R E D [END]

ตอนที่ 9 : สีแดงอยู่ทุกที่ 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 76
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    30 ก.ค. 59





- 4 -

ในช่วงบ่ายณัชชาขับรถพาฉันไปห้างสรรพสินค้า ฉันต้องซื้อโน้ตบุ๊กเครื่องใหม่กับของใช้อีกหลายอย่าง ต้องขอบคุณณัชชาที่เธอมีรถ เพราะฉันซื้อของเยอะมาก ฉันโทรไปขอเงินจากพ่อมาแล้ว เขาไม่ได้ถามมากความด้วยซ้ำ ฉันแค่บอกว่าฉันจำเป็นต้องซื้อของใหม่เกือบหมด ห้องน้ำข้างบนท่อรั่ว ท่อแตก น้ำมหาศาลพรั่งพรูลงมาที่ห้องของฉัน เขาเชื่อสนิทเลย ลืมไปแล้วว่าหอพักของฉันไม่ได้มีห้องน้ำในตัวเสียหน่อย แต่ก็ดีที่เขาลืม จะได้ไม่ต้องซักถามให้มากเรื่องน่ารำคาญ

            “เธออยากได้ผ้าห่มแบบไหน ลายการ์ตูนหรือว่า ลายการ์ตูน” ณัชชาพูดประชดหน่อยๆเมื่อเห็นว่าแผนกขายผ้าห่มเหลือแต่ผ้าลายการ์ตูนสีฉูดฉาด

            “ลายการ์ตูนก็ได้จ้า” ฉันเล่นด้วย แล้วเลือกหยิบลายหมีพูห์ออกจากชั้นวาง

            “รสนิยมเก๋” เธอพูดแล้วหัวเราะ ฉันอดที่จะยิ้มน้อยๆกับเสียงหัวเราะของเธอไม่ได้

            “ไปจ่ายเงินกันเถอะ ฉันว่าครบแล้วล่ะ” ฉันมองของในรถเข็นเต็มคันรถ ไม่รู้ทั้งหมดจะราคาเท่าไหร่ “เธอลองเดาหน่อยสิ ทั้งหมดเท่าไหร่”

            “หนึ่งพันเจ็ดร้อยสิบหกบาท” ณัชชาบอกอย่างไม่ลังเล

            “มั่วรึเปล่า” ฉันถามทันที ก็เธอตอบเร็วเกินไปนี่

            “เธอไม่คาดหวังให้ฉันตอบถูกอยู่แล้วนี่ สุที่รัก” ณัชชายิ้มหวานแล้วดันรถเข็นของฉันไปข้างหน้า

            ปรากฏว่าณัชชาเดาผิดไปแค่หนึ่งร้อยสิบหกบาท ราคาของทั้งหมดคือ หนึ่งพันหกร้อยบาทกับอีกห้าสิบสตางค์ ณัชชาโม้ใหญ่ว่าเธอใกล้เคียงกับอัจฉริยะในการเดา เธอช่วยฉันแบกของกลับมาที่รถ และเสนออีกด้วยว่าของพวกนี้เอาไปไว้ที่คอนโดเธอก่อนก็ได้ ไม่ได้ทำให้ห้องดูแคบลงอย่างแน่นอน

            “แวะไปร้านแอนทีคบราวน์กันไหม?” ณัชชาถามขึ้น ฉันมองเธอทันที ไม่คิดว่าณัชชาจะอยากเหยียบร้านนั้น เหตุผลหลักๆก็คือจีทำงานที่นั่น ฉันกำลังจะเปิดประตูขึ้นรถอยู่แล้ว ตอนที่ณัชชาส่งเสียงร้องเบาๆ หยิบอะไรบางอย่างออกจากกระจกหน้ารถ ฉันเห็นว่ามันเป็นสีแดง

            “มีจ่าหน้าซองถึงเราสองคน” ณัชชาบอก ยื่นซองสีแดงที่มีชื่อฉันพิมพ์หราอยู่มาให้ เอาอีกแล้ว มันมาอีกครั้ง มีคนส่งหมายมา

 

คิดว่าฉันเป็นยัยฉัตรหรอ? ตลกตายละเธอ จะบอกให้นะ ยัยช่าคงไม่เปิดโน้ตบุ๊กของฉัตรดูหรอก ถ้าฉันไม่ได้สั่งให้เธอทำ และฉันก็รู้นะ พวกเธออยากพูดเรื่องฉันกับตำรวจเต็มแก่แล้วสิ ใช่ไหมล่ะ บอกยัยช่าด้วยนะว่า ให้ระวังตัวไว้บ้าง ถ้าขืนยังอยากปากมากพูดเรื่องฉันกับตำรวจ หล่อนจะต้องตายแน่นอน ฉันเตือนด้วยความหวังดีนะ อ้อ แล้วก็ สุจ๋า ถ้าเธอไม่ไปที่ Antique Brown วันนี้ เธอจะเสียใจไปตลอดชีวิตของเธอเลยล่ะ พูดให้ถูก คือฉันบังคับให้เธอไปนั่นแหละ แต่ต้องไปคนเดียวนะ อย่าพ่วงตัวน่ารำคาญอย่างยัยช่าไปด้วย ฉันไม่ปลื้มยัยนั่น เธอสิ เธอเป็นคนโปรดของฉัน ฉันอยากให้เธอมีความสุขซะบ้าง ไปหาจีของเธอซะ ก่อนที่จะไม่มีโอกาส แต่รีบหน่อยนะ เธอเสียเวลากับการชอปปิ้งไปเยอะแล้ว

- LANNA -

 

            มันเป็นจดหมายที่มีข้อความเขียนไว้เยอะที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้รับจาก เรดฉันขอเรียกเธอหรือเขาแบบนี้ก็แล้วกันนะ เอาแต่เรียกว่าลัลนาตัวปลอม มันรู้สึกแปลกๆยังไงไม่รู้ ฉันตั้งฉายาให้เลยแล้วกัน เวลาพูดถึงจะได้ไม่รู้สึกกระดากปากเพราะต้องเอ่ยชื่อลัลนาออกมาด้วย เรดก็สั่งให้ณัชชาทำเรื่องบางอย่างเหมือนกัน มันสั่งให้เธอไปห้องสมุด ยืมหนังสือเรื่องชายหนุ่มที่ถอนตัวจากโลก ต้องไปคนเดียว และถ้าไม่ไป จะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต ถ้อยคำคล้ายๆของฉันเลย

            ฉันรู้ว่าหนังสือเล่มนั้นเกี่ยวข้องกับลัลนายังไง มันทำให้ลัลนารู้จักกับจี สองคนนั้นรสนิยมการอ่านเหมือนกัน คืออ่านแต่หนังสือที่ฉันไม่คิดจะหยิบมาอ่านอย่างแน่นอน จะหาว่าฉันเบาปัญญาก็เอาเถอะ ฉันไม่ว่าหรอก ทันทีที่ได้ยินชื่อหนังสือดังออกจากปากของณัชชา ฉันบอกไม่ถูกว่าตัวเองตกใจหรือไม่ได้ตกใจ แต่ถ้าเรดสั่งให้ไปเอา แสดงว่ามันต้องมีบางอย่างอยู่ในหนังสือ เหมือนอย่างที่สั่งให้ฉันไปขุดเอาของจากใต้ต้นไม้ ที่แปลกก็คือ ในจดหมายฉบับล่าสุดของเรด เธอไม่อ้างความรับผิดชอบเรื่องสีแดงในห้องของฉันเลย แต่ถ้าไม่ใช่เธอ ฉันก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร ต้องเป็นเธอนั่นแหละที่ทำ อาจจะแค่ลืมเขียนถึงก็ได้

            ฉันแยกทางกับณัชชาที่หน้ามหาวิทยาลัย เธอจอดรถให้ฉันลงก่อนที่จะขับผ่านประตูรั้วขนาดใหญ่เข้าไป แสงแดดยามบ่ายสามแผดเผาถนนปูนจนร้อนระอุ ฉันไม่ชอบวันแดดแรง และไม่ชอบวันฝนตกด้วย แต่ถ้าอาศัยอยู่ในประเทศไทย มีทางเลือกแค่สองอย่างเท่านั้น คือแดดร้อนหรือฝนตก น้อยมากที่จะมีวันฟ้าโปร่ง แต่แสงแดดอ่อนเบาแสนสบาย ถ้าเป็นเมื่อร้อยปีก่อน เราอาจได้เห็น ในสภาวะโลกร้อนที่อุณหภูมิเพิ่มเป็นทวีคูณแบบนี้ ทำให้ยามกลางวันบนท้องถนนเป็นนรกบนดินดีๆนี่เอง

            ฉันเดินข้ามถนนไปอีกฝั่ง ยกกระเป๋าขึ้นบังแสงแดดอย่างสิ้นหวัง บังไปก็เท่านั้น ยังไงก็ร้อนอยู่ดี ฉันแค่ไม่อยากให้แดดส่องถูกหน้า ไม่ใช่เพราะรักสวยรักงามกลัวดำนะ แต่กลัวอาการแดดเผา

            อากาศเป็นอีกสิ่งที่จังหวัดนครปฐมแห่งนี้ไม่ต่างจากกรุงเทพที่ฉันอาศัยอยู่ตั้งแต่เกิด ตอนแรกฉันจินตนาการว่าตัวเองอาจสอบติดที่มหาวิทยาลัยทางเหนือ จะได้สัมผัสอากาศหนาวสุดขั้วกับบรรยากาศบนดอย แต่ฝันก็ล่มสลาย ฉันติดคณะอันดับสองที่เลือกไว้ คือที่นี่ จังหวัดนี้ ที่ไม่ต่างอะไรจากกรุงเทพเลยแม้แต่นิดเดียว และไม่สะดวกสบายอย่างกรุงเทพด้วย อย่างน้อยที่นั่นก็มีรถเมล์ รถสองแถวจนดึกละ แต่ที่นี่จะไปไหนหลังสี่โมงเย็น เริ่มเป็นเรื่องลำบากแล้ว คนส่วนใหญ่จึงมีรถมอเตอร์ไซค์เป็นของตัวเอง และสร้างปัญหาการจราจร

ฉันไม่กล้าขี่จักรยานนอกมหาวิทยาลัยเลย คนที่นี่ขับรถกันอันตรายยิ่งกว่ากรุงเทพซะอีก ขนาดจะเดินข้ามถนนก็ต้องระวังสุดๆ ฉันเคยเห็นนักศึกษาถูกรถชนมากับตาคู่นี้แล้ว มีข่าวรถชนนักศึกษาบ่อยที่สุดในประเทศ ที่คุณไม่เคยรู้เพราะมันไม่เคยเป็นข่าวใหญ่โต ไม่ค่อยมีใครถูกชนถึงตาย แค่บาดเจ็บเล็กน้อยจนถึงนอนหยอดน้ำข้าวต้ม

ฟังดูแล้ว มันเหมือนฉันไม่ค่อยปลื้มที่นี่ ก็ใช่ ฉันไม่ค่อยชอบ มันไม่สะดวกเหมือนกรุงเทพที่มีรถประจำทาง จะกลับดึกหรือเย็นแค่ไหนก็ได้ และอีกอย่าง ทั้งที่เป็นต่างจังหวัด แต่ไม่มีอะไรเหมือนต่างจังหวัดเลยสักนิด ฉันยังรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่กรุงเทพ แต่เป็นกรุงเทพที่ติดกรงขังนะ

ฉันเดินคิดอะไรเรื่อยเปื่อยจนใกล้ร้าน Antique Brown และภาพที่ปรากฏในสายตาแวบแรกก็คือสีแดง ฉันรีบวิ่งเข้าไปดู ประตูหน้าร้านมีป้ายแขวนว่าปิด นั่นก็เรื่องธรรมดา ร้านปิดเป็นเรื่องธรรมดา แต่ที่แปลกตาออกไปคือสีสันที่ประตูกับกระจกที่ใช้เป็นผนังร้าน ฉันแทบจะมองผ่านกระจกเข้าไปเห็นตัวร้านไม่ได้เลยด้วยซ้ำ มันถูกทาด้วยสีแดง และมีตัวอักษรเขียนไว้หราบนประตูว่า I love red

“ฉันรักสีแดง” ฉันพึมพำคำแปลออกมาด้วยเสียงสั่นเทา นี่ใช่ไหมที่เรดต้องการให้ฉันเห็น เธอบอกว่าถ้าฉันไม่มาที่นี่จะต้องเสียใจ เธอบอกว่าให้ฉันมาหาจี ก่อนที่จะไม่มีมีโอกาส

ไม่มีโอกาส เธอเขียนไว้อย่างนั้นใช่ไหม เธอเขียนว่าไม่มีโอกาส หมายถึงว่าเธอจะทำร้ายเขาหรอ หรือว่าเธอทำไปแล้ว ฉันมองประโยคภาษาอังกฤษเขียนด้วยสีแดงอีกครั้ง สีแดงเป็นสีที่ทรงพลังที่สุดในบรรดาทุกสี ให้ความรู้สึกร้อนแรง เซ็กซี่ อำนาจ และชีวิต มันหมายถึงชีวิตเพราะเป็นสีของเลือด

ฉันลนลานหาโทรศัพท์ในกระเป๋า เคยเป็นแบบนี้ไหม ยิ่งรีบยิ่งลนยิ่งช้า ทุกทีฉันเป็นคนใจเย็น แต่คราวนี้ฉันเทของในกระเป๋าออกมาหมดเลย และหยิบโทรศัพท์ขึ้นจากพื้น ไม่สนใจสมุดจดเลกเชอร์ ปากกา เศษเงิน กระเป๋าใส่เงิน ใบเสร็จของร้านเซเว่นที่ยับยู่ และเศษกระดาษที่เกลื่อนเรี่ยราด ไม่น่าแปลกใจใช่ไหมที่ฉันจะหาโทรศัทพ์เครื่องเล็กๆไม่เจอ ในเมื่อกระเป๋ารกขนาดนี้ ฉันรีบกดหาเบอร์โทรของจีและกดโทรออก

ขอร้องล่ะ อย่าเพิ่งเป็นอะไร อย่างน้อยก็อย่าเพิ่งตาย

“สุ” เสียงนุ่มๆของเขาที่ดังออกมาจากโทรศัพท์ ทำให้ฉันโล่งอกขึ้นเล็กน้อย ฟังจากน้ำเสียงที่เรียกชื่อฉัน แสดงว่ายังสบายดี

“เธออยู่ไหน” ฉันถาม น้ำเสียงร้อนรน

“กำลังจะไปที่ร้าน แล้วสุอยู่ไหน” น้ำเสียงของเขาฟังดูใจเย็น หรือว่าเขายังไม่รู้เรื่อง ยังไม่เห็นสภาพร้าน แต่เถ้าแก่จะเปิดร้านตั้งแต่บ่ายโมงนี่น่า เถ้าแก่ก็น่าจะโทรบอกจีแล้วสิ หรือไม่ก็มีคนแถวนี้โทรบอกเถ้าแก่ตั้งแต่เห็นสภาพร้านในตอนเช้าแล้ว ฉันว่าสภาพแบบนี้ เรดต้องลงมือตอนกลางคืนอย่างแน่นอน ตอนกลางวันคนพลุกพล่านเกินไป เสี่ยงต่อการเปิดเผยตัวตน

“ฉันอยู่ที่หน้าร้านเธอ”

“อืม สุเห็นแล้วสิ” คราวนี้น้ำเสียงของเขาอ่อนระโหยลงอย่างชัดเจน

“ใช่” ฉันพยักหน้า มันแก้ไม่หายนะ นิสัยคุยโทรศัพท์แล้วออกท่าทางพื้นๆอย่างนี้ “จี เกิดอะไรขึ้น ทำไมคนๆนั้นถึงได้...”

“ฉันกำลังจะถึงแล้ว เดี๋ยวค่อยคุยกันนะ” เขาตัดบทแล้ววางสายเอาดื้อๆ การบอกว่าเดี๋ยวค่อยคุยกัน มันหมายถึงว่าให้ฉันยืนรอตรงนี้ก่อนใช่หรือเปล่า ฉันก้มลงเก็บของทุกอย่างใส่กระเป๋าตามเดิมแล้วขยับตัวหลบแสงแดดใต้หลังคาผ้าใบสีเขียวสลับขาวที่ยื่นออกมา

ใจฉันไม่เป็นสุขเลย ฉันเคยคิดว่าเป้าหมายของเรดมีแค่ฉัน ณัชชาและพร้อมฉัตร ก็ในเมื่อพร้อมฉัตรเป็นคนส่งข้อความให้คนทั้งเอก ฉันจึงตัดประโยคที่ว่า เรดเล่นงานทุกคนที่เป็นเพื่อนลัลนา ออกไปได้เลย ถึงแม้ว่าเรดจะเป็นคนสั่งให้พร้อมฉัตรส่งข้อความเหล่านั้นก็ตาม แต่เธอสั่งเพราะอยากให้กลุ่มของเราแตกกันมากกว่า ใช่แล้ว มันเป็นแบบนี้นี่เอง เธอยืนยันความรับผิดชอบเรื่องที่ณัชชาเปิดโน้ตบุ๊กของพร้อมฉัตร เธอบอกว่าเธอเป็นคนสั่งให้ณัชชาทำแบบนั้น เรดตั้งใจที่จะทำให้พร้อมฉัตรกับณัชชาผิดใจกันขั้นรุนแรงถึงขนาดมองหน้ากันไม่ติด แต่ก็เหมือนเดิม ฉันไม่รู้ว่าเรดทำเพื่ออะไร

เพื่อความสนุก สะใจ อย่างนั้นหรือ เรดไม่พอใจอะไรพวกเรากันนะ ฉันค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองไม่เคยทำอะไรให้ใครเดือดร้อนมาก่อน เท่าที่ระลึกได้ ฉันไม่เคยเลย แต่ทำไมต้องมาอกสั่นขวัญแขวนทุกวันอย่างนี้ ไม่ยุติธรรมกับฉันเลย ฉันอยากจะรู้ว่าเรดเป็นใคร จะได้ถามเสียทีว่าทำไม  

ฉันนึกถึงผลมะเขือเทศที่เลอะเต็มหน้าบ้าน นึกถึงตอนที่ล้างมันออกโดยไม่ให้เพื่อนบ้านรู้ ฉันกำหมัดแน่น บอกไม่ถูกว่าโกรธหรือกลัว ความรู้สึกมันผสมปนเปจนสับสนไปหมด เรื่องมะเขือเทศเป็นแค่จุดเริ่มต้นของเรด เธอประกาศตัวออกมาว่าเป็นศัตรูกับฉัน แถมยังใช้ชื่อเพื่อนที่ตายไปแล้วลงท้ายข้อความเสมอ ชื่อที่ฉันเห็นทีไรก็ใจสะท้านไปทั้งดวง

ยัยเรดไม่ได้โผล่ไปอยู่ทุกที่ทุกเวลาพร้อมๆกัน และทำเรื่องเกินกว่าผู้หญิงคนหนึ่งจะทำได้ เธอขึ้นมาบนหอพักนักศึกษาหญิงที่ต้องใช้คีย์การ์ดเปิดประตูได้ ฉันขอบอกว่ามันไม่ได้ยากเลย ฉันลืมเอาคีย์การ์ดไปเรียนก็บ่อย แต่เข้าหอพักได้ทุกครั้ง เพราะที่นี่มีคนเข้าออกตลอด บางทีประตูก็เปิดอล่างฉ่างต้อนรับคนแปลกหน้าเต็มที่ ระบบรักษาความปลอดภัยกากจะตาย คนไทยมักจะเลินเล่อกันแบบนี้แหละ จำไว้เลยว่าทำไมคดีขโมยชุกชุม ส่วนหนึ่งก็เพราะตัวคุณเองที่สะเพร่า เรดเข้าออกที่นี่ได้สะดวกสุดๆไปเลย ป้าคุมหอหรือนักศึกษาที่นั่งเคาน์เตอร์ก็จำไม่ได้หรอกว่าใครเป็นใคร ถ้าเรดเดินอย่างมั่นใจเข้ามา พวกเธอก็จะคิดว่าเป็นนักศึกษาที่อาศัยอยู่ที่นี่ ส่วนเรื่องตุ๊กตาผ้าเลอะมะเขือเทศ เธอก็ขนขึ้นหอพักได้สบาย แค่ทำเหมือนว่ากำลังแบกของใช้มาจากบ้าน ช่วงนั้นเป็นอาทิตย์แรกของการเปิดเทอม มีคนขนของกันเยอะแยะไป

และคุณอาจถามว่าเธอไม่กลัวว่าตัวเองจะติดอยู่ในกล้องวงจรปิดหรือไง ตอนที่เธอแอบขึ้นไปบนดาดฟ้า ฉันอธิบายเรื่องนี้ได้ว่าเธอไม่จำเป็นต้องกลัวสักนิด ที่หอพักไม่มีกล้องวงจรปิดตรงบันไดและเคาน์เตอร์ชั้นล่าง และอย่าหวังว่าคนอื่นจะเป็นหูเป็นตาให้ พวกเขาไม่ทันได้สังเกตหรอก พวกเขาเป็นคนธรรมดา ไม่ใช่นักสืบเอโดกาว่า โคนัน

อ้อ ยังมีอีก ไหนๆจะอธิบายแล้ว ฉันขออธิบายความเป็นได้ที่ฉันคิดไว้ทั้งหมดเลยแล้วกัน เรื่องตุ๊กตานั่นแหละ ยังไม่จบแค่นี้ จำกันได้ใช่ไหมว่าฉัน ณัชชาและพร้อมฉัตรวิ่งไปดูที่ดาดฟ้าด้วย เจอแค่เต้ยที่ยืนตากผ้าอยู่ แต่ไม่เจอเรด เพราะเธอลงบันไดไปแล้ว คำถามคือ ทำไมไม่สวนทางกับพวกเรา นั่นง่ายมาก พอมานั่งคิดดู ก็มีแต่หนทางนั้นที่เป็นไปได้ หอพักนักศึกษามีทั้งหมดสี่ชั้น ส่วนที่แบ่งเป็นห้องให้นักศึกษาอยู่คือชั้นสองถึงชั้นสี่ และแบ่งเป็นปีกตะวันตกกับปีกตะวันออก  ระหว่างปีกทั้งสองด้านมีพื้นที่ว่างตรงกลาง สำหรับนั่งเล่น เตะบอล ซ้อมเต้น คุยโทรศัพท์ (บริเวณเดียวที่สัญญาณแจ่มที่สุดแล้ว) และอย่างอื่นอีกจิปาถะ พื้นที่ตรงนี้ไม่มีกล้องวงจรปิด จะมีกล้องแค่ตรงทางเดินในปีกตะวันออกและปีกตะวันตกเท่านั้น และตรงบริเวณนี้จะมองลงไปเห็นเหตุการณ์ข้างล่างหอพักได้ชัดเจนมากๆเลย

พอจะคิดออกไหม? ก็ระหว่างที่พวกเราตื่นตกใจกับตุ๊กตาน่ากลัวนั่น เรดก็แค่เดินสบายๆลงมาที่ชั้นใดชั้นหนึ่ง ถอดเสื้อนอกสีแดงของเธอออกวางพาดไว้บนแขน หยิบโทรศัพท์ออกมา ทำเป็นนั่งคุยโทรศัพท์อยู่ตรงที่ว่างกว้างๆระหว่างปีกตะวันตกและปีกตะวันออก และเมื่อพวกเราวิ่งหน้าตั้งขึ้นบันไดอย่างไม่ลืมหูลืมตา พวกเราพลาดที่จะเก็บรายละเอียดขณะที่วิ่งขึ้นบันไดไปดาดฟ้า หลังจากกินแห้วกลับลงมา เรดก็คงไม่นั่งอยู่ตรงนั้นแล้ว เธอคงรอให้เราวิ่งผ่านไปก่อน แล้วก็ลุกขึ้นยืน เดินลงบันไดออกจากหอพักอย่างสบายใจ

จบไปหนึ่งคดีแล้วนะ ต่อไปก็คือเรื่องที่เธอสาดสีแดงใส่ห้องฉัน ทั้งที่วันนั้นฉันกับเต้ยล็อกห้องเรียบร้อยแน่นหนาดีแล้ว ประตูหน้าใส่สายยู ประตูหลังลงกลอน อย่าเชื่ออะไรที่ตาเห็นมือสัมผัส ประตูหลังห้องของฉันปลดล็อกได้ง่ายมาก ฉันเคยลองแล้ว ลองเล่นกับพู่เมื่อเทอมที่แล้ว ใช้แค่บัตรอะไรสักอย่าง บัตรอะไรก็ได้ เอทีเอ็ม บัตรนักศึกษา บัตรห้องสมุด เอามารูดตรงช่องประตู แค่นั้นแหละ ประตูเก่าๆของเราก็เปิดหรา อีกครั้งที่ต้องขอพูดถึงนิสัยทั่วไปของคนไทยทั่วไป สะเพร่า! อันนี้ฉันว่าตัวเองด้วยนะ

ฉันรู้ทั้งรู้ว่าระเบียงหลังห้องมันเชื่อมต่อกับอีกห้องหนึ่งที่ว่างอยู่ แต่กลับไม่รายงานเรื่องประตูให้ป้าคุมหอรู้ เขาจะได้หาช่างมาทำให้ เพราะห้องข้างๆที่เป็นห้องสุดทางเดินนั้นว่างเปล่า ไม่มีใครอาศัย ฉันกลับคิดว่าดีปลอดภัยแน่ ระเบียงเชื่อมกันก็จริง แต่มันไม่มีใครอยู่นี่ เรดก็แค่เข้าห้องว่างข้างๆห้องฉัน เอ่อ ขอบอกหน่อยนะว่า ห้องที่ไม่ได้เปิดใช้ เขาไม่ล็อกประตูไว้หรอก จริงๆนะ ที่นี่น่ะ ห้องว่างก็ปล่อยไว้อย่างนั้นแหละ ใครจะเดินเข้าออกก็ได้ตามสะดวก แต่นักศึกษาส่วนใหญ่จะไม่มายุ่งกับห้องว่างหรอก ชอบจินตนาการกันว่ามีผีสางเทวดานางไม้อาศัยอยู่ ดังนั้นไม่มีใครยุ่งแน่นอนกับห้องว่างห้องนี้ ซึ่งว่างมาตั้งสองปีแล้ว ฉันถึงเลินเล่อไม่แจ้งเรื่องกลอนประตูห่วยแตกไง เรดก็แค่เดินผ่านห้องว่างห้องข้างฉัน เดินมาที่ระเบียงหน้าห้องฉัน เปิดประตูเข้ามา และเริ่มชั่วโมงศิลปะเปรอะเปื้อน

ส่วนเรื่องกล้องวงจรปิด บอกตามตรง ฉันไม่คิดว่าจะได้อะไรจากมันหรอก ถึงได้ดูภาพในกล้องนั้นก็เห็นเป็นมนุษย์ตัวสีเทาๆ และเรดก็เป็นคนรอบคอบ ไม่โผล่หน้าให้กล้องเห็นหรอก แค่พิสูจน์ได้ว่า คนร้ายที่ทำลายห้องฉันเข้าไปในห้องฉันได้ยังไงเท่านั้นแหละ ซึ่งมันคงจะเป็นอย่างที่ฉันสันนิษฐานไว้

เรื่องวิธีการส่งจดหมาย สังเกตได้ว่าเธอจะส่งมาสองแบบ คือทางไปรษณีย์กับส่งด้วยตัวเอง เธอชอบส่งจดหมายขู่ให้ณัชชา ส่งรูปภาพแอบถ่ายให้พร้อมฉัตร และส่งคำสั่งบ้าๆบอๆให้ฉัน แถมเธอยังบอกอีกว่าฉันเป็นคนโปรด ไม่น่าสงสัยเลย ฉันรู้สึกว่าโดนหนักกว่าเพื่อนอยู่ตลอด ฉันได้เห็นจดหมายของเพื่อนทั้งสองคนแล้ว พวกเขาเอาให้ดูโดยไม่ปิดบัง ฉันก็ให้ดู แค่บางฉบับเท่านั้นที่สามารถเปิดเผยได้ แต่ฉันก็คิดนะ เรดอาจส่งอะไรให้เพื่อนทั้งสองคนของฉันมากกว่าที่ฉันคิดก็ได้ ดูอย่างพร้อมฉัตรสิ เธอถูกสั่งให้ส่งข้อความ และเล่นละครตบตาฉันมาตลอด ณัชชาอาจได้รับมากกว่าจดหมายขู่หรือคำสั่งก็ได้ แต่เธอไม่ยอมบอกให้ฉันรู้ มันอาจเป็นเรื่องส่วนตัว

เรดรู้เรื่องส่วนตัวของฉันได้ยังไง นี่เป็นปัญหาที่ฉันยังคิดไม่ตก และมันทำให้เธอดูน่ากลัวกว่าเดิมเข้าไปใหญ่ เธอดันรู้เรื่องอดีตของฉันที่ฉันไม่เคยรู้มาก่อน ไม่รู้ว่าณัชชาจะโดนแบบที่ฉันโดนบ้างไหม และไม่กล้าเอามาเล่าให้ฉันฟัง เหมือนที่ฉันไม่เล่าเรื่องจดหมายบางฉบับให้เธอรู้   

หรือว่าฉันควรจะถามณัชชา ถามคืนนี้เลย ถ้าเรดดันรู้เรื่องบางอย่างในอดีตของณัชชาอีกคนล่ะก็ น่ากลัวเกินไปแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

- 5 -

            จีมาถึงพร้อมช่างรับเหมาที่จะติดกระจกหน้าร้านและทำประตูใหม่ เพื่อลบสีแดงน่าเกลียดนั้นออกไป ฉันเห็นชัดเจนเลยว่าสีหน้าของเขาเคร่งเครียด เถ้าแก่ไม่ได้มากับเขาด้วย อาจจะจัดการธุระอย่างอื่นอยู่ อย่างเช่นแจ้งตำรวจ พวกเขาต้องแจ้งตำรวจอยู่แล้ว นี่มันคดีทำลายทรัพย์สินชัดๆ เถ้าแก่ไม่ปล่อยให้ตัวการลอยนวลอย่างแน่นอน และฉันก็สาบานว่าจะไม่ปล่อยเหมือนกัน จับตัวได้เมื่อไหร่ ฉันจะส่งเรดเข้าคุก

            จียิ้มทักเพื่อบอกให้รู้ว่าเขาเห็นฉันแล้ว ก่อนจะหันไปคุยกับหัวหน้าช่างเรื่องรายละเอียดของงานที่ต้องทำ และช่วยแบกเครื่องไม้เครื่องมือลงจากรถกระบะด้วย กว่าเขาจะจัดการธุระเสร็จและปล่อยให้เป็นหน้าที่ของช่างฝีมือ เสื้อยืดสีฟ้าที่เขาใส่อยู่ก็เปียกเหงื่อเกือบทั้งตัว

            “เข้าไปข้างในกัน” จียกมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผาก ผลักประตูเดินเข้าไปข้างใน ฉันเดินตามเข้าไปติดๆ

            “เถ้าแก่อยู่ไหนหรอ” ฉันเริ่มต้นถาม เลือกนั่งที่เก้าอี้ตัวหนึ่ง จียืนอยู่หน้าพัดลมที่ติดอยู่กับผนัง ปล่อยให้ลมแรงๆพัดเข้าใส่หน้า

            “อยู่สถานีตำรวจตั้งแต่เช้าแล้วล่ะ” เขาตอบ เอามือถลกเสื้อขึ้นเพื่อให้ลมกระทบผิวกายที่เปียกชื้นเพราะเหงื่อ ฉันเบิกตาโตก่อนจะหันหน้าหนี เกรงใจกันบ้างก็ไม่ได้ ฉันเป็นผู้หญิงนะ ให้ตายสิ และไม่คุ้นชินกับการเห็นเนื้อหนังผู้ชายด้วย ถึงจะมีพี่ชายสามคน แต่พวกนั้นเคารพความเป็นสตรีของฉันจะตายไป ไม่กล้าถอดเสื้อผ้าเดินโทงๆ ถลกเสื้อให้เห็นเอวก็ยังไม่เคย แต่จีถลกซะจนฉันเห็นแผ่นหลังเปล่าๆ

            “เธอไปอาบน้ำ หรือจะเอาน้ำราดหัวก่อนก็ได้นะ” อย่ามาโป๊ให้ฉันดู ขอร้องล่ะ

            “ขอโทษที ลืมไป”

            ฉันเห็นทางหางตาว่าเขาดึงเสื้อยืดลงตามเดิม ค่อยยังชั่วหน่อย เขาเดินหายเข้าไปในครัวแล้ว ฉันไม่ได้ยินเสียงเปิดน้ำ เพราะตอนนี้เสียงเครื่องไม้เครื่องมือของช่างรับเหมาดังลั่นก้องโสตประสาท สักพักจีก็กลับออกมา ผมเปียกลู่ บนใบหน้ามีน้ำเกาะพราว เปลี่ยนเสื้อยืดเป็นตัวใหม่ และมีผ้าขนหนูสีชมพูคล้องคอ เขายื่นขวดน้ำเย็นให้ฉันแล้วนั่งลง    

            “วันนี้แวะมาแต่วันเลย” จีพูดขึ้นพลางใช้ผ้าขนหนูขยี้ผม “คงตกใจสิใช่ไหม”

            “อืม” ฉันพยักหน้า กำลังคิดอยู่ว่าควรจะเล่าให้จีฟังดีไหมว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันพบสถานการณ์สาดสีแดงใส่ข้าวของ มันอาจทำให้เขารู้สึกแย่ยิ่งกว่าเดิมก็ได้

            “เถ้าแก่บอกว่าอาจเป็นฝีมือคู่แข่งแถวนี้ก็ได้” จีบอก พ่นลมทางจมูกเบาๆอย่างเหนื่อยหน่าย ดวงตามีประกายเศร้าเมื่อเขาพูดขึ้นอีกครั้ง “ฉันไปอยู่ที่ไหนก็มีแต่ปัญหาทั้งนั้นเลย”

            “ไม่ใช่ความผิดเธอสักหน่อย” ฉันพูดทันที ถ้าจะความผิดของใคร ก็คือคนที่ทำนั่นแหละ และฉันรู้ว่าไม่ใช่คู่แข่งทางการค้าของเถ้าแก่แน่นอน เรื่องนี้เป็นฝีมือของเรดอย่างไม่ต้องสงสัย เพียงแต่ฉันปากหนัก ไม่กล้าที่จะบอกออกไป

            “เรื่องจริงนะ มีแต่ปัญหาวิ่งมาทั้งนั้น” จีเอาคางวางบนแขนทั้งสองข้างที่ซ้อนทับกัน คราวนี้ไม่ใช่แมวหงอย แต่เป็นแมวเศร้าเลยต่างหาก จะโทษตัวเองไปทำไมก็ไม่รู้ ไม่ใช่ความผิดของเขาสักนิดที่วันต่อมามีคนเอาสีแดงมาสาดใส่หน้าร้าน ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่ คงต้องเล่าออกไปแล้วล่ะมั้ง เล่าเรื่องคนโรคจิตที่ทำลายข้าวของชาวบ้าน ยุยงให้เพื่อนแตกกัน คนๆนั้นนั่นแหละ

            “ไม่ใช่หรอก ไม่ใช่คู่แข่งของเถ้าแก่” ฉันพูดขึ้นมา แล้วเรื่องต่างๆก็หลั่งไหลพรั่งพรู ทุกรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งเรดทำ รวมถึงเหตุการณ์วันนี้ที่ณัชชากับพร้อมฉัตรไม่อาจหันกลับมามองหน้ากันได้อีก ฉันรู้สึกแปลกใจที่ตัวเองไม่ได้ร้องไห้ออกมาเลย ดวงตาไม่ได้ร้อนผ่าวหรือรื้นน้ำตา ฉันเล่าทุกอย่างให้จีฟังอย่างสงบมากทีเดียว หรืออาจจะไม่ใช่ ฉันไม่ได้เล่าด้วยความสงบ แต่ด้วยความเจ็บปวดเกินกว่าจะร้องไห้ออกมาได้ต่างหาก น้ำเสียงของฉันนิ่งราวกับน้ำแข็ง เพราะฉันไม่อาจปรับเปลี่ยนน้ำเสียงของตัวเองให้ดูสดใสหรือมีอารมณ์ต่างๆได้ เรื่องราวเหล่านี้ทำให้ฉันกังวล เครียดขึง หวาดกลัว และไม่มีความสุข แต่สิ่งที่ฉันแสดงออกไป ก็แค่น้ำเสียงที่นิ่งเรียบ

            เมื่อฉันหมดเรื่องที่จะเล่า ก็เห็นว่าดวงตาสีน้ำตาลของจีกำลังจ้องมองฉันอยู่ ผมของเขาเริ่มแห้งแล้ว มันพันกันยุ่งไม่เป็นทรง ขณะที่ฉันบังเอิญจ้องรอยแผลที่แก้มขวาของเขา ฉันก็เห็นเขาเอื้อมมือใกล้เข้ามา ในช่วงก่อนที่ผิวหนังของเขาจะสัมผัสแก้ม เหมือนมีไฟฟ้าดึงดูดแทบจะช็อตฉันไปทั้งร่าง เขาลูบแก้มฉันเบาๆ นิ้วมือไล้ไปตามเส้นผมแห้งๆของฉัน เป็นครั้งแรกที่ฉันนึกถึงครีมบำรุงผมอย่างจริงจัง อยากเอามาบำรุงให้เส้นผมนุ่มสลวยกว่านี้ แต่อาจไม่ทันแล้วก็ได้

            “หนักขนาดนี้แท้ๆ ยังไม่ยอมร้องไห้อีก จะฝืนไปถึงไหน” น้ำเสียงของเขานุ่มนวล พอๆกับมือใหญ่ที่ยังวางอยู่บนแก้มของฉัน

            ดวงตาเริ่มร้อนผ่าว ภาพที่เห็นกลายเป็นภาพเบลอเพราะก้อนน้ำตา แล้วมันก็ไหลลงกระทับหลังมือของจี ฉันไม่ได้ร้องไห้เพราะเสียใจหรือหวาดกลัวเกี่ยวกับเรื่องที่ฉันเพิ่งเล่าให้เขาฟัง แต่ฉันร้องไห้เพราะฉันพ่ายแพ้แล้ว ไม่ว่าจำเป็นกำแพงหิน กำแพงเหล็ก หรือเกราะแก้วที่ฉันก่อขึ้นมา ไม่ว่าจะหายใจอย่างสงบสักกี่ครั้ง ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว ฉันต้านทานเอาไว้ไม่ได้อีกต่อไป และตอนนี้ก็มีหินก้อนใหญ่กลิ้งลงมาผลักตัวฉันตกหลุมลงไปแล้วเรียบร้อย ฉันอยู่ในหลุมที่เคยบอกกับตัวเองว่าจะไม่พลาดท่าตกลงไปเด็ดขาด

            “อยากกินอะไรเย็นๆไหม”

            ฉันได้แต่พยักหน้า พลางหยิบทิชชู่ขึ้นมาเช็ดน้ำตาและสั่งน้ำมูก บ้าเอ๊ย ไอ้คนบ้า ทำไมต้องใจดีกับฉันอย่างนี้ด้วย ใจดีกับฉันตลอดเลย มือใหญ่ของจีเลื่อนจากแก้มขึ้นไปบนศีรษะของฉัน เขาขยี้ผมของฉันเบาๆก่อนจะลุกจากเก้าอี้ เดินหายไปหลังเคาน์เตอร์

            ฉันหยุดร้องไห้ หรือพูดให้ถูก คือพยายามที่จะหยุด ไม่รู้จะโทษใครได้ถึงเรื่องความรู้สึกของตัวเองที่กำลังไปไกลออกนอกเขตการควบคุม จะโทษจีก็ไม่ได้ เขาก็แค่ใจดีไปตามเรื่องตามราว จะโทษความอ่อนแอของตัวเองในช่วงนี้ก็ไม่ได้ มันทำให้ความรู้หวั่นไหวได้ง่ายดาย ฉันต้องโทษความเป็นตัวตนของฉันเองนั่นแหละ ที่ต้านทานคนหน้าตาแบบนี้กับนิสัยแบบนี้ไม่ได้

            จีเดินกลับมาพร้อมถ้วยไอศกรีม เขาตักมาจนล้นถ้วย นี่กะให้อิ่มโดยไม่ต้องกินข้าวเย็นเลยหรือไงก็ไม่รู้ เขายื่นช้อนให้ฉันและผายมือเชื้อเชิญให้กินได้ตามสบาย

            “ฉันใส่บราวนี่ลงไปด้วยนะ” เขานั่งเท้าคาง ดวงตากลมโตสีน้ำตาลจับจ้องรอให้ฉันตักเข้าปากคำแรก ฉันเห็นบราวนี่ที่เขาใส่มาด้วยแล้ว กินพร้อมไอศกรีมก็อร่อยดี ทันทีที่ของเย็นเข้าปาก ฉันก็รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น ไม่รู้ว่าไอศกรีมมีสารเหมือนชอคโกแลตหรือเปล่า ที่เขาพูดกันว่ากินแล้วจะรู้สึกสบายใจมากขึ้นน่ะ

            “ฉันเสียใจด้วยนะ เรื่องร้านน่ะ” ฉันพูดขึ้นมา

            “ร้านไม่ได้พังซะหน่อย แค่ประตูกับกระจกเอง” เขาพูด พยายามทำท่าทางให้เหมือนกับว่าเรื่องเล็กน้อย สบายๆที่รับมือได้ไม่ยากอยู่แล้ว

            “แต่เธอก็เครียดไม่ใช่หรอ” ฉันพูดอย่างรู้ดี ก็เห็นหน้าตาของเขาตอนมาถีงร้านนี่

            “อืม เครียด” เขาพยักหน้า “แต่พอฟังเรื่องของสุแล้ว ที่ฉันโดนมันแค่เล็กน้อยเอง”

            “เธอพอจะนึกออกไหมว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือของใคร” ฉันถามอย่างจนตรอก ไม่รู้จะหันหน้าไปถามใครแล้ว รวมถึงไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นหาตัวคนๆนั้นที่ไหน ฉันตั้งใจจะตามหาให้เจอและยัดหัวมันเข้าตะรางให้ได้ แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง มันเหมือนไล่ตามจับควัน

            จีนิ่งเงียบไป เขามองลายไม้บนโต๊ะ ไม่รู้ฉันคิดไปเองหรือเปล่านะ เหมือนเขามีอะไรบางอย่างอยากจะพูด แต่ไม่แน่ใจว่าควรพูดออกมาหรือเปล่า แล้วเขาก็เงยหน้าขึ้น ยิ้มน้อยๆอย่างที่เขาชอบทำ

            “ฉันไม่รู้” เขาตอบออกมาแบบนั้น แต่ฉันกลับรู้สึกตะขิดตะขวงใจ ท่าทางแบบนั้น ไม่รู้อะไรเลยจริงๆหรือ ท่าทางแบบนั้น เหมือนมีบางอย่างปิดบังฉันอยู่ไม่ใช่หรือ “ไอติมอร่อยไหม?” เขาจงใจเปลี่ยนเรื่อง จีเป็นคนโกหกไม่เก่งเอาซะเลย ยังห่างฝีมือจากฉันอยู่หลายขุม

            “ไม่อร่อย” ฉันเอาช้อนจิ้มเนื้อไอศกรีมให้เละๆ มันจะดูเหมือนฉันแหยะกับรสชาติไงละ

            “โกหก!” จีพูดเสียงแข็ง

            “จีก็โกหก” ฉันสวนกลับทันที

            “ฉันโกหกอะไรเธอ” เขากะพริบตาอย่างแปลกใจ ฉันนั่งเงียบ ตักไอศกรีมเข้าปาก แล้วโกยบราวนี่เอาไว้บนช้อน “นี่ ตกลงว่าฉันไปโกหกอะไรเธอไม่ทราบ” เขาถามอีกรอบ

            “ที่บอกว่าไม่รู้ไงล่ะ” ฉันพูดออกมา และวางช้อนลงบนถ้วย “เธอมีเรื่องที่สงสัยอยู่ใช่ไหม ตอนที่ฉันถามว่าพอจะคิดออกหรือรู้ไหมว่าใครทำเรื่องแบบนี้ เธอทำท่าเหมือนอยากจะพูดบางอย่าง แต่ก็ไม่พูด แสดงว่าเธอมีคนที่เธอสงสัยอยู่ใช่หรือเปล่า ก็แค่อยากรู้เท่านั้นแหละว่าเธอสงสัยใคร”

            “สุเรียนผิดคณะแล้วละ” เขาว่า แล้วทำหน้าตามู่ทู่ “ทำไมไม่ไปเรียนเป็นตำรวจสืบสวนซะเลยล่ะ ช่างสังเกตซะขนาดนี้” จีพูดเหมือนประชดหน่อยๆ

            “แล้วที่ฉันสังเกตมันถูกหรือเปล่าล่ะ” ฉันถาม หรี่ตาลงมองเขาอย่างจับผิด เขามองฉันแล้วก็หันไปมองทางอื่น ท่าทางครุ่นคิด ชั่งใจว่าจะพูดออกมาดีหรือเปล่า เขาหันกลับมาหาฉัน ดวงตาสีน้ำตาลฉายแววจริงจังมากอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน

            “ถ้าพูดออกไป สุอย่าโกรธนะ” จีบอกด้วยน้ำเสียงขึงขัง

            “ฉันจะไม่โกรธ” ทำอย่างกับเคยโกรธเขาได้อย่างนั้นแหละ ฉันไม่ค่อยชอบโกรธใครอยู่แล้ว เขาเองก็ไม่เคยโกรธฉันเหมือนกัน อย่างตอนที่เขาโมโหใส่ที่ฉันยืนยันว่าจะไม่บอกตำรวจเด็ดขาด เขาก็แค่ฉุนเฉียว แล้ววันต่อมาก็กวนประสาทฉันเหมือนเดิม

            “สุไม่คิดหรอว่าอาจจะเป็นณัชชาก็ได้”  

            “หา!” ฉันอุทาน อ้าปากค้าง หุบปากลง แล้วก็อ้าขึ้น ตั้งใจจะถามว่าอะไรทำให้เขาคิดแบบนั้น แต่ก็ยังไม่ทันได้ถาม มีคนอื่นมาขัดจังหวะฉันซะก่อน และคนๆนั้นก็เป็นเถ้าแก่ของจี เขาเดินเข้ามาหยุดตรงโต๊ะของเราสองคน แล้วเอ่ยทักฉัน

            “ว่าไง สุ” เขาทักง่ายๆสั้นๆ ฉันยังไม่ทันได้ทักตอบ เขาก็ดึงจีให้ลุกจากเก้าอี้ “เอ็งมานี่ก่อน มีเรื่องจะคุยด้วย ขอยืมตัวมันก่อนนะ สุ” พูดจบ เถ้าแก่ก็ใช้พลังมหาศาลลากจีเข้าครัว ฉันมองตาปริบๆตามทั้งคู่ไป สงสัยจังว่าจะคุยเรื่องอะไรบ้าง เถ้าแก่อาจจะเล่าให้ฟังว่าตำรวจมีข้อสันนิษฐานอย่างไร ฉันกัดริมฝีปาก ต่อสู้กับความอยากรู้อยากเห็นของตัวเอง

            เชื่อเถอะ ความอยากรู้อยากเห็นมันเอาชนะได้ทุกครั้ง ฉันลุกขึ้นยืนเดินอย่างรวดเร็วไปที่หน้าประตูครัว ไม่ต้องกลัวว่าคนข้างในจะได้ยินเสียงฝีเท้า เพราะข้างนอกนี่หนวกหูจะตายไป พวกช่างกำลังทำงานอย่างขะมักเขม้นเลยละ ฉันเอาหูแนบที่ช่องว่างระหว่างประตูทั้งสองบาน ดูแล้วจำไว้นะเด็กๆ ที่เขาบอกว่า หน้าต่างมีหู ประตูมีช่องน่ะเรื่องจริง ถ้าอยากฟังอะไรข้ามห้อง ก็ต้องเอาหูมาแนบตรงช่องนี้แหละ แต่ฉันก็ฟังไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ ข้างนอกนี้เสียงดัง จนกระทั่งเถ้าแก่เริ่มพูดใส่อารมณ์ ฉันจึงพอได้ยินบ้าง

            “ไม่รู้ละ จี ยังไงเอ็งก็ต้องโทรไป” นั่นเป็นเสียงของเถ้าแก่ ฉันไม่ได้ยินว่าจีตอบเขาว่ายังไง แต่ในนาทีต่อมา เสียงของเถ้าแก่ก็ระเบิดขึ้นอีก “พอทีเถอะหว่ะ เห็นๆกันอยู่ ว่านี่มัน...” เสียงของเถ้าแก่ขาดหาย ฉันเดาว่าจีคงเถียงเขา แต่ด้วยน้ำเสียงที่เบากว่าและใจเย็นมากกว่า ฉันอยากให้จีพูดเสียงดังกว่านี้ เพราะฉันไม่ได้ยินที่เขาพูดเลยสักนิดเดียว เสียดาย!

            “โทรซะ นี่เป็นคำขาด บอกพ่อเอ็งซะให้หมดเลย” เถ้าแก่พูดไว้เพียงแค่นั้น ฉันได้ยินเสียงฝีเท้าตึงตังกำลังเข้ามาใกล้ประตู ฉันจึงรีบวิ่งกลับไปที่โต๊ะ ทันเวลาพอดีกับตอนที่เถ้าแก่เปิดประตูออกจากห้องครัว เถ้าแก่ไม่ได้หันมายิ้มให้ฉันด้วยซ้ำ เขามีท่าทางฉุนเฉียวขณะที่เดินออกนอกร้านไป ฉันละสายตาจากเถ้าแก่และหันกลับมามองในร้าน จีเพิ่งเดินออกมา สีหน้ายุ่งเหยิง ดูอารมณ์ไม่ดีพอๆกัน

            “จี” ฉันเรียกเขาเบาๆ

            “ไม่มีอะไรหรอก” เขาบอกเสียงเรียบ ดูยังไงก็รู้ว่าโกหก ก็ฉันได้ยินนี่ว่าเขาสองคนทะเลาะกัน และมีเรื่องเกี่ยวกับพ่อของจีเข้ามาเกี่ยวด้วย คนๆนั้นที่จีไม่อยากจะพูดถึงมากที่สุด เขายังไม่เคยเล่าเรื่องครอบครัวให้ฉันฟังเลยแม้แต่ครั้งเดียว บอกว่านั่นเป็นเรื่องเดียวเกี่ยวกับตัวเขา ที่เขาไม่อยากจะพูดถึง ซึ่งฉันก็เข้าใจดี ฉันก็ไม่ต่างจากเขาหรอกในเรื่องนี้

            “สุกลับไปก่อนเถอะ” คำพูดนั้นเหมือนไล่อ้อมๆ แต่เป็นการไล่อย่างสุภาพ ฉันอ้าปากอยากจะถามเกี่ยวกับเรื่องที่ได้ยิน แต่ก็ตัดสินใจนิ่งเงียบไว้ดีกว่า ไม่อยากให้เขารู้ว่าฉันไปแอบฟัง

            “เธอไม่เป็นไรแน่นะ ดูท่าทางเถ้าแก่โกรธๆยังไงไม่รู้” ฉันเลือกที่จะพูดอย่างนี้แทน

            “ฉันไม่เป็นไร แค่เรื่องเกี่ยวกับร้านน่ะ” จีพยายามที่จะยิ้ม อย่างน้อยเขาก็พยายามทำเหมือนตัวเองยังสบายดี ฉันว่าคงเป็นเพราะเถ้าแก่บังคับให้โทรหาพ่อแน่ๆ จีถึงอยู่ในอาการแบบนี้ “สุกลับไปเถอะ ฉันมีเรื่องอื่นที่ต้องทำอีก” อย่างเช่นโทรหาพ่อ ฉันต่อคำพูดให้ในใจ ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมต้องบังคับให้โทรหาก็เถอะ แต่เรื่องในครอบครัวก็คือเรื่องในครอบครัว คนนอกอย่างฉันไม่มีวันเข้าใจหรอก

            “อือ ได้ๆ” ฉันพยักหน้า ลุกขึ้นยืนและคว้ากระเป๋ามาสะพาย “งั้น ไปนะ”

            ฉันเดินออกจากร้าน เรื่องสงสัยยังมีอยู่เต็มสมอง รวมถึงเรื่องที่เขาถามฉันว่าไม่คิดจะสงสัยณัชชาบ้างเลยหรือ ใช่แล้วละ ฉันไม่เคยคิดสงสัยคนใกล้ตัวมากอย่างนั้นมาก่อน ถึงณัชชาจะมีข้อเสียหลายอย่าง มีหลายเรื่องที่เคยปิดบัง เรื่องจีก็อย่างหนึ่ง เรื่องที่พยายามกันทุกคนออกจากจีก็อีกอย่างหนึ่ง แต่ฉันไม่คิดว่าเป็นเธอหรอก ถ้าทำแบบนี้แล้วจะได้อะไรขึ้นมาเล่า ณัชชารักสนุกก็จริง แต่ไม่ทำอะไรน่ารังเกียจแบบนี้แน่ แล้วเธอน่ะหรือจะรู้เรื่องอดีตของฉันมากมายอย่างนั้น เธอจะรู้เรื่องแม่จริงๆของฉันได้ยังไง ณัชชาไม่ใช่เรดหรอก ไม่มีทางเป็นไปได้

            ถึงฉันจะคิดแบบนั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความสงสัยในตัวณัชชากำลังก่อเป็นรูปเป็นร่างขึ้นอย่างลับๆ ภายใต้จิตสำนึกของตัวเอง

 

 

 

 

           

             

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

14 ความคิดเห็น