R E D [END]

ตอนที่ 8 : สีแดงอยู่ทุกที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 82
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    24 ก.ค. 59





- 1 -

            สัปดาห์ที่สองของการเปิดเทอม เป็นช่วงเวลาที่เริ่มยุ่งวุ่นวายมากขึ้นเรื่อยๆ ยุ่งตั้งแต่วิชาวันจันทร์ของอาจารย์อธิกมาสที่ต้องจับกลุ่มห้าคนสำหรับทำรายงานนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับโปรเจกต์ละครของพี่ปีสี่ ถ้ากลุ่มไหนทำได้ดีหรือถูกใจ พี่ปีสี่ก็จะเลือกกลุ่มนั้นไปร่วมงานด้วย ฉัน พร้อมฉัตรและลัลนาต้องอยู่กลุ่มเดียวกับคนที่ถูกคัดทิ้ง (คนที่กลุ่มอื่นไม่ต้องการ) ซึ่งในตอนนี้คือจูเลียกับผู้ชายอีกคนหนึ่งที่ชื่อโต้ง ฉันเห็นลางมรณะลอยมาแต่ไกล ทันทีที่จูเลีย (ซึ่งเป็นเศษเหลือจากกลุ่มอื่น) สบสายตากับณัชชา ฉันก็เห็นประกายไฟแปลบปลาบลุกโชนระหว่างทั้งคู่

            “เราเน่าแน่” นั่นคือสิ่งที่พร้อมฉัตรกระซิบบอกฉัน ซึ่งฉันก็เห็นด้วยกับเธอ

            ตลอดทั้งสัปดาห์นั้นจึงเป็นกึ่งๆฝันร้าย ฉันยังไม่กล้าถามจูเลียว่าทำไมเพื่อนๆไม่เอาเธอเข้ากลุ่มด้วย มันเป็นคำถามที่อาจทำให้เนื้อแก้วที่บอบบางและมีรอยร้าวอยู่แล้ว แตกเร็วขึ้น ฉันหลีกเลี่ยงที่จะพูดมากความ และพยายามรักษาสมดุลของกลุ่มไว้ให้ดีที่สุด แต่ณัชชาไม่ใช่แบบนั้น พอสบโอกาสเมื่อไหร่ เธอเป็นต้องพูดเยาะเย้ยจูเลียทุกครั้ง ความพยายามของฉันและพร้อมฉัตรที่จะสงบศึก ค่อนข้างสูญเปล่า

            แน่นอนว่างานของเราไม่คืบหน้า ในเมื่อการประชุมกลุ่มทุกครั้งจะต้องมีคนทะเลาะกัน ณัชชาจะหาเรื่องจูเลีย พร้อมฉัตรพยายามจะห้าม แต่สุดท้ายก็ทะเลาะกันทั้งสามคน โต้งก็ไม่ได้ช่วยอะไร เขาเอาแต่ฟังเพลงจากไอพอดอย่างเพิกเฉยต่อสังคมโลก นี่วิกฤตของแท้แล้ว ฉันอยากร่วมโปรเจกต์กับพี่ปีสี่กลุ่มหนึ่งที่จะทำละครเรื่องโรงรับจำนำหมายเลข 8 มากๆเลยนะ อีกสองกลุ่มในชั้นก็อยากร่วมงานกับพี่กลุ่มนี้เหมือนกัน เพราะมีแต่คนเก่งๆทั้งนั้น ถ้างานออกมาดี วิชานี้ก็ได้เกรด A ตั้งแต่ยังไม่สอบปลายภาคเลยด้วยซ้ำ

            ฉันถอนหายใจขณะเดินเลียบถนนหน้ามหาวิทยาลัยในยามเย็นวันพฤหัสบดี แล้วสายตาก็ชำเลืองมองไปถึงร้านน้ำชาน่ารักที่อยู่อีกฝั่งของถนน ตอนนี้ร้าน  Antique Brown เริ่มเป็นที่นิยมของนักศึกษาแล้ว มักจะมีคนนั่งกันเต็มร้าน บางทีก็ต้องยืนรอจนกว่าจะมีโต๊ะว่าง จีไม่ค่อยได้ออกมาหน้าร้านหรอก อยู่แต่ในครัว ทอดแพนเค้ก หรือไม่ก็ทำวาฟเฟิล เชื่อไหมล่ะ เห็นหน้ากับท่าทางแบบนั้น ทำอะไรได้หลายอย่างเชียว เป็นทั้งช่างไม้ ต่อโต๊ะต่อเก้าอี้ใช้เองได้ เป็นพ่อครัว ชงได้ทั้งชากาแฟหลายแบบ ทำขนมกับอาหารคาวก็ได้ เป็นนักอ่าน ที่อ่านแต่หนังสือดีๆ แถมอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเป็นเล่มๆได้อีกด้วย

            ฉันเดินข้ามถนนตรงทางม้าลาย และเดินย้อนกลับมาหยุดอยู่หน้าร้านน้ำชาแนววินเทจสุดเก๋ไก๋ ฉันผลักประตูเปิด เพิ่งสังเกตว่าที่ประตูมีกระดิ่งด้วย เมื่อมีคนเปิดประตู กระดิ่งจะดังเสียงสดใส ลูกค้าส่วนใหญ่ที่นั่งจับจองอยู่ตามโต๊ะเป็นผู้หญิง แล้วสายตาฉันก็ไปสะดุดอยู่ที่โต๊ะเล็กสำหรับนั่งสองคน พร้อมฉัตรนั่งอยู่ตรงนั้น

            “ฉัตร” ฉันเดินเข้าไปทัก “มาคนเดียวหรอ” ฉันนั่งลงที่เก้าอี้ว่างเปล่าตรงข้ามเธอ สรุปได้ด้วยตาว่าเธอมาคนเดียว เพราะมีน้ำปั้นแก้วเดียว กับมันทอดราดซอสเกรวี่แค่ถ้วยเดียว

            “ใช่” พร้อมฉัตรพยักหน้า แล้วยิ้มแป้น “ฉันมาเกือบทุกวันเลยล่ะ”

            “มาเกือบทุกวันหรอ?” ฉันเลิกคิ้วอย่างสงสัย

            “ก็แหม ร้านนี้บรรยากาศดีออกนะเธอ” พร้อมฉัตรทำสายตากรุ้มกริ่มที่ทำให้ฉันเข้าใจว่าเธอกำลังหมายถึงอะไร ร้านนี้มีแต่พนักงานผู้ชาย เถ้าแก่ก็หน้าตาดี พนักงานทุกคนก็ล้วนแต่หน้าตาตามแบบที่กำลังนิยมกัน ฉันไม่แปลกใจแล้วที่พร้อมฉัตรบอกว่ามาเกือบทุกวัน ฉันสำรวจพนักงานเสิร์ฟแต่ละคน ก็ดูดีอยู่หรอกนะ แต่ฉันว่า จี ดูดีสุด

            “คนนั้นหล่อใช่ไหม เธอมองแล้วยังหน้าแดงเลย” พร้อมฉัตรตีแขนฉันเบาๆ “แต่คนนั้นน่ะ อย่าดีกว่านะเพื่อนรัก การแข่งขันสูงน่าดู” จะว่ายังไงดีล่ะ ฉันหน้าแดงอยู่จริงๆหรอ มันไม่ได้แดงเพราะผู้ชายที่พร้อมฉัตรพูดถึงอยู่หรอก ฉันรู้ว่ามันแดงเพราะอะไร

            “เธอชอบคนไหนอยู่หรอ หมายถึงชอบที่สุดนะ” ฉันชวนเธอคุย จะได้ลืมๆเรื่องของตัวเอง

            “เถ้าแก่จ้ะ” พร้อมฉัตรยกมือป้องปาก กระซิบเสียงเบามาก แล้วยิ้มอย่างเขินๆ “จำวันที่เรามาร้านนี้ครั้งแรกได้ไหม ที่ฉันทำเก้าอี้ล้มแล้วเขาเข้ามาถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า แล้วก็ยกเก้าอี้ขึ้นให้น่ะ ถ้าตอนนั้นเรื่องปวรปรัชญ์ไม่ทำให้ฉันตกใจอยู่นะ ฉันคงจะมีความสุขกว่านี้แน่ๆเลย ชอบเขาจัง คนอะไร อายุตั้งยี่สิบเจ็ดแล้ว แต่หน้าเหมือนอายุแค่ยี่สิบเอง” นั่นออกจะเกินจริงไปหน่อยนะ ฉันรู้สึกได้ว่าเขาแก่กว่าตั้งแต่เห็นหน้าครั้งแรกเลย แต่อย่างว่าความรักมักทำให้คนตาบอด เห็นได้ชัดว่าเพื่อนฉันกำลังคลั่งเถ้าแก่

            “ฉันอยากร่วมทำโปรละครโรงรับจำนำอะไรของเธอแล้วสิ” พร้อมฉัตรพูดขึ้นยกมือเท้าคาง “ในเรื่องนั้นมีเถ้าแก่โรงรับจำนำสุดหล่อด้วยใช่ไหมล่ะ”

            “อือ” ฉันพยักหน้า “ก่อนจะคิดอะไรใหญ่ขนาดนั้น เธอผ่านด่านจูชาให้ได้เถอะ” ฉันหมายถึงจูเลียกับณัชชา คู่อริตลอดกาลที่จำเป็นต้องอยู่ร่วมกลุ่มกัน

            “ฉันกำลังคุยกับกลุ่มของแก้มอยู่ อยากจะแลกจูเลียกับผู้ชายสักคนในกลุ่มนั้น แต่ไม่รู้ว่าแก้มจะยอมหรือเปล่า เธอก็รู้นี่ แก้มอยากเห็นความพินาศของช่ามากกว่าอะไรทั้งหมด ส่วนกลุ่มของเต้ย เราไปแยกใครออกมาไม่ได้หรอก พวกเขามีกันห้าคนอยู่แล้ว ไม่ยอมให้ใครไปแทรกแน่นอน” พร้อมฉัตรบอก และตามด้วยเสียงถอนหายใจ เธอตักมันทอดเข้าปากอีกหนึ่งคำ

“เอ้อ นี่ แล้วปวรปรัชญ์ล่ะ เขาก็ทำงานที่นี่ไม่ใช่หรอ” พร้อมฉัตรเปลี่ยนเรื่องได้เร็วมาก “ฉันได้ยินว่าเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของเถ้าแก่นะ แต่ฉันไม่ค่อยได้เห็นเขาเลย”

“อยู่แต่ในครัวน่ะ” ฉันตอบ

“หา~ เธอจะบอกว่ามันทอดสุดอร่อยถ้วยนี้อาจจะเป็นฝีมือของปวรปรัชญ์หรอ” พร้อมฉัตรเบิกตาโต

“ฉันไม่รู้” ฉันพูดอย่างยักไหล่ “ในครัวคงไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวหรอก น่าจะมีพ่อครัวคนอื่นด้วยสิ” พร้อมฉัตรพยักหน้าเหมือนจะโล่งใจ แล้วหันไปมองทางเคาน์เตอร์ เถ้าแก่ยืนอยู่ตรงนั้นประจำ คอยชงชาและกาแฟตามรายการที่ลูกค้าสั่ง น่าเสียดายที่ตรงเคาน์เตอร์ไม่ได้ออกแบบเป็นบาร์ ไม่อย่างนั้นฉันคงได้เห็นพร้อมฉัตรไปนั่งติดอยู่ตรงนั้นแน่ๆ

“นี่ ฉันไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” ฉันบอกกับพร้อมฉัตรแล้วลุกขึ้นยืน ไม่ได้อยากไปเข้าห้องน้ำหรอก แต่จะเข้าครัวต่างหาก พร้อมฉัตรที่มัวแต่ดื่มด่ำช่วงเวลาพักผ่อนของเธอก็ไม่ได้สังเกตว่าฉันจะเดินไปทางไหน ฉันเดินผ่านเคาน์เตอร์กับห้องน้ำและเลี้ยวเข้าครัว ได้ยินเสียงเปิดตู้อบและได้กลิ่นขนมปังลอยเข้าจมูก

“มากินของฟรีหรอ” นั่นแหละคำเอ่ยทักของเขาเมื่อเห็นหน้าฉัน จีกำลังดึงผ้ากันเปื้อนออกจากตัวและโยนให้เพื่อนร่วมงานอีกคนที่มาเข้าเวรต่อจากเขา “ฝากที่เหลือด้วยนะ โจ” เขาพูดกับชายหนุ่มอีกคนที่เริ่มใส่ผ้ากันเปื้อน และอ่านรายการอาหารบนกระดาษเมนูที่พนักงานเสิร์ฟส่งเข้ามาให้ทางช่องประตูเล็กๆ โจเป็นผู้ชายอีกคนที่เถ้าแก่ไม่ให้ไปป่วนเปี้ยนหน้าร้าน ถ้าฉันเป็นเถ้าแก่ก็คงทำเหมือนกัน บุคลิกของโจดูเหมือนกุ๊ย มีรอยสักเต็มตัว แม้แต่บนแก้มยังสักลายมังกรตัวเล็กๆเอาไว้เลย

“ออกเวรแล้วหรอ” ฉันถามอย่างแปลกใจ ทุกทีจีจะต้องทำงานถึงหนึ่งทุ่ม แต่นี่ออกเร็วกว่าเดิมตั้งชั่วโมง

“กำลังเสียดายเพราะอดกินของอร่อยฝีมือฉันล่ะสิ” เขายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์รู้ทัน

“เปล่า” ฉันส่ายหน้า พูดเสียงเรียบ “และมันก็ไม่ได้อร่อยมากขนาดนั้น ฉันแวะมาหาเธอแค่วันจันทร์วันเดียว และเป็นวันเดียวที่เธอให้กินฟรี ไม่ได้หมายความว่าฉันกำลังหวังว่าจะได้กินฟรีทุกครั้งที่มาหรอกนะ”

“แล้ววันนี้มาทำไม สุคิดถึงจีหรอ” ดวงตากลมโตสีน้ำตาลเป็นประกายสดใสวาววับ แล้วเขาก็หันไปหาเพื่อนร่วมงานที่กำลังทาครีมบลูเบอร์รี่บนแผ่นวาฟเฟิลอย่างคล่องแคล่ว “เฮ้ย โจ นายว่าเธอคิดถึงใช่หรือเปล่า หรือมาแค่เพราะอยากกินวาฟเฟิลฟรี”     

“คุยกันเองเว้ย” โจยักไหล่ ยิ้มขำเล็กน้อยแต่ก็วางท่าไม่สนใจ โอ๊ย หน้าฉันกำลังกลายเป็นกระทะบนเตาที่ร้อนมากพอจะทอดไข่ดาวได้ทั้งใบ พอที พอ! คุยธุระเสร็จก็รีบๆกลับ

“ฉันเอานี่มาให้” ฉันหยิบตั๋วดูละครสองใบที่ได้มาจากพ่อยื่นให้เขา “ตั๋วดูละครยิ่งใหญ่ตระการตาแห่งปี ที่นั่งวีไอพี ฉันได้มาจากพ่อเมื่อวันเสาร์”

“สุกำลังชวนจีไปเดทหรอ” ยิ้มหน้าบานเข้าไป เลิกพูดล้อเล่นบ้าๆซะดีไหมเนี่ย

“ไม่ใช่!” ฉันพูดเสียงดุดัน “แต่ฉันไปไม่ได้ เสาร์อาทิตย์นี้ต้องอยู่ทำงานกลุ่ม มันน่าเสียดายที่ได้ของฟรีมาแต่ไม่ได้ใช้ ฉันให้เธอแล้วกัน จะชวนใครไปด้วยอีกคนก็เรื่องของเธอ” วันเสาร์นี้เพื่อนฉันแต่ละคนก็ไม่มีใครว่างเลย เพราะพวกเขาต้องอยู่ทำงานกับฉันนี่ไง

“แห้ว!” เสียงของโจลอยมาจากหน้าตู้เย็น “ใครซื้อแห้วมาวะ จี! อยากกินเปล่า อ้อ ลืมไป แกกำลังกินอยู่นี่หว่า” แล้วโจก็หัวเราะดังลั่นด้วยท่าทางสะใจ “นี่ เธอ ชื่อสุใช่ไหม” อยู่ๆเขาก็หันหน้ามาถามฉัน

“ใช่ค่ะ” ฉันพยักหน้า ดูท่าทางโจจะอายุมากกว่าฉันสองสามปี พูดสุภาพไว้ก่อนดีกว่า

“บอกให้ไอ้จีเลิกพูดมากซะทีสิ มันเอาแต่พูดเรื่อง...” โจยังพูดไม่ทันจบ จีวิ่งปราดเข้าไปเอามืออุดปากของเขาไว้ แต่โจก็ไม่ยอมง่ายๆ เขาเอาหมัดสวนที่สีข้างของจี คงไม่หนักมากหรอก แต่ก็หนักพอจะดันร่างจีออกไปไกลๆได้ “อย่ามากอดแบบนี้สิวะ สยิว รีบๆไปได้แล้วไป รำคาญเว้ย จะทำงาน”

“ไปกันเถอะ” จีวิ่งเข้ามาจับมือฉัน บอกลาโจ แล้วก็ลากฉันออกไปทางประตูหลังร้าน

“ปล่อยได้แล้ว” ฉันดึงมือออก เมื่อพ้นจากประตูร้าน สงสัยว่าจีพูดมากเรื่องอะไรกับโจ แต่ฉันก็ไม่คิดจะถาม ก็ไม่ได้อยากรู้เรื่องของเขานี่ “ก็มีเพื่อนคุยสนุกสนานดีนี่” ก่อนหน้านี้บอกอยู่ว่าเหงา ไม่มีใครกล้าคุยด้วย เพราะเขาเป็นคนที่เคยถูกตราหน้าหราอยู่บนหนังสือพิมพ์  

“พี่โจเจออะไรต่ออะไรมามากกว่าฉันอีก เป็นคนประเภทที่เดินเข้าไปคุยกับนักศึกษาดีๆทั่วไปไม่ได้แน่นอน” จีบอก ร้านนี้มีพนักงานในครัวที่ไร้ประวัติบ้างไหมเนี่ย “ฉันจะไปซื้อของที่ห้าง ข้าวสารกับอาหารแมวที่ห้องจะหมดอยู่แล้ว เธอไปกับฉันได้ไหม” อยู่ๆก็เปลี่ยนเรื่องกะทันหัน แถมชวนไปห้างอีก มันไม่ใช่ใกล้ๆเลยนะ รถเมล์ก็หมดแล้วด้วย นี่มันต่างจังหวัด ไม่ใช่กรุงเทพที่มีรถเมล์ยันเกือบเที่ยงคืน ถ้าจะไปห้างตอนนี้ก็ต้องนั่งมอเตอร์ไซค์ไปอย่างเดียว อันตรายจะตาย ไม่เอาด้วยหรอก

“ฉันไม่อยากนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างตอนเย็นใกล้จะมืดแบบนี้ แล้วก็ ฉันไปไม่ได้ ต้องกลับไปทำงาน” ก็นอกจากวิชาวันจันทร์ ฉันยังมีวิชาอื่นที่ต้องอ่านและหาข้อมูลทำรายงานเดี่ยวด้วย ฉันยุ่งมากๆเลย

“มีอะไรอยากจะฝากซื้อไหม” จีพูดอย่างใจดี

“ไม่มี” นี่เพิ่งจะสัปดาห์ที่สอง ของที่ฉันจำเป็นต้องใช้ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมดง่ายๆ และฉันก็เป็นคนประหยัดมากด้วย แชมพูขวดเดียว ฉันใช้ได้เกือบสี่เดือน “งั้น ฉันไปก่อนนะ”

“อือ กลับดีๆนะ” เขาพูดไล่หลัง ขณะที่ฉันเดินด้วยความเร็วปกติห่างออกมา ใจจริงนึกอยากให้ตัวเองมีปีก จะได้บินกลับถึงห้องเร็วๆ หรือไม่ก็อยากเป็นนกจริงๆไปเลย อย่างน้อยก็ไม่ต้องรู้จักกับจีที่เป็นคน การควบคุมยากมากขึ้นทุกที ทั้งจังหวะการเต้นของหัวใจและความรู้สึก ที่น่ากลัวกว่านั้น ถึงจะพยายามหลีกเลี่ยงไม่เจอหน้า สุดท้ายฉันจะเป็นฝ่ายมาหาเอง ไม่ว่าจะมีเหตุผลหรือไม่มี จะมีข้ออ้างหรือไม่มี เราก็เจอกันได้อยู่เรื่อย

ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงอยากห้ามตัวเองมากขนาดนี้ ก็แค่ไม่อยากให้ตัวเองตกหลุมลงไป เวลาเดินตกลงไปในหลุมดินใหญ่ๆน่ะ กว่าจะปีนขึ้นมาได้ แผลเต็มตัวเลยนะ

ไม่ได้การแล้ว! ฉันจะต้องใจแข็งกว่านี้ สงบมากกว่านี้ และควบคุมตัวเองให้ได้ ฉันไม่ชอบเวลาที่รู้สึกว่ามีบางอย่างอยู่นอกเหนือการควบคุมของฉันไป โดยเฉพาะสิ่งนั้นคือความรู้สึกของฉันเอง ฉันเชื่อมาตลอดว่าคนเราสามารถควบคุมตัวเองได้ สั่งการได้ว่าอยากจะให้รู้สึกแบบไหน ฉันไม่เชื่อคำพูดที่ว่า ความรู้สึกเป็นอย่างเดียวที่มนุษย์สั่งไม่ได้ ถึงจะอ่านเจอในนวนิยายหลายเรื่อง หรือเห็นในภาพยนตร์มาเยอะแล้วก็เถอะ ขอฉันยืมคำพูดของณัชชาแล้วกัน นี่เป็นวิถีของฉันเป็นความคิดและความเชื่อของฉัน

ฉันกลับมาถึงหอพัก จอดจักรยานเข้าที่และล็อกกุญแจให้เรียบร้อย ที่เคาน์เตอร์ไม่มีใครนั่งอยู่เลย ค่อนข้างจะเป็นภาพที่แปลกตา คืออย่างน้อยถ้าป้าคุมหอไม่อยู่ ก็จะมีนักศึกษาที่กรรมการหอพักนั่งประจำตามตารางเวร เคาน์เตอร์จะไม่เคยว่าง เพราะต้องกันไม่ให้คนนอกขึ้นไปบนหอพักนักศึกษา ฉันยักไหล่ คงไม่มีอะไรหรอก อาจจะเป็นช่วงก่อนเปลี่ยนเวรก็ได้

ฉันคิดผิดถนัด บนทางเดินชั้นสองที่ควรจะโล่งว่าง กลับเต็มไปด้วยนักศึกษายืนระเกะระกะเต็มไปหมด ฉันแหวกทางพวกเธอเข้าไป และหันไปถามนักศึกษาปีหนึ่งเอกการละครคนหนึ่งที่ฉันจำหน้าได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

“ที่ห้องสองศูนย์สี่น่ะสิคะ เละเทะหมดเลย คนอื่นคุยกันว่า คงจะเป็นขโมยหรือคนมาแกล้ง นั่นเป็นห้องของพี่สุนี่ ใช่ไหมคะ”

ก็ใช่สิ ฉันไม่ได้ตอบคำถามของเธอ แต่เร่งฝีเท้าแหวกฝูงชนไปตามทางเดินจนถึงประตูหน้าห้อง ภาพที่ฉันเห็นผ่านกรอบสี่เหลี่ยมของประตูคือหายนะ หรือยิ่งกว่าหายนะเสียอีก มันเหมือนโศกนาฏกรรมนองเลือด แวบแรกฉันนึกว่าสีแดงที่เปรอะเปื้อนเต็มห้องนั้นคือเลือด แต่พอมองดีๆอีกทีถึงรู้ว่าเป็นแค่สีทาบ้าน กลิ่นสารเคมีก็ฉุนกึกขึ้นจมูก เต้ยยืนนิ่งอยู่หน้าประตูอย่างทำอะไรไม่ถูกพอๆกับฉัน ทั้งเตียง ฟูก ผ้าห่มและหมอน พื้น โต๊ะ ตู้เสื้อผ้า ของทุกชิ้นถูกละเลงด้วยสีแดง

“เวร! เวรแล้ว” เต้ยยกมือกุมขมับ เธอคงจะกลับมาถึงห้องก่อนหน้าฉันไม่กี่นาที แต่ พู่รูมเมทอีกคนยังไม่กลับมา ร่างสูงผอมบางของเต้ยเคลื่อนเข้าไปในห้องอย่างช้าๆ รอยรองเท้าแตะปรากฏเด่นชัดบนพื้นสีแดงที่ยังไม่แห้งดี เธอยกรองเท้าอย่างขยะแขยงแต่ก็จำใจต้องเดินเข้าไปถึงเตียง ผ้าปูที่นอนกลายเป็นสีแดงฉาน ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือเสื้อผ้าที่อยู่ในตู้ก็โดนสาดด้วยสีแดงเช่นกัน ฉันไม่อยากนึกภาพเสื้อผ้าของตัวเองเลยว่าจะแย่แค่ไหน

นี่มันแรงเกินไปแล้วนะ จะทำอะไรก็ต้องมีขอบเขตกันบ้าง ฉันเดินเข้ามา รู้สึกหนืดๆใต้รองเท้าแตะ ต้องดูก่อนว่ามีของชิ้นไหนพอจะเก็บไว้ใช้ได้บ้าง

“โน้ตบุ๊กฉัน ดูโน้ตบุ๊กของฉันสิ” เต้ยร้องเสียงดังลั่น คอมพิวเตอร์แสนรักของเธอก็ถูกละเลงเป็นสีแดงเช่นกัน “ฉันจะไม่ปล่อยเรื่องนี้ไปเฉยๆแน่”

“เธอจะไปไหน” ฉันถามเมื่อเห็นว่าเธอทำท่าจะเดินออกจากห้อง

“เรามีกล้องวงจรปิดไว้ทำไมเล่า” เธอพูดอย่างอารมณ์เสียแล้วสะบัดหน้าเดินออกไป ฉันหันกลับมามองปัญหาของตัวเอง คืนนี้คงนอนที่ห้องไม่ได้แล้ว ฉันคงต้องโทรหาเต้ย ขอไปนอนที่ห้องของเธอ แล้วก็ต้องซื้อของใช้ใหม่ทั้งหมด ฉันยกมือขึ้นลูบหน้าแล้วตอนนั้นเองที่คิดขึ้นมาได้ ฉันรีบขยับไปหยิบหมอนขึ้นเพื่อดูว่าสมุดกับกุญแจของลัลนายังอยู่รึเปล่า

“มีอะไรหายหรือเปล่าเธอ” เสียงเพื่อนที่อยู่ข้างห้องถามขึ้น เธอยืนเกาะประตูอย่างอยากรู้อยากเห็น แต่ไม่กล้าเดินเข้ามา

“ไม่มีอะไรหาย” ฉันโกหก ของที่หายไป ฉันไม่อาจบอกใครได้ว่ามันหายไป

- 2 -

            “เธอนอนที่นี่ได้ตลอด ไม่ต้องเกรงใจ” พร้อมฉัตรบอกอย่างใจดีขณะเปิดประตูให้ฉันเข้าไปในห้อง “เออ ลืมบอกไป วันนี้ช่าก็มานอนด้วย ฉันโทรไปเล่าให้ฟังน่ะ ช่าก็เลยบอกว่าอยากนอนเป็นเพื่อนเธออีกคน”

            ณัชชานอนเอกเขนกอยู่บนเตียงแล้ว ห้องของพร้อมฉัตรกว้างขวางและมีสองเตียงวางติดกัน ทำให้ขนาดเตียงกว้างเท่ากับคิงไซส์ ตรงท้ายเตียงมีโต๊ะวางโทรทัศน์ไว้หนึ่งเครื่อง ณัชชากำลังกดรีโมตเลือกช่องที่ชอบอย่างสบายอารมณ์ และเมื่อเห็นฉัน เธอก็ลุกขึ้นนั่ง สีหน้าของเธอแสดงความเห็นใจอย่างเต็มเปี่ยม ฉันเดินเข้าไป วางกระเป๋าเป้เลอะสีแดงไว้ที่พื้นข้างเตียง ฉันหยิบเสื้อผ้าที่พอใส่ได้ ยาสีฟัน กระดุม ติ้งและเข็มขัดของมหาวิทยาลัยมาด้วย พรุ่งนี้คงต้องยืมเสื้อพร้อมฉัตรใส่ไปก่อน ชุดนักศึกษาสีขาวของฉันเละไม่เป็นชิ้นดี

            “เธอโอเคหรือเปล่า” ณัชชาถาม ดึงให้ฉันนั่งลง “โอ๊ย ฉันถามอะไรโง่ๆสินะ เธอต้องไม่โอเคอยู่แล้ว”

            “ไม่เป็นไร มันไม่ใช่คำถามโง่ๆหรอก” ฉันส่ายหน้า รู้สึกอ่อนเพลียยังไงไม่รู้ ราวกับวันนี้ผ่านไปแล้วสี่สิบแปดชั่วโมงอย่างนั้นแหละ

            “แล้วที่หอพักมีกล้องวงจรปิดหรือเปล่า” ณัชชาถาม น้ำเสียงห่วงใย ขณะที่พร้อมฉัตรนั่งลงข้างฉัน เพื่อนทั้งสองคนขนาบข้างฉัน และนั่งชิดมาก เหมือนกลัวว่าฉันจะรู้สึกหนาว

            “มี” ฉันพยักหน้า รู้สึกว่าเสียงตอบของตัวเองดูเหนื่อยอย่างเห็นได้ชัด “พรุ่งนี้ป้าคุมหอจะเรียกช่างมาเปิดดูให้ว่ามีใครเข้าห้องฉันบ้าง เต้ยกับพู่คุยกันว่าอยากจะฟ้องตำรวจด้วยซ้ำ เพราะนี่มันเรื่องร้ายแรง เมื่อเช้าฉันกับเต้ยออกไปเรียนพร้อมกัน เราล็อกห้องแน่นหนาแล้ว แต่พอกลับมาตอนเย็น ห้องก็เป็นแบบนั้น ไม่มีร่องรอยงัดแงะ เป็นไปได้ที่คนทำเรื่องนี้จะมีกุญแจห้องเราอยู่ เขาหรือเธอเดินเข้าออกได้สบายๆเลย”

            “ในห้องมีอะไรหายไปไหม” พร้อมฉัตรถาม แขนข้างหนึ่งของเธอยกขึ้นโอบไหล่ฉัน ฉันไม่ขยับตัวปฏิเสธสัมผัสอุ่นๆหรอก ตอนนี้รู้สึกหนาวอยู่จริงๆ หนาวลงไปสุดขั้วหัวใจ

            “มี” ฉันพยักหน้าอีก “ของๆเต้ยกับพู่น่ะไม่หาย แต่ของฉันหายไป สมุดกับกุญแจของลันที่ฉันขุดเจอวันนั้น มันหายไปแล้ว”

            “อะไรนะ” ณัชชาอุทาน “บ้าหรือไงเนี่ย สั่งให้เธอไปขุดขึ้นมาแท้ๆ แต่เอาคืนด้วยวิธีนี้หรอ”

            “ฉันว่า คงอยากขู่สุด้วยแน่ๆเลย” พร้อมฉัตรพูดขึ้น “ถ้ามีกุญแจห้องอยู่แล้ว แค่เดินเข้ามาเอาของสองอย่างนั่นไปก็พอแล้วนี่ จริงไหม ไม่เห็นต้องทำลายข้าวของเลย”

            “ตามความเห็นฉันนะ มันโรคจิตแน่ ชัวร์” ณัชชาพูดพร้อมทำมือเหมือนฟันธง

            “เราปล่อยไว้ไม่ได้แล้ว” พร้อมฉัตรพูดอย่างต้องการเสนอความเห็น “ฉันว่า เราไปหาตำรวจดีไหม ถึงหมอนั่นจะขู่ว่าอย่าไป แต่นี่มันล้ำเส้นกันเกินเหตุ แค่ส่งจดหมายมาขู่พวกเราตลอดเวลา แอบตามถ่ายรูปฉัน นั่นก็หนักแล้วนะ แบบนี้น่ะ มันยิ่งทำให้เรารู้ว่า มันจะเข้าออกที่ไหนก็ได้ ทำอะไรก็ได้ ฉันรู้สึกไม่ปลอดภัยสุดๆเลย พรุ่งนี้ไปสถานีตำรวจกันเถอะ”

            “ฉันเห็นด้วยกับฉัตร” ณัชชาชูมือขึ้นสูงระดับแก้ม แล้วหันมามองฉัน

            ฉันนึกถึงข้อความข่มขู่ที่บอกว่า ถ้าฉันไปหาตำรวจ จะมีใครคนหนึ่งต้องตาย แค่คิด ขนก็ลุกซู่และใจสั่น แต่ฉันก็นึกภาพห้องของตัวเองที่เละเทะดูไม่ได้ ข้าวของเสียหาย ไม่ใช่แค่ของฉันคนเดียว แต่ของรูมเมทฉันด้วย มันมากเกินไปแล้ว ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด เพื่อนๆของฉันก็ไม่ผิด ฉันพยายามทำทุกอย่างตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด เพราะฉันไม่ต้องการให้ใครตาย แต่ฉันไม่ใช่ของเล่น ไม่ใช่ตุ๊กตา ที่นึกอยากจะกลั่นแกล้งยังไงก็ได้

            “ฉันเอาด้วย” ฉันตัดสินใจตอบ แล้วน้ำตาก็ร่วงลงมา เรื่องต่างๆมากมายที่ฉันเจอตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วหลั่งไหลออกมาทั้งหมด ฉันอดทนไว้ตั้งนาน อดทนที่จะไม่ร้องไห้เรื่องแม่แท้ๆ อดทนที่จะบอกกับป้าอรว่าฉันรู้เรื่องแม่หมดแล้วอย่างใจเย็น อดทนกับจดหมายซองสีแดงพวกนั้น อดทน อดทน จนฉันรู้สึกอยากจะปลดปล่อยออกไปบ้าง การร้องไห้ไม่ได้หมายถึงว่าฉันจะยอมแพ้ ฉันแค่ แค่ขอเวลาครู่หนึ่งเท่านั้นเอง

            ณัชชากับพร้อมฉัตรกอดฉัน พร้อมฉัตรร้องไห้ไปกับฉันด้วย ฉันไม่แปลกใจหรอก เธอเป็นคนอ่อนไหวจะตายไป ฉันรู้สึกได้ว่ามือนิ่มๆของใครไม่รู้ในสองคนนี้กำลังลูบศีรษะของฉันอย่างปลอบประโลม

            “เราจะต้องผ่านเรื่องนี้ไปได้ ผ่านไปด้วยกัน” ณัชชาพูดอย่างมั่นใจ บีบมือของฉันแน่น “ฉันไม่ยอมปล่อยให้ใครมารังแกพวกเรานานหรอก ไม่มีวัน” ในบรรดาเราทั้งสาม ณัชชาดูจะเป็นคนที่เข้มแข็งมากที่สุดแล้ว เธอไม่อ่อนไหวไปตามสถานการณ์ต่างๆ แต่รับมือได้อย่างเฉียบคม ถึงฉันจะเป็นคนใจเย็น แต่ก็ไม่อาจสู้หน้ากับปัญหาได้อย่างณัชชาแน่ๆ

            ฉันไม่รู้ว่าตัวเองร้องไห้อยู่นานแค่ไหน รู้สึกตัวอีกทีละครหลังข่าวที่เปิดทิ้งไว้ก็จบลงแล้ว น้ำตาของฉันเหือดแห้ง แต่ยังเปรอะเปื้อนเป็นคราบอยู่บนแก้ม

            “เธอไปอาบน้ำสิ จะได้รู้สึกสบาย” พร้อมฉัตรบอกแล้วลุกขึ้นยืน “ฉันต้องเอาผ้าลงไปซัก ทิ้งไว้เกือบสองสัปดาห์แล้ว ถ้าไม่ซักวันนี้ อีกสองวันฉันต้องไม่มีอะไรจะใส่แน่”

            “ไม่เอาน่าฉัตร นี่ดึกแล้วนะ” ณัชชาบ่น “ฉันกำลังจะชวนเล่นไพ่สลาฟ ต้องมีสามคน เธอก็รู้”

            “บ้าหรือไงยะ ก็ใช่ นี่ดึกแล้ว พวกเธอที่ไม่มีอะไรทำ ก็ไปนอนสิ ปล่อยให้สุนอนพักสบายๆเถอะน่า ไม่มีใครในพวกเราเล่นไพ่สลาฟชนะเธอได้ เธอก็รู้นี่ รู้ดีด้วย” พร้อมฉัตรเถียง เดินฉับๆไปที่ระเบียงหลังห้อง อุ้มตะกร้าผ้าสองใบเข้ามา วิกฤตซักเสื้อของพร้อมฉัตรไม่ใช่เรื่องเล่นจริงๆซะด้วย มันเยอะมากเลย กองพูนอัดแน่นอยู่ในทั้งสองตะกร้า

            “ก็พูดเกินไป สุชนะฉันได้สบายๆตลอดแหละย่ะ” ณัชชาปาหมอนใส่อย่างหมั่นไส้

            “เออ ฉันลืมไป ฉันต้องเป็นสลาฟให้เธอสองคนโขกสับทุกที กรุณาเล่นเกมอื่นที่ไม่ใช่เกมนี้ได้ไหมล่ะ” พร้อมฉัตรโยนหมอนกลับ มันกระแทกโดนหน้าณัชชาเต็มๆ

            “เกมอื่น เธอก็เล่นแพ้อยู่ดีแหละ ขนาดดวลเหล้ากัน เธอยังสลบก่อนเลย” ณัชชาหัวเราะอย่างร่าเริง

            “ยัยสุ สลบก่อนฉันต่างหาก แต่มันหลับเนียน” พร้อมฉัตรยกมือเท้าเอว

            “เออๆ ก็อ่อนพอกันแหละ ไม่เล่นก็ได้” ณัชชาโบกมือสะบัดอย่างยอมแพ้ “จะไปซักผ้าก็ไปสิ เดี๋ยวก็เสร็จตอนเที่ยงคืนหรอก เยอะขนาดนั้น”

            “ให้ช่วยไหม ฉัตร” ฉันถาม ก็เธอต้องอุ้มไปตั้งสองตะกร้า ห้องนี้อยู่บนชั้นสี่ซึ่งเป็นชั้นบนสุด และไม่มีลิฟต์

            “โอ๊ย ไม่ต้องๆ เธอไปอาบน้ำ ทำใจให้สบาย แล้วนอนเถอะ เรื่องแค่นี้ ฉันจัดการเองได้ ฉันทำมาเป็นร้อยครั้งแล้ว” พร้อมฉัตรไม่ได้โม้ เธออุ้มตะกร้าผ้าทั้งสองใบที่อัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้าขึ้นมาได้อย่างสบายๆ ฉันลุกขึ้นไปเปิดประตูห้องให้เธอ “ขอบใจนะ” เธอหันมายิ้มและเดินออกจากห้อง

            “เฮ้ย ฉัตร ขอยืมใช้โน้ตบุ๊กนะ” ณัชชาตะโกนไล่หลัง ฉันยังไม่ทันได้ยินเสียงอนุญาตตอบกลับมา บางทีพร้อมฉัตรอาจไม่ได้ยิน เพราะเธอเดินลงบันไดไปแล้วตอนที่ณัชชาตะโกน แต่ณัชชาก็ดูเหมือนจะไม่สนใจคำอนุญาต เธอเปิดฝาโน้ตบุ๊กที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงของพร้อมฉัตร ฉันส่ายหน้าน้อยๆแล้วก็เดินเข้าห้องน้ำ ถ้าพร้อมฉัตรกลับมาอาจจะอาละวาดเอาก็ได้ แต่ก็ช่างเถอะ สองคนนี้ทะเลาะกันตลอดอยู่แล้ว

            ห้องน้ำของพร้อมฉัตรสวยมาก กระเบื้องเป็นสีชมพูอ่อนหวานสบายตา มีฝักบัวกับเครื่องทำน้ำอุ่น ปรับอุณหภูมิได้ดังใจต้องการ สำหรับชาวบ้านอย่างฉัน ไม่กล้าแตะต้องเครื่องนั้นหรอก ฉันเปิดฝักบัวธรรมดาดีกว่า ฉันอาบน้ำ พยายามปล่อยใจให้สบาย หลังจากร้องไห้หนักขนาดนั้น ก็รู้สึกสมองปลอดโปร่งนิดหน่อย ฉันสวมเสื้อยืดตัวหลวมกับกางเกงขาสั้น แปรงฟันให้เรียบร้อย แล้วก็ออกจากห้องน้ำ ณัชชายังนั่งอยู่ที่โต๊ะข้างเตียง เปิดดูมิวสิควีดิโอของเลดี้กาก้าในยูทูป

            “มีคนโทรหาเธอสองสายแล้วแหน่ะ” ณัชชาบอก ชี้ไปทางกระเป๋าของฉัน แล้วตอนนั้นเสียงเพลงเรียกเข้าก็ดังขึ้นอีก “โอ๊ะ โทรมาอีกแล้วละ”

            ฉันนั่งยองๆตรงหน้ากระเป๋า หยิบโทรศัพท์ที่แผดเสียงร้องออกมา เมื่อเห็นชื่อคนโทรเข้า ฉันก็เงยหน้าขึ้นมองณัชชาและมองเลยไปถึงระเบียง ฉันยังไม่กดรับสายแต่เดินออกไปที่ระเบียงก่อน เลื่อนประตูกระจกปิดให้เรียบร้อย ณัชชาจะได้ไม่รู้ว่าฉันคุยกับใคร

            “จี โทรมาตอนนี้มีอะไรหรอ”

            “บัตรละครเวทีน่ะ” เขาพูดขึ้นมา “ฉันให้เถ้าแก่ไปทั้งสองใบเลยนะ”

            “อ้าว แล้วเธอไม่ไปดูหรอ” ฉันถาม รู้สึกสบายกับบรรยากาศตรงระเบียง มีสายลมยามดึกพัดอ่อนๆ กับแสงจันทร์ครึ่งเสี้ยวที่ลอยเด่นบนฟ้าโปร่ง ฉันเห็นดาวระยิบระยับแค่สองสามดวงเท่านั้น ก็ในตัวเมืองของจังหวัดมีรถราวิ่งเยอะ ไฟถนนก็เยอะ แสงพวกนั้นบดบังดาวหมดแล้ว

            “ฉันไม่รู้จะชวนใครไป อีกอย่าง เถ้าแก่ก็จะได้ไปดูกับแฟนด้วย” เขาพูดเสียงปนหัวเราะ

            “หา~ เถ้าแก่มีแฟนแล้วเรอะ” ฉันพูดอย่างตกใจ อย่างนี้พร้อมฉัตรเพื่อนฉันก็กินแห้วเต็มๆเลยสิ อุตส่าห์ไปอุดหนุนที่ร้านทุกวันเพราะอยากมองหน้าเถ้าแก่

            “ทำไมต้องตกใจด้วย” น้ำเสียงของจีเปลี่ยนไป

            “ไม่มีอะไร” ฉันบอกง่ายๆ ในใจรู้สึกเสียดายแทนเพื่อน

            “ทำไมต้องพูดเหมือนเสียดายล่ะ”

            “ก็บอกว่าไม่มีอะไร” ฉันสวนขึ้นทันที อะไรของเขาเนี่ย จะไล่ต้อนฉันเพราะเรื่องแค่นี้ทำไมกัน

            “ไม่จริงหรอก” เอาเข้าไป ฉันพูดจริงนะนั่น “เธอหลงเสน่ห์เถ้าแก่อีกคนแล้วหรอ” แมวหงอยโผล่มาอีกแล้ว ถึงจะไม่เห็นหน้า แต่ฉันก็จินตนาการภาพได้ เสียงแบบนี้ แมวหงอยเข้าสิงแน่นอน แล้วถ้าฉันหลงเสน่ห์เถ้าแก่มันจะผิดตรงไหนเล่า หรือว่าอิจฉาที่ลูกพี่ลูกน้องเสน่ห์แรงกว่า คงจะเป็นแบบนั้นแน่เลย ฉันหัวเราะออกมาเสียงไม่ดังนัก ฉันไม่กล้าหัวเราะดัง เดี๋ยวห้องข้างล่างได้ยินแล้วหาว่ารบกวน เพราะห้องข้างล่างที่อยู่ตรงกัน ก็มีผู้หญิงออกมายืนคุยโทรศัพท์ที่ระเบียง

            “หัวเราะอะไร” จีถาม เสียงชักหงุดหงิด “นี่เธอ หลงเสน่ห์พี่ฉันจริงๆหรอ” ฉันแกล้งเงียบ ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ อยากรู้ว่าจีจะพูดอะไรต่อ ฉันนึกถึงหน้าแมวเวลาโกรธขึ้นมา แมวเป็นสิ่งมีชีวิตที่ฉันมองว่าน่ารักที่สุดในโลก แม้แต่เวลาโกรธ ฉันก็รู้สึกว่ามันโกรธได้น่ารักเหลือเกิน กรงเล็บของมันกับตัวโกร่งๆเตรียมสู้ แต่ดูยังไงก็กลัวไม่ลง  เพราะมันไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด อยากอุ้มขึ้นมาปราบพยศมากกว่า แต่ฉันก็ไม่รู้แฮะ ว่าทำไมนึกถึงแมวโกรธขึ้นมาตอนนี้

            “งั้นเอาบัตรมาให้ฉันทำไม” จีพูดเสียงขึ้นจมูก น้ำเสียงขัดหู “น่าจะเอาให้เถ้าแก่ตั้งแต่แรกสิ เธอจะได้ชวนเขาไปด้วยไง ถ้าได้ไปกับเถ้าแก่ เธอคงทิ้งการบ้านไปได้ใช่ไหมล่ะ”

            “เธอหึงหรือไง” ไม่รู้อะไรดลใจให้ฉันถาม แต่พอพูดไป จะกลืนน้ำลายกลับมาก็ไม่ทันแล้ว บ้าเอ๊ย ประมาณสี่ชั่วโมงก่อน ฉันยังสั่งตัวเองว่าให้สงบเข้าไว้ เรื่องจีน่ะ ฉันต้องสงบจิตใจ ควบคุมให้ได้ อย่าปล่อยให้ตัวเองเดินตกหลุม ฉันรู้ดีว่ากว่าจะเดินขึ้นมาสู่พื้นโลกได้อีกที ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างตอนที่ฉันแอบชอบรุ่นพี่สมัยเรียนมัธยม มันเจ็บปวดมากเลยนะ ฉันถึงพยายามที่จะไม่ชอบใครอีกนับแต่นั้น

            “เปล่า” จีพูดเสียงเบา แล้วก็พูดขึ้นใหม่อย่างรีบร้อน “แค่นี้ก่อนนะ”

            “เดี๋ยวสิ!” ฉันเรียก แต่ไม่ทันแล้ว เขากดวางสายอย่างเร็วมาก ยังไม่ได้ทันได้แก้ความเข้าใจผิดเลย นี่คงคิดไปแล้วเรียบร้อยว่าฉันหลงเสน่ห์เถ้าแก่ จีคงไม่เอาไปพูดกับเถ้าแก่หรอกนะ ไม่หรอกๆ ฉันว่าเขาไม่พูด แต่ฉันรู้สึกไม่ชอบเลยแฮะที่มีคนมาเข้าใจว่าฉันแอบชอบคนที่ฉันไม่ได้ชอบน่ะ ฉันตัดสินใจโทรกลับไป รอจนเขารับสาย

            “นี่!” ฉันพูดเสียงดังขึ้นนิดหน่อย “ฉันไม่ได้ชอบเถ้าแก่ เพื่อนฉันชอบ คิดมาได้ไง ฉันเนี่ยนะหลงเสน่ห์เถ้าแก่ของเธอ ฉันไม่ได้ใจง่ายซะหน่อย” พอพูดออกไป ก็นึกขึ้นได้ อย่างนี้ก็เหมือนฉันว่าเพื่อนใจง่ายสิ “และเพื่อนฉันก็ไม่ได้ชอบมากมาย ก็แค่เป็นอาหารตาเท่านั้นแหละ เหมือนมองดารานักร้องไง แค่นี้นะ สวัสดี” แบบนี้แหละดีแล้ว ฉันกดวางสาย เดินกลับเข้าห้องอย่างโล่งใจ

            ณัชชายังนั่งดูวีดิโอในเว็บไซต์ยูทูปเหมือนเดิม เธอหันมามองฉัน สายตาจับพิรุธยังไงไม่รู้ “คุยกับใครมาหรอ? ทำสีหน้าแปลกๆ หน้าตาแปลกๆตั้งแต่ก่อนกดรับสายแล้ว” ณัชชาเท้าคางบนพนักเก้าอี้ จ้องมองฉันรอคำตอบ ฉันเริ่มเกลียดพวกช่างสังเกตแล้วสิ

            “พ่อน่ะ” ฉันโกหก พยายามทำสีหน้าเบื่อหน่ายให้เหมือนเรื่องจริงมากที่สุด แล้วกระโดดขึ้นไปนอนบนเตียงเพื่อหลบสายตาคมกริบของณัชชา

            “ไม่ยักรู้ว่าเธอกับพ่อมีปัญหากัน” ณัชชาหันไปปิดหน้าต่างเว็บไซต์ “แต่เธอก็ดูมีความสุขนะที่เห็นเขาโทรมา เอาเถอะ อย่างน้อยเขาก็ใส่ใจเธอมากกว่าพ่อฉันแน่ๆละ” เสียงของเธอหดหู่ลงเล็กน้อย ฉันจับน้ำเสียงนั้นได้

            “เธอไม่ลงรอยกับพ่อหรอ” ฉันนอนตะแคงข้าง เพื่อจะได้มองเธอถนัด

            “เราไม่คุยกันเลยต่างหาก” ณัชชาตอบ เธอปิดโน้ตบุ๊กของพร้อมฉัตรแล้วขยับตัวลงมานอนข้างฉัน ผมสีดำของเธอสยายเต็มหมอน “เขาไม่ปลื้มที่ฉันซิ้วมาเข้าเรียนที่ใหม่ เขาไม่ปลื้มอะไรในตัวฉันซะอย่าง ฉันไม่มีทางสู้พี่ชายกับพี่สาวได้ ฉันเป็นหมาหัวเน่าในครอบครัว”

            “เธอเนี่ยนะ” ฉันอึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน ถ้าใครสักคนจะเป็นหมาหัวเน่าในครอบครัวล่ะก็ ฉันไม่มีวันคิดว่าคนๆนั้นจะเป็นณัชชาอย่างแน่นอน เธอมีทุกอย่างที่ทุกคนใฝ่ฝันอยากมีเสมอ เธอมีรถขับ อาศัยอยู่ในคอนโดหรูหราใกล้มหาวิทยาลัย เธอสวยเลิศเลอ ความสามารถเพียบพร้อม และดูมีความสุขกับชีวิตเสมอ ฉันนึกภาพที่เธอจะมีครอบครัวแย่ๆไม่ออกเลยสักนิดเดียว

            “อะไรกัน เชื่อด้วยหรอยะ” เธอลุกขึ้นนั่ง เอาหมอนปาใส่หน้าฉัน “แม่คนใสซื่อเอ๊ย”

            ฉันอยากเอาหมอนอุดปากยัยนี่ เรื่องนี้ล้อเล่นได้ด้วยหรือไง ณัชชาหัวเราะขำกลิ้งจนท้องขัดท้องแข็ง ฉันได้แต่นอนราบ พยายามทำใจนิ่งเข้าไว้ ควรจะคุ้นชินกับธรรมชาติของณัชชา และการที่จะคุ้นชินได้คือต้องใจเย็นในทุกสถานการณ์ ไม่ตอบโต้อย่างรุนแรงเหมือนพร้อมฉัตร ยิ่งเถียงไป ตัวเองก็ยิ่งดูโง่กว่า ณัชชาเป็นเจ้าแม่เรื่องทะเลาะวิวาท ไม่มีใครปะทะคารมสูสีเธอได้หรอก ดังนั้น นิ่งเงียบไว้ จึงจะได้ทอง

            “เธอเกลียดพ่อของเธอไหม สุ” ณัชชาถามขึ้น เธอหยุดหัวเราะจนได้

            “เปล่าสักหน่อย” ฉันโกหก ก็กึ่งๆโกหก

            “ก็ดีแล้ว” ณัชชาบอก เธอล้มตัวลงนอนอีกครั้ง ตาจ้องมองเพดานห้อง “ฉันไม่อยากรู้หรอกว่าเธอมีปัญหาอะไร ดูท่าทางเธอไม่อยากเล่า แต่เธอดูมีความสุขจริงๆนะ เธออาจจะรักพ่อมากกว่าที่เธอคิดก็ได้” เธอนอนตะแคง หันด้านหลังให้ฉัน ณัชชชาคงจะง่วงแล้ว ท่าทางแบบนั้นเหมือนไม่อยากคุยต่อแล้ว

            ฉันรู้ รู้มาตลอดว่าตัวเองหลงเหลือความรักให้พ่อมากกว่าที่ฉันเคยคิดไว้ ฉันยังเจ็บปวดเพราะพ่ออยู่บ่อยๆ นั่นหมายความฉันเหลือความรู้สึกให้พ่อ แต่ปัญหาก็คือ เมื่อสักครู่นี้ คนที่โทรมาหาฉันและทำให้ฉันแอบดีใจได้โดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่พ่อของฉันน่ะสิ

  

- 3 -

            ฉันมีเรียนตอนสิบโมงครึ่ง นั่นหมายความว่า ฉันมีเวลาแวะกลับมาไปที่หอพักนักศึกษาเพื่อถามข่าวคราวจากป้าคุมหอว่าเมื่อไหร่จะได้ดูเทปในกล้องวงจรปิด ป้าคุมหอพูดอย่างรำคาญใส่หน้าฉันกลับมาว่าถ้าได้เมื่อไหร่จะโทรบอกเอง และฉันก็ถามเธอถึงเรื่องซ่อมแซมห้อง 204 ด้วย มันต้องทาสีใหม่ทั้งหมด ป้าก็ตอบอย่างหงุดหงิดกลับมายิ่งกว่าเดิมอีกว่า อาทิตย์หน้านั่นแหละ ถึงจะทำเรื่องเสร็จและมีช่างมาจัดการให้ นี่เท่ากับฉันต้องขออาศัยพร้อมฉัตรเป็นอาทิตย์เลย ระบบงานล่าช้าของราชการนี่มันน่าเบื่อจริง หรือป้าแกไม่กระตือรือร้นเอง ฉันก็ไม่รู้

            ฉันออกไปที่ร้านขายเสื้อนักศึกษาที่อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยด้วย ราคาค่อนข้างแพงเกินจริง แต่ฉันก็ต้องซื้อไว้ก่อนสักสามชุด จะยืมพร้อมฉัตรใส่ทุกวันก็ไม่ได้ ห้างสรรพสินค้าในช่วงนี้ก็ไม่ค่อยมีชุดนักศึกษาราคาถูกๆขายแล้ว เพราะไม่ใช่ช่วงก่อนเปิดเทอม

            ฉันมาถึงห้องเรียนสายไปห้านาที วิ่งกระหืดกระหอบขึ้นบันไดมาสี่ชั้นเพราะลิฟต์เต็มทุกตัว และเมื่อเปิดประตูห้องเข้าไป ก็คิดว่าจะได้เจอกับอาจารย์มารออยู่ก่อนแล้วซะอีก มีแต่เพื่อนร่วมชั้นทั้งสิบสี่คนนั่งทำหน้าตาเคร่งเครียดเงียบกริบ ทำเอาฉันหวนนึกถึงวันเปิดเรียนวันแรกที่ทุกคนพูดคุยกันเรื่องข้อความปริศนาทางโทรศัพท์ สายตาของฉันมองเลยไปยังจุดที่เคยนั่งประจำ และตรงนั้นเองที่ฉันเห็นสาเหตุว่าทำไมทุกคนถึงอยู่ในบรรยากาศมาคุ เพียงแต่ว่ามันเป็นสิ่งที่ฉันไม่คิดว่าจะเกิด

            ณัชชายืนจ้องเขม็ง หัวไหล่สั่นสะท้าน ท่าทางคุมอารมณ์แทบไม่อยู่ด้วยซ้ำ พร้อมฉัตรน้ำตาคลอเบ้ายืนประจันหน้ากับเธอ รอบตัวของทั้งสองคนมีกระดาษขนาดเอสี่ร่วงระเกะระกะ ฉันขยับเดินเข้าไปช้าๆ

            “เกิดอะไรขึ้น” ฉันกระซิบถามเต้ยที่นั่งอยู่ใกล้ประตูมากที่สุด

            “ดูนี่สิ” เต้ยยื่นกระดาษเอสี่ทั้งหมดห้าแผ่นให้กับฉัน “ณัชชาเอาไดอารี่ของพร้อมฉัตรในเว็บบล็อกมาซี ล็อกแจก”

            ฉันรับกระดาษพวกนั้นมาอย่างเร็ว มองแค่ผ่านตา แล้วก้าวฉับๆเข้าไปหาณัชชา เรื่องบ้าบออะไรกัน ทำไมต้องทำรุนแรงขนาดนี้ด้วย ไม่เข้าใจเลย ณัชชาทำเรื่องเลวร้ายแบบนี้ได้ยังไง เมื่อคืนเธอยังหัวเราะ พูดเล่นกับพร้อมฉัตร ทุกอย่างสงบสุขแท้ๆ ฉันหมายถึงมิตรภาพ เมื่อคืนมันดูสงบสุขมาก แต่ทำไมเช้าวันนี้ กลายเป็นอย่างนี้ไปได้

            “เธอทำอะไร” ฉันกระชากหัวไหล่ของณัชชา เธอสะบัดมือของฉันออกแทบจะทันที “เกินไปแล้วนะ เธอจะเที่ยวเอาไดอารี่ของใครมาเปิดเผยแบบนี้ไม่ได้”

            “แหกตาอ่านดูซะก่อนสิ สุ” ณัชชาโวยวายใส่ฉัน “เธอจะได้รู้ว่ายัยนี่มันตอแหลแค่ไหน” ฉันขมวดคิ้วยุ่ง แล้วก้มหน้าลงอ่านแผ่นแรก

            “อย่านะ!” พร้อมฉัตรพุ่งเข้ามาปัดกระดาษร่วงจากมือของฉัน “สุ อย่าอ่านมันนะ ได้โปรดล่ะ”

            “หยุดซะทีเถอะ” ณัชชาผลักร่างพร้อมฉัตรออกไปห่างจากฉัน “ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันไม่ค่อยชอบนิสัยเธอหลายอย่างก็จริง แต่ฉันไม่เคยคิดเลย คนที่ฉันเรียกว่าเพื่อน มันอสรพิษดีๆนี่เอง ถ้าเมื่อวานฉันไม่ได้ใช้โน้ตบุ๊กของเธอ ก็คงไม่มีวันได้รู้”

            “เธอพูดอะไร” ฉันถามอย่างงงๆ

            “ฉันรู้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วว่าพร้อมฉัตรเป็นคนส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือให้กับทุกคน” ณัชชาบอกด้วยเสียงเย็นชา ริมฝีปากของเธอยังสั่นด้วยความโกรธ “ฉันเจอบล็อกของเธอในเว็บไซต์เอ็กซ์ทีน เธอใช้ระบบล็อกอินอัตโนมัติในทุกเว็บไซต์ที่เธอมีบัญชีผู้ใช้ ฉันก็เลยเข้าได้ทั้งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ลับๆที่เธอมีไว้ใช้คุยกับเพื่อนเก่าสมัยมัธยม แล้วก็บล็อกของเธอที่บันทึกทุกอย่างเอาไว้ ทุกการกระทำของเธอ ช่วงที่สุอาบน้ำอยู่ ฉันแอบดูโทรศัพท์ของฉัตรแล้ว มันเป็นโทรศัพท์แบบใช้สองซิม ฉันก็เลยลองกดไปใช้ซิมอีกอัน แล้วก็โทรถามเต้ยว่าเบอร์โทรอะไรที่ส่งข้อความลัลนาไปหา ฉันกดเบอร์ตามนั้น แล้วทายซิว่าโทรศัพท์ของใครดัง สายเรียกเข้าสุดเริ่ดของฉัตร ยังไงล่ะ”

            ฉันมองพร้อมฉัตร เห็นดวงตาแดงก่ำกับคราบน้ำตาเต็มแก้ม ฉันไม่คิดมาก่อนว่ามันจะออกมาเป็นแบบนี้ ไม่คิดเลย แล้วเรื่องจดหมายซองสีแดงล่ะ เป็นฝีมือพร้อมฉัตรด้วยหรือเปล่า

            “แล้วจดหมายล่ะ จดหมายที่ฉันได้รับ เธอเป็นคนส่งหรือเปล่า” ฉันถามเสียงสั่น จะร้องไห้อยู่รอมร่อแล้ว

            “ไม่ ไม่ใช่นะ ฉันไม่เคยส่งจดหมายให้เธอหรือณัชชาเลย” พร้อมฉัตรส่ายหน้าปฏิเสธ เดินเข้าจับตัวฉันไว้ “เชื่อฉันนะ สุ ฉันไม่คิดจะทำร้ายจิตใจเธอ ไม่คิดเลยแม้แต่นิดเดียว เธอเป็นเพื่อนที่ฉันรักมากที่สุดแล้ว”

            “เชื่อตายล่ะ” ณัชชายกมือกอดอก “เธออยู่เบื้องหลังสาดสีใส่ห้องของสุกับเต้ยด้วยหรือเปล่า” เต้ยผุดลุกขึ้นยืนทันทีเมื่อได้ยินคำถามของณัชชา เธออ้าปากค้าง และท่าทางพร้อมจะเดินลุยเข้ามาตบพร้อมฉัตรสักฉาด เต้ยไม่ใช่คนอารมณ์เย็นมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว

            “ไม่ใช่ ฉันสาบานเลยว่าฉันเปล่า ไม่ใช่จริงๆนะ สุ” พร้อมฉัตรพูดทั้งน้ำตา “ฉันไม่ได้แตะต้องห้องของเธอเลย ฉันไม่ได้ส่งจดหมายนั่นด้วย เธอก็เห็นนี่ ฉันก็ได้จดหมายเหมือนกัน จดหมายนั้นนั่นแหละ ฉันได้ตั้งแต่ก่อนเปิดเทอม มันสั่งให้ฉันส่งข้อความไปให้ทุกคนโดยใช้ชื่อลัลนา มันขู่ว่าถ้าฉันไม่ทำ ฉันจะต้องตาย มันจะฆ่าฉันนะ สุ ช่า ฉันขอโทษ แต่ฉันทำเพราะจดหมายขู่จริงๆนะ”

            “แล้วเรื่องจูเลีย เธอจะแก้ตัวยังไง” ณัชชายังกอดอกอยู่เหมือนเดิม ท่าทางของเธอเหมือนเจ้าแม่หรือหัวหน้าแก็งค์ซ่า เธอเดินเข้าไปหาจูเลียที่นั่งอยู่ไม่ห่างนัก จูเลียถือกระดาษอยู่ในมือเช่นกัน ดูเหมือนจะอ่านทุกประโยคในนั้นแล้ว “ขอโทษสำหรับทุกอย่างนะ จูเลีย เธอคงรู้แล้วใช่ไหมว่าเรื่องจริงเป็นยังไง”

            “ฉันรู้แล้ว” จูเลียพยักหน้า ดวงตาสีน้ำเงินคู่สวยของเธอตวัดมองพร้อมฉัตรอย่างหมางเมิน

            “เกี่ยวอะไรกับจูเลีย” ฉันถามทันที งุนงงว่าทำไมอยู่ๆณัชชาดึงจูเลียเข้ามาในเรื่องนี้ด้วย

            “ลองอ่านสิ ย่อหน้าสุดท้ายนะ” จูเลียยื่นกระดาษเอสี่ให้ ฉันรับมาและกวาดสายตามองที่ย่อหน้าสุดท้าย

            พวกหน้าโง่ ยัยช่ากับจูเลียก็พอกัน มีแต่ผู้หญิงไร้สมอง มันสองคนต้องกัดกันไปตลอดจนกว่าจะเรียนจบนั่นแหละ และทายซิว่าฝีมือใคร ฉันนี่ไง ฉันฉลาดกว่าพวกหล่อนเยอะ ถือว่าแก้แค้นกับการที่ยัยช่าชอบหาเรื่องฉันก็แล้วกัน ส่วนจูเลีย ฉันไม่ได้เกลียดเธอหรอก แค่ไม่ชอบขี้หน้า

            “นี่หมายความว่าไง พร้อมฉัตร นี่มันอะไรกัน” ฉันขยำกระดาษทิ้ง รู้สึกอารมณ์โกรธกำลังพลุ่งพล่าน ถึงณัชชาจะไม่ใช่คนน่ารักอะไรมากมาย และจูเลียก็สวยเด่นจนน่าหมั่นไส้ก็เถอะ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถหาเรื่องทำลายคนสองคน ทำให้พวกเขาไม่มีความสุข

            “ฉัตรเคยมาตีซี้กับฉันตอนปีหนึ่ง แล้วหลุดปาก คือ ตอนนี้ฉันคิดว่าเธอคงแกล้งหลุดปาก” จูเลียพูดดังพอที่จะทำให้คนอื่นในห้องได้ยิน “เธอบอกว่าณัชชาไม่ชอบฉัน หมั่นไส้ฉัน ประมาณนั้นแหละ ฉันจำไม่ค่อยได้แล้ว แต่เพราะคำพูดแบบนั้น ฉันก็เลยไม่เคยมองณัชชาดีๆเลยสักครั้งเดียว”

            “ฉัตรก็พูดกับฉันเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่จะชมเธอนะ จูเลีย ชมเธอแล้วตั้งใจเปรียบเทียบกับฉัน ทำให้ฉันไม่ชอบหน้าเธอขึ้นมาจริงๆ และพอฉันเกิดไม่ชอบหน้าใครขึ้นมามากๆ ฉันก็จะทำในสิ่งที่ร้ายกาจ”  ณัชชาสารภาพ แล้วหันกลับมาที่พร้อมฉัตรอีกครั้ง “แต่ฉันว่าเลวแบบฉันก็ดีกว่าเธอล่ะ อย่างน้อยฉันก็ซื่อตรง ใช้วิธีแบบซึ่งๆหน้า สู้กันตรงๆให้ดูมีศักดิ์ศรีบ้าง ไม่ใช่ยุยง หรือทำอะไรลับหลังเพื่อนอย่างทุเรศแบบนี้”

            “แล้วที่ฉัตรพูดหมายความว่าไง จดหมายขู่อะไรกัน” คนทั้งห้องเริ่มหันไปซุบซิบกันในกลุ่มอย่างสนอกสนใจ เรื่องนี้จะทำให้พวกเขามีเรื่องไปพูดสนุกปากได้เป็นอาทิตย์แน่นอน ในที่สุดกลุ่มเพื่อนของณัชชาก็แตกเป็นเสี่ยง พร้อมฉัตรทรยศหักหลัง ณัชชาคืนดีกับจูเลีย และปริศนาเรื่องจดหมายขู่ที่สั่งให้พร้อมฉัตรส่งข้อความหาทุกคนโดยใช้ชื่อลัลนา แต่พวกเขาก็แตกประเด็นกันอีกว่า เรื่องจดหมายขู่ที่พร้อมฉัตรพูดจะเป็นเรื่องจริงมากน้อยแค่ไหน เธออาจจะแก้ตัวให้ดูน่าสงสารก็ได้ และเธอนั่นแหละสาดสีแดงใส่ห้องของฉันกับเต้ย

            ในขณะที่ทุกคนเริ่มหันไปถกเถียงกันเอง อาจารย์ก็เดินเข้าชั้นเรียนพอดี เขาสั่งให้ทุกคนกลับไปนั่งที่ บ่นเรื่องกระดาษเอสี่ที่เกลื่อนกลาดเต็มพื้น แต่เขาก็ไม่ได้หยิบขึ้นมา ดีแล้วที่เขาไม่หยิบมัน สิ่งสุดท้ายที่ฉันต้องการก็คือให้อาจารย์มารับรู้เรื่องแบบนี้ด้วย

            “ผมอยากให้พวกคุณจับกลุ่มกัน กลุ่มละสามคน ผมมีภาพให้พวกคุณดู และอยากให้แต่ละกลุ่มบรรยายสิ่งที่เห็นหรือสิ่งที่คิดออกมา จากนั้นเราจะใช้ระบบจิ๊กซอว์กัน เอาล่ะ นั่งรวมกลุ่มกันได้” อาจารย์วิชัยสั่ง เขายังเป็นวัยรุ่นไฟแรงที่เพิ่งเรียนจบได้ไม่นาน วิธีการสอนของเขามักจะน่าสนใจ อย่างเรื่องระบบจิ๊กซอว์ มันหมายถึงเมื่อคนในกลุ่มเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองได้รับแล้ว จะไปนั่งที่อีกกลุ่มหนึ่ง พูดคุยกับคนต่างกลุ่ม เวียนไปเรื่อยๆจนครบ แต่ละคนก็จะมีความคิดเห็นจากแต่ละกลุ่มสะสมอยู่ในหัว

            “อยู่ด้วยกันไหม” จูเลียถามณัชชา เป็นครั้งแรกเลยที่เธอมองณัชชาโดยไม่เหลือแววตาบาดหมาง

            “เอาสิ” ณัชชาพยักหน้า “มาเถอะ สุ ไปนั่งกับจูเลียกัน”

            “แต่ว่า...” ฉันสับสน ถ้าฉันไป แล้วพร้อมฉัตรจะอยู่กับใคร เธอก็มองมาทางฉันเช่นกัน ดวงตาบวมช้ำเพราะการร้องไห้อย่างหนัก สีหน้าของเธอกำลังเว้าวอนขอความเห็นใจ แต่ณัชชาดึงให้ฉันลุกขึ้นยืนและเดินตามเธอไป “ช่า แน่ใจหรอว่าเราต้องทำแบบนี้”

            “คนที่ควรรู้สึกผิดไม่ใช่เรานะ สุ” ณัชชาพูดอย่างใจแข็ง

            ฉันหันกลับไปมองพร้อมฉัตรอีกที เธอลุกพรวดจากเก้าอี้ คว้าประเป๋าและเดินผ่านอาจารย์วิชัยไปที่ประตู ไม่สนใจเสียงเรียกของอาจารย์ที่ตะโกนถามว่าเธอจะไปไหน ฉันเข้าใจเธอดี เข้าใจว่าเธอรู้สึกยังไง และตอนนี้ฉันก็รู้สึกผิดอย่างมากที่ทิ้งเธอ ถึงแม้ว่าเธอจะทำเรื่องไม่น่าให้อภัยเหล่านั้นก็ตาม

            ชั้นเรียนดำเนินไปตามปกติจนกระทั่งหมดชั่วโมง ทุกคนเดินออกจากห้อง ต่างคุยกันอย่างออกรสถึงกิจกรรมแสนสนุกที่อาจารย์วิชัยให้ทำเมื่อสักครู่ จูเลียเรียกให้ฉัน ณัชชา และโต้งมารวมกลุ่มกันก่อนจะไปกินข้าว พวกเราทั้งสี่คนยืนล้อมวงกันหน้าห้องเรียน

            “เรื่องงานกลุ่มของพวกเรา วิชาอาจารย์อธิกมาส” จูเลียเริ่มพูด “จะว่าไง ถ้าฉันนัดให้มาทำวันเสาร์”

            “แจ๋วเลย ฉันอยากกลับบ้านพอดี” โต้งพูดอย่างกวนๆ

            “นายจะไม่มาก็ได้นะ เราจะได้ไม่ต้องใส่ชื่อนายลงไปในงานนำเสนอไง” ณัชชาพูดอย่างร้ายกาจ

            “จะทำเรื่องทุเรศอย่างที่ทำกับเพื่อนสนิทเธองั้นสิ” โต้งเลิกคิ้วมองณัชชาอย่างกวนโมโห

            “สิ่งที่ฉันทำมันทุเรศตรงไหน คนอื่นควรจะได้รู้ว่ายัยนั่นร้ายกาจกับฉันและคนอื่นไว้ยังไงบ้าง” ณัชชาโต้กลับอย่างเผ็ดร้อน “อย่างน้อยเธอก็ดีกว่านาย ที่เอาแต่ทำตัวเหมือนกุ๊ยก็แล้วกัน”

            “อยากโดนต่อยหรือไง พูดจาเหมือนหมาดีนะเธอเนี่ย” โต้งกอดอก สายตาคมกริบมองณัชชาอย่างหาเรื่อง

            “นายมันกุ๊ย!” ณัชชาว่าเข้าให้ แล้วก็หันไปหาจูเลย “เอาตามนั้นเลย จูเลีย พรุ่งนี้เจอกัน จะทำงานที่ไหนดีล่ะ ที่คอนโดของฉันไหม มันกว้างดีนะ เก๋จะตาย”

            “อืม ตอนแรกกะจะชวนไปบ้านเช่าของฉันนะ แต่คอนโดเธอก็ได้ ซักกี่โมงดี” จูเลียเออออเป็นปี่เป็นขลุ่ย

            “เก้าโมงแล้วกัน ไม่เช้าไม่สายเกินไป” ณัชชาบอก

            “โอเค” จูเลียยิ้ม  

            ฉันประหลาดใจที่คนสองคนเคยเกลียดหน้ากันสุดๆ หันมาคุยดีกันได้จากหน้ามือเป็นหลังมือแบบนี้ เพียงในเวลาแค่ไม่ถึงสามชั่วโมง พวกเธอก็เหมือนสนิทกันมาชาติหนึ่งแล้ว ฉันไม่เข้าใจมิตรภาพของผู้หญิงเลยจริงๆ มันเปลี่ยนแปลงง่ายอย่างที่สุด ไม่มีอะไรยั่งยืนแน่นอน ดูอย่างพร้อมฉัตรสิ ใครจะคิดว่าเธอเป็นคนทำเรื่องเลวร้ายแบบนั้น เธอไม่อยู่ในรายชื่อผู้ต้องสงสัยของฉันเลย

            ตอนนี้เธออยู่ไหนนะ พร้อมฉัตรจะร้องไห้อยู่หรือเปล่า เธอจะกล้ามาสู้หน้าทุกคนไหม ถึงฉันจะเข้าใจว่าณัชชาโกรธมาก แต่วิธีการของเธอก็รุนแรงเกินไป ทำเป็นเรื่องใหญ่โตจนพร้อมฉัตรอาจไม่สามารถแบกหน้าเดินกลับเข้ามาในสังคมนี้ได้อีก

            “ยังคิดเรื่องฉัตรอยู่ใช่ไหม” ณัชชาถามอย่างรู้ดี เราสองคนกำลังเดินลงบันไดจากตึกเรียน วันศุกร์ จะมีแค่คาบเรียนตอนเช้าเท่านั้น วิชาตอนบ่ายส่วนใหญ่จะเป็น ตัวช่วยซึ่งวิชาตัวช่วยก็คือ วิชาที่แค่เข้าเรียนครบทุกครั้งจะได้เกรด A ไปครองแน่นอน จำพวกวิชาวิจารณ์ภาพยนตร์ กีฬาอย่างเปตอง แบดมินตัน และวิชาตั้งแคมป์ ถ้าไม่อยู่วันศุกร์บ่าย ก็จะเป็นตอนเช้า แบบว่าตอนเช้ามากๆอย่างหกโมงเช้าหรือตีห้า หรือตอนมืดไปเลย เรียนจบเอาสองทุ่มสามทุ่ม อะไรแบบนั้น แต่พวกเราอยู่ปีสามเทอมสองแล้ว ไม่เหลือวิชาตัวช่วยให้ลงอีกต่อไป บ่ายวันศุกร์หรือตอนสองทุ่มหรือหกโมงเช้า พวกเราจะว่างตลอดกาลแล้ว

            “ฉันรู้ว่าฉันทำเกินไป” ณัชชายอมรับเอาดื้อๆ “ฉันกำลังโมโห”

            “ทำไมเมื่อคืนเธอไม่พูดเรื่องนี้ออกมาเลย เธอบอกว่ารู้ตั้งแต่เมื่อคืน ทำไมไม่เล่าให้ฉันฟัง” ฉันถามอย่างไม่เข้าใจ เมื่อคืนเราคุยกัน จนฉันหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ พร้อมฉัตรกลับขึ้นห้องมาตอนไหน ฉันก็ไม่รู้ด้วยซ้ำ  

            “เพราะฉันรู้ว่าถ้าบอกเธอ เธอจะไม่ให้ฉันบอกใคร” ณัชชาพูดตรงๆ “ขอโทษที่ฉันทำแบบนั้นไม่ได้ ฉันรู้ว่าเธอต้องห้ามฉันแน่ แล้วเธอก็จะรอจนกว่าพร้อมฉัตรกลับขึ้นห้อง แล้วก็คุยกับฉัตรตรงนั้นเลย เธอจะให้อภัยฉัตร สงสารฉัตร และขอให้ฉันอย่าโกรธฉัตร หรือบอกเรื่องนี้ให้ใครรู้ เธอจะทำแบบนั้นใช่ไหมล่ะ”

            “ก็ใช่” ฉันพยักหน้า แน่นอนว่าฉันจะทำแบบนั้น

            “เป็นเทพีเสรีภาพหรือไงก็ไม่รู้ ส่วนฉันเป็นมารร้ายจากนรก” ณัชชาพูด

            “เธอคิดว่าเธอจะกลับไปพูดกับ...”

            “ไม่ได้!” ณัชชาบอกทันที น้ำเสียงเด็ดขาด “อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้ ฉันไม่ได้ใจเย็นแบบเธอนะสุ ใครทำอะไรก็ไม่โกรธซักอย่าง”

            “ใครบอกล่ะ” ฉันเถียง ฉันเคยโกรธนะ ทำไมจะไม่โกรธ ฉันไม่ได้ซื่อบื้อใสซื่อเสียหน่อย “ฉันโกรธนะ”

            “นี่โกรธแล้วหรอ ถามจริง” ณัชชาพูดเสียงกลั้วหัวเราะ ลอนผมสีดำเด้งดึ่งไปตลอดทางที่ลงบันไดแต่ละขั้น  “ฉันอยากทำได้แบบเธอจัง แต่พอคิดอีกที ก็ไม่ดีกว่า ฉันไม่อยากเย็นชาขนาดนี้หรอก”

            “ฉันไม่ได้เย็นชา” ฉันเย็นชาตรงไหนกันเล่า ฉันโกรธได้ หัวเราะได้ ร้องไห้ได้ ไม่เย็นชาเลยสักนิด

            “เย็นชาจ้ะ” ณัชชายิ้มยิงฟัน “ใครเป็นแฟนเธอคงเซ็งแย่ หรือไม่ก็สนุกสุดๆไปเลย เพราะต้องเดาอยู่ตลอดว่าใบหน้านิ่งๆของเธอกำลังคิดอะไรอยู่ หัดแสดงอารมณ์มากกว่านี้หน่อยสิจ๊ะ” เธอหยุดเดินแล้วหันมาหยิกแก้มฉันทั้งสองข้าง

            “ช่างฉันเถอะ” ฉันพูดเสียงอู้อี้ ดึงมือของเธอออกจากแก้มที่กลายเป็นสีแดงของฉัน “แล้วเรื่องที่เราคุยกันไว้ว่าจะทำล่ะ ที่คุยกันเมื่อวาน เธอจะเอาไง จะยังไปเหมือนเดิมไหม”

            “อ้อ เรื่องนั้น” ณัชชาพูดอย่างคิดขึ้นได้ “ฉันคิดว่าอย่าเพิ่งดีกว่า เราไม่รู้แน่ชัดว่าฉัตรเป็นคนส่งจดหมายซองแดงด้วยหรือเปล่า ถ้าเป็นจริง ฉันไม่อยากให้เรื่องบานปลายถึงตำรวจหรอก ถึงฉันจะโกรธเธอ แต่ไม่ได้มากพอถึงขนาดจะส่งเธอให้ตำรวจจัดการจนเสียประวัติหรอกนะ”

            “แต่ฉันไม่คิดว่าพร้อมฉัตรจะเป็นคนส่งจดหมายสีแดงหรอก” ฉันบอก

            “เธอจะรู้ได้ยังไงล่ะ ฉันก็ไม่เคยคิดว่าพร้อมฉัตรจะอยู่เบื้องหลังเรื่องข้อความกับจูเลียนะ” ก็ใช่ ฉันไม่อาจรู้ได้ แต่คนที่ส่งจดหมายแดงกับทำลายห้องของฉันคนนั้น คือคนที่ฉันคิดและสันนิษฐานว่าฆ่าลัลนา และพร้อมฉัตรน่ะหรือ จะเป็นฆาตกรได้ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

14 ความคิดเห็น