R E D [END]

ตอนที่ 14 : ผลไม้ต้องห้าม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 111
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    13 พ.ค. 62

บทที่เก้า : ผลไม้ต้องห้าม

- 1 -

            ฉันอยู่โรงพยาบาล กำลังหลับเพราะฤทธิ์ยา ก็ไม่เชิงหลับซะทีเดียวหรอกนะ ฉันอยู่ระหว่างครึ่งหลับครึ่งตื่น ในหัวสมองยังคิดอะไรต่ออะไรมากมาย ทั้งเรื่องที่เกิดเมื่อสี่ชั่วโมงที่แล้ว ย้อนกลับไปถึงสองปีที่แล้ว ย้อนไกลไปมากกว่านั้นด้วย ฉันจะหลับได้ยังไงในเมื่อหัวสมองวิ่งวุ่นขนาดนี้ ก็ใช่ ฉันยังปวดหัวมาก หนังตาก็หนักอึ้ง อีกทั้งโล่งใจไปหนึ่งเปลาะ อย่างน้อยตอนนี้ก็ไม่มีเรดอีกแล้ว เรดถูกจับไปแล้ว และคงถูกส่งขึ้นศาล แต่จากนั้นศาลก็ตัดสินให้เธออยู่สถานกักกันสำหรับผู้ป่วยทางจิต ฉันเดาจุดจบของมันได้แล้วแท้ๆ แต่ก็ยังมีบางอย่าง ไม่รู้สิ บางอย่างที่ว่าเป็นลางสังหรณ์ของฉันเอง มันบอกว่ายังมีอีกอย่างที่ฉันมองข้าม ยังมีอีกเรื่องที่เรดไม่ได้บอก

            อย่างที่เห็นกัน ลางสังหรณ์ของฉันแม่นจนน่าตกใจทุกที ก่อนหน้านี้ฉันรู้สึกว่าจียังมีอีกเรื่องที่ไม่ได้บอก และมันก็กลายเป็นความจริง เพราะอีกเรื่องที่ว่าก็คือน้องสาวของเขา เขาทำให้ฉันเข้าใจไปว่าน้องจ๋าตายไปแล้ว ตายแล้วบ้าอะไรเล่า ถ้าตายแล้ว ใครมันเอาไม้ฟาดหัวฉันจนสลบไม่ทราบ

            ก็เพราะอย่างนี้แหละ ฉันถึงไล่จีกลับไปเมื่อสองชั่วโมงก่อน ฉันกำลังโกรธนี่ ฉันไล่เขาไปให้พ้นๆ ถึงจะชอบเขามากแค่ไหน แต่โกรธก็คือโกรธ ฉันขอเวลานอนเงียบๆคนเดียวสักพัก อีกอย่างเขามีเรื่องต้องเล่าให้ร้อยโทฟังเป็นกระบุงเลย และก็มีเรื่องที่ต้องเล่าให้ฉันฟังด้วย แต่ต้องหลังจากฉันอารมณ์เย็นพอจะมองหน้าเขาอีกครั้งนะ ซึ่งก็คงเร็วๆนี้ละ ฉันทนโกรธใครไม่ได้นานอยู่แล้วโดยเฉพาะถ้าคนๆนั้นเป็นจี ไม่ยุติธรรมเลย ฉันเกือบจะใจอ่อนไปแล้วด้วย ทั้งที่เขาไม่ได้ทำหน้าแมวหงอย เขาแค่เอาแต่ก้มหน้างุด และพร่ำขอโทษแทนน้องสาว แต่ฉันก็ใจแข็งเป็นนะ ก็เลยไล่เขากลับไปก่อน

            ฉันกระพริบตาในความมืด แล้วก็หลับตาลง นอนซะทีดีกว่า เรื่องที่ยังติดใจอยู่ เอาไว้คิดต่อพรุ่งนี้ก็ได้ ค่อยๆทบทวนอีกทีว่าลางสังหรณ์ของฉันกำลังจะบอกอะไร เอาละ นอนซะ นอน

            ฉันกำลังมึนได้ที่ อีกนิดเดียวก็จะตกสู่ห้วงนิทรา แต่แล้วก็มีคนเปิดประตูเข้ามาในห้อง ฉันได้ยินเสียงไม้กระทบกับพื้นทุกครั้งที่คนๆนั้นก้าวเดิน ฉันพยายามจะลืมตามอง แต่ตอนนี้มันยากเต็มทีแล้ว ฉันกำลังจะหลับ ร่วมหล่นสู่หลุมดำมืดแห่งการปิดจิต ปิดทุกการรับรู้

            “เธอจะหลับซะแล้วหรือ สุที่รัก” เสียงอ่อนหวานดังอยู่ข้างหูฉัน มันเป็นเสียงที่คุ้นมาก ฉันชินกับเสียงนี้ดี ใช้เวลาเพียงครู่เดียว ฉันก็รู้ว่าเป็นเสียงของใคร และยังวิธีการเรียกชื่อแบบนั้นอีก สุที่รัก พอออกเสียงเร็วๆ จะเหมือนพูดว่า สุดที่รัก แต่เธอคนนี้ไม่น่าจะมาอยู่ที่นี่ได้ เธอต้องอยู่กรุงเทพสิ อยู่ในความดูแลของพ่อกับแม่ อยู่ในกรงทองที่แสนปลอดภัย ฉันต้องฝันอยู่แน่ๆเลย

            “หลับลงได้ยังไงกัน เธอยังรู้ความจริงไม่หมดเลยนะ” มืออุ่นแสนนิ่มนวลขยับมาวางอยู่บนหน้าผากของฉัน ลูบปอยผ้าของฉันอย่างแผ่วเบา ฉันจำเป็นต้องลืมตาขึ้นให้ได้ ฉันมองไม่ชัดเท่าไหร่ เพราะดวงตาข้างหนึ่งมีอาการเลือดคั่งจากแรงกระทบกระเทือนที่ท่อนไม้ของเรดฝากเอาไว้ ภายในห้องมืดๆ ฉันจึงเห็นเพียงแต่เงาร่างของคนที่ยืนอยู่เหนือเตียง แต่ฉันก็จำผมเป็นลอนสวยนั้นได้ติดตา

            “ช่า” ชื่อนั้นผ่านพ้นริมฝีปากออกไป เสียงของฉันแผ่วแห้ง

            “จุ๊ๆ” ร่างนั้นยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปาก “ไม่ต้องพูดอะไรหรอก เธอควรจะนิ่งเงียบและฟัง จากนั้นก็ถามคำถามที่เธออยากจะถาม เธอต้องมีคำถามมากมายในหัวแน่ๆเลย จริงไหม”

            มันก็ใช่ สมองของฉันเต็มไปด้วยคำถามเสมอ โดยเฉพาะช่วงสองสามเดือนนี้ เรื่องวุ่นวายผ่านเข้ามาเยอะมาก ถึงแม้ตอนนี้เรื่องพวกนั้นกำลังผ่านพ้นไป แต่ฉันก็รู้สึกว่ายังมีอีกอย่างที่ติดๆอยู่ในใจ และนั่นคือคำถามของฉัน อะไรกันล่ะที่ติดอยู่

            “เธอมาที่นี่ได้ยังไง” ฉันถาม ลืมตาสำรวจเธออย่างถี่ถ้วน ใช่จริงๆ นี่คือณัชชาไม่ผิดแน่ และนี่ก็เหมือนความจริงมากเกินไปด้วย ฉันไม่ได้ฝัน ข้อนี้ฉันมั่นใจ เธอมีไม้ยันรักแร้อยู่ในมือข้างหนึ่ง สิ่งนั้นช่วยพยุงตัวเอาไว้ ฉันเหลือบเห็นเฝือกที่มืออีกข้าง ณัชชามีตัวตนอยู่ตรงนี้จริงๆ แต่ว่าเธอมาได้ยังไงกัน นี่เป็นคืนแรกที่ฉันนอนโรงพยาบาล ฉันเพิ่งมาถึงได้สี่ชั่วโมง นางพยาบาลแจ้งข่าวให้กับครอบครัวป้าของฉันเท่านั้น และฉันก็ให้พวกเขาเดินทางมาเยี่ยมฉันในวันพรุ่งนี้ ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนออกมาตั้งแต่คืนนี้หรอก ดังนั้นการที่ฉันเห็นณัชชายืนตัวเป็นๆอยู่ตรงหน้า จึงเป็นเรื่องน่าประหลาดใจมาก

            “ฉันมีเรื่องจะบอกเธอ แต่เธอต้องสัญญาว่าจะไม่ปริปาก อ้อ ไม่ใช่สิ ถึงเธอพูดไปก็ไม่มีผลอะไรหรอก พรุ่งนี้ฉันก็จะไม่อยู่แล้ว เธอจะไม่ได้เจอฉันอีก อย่างน้อยก็อาจจะหลายปี” คำพูดเหล่านั้นสร้างความสับสนให้ฉันยิ่งกว่าปริศนาเรื่องเรดซะอีก นี่ฉันกำลังประสาทหลอนเพราะฤทธิ์ยาแก้ปวดรึเปล่านะ สมองของฉันกระทบกระเทือนมากจนเห็นอะไรแบบนี้ได้เลยหรือ

            “สุที่รัก ถือซะว่าเป็นนิทานก่อนนอนก็แล้วกัน” มือข้างที่ไม่ได้เข้าเฝือกลูบผมฉันอย่างแผ่วเบา “แต่เธอฟังแล้วอาจจะฝันร้ายก็ได้นะ” เธอกระซิบที่ข้างหู แล้วฉันก็ได้ยินเสียงลากเก้าอี้ เธอนั่งลงข้างเตียง เอาไม้ยันรักแร้วางพิงโต๊ะสี่เหลี่ยมตัวเล็กที่อยู่ติดกับหัวนอนของฉัน

            “ฉันได้พบเพื่อนคนหนึ่งระหว่างอาศัยอยู่ในสถานบำบัด” น้ำเสียงของเธอฟังหวานหู แผ่วเบาราวกับจะกล่อมฉันให้หลับ แต่ฉันก็ขืนหนังตาเอาไว้ นี่อาจไม่ใช่เรื่องจริง แต่ฉันก็อยากจะฟังในสิ่งที่เธอพูด แม้ว่ามันอาจจะเกิดขึ้นในหัวของฉันคนเดียวก็ตาม “สุที่รัก ฉันไม่ใช่เด็กซิ่วหรอกนะ ฉันไม่เคยเข้ามหาวิทยาลัยใดๆมาก่อนหน้านี้ ฉันเสียเวลาสองปีในสถานบำบัดจิตต่างหาก หลังจากฉันเรียนจบมัธยมปลาย ฉันก็ทำเรื่องบ้าคลั่งอย่างหนึ่ง คือพยายามเผาบ้านของตัวเอง เธอไม่จำเป็นต้องรู้หรอกนะว่าอะไรทำให้ฉันบ้าได้ขนาดนั้น สิ่งที่ฉันอยากจะเล่าคือคนที่ฉันพบในสถานบำบัดจิตต่างหาก”

            ลางสังหรณ์ของฉันแม่นยำ เห็นไหมละ ฉันบอกแล้วว่าจะต้องมีอีกเรื่องที่ฉันไม่รู้ อีกเรื่องที่ฉันสงสัย อีกเรื่องที่ยังขมวดเป็นปมอยู่ แล้วณัชชาก็โผล่มา ไขข้อข้องใจของฉันออกทีละน้อย ฉันเคยบอกไปแล้วใช่ไหม บอกไปแล้วตั้งแต่ต้นว่าเรื่องที่ฉันเล่านั้น ไม่ใช่เรื่องรักหวานแหวว ไม่ใช่เรื่องผู้หญิงตบตีแบบในละคร แต่เรื่องที่ฉันเล่าจะเป็นเรื่องน่ากลัว และฉันก็เคยบอกตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหมว่า ณัชชาเป็นผู้หญิงอันตราย แต่มีรัศมีของความสนุกสนาน มีเสน่ห์ดึงดูดให้พูดคุยหัวเราะเล่นกัน พอรู้ตัวอีกที ทั้งๆที่รู้ว่าไม่สมควร ทั้งๆที่ลางสังหรณ์บอกอยู่ทนโท่ แต่ฉันก็กลายเป็นเพื่อนกับผู้หญิงคนนี้ไปแล้ว พร้อมกับผู้หญิงอีกสองคนที่แปลกประหลาดพอกัน คนหนึ่งถูกฆาตกรรม อีกคนก็เป็นจอมหลอกลวงทรยศหักหลัง

            ฉันเคยสงสัยณัชชา แต่ข้อสงสัยของฉันหมดไปเพราะอุบัติเหตุของเธอ ถึงกระนั้นฉันก็สงสัยในวิธีการทำงานของเรดเสมอ ทำไมเรดถึงรู้อยู่ตลอด รู้ทุกความเคลื่อนไหว ไม่ใช่แค่ของฉัน แต่ของเพื่อนๆด้วย ฉันไม่เคยตระหนักจนกระทั่งตอนนี้ ไม่เคยตั้งคำถามนี้เลย เรดทำงานคนเดียวจริงหรือ?

            “เธอกำลังเดาละสิว่าฉันพบใคร” เธอพูดเสียงแผ่วอย่างรู้ทัน “อย่าเดาให้เปลืองสมองอีกเลย เธอรู้คำตอบอยู่แล้ว เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนเธอเพิ่งเผชิญหน้ากับคนๆนั้นมาไม่ใช่หรือ นั่นคือเพื่อนของฉันเอง หนึ่งในเพื่อนรักไม่กี่คนที่ฉันมีอยู่ เป็นเรื่องบังเอิญที่น่าตกใจมากใช่ไหม สุดท้ายแล้วทุกๆคนก็รู้จักกัน ทุกๆคนรอบตัวเธอมีความเกี่ยวโยงกันทั้งนั้น แต่เธอไม่เคยมองเห็นเส้นใยที่เบาบางมาก่อนเลย เพราะเธอเชื่อใจฉัน ทั้งที่น่าจะรู้ว่าในบรรดาเราทั้งสี่คน เธอ ฉัน ลัน และฉัตร ตัวฉันเป็นคนที่เชื่อไม่ได้มากที่สุด แต่เธอก็เชื่อเพราะอุบัติเหตุของฉัน เชื่อเพราะคำพูดของฉัน เชื่อเพราะความเคยชินที่เธอมีต่อฉัน”

            ใช่ เธอพูดถูก ฉันเชื่อใจเธอ ฉันไม่เคยแม้แต่สงสัยเป็นจริงเป็นจัง ถึงจีจะเคยถามว่าไม่คิดจะสงสัยบ้างหรือ ฉันก็ตะขิดตะขวงใจอยู่นิดหน่อย แต่ไม่เก็บไปคิด เพราะณัชชาเป็นเพื่อน เธออาจจะมีนิสัยแย่ๆอยู่บ้าง แต่ไม่แย่ถึงขนาดร่วมมือกับฆาตกร หรือเป็นฆาตกรซะเอง และจากเหตุการณ์รถชน ทำให้ฉันหมดข้อกังขาน้อยนิดในตัวเธอทันที ฉันไม่เชื่อหรอกว่าจะมีใครบ้าได้ถึงขนาดปล่อยให้รถวิ่งมาชนตัวเอง

            แต่หลังจากเจอเรดวันนี้ และเห็นณัชชาพูดเรื่องนี้ขึ้นมา มันก็บอกให้ฉันรู้ว่าฉันจะปักเชื่อในสิ่งที่เห็นไม่ได้สักอย่าง เพราะการกระทำของคนบ้า มันย่อมเป็นเรื่องบ้าๆ

            “ความเคยชิน ทำให้เธอพลาดรายละเอียดเล็กน้อยไป” ณัชชาพูดต่ออย่างใจเย็น “เธอก็เห็นอยู่แล้วว่าฉันบ้าระห่ำแค่ไหน จากทุกเรื่องที่ฉันทำมา ทั้งขโมยเงินของแก้ม หรืออีกสารพัดเรื่อง แล้วอะไรทำให้เธอคิดว่าฉันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องน่าสนุกขนาดนี้เลย”

            “เพื่อน เธอเป็นเพื่อน” ฉันพูด

            “เธอก็เห็นพร้อมฉัตรแล้วนี่” ณัชชาสวนขึ้นทันที “มิตรภาพในรั้วมหาวิทยาลัยไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่เธอคิด ร้อยพ่อพันแม่ ใครต่อใครไม่รู้มารวมกัน แต่ละคนต่างมีอดีตน่ากลัวที่เธอคาดไม่ถึงทั้งนั้น เธอไว้ใจคนง่ายไปแล้ว และความผิดพลาดอย่างแรกของเธอเมื่อก้าวเข้ามาที่นี่คือเลือกฉัน ลัลนา และพร้อมฉัตรเป็นเพื่อนของเธอ”

            “เธอคงสงสัยจะแย่แล้วสิว่าทำไมฉันร่วมมือกับเรด” ณัชชาพูด เธอมีรอยยิ้มน้อยๆประดับอยู่บนใบหน้า “เรื่องมันก็ง่ายนิดเดียว ฉันรู้จักเด็กคนนั้นในสถานบำบัด เรากลายเป็นเพื่อนกัน แล้วสักพักฉันก็ค้นพบว่าพี่ชายของเธอไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นจีนั่นเอง จีที่ฉันเคยแอบชอบ และฉันก็ยังโกรธอยู่จนทุกวันนี้ที่เขาดันไปคว้าเด็กหน้าตาธรรมดาไม่มีอะไรโดดเด่นซะอย่าง เขาเป็นอย่างนี้เสมอเลยนะ เลือกผู้หญิงหน้าตาธรรมดา ใช่แล้ว ผู้หญิงที่ออกจะคล้ายคลึงกับเธอ ถ้าไม่คล้ายที่หน้าตา ก็ต้องคล้ายที่นิสัย” ณัชชาเอื้อมมือมาเกือบสัมผัสแก้มของฉัน แต่ฉันเบือนหน้าหลบ

            “ถึงฉันจะโกรธเขา ฉันก็ไม่เคืองแค้นหรอกนะ แต่เรดไม่ได้เป็นแบบฉัน เธอเล่าให้ฉันฟังด้วยรู้ไหม เรื่องของเธอ วสุ เรดอยากกำจัดเธอมากที่สุด แต่ถ้าตราบใดที่เธอไม่ได้ข้องแวะกับพี่ชายของเรดอีก เธอก็ยังปลอดภัยดีอยู่หรอก แหม จะเรียกว่าโชคชะตาหรือคราวซวยดีละ ฉันดันมาเจอเธอในมหาวิทยาลัย ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมฉันเข้ามาคุยกับเธอ ก็เพราะฉันเคยได้ยินชื่อเธอแทบจะทุกๆวันที่ฉันอยู่กับเรด และเพื่อนของเราอีกคนก็ดันเข้ามายุ่งกับสิ่งที่ไม่ควรจะแตะต้อง ลัลนาไปเด็ดผลไม้ต้องห้ามในสวนอีเดนมากินซะแล้ว จำได้ไหมว่าฉันพยายามเตือนลัน แต่ฉันไม่อยากเปิดเผยเรื่องเรด ก็เลยแถไปเรื่องอื่นแทน ตอนนั้นฉันยังไม่รู้หรอกว่าเรดหนีออกจากสถานบำบัด แต่ก็เริ่มแน่ใจมากขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่คอยสังเกตท่าทางของลัน และในที่สุดฉันก็ช่วยลันไว้ไม่ทัน”

            “ฉันต้องขอสาบานกับเธอ ขอให้เธอเชื่อ แม้ว่าฉันจะเชื่อไม่ได้เลยก็ตาม แต่ฉันสาบานว่าฉันไม่เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมลัลนา ฉันรู้ทุกอย่างพร้อมๆกับที่เธอรู้” ณัชชาพูดอย่างจริงจัง “แต่ฉันมีส่วนเกี่ยวข้องกับทุกอย่างที่เรดทำในช่วงแรกๆที่มันก่อกวนเธอและคนอื่น ฉันรู้สึกสนุกน่ะ สนุกมากเลยจริงๆ มันเหมือนกับว่าฉันได้ย้อนกลับไปสมัยที่เป็นเพื่อนกับเรดอีกครั้ง แม้ว่าฉันจะไม่ภูมิใจที่ต้องอยู่ในสถานบำบัดก็เถอะนะ แต่เรดเป็นเพื่อนที่เจ๋งที่สุดคนหนึ่งที่ฉันเคยรู้จัก ถึงยัยนั่นจะอันตรายฆ่าคนตาย แต่ฉันก็ยินยอมพร้อมใจที่จะมองผ่านข้อนั้น”

            “ฉันช่วยเรดมาตลอด ฉันให้เธอรู้จักทุกคนในเอกการละคร มันกลายเป็นเกมของเรา เหมือนเกมหมากรุกนั่นแหละ เราจะวางใครให้อยู่ตรงไหนก็ได้ เราวางแผนกันไว้หมดทุกอย่าง ตั้งแต่ต้นจนถึงวันนี้ แต่เรื่องที่เธอดันปริปากบอกตำรวจมันอยู่เหนือจากกรอบที่เราคิดเอาไว้นิดหน่อย ก่อนหน้านั้นฉันทำทีเป็นว่าอยากให้เธอบอกตำรวจ เพราะจำเป็นต้องทำให้ดูเหมือนฉันไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆกับเรด แต่ฉันก็รู้อยู่แล้วว่าเธอจะต้องกลัวมากจนไม่กล้าบอก หารู้ไม่ เธอดันพูดออกไปซะได้ และนั่นคือสาเหตุที่ยัยเรดขับรถมาชนฉัน ฉันโกรธสุดๆเลย เธอรู้ไหมว่าเรดมาเยี่ยมฉันครั้งหนึ่งตอนที่ไม่มีคนอยู่ในห้องด้วย เธอบอกฉันว่า เธอจำเป็นต้องทำ เพราะตอนนี้ฉันเป็นเพื่อนคนเดียวที่สุไว้ใจที่สุด และอาจจะรักที่สุดเลยก็ได้ การทำร้ายฉัน จะทำให้สุกลัวหัวหด และไม่กล้าเกี่ยวข้องกับตำรวจอีก ยัยเรดเนี่ย กลัวตำรวจที่สุดเลย ฉันก็เลยบอกเรดว่า เธอต้องชดใช้ให้ฉัน ฉันจะไม่ขอเกี่ยวข้องใดๆกับเธอ ถ้าหากว่าเธอดันถูกจับได้ เธอจะต้องไม่ซัดทอดถึงฉัน การที่เธอทำร้ายฉัน เท่ากับว่าผิดคำพูดแห่งความเป็นเพื่อนของเราไปแล้ว และข้อแลกเปลี่ยนที่ฉันต้องการก็คือหลักประกันที่ว่าฉันจะต้องไม่ติดบ่วงลงนรกไปกับเธอด้วยเด็ดขาด”

            ฉันคิดว่าเรดคงทำตามข้อตกลงนั้นแน่ๆ เธอไม่ปริปากพูดเรื่องณัชชาเลย จากเหตุการณ์เมื่อสี่หรือห้าชั่วโมงก่อนที่ฉันต้องถูกมัดอยู่บนเก้าอี้เผชิญหน้ากับเรด เธอเล่าให้ฉันฟังหมด ยกเว้นแค่เรื่องณัชชาอย่างเดียว ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง แผนครั้งนี้แนบเนียน ลื่นไหล ราวกับการกระทำของปีศาจ เพราะมีคนฉลาดสองคนร่วมมือกัน ไม่ใช่สิ ไม่ใช่แค่ฉลาด แต่เป็นคนสองคนที่ร้ายกาจเกือบจะพอๆกันด้วยต่างหาก    

            ณัชชาได้หลักประกันนั้นแล้ว เธอจะลอยนวลอย่างขาวสะอาด

            “อีกข้อที่เธออาจจะสงสัย” ณัชชาพูดต่อ “ทำไมเราสองคนต้องลงท้ายจดหมายด้วยชื่อของลัลนา ก็แหม เธอลองนึกดูสิ เธอก็ได้สัมผัสมาแล้วใช่ไหม อาการตกใจจนแทบเป็นลมเมื่อเห็นชื่อลัลนาในส่วนท้ายของจดหมาย เธอคิดไปต่างๆนานาว่า เอ๊ะ นี่ฉันได้จดหมายจากคนตายหรือนี่ ไม่หรอกๆ นี่เป็นการแกล้งกันต่างหาก แต่ทำไมต้องแอบอ้างชื่อลัลนาด้วยนะ เธอคิดแต่เรื่องพวกนี้ในหัว และกลัวอย่างสุดฤทธิ์สุดเดชเลยใช่ไหมล่ะ นั่นคือสิ่งที่ฉันกับเรดใช้ครอบงำเธอ ความกลัว”

            ฉันยอมรับว่าทำสำเร็จ แยบยล ล้ำเลิศ ฉันเข้ามาอยู่ต้องกลางแห่งเกมของคน เอ่อ คนบ้าสองคนเพราะผู้ชายเพียงคนเดียว ฉันน่าจะเชื่อณัชชาตั้งแต่แรกว่า จีเป็นบุคคลอันตราย ไม่ได้หมายความว่าตัวเขาเป็นคนน่ากลัวแต่อย่างใด แต่หมายถึงว่าการวนเวียนอยู่รอบตัวเขาคือสิ่งที่อันตราย เขาเป็นเทวดาที่มีเงาของซาตานตามติดไปด้วยทุกแห่ง และฉันก็เหมือนกับลัลนา ดันไปเลือกหยิบแอปเปิ้ล ผลไม้ต้องห้ามของสวนอีเดนมากิน เพราะอย่างนี้ใช่ไหม จดหมายฉบับแรกที่ส่งมาให้ที่บ้านของฉัน ที่มีมะเขือเทศนั่นด้วยน่ะ จำกันได้ไหม นอกจากจดหมายกับมะเขือเทศ มันมีแอปเปิ้ลวางทับจดหมายเอาไว้ด้วย ฉันโยนแอปเปิ้ลนั่นทิ้งลงถังขยะ ถึงมันจะมีสีแดงน่ากิน แต่ฉันนึกถึงสโนว์ไวท์ที่กัดแอปเปิ้ลแล้วตายน่ะ

            “ฉันต้องไปแล้วละนะ” ณัชชาพูดแล้วลุกขึ้นยืน “ฉันแอบหลบพ่อกับแม่ออกมา พวกเขาพาฉันกลับมาที่นี่ เพราะฉันขอร้องว่าอยากเก็บภาพแห่งความทรงจำก่อนจะต้องไปยังที่ไกลแสนไกล ฉันจะต้องไปที่ไกลมากๆเลย สักประเทศหนึ่งในยุโรป ฉันรู้ว่าเธอคงไม่อยากติดต่อฉันอีกแล้ว ฉันก็ละอายเกินกว่าจะติดต่อเธออีกเหมือนกัน ลืมฉันเถอะ สุที่รัก คิดซะว่าทุกอย่างเป็นฝันร้าย”

            ลืม ลืมอย่างนั้นหรือ ถ้ามันง่ายเหมือนตอนที่ฉันยังเด็กก็ดีสิ ตอนนี้ฉันไม่ลืมอะไรเลยสักอย่างเดียว กลายเป็นว่าฉันจำได้หมดทุกๆสิ่ง และไม่มีที่ท่าว่าจะลืมได้ลง ไม่มีที่ท่าว่าจะทำใจได้ง่ายๆ ลืมอย่างนั้นหรือ มันเป็นคำพูดที่ไร้สาระที่สุดของมนุษย์

            “ที่ฉันต้องไปไกลขนาดนั้น” ณัชชายังพูดไม่จบ “เพราะแม่ของฉันดันได้ยินสิ่งที่ฉันคุยกับเรดในโรงพยาบาลทั้งหมดเลย แม่ก็เลยรู้ จากนั้นพ่อก็รู้ด้วยว่าฉันยังไม่หายดี จิตใจของฉันยังคงผิดปกติ และมีแนวโน้มจะเป็นคนอันตราย ฉันหลอกหมอได้อย่างแนบเนียน ถึงออกจะสถานบำบัดมาได้ ความแตกหมดแล้ว พวกเขาจะส่งฉันไปอยู่ยุโรป กักขังฉันบนหอคอยจนกว่าจิตใจของฉันจะเหมือนมนุษย์ทั่วไปอีกครั้ง ฉันคงคิดถึงเธอนะ แม้ว่าเธอจะเป็นศัตรูฉกาจของเพื่อนรักฉัน แต่ฉันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ฉันชอบเธอมากเหมือนกัน”

            เธอจูบขมับของฉัน บอกลา และเดินกะเผลกออกไป ฉันมองร่างนั้นที่เห็นได้เลือนราง รู้สึกว่าทั้งเนื้อทั้งตัวชาไปหมด เจ็บจนชา ตลอดเวลาเกือบสามปีที่ผ่านมา ฉันมีเพื่อนแท้หรือสติดีสักคนไหมในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้




- 2 -

            เวลาตื่นนอนเป็นช่วงที่น่าอนาถใจที่สุด ภาพทุกอย่างจะย้อนกลับมา ทำให้น้ำตาของเรารินไหล มันเป็นช่วงเวลาที่เราสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย และฝันนั้นยังหลอกหลอนติดตาอยู่แม้จะกระชากตัวเองออกมาได้แล้วก็ตาม ฉันส่องกระจก ตกใจกับดวงตาของตัวเอง นัยน์ตาขาวข้างหนึ่งเป็นสีแดงก่ำเพราะอาการเลือดคั่ง มันทำให้ฉันนึกถึงดวงตาของจ๋า เธอใส่เลนส์เปลี่ยนสีตาให้เป็นสีแดงเพียงข้างเดียว ฉันรีบออกจากห้องน้ำ และตัดสินใจตอนนั้นเลยว่าจะงดส่องกระจกจนกว่าสภาพดวงตาจะดีขึ้น

            ครอบครัวป้าอรมาเยี่ยมฉันในเช้าวันแรกของการอยู่โรงพยาบาล พี่ชายทั้งสามพยายามทำตัวสดใสเพื่อให้ฉันรู้สึกดีขึ้น แต่ฉันติดอยู่ในวังวนมืดภายใต้ความคิดของตัวเอง สีหน้าท่าทางของเรด คำพูดของณัชชายังผลัดกันเข้าๆออกๆในสมอง ฉันไม่สามารถยิ้มหรือหัวเราะได้เป็นปกติ ฉันชนะเรดได้แล้วก็จริง แต่นี่หรือคือความรู้สึกของชัยชนะ ฉันว่าเราก็แพ้ด้วยกันทั้งคู่

            อ้อ อีกอย่าง สุดท้ายแล้วหมอก็แนะนำให้ฉันพบจิตแพทย์ด้วย เขาบอกว่าฉันเหมือนตกอยู่ในสภาพซึมเศร้าเพราะผ่านเหตุการณ์รุนแรง และก็เพราะในเช้าวันแรกนั้นเอง ฉันเกิดอาละวาดขึ้นมา ไม่ต้องคิดว่ามันเป็นการอาละวาดรุนแรงหรอกนะ ฉันแค่สติแตกไปชั่วครู่ แต่พวกเขาคงมองว่าน่าเป็นห่วง ส่วนสาเหตุที่ฉันอาละวาดก็เพราะจีมาเยี่ยม

            เขาเดินเข้ามาในห้อง กล่าวสวัสดีอย่างนอบน้อมต่อครอบครัวของป้าอรทั้งห้าคนที่ยืนนั่งอยู่ตามจุดต่างๆภายในห้อง เขาค่อนข้างประหม่าที่เห็นคนอยู่กันเยอะแยะ และคนที่ว่าก็คือญาติผู้ใหญ่ของฉันทั้งนั้น เขาหอบถุงมาเต็มสองมือ น่าจะเป็นพวกของเยี่ยม ผลไม้กับของกินอื่นๆที่เขาคิดว่าฉันน่าจะชอบ ตอนนั้นฉันนอนนิ่งตัวแข็งอยู่บนเตียงไปแล้ว รู้สึกว่าเงาแห่งซาตานก็ยังตามติดเขาอยู่ แม้ว่าเขาจะยิ้มอย่างสดใสมากแค่ไหนก็เถอะ ฉันรู้สึกกลัวโดยไม่ได้ตั้งใจ และสิ่งที่เกิดต่อจากนั้น ฉันก็ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดเลย

            เขาซื้อผลไม้มาฝากฉันเยอะแยะ แต่ทำพลาดไปอย่างหนึ่ง ในบรรดาผลไม้พวกนั้น ดันมีแอปเปิ้ลอยู่ด้วย ทันทีที่ฉันเห็นสีแดงๆของมัน ฉันก็เริ่มอาละวาด ปาผลไม้ทั้งกองใส่หน้าเขาอย่างไม่ยั้ง

            “ออกไป ออกไป!” ฉันได้ยินเสียงของตัวเองตะโกนดังลั่น จีไม่ยกมือขึ้นป้องกันด้วยซ้ำ ราวกับตั้งใจจะให้ฉันปาผลไม้ใส่ได้ตามสบาย ปล่อยให้ฉันระบายอารมณ์โกรธ เจ็บแค้น และหวาดกลัวลงที่เขาได้เลย ฉันทำไปเต็มที่เลยละ ถุงขนมปัง ผลไม้ เค้กช็อกโกแลต เละเต็มพื้นข้างเตียง ป้า ลุง กับพี่วุ้นเอาฉันไม่อยู่ พี่วากับพี่หวายต้องรีบลากจีออกไปจากห้อง ขณะที่ฉันยังตะโกนไล่หลัง

            “เขาทำชีวิตฉันพินาศ ออกไปให้พ้นนะ ไป!

            ฉันตะโกนอะไรประมาณนั้นแหละ จำได้แม่นประโยคที่ว่า เขาทำชีวิตฉันพินาศ ฉันตะโกนแต่ประโยคนี้ซ้ำไปซ้ำมา นั่นคือเหตุผลที่ฉันต้องคุยกับจิตแพทย์ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

            ทั้งที่ฉันตะโกนใส่จีไปแบบนั้น แต่เขาก็ยังแวะมาหาอยู่บ่อยๆ ไม่ได้ให้ฉันเห็นหน้าหรอก มีแต่พี่ชาย ป้าหรือไม่ก็ลุงที่ได้เจอ เขาจะฝากของมาให้ ส่วนใหญ่เป็นของกินที่ดูแล้วน่าจะเป็นอาหารที่ทำเอง อย่างในเช้าวันที่สอง ฉันกำลังตักโจ๊กเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย ทุกทีอาหารของโรงพยาบาลจะน่าแหวะ รสชาติจืดไม่ถูกลิ้น แต่โจ๊กหมูใส่ไข่ โรยขิงกับผักชีชามนี้อร่อยเป็นพิเศษ ฉันตักเข้าปากจนหยดสุดท้าย แล้วก็เงยหน้าขึ้นพูดกับป้า

            “อร่อยดีจังค่ะ ถ้าขอเติม พยาบาลเขาจะให้ไหมคะ ป้า” ฉันพูดอย่างมีความหวัง สามมื้อมาแล้วนะ ที่กินอาหารจืดๆไร้รสชาติ ยิ่งทำให้สภาพจิตใจฉันแย่หนักกว่าเดิมด้วย มันไร้สีสันเกินไปนี่น่า และฉันก็ต้องอยู่ดูอาการที่นี่อีกประมาณสองสามวัน เข้าเครื่องสแกนสมองด้วยนะ ต้องคุยกับจิตแพทย์อีก วุ่นวายมากมาย น่าเบื่อหน่ายที่สุดเลย               

            “เอาอีกก็ได้นะ” ป้าหยิบกระบอกน้ำร้อนทรงยาวขึ้นมา เธอเปิดฝาและมองลงไป “ยังเหลืออีกตั้งครึ่ง”

            “ป้าทำโจ๊กนั่นมาหรอคะ”

            “ไม่ใช่ป้าหรอก จีน่ะจ้ะ”

            และแล้วฉันก็เริ่มรู้สึกผิด แบบว่าการที่เขามีน้องสาวเป็นคนบ้ามันไม่ใช่ความผิดของเขาสักหน่อย เขาไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยตอนที่น้องสาวฆ่าเพื่อนของฉันตาย และพยายามจะฆ่าฉัน ความผิดของเขามีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นเองคือไม่ยอมบอกฉันเรื่องน้องสาวที่ยังมีชีวิตอยู่ และไม่ได้บอกว่าน้องเป็นบ้า

            ตอนนี้ฉันกำลังตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับจี บางทีเขาอาจจะเริ่มรู้มาสักพักแล้วก็ได้ว่าน้องจ๋าคือเรด ฉันกำลังนึกถึงตอนที่ร้านของเถ้าแก่ถูกสาดด้วยสีแดง มีตัวอักษรเขียนว่า I love red อยู่บนประตูหน้าร้าน ฉันไม่คิดว่าพี่ชายที่ดูแลน้องสาวเพียงลำพังมาโดยตลอดจะไม่รู้เลยหรือว่าเธอชอบและคลั่งไคล้สีแดงมากขนาดนั้น เถ้าแก่ก็คงเริ่มสงสัยด้วยเหมือนกัน นั่นคือคำตอบว่าทำไมทั้งสองคนถึงทะเลาะกันในห้องครัว และฉันได้ยินว่าเถ้าแก่สั่งให้จีโทรหาพ่อ ฉันก็เลยเดาได้อีกว่า พ่อของจีคงเป็นคนที่ดูแลให้จ๋าอยู่ในสถานบำบัด และจีก็อาจจะรู้ว่าจ๋าหนีออกมาและพึ่งพ่อของเขาให้ช่วยเหลือด้านเงินทอง แต่จีไม่รู้ว่าจ๋าอยู่ที่ไหนในตอนนั้น พ่อของเขาไม่ยอมบอก เพราะถ้าบอกไป จีก็จะต้องหาจ๋าจนเจอและพาเธอกลับสถานบำบัด และจ๋าก็จะต้องเปิดโปงเรื่องลูกนอกสมรสออกมา ซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อของจีจะยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด

            แม้ว่าคำพูดของคนบ้าจะเชื่อถือไม่ได้ แต่พวกนักข่าวต้องตามสืบข่าวลูกนอกสมรสอย่างแน่นอน สุดท้ายเรื่องนี้ก็จะปรากฏสู่สายตาประชาชน ทำให้ความน่าเชื่อถือของพ่อจีหมดไป ก็ดูอย่างข่าวของนายกเมื่อประมาณเดือนหรือสองเดือนก่อนสิ รายนั้นก็มีข่าวออกมาเกี่ยวกับลูกนอกสมรสเหมือนกัน ข่าวเหม็นโฉ่ไปทั้งเดือน ถึงแม้สุดท้ายจะออกมาพิสูจน์ได้ว่าเป็นข่าวปลอม แต่คนก็พูดกันทั้งประเทศแล้ว คิดไปต่างๆนานาว่าต้องเป็นลูกจริงๆแน่ ที่ออกมาบอกว่าเป็นข่าวปลอมนั่นคือเรื่องโกหก พวกชาวบ้านเขาชอบคิดกันแบบนี้แหละ พ่อของจีจะเสี่ยงให้เกิดเรื่องไม่ได้เด็ดขาด เพราะหลังจากฝ่ายนายกมีข่าวฉาว ก็ทำให้ฝ่ายค้านมีแต้มต่อขึ้นมา และพ่อของจีก็เป็นสมาชิกอาวุโสของฝ่ายค้านเชียวนะ ถึงฉันไม่ค่อยเข้าใจการเมือง แต่ก็พอจะเดาเรื่องแบบนี้ออกอยู่บ้าง

            จีที่เริ่มรู้ความจริงเกี่ยวกับเรด ก็ยังไม่กล้าที่จะพูดกับใคร เพราะต้องเก็บความลับเรื่องชาติกำเนิดของตัวเองเอาไว้ให้มิด เพื่อไม่ให้พ่อผู้เห็นแก่ตัวต้องเดือดร้อน และอาจจะเป็นไปได้ที่ว่า ถึงน้องสาวจะเป็นบ้า จีก็ยังรักน้องมากอยู่ รักแบบน้องสาวนะ ไม่ใช่รักวิปริตอย่างที่น้องจ๋าคิดต่อจี เขาตั้งใจที่จะหาน้องให้เจอ กล่อมให้เลิกทำแบบนี้ เพื่อจะได้ไม่เป็นเรื่องราวใหญ่โต และฉันก็กำลังคิดอะไรอีกอย่างขึ้นได้

            จำรอยยิ้มของนายปวรปรัชญ์ที่งานศพของลัลนาได้หรือเปล่า รอยยิ้มปริศนาที่ฉันไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมเขาต้องยิ้มแบบนั้น ทั้งที่ตัวเองถูกตำรวจรวบตัว เขายิ้มเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง ยิ้มเหมือนคิดอะไรขึ้นมาได้ จีอาจจะรู้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่า น้องสาวของเขาที่หลุดออกมาจากสถานบำบัดเป็นคนฆ่าลัลนา แต่เขาก็ปิดปากเงียบ ไม่พูดถึงน้องสาวตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว มันคงเป็นความรักความห่วงใยและความสงสาร เขายอมทนอยู่ในสถานกักกัน ยอมมีสองปีที่ว่างเปล่า เพื่อปิดบังความลับนี้ ปิดบังว่าน้องสาวเป็นบ้า ปิดบังเรื่องน้องเพื่อช่วยเหลือพ่อแท้ๆของตัวเองที่ไม่เคยสนใจเขาด้วยซ้ำ ปิดบังเพื่อช่วยให้น้องสาวยังอยู่รอดปลอดภัยทั้งที่เป็นตัวอันตรายขนาดนั้น

            ฉันไม่รู้ว่าจีคิดอะไรอยู่ นึกยังไง ถึงต้องเสียสละตัวเองเพื่อช่วยเหลือคนสองคนที่มีแต่พาความเดือดร้อนมาให้ นั่นเป็นสิ่งที่ฉันไม่เข้าใจ ฉันอาจพออนุมานได้ว่าเขารักคนทั้งคู่ แต่ก็ไม่เข้าใจถึงความรักนั้น มันช่างงี่เง่าโง่เง่าสิ้นดีเลย

            ฉันนึกถึงมิสเตอร์โรเชสเตอร์ในเรื่องเจน แอร์ วรรณกรรมคลาสสิกที่ฉันชอบมากๆขึ้นมา มิสเตอร์โรเชส เตอร์เป็นผู้ชายที่แต่งงานแล้ว ภรรยาของเขากลายเป็นคนบ้า อันตราย จิตหลุด เขาต้องปิดบังความลับนี้และซ่อนตัวเธอไว้ในคฤหาสน์ ขณะนั้นก็หลอกล่อให้เจน แอร์หลงรักเพื่อจะได้แต่งงานกับเขา เขาจะหลุดพ้นจากความขมขื่นตลอดหลายปีที่ต้องทนดูแลคนบ้า เขารักเจนขึ้นมาจริงๆ เพียงแต่ว่าสุดท้ายความลับถูกเปิดเผย เจนทนความจริงข้อนี้ไม่ได้ เธอรู้สึกอับอาย เจ็บปวดที่ถูกหลอกจึงหนีไปจากเขา

            ที่ฉันนึกถึงเรื่องเจน แอร์ขึ้นมา เพราะมันคล้ายในกรณีของฉันไงละ จีปิดบังเรื่องน้องสาวที่เป็นบ้า ถึงจะไม่ใช่ด้วยเหตุผลเดียวกับมิสเตอร์โรเชสเตอร์ แต่เขาก็ปิดบังฉันนะ และเขาก็ทนทรมานอยู่คนเดียวกับครอบครัวประหลาดของเขามาหลายปี เขารู้ทั้งรู้ว่าน้องสาวเป็นคนอันตราย เป็นฆาตกร เป็นคนที่ตามรังควานฉัน รังควานเขาด้วย แต่เขาก็ไม่ทำอะไร ไม่บอกตำรวจ เหมือนมิสเตอรโรเชสเตอร์ไง เจนเกือบจะโดนทำร้ายในคืนใกล้วันแต่งงาน แต่เขาก็ไม่ยอมบอกความจริงเรื่องภรรยาที่เป็นบ้า ยังปิดบัง ไม่รู้จะปิดไปทำไม คิดแล้วโมโหจริงๆเลย ไม่เข้าใจถึงความรักของจี ไม่เข้าใจความอับอายและหวาดกลัวของมิสเตอร์โรเชสเตอร์ด้วย

            เช้าวันที่สาม จีทำข้าวต้มมาให้ แต่เขาไม่ปรากฏตัวให้ฉันเห็นหรอก เขาฝากพี่วาเข้ามา วันนี้พี่วากับลุงรงค์มาอยู่เป็นเพื่อนฉัน จริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องลางานมาอยู่กับฉันก็ได้ ฉันเคยบอกไปแบบนั้น แต่พวกเขาก็ไม่ฟัง ดูเอาแล้วกัน ลุงรงค์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวพันในสายเลือดกับฉันเลย เขาเป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่งที่มาแต่งงานกับพี่สาวของแม่ฉัน ส่วนพี่วาก็ไม่ใช่พี่แท้ๆซะหน่อย แต่พวกเขายังเป็นห่วงฉันมากกว่าพ่อซะอีก พ่อยังไม่โผล่มาเยี่ยมฉันเลยสักวันเดียว ฉันเดาเอาว่าคงอยู่ประเทศไหนสักประเทศละมั้ง ติดต่อธุรกิจอะไรของเขาน่ะ

            “จะกินเลยไหม” พี่วาถาม ชูถุงข้าวต้มขึ้นแกว่งตรงหน้าฉัน

            “กิน” ฉันพยักหน้าหงึกหงัก แล้วก็มองพี่วาเทข้าวต้มใส่ชาม โห ไอร้อนพวยพุ่งออกมาพร้อมกลิ่นหอมกรุ่น ฉันยอมรับว่าคิดถึงข้าวต้มของจีมากเลย

            “หอมจังเลย วา” ลุงรงค์พูดขึ้น “น่าจะทำมาเผื่อคนเฝ้าไข้ด้วยเนอะ” แหม เกินไปละลุง เห็นจีเป็นพ่อครัวของโรงพยาบาลหรือไง แล้วอยู่ๆ ทั้งที่เป็นเช้าที่สดใส กำลังจะกินอาหารเช้าแสนอร่อย แต่ฉันก็คิดถึงจ๋าขึ้นมาอีก เธอบอกว่าไม่เคยได้กินอาหารฝีมือจีเลยสักครั้งนี่นะ ฉันเข้าใจถึงความอิจฉาท่วมท้นของเธอ และรู้สึกว่าไม่อยากจะอ้าปากกลืนข้าวต้มชามนั้นเสียแล้ว

            “ทำไมทำหน้างั้นล่ะ” พี่วาถามขณะวางชามลงตรงหน้าฉัน

            “ไม่มีอะไร” ฉันส่ายหน้า หยิบช้อนขึ้นมา รู้สึกเหมือนอยากร้องไห้ยังไงไม่รู้ ร้องไห้แทนผู้หญิงที่เป็นน้องสาวของเขา ฉันนึกไม่ออกเลยว่าถ้าเป็นเธอ ฉันจะรู้สึกยังไง เธอรู้ดีอยู่แล้วว่าความรักของเธอเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ยังดันทุรังไขว่คว้า แม้จะด้วยวิธีที่ผิดต่อศีลธรรม ขัดต่อกฎหมาย เธอก็ไมลังเลที่จะทำ ฉันตักคำแรกเข้าปาก ได้กลิ่นหอมกรุ่นเต็มที่ผ่านจมูก ลิ้นสัมผัสกับรสกลมกล่อมกำลังดี เขาน่าจะทำอาหารให้เธอบ้างนะ สักมื้อก็ยังดี อะไรก็ได้ เป็นแค่ขนมหรือจะแค่แซนด์วิชคู่หนึ่ง

            ฉันไม่ได้รับรู้ข่าวสารอะไรจากโลกภายนอก ป้าห้ามไม่ให้เปิดโทรทัศน์ฟังข่าว เธอคงจะเป็นห่วงว่าจิตใจของฉันจะถูกกระทบกระเทือนถ้าได้ยินเกี่ยวกับคดีที่ฉันเข้าไปเกี่ยวข้อง ร้อยโทก็มาหาฉันบ้างเหมือนกัน แต่ไม่กล้าถามอะไรมาก เพราะป้าจะยืนคุมเชิงไม่ห่างจากข้างเตียงฉันเลย อ้อ แล้วก็พวกเพื่อนๆในเอกการละครมาเยี่ยมฉันครบทุกคนแล้ว ครั้งแรกยกกันมาทั้งเอกเลย อาจารย์อธิกมาสก็มาเหมือนกัน มาบอกข่าวกับฉันว่าณัชชาลาออกไปแล้ว เพราะต้องตามพ่อไปยุโรป เธอคงได้เรียนต่อที่นั่นเลย

            ทุกคนเข้าใจเรื่องณัชชากันแบบนั้น มีแต่ฉันคนเดียวที่รู้ความจริง และฉันก็แปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกันที่ไม่คิดจะปริปากเรื่องนี้ออกไปเลย ลึกๆแล้วฉันยังทำใจให้เชื่อไม่ได้ละมั้ง หรือไม่ฉันก็อยากช่วยเธอไม่ให้ต้องพัวพันกับเรื่องนี้อีก ปล่อยให้เธอรักษาสภาพจิตใจของเธอที่ยุโรปต่อไปอย่างสงบ เราคงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว

            “อร่อยไหม” พี่วาถาม นั่งจ้องมองฉันตักคำแล้วคำเล่าเข้าปาก

            “อือ” ฉันส่งเสียงตอบสั้นๆ

            “อร่อยมากแค่ไหน” พี่วาถามอีก อะไรของเขา ทำไมต้องรู้ด้วยว่ามันอร่อยมากแค่ไหน

            “ก็อร่อยเท่าที่ข้าวต้มจะอร่อยได้นั่นแหละ”

            “ดี” พี่วาพยักหน้า “จะจำคำตอบเธอไว้บอกไอ้จี”

            หา~! แล้วทำไมต้องไปบอกจีด้วยล่ะ ช้อนของฉันหยุดกลางคัน มองพี่ชายเป็นเชิงถาม พี่วายิ้มละมุน ติดจะเจ้าเล่ห์นิดๆ

            “มันให้ถาม” พี่วาตอบแค่นั้น ขณะที่ลุงรงค์ลดหนังสือพิมพ์ลงมามองสองพี่น้อง

            “สุ หายโกรธเขาหรือยัง” ลุงถามฉัน

            เออ นี่ ขออธิบายให้กระจ่างนิดนะ ฉันไม่ได้โกรธจีซะหน่อย คือก็โกรธแหละ แต่ไม่ได้มากมายอะไร เข้าใจไหม สิ่งที่ฉันทำไม่ได้คือโกรธเขานานๆ หรือรู้สึกเกลียดเขา ก็ทำไม่ได้เหมือนกัน เมื่อสองวันก่อน มันก็แค่ฉันยังไม่ปกติเท่าไหร่ ก่อนหน้าที่เขาจะโผล่มา ฉันเพิ่งเจอณัชชาด้วย พวกเขาไม่เข้าใจหรอกว่าตอนนั้นฉันรู้สึกแย่แค่ไหน เพราะฉันไม่ได้เล่าเรื่องณัชชาให้พวกเขาฟัง ที่ฉันตะโกนว่าจีทำชีวิตฉันพินาศ ก็เพราะฉันโกรธที่เขาไม่บอกเรื่องน้องให้ฉันรู้ก่อนหน้านี้ และเขาก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ฉันเจอความลำบากทั้งหมดด้วย แม้ฉันจะเข้าใจว่าไม่ใช่ความผิดของเขา แต่ตอนนั้นมันโมโห เขาก็ดันเอาแอปเปิ้ลมาเยี่ยมฉันอีกต่างหาก นั่นยิ่งทนไม่ได้ใหญ่เลย

            อันที่จริง เขาไม่จำเป็นต้องหลบหน้าฉันด้วยซ้ำ ถ้าอยากจะมาก็มา ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย เอาแต่มาฝากของกินไว้แล้วก็ไป ใช้ได้ที่ไหนกัน แทนที่จะเข้ามาขอโทษให้เป็นเรื่องเป็นราว ไม่ยอมโผล่มาให้ฉันเห็นเลย แล้วจะให้ฉันทำยังไง ให้โทรศัพท์ไปหาก่อนหรอ ไม่เอาหรอก ไม่เอา!

            “อย่าไปโกรธเขานานเลย เขาไม่ได้ทำอะไรผิดมากมาย แล้วเขาก็เป็นห่วงสุนะ”

            ฉันไม่ได้โกรธ ลุงคะ สุไม่ได้โกรธแล้ว อย่าเข้าใจผิดกันได้ไหม ตอนนี้เหลือแค่เคืองนิดๆ ไม่เข้าใจอะไรนิดหน่อยในตัวเขากับความคิดเสียสละของเขาเท่านั้นเอง วันนั้นก็แค่สติแตก การกระทำกับคำพูดเลวร้ายวันนั้นไม่ได้มีความหมายอะไรเลย ใครก็ได้ช่วยเข้าใจที แล้วก็เอาไปบอกเขาแทนฉันได้ไหม เขาจะได้เลิกมาส่งข้าวส่งน้ำแบบลึกลับ แล้วก็โผล่มาให้ฉันเห็นหน้าซะ ขอโทษฉันซะ อธิบายเหตุผลของเขาด้วย จะได้จบเสียที

            “เอางี้” พี่วาพูดขึ้น “ฉันรู้จักน้องสาวฉันดี ตอนนี้น้องฉันคงไม่อยากพูดหรือยอมรับออกมาเอง บางทีน้องสาวฉันก็ทิฐิสูงไปหน่อย แล้วก็ขี้อายไม่เข้าท่าด้วย พี่ชายคนนี้ทำหน้าที่เหมือนบุรุษไปรษณีย์ได้นะ แค่พยักหน้าหรือส่ายหน้าก็พอตอนที่พี่ถาม โอเคไหม”

            ฉันพยักหน้า

            “จริงๆแล้ว สุไม่ได้โกรธใช่ไหม”

            ฉันพยักหน้า

            “วันนั้นแค่ยังตกใจ ก็เลยทำอะไรไม่เข้าท่าออกไป จริงๆก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำขนาดนั้น และถ้าไอ้จีจะเข้ามาเจอหน้าสุ สุก็จะไม่ว่าอะไรใช่ไหม”

            ฉันพยักหน้าอีก จะว่าไป มีคนกลางคนมาวุ่นวายก็ไม่เลวนักหรอกนะ         

           

           



- 3 -

            เช้าวันที่ห้า ฉันได้ออกจากโรงพยาบาล ลุงกับป้าบอกว่าจะไม่มารับและปล่อยให้ฉันจัดการเองตามลำพัง ออกจะใจร้ายไปนิดนะ แต่ฉันก็เข้าใจ พวกเขาต่างต้องทำงานกันทั้งนั้นนี่ จะลางานติดๆกันแบบนั้นได้ยังไง ฉันเก็บแปรงสีฟันกับยาสีฟันที่ยังเหลืออยู่ลงกระเป๋าสะพายหลัง มองรอบห้องสักนิดก่อนจะออกไป สี่วันที่ต้องอุดอู้อยู่ในนี้จบลงเสียที ฉันจะได้กลับไปติดตามข่าวสารว่าตอนนี้เรื่องเรดไปถึงไหนแล้ว บางทีฉันอาจต้องไปขึ้นศาลเพื่อเป็นพยานด้วยก็ได้นะ มีเรื่องต้องทำอีกเยอะเลย นี่ยังไม่รวมถึงเรื่องเรียนนะ หยุดไปหลายวันอย่างนี้ ฉันต้องตามหลังพวกเขาหลายอย่างแน่

            เอาละ ชีวิตต้องเดินหน้าต่อ ถึงจะยังหวาดหวั่นกับอดีต ฝันร้ายยังมีอยู่ทุกคืน แต่ปัจจุบันกับอนาคตรอฉันอยู่ ฉันต้องคิดถึงสองสิ่งนี้มากกว่าเรื่องผ่านมาแล้ว

            เสียงเคาะประตูดังขึ้น ฉันหันไปมอง แหม ในที่สุดก็มาได้ซะที ฉันนึกว่าจะเข้ามาตั้งแต่เมื่อวานแล้วซะอีก ปล่อยให้รอนานเลยนะ เพราะอย่างนี้นี่เองป้ากับลุงถึงบอกว่าจะปล่อยให้ฉันอยู่คนเดียว ยังไงก็มีคนมารับฉันออกจากโรงพยาบาลอยู่แล้ว เขายืนอยู่ตรงนั้นที่หน้าประตู แต่งตัวสบายๆเหมือนทุกที เสื้อยืดกับกางเกงยีน วันนี้ใส่เสื้อสีส้มสดใส ผมก็ยุ่งเหมือนเดิม

            “ไง”

            คำทักทายที่คุ้นเคยสั้นๆง่ายๆลอดผ่านริมฝีปากของเขา พร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปากอย่างไม่ค่อยแน่ใจ ยังกลัวว่าฉันจะปาของใส่อีกแน่เลย ฉันยกกระเป๋าขึ้นสะพายพาดบ่าทั้งสองข้าง แล้วเดินเข้าไปหา แต่ก่อนที่ฉันจะถึงประตู เขาก็เดินเข้ามาพร้อมดึงประตูปิดตามหลังอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เราอยู่ห่างจากกันเพียงก้าวเดียว ทั้งห้องเงียบกริบ ไม่มีแม้แต่เสียงเครื่องปรับอากาศ เพราะฉันไม่คิดจะเปิดในฤดูหนาวอย่างนี้แน่ ฉันจึงได้ยินแต่เสียงที่ภายในร่างกายของตัวเอง เสียงดังตึกตักของหัวใจที่มาพร้อมกับใบหน้าร้อนผ่าว

            “จี” ฉันกำลังจะบอกว่าออกไปกันเถอะ แต่ก็ไม่ทันได้พูด จีก้าวขามายืนประชิด พออยู่ใกล้ขนาดนี้ ฉันถึงเพิ่งรู้ว่าตัวเองเตี้ยกว่าเขามากแค่ไหน ฉันสูงเลยคางของเขาไปนิดเดียวเอง จะไม่เงยหน้าขึ้นเด็ดขาดเลย อย่าเงยหน้าขึ้นเชียวนะ ยืนหน้าตรงอยู่แบบนี้แหละ โอ๊ย ให้ตายเถอะ จะทำอะไรเนี่ย ทำไมต้องขยับมาใกล้ขนาดนี้ด้วย ฉันถอยหลังดีไหม ถอยหนีสักสองก้าว เอาละ จะถอยแล้วนะ

            แต่ฉันก็ไม่ได้ถอย จียกมือสองข้างจับแก้มฉันไว้ หมอนี่เก่งเรื่องล็อกตัวคนเอาไว้ซะจริง เดี๋ยวนะ เดี๋ยวก่อน คิดจะทำอะไร ช่วยบอกหรือเตือนล่วงหน้าก่อนได้ไหม ฉันดันนึกวันนั้นขึ้นมา ที่เขาขึ้นมาปลุกฉันไง จำกันได้ใช่ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น ลางสังหรณ์แม่นๆของฉันมันบอกว่ากำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง จะอะไรก็ช่าง ฉันไม่เงยหน้าขึ้นเด็ดขาด ขณะที่กำลังตะโกนในใจบอกตัวเองแบบนั้น แขนของเขาก็โอบรอบตัวฉัน ดึงฉันเข้าไปสนิทแนบ มือข้างหนึ่งลูบผมของฉันเบาๆ ความจริงก็คือฉันไม่ได้สระผมเลยตั้งแต่มาอยู่โรงพยาบาล ฉันขี้เกียจ อึ๊ย~ วันที่ห้าเข้าไปแล้วนะ ไม่ได้กลิ่นบ้างเลยหรอ ถามจริง

            ดูเหมือนจะไม่ได้กลิ่นหรือไม่สนใจยังไงเนี่ยแหละ เขากอดฉันนาน กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น ไม่พูดอะไรเลย ฉันไม่รู้หรอกนะว่าอุณหภูมิตอนนี้เท่าไหร่ ฉันรู้แค่ว่าอากาศเดือนธันวาคมนั้นเย็นแห้ง แต่ตอนนี้ไม่ได้รู้สึกสักนิดว่าอากาศเย็น ฉันยกมือขึ้นวางแปะบนแผ่นหลังของเขา รู้สึกมีสิทธิ์เต็มที่ในการซุกหน้าอยู่บนแผ่นอก แหม ขอสักหน่อยเถอะน่า อย่าหาว่าฉันฉวยโอกาสเลย หมอนี่ฉวยมากกว่าฉันอีก หลายทีแล้วด้วย

            อ้อมกอดนั้นคลายออก ฉันเงยหน้าขึ้น ที่เงยหน้าเพราะอยากจะบอกว่า ออกไปกันซะทีดีไหม เดี๋ยวแม่บ้านจะเข้ามาทำความสะอาดแล้ว ถ้ายังยืนใกล้แบบนี้จนแม่บ้านมาละก็ จะทำหน้าไม่ถูกเอานะ และใช่เลย ฉันก็ไม่ได้พูดอีกแล้ว ไม่ทันจะเอ่ยปากด้วยซ้ำ ที่บอกว่าลางสังหรณ์ฉันแม่น โปรดเชื่อกันซะทีเถอะ ฉันบอกแล้วว่าเหตุการณ์อย่างนั้นกำลังเกิดขึ้นอีก เพียงแต่คราวนี้มันมากกว่าครั้งนั้น

            ฉันไม่เล่าดีกว่า สิ่งที่เกิดต่อจากนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวของฉันนะ ฉันเปิดเผยเรื่องส่วนตัวมากเกินไปแล้วด้วย ดังนั้นไปเดากันเองเถอะ ฉันเปิดโอกาสให้จินตนาการ ต่อมาเราทั้งคู่ก็ออกมายืนอยู่หน้าโรงพยาบาล หน้าฉันยังแดงเป็นลูกตำลึงและร้อนพอๆกระทะที่ทอดไข่ดาวได้ สายตาก้มลงมองมือของเขาที่จับมือฉันและพาเดินไปพร้อมกัน ตอนนั้นที่ฉันเริ่มคิดอย่างจริงจังขึ้นมาเป็นครั้งแรกว่า ทำไมมาหลงเสน่ห์เด็กข้างบ้านได้นะ เคยได้ยินที่เขาบอกกันไหมว่า ถ้าจะหาแฟน อย่าเลือกคนในห้องเรียนเดียวกันหรือชั้นเดียวกัน อย่าเลือกคนแถวบ้าน อย่าเลือกเพื่อนร่วมงาน เพราะมันรู้ตับไตไส้พุงกันหมดแล้ว แค่ยิ้มยังเห็นลิ้นไก่เลย

            เฮ้อ แต่ช่างมันเถอะ เปลี่ยนความคิดหรือความรู้สึกไม่ทันแล้วละนะ

            “เธอไปเอารถมาจากไหน” ฉันถามทันทีเมื่อเห็นเขาหยิบกุญแจมาไขประตูรถกระบะสีขาวสะอาดคันใหม่เอี่ยม มันจอดนิ่งสนิทอยู่ตรงหน้า ถึงจะไม่ใช่ป้ายแดง แต่ก็สภาพดีเยี่ยม

            “ของเถ้าแก่ ตอนขึ้นไปกรุงเทพ เถ้าแก่ไปซื้อเจ้านี่ต่อจากเพื่อนน่ะ” จีตบหลังคารถเบาๆ “จียืมมารับสุ ไม่อยากพาซ้อนมอเตอร์ไซค์หลังออกจากโรงพยาบาลใหม่ๆ ขึ้นรถเถอะ”

            “ขับเป็นแน่นะ” ฉันถามอย่างไม่ไว้ใจ

            “เป็นสิ ฉันได้ใบขับขี่แล้วนะ” เขาทำหน้ามุ่ย ล้วงมือลงกระเป๋ากางเกง หยิบกระเป๋าใส่เงินและเอาใบขับขี่ขึ้นมาแสดงให้ดู ก็โอเค ค่อยยังชั่วหน่อย ฉันเปิดประตูรถฝั่งที่นั่งข้างคนขับ เมื่อก้าวขึ้นไปแล้วก็รัดเข็มขัดนิรภัยทันที จำไว้นะทุกคน อะไรก็เกิดขึ้นได้ อย่าประมาทเลินเล่อตามนิสัยคนไทย ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยเสมอก่อนออกรถแม้ว่ามันจะรัดพุงจนน่ารำคาญก็ตาม

            “ฉันมีเรื่องจะถามเธออยู่นะ” ฉันบอก

            “อือ รู้แล้ว” จีพยักหน้า เสียงหงอยไปเล็กน้อยขณะพารถแล่นออกสู่ถนน

            ฉันเลือกที่จะนั่งเงียบไปก่อน การสนทนาที่ตึงเครียดสามารถก่อกวนสมาธิของคนขับรถได้นะ ฉันไม่เอาชีวิตแสนรักของฉันมาเสี่ยงหรอก ฉันเพิ่งรอดตายมาหยกๆ ไม่ยอมให้อะไรมาทำให้ฉันเสี่ยงเสียชีวิตในช่วงเร็ววันนี้อย่างแน่นอน คำถามพวกนั้นรอได้

            จีจอดรถที่หลังร้าน Antique Brown ตอนนี้ยังเช้าอยู่ เถ้าแก่ยังไม่มาเปิดร้าน แต่จีมีกุญแจเปิดประตูทุกบาน เราทั้งคู่จึงเข้ามานั่งอยู่ในครัวได้อย่างสะดวกสบาย ฉันได้กินไอศกรีมหนึ่งถ้วยเหมือนทุกที คราวนี้มีแป้งวาฟเฟิลกับบราวนี่อยู่ในถ้วยด้วย มันก็ดีอยู่หรอกนะที่ได้กินฟรีตลอด แต่ถ้ากินของหวานมากไป ฉันกลัวว่าจะเจริญเติบโตออกด้านข้าง ฉันก็เลยสั่งให้จีมาช่วยฉันกินด้วย อย่าปล่อยให้ฉันกินหมดถ้วยคนเดียว

            “มีอะไรจะพูดกับฉันไหม” ฉันเป็นฝ่ายเริ่ม

            “มีสิ” จีตอบ เอาช้อนปักลงบนเนื้อไอศกรีม เงียบไปครู่หนึ่ง ฉันไม่ยอมพูดอะไรต่อ ปล่อยให้เขาเริ่มเอาเอง “สุ ฉันขอโทษนะ” คิดอยู่แล้วว่าต้องเริ่มจากประโยคนี้ แต่มันก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว “ขอโทษที่ไม่ได้บอกความจริงเรื่องจ๋า ฉันไม่ว่าอะไรเลยถ้าสุจะโกรธมากกว่านี้ หรือนานกว่านี้ ฉันก็เลยต้องบอกว่า ขอบคุณมากนะที่ไม่โกรธฉันแล้ว ทั้งที่ควรจะโกรธฉันให้หนักๆ”

            ฉันไม่ใช่นางเอกในละครไทยนี่ และเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ละคร ฉันไม่จำเป็นต้องโกรธ รับไม่ได้กับเรื่องนี้ หวาดกลัวเขาจนหัวหดและหนีไป รอให้เขามาตามง้อเป็นวันๆ การที่ฉันยอมรับเขาได้รวดเร็ว ไม่ได้หมายความว่าฉันใจง่ายหรือทำตัวไร้คุณค่า ฉันก็แค่ไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมต้องตั้งแง่หนักหนาสาหัสให้วุ่นวาย ฉันมีเหตุผลมากพอที่จะไม่เอาเงาของน้องจ๋ามาซ้อนทับร่างของเขา มีเหตุผลและความคิดมากพอที่จะอนุมานได้ว่าทำไมเขาถึงปกป้องคนบ้าแบบนั้น ทำไมเขาถึงยอมเป็นฝ่ายถูกจับ ทำไมเขาไม่พูดเรื่องน้องสาวออกมาเลย

            ชีวิตของเขาวุ่นวายพอแล้ว สาหัสมาพอแล้ว ก็เหมือนชีวิตของฉันที่เจอแต่เรื่องแย่ๆมาโดยตลอด เราสองคนคล้ายกัน และไม่แน่ว่า ถ้าฉันอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับเขา ฉันก็คงทำแบบเดียวกัน ฉันจะปิดบังเรื่องน้องสาวกับทุกคน ไม่ส่งน้องให้ตำรวจ เพื่อช่วยไม่ให้ฐานะของพ่อแท้ๆต้องตกต่ำลง แม้ว่าเขาจะไม่เคยเหลียวแลลูกเลยก็ตาม ไม่สิ ไม่ใช่ว่าเขาไม่เหลียวแลสักหน่อย ถึงเขาจะไม่ใช่คนดีมากมาย แต่ก็เขาไม่ใช่หรือที่ทำให้จียังได้เรียนต่อ เขาไม่ใช่หรือที่ส่งเงินให้ทุกๆเดือน หาทนายให้จี เขาอีกนั่นแหละที่ซื้อบ้านให้จีอยู่ การที่เขายอมรับต่อสาธารณะไม่ได้ว่าจีเป็นลูกชาย มันเป็นเรื่องน่าเจ็บปวดก็จริง แต่เขาก็ยังอุตส่าห์ดูแลอยู่ตลอดนี่น่า แม้ว่าเขาจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้จ๋ากลายเป็นเรดโดยสมบูรณ์ก็ตาม เขาไม่ได้ดี แต่ก็ไม่ได้เลว เขาเป็นต้นแบบที่ได้เห็นถึงความเป็นมนุษย์สามัญทั่วไปเลยทีเดียว

            “ฉันไม่ได้โกรธเธอ” ฉันพูดขึ้น “จริงๆนะ ไม่ได้โกรธหรอก วันนั้นฉันสติแตกเพราะเรื่องมากมายที่เพิ่งเกิดขึ้น และยังไม่มีเวลามากพอที่จะนั่งสงบสติอารมณ์ คิดอะไรให้ละเอียดรอบคอบว่าทำไมเธอต้องปิดบัง ตอนนั้น ฉันยอมรับว่าเอาเงาของน้องเธอมาทาบลงบนตัวเธอ ฉันก็เลยไล่เธอออกไปแบบนั้น เธอไม่จำเป็นต้องหลบหน้าฉันแบบนั้นเลยด้วย เพราะหลังจากฉันไล่เธออกไปสักพัก ได้นั่งคิดนอนคิด ฉันก็สงบลงและพร้อมจะคุยกับเธอตั้งนานแล้ว แต่เธอก็ไม่ยอมเข้ามา”

            “ก็เลยใช้พี่วามาบอกใช่ไหม” เขาทำหน้ายุ่งขึ้นมา ย่นจมูก ท่าทางจะไม่ค่อยปลื้มพี่วาเท่าไหร่ “พี่วาของสุน่ากลัวจะตาย ทำท่าอย่างกับจะกินหัวฉันอยู่แล้ว”

            “ฉันเป็นน้องสาวของเขานี่” ฉันยักไหล่ ตักไอศกรีมอีกคำเข้าปาก ฤดูหนาวแล้วกินไอศกรีมนี่ออกจะเป็นเรื่องแปลกอยู่ แต่มันก็อร่อยดีนะ รู้สึกว่าในปากเย็นยะเยือกไปหมดแล้ว

            “ใช่เลย เพราะสุเป็นน้องสาวของเขา”

            ประโยคนั้นคงอยากจะหมายความว่า พี่ชายย่อมปกป้องน้องสาวเสมอ หลังจากนั้นจีก็อธิบายให้ฉันฟังตั้งแต่ต้นเกี่ยวกับเหตุผลของการปิดบัง ซึ่งขอบอกว่า ฉันนี่เก่งไม่เบาที่คาดเดาความในใจของเขาได้ถูกทั้งหมดเลย มันก็ไม่ได้ยากอะไรนี่น่า ใครก็ต้องเดาได้ทั้งนั้น

            จ๋าขู่พ่อของจีว่าจะเปิดเผยฐานะของลูกนอกสมรส เขายอมให้เป็นแบบนั้นไม่ได้ก็เลยช่วยเหลือจ๋าและไม่ยอมบอกจีว่าจ๋าอยู่ที่ไหน จีที่ระเคะระคายเรื่องจ๋าตั้งแต่การฆาตกรรมลัลนา พยายามจะเอาคำตอบจากพ่อ แต่ก็ไม่ได้ความอะไร เพราะพ่อของเขารู้ว่าจีจะต้องเอาตัวจ๋ากลับเข้าสถานบำบัดแน่ และอาจรวมถึงออกมาให้การว่าจ๋าเป็นคนฆ่าลัลนา ถ้าทำแบบนั้นจะถือว่าเป็นการผิดข้อตกลง จ๋าจะต้องปูดเรื่องลูกนอกสมรสออกมาแน่ พ่อกับจีก็เลยทะเลาะกัน แต่จีก็ไม่คิดจะเปิดเผยเรื่องจ๋าให้ใครรู้ โดยเฉพาะฉัน เขาไม่อยากให้ฉันรู้ เพราะฉันต้องเอาเรื่องนี้ไปบอกตำรวจอยู่แล้วว่าจ๋าคือเรด ถ้าจ๋าถูกจับได้ คดีลัลนาจะกลายเป็นข่าวอีกครั้ง จ๋าจึงมีโอกาสพูดออกสื่อเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว

            และตอนนี้ที่จ๋าถูกจับไปแล้ว คดีลัลนาเป็นข่าวอีกรอบนั้น ทำให้เธอมีโอกาสพูดออกโทรทัศน์จริงๆซะด้วย ทั้งวงการกำลังหันมาให้ความสนใจครอบครัวของนักการเมืองฝ่ายค้าน ขุดค้นข้อมูลกันอย่างถึงพริกถึงขิง ฉันที่อยู่โรงพยาบาลมาสี่วันและไม่มีโอกาสเปิดรับข่าวสาร จึงเพิ่งรู้จากปากจีเอาตอนนี้เองว่า ความลับของเขากับพ่อกำลังถูกเปิดเผย ที่แย่กว่านั้น จ๋าดันพูดโกหกไปว่าตัวเองเป็นลูกสาวอีกคนของพ่อจีเสียด้วยน่ะสิ ข่าวกระหึ่มฉาวโฉ่ดังไปทั้งประเทศ นักการเมืองมีลูกนอกสมรสสองคน ลูกชายเคยเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรม แต่จริงๆแล้วลูกสาวเป็นฆาตกรเองต่างหาก และลูกสาวก็เป็นบ้า โอ้โห วุ่นวายกันทั้งทำเนียบ สั่นสะท้านข่าวทุกช่อง

            จีก็ถูกนักข่าวมาตามยิงคำถามเหมือนกัน ถ้าอยากออกจากบ้าน ต้องออกตั้งแต่ตอนเช้ามืดที่ยังไม่มีนักข่าวมารอ เขารู้ดีว่ามันจะต้องกลายเป็นเรื่องวุ่นวายมากมายถ้าเกิดจ๋าถูกตำรวจจับไป ก็เลยพยายามปิดบังกันมาตลอด และนั่นก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ นักข่าวกำลังโจมตีพ่อของเขาเรื่องปิดบังความจริงเกี่ยวกับฆาตกรด้วยเนี่ยแหละ นอกจากฆ่าคนแล้วยังทำคนอื่นเดือดร้อนด้วย จีเล่าให้ฟังอีกว่าเพื่อนๆในเอกการละครของฉันก็ได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวว่าเคยถูกตามรังควานจากข้อความโรคจิตทางโทรศัพท์มือถือ ตัวฉันยังโชคดีที่นักข่าวหาไม่เจอ ไม่มีใครปริปากว่าฉันอยู่โรงพยาบาลไหน ไม่อย่างนั้นฉันคงไม่ได้พักผ่อนเงียบๆมาสี่วันติดหรอก

            ยังไงก็เถอะ คนที่เดือดร้อนสุดๆตอนนี้ไม่ใช่ฉันแล้วละนะ ฉันกำลังหลุดพ้นจากปัญหาข้อใหญ่ที่ตามติดมาโดยตลอด แต่ครอบครัวของจีสิ กำลังจมดิ่งสู่ปัญหาทางสังคม ตัวจีคงถูกจู่โจมไม่เท่าไหร่แล้วละ เขาก็เป็นแค่คนธรรมดาไม่ได้มีชื่อเสียงอะไร แต่พ่อของเขาต้องรับศึกหนักน่าดู ไหนจะครอบครัวที่มีอยู่ตอนนี้ ภรรยากับลูกตามกฎหมายที่ไม่เคยรู้เรื่องจีมาก่อน คงจะรับไม่ได้แน่ กว่าจะผ่านทุกอย่างไปได้คงน่วมไปทั้งตัว

            “ฉันเสียใจด้วยนะ” ไม่รู้จะพูดอะไรที่ดีไปกว่านี้ได้แล้ว

            “ไม่เป็นไร” จียิ้มให้ “มันคงถึงเวลาแล้วที่ความจริงเน่าเฟะทุกอย่างต้องเปิดเผยออกมาซะที ไม่ว่าจะเกิดอะไร ฉันคิดว่า ฉันพร้อมจะรับมือนะ อีกอย่าง ฉันไม่ได้อยู่คนเดียวแล้ว ใช่ไหมสุ ฉันไม่ได้อยู่คนเดียว”

            “อือ เธอไม่ได้อยู่คนเดียว” ฉันพยักหน้า “เธอมีทั้งเถ้าแก่ เพื่อนร่วมงานอย่างโจ แมวน่ารักอย่างแบล็ค ใช่เลย จี เธอไม่ได้อยู่คนเดียว” พอพูดจบ ฉันก็เห็นเขาถอนหายใจ ทำแก้มป่องใส่อีกต่างหาก ฉันรู้ว่าเขาอยากให้ฉันพูดอะไร แต่ฉันไม่พูดหรอก น้ำเน่าจะตาย  

            “มีอะไรอยากจะพูดกับฉันอีกไหม” ฉันถามอีกครั้ง เปิดโอกาสให้ทำน้ำเน่า ทำซึ้ง อะไรก็ได้ตามสะดวกเลย

            “มี แต่ฉันจะไม่พูด” เขาบอก ยิ้มกวนประสาทอย่างที่ไม่ได้เห็นมาพักใหญ่แล้ว

            เออ ตามใจ อยากจะทำอะไรก็ทำเถอะ ฉันพยายามที่จะไม่หงุดหงิด นี่ไม่คิดจะพูดจริงๆหรือไง พูดสิ่งที่ควรจะต้องพูดออกมาหลังจากที่ เอ่อ หลังจากเรื่องที่เกิดในห้องพยาบาลก่อนหน้านี้ เรื่องที่ฉันไม่ยอมเล่าไง ยอมรับก็ได้ ฉันเขิน อายมากเลยด้วย ฉันเป็นผู้หญิงหัวโบราณนะ อยู่ๆก็เดินเข้ามา ปิดประตูแบบนั้น กอดฉัน แล้วก็ มันไม่ใช่เอาริมฝีปากมาแตะเฉยๆนี่ มันแบบว่า เอ้อ ไม่พูดแล้ว ใบหน้าร้อนระอุจนจะระเบิดอยู่รอมร่อ

            ฉันก้มหน้างุด สำรวจลวดลายบนแก้วไอศกรีมราวกับสนใจมันเหลือเกิน จีเดินอ้อมมาอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ และเอาหูฟังยัดใส่หูทั้งสองข้างของฉัน

            “ทำอะไร” ฉันหันไปโวยวายนิดหน่อย

            “เงียบๆแล้วฟัง ฉันให้เธอ” เขาบอก จากนั้นก็กดปุ่มบนเครื่องเล่น MP3 เพลงคุ้นหูดังขึ้นทันที ฉันจำเสียงนักร้องได้ จำทำนองได้ นี่คือเพลง Sure Thing ของ Miguel เพลงที่เขาชอบ และเป็นแนวเพลงที่เหมาะกับเขายังไงก็ไม่รู้ เพลงที่ฉันฟังทีไรก็นึกหน้าเขาลอยขึ้นมาทุกที เขาบอกว่า ฉันให้เธออย่างนั้นหรือ หมายถึงว่ายกเพลงนี้ให้ฉันหรือไง ฉันเข้าใจแล้วที่บอกว่าจะไม่พูดทั้งที่มีเรื่องจะพูด ใช้เพลงพูดแทนแบบนี้ ไม่ยุติธรรมเอาซะเลย แต่มันก็เก๋ดีนะ ไม่ต้องเปลืองน้ำลาย ไม่ต้องสาธยายอะไรยาวยืด ความยาวของเพลงแค่สามนาทีกว่าๆ ฉันก็เข้าใจหมดแล้วว่าอยากจะบอกอะไร

            “แล้วตกลงว่า...” ฉันถอดหูฟังออกเมื่อเพลงจบ

            “เรารักกันนะ”

            ฉันนิ่งไปพักหนึ่ง ไหนบอกว่าจะไม่พูดออกมาไง แต่ก็ช่างเถอะ พยักหน้าไปดีกว่า

 

               

             

                       

               

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

14 ความคิดเห็น