดๆอยู่บนโต๊ะ ฉันตั้งระบบสั่นไว้ มันก็เลยดังเสียงอืดๆน่ากลัวพิกลโดยเฉพาะเวลาที่ว่างมันไว้บนโต๊ะไม้ ฉันหยิบขึ้นมาดู เป็นเบอร์โทรไม่คุ้นตาแต่ฉันก็กดรับ


            “สุ นี่ช่าเองนะ” เสียงกระซิบกระซาบของณัชชาดังขึ้น


            “อ้าว เธอเองหรอ” ฉันทำเสียงแปลกใจ “ฉันพยายามโทรหาเธอตั้งหลายครั้ง พ่อกับแม่ยึดโทรศัพท์ของเธอหรือไง”


            “ก็ใช่น่ะสิ” ณัชชาพูดกัดฟันอย่างไม่สบอารมณ์ “นี่ฉันแอบหยิบโทรศัพท์แม่มาใช้ แม่กำลังหลับอยู่ ท่าทางไม่มีวันตื่นจนกว่าจะเช้าแน่นอน ฉันพูดเบาหน่อยนะ เธอได้ยินใช่ไหม”


            “อือ ฉันได้ยิน” ถึงแม้ว่าจะต้องเอาแนบจนเนื้อโทรศัพท์จะบดใบหูฉันอยู่แล้วก็เถอะ


            “สุ พรุ่งนี้ฉันต้องเข้ากรุงเทพแล้วนะ คงไม่มีโอกาสคุยกับเธอเป็นเดือนๆแน่เลย แต่ก็ยังดีที่ฉันจำเบอร์โทรศัพท์ของเธอได้ ถ้ามีโอกาสแอบหยิบโทรศัพท์อีกที ฉันจะโทรหาเธอก็แล้วกัน” เสียงของณัชชาเบามากจนเหมือนเสียงหายใจมากกว่าเสียงพูด แต่ฉันก็ฟังเข้าใจทุกคำ “ฉันจำเป็นต้องโทรมาหาเธอ สุ เธอต้องระวังตัวมากๆเลยนะ เรด ไม่ว่ามันจะเป็นใคร มันก็บ้า โรคจิตสุดๆ”


            “ฉันรู้แล้วละ” แหม รู้สึกดีขึ้นเยอะเลยที่เธอมาตอกย้ำกันว่าเรดมันบ้าแค่ไหน


            “อย่าอยู่ที่ไหนคนเดียว พยายามอยู่ท่ามกลางคนเยอะๆเอาไว้” ณัชชาพูดต่ออย่างรีบเร่ง “ร้อยโทเป็นคนใช้ได้ จากที่ฉันเคยคุยกับเขานะ เขากำลังพยายามเต็มที่เลยสำหรับคดีนี้ เธอไว้ใจเขาได้ และเขาก็ช่วยเธอได้แน่ อย่าพยายามทำอะไรด้วยตัวคนเดียวเด็ดขาด มันไม่ปลอดภัย”


            “เธอก็เหมือนกันนั่นแหละ” ฉันว่าเข้าให้ “หัดรับโทรศัพท์ซะบ้างสิ ฉันพยายามโทรหาเธอวันนั้น พยายามจะบอกเธอว่าเรดจ้องจะเล่นงานเธออยู่ แต่เธอก็ไม่ยอมรับสาย”


            “ฉันขอโทษ” ณัชชารีบตอบมาทันที “เธอก็รู้ว่าฉันชอบเปิดระบบสั่น เพราะรำคาญเสียงเรียกเข้า”


            “ใช่ ฉันรู้” ยัยบ้าเอ๊ย มีคนแบบนี้ในโลกด้วยเรอะ มีแต่คนชอบให้ริงโทนของตัวเองดังเป็นเพลงโปรดกันทั้งนั้น ระบบสั่นของเธอนั่นแหละที่มันทำให้เธอต้องนอนแหมะอยู่โรงพยาบาลและต้องอยู่บ้านเป็นเดือน


            “มีอีกเรื่องที่ฉันต้องบอก” ณัชชาพูดอย่างเร่งรีบ “ที่ฉันสันนิษฐานเกี่ยวกับพ่อของจี”


            “อ้อ เรื่องนั้นฉัน...” ไม่ได้สิ ฉันจะบอกไม่ได้ว่าฉันรู้แล้วว่าพ่อของจีเป็นใคร


            “พ่อของเขาอาจจะเป็นนักการเมืองก็ได้นะ” ก็ถือว่าณัชชาเดาได้ใกล้เคียงมากเลย “ฉันเคยแอบตามเขาไปสมัยอยู่มอปลายน่ะ ก็ตอนที่ฉันยังเอ่อ ชอบเขาอยู่ เอาเถอะ ฉันแอบตามเขาไปตอนที่เขาไปเจอพ่อ ฉันคิดว่าน่าจะไปเจอพ่อน่ะนะ ฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจนักหรอก แต่ท่าทางลับๆล่อๆแบบนั้น แถมยังเรื่องใช้นามสกุลแม่อีก เขาใช้นามสกุลพ่อไม่ได้ เพราะมันเปิดเผยไม่ได้แน่ๆเลย”


            “อือ” ฉันส่งเสียงตอบ “แล้วยังไงอีก” พยายามทำให้เหมือนกับว่าฉันสนใจเต็มที่


            “ยังมีเรื่องน้องสาวของเขาอีกนะ แปลกชะ...” ณัชชาพูดแต่เสียงเงียบเบาลงกว่าเดิมอีก แม่อาจจะขยับตัวอยู่บนโซฟาก็ได้ เธอก็เลยเงียบไป


            “น้องสาว? ช่า! จีมีน้องสาวด้วยหรอ” ฉันแทบจะตะโกนออกมา “ช่า ตอบฉันสิ ได้ยินหรือเปล่า”


            “แม่ฉันลุกไปเข้าห้องน้ำ แค่นี้ก่อนนะ”  


            และแล้วเสียงสัญญาณดังตู๊ดๆ ก็ทำให้ฉันหงุดหงิดอย่างที่สุด ณัชชากดวางสายไปแล้ว พร้อมกับทิ้งระเบิดเอาไว้ให้ฉันหนึ่งลูก


 

               

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

14 ความคิดเห็น