R E D [END]

ตอนที่ 6 : เกมซ่อนหา 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 80
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    26 มิ.ย. 59







บทที่สี่ : เกมซ่อนหา

- 1 -

            ฉันเดินฝ่าสายฝนออกไปพร้อมร่มสีน้ำเงิน ฝนตกหนักมากขึ้นเรื่อยๆ นี่มันเดือนพฤศจิกายนแล้วนะ ให้ตายสิ นี่แหละอากาศประเทศไทย ฉันคิดอย่างหัวเสีย ตอนนี้รองเท้าแตะของฉันเลอะโคลนและเศษหญ้า ฉันไม่มีรองเท้าบูท ก็นี่เมืองร้อน ใครเขาซื้อร้องเท้าบูทใส่กัน แต่ฉันต้องคิดใหม่ซะแล้ว ซื้อไว้สักครู่อาจจะดีก็ได้ ฉันย่ำเท้าลัดเลาะไปตามริมสระน้ำ กิ่งไม้เกี่ยวร่มของฉันแทบขาด ฉันมีร่มอยู่คันเดียวนะ ขอร้องล่ะ อย่าเป็นอะไรไปเลย ต้องรอถึงวันพุธหน้าเชียวนะ ถึงจะมีตลาดและได้เลือกซื้อร่มคันใหม่น่ะ

            หากล่องเหล็กนั่นให้เจอ มันอาจฝังอยู่ในดินก็ได้นะ พยายามเข้าล่ะภาพตัวอักษรที่เรียงบนหน้าจอปรากฏในความคิดของฉันอีกครั้ง ทำให้รู้สึกหงุดหงิดปนๆกับความหวาดกลัว หงุดหงิดที่ฉันอาจจะต้องลงไปนั่งคุ้ยดิน และหวาดกลัวที่ฉันอาจจะทำไม่สำเร็จ และเพื่อนของฉันคนใดคนหนึ่งต้องตาย

            อย่าบอกตำรวจเด็ดขาด ถ้าเธอไปหาตำรวจเมื่อไหร่ เธอแน่ใจได้เลยว่าจะไม่ได้เห็นหน้าเพื่อนของเธอคนหนึ่งอย่างแน่นอนก็เพราะอย่างนี้แหละฉันถึงโทรแจ้ง 191 ไม่ได้ว่ามีคนโรคจิตข่มขู่ให้ฉันทำเรื่องบ้าบอ อันที่จริงฉันไม่สามารถบอกใครได้ทั้งนั้นว่าฉันต้องทำอะไรและทำไปเพื่ออะไร ลัลนาจะเคยโดนแบบนี้รึเปล่า เพราะอย่างนี้ใช่ไหมวันนั้นเธอถึงผิดนัดกับจี เธอก็ถูกข่มขู่แบบเดียวกันนี้ จนกระทั่งพบจุดจบ ฉันคิดแล้วกลืนน้ำลายลงคอ ขนลุกชันไปทั้งตัว มันง่ายมากเลยถ้าจะฆ่าฉันตอนนี้ ท่ามกลางสายฝนที่ตกหนัก ทัศนวิสัยมืดมัว แค่ผลักฉันตกน้ำก็เรียบร้อยแล้ว เพราะฉันว่ายน้ำไม่เป็น และสระน้ำใจกลางมหาวิทยาลัยก็ลึกมากซะด้วย

            ฉันพยายามสลัดความคิดหวาดกลัวออกไปจากหัว ฉันมีงานต้องทำ และทำเสร็จเร็วเท่าไหร่ก็ดีเท่านั้น ฉันหยุดเดินเมื่อมาถึงต้นหูกวางริมน้ำที่ใหญ่ที่สุดในละแวกนี้ หวังว่าคงไม่ผิดต้นหรอกนะ ฉันมองไปยังฝั่งตรงข้ามของสระน้ำที่มีศาลาขนาดกลางตั้งอยู่ คงต้นนี้แหละ ไม่ผิดแน่ เธอบอกไว้ชัดเจนว่าเป็นต้นหูกวางต้นใหญ่ที่อยู่ตรงข้ามกับศาลาริมน้ำ

            ฉันก้มลงแหวกพงหญ้าที่เปื้อนโคลน มืออีกข้างยังถือร่มอยู่ มันไม่ค่อยช่วยเท่าไหร่หรอก ฝนตกแรงขนาดนี้ทำให้น้ำสาดมาโดนตัวฉันจนเปียกไปหมดแล้ว ฉันตัดสินใจหุบร่มและใช้สองมือขุดดิน

            ถ้าไม่อยากให้เพื่อนเธอต้องตายเหมือนลัลนา ก็หาของสำคัญนั่นให้เจอ ยังไงเธอก็อยากรู้จะแย่อยู่แล้วว่าฉันเป็นใคร หาฉันให้เจอ แล้วจะไม่มีใครตายข้อความนั้นเด่นชัดอยู่ในสมองของฉัน อยู่ในทุกอณูความคิดของฉัน และทุกวินาทีที่ฉันขุด ทุกวินาทีที่ฉันตากฝนจนเปียกปอน ฉันคิดอยู่แค่อย่างเดียว อย่างเดียวที่สำคัญสำหรับฉันมากที่สุดในตอนนี้

            ฉันต้องชนะ ต้องจับตัวคนโรคจิตคนนั้นให้ได้!

            มือของฉันเต็มไปด้วยโคลนดิน ร่างกายหนาวสั่นเพราะน้ำฝน แต่สุดท้ายฉันก็เจอมัน กล่องเหล็กทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ฝังอยู่ในดิน ฉันลูบเอาดินเปียกๆออกจากหน้ากล่องที่บุบเบี้ยว เห็นลายการ์ตูนมิกกี้เมาส์เด่นสง่าวาดอยู่บนฝากล่อง ฉันพยายามเปิด แต่มันขึ้นสนิมจนเปิดไม่ออก และมือของฉันก็ไม่มีเรี่ยวแรงมากพอในตอนนี้ อยากรู้เป็นบ้าว่าอะไรอยู่ข้างใน แต่ก็ต้องอดใจไว้ก่อน

            ฉันกำลังจะหันไปก้มลงหยิบร่มขึ้นมากาง แต่เพราะดินลื่นมากหรือฉันรีบร้อนก็ไม่รู้ เท้าของฉันไถลเหมือนเล่นสเก็ตน้ำแข็ง แล้วร่างของฉันก็ล้มลงกระแทกพื้นหญ้าเปียกๆ เยี่ยม! ทั้งชายเสื้อกับกางเกงของฉันเปียกและเละขี้ดินเรียบร้อย ทิ้งเป็นคราบเอาไว้ด้วย

            สภาพดูไม่จืดเมื่อฉันเดินออกห่างจากสระน้ำไปสู่ริมถนนเล็กๆของมหาวิทยาลัย ดีนะที่ฝนตกอยู่ ไม่อย่างนั้นคงมีคนเดินผ่านเยอะแยะและเห็นสภาพน่าทุเรศของฉันแน่นอน เดิมทีก็ไม่ได้สวยน่ารักอยู่แล้ว เตี้ยก็เตี้ย ผอมกะหร่อง ผมก็ฟู แถมยังเลอะขี้ดินสีน้ำตาลเปียกปอน ฉันอยากไปถึงหอพักให้เร็วที่สุดเลย เป็นครั้งแรกที่อยากจะบินได้ ถ้ารู้ว่าต้องเปียกขนาดนี้ยอมเอาจักรยานมาตั้งแต่แรกก็ดีหรอก ฉันไม่ขี่จักรยานตอนฝนตก เพราะมือข้างหนึ่งต้องถือร่ม และใช้มือข้างเดียวจับแฮนด์น่ะมันอันตราย

            ฉันเดินผ่านด้านหลังของตึกวิทยาศาสตร์ ถ้าเลาะไปทางสวนหญ้าของคณะนี้จะถึงหอพักของฉันเร็วกว่า ฉันไม่มีอารมณ์มาชมนกชมไม้ไปทางอ้อมอย่างทุกที เดินทะลุผ่านคณะไปก็แล้วกัน

            มองกันเข้าไป มองเข้า มอง! ฉันหมายถึงบรรดาเด็กคณะวิทย์ฯน่ะ กำลังมองฉันจนเหลียวหลังเลย มันแปลกนักหรือไงที่เห็นผู้หญิงตัวเลอะขี้ดิน ฉันพยายามก้มหน้าจนคางแทบติดหน้าอกแล้วจ้ำอ้าวอย่างไม่คิดชีวิต แค่ผ่านโถงที่จอดจักรยานของคณะไปได้ ก็ไม่มีคนแล้ว เดินเร็วๆเข้า เดิน! อายจนอยากแทรกแผ่นดินหนีแล้ว ถึงพวกนี้จะไม่มีใครจำหน้าฉันได้แน่นอนถ้าเจอกันอีกครั้งก็เถอะ

            “สุ” เสียงเรียกนุ่มๆพร้อมกับมืออุ่นแนบกับข้อศอกของฉัน ทำให้ฉันรู้ทันทีว่าตอนนี้ฉันกำลังหนาวแค่ไหน อุ่นไอจากมือใหญ่นั่นช่วยให้อุ่นสบายขึ้นมาได้เลย ฉันหันไปมอง และใช่! คนเดียวกับที่คุณคิดนั่นแหละ จะมีผู้ชายคนไหนมาทักฉันได้อีกล่ะในสภาพแบบนี้ ต่อให้เป็นหนึ่งในผู้ชายห้าคนที่เป็นเพื่อนร่วมเอกการละครก็เถอะ ถ้าห้าคนนั้นมองเห็นฉันสภาพนี้ อาจจะไม่คิดว่าเป็นฉันก็ได้ คงคิดว่าเป็นยัยป้าเก็บของเก่า

            “มาทำอะไรทีนี่” ฉันถามก่อน จีชอบบังเอิญมาเจอฉันอยู่เรื่อยๆนี่ แล้วจะไม่ให้ฉันคิดว่าเป็นผีได้ไง นึกอยากจะโผล่ก็โผล่มา

            “นั่นควรเป็นคำถามของฉันมากกว่า” ดวงตาสีน้ำตาลของเขาไล่มองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า ฉันรู้ว่าฉันดูแย่ ไม่ต้องมองด้วยสายตาแบบนั้นก็ได้ “เธอไปทำอะไรมาเนี่ย”

            “ฉันว่าฉันถามเธอก่อนนะ” ฉันพูดแล้วเดินจ้ำต่ออย่างไม่รอคำตอบ ได้ยินเสียงฝีเท้าของเขารีบเดินตาม

            “ฉันมาเข้าเรียน” คำตอบนั้นค่อนข้างจะเหนือความคาดหมาย แต่พอหันไปมองดูดีๆอีกที ก็จริงอย่างที่เขาพูด จีใส่ชุดนักศึกษา แต่ไม่ผูกเนกไท ฉันไม่ว่าหรอกเรื่องนั้น สีเนกไทของมหาวิทยาลัยเราเจ็บจี๊ดจะตายไป ขอบคุณสวรรค์ที่นักศึกษาหญิงไม่จำเป็นต้องผูกเนกไท “แล้วเธอมาทำอะไร ไปตกน้ำที่ไหนมา แล้วทำไมตัวเลอะขนาดนี้ เธอหกล้มมาหรือเปล่า”

            ฉันไม่ใช่เด็กนะจะได้เดินหกล้ม ที่อยู่ในสภาพนี้เพราะพยายามปกป้องชีวิตคนอื่นจากฆาตกรโรคจิต ใช่ ชีวิตของเขาเองด้วย แต่เขาไม่มีวันได้รู้หรอก ฉันไม่บอกแน่ล่ะ ก็ไม่รู้ทำไม แต่ไม่บอกแล้วกัน    

            “จำเรื่องมะเขือเทศได้ไหม” ฉันถามขึ้น คนๆนั้นห้ามฉันบอกตำรวจ แต่ไม่ได้ห้ามบอกคนอื่นนี่ จริงไหม?

            “อือ จำได้”

            “เกิดเรื่องแบบนั้นกับฉันอีกแล้ว” และพอเริ่มเล่า ฉันก็หยุดไม่อยู่ เหมือนตอนที่เขาเล่าเรื่องอดีตตัวเองให้ฉันฟังนั่นแหละ จากตอนแรกถามคำตอบคำ ทำไปทำมา เขาก็เล่าได้เรื่อยๆ ฉันเล่าให้เขาฟังทั้งหมดเลย เรื่องที่มีข้อความทางโทรศัพท์ส่งไปหาทุกคนในเอกการละคร ยกเว้นพร้อมฉัตร เรื่องจดหมายในซองสีแดงที่ฉันกับณัชชาได้รับ และเรื่องวันนี้ที่ฉันถูกขู่ให้ออกมาหากล่องเหล็กลายมิกกี้เมาส์

            “ขอดูกล่องนั่นหน่อยสิ” เขาแบมือยื่นมาหา คนอะไรนิ้วเรียวยาวสวยจนน่าอิจฉา ผิวหนังก็ดูนุ่มนิ่มยิ่งกว่าผู้หญิงซะอีก ฉันหยุดมองแล้ววางกล่องลงบนมือของเขา เราเดินออกห่างจากคณะวิทยาศาสตร์จนใกล้จะถึงกลุ่มหอพักนักศึกษาหญิง

            “เปิดได้ไหม” ฉันหันไปถาม อันที่จริงไม่ต้องถามก็ได้ เขาเปิดออกตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ อาจจะตั้งแต่ที่ฉันยื่นให้เลยก็ได้มั้ง ฉันเดินเข้าไปใกล้จนร่มของเราชนกัน น้ำฝนที่เกาะอยู่จึงร่วงลงมาใส่หน้าเขา “ขอโทษที” ฉันรีบพูดแล้วชะโชกหน้าลงดูของในกล่อง

            “ฉันจำได้ว่านี่เป็นสมุดของลัน” เขาพูดเสียงเบา ฉันจับได้ถึงความเศร้าหมองในน้ำเสียงนั้น แม้จะอ่อนจางแค่ไหนก็ตาม ในกล่องมีสมุดจดเล่มเล็กที่ฉันเคยเห็นลัลนาเอาออกมาจดการบ้านอยู่บ่อยๆ รวมถึงนัดหมายต่างๆด้วย ฉันหยิบสมุดเล่มนั้นออกมา จึงได้เห็นของอีกอย่างที่ใส่อยู่ด้วย เป็นกุญแจดอกเล็กหนึ่งดอก จีหยิบกุญแจออกมาดู “นี่กุญแจอะไร เล็กจัง”

            “กุญแจสำหรับสมุดบันทึกน่ะ” ฉันตอบ “สมุดบันทึกของผู้หญิงบางเล่มจะมีตัวล็อก แต่ตอนซื้อจะได้กุญแจมาสองดอกนะ” เท่ากับกุญแจหายไปหนึ่งดอก และที่สำคัญไม่มีสมุดบันทึกที่ว่าอยู่ในกล่องด้วย

            “นั่งดูทีหลังก็ได้” เขาแย่งสมุดนัดหมายไปจากมือฉัน “เธอหนาวอยู่ไม่ใช่หรือไง ถ้าไม่รีบกลับไปอาบน้ำ ใส่เสื้อหนาๆให้อุ่นกว่านี้ เป็นไข้แน่” ฉันเห็นด้วยกับเขานะ ฉันควรจะกลับหอไปอาบน้ำอุ่นๆ น้ำที่หอพักอุ่นตลอดทั้งปี ไม่ต้องกลัวว่าน้ำจะเย็น ฉันพยักหน้าอย่างว่าง่ายแล้วเดินต่อ

            เราหุบร่มเมื่อมาถึงหอพักของฉัน เขาสะบัดและบิดร่มเพื่อเอาน้ำออกอย่างน่าสิ้นหวัง ยังไงร่มมันก็ไม่แห้งมากพอจนเก็บใส่กระเป๋าอยู่รวมกับหนังสือได้หรอก ฉันกระพริบตามองเขา คือว่านะ จริงๆแล้วไม่ต้องเดินมาส่งฉันก็ได้นี่น่า แต่ไหนๆก็มาส่งแล้ว ฉันก็เลยบอกขอบคุณไป แต่แทนที่เขาจะกางร่มออกแล้วก็เดินออกไปพร้อมคำลา เขายืนหน้านิ่งมองประตูที่ต้องใช้คีย์การ์ดเปิด

            “มีอะไรอีกหรอ” ฉันถาม

            “จะให้ฉันกลับเลยหรอ” เขาถามกลับ ทำตาแบบนั้นอีกแล้ว ดวงตาสีน้ำตาลเหมือนลูกแก้วใสแป๋ว ทำให้ฉันนึกถึงไอ้ขาวที่ตอนนี้ฝากให้ป้าเลี้ยงให้ ลูกตาเหมือนไอ้ขาวน่ะยังไม่เท่าไหร่ ดูทำหน้าเข้าสิ นี่คิดว่าตัวเองน่ารักนักหรือไง ฉันก็ยอมรับล่ะว่าน่ารัก แต่อย่ามาทำอย่างนี้ใส่ฉันจะได้ไหม อยากจะเอาอะไรก็พูดมา ไม่ต้องทำหน้าทำตาเหมือนลูกแมวแบบนี้

            “ทำไมล่ะ” ฉันถามกลับไป

            “อยากให้ฉันกลับเลยจริงๆหรอ” เขาถามกลับมาอีก กระพริบตาช้าๆ ทำตาแป๋ว เม้มริมฝีปาก แก้มป่องน้อยๆ ฉันไม่ใช่แม่แมว ไม่ต้องมาอ้อน(เว้ย) ชักทนไม่ไหวแล้ว

            “จะทำอะไรก็ตามใจ ฉันจะไปอาบน้ำ” น้ำเสียงฉันหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด ฉันหยิบคีย์การ์ดออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วรูดที่ประตู จีผลักประตูเปิดให้พร้อมผายมือเชิญฉันซะด้วย จะทำอะไรก็ทำเถอะพ่อคุณ ตามสบายเลย ฉันรีบละสายตาจากใบหน้าของเขาแล้ววิ่งขึ้นบันได รู้สึกสังหรณ์ว่าคนที่ยืนอยู่ข้างล่างนั่นต้องยิ้มขำฉันอยู่แน่ๆ

            ฉันอาบน้ำอย่างรวดเร็ว เอาขี้ดินออกจากตัวให้หมด สวมเสื้อยืดแขนยาวกับกางเกงยีนขายาว จากนั้นก็เดินลงมาที่ ห้องนั่งเล่นรวมรู้น่าว่ากำลังจินตนาการห้องนั่งเล่นแบบแฮร์รี่ พอตเตอร์ แต่นี่คือหอพักนักศึกษานะ ก็แค่ห้องสี่เหลี่ยม ปูกระเบื้องลายสีครีม โต๊ะกับเก้าอี้ยาวสี่ตัว และโทรทัศน์หนึ่งเครื่อง แค่นี้ก็หรูแล้วสำหรับที่นี่ จีกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง ฉันเดินเข้าไปและนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม มีโต๊ะสี่เหลี่ยมตัวใหญ่กั้นตรงกลาง ฉันพยายามมองชื่อหนังสือ แต่เขาก็วางลงติดพื้นโต๊ะเสียก่อน

            “อ่านอะไร?” ฉันถาม

            “ดิ อัลเคมิส ของ เปาโล โคเอลโฮ” ห๊ะ อะไรเปาๆ มิสๆนะ ช่างเถอะ แน่นอนว่าฉันไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย และดูเหมือนเขาจะมองออก เพราะประโยคต่อมา สบประมาทกันอีกแล้ว “หัดอ่านอะไรแบบนี้ซะบ้างสิ อ่านแต่นิยายน้ำเน่าอยู่ได้ ไม่เห็นจะสนุกตรงไหนเลย ลองเอาหนังสือจริงๆไปอ่านซะ” เขายื่นหนังสือเล่มไม่หนามากมาให้ ฉันลองเปิดดู นี่มันภาษาอังกฤษหมดเลยนี่ ตั้งใจจะฆ่ากันหรือไง

            “ไม่เอา” ฉันตอบสั้นๆ แล้วผลักหนังสือคืน จีทำเสียงจิ๊จ๊ะเหมือนอยากจะบอกว่าฉันไม่รู้คุณค่าของหนังสือเล่มนี้เอาซะเลย เอาเถอะ อยากจะทำหรือคิดอะไรก็เชิญ ฉันหันไปให้ความสนใจกับสิ่งที่ขุดขึ้นมาได้ สมุดนัดหมายของลัลนาที่น่าจะมีอะไรบ้าง ฉันพลิกเปิดไปมั่วๆ แล้วก็สะดุดตากับวันที่ 22 มิถุนายน หลังจากเปิดเทอมได้ครึ่งเดือน โหย~ อะไรกัน เรื่องแบบนี้ต้องบันทึกไว้ในสมุดนัดหมายเลยหรอ ฉันเงยหน้าขึ้นมองจี เสน่ห์แรงเป็นบ้าเลยแฮะผู้ชายคนนี้

            “มีอะไรที่เกี่ยวกับฉันหรือไง” รู้ทันทั้งปี หรือหน้าฉันมันอ่านง่ายก็ไม่รู้

            “ยังไม่เจอหรอก” ฉันโกหก ไม่รู้ทำไมต้องโกหก แต่เอาเป็นว่านี่มันเรื่องส่วนตัวของลัลนา เขาไม่ควรเห็นก็แล้วกัน ฉันก็จำไม่ได้ว่าวันที่ 22 มิถุนายน เมื่อตอนปีหนึ่ง ฉันทำอะไรหรือว่าอยู่ไหน แต่ที่แน่ๆเป็นวันที่ลัลนาเจอกับจีครั้งแรก สมุดนัดหมายน่ะเขาเอาไว้เขียนเหตุการณ์ล่วงหน้า แต่ลัลนากลับเอาเรื่องที่เจอจีครั้งแรกมาบันทึกเอาไว้ด้วย สงสัยจะเป็นเหตุการณ์ที่น่าจดจำมากสำหรับเธอ ถ้าจำไม่ผิด จีเล่าให้ฟังเมื่อวานว่า เจอกับลัลนาตอนไปหอสมุด บังเอิญหยิบหนังสือเล่มเดียวกัน สุดแสนจะละครเลยเนอะ ว่าไหม จียังบอกอีกด้วยว่า ไม่คิดมาก่อนว่าจะมีผู้หญิงอ่านหนังสือเล่มนั้น รู้สึกจะชื่อเรื่อง ชายหนุ่มที่ถอนตัวจากโลกหรืออะไรเนี่ยแหละ เป็นหนังสือของนักเขียนชาวเยอรมัน และมีแค่เล่มเดียวในห้องสมุด ฉันไม่รู้จักหรอกหนังสือชื่อแปลกพรรค์นั้น

            ฉันหน้าแดง ชักไม่แน่ใจแล้วว่านี่มันสมุดนัดหมายหรือสมุดบันทึกประจำวันเรื่องรักๆใคร่ๆ ถึงลัลนาจะเขียนไว้สั้นๆ แบบสั้นมากๆ แต่มันละเอียดครบทุกวัน เข้าใจไหมว่าฉันเห็นภาพ ฉันปิดสมุด บางทีมันก็มากเกินไปนะลัลนา ขอโทษที่ทนอ่านต่อไม่ได้ ในเมื่อคนที่ถูกเอ่ยถึงในสมุดนั่งหน้าแบ๊วอยู่ตรงข้ามฉัน

            “เป็นอะไร หน้าแดงเชียว ไข้ขึ้นหรอ” ไม่พูดเฉยๆ แต่เอื้อมมือมาแตะหน้าผากฉันด้วย มืออีกข้างก็แตะหน้าผากตัวเองเพื่อลองวัดความต่างของอุณหภูมิ ไม่! ไม่ๆ ไม่ ไม่ได้เด็ดขาด ทำใจให้สงบไว้ ฉันรีบบอกตัวเอง หายใจเข้า หายใจออก ควบคุมหยินหยาง ฟู่~

            “ฉันไม่ได้เป็นอะไร” ฉันปัดมือเขาออกไป ความตุ้มๆต่อมๆหมดไปทันทีเมื่อสัมผัสอุ่นจากมือของเขาถอนออกจากหน้าผาก ฉันเข้าใจเธอแล้วลัลนา ฉันเข้าใจอย่างยิ่งเลยด้วย ถ้าบอกว่าหมอนี่เป็นเสือผู้หญิง ฉันจะไม่เอะใจเลย แม้ว่าในชีวิตเขาจะเคยมีแฟนมาแค่สองคนเท่านั้น คือเด็กสาวคนนั้นกับลัลนา แต่ดูเหมือนเขาจะรู้วิธีที่ทำให้ผู้หญิงละลายเหมือนขี้ผึ้งลนไฟ

            ฉันอาจเปรียบเกินจริงไปหน่อย เอาล่ะ ช่างเถอะเรื่องความสามารถหรือเสน่ห์ล้นหลามของเขาน่ะ ฉันหยิบสมุดขึ้นมาอีก ถ้าจำไม่ผิด ลัลนาหายตัวไปในช่วงต้นเดือนกันยายนที่ใกล้เวลาสอบปลายภาคของเทอมหนึ่ง  ฉันพลิกสมุดไปดูที่เดือนกันยายนเลยดีกว่า

            “นี่!” ฉันร้องอย่างหาเรื่อง เมื่อมือของจีดึงสมุดออกไปจากฉัน “เอาคืนมา นั่นของส่วนตัวของลันนะ เฮ้ย” ไม่ได้ตั้งใจจะร้องเสียงห้าวอย่างนั้นนะ ฉันลืมตัว

            “ทำไมเปิดผ่านช่วงเดือนกรกฎากับสิงหาล่ะ มันอาจจะมีอะไรอยู่ก็ได้” ไม่ทันแล้ว ดึงคืนมาไม่ทันแล้ว มือเขายาวจะตาย และเขาก็สูงด้วย ส่วนฉันเตี้ย ขาสั้น แขนสั้น พอฉันยืนบนเก้าอี้เพื่อจะแย่งลงมา เขาก็ยืนบนเก้าอี้บ้าง พ่อคุณเอ๋ย สูงโย่งเชียวแหละ ใครจะสู้ไหว ฉันเห็นว่าเขาอ่านไปแล้วด้วยระหว่างที่ชุลมุนแย่งสมุดคืน ฉันยอมแพ้แล้วนั่งลงตามเดิม แต่จีดูเหมือนจะกลายเป็นรูปปั้นยักษ์ไปแล้ว เขาค่อยๆนั่งลง แล้วฉันก็ได้เห็น สีชมพูระเรื่อระบายอยู่บนแก้มของเขา ใบหน้าของจีกำลังร้อนผ่าว

            “เข้าใจหรือยัง” ฉันพูดเบาๆ เสียงแผ่วราวกับเสียงหายใจ เข้าใจแล้วใช่ไหมว่าทำไมไม่อยากให้ดู

            “อือ” จีส่งเสียงอุบอิบอยู่ในคอ แล้วยื่นสมุดคืนให้ฉัน

            ตกลงว่าฉันต้องอ่านมันคนเดียวสินะ แต่ก็ยังไม่เข้าใจ ทำไมคนที่ข่มขู่ฉันต้องบอกให้ฉันไปขุดสมุดเล่มนี้ขึ้นมาจากดินด้วย ฉันทนยอมอ่านแต่ละช่องของเดือนกรกฎาคม ไม่มีอะไรมากมายเป็นพิเศษนอกจากเรื่องของจีกับกำหนดส่งการบ้าน จากนั้นก็เดือนสิงหาคม

            น่ากลัวคำสองคำเขียนเอาไว้ในช่องของวันที่ห้า สิงหาคม เป็นคำสองคำที่ฉันไม่เข้าใจว่าลัลนาพูดถึงอะไร “จี! ฉันว่าฉันเจออะไรบางอย่าง” ฉันผลักสมุดไปให้เขาดู “เธอจำได้หรือเปล่าว่าวันที่ห้า สิงหา เธอกับลัลนาเจอกันไหม หรือทำอะไรบ้าง”

            “น่ากลัวงั้นหรอ” จีมองทั้งสองคำนั้นอย่างไม่เข้าใจ “ฉันจำไม่ได้หรอกว่าทำอะไร ฉันไม่เคยเขียนไดอารี่หรือทำบันทึกอะไรพวกนี้” เขาบอกแล้วก็ไล่สายตาลงมา “สุ! ของวันนี้ก็ด้วย สิบสาม สิงหา เธอเขียนว่า คนๆนั้นต้องการอะไร ทำแบบนี้กับฉันทำไมเกี่ยวโยงกับวันที่ห้าหรือเปล่า” ฉันกวาดสายตามองเรื่องทั้งเดือนนั้น ดูเหมือนเธอจะโดนใครบางคนข่มขู่เหมือนอย่างที่ฉันโดน เดือนสิงหาคมแทบจะไม่มีเรื่องของจีบันทึกเอาไว้เลย

            จีพลิกกระดาษเปิดไปอีกหน้า ซึ่งเป็นเดือนกันยายน วันสุดท้ายที่บันทึกเอาไว้คือ 10 กันยายน เราทั้งคู่ชะโงกหน้าลงไปอ่านจนหัวแทบจะชนกัน  

            จะได้รู้ซะทีว่าเป็นใคร

            นั่นหมายความคนที่ข่มขู่ลัลนานัดเธอออกมาเจอวันที่ 10 กันยายน ลัลนาถึงเขียนไว้ว่าจะได้รู้ซะทีว่าคนที่ทำเรื่องนี้กับเธอเป็นใคร และนั่นเป็นวันเดือนกับที่จีนัดเธอ แต่เธอไม่ได้ไปตามนัด มันลงตัวแล้ว คนที่ติดต่อฉันและบอกให้ฉันเล่มเกมซ่อนหา คือคนเดียวกับที่จัดการลัลนา วันนั้นลัลนาคงจะพกสมุดกับกุญแจดอกนี้ไปด้วย คนๆนั้นจึงเอาสมุดกับกุญแจมาฝังเอาไว้ได้  

            “สุ ไปบอกตำรวจเถอะ” จีพูดขึ้น น้ำเสียงของเขาเหมือนออกคำสั่ง และมีความหวาดกลัวเจืออยู่เต็มเปี่ยม ราวกับกำลังกลัวแทนฉัน “เธออาจจะตกอยู่ในอันตรายเหมือนลันก็ได้”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

- 2 -

            ฉันไม่ได้ไปหาตำรวจ และเพราะอย่างนี้ฉันกับจีก็เลยก้ำๆกึ่งๆเหมือนจะทะเลาะกันนิดหน่อย ไม่ใช่ความผิดของฉันนะ คนๆนั้นติดตามดูฉันทุกฝีก้าว ถ้าฉันเอาเรื่องนี้ไปบอกตำรวจ มันจะต้องรู้แน่ว่าฉันทำผิดกติกา และอาจจะลงมือกับเพื่อนของฉันคนใดคนหนึ่ง ฉันยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นไม่ได้ แต่จีก็เถียงว่าถ้าฉันไม่บอกตำรวจ ฉันเองนั่นแหละจะแย่ เขาไม่อยากให้เกิดเรื่องไม่ดีกับฉัน มันก็น่าซึ้งใจอยู่หรอก และฉันก็เข้าใจความหวังดีของเขา แต่ทำไม่ได้ก็คือไม่ได้ อีกอย่างตำรวจมีฝีมือแค่ไหนกันล่ะ ก็เพราะตำรวจโง่ๆไม่ใช่หรือไง จีถึงต้องมีสองปีที่ว่างเปล่าแบบนั้น ฉันพูดถึงแค่นั้นก็รีบหุบปากแทบไม่ทัน จีไม่ชอบนึกถึงสองปีว่างเปล่าที่เขากลายเป็นฆาตกรในสายตาของใครต่อใคร การโต้วาทีของเราก็เลยจบลง จีเดินออกไปจากห้องนั่งเล่นโดยไม่พูดอะไรอีกเลย

            ฉันปากหนักเกินกว่าจะขอโทษ ทิฐิสูงเกินกว่าจะลุกขึ้นยืนและเรียกเขาไว้ด้วยซ้ำ ฉันผิด ฉันรู้ พอมานั่งนึกดูอีกที ฉันไม่ได้เก่งไปกว่าตำรวจซะหน่อย ฉันก็แค่ผู้หญิงตัวเตี้ยอายุยี่สิบย่างยี่สิบเอ็ด เตะต่อยก็ไม่เป็นแรงก็ไม่มี ถ้าถึงเวลาจริงๆ เอาตัวรอดหรือช่วยชีวิตใครก็ไม่ได้

            ฝนหยุดตก ตอนนี้สี่โมงครึ่งแล้ว เท่ากับว่าสุดท้ายฉันก็โดดเรียนจริงๆ พร้อมฉัตรโทรมาบอกว่าจะเข้ามาหาพร้อมณัชชา ฉันยกศอกขึ้นวางเท้าบนโต๊ะ ถอนหายใจ ไว้พรุ่งนี้ค่อยไปขอโทษก็แล้วกัน จีคงไม่ใช่คนโกรธนานอะไรหรอก

            “ยู้ฮู~” เสียงร้องทักอย่างอารมณ์ดีดังมาจากริมฝีปากทาสีชมพูอ่อนของณัชชา เธอเข้ามาในห้องนั่งเล่นรวมของหอพัก ตามด้วยพร้อมฉัตร

            “เข้ามาได้ยังไง” พวกเขาไม่มีคีย์การ์ดนี่

            “เดินตามคนอื่นเข้ามาไง” พร้อมฉัตรตอบแล้วนั่งลงข้างๆฉัน “ทำไมวันนี้ไม่ไปเรียน”

            “เกิดเรื่องนิดหน่อย เดี๋ยวเล่าให้ฟังนะ” ฉันบอก ก่อนที่จะเล่าเรื่องวันนี้ ต้องพูดเรื่องจีกับณัชชาก่อน “ช่า ฉันมีเรื่องจะถามเธอ และเล่าให้เธอฟัง”

            “ฉันก็มีเรื่องจะเล่าให้เธอฟัง และเธอต้องฟังของฉันก่อน” ณัชชามีท่าทางตื่นเต้นผิดปกติ ขณะที่พร้อมฉัตรส่ายหน้าอย่างไม่ชอบใจนัก สงสัยวันนี้ฉันจะพลาดซะแล้วที่ไม่เข้าเรียน “เธอพลาด สุที่รัก พลาดอย่างแรงที่วันนี้หายหน้าหายตา ไม่ยอมเข้าเรียน” นั่นไง จริงด้วย คงมีอะไรเด็ดๆเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ณัชชาถึงยิ้มกรุ่มกริ่มแบบนั้น ดวงตาพราวระยับอย่างสนุกสนาน

            “ไอ้ที่เธอทำน่ะ ไม่ได้น่าภูมิใจเลยสักนิด” พร้อมฉัตรต่อว่า

            “ควรมีคนสั่งสอนยัยนั่นซะบ้าง” ณัชชาบอกและเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย

            “เธอทำอะไร” ฉันชักสงสัยแล้วสิ

            “ก็นิดๆหน่อยๆกับจูเลีย” ณัชชายักคิ้ว “ฉันแค่ให้เธอถูกมองแบบไม่ค่อยดีในสายตาของคนอื่นน่ะ” เธอยกมือขึ้นสำรวจเล็บที่เพ้นท์ลวดลายสีทอง แล้วก็พูดต่อ “จำแผนที่เราวางกันไว้ได้ไหม ฉันเปลี่ยนมันนิดๆหน่อยๆแล้วล่ะ จากที่จะพยายามไปญาติดีด้วย กลายเป็นประกาศสงครามเล็กๆ”

            นี่แหละโลกของผู้หญิง ฉันคิดแล้วกลอกตา โลกใบเล็กของผู้หญิงกลุ่มเล็กที่เต็มไปด้วยความอิจฉา แก่งแย่งชิงดี และความปรารถนาที่จะเอาชนะ ฉันไม่เคยรู้จักโลกแบบนี้จนกระทั่งรู้จักกับณัชชา ฉันไม่ภูมิใจไปกับเธอด้วย เมื่อเธอเริ่มเล่าให้ฟังว่าวันนี้ทำอะไรมาบ้าง ณัชชาเดินเข้าไปหาจูเลียที่นั่งอยู่ตามลำพังกำลังรอเพื่อนคนอื่นๆที่ยังมาไม่ถึงห้องเรียน

            “ฉันกวนประสาทเธอนิดหน่อย ก็เรื่องนายข้าวโอ๊ต รุ่นน้องคนนั้นที่ตอนนี้เป็นแฟนของเธอน่ะ” ณัชชาบอกยิ้มๆ เหมือนอยากหัวเราะก๊ากเต็มแก่ เธอกำลังพูดถึงรุ่นน้องที่จูเลียเคยแอบชอบ และณัชชาก็พยายามไปแย่งมา เมื่อแย่งได้สำเร็จ เธอก็ถีบหัวส่งคืนให้จูเลย และฉันคิดว่าจูเลียคงจะชอบเด็กคนนั้นจริงๆ เธอถึงกลับไปจิ๊จ๊ะกับเขาแล้วสุดท้ายก็ลงเอยคบกัน คบกันมาได้ครบปีหนึ่งแล้วด้วย

            “กวนประสาทหรอ” พร้อมฉัตรพูดเสียงขึ้นจมูก “ฉันว่าเธอเหมือนนางร้ายในละครหลังข่าวสุดๆไปเลย ไม่ใช่แค่กวนประสาทหรอก ทำแบบนั้นหยามกันชัดๆ”

            “เธอพูดว่าไง” ฉันถามทันที

            “จะว่าไงล่ะ ลองทายสิ” ณัชชายิ้มกริ่ม เมื่อฉันบอกว่าไม่รู้ เธอก็บอกออกมาเอง “ฉันก็พูดว่านายข้าวโอ๊ต ร้องไห้แทบเป็นแทบตายตอนที่ฉันบอกเลิก เขายังอยากกลับมาหาฉันทุกเมื่อ แค่ฉันกระดิกนิ้วเรียก เขาก็พร้อมจะทิ้งเธออยู่แล้ว ถ้าไม่เชื่อล่ะก็ ฉันจะลองกระดิกนิ้วเรียกเขาดูก็ได้นะ”

            “เธอเป็นซาตานหรือไงถึงพูดใส่หน้าจูเลียแบบนั้น” ฉันอดรนทนไม่ไหว ขอว่าสักทีเถอะ เท่าที่ฉันเห็น ถึงจูเลียจะแสบพอๆกับณัชชา แต่เธอคนนั้นก็ไม่หาเรื่องใครก่อน ฉันเห็นว่ามีอยู่คนเดียวนี่แหละที่หาเรื่องชาวบ้านไปทั่ว และคนๆนั้นก็กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าฉัน ชื่นชมเล็บของตัวเอง และอวดดีซะเหลือเกิน

            “ไม่หมดแค่นี้หรอก สุ” พร้อมฉัตรบอกสั้นๆ

            “ใช่แล้วจ้า” ณัชชายิ้ม “พอได้ยินฉันพูดแบบนั้น จูเลียก็ทนไม่ไหว เธอลุกขึ้นยืนแล้วก็ผลักฉัน คือ เธอก็ผลักไม่ได้แรงหรอกนะ ฉันแค่แกล้งดีดตัวไปข้างหลังชนโต๊ะเลกเชอร์ล้มระเนระนาดไปหลายตัวเท่านั้นเอง ตอนนั้นอาจารย์เข้ามาพอดีซะด้วย แล้วก็มีเพื่อนๆในเอกของเราหลายคนเลยที่เห็นเหตุการณ์ ฉันก็แกล้งทำเป็นเจ็บ ซึ่งฉันก็เจ็บนิดน่อยจริงๆนั่นแหละ แหม ฉันล้มทับโต๊ะตั้งหลายตัวนะ”

            “สมควรแล้ว” พร้อมฉัตรพูดได้ตรงใจฉันจัง

            “แหม เพื่อนรัก แต่เรื่องนี้ก็ช่วยทำให้ฉัน เธอกับสุ พ้นมลทินนะ” ณัชชาบอก

            “พ้นมลทินบ้าบออะไร ยังไงคนที่รู้ว่าจริงๆแล้วเกิดอะไรขึ้นก็คือจูเลียนะยะ” พร้อมฉัตรขึ้นเสียง

            “เดี๋ยว เดี๋ยวก่อนสิ เกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น” ฉันยกมือห้ามทั้งสองคน ถ้าสองคนนี้เริ่มทะเลาะกัน ฉันก็พาลไม่รู้เรื่องที่เหลือพอดี

            “ฉันร้องไห้อย่างน่าสงสาร” ณัชชาพูดด้วยสีหน้าจริงจังสุดๆ ฉันไม่เชื่อหรอกว่าเธอร้องไห้จริง พวกเราเรียนเอกการละครนะ และณัชชาก็เป็นที่หนึ่งในชั้นเรื่องการแสดงเสมอเลยด้วย “ฉันร้องไห้แล้วก็บอกว่าขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจ คนอื่นๆก็เริ่มสนใจแล้วว่าอะไรที่ทำให้ฉันร้องไห้ได้ขนาดนั้น ทุกคนมาช่วยพยุงฉัน แล้วถามว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันก็แค่แกล้งบอกว่า ไม่มีอะไรหรอก ฉันล้มลงมาเอง จูเลียไม่ได้เกี่ยวนะ” การบอกว่าจูเลียไม่ได้เกี่ยว ก็หมายถึงจูเลียเกี่ยวด้วยเต็มๆนั่นแหละ คนอื่นจะคิดแบบนั้นทันที

            “แล้วฉันก็เล่าให้ทุกคนฟังว่า เธอถามฉันว่า ฉันส่งข้อความทางโทรศัพท์ให้เธอหรือเปล่า ฉันก็บอกว่าเปล่า ไม่ใช่ฉันจริงๆ ถึงฉันจะชอบแกล้งคนอื่น แต่นี่มันเรื่องใหญ่นะ ฉันไม่ทำอะไรไร้ศีลธรรมแบบนี้หรอก แต่เธอไม่เชื่อฉันแล้วลุกขึ้นมาผลักฉันเลย”

            ฉันอ้าปากค้าง อึ้งสุดๆกับวิธีการของเธอ จูเลียต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแน่นอน ใครบ้างล่ะจะไม่โกรธ ก็เธอเล่นเล่าเรื่องสลับกันเป็นขั้วโลกเหนือกับใต้อย่างนั้น

            “แล้วจูเลียพูดว่าไง” ฉันถาม คือถ้าเป็นฉันเจอสถานการณ์แบบนี้ คงพูดอะไรไม่ออก

            “หล่อนยืนนิ่งไปเลยน่ะสิ คงคิดไม่ถึงว่าฉันจะเล่นแบบนี้” ณัชชาบอกอย่างภูมิใจนิดหน่อย “ทีนี้ก็ หมดเรื่องแล้วนะ ทุกคนไม่คิดว่าเป็นฉัน เธอ หรือฉัตรอีกต่อไปแล้ว ฉันดูน่าสงสารมากเลยล่ะ คิดถูกแล้วที่ไม่เคยแสร้งร้องไห้ต่อหน้าใครเลย”

            “แล้วเมื่อวานล่ะ” พร้อมฉัตรถามขึ้น “เมื่อวานเธอร้องไห้ นั่นแสร้งหรือเปล่า แบบว่าอยากแกล้งฉันกับสุ”

            “นี่ ฉัตร” ณัชชาหันไปหาเธอ พูดอย่างจริงจัง และดูจริงใจ “ฉันอาจจะแกล้งใครหลายคน อยากกำจัดใครหลายคน และนินทาใครหลายคน แต่ฉันไม่ทำกับเพื่อน เข้าใจไหม ฉันไม่มีวันเอาเรื่องเธอหรือสุไปพูด ไม่นินทาสุให้เธอฟัง หรือนินทาเธอให้สุฟังแน่นอน นั่นเป็นวิถีทางของฉัน และฉันก็มีเพื่อนอยู่แค่สองคน มีแต่เธอสองคนที่ทนฉันได้ ฉันไม่ทำอะไรแย่ๆแบบนั้นแน่นอน และเมื่อวานฉันไม่ได้ร้องไห้ซะหน่อย”

            “แต่ฉันเห็นน้ำตาเธอ” ฉันบอก

            “บอกว่าเปล่าก็เปล่าสิยะ ทำไมฉันต้องร้องด้วยเล่า” ณัชชาปฏิเสธหัวแข็ง

            “เพราะจีทำให้เธอนึกถึงอดีตของตัวเอง ทำให้เธอนึกถึงตอนที่แอบชอบเขา แต่ก็ถูกเด็กรุ่นน้องแย่งไป” ฉันพูดด้วยความสงบ และเมื่อพูดจบ พร้อมฉัตรก็เบิกตาโตมองฉัน มองณัชชา แล้วก็กลับมามองฉันอีกครั้ง ส่วนณัชชาก็แน่นิ่งไปเลย “ขอโทษที่พูดตรงเกินไป เมื่อวานจีเล่าให้ฉันฟังทั้งหมดเลย นี่อาจเป็นสาเหตุที่แท้จริงใช่ไหม สาเหตุที่เธอไม่อยากให้ใครที่รู้จักกับเธอตอนนี้เข้าไปพูดคุยกับเขา”

            “ธะ เธอ เธอพูดอะไร” ณัชชาเสียงสั่น ฉันเห็นแวววูบไหวในดวงตาของเธอ รู้ได้ทันทีว่ามันเป็นเรื่องจริง

            “พูดจากสิ่งที่ฉันได้ยินมา และถึงเธอจะเก่งการละครแค่ไหน เธอก็ปิดบังฉันไม่ได้ถ้าฉันจู่โจมเธอโดยไม่ทันตั้งตัวแบบนี้ ตอนแรกฉันไม่เชื่อเขาเต็มร้อยหรอก แต่พอฉันพูดกับเธอ และเห็นสีหน้าเธอ ฉันก็เลยรู้ว่ามันเป็นความจริง ขอโทษนะ” ฉันรู้สึกผิดเหมือนกันที่เล่นเอาตอนทีเผลอ แต่ฉันอยากรู้ความจริงว่าทำไมเธอต้องกีดกันจีออกจากทุกคนเสมอ

            “นี่เรื่องจริงหรอ” พร้อมฉัตรมองเราทั้งคู่สลับกันไปมา “แล้วเรื่องที่รุ่นน้องคนนั้นหายตัวไปล่ะ”

            ฉันมองณัชชาที่ยังนิ่งอยู่ ดูเหมือนไม่พร้อมจะเปิดปากพูด “ช่าไม่รู้ด้วยซ้ำว่านั่นเกี่ยวข้องกับจีหรือเปล่า เธอแค่ไม่อยากให้ลันเข้าไปยุ่งกับจี ก็เลยพูดออกไปแบบนั้น และความจริงก็คือ เด็กคนนั้นแค่หนีไปอยู่บ้านญาติที่เชียงรายโดยไม่บอกใครทั้งนั้นแม้แต่พ่อแม่ คือ เท่าที่ฟังจากจีนะ เด็กคนนั้นมีปัญหากับพ่อแม่อยู่แล้ว เพราะพ่อแม่กำลังจะเลิกกัน เธอต้องทนฟังพวกเขาทะเลาะกันทุกวัน และมันก็มากเกินรับไหว เธอก็เลยออกจากบ้าน มีแค่จีเท่านั้นที่รู้ และเขาก็สัญญากับเด็กคนนั้นไว้แล้วว่าจะไม่ปริปากบอกใคร พอตำรวจไปถามเขา เขาก็จำเป็นต้องบอกว่าไม่รู้เรื่อง คือมันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ว่า เมื่อมีเด็กหายไป ตำรวจจะต้องสอบถามจากคนรู้จัก และตอนนั้นจีก็เป็นแฟนกับเด็กคนนั้น ตำรวจก็ต้องไปถามอยู่แล้ว”

            ฉันชำเลืองมองณัชชาที่ยังจ้องลวดลายไม้ของผิวโต๊ะ “ช่า คือว่า...”

            “ใช่!” ณัชชาเงยหน้าขึ้น ดวงตาแข็งกร้าว “ที่เธอพูดมา ถูกทุกอย่าง แล้วทำไมล่ะ”

            “ไม่ทำไมทั้งนั้นแหละ” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เธอไม่เห็นจำเป็นต้องโกหกเรื่องนี้เลย และฉันก็เข้าใจว่าทำไมเธอถึงต้องทำแบบนั้น ถ้าฉันเป็นเธอ ผู้หญิงที่ทั้งสวยทั้งมั่นใจ ราวกับครอบครองโลกทั้งใบ ฉันก็คงไม่อยากให้ใครรู้เรื่องในอดีตเหมือนกัน ไม่อยากให้ใครรู้ว่าแพ้ให้กับรุ่นน้องหน้าตาบ้านๆ ที่ฉันอยากจะบอกก็คือ ฉันเข้าใจ และอยากให้เธอลืมเรื่องนี้ซะเถอะ ตอนนี้เธอไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้นแล้ว ตอนนี้น่ะ เธออยากเข้าใกล้ผู้ชายคนไหน เขาก็ยอมหมดนั่นแหละ” ใช่แล้ว ไม่อย่างนั้นนายข้าวโอ๊ตจะมาหลงเสน่ห์เธอหรอ ทั้งที่มีจูเลียคอยตามหน้าตามหลังในช่วงนั้น ถึงฉันจะไม่เห็นด้วยกับเรื่องที่เธอทำกับจูเลียก็เถอะ

            “เดี๋ยวก่อน” พร้อมฉัตรแตะแขนของฉัน “แล้วเรื่องที่ว่าจีอาจเป็นคนทำร้ายลันล่ะ”

            “ไม่ใช่เขา” ฉันส่ายหน้า แล้วหยิบสมุดนัดหมายของลัลนาขึ้นมาเปิดไปที่เดือนสิงหาคม

            “นี่มัน สมุดของลัน เธอได้มายังไง” ณัชชาคว้าไปดู ท่าทางเธอจะดีใจที่พร้อมฉัตรเปลี่ยนเรื่องคุยให้

            “วันนี้ ฉันได้คุยกับคนที่ส่งจดหมายให้ฉันทางเอ็มเอสเอ็น คนที่แอบอ้างชื่อลัลนาน่ะ” เพื่อนทั้งสองคนให้ความสนใจฉันในทันที พวกเขาจ้องฉันไม่วางตา ลุ้นแทบแย่ว่าฉันจะเล่าอะไรต่อ “เธอบอกว่า เธอส่งจดหมายให้ฉัน แต่เรื่องข้อความทางโทรศัพท์มือถือน่ะ เธอไม่รู้เรื่อง”

            “เธอหรอ?” พร้อมฉัตรพูดขึ้น “รู้ด้วยหรอว่าเป็นผู้หญิง”

            “ฉันไม่แน่ใจหรอก” ฉันบอกตามความจริง “แต่เท่าที่อ่านจากข้อความ ฉันว่าสำนวนการเขียนเธอเหมือนผู้หญิงน่ะ”

            “แล้วมันเกี่ยวกับการที่ปวรปรัชญ์ไม่ใช่คนทำร้ายลันยังไง” พร้อมฉัตรถามต่อ ฉันรู้สึกแปลกชอบกลที่ได้ยินชื่อเต็มๆของจี ไม่มีใครเอ่ยชื่อนี้ให้ได้ยินนานแล้ว และเมื่อฉันนึกถึงหรือคิดอะไรก็แล้วแต่เกี่ยวกับเขา ฉันจะนึกโดยใช้ชื่อจีตลอด

            “ฉันกำลังจะเล่าถึงแล้วล่ะ” ฉันพูด “เธอบอกว่าให้ฉันเล่มเกมกับเธอ ถ้าไม่เล่น เธอจะฆ่าเพื่อนฉันอีกคน เข้าใจคำว่าอีกคนที่เธอพูดถึงไหม นั่นหมายความเธอกำลังอ้างความรับผิดชอบในกรณีของลัลนา และมีอีกนะ” ฉันดึงสมุดนัดหมายกลับมา ชี้ไปที่ 10 กันยายน “ตรงนี้ไง วันที่สิบกันยา ลัลนาเขียนไว้ว่าจะได้รู้ซะทีว่าเป็นฝีมือใคร และตลอดทั้งเดือนสิงหา เธอบันทึกเอาไว้เหมือนกับว่ามีใครกำลังข่มขู่เธอ ซึ่งมันอาจจะเป็นคนที่แอบอ้างเป็นเธอตอนนี้ก็ได้” พร้อมฉัตรกับณัชชาอ่านข้อความในแต่ละช่องวันที่ ทุกๆช่องของเดือนสิงหาคม

            “เธอไปเอาสมุดนี่มาได้ไง” ณัชชาถามอีก

            “ก็เธอคนนั้นแหละ บอกให้ฉันไปขุดมันขึ้นมา”

            “แล้วจะทำแบบนั้นทำไม ราวกับอยากให้รู้งั้นแหละว่าทั้งหมดเป็นฝีมือของเธอนะ ถ้าเป็นฉันนะ ถ้าฉันฆ่าใคร คงไม่อยากให้ใครรู้หรอกว่าฉันเป็นคนทำ” ณัชชาตั้งข้อสังเกต

            “แน่อยู่แล้ว” ฉันพยักหน้า “แต่ในกรณีนี้ ถึงเราจะรู้ ก็เหมือนไม่รู้นั่นแหละ เพราะเราไม่รู้ว่าเธอเป็นใครนี่”

            “แต่เราก็ได้รู้อะไรอย่างนึงนะ” พร้อมฉัตรพูดขึ้น สีหน้าไม่ค่อยสบายใจ “คนๆนี้กำลังคุกคามเรา คนๆนี้ทำร้ายลัน และพยายามโยนความผิดให้ปวรปรัชญ์มาตลอด ถ้าสมุดนี่อยู่ในมือตำรวจตั้งแต่แรก เขาก็จะไม่เป็นผู้ต้องสงสัยเลยสักนิดเดียว”

            ใช่ พร้อมฉัตรพูดถูก หลักฐานสำคัญที่ชี้ชัดที่สุดว่าจีไม่ได้เป็นคนผิดนอนสงบนิ่งอยู่ใต้ดินมาตลอด ถ้าตำรวจได้สมุดนี่ไป ก็จะรู้ว่าวันนั้นลัลนาไม่ได้ไปพบจี และรู้ว่าลัลนาถูกคนอื่นข่มขู่ จีก็จะเป็นแค่ผู้ต้องสงสัยเบอร์สอง ไม่ใช่เบอร์หนึ่ง ถูกใส่ความจนต้องขึ้นโรงขึ้นศาลอยู่หลายรอบ เข้าๆออกๆสถานกักกัน มีสองปีที่ว่างเปล่า และเป็นที่ติฉินนินทาของชาวบ้าน ใช่แล้ว เพราะอย่างนี้ เขาถึงอยากให้ฉันไปหาตำรวจ ทั้งที่เขาก็ค่อนข้างจะเกลียดตำรวจ

            “เอาสมุดนี่ไปให้ตำรวจเถอะ เล่าให้พวกเขาฟังว่าเราเจออะไร” ณัชชาพูดอย่างร้อนรน

            “ไม่ได้” ฉันแย้ง

            “ทำไมล่ะ สุ” พร้อมฉัตรพูดด้วยน้ำเสียงที่เหมือนจะบอกว่าฉันบ้าไปแล้ว “นี่มันเรื่องใหญ่นะ ตำรวจจะได้ตามสืบว่าจริงๆแล้วใครเป็นฆาตกรกันแน่ พวกเขาอาจจะตามหาที่อยู่อีเมล์นั่น”

            “ไม่ได้ ฉัตร” ฉันส่ายหน้า “มันไม่ปลอดภัย หล่อนขู่ฉันไว้ด้วยว่า ถ้าไปหาตำรวจ จะต้องมีใครตายแน่ ฉันไม่อยากให้ใครตายอีกแล้วนะ”

            “แต่ถ้าไม่ไปหาตำรวจ สิ่งที่เธอขุดเจอมันก็สูญเปล่านะ และเสียเวลาด้วย” ณัชชาบอกอย่างหงุดหงิด แย่งสมุดไปจากมือฉัน “ฉันไม่สนว่าเธอจะพูดยังไง แต่ฉันตัดสินใจแล้ว เรื่องนี้ควรจะถึงมือตำรวจ เธอคิดได้ยังไงน่ะว่าจะเชื่อตามข่มขู่ของยัยบ้าคนนั้น เราต้องการความคุ้มครองจากตำรวจนะ ยิ่งตำรวจหาตัวเจอเร็วเท่าไหร่ พวกเราก็ปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น”

            “ฉันเห็นด้วยกับช่า เราต้องไป สุ” พร้อมฉัตรลุกขึ้นยืน และฉันก็รู้ในนาทีนั้นว่าคงห้ามอะไรไม่ได้ งานนี้สองเสียงต่อหนึ่งเสียง ฉันลุกขึ้นเดินตามทั้งสองคนที่เดินเร็วเหมือนติดจรวด รู้สึกใจไม่ดีเอาซะเลย หลังจากนี้ต้องมีแต่ปัญหาตามหลังมาแน่

            พลั่ก! วัตถุอะไรบางอย่างตกลงใส่เท้าของเราทั้งสามทันที เมื่อเราออกมาพ้นจากประตูหอพัก ณัชชากรีดร้องอย่างตกใจและหันหลังหนี พร้อมฉัตรกระโดดกอดฉันที่แทบล้มทั้งยืน หลับตาปี๋ คน! มีคนตกลงจากหลังคา ไม่ผิดแน่ มีคนโดดลงมาจากดาดฟ้าอาคารหอพัก ฉันได้ยินเสียงร้องของของพร้อมฉัตรดังอยู่ข้างหู ตัวของฉันสั่น แล้วฉันก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมอง ไม่ใช่ มันไม่ใช่คน แต่เป็นตุ๊กตาผ้าตัวขนาดเท่าคนต่างหาก “นี่ ทุกคน” ฉันสะกิดพร้อมฉัตรและดึงเธอออกจากตัวฉัน “ไม่ใช่คนหรอก”

            “ห๊ะ!” ณัชชาหันกลับมามอง

            มันเป็นตุ๊กตาผ้าที่แต่งตัวเหมือนคน รอบคอมีเชือกพัน และมีมะเขือเทศแตกโพละหลายลูกรายล้อมอยู่ น่าจะตกลงมาพร้อมกันกับตุ๊กตา ถ้ามองผ่านๆก็จะดูเหมือนมีคนกระโดดลงมาจากตึก หัวกระทบพื้นจนสมองไหลเละ ฉันเดินเข้าไปใกล้ บนตัวตุ๊กตามีข้อความติดหมุดอยู่ด้วย

ถ้าผิดกฎเกมของฉันล่ะก็ ตาย!

             “พระช่วย” พร้อมฉัตรอุทาน “นั่นหมายถึงพวกเราหรือเปล่า”

            “นี่ เร็วเถอะ คนที่โยนมันลงมา น่าจะยังอยู่ข้างบนนะ” ณัชชาเรียกเพื่อนๆ หยิบคีย์การ์ดไปจากมือฉัน เปิดประตูและบุกตะลุยขึ้นบันได ฉันกับพร้อมฉัตรวิ่งตามเธออย่างรวดเร็ว ไม่เจอหรอก ฉันรู้ได้ทันทีโดยลางสังหรณ์ คนที่โยนของนั่นลงมา ไม่มีทางรอเจอพวกเราอยู่บนดาดฟ้าหรอก เธอต้องหลบไปอยู่แล้ว  

            แต่ฉันคิดผิด บนดาดฟ้าแห่งนั้นที่เต็มไปด้วยราวตากผ้า มีคนยืนอยู่ด้วย

            “เต้ย” พร้อมฉัตรเรียกชื่อของคนๆนั้น

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

14 ความคิดเห็น