ไข่มุกจันทรา ( 月亮之珠 )

ตอนที่ 10 : บทที่9 : ความแค้นที่ไม่อาจลืมเลือน (เนื้อหาเรียบเรียงใหม่ทั้งหมด)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 736
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 44 ครั้ง
    21 ธ.ค. 61


ไข่มุกจันทรา (月亮之 )

บทที่9 ความแค้นที่ไม่อาจลืมเลือน

                        บนยอดเขาเหิงซานเหนือเป็นที่ตั้งของพระราชวังเหิงซานเป่ยกง ซูเซียวหว่างโฮ่วยืนมองขึ้นไปท้องฟ้าจากระเบียงตำหนักด้วยสายตาที่ไม่อาจคาดเดาได้ ในมือของนางถือประคำหินสีแดงเอาไว้ ประคำหินสีแดงนี้คือผลึกเลือดทั้งหมดในตัวนาง ในวันที่นางหลบหนีจากคุกสวรรค์ได้รับบาดเจ็บสาหัส เลือดแห่งความแค้นทุกหยดที่ไหลรินออกมาจากกายนางได้ตกผลึกแข็งกลายเป็นก้อน นางจึงเก็บมาทำประคำและพกพาติดตัวเพื่อย้ำเตือนความจำว่าสวรรค์เคยทำร้ายนางอย่างไร

                “ซูเซียว เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่รึ” เฝิงเฉินกุ่ยจวินเห็นราชินีแห่งตนเหมือนมีเรื่องทุกข์ร้อนใจ จึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

                “ท่านพี่ น้องแค่คิดว่าจะแก้แค้นสวรรค์อย่างไรดี”

                “ซูเซียว เจ้าเป็นแก้วตาดวงใจของข้า ข้าทุ่มเทเพื่อพาเจ้ามาอยู่กับข้า ข้าย่อมไม่ปล่อยให้คนที่ทำร้ายเจ้าลอยนวลไปได้แน่  สักวันหนึ่งข้าจะทำให้สวรรค์ก้มสิโรราบให้ข้า ราชาปีศาจเฝิงเฉิน สามภพต้องเป็นของข้า”

                        “จิ่นกวางเทียนจวิน ข้าไม่ลืมว่าท่านทำร้ายข้าเช่นไร ข้าทุ่มเทฝึกฝนมานับพันปีก็เพราะเพื่อแก้แค้นท่าน อีกไม่นานแล้ว อีกไม่นานข้าจะสำเร็จวิชามารขั้นสูงสุด พวกท่านระวังตัวให้ดีเถอะ” นางยิ้มอย่างอำมหิต มือยังคงเลื่อนลูกประคำสีแดงไปเรื่อยๆ ขณะที่ดวงตามองทะลุผ่านก่อนเมฆบนฟ้าไปถึงสรวงสวรรค์

                ......................................................................................................................................................

                “ข้าได้ยินมาว่าเผ่าปีศาจกำลังรวบรวมกำลังพลเพื่อก่อสงคราม หานโจวซ่างเสินก็ยังคงลุ่มหลงมัวเมาในความรักอยู่เช่นนี้ หากเฝิงเฉินกุ่ยจวินคิดทำการใหญ่ขึ้นมาจริงๆ จะทำเช่นไรดี” เทียนจวินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เป็นกังวลอยู่ไม่น้อย

                        “ก่อนเผ่าปีศาจยกทัพก่อสงคราม ข้าต้องดึงสติปัญญาหานโจวให้ตื่นจากความลุ่มหลงให้ได้เสียก่อน”เทพบิดรกล่าว

                แม้จะเรื่องนี้จะมีเทพบิดรเป็นที่ปรึกษา ทว่าจิ่นกวางเทียนจวินก็ยังไม่เห็นทางออกที่ดีนัก “แต่การจะฆ่านางไม่ใช่เรื่องง่ายนัก จิตมารในตัวนาง ทั้งความทรงจำและพลังอำนาจได้ตื่นขึ้นแล้ว หากกล่าวว่านางเหนือกว่าเราก็ย่อมได้”

                เทพบิดรพยักหน้ายอมรับ “เพราะเป็นเช่นนั้น ข้าจึงมิอาจวู่วาม ถึงแม้นว่าความทรงจำและพลังที่แท้จริงของนางกลับคืนแล้ว แต่เพราะมีหานโจวอยู่เคียงข้างนางจึงสงบ หากข้าดึงหานโจวออกมาโดยไม่ไตร่ตรองให้ดีจะทำให้นางโกรธจนคลุ้มคลั่งเอาได้”

                “ความรักของพวกเขาช่างเหนียวแน่นนัก แม้นพลัดพรากจากกันยังตามหากันจนเจอ”

“เป็นเพราะพวกเขาอุบัติขึ้นและเติบโตทันที มิได้ผ่านการฝึกฝนตบะมาก่อน จึงทำตามใจ แต่ข้าเชื่อว่าการเวียนว่ายเกิด ดับในห้วงทุกข์ จะสอนให้พวกเขาให้รู้จักความจริงสูงสุดแห่งเต๋าอย่างแท้จริง” เทพบิดรถอนหายใจยาว “ยามนี้ผู้หลงมัวเมาในรักไม่ใช่เพียงแต่นาง แต่เป็นหานโจวก็ด้วย เพียงแต่จะรอให้พวกเขามองเห็นความจริงคงไม่ทันการณ์ ข้าต้องทำบางสิ่งเพื่อให้หานโจวเห็นผลลัพธ์ด้วยตนเองเสียแล้ว”

                “ท่านจะทำเช่นไร”

                “ข้ามีวิธี ท่านแค่ทำตามที่ข้าร้องของก็พอแล้ว”

..............................................................................................................................................................................

                หานโจวนอนพักผ่อนอยู่ในกระท่อม เหม่ยจูจึงปลอมตัวโดยใช้ผ้าคลุมศีรษะปกปิดเส้นผมจนมิดชิด และมีผ้าปิดปาก ก่อนจะเข้าป่าเก็บผลไม้ เพื่อเอาไปแลกผักและข้าวสารในตลาดกลับมาทำอาหารให้สามีนางได้กิน ระหว่างเดินทางกลับ นางได้พบกับชายชราผมขาวโพลนยืนรอนางใต้ร่มไม้ใหญ่ เพียงเห็นอยู่ไกลๆนางก็จำได้ดีว่าชายผู้นั้นคือใคร

                “เทพบิดร” แม้นอีกฝ่ายยังไม่ได้เอ่ยถึงสาเหตุการมา แต่นางย่อมรู้ดีแก่ใจ จึงได้ก้มหน้าเพราะละอายแก่ใจ

                “มหาเทวี” เทพบิดรเดินเข้ามาหยุดใกล้นางและพิจารณาอย่างละเอียด “ดูเหมือนว่าท่านได้ความทรงจำและพลังทั้งหมดกลับคืนมาแล้ว”

                        “ท่านพูดถูก ข้าจำทุกอย่างได้หมดแล้ว”

“แล้วท่านจำได้หรือไม่ ว่าท่านเคยให้สัญญาแก่ข้าว่าจะไปจากหานโจว เหตุใดท่านถึงผิดคำพูด”

                “ข้าขออภัยท่านด้วย เป็นความผิดของข้าเองที่ใจอ่อนเกินไป” นางยอมรับผิดทุกอย่าง

                “ท่านรู้หรือไม่ยามนี้ใต้หล้ากำลังมีภัย เผ่าปีศาจกำลังรวบรวมกองพลเพื่อต่อกรสวรรค์ แต่แม่ทัพสวรรค์กลับลุ่มหลงมัวเมาในความรัก ทิ้งหน้าที่ละทิ้งทุกสิ่งไม่สนใจความเป็นความตายของสามภพ หมกมุ่นอยู่แต่กับสตรี ละทิ้งการงาน นี่คือความต้องการของท่านจริงๆหรือ” เทพบิดรบอกความจริงทั้งหมดต่อนาง เพื่อให้นางได้สำนึก ในใจหาได้มีความรังเกียจไม่ ทว่าที่ต้องขัดขวางความรักของทั้งคู่นั้นก็เพื่อปกป้องหานโจวและสามภพให้ปลอดภัยเท่านั้น

                        “นั่นย่อมไม่ใช่ความต้องการของข้าแน่” นางบอกในแววตาของนางมีแต่ความลังเล ใจหนึ่งอยากรั้งเอาไว้ ใจหนึ่งอยากปล่อยเขาไป แต่ที่เทพบิดรกล่าวมาทั้งก็มีเหตุผลที่ไม่อาจปฏิเสธได้

                “ที่ผ่านมาข้าไม่เข้ามาขัดขวางท่าน เพราะต้องการให้ท่านเห็นความจริงด้วยตนเองว่าเป็นเช่นไร และท่านก็ได้เห็นแล้วว่ายิ่งท่านดึงดันอยู่ด้วยกันจะส่งผลต่อหานโจวอย่างไร ไม่ช้าไม่นานเขาอาจต้องตายเพราะน้ำมือของท่าน ท่านอยากให้เขาตายอย่างนั้นรึ”

                “ข้า” นางพูดไม่ออก ได้แต่นึกถึงช่วงเวลาทั้งหมดที่ทำให้หานโจวต้องมาลำบากไปพร้อมกับนาง และร้องไห้ออกมา “ข้าไม่ได้อยากให้เขาตาย”

                “เมื่อท่านรู้แก่ใจดีแล้ว ท่านก็จงปล่อยหานโจวเสียเถิด”

                        “หากข้าไม่ยอมปล่อยเล่า ท่านจะทำเช่นไร”

                “มหาเทวีความผิดที่ท่านทำลายโดมผลึกแก้วและหลบหนีลงเกิดยังไม่ได้รับการชดใช้ โทษที่ขัดขืนต่ออาญาสวรรค์ถึงอย่างไรท่านก็ไม่มีสิทธิ์ต่อรอง”

                        “ข้าพยายามหลบหนีจากโดมผลึกแก้วก็จริง แต่เป็นเพราะพวกท่านไม่ใช่หรือที่ทำให้ข้าต้องตาย ทำให้ข้าไม่มีทางเลือก”จู่ๆนางก็เริ่มโกรธ

                “มหาเทวีโปรดสงบอารมณ์ก่อนเถิด”

                        “ข้าไม่เหมือนพวกท่านที่เอาแต่บอกให้ข้าปล่อยเขาไป แต่ท่านลืมไปแล้วหรืออย่างไรเขาเป็นสามีของข้า และหากข้าไม่ปล่อยเขาไป และวันหนึ่งเขาเป็นเหมือนข้า ท่านจะฆ่าเขาเหมือนที่ท่านพยายามฆ่าข้าใช่หรือไม่” นางถามกลับอย่างคับแค้นใจ

                เทพบิดรมองนางอย่างสงบ หาได้มีท่าทีหวาดกลัวต่อนางสักนิด “หากท่านยังดื้อดึง ก็จำเป็นต้องทำ”

                “แม้นเขาเป็นบุตรของท่าน ท่านก็คิดจะทำหรือ”

“ท่านกลัวหรือ”

                “ลำพังตัวข้าไม่เคยหวั่นกลัวต่อความตาย และข้าไม่เคยหวาดกลัวสิ่งใด แต่มีเพียงสิ่งเดียวที่ข้าหวาดกลัว คือข้าไม่ต้องการเห็นเขามีอันเป็นไปอีก”

“แน่นอนว่าหากท่านไม่ยอมทำตามเงื่อนไขของข้า ข้าย่อมต้องทำเช่นเดียวกันกับที่ทำกับท่าน” เทพบิดรกล่าวน้ำเสียงเย็นชา

“แต่เขาเป็นบุตรของท่านนะ ท่านจะทำให้เขาทุกข์ทรมานได้อย่างไร” เหม่ยจูตกใจที่ได้ยินคำตอบ

“หากท่านไม่ต้องการเห็นเขาเจ็บปวด ท่านจงทำตามที่ข้าร้องขอเสียเถอะ”

“ถ้าเช่นนั้นข้ามีอีกหนึ่งคำถาม หลังจากปล่อยเขาไป แล้วข้าเล่าท่านจะทำอย่างไร ขังข้าหรือว่าฆ่าข้า”

“เรื่องนั้นเทียนจวินจะเป็นผู้ตัดสินท่านเอง”

“ ฮ่าๆ” พอได้ยินดังนั้นนางจึงหัวเราะออกมา นางรู้อยู่แล้วว่าถึงแม้นนางปล่อยหานโจวตามคำขอ เทพบิดรและเทียนจวินคงก็ไม่ปล่อยนางไว้แน่ แต่เพราะเห็นแก่ความปลอดภัยของคนรักทำให้นางตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวแล้วว่า ควรจบความสัมพันธ์นี้เสียที ส่วนชีวิตนางนั้นจะเป็นเช่นไรก็สุดแท้แต่สวรรค์จะเมตตา

 “ท่านต้องรับปากข้าหนึ่งอย่าง ถ้าข้าจะปล่อยเขาไปตามที่ท่านร้องขอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับข้า จงอย่าบอกความจริงต่อเขาเด็ดขาด ให้เขารู้แค่ว่าข้าเป็นนางมารใจร้ายที่ทอดทิ้งเขาไป ให้เขาเกลียดข้า เขาจะได้ไม่ต้องตามหาข้า ไม่ต้องรอข้า และจะลืมได้ข้าเสีย” นางกล่าวเสียงสั่นเครือ นางยอมเป็นฝ่ายเจ็บปวดเสียดีกว่าให้หานโจวต้องทุกข์ทรมานไปพร้อมนาง

                “ได้ ข้าจะทำเพื่อท่าน”

“มีอีกอย่าง”

“ว่ามาเถิด”

“ขอเวลาให้ข้าได้กล่าวลาเขาสักนิดได้หรือไม่”

                “ได้ ข้าจะให้เวลาท่าน”

                “ขอบคุณท่านที่เมตตา ข้าต้องขอตัวแล้ว” นางกล่าวลาแล้วเดินจากไป

                คล้อยหลังนางไปแล้ว จิ่นกวางเทียนจวินก็ปรากฏกายขึ้น และมองตามหลังนางไปจนสุดสายตา “หากไม่เพราะครั้งนั้นมหาเทพสิ้นชีวาในสงคราม ทุกอย่างคงไม่เกิดขึ้น”

                “ทุกสิ่งล้วนมีเหตุและปัจจัย ชะตาฟ้าดินกำหนด มิอาจฝืนได้” เทพบิดรกล่าวเช่นผู้อยู่มายาวนาน จึงรู้เห็นมามากมาย

                “นางดึงดันกำเนิดใหม่เพื่อมาพบหานโจวให้ได้ แล้วเหตุใดจึงยอมปล่อยหานโจวง่ายดายนัก ท่านไม่แปลกใจหรือ”

                เทพบิดรมองตามแผ่นหลังนางไปจนสุดสายตาแล้วส่ายหน้าเป็นเชิงบอกว่าตนไม่ได้แปลกใจอะไรเลย  เรื่องนี้ผู้อยู่มายาวนานย่อมเข้าใจเหตุผลของนางมากที่สุด “นางกำลังจะตาย”

                “ท่านหมายความอย่างไร”

                “ตอนที่จิตมารในตัวนางตื่นขึ้น นางพยายามต่อสู้จนถึงที่สุดทำให้ร่างมนุษย์บาดเจ็บภายในสาหัส ร่างมนุษย์กำลังจะตาย นางไม่ต้องการให้หานโจวเห็นว่านางต้องตายด้วยความทุกข์ทรมานอย่างไร นางจึงยอมตกลงตามข้อเสนอนี้อย่างไรเล่า”

                        “ทั้งที่นางรู้ดีแก่ใจว่าสุดท้ายนางจะถูกโทษประหารชีวิตน่ะรึ”

                “ถูกต้องแล้ว”

                “ที่แท้เป็นเช่นนี้นี่เอง” เทียนจวินผู้ปราดเปรื่องเพิ่งเข้าใจอย่างแท้จริง

“อย่าเพิ่งชะล่าใจไป นางฉลาดหลักแหลมนัก ในความเสียสละของนางแต่มีผลประโยชน์ที่นางเดิมพันไว้อยู่”

“อะไรหรือท่าน”

“ชีวิตหนึ่งดับ อีกชีวิตหนึ่งถือกำเนิด”

“ท่านหมายความนางจะกลับมากำเนิดใหม่”

“อืม...แต่ท่านไม่ห่วงคราวนี้ข้าจะไม่ยอมให้เกิดความผิดพลาดเป็นครั้งที่สอง หลังจากนางถูกประหารชีวิตดวงจิตนางจะถูกจองจำในนรกตลอดกาล” เทพบิดรกล่าวปิดท้าย จะเดินไปข้างหน้าและร่างก็เลือนหายไปพร้อมกับจิ่นกวางเทียนจวิน

                .................................................................................................................................................

                เหม่ยจูมาถึงกระท่อมก็ลงมือทำหุงข้าว ทำอาหารสองสามอย่าง ตระเตรียมมาจัดไว้บนโต๊ะอย่างดี พอเตรียมเสร็จแล้วเห็นว่าหานโจวยังไม่ตื่น นางจึงเดินกลับไปในห้องเพื่อปลุกสามี

                “หานโจวซ่างเสิน ตื่นเถิด ข้าเตรียมอาหารเสร็จแล้ว” นางยื่นมือเขย่าแขนเบาๆ

                “อื้อ” หาโจวลืมตาตื่นขึ้นมา เห็นว่าเป็นนางจึงดึงนางจนล้มลงมานอนทับอยู่บนตัว

                “ท่านทำอะไร” นางขัดขืน

                “นี่เจ้าลวนลามข้ามาตั้งมากแล้ว จะหาเรื่องจูบข้า ข้าก็ยอมเจ้าแล้ว แค่ข้าขอกอดเจ้าหน่อยไม่ได้หรือไง” เขาย้อนถามเพราะรู้สึกเสียเปรียบอยู่มาก เป็นบุรุษแท้ๆแต่กลับถูกสตรีแทะโลม ลวนลามเช้าเย็นฝ่ายเดียวได้เช่นไรกัน

                พอได้ยินเช่นนั้นนางจึงยอมสงบลงบ้าง “ท่านจะเอามาอ้างได้อย่างไร ตอนนั้นข้าไม่รู้ตัวสักนิดว่าข้าทำอะไรลงไป”

                “ก็เพราะแบบนี้ไง ข้าถึงรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบอยู่ฝ่ายเดียว”

                “แล้วท่านต้องการให้ข้าชดใช้ให้ท่านอย่างไร”นางถามกลับ

                “ให้ข้าจูบเจ้าคืนซะดีๆ”

                “ไม่ได้นะ ไม่ได้เด็ดขาด” นางปฏิเสธทันที แต่ช้าไปแล้ว หานโจวกดริมฝีปากลงที่แก้มนิ่มของนางอย่างรวดเร็ว นางจึงได้แต่ตกตะลึงจนตาค้าง “ข้านึกว่าท่านจะ”

                “คิดว่าข้าจะทำอะไร ฮึ” หานโจวอมยิ้มอย่างพอใจ พอได้หอมแก้มนางสมใจหวังแล้วจึงรีบลุกจากที่นอนจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย มุ่งตรงไปยังโต๊ะที่มีอ่างน้ำใกล้ๆล้างหน้าล้างตาแล้วจึงหันไปชวนภรรยาออกไปจากห้อง

                อาหารที่วางรอเป็นอาหารที่ทำจากผักทั้งสิ้น หานโจวรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ชิมฝีมือการทำอาหารของนางเป็นครั้งแรก จึงหยิบตะเกียบขึ้นมามาคีบข้าวที่มีควันลอยกรุ่นเข้าปากไปหนึ่งคำ ก่อนจะเหลือบมองภรรยาที่นั่งมองตรงหน้า ในขณะที่เคี้ยวไปก็ฝืนยิ้มอย่างไม่ติดใจอะไรให้นางไปด้วย

                “ท่านไม่ต้องปิดบังข้า ข้ารู้ข้าวที่ข้าหุงใส่น้ำน้อยเกินไป ก็เลยยังมีบางส่วนที่ไม่สุก”

                “ไม่เป็นไรก็แค่ข้าวไม่สุก” เขากล่าวแล้วยื่นตะเกียบไปคีบผักมาเข้าปากเคี้ยว แต่ก็ต้องเหลือบมองนางอีกครั้งและยิ้มให้นางอีกหน

                “ท่านไม่ต้องยิ้มปลอบใจข้า ข้ารู้ว่าฝีมือทำอาหารของข้าไม่เอาไหน” นางยอมรับแต่โดยดี

                หานโจวกลืนอาหารแล้ววางตะเกียบและถ้วยข้าวลง ก่อนจะยื่นมือไปกุมมือนางไว้ “เหม่ยจู ไม่ต้องคิดมากนะ อะไรที่เจ้าทำไม่ได้ ข้าจะทำเอง”

                “แต่ข้ายังมีข้อบกพร่องอีกหลายอย่าง”

                “ข้าบอกแล้วไงว่าไม่ต้องคิดมาก แต่ถ้าเจ้ารู้สึกผิดเอาไว้ข้าจะสอนเจ้าก็แล้วกันนะ กินข้าวเถอะ” เขาปลอบใจและลงมือกินอาหารต่อ

                เหม่ยจูมองมือที่จับมือนางแล้วรู้สึกสะเทือนใจ เพียงแค่คิดว่าต้องปล่อยเขาไป ในนางก็เจ็บปวดเกินทนแล้ว นางทุ่มเทมามากเพื่อเดินทางมาพบเขาถึงที่นี่  แม้นความตายมาพรากไปแล้วหนึ่งครั้งก็ยังไม่ทำให้นางหวาดกลัวได้ แต่พอได้เห็นว่าการดื้อดึงของนางทำให้เขาต้องลำบากอย่างไร ก็เริ่มทำให้นางหวาดกลัวเป็นอย่างมาก

                “หานโจวซ่างเสิน เมื่อท่านกินเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราต้องแยกจากกันเสียที”นางนั่งเงียบอยู่นานจนในที่สุดก็เอ่ยออกมา

                หานโจวหยุดชะงักทันที เขาวางถ้วยข้าวลงอย่างแรง “เพราะอะไร”

                “ข้าสนุกพอแล้ว ตอนนี้ข้าหมดสนุกแล้ว” นางมองเขาด้วยสายตาเย็นชา

                “หมายความว่ายังไง” ใบหน้าหานโจวเริ่มตึงเครียด

                “ความจริงแล้ว ข้าไม่เคยรักท่านเลย”

                “แล้ววันนั้นที่เจ้าบอกว่ารักข้าเล่า”

                “เป็นเรื่องโกหก ข้าไม่เคยรักท่าน ความรู้สึกแม้นเพียงเสี้ยวเดียวข้าไม่เคย” นางกล่าวอย่างใจเย็น สีหน้าเฉยชา

                “ตั้งแรกเจ้าก็ไม่เคยหวั่นไหว ไม่เคยมีความรู้สึกใดๆต่อข้าอย่างนั้นหรือ” เขาถามอย่างเจ็บปวดระคนโกรธเคือง

                “ถูกแล้ว ไม่เคยเลย” นางกล่าวแล้วยิ้มเยาะเย้ย

                “แล้วที่ผ่านมาทั้งหมด เจ้าต้องการอะไรกันแน่”

                “เด็กกำพร้าเช่นข้าไม่มีพ่อแม่ ไม่มีชาติกำเนิดที่แน่ชัดจะต้องการอะไรได้ นอกจากผู้ปกป้องและผู้ชี้แนะพาข้าไปสู่จุดที่ข้าปรารถนา แต่เมื่อวันนี้ข้าไม่ได้เป็นเซียนชั้นสูงอย่างที่ใจมุ่งหวัง แต่กลับได้เป็นมารแทน เทพเซียนเช่นท่านก็หมดประโยชน์ต่อข้า”

                “หมายความว่าเจ้าหลอกใช้ข้ามาตลอด”

                “ถูกต้องแล้ว หานโจวซ่างเสิน ความปรารถนาที่แท้จริงของข้าคือหาทางรักษาอาการป่วย พอเห็นท่านพยายามช่วยข้า ข้าจึงยึดเหนี่ยวท่านไว้เป็นเสาหลักแก่ข้า แต่เมื่อเช้าที่ตื่นขึ้นมาและพบว่าอำนาจมารของข้าทำอะไรได้บ้าง ข้าก็รู้แล้วว่าท่านไม่มีประโยชน์สำหรับข้าอีกต่อไป”

                “เจ้าคิดว่าไอวิญญาณสามารถทำให้เจ้าหายได้อย่างงั้นหรือ”

                “ท่านก็เห็นแล้ว แค่เพียงข้าจูบท่าน ข้าก็ได้รับไอวิญญาณจากท่าน แม้เพียงเล็กน้อยก็ทำให้ข้าแข็งแรงขึ้นได้อย่างประหลาด แล้วถ้าหากข้าหาได้มากกว่านั้น ข้าก็ไม่ต้องพึ่งพาท่านอีกต่อไป”

                “เหม่ยจู ข้าทนลำบากเพื่อเจ้าได้ทุกอย่าง แต่ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าเหยียบย่ำจิตใจข้าได้” หานโจวลุกจากเก้าอี้ตรงเข้าไปกระชากนางเข้ามากอด “หากแค่จูบเดียวเจ้ายังรู้สึกว่าไม่เพียงพอ ข้าจะให้เจ้ามากกว่านั้น ข้าจะยกไอวิญญาณหมดที่ข้ามีให้เจ้า หากว่าทั้งหมดนี้จะช่วยให้เจ้าหายขาดได้”

                “นี่ท่านจะทำอะไร” นางตื่นกลัวเมื่อเห็นว่าหานโจวกอดนางไว้แน่น และพยายามก้มลงมาหานาง

                “จูบข้าสิ เอาไอวิญญาณไปจากข้าให้หมด ข้ายกชีวิตของข้าให้เจ้าแล้ว” เขาก้มลงมาหา ในดวงตาหานโจวแดงก่ำเพราะกำลังโกรธจัด

                “ไม่ ข้าไม่ต้องการจากท่านอีกแล้ว ปล่อยข้า” นางออกแรงดิ้น

                “ทำไม ทำไมถึงไม่ต้องการไอวิญญาณจากข้า ในเมื่อเจ้าเห็นข้าเป็นแค่หมากตัวหนึ่ง แล้วเจ้าจะกลัวอะไร” หานโจวดันนางไปชิดผนัง จับมือของนางไปกดแนบติดตรึงไม่ให้ขัดขืนได้และก้มลงไปหาอีกครั้ง

                เหม่ยจูเบี่ยงหน้าหลบริมฝีปากร้อนจัดที่หมายจะปิดปากนางให้ได้ “ข้าไม่ได้กลัว แต่ข้าไม่ต้องการไอวิญญาณของท่าน”

                “เมื่อเจ้าไม่รักข้า ก็ฆ่าข้าซะ หากเจ้าฆ่าข้าได้ ข้าจะเชื่อว่าเจ้าไม่รักข้า”แม้หานโจวจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบต่ำ แต่กลับสื่อถึงความโกรธเกลียดชัดเจน

“ข้าจะไม่ฆ่าท่าน”

“ที่เจ้าไม่ฆ่าข้า เป็นเพราะว่าเจ้าทำไม่ได้ เพราะว่าแท้จริงแล้วเจ้ารักข้า จึงเปลี่ยนมาทำร้ายจิตใจข้า เหยียบย่ำข้า ทำให้ข้าโกรธเพื่อให้ข้าทิ้งเจ้าไป แผนของเจ้าคิดหรือว่าเข้าเดาไม่ออก” หานโจวยิ้มเยาะเย้ยในความอ่อนหัดของนาง

                เหม่ยจูสะอึก แม้นเขาจะเดาแผนการนางออก แต่นางจะไม่ยอมรับเด็ดขาด “ท่านคิดผิดแล้ว แต่ในเมื่อท่านท้าทายข้าเช่นนี้ ข้าก็จะทำให้ท่านเห็น ว่าข้าสามารถฆ่าท่านได้อย่างไม่ลังเล”

                กล่าวจบนางแขย่งปลายเท้าขึ้นไปปิดปากหานโจวเสียเอง หานโจวหลับตาลง เขาก็อยากรู้เช่นกันว่านางทำได้อย่างที่พูดจริงหรือไม่ จึงไม่ขัดขืน แม้นจะรู้สึกหน้ามืด จนยืนไม่ติดอยู่แล้ว ไอสีทองลอยเข้าปากนาง จนใบหน้าหานโจวเริ่มซีด และยืนไม่มั่นคง

เหม่ยจูจึงเป็นฝ่ายกอดเขาไว้และดันหานโจวไปตรึงกับผนังไว้เสียเอง ในขณะที่นางสูบเอาไอวิญญาณออกมา ใจนางก็เจ็บปวดแสนสาหัส อีกเพียงนิดเดียวเขาจะขาดใจตายต่อหน้านางแล้ว แต่น้ำตาก็พาลไหลออกมาจนได้ นางจึงถอยออกห่าง ปล่อยให้หานโจวที่กำลังหมดเรี่ยวแรงให้ทรุดลงนั่งคุกเข่าที่พื้น

                “อีกนิดเดียวข้าก็จะตายอยู่แล้ว เจ้าหยุดทำไมกัน” เขาถามอย่างสงสัย ในใจยังพอมีหวังอยู่บ้างว่านางคงมีใจให้ถึงไม่อาจฆ่าตนได้อย่างที่พูด

                        เหม่ยจูเห็บใบหน้าซีดเหมือนกระดาษแล้วใจหาย แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าหนทางเดียวที่จะทำให้หานโจวปล่อยนางได้ คือทำให้เขาเกลียดนางเสีย นางจึงยิ้มเยาะ “หากข้าสูบวิญญาณท่านจนตาย ท่านก็ไม่ได้ลิ้มรสชาติของความเจ็บปวดน่ะสิ”

                “เหม่ยจู นี่คือตัวเจ้าหรือนางมารตนนั้นกันแน่”

                “เป็นข้าแน่นอน จะมีนางมารที่ไหนกัน ทุกสิ่งที่ท่านเห็นล้วนเป็นข้า จิตมารหรือ ข้าก็แค่กุเรื่องขึ้นทั้งนั้น ทั้งหมดที่แสดงออกมาคือข้าทั้งหมด ฮ่าๆ”

                “เหม่ยจู อย่าทำร้ายจิตใจข้าเช่นนี้เลย เจ้าก็รู้ว่าข้ารักเจ้ามากแค่ไหน”

                “หานโจวซ่างเสิน ข้าจะบอกท่านเป็นครั้งสุดท้าย ว่าที่ผ่านมาข้าไม่เคยรักท่านเลย ไม่เคยสักนิด และเพื่อทำให้ท่านมั่นใจว่าข้าไม่เคยรักท่าน ข้าจะฆ่าท่านและทำให้ตายอย่างช้าๆ ลิ้มรสความทุกข์ทรมาน และมองดูข้าทิ้งท่านไปอย่างไม่เหลียวแล” นางนั่งลงและกระซิบบอกขณะที่ดึงมีดสั้นออกมาฝัก

                ความวาวจากมีดสั้นสะท้อนเข้าตา หานโจวอึ้ง ยามนี้เขาสูญเสียพลังไปมากแล้ว จึงไม่มีเรี่ยวแรงแม้จะขยับหนีด้วยซ้ำไป เขาจึงได้แต่มองเข้าไปในดวงตาของนาง มองหาความจริงที่นางปิดบังเอาไว้ ทว่าก่อนจะพบความจริงที่ซุกซ่อน กลับรู้สึกถึงความเจ็บแปลบที่เสียบทะลุเข้ามาเสียก่อน

                “อึก” เมื่อก้มมองก็เห็นมีดสั้นเล่มนั้นในมือของนาง เขาเห็นมันปักคาที่ใต้ราวนมซ้าย หานโจวเงยหน้าขึ้นมองนางเป็นอีกครั้ง ด้วยสายตาเป็นคำถามและสิ้นหวัง “เจ้าไม่เคยรักข้า จริงเหรอ”

                นางได้ยินคำถามแต่นางพูดไม่ออก นางไม่กล้าแม้นจะสบดวงตาชายคนรัก ได้แต่มองมือที่จับด้ามมีดคาอยู่อย่างนั้น พอเห็นมือเปื้อนเลือดมือนางก็เริ่มสั่น ตัวก็สั่น เมื่อรู้สึกตัวเองว่าทำอะไรลงไปนางจึงชักมือกลับ หานโจวหมดแรงจะรอคอยคำตอบจากนาง เขาหมดสติทิ้งตัวลงนอนราบที่พื้น

“หานโจวซ่างเสิน ข้าไม่ได้อยากให้ท่านตายจริงๆซะหน่อย เพราะฉะนั้นท่านต้องไม่ตาย” เหม่ยจูจึงคว้าตัวแม่ทัพหนุ่มมากอด และก้มลงไปปิดปากเขาอีกครั้ง

นับตั้งแต่จิตมารในตัวนางตื่นขึ้น นางก็พบว่าจิตเทพของนางเริ่มอ่อนแอลงเพราะถูกดูดกลืนพลังไปทีละส่วน นางจึงอ่อนแรงลงมาก หากนางต้องการมีชีวิตอยู่ต่อ เพียงแค่สูบไอวิญญาณนางก็จะไม่เจ็บป่วยและเป็นอมตะ ทว่านางกลับไม่ได้คิดถึงตัวเองจึงถ่ายไอวิญญาณกลับคืนให้หานโจวไปทั้งหมด ต่อมานางจึงเป็นฝ่ายใกล้ตายเสียเอง

                “หานโจวซ่างเสิน ข้าขอโทษ แต่ถ้าไม่ทำเช่นนี้ ท่านจะกลายเป็นผู้ละเลยต่อหน้าที่ เป็นเทพที่ไร้ความรับผิดชอบ ข้าไม่อาจมองดูท่านเสื่อมเสียและตกต่ำไปพร้อมกับข้าได้” นางร้องไห้สะอื้นจนตัวโยน นางกอดหานโจวไว้แน่น จนกระทั่งเทพบิดรและจิ่นกวางเทียนจวินได้ปรากฏกายขึ้นพร้อมกับลั่วซู รองแม่ทัพสวรรค์  และทหารอีกนับสิบนาย

                “ขอบคุณท่านที่เสียสละเพื่อใต้หล้า ข้ามารับตัวเขากลับไป” เทพบิดรกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจ  แม้นมหาเทวีจะไม่เคยผ่านการบำเพ็ญเพียรตบะมากก่อน ก็นับว่านางเป็นผู้มีสัจจะที่แก่กล้า

“ลั่วซูนำตัวท่านแม่ทัพกลับไปรักษาโดยเร็วที่สุด ส่วนทหารที่เหลือจับนางกลับสวรรค์ ไปรับคำพิพากษาโทษฐานใช้วิชามารล่อลวงแม่ทัพสวรรค์จนทำให้เกิดความเสื่อมเสีย”

                        ทหารช่วยกันพยุงร่างหานโจวออกไปแล้ว เหม่ยจูมองดูมือที่เปื้อนเลือด แล้วเริ่มหัวเราะเยาะตนเอง พลางเงยหน้ามองเทพบิดรและเทียนจวินด้วยสายตาที่ว่างเปล่า “หึๆ ในที่สุดพวกท่านก็หาทางฆ่าข้าอีกครั้งจนได้”

                ได้ยินดังนั้นทั้งเทพบิดรและเทียนจวินจึงไม่กล้าสู้หน้านาง ได้แต่หันไปมองทางอื่น ก่อนเทียนจวินจะสั่งการลงไปอีกว่า “เอาตัวนางไป”

                “พะย่ะค่ะ”

                เมื่อทหารเข้ามาควบคุมตัว เหม่ยจูไม่แม้จะขัดขืน แม้นจะรู้อยู่แล้วว่าทั้งหมดนี้คือแผนการสังหารนางอย่างแน่นอน แต่เทียนจวิน คือ เทียนจวิน มิอาจสังหารผู้ใดได้โดยได้ข้อกล่าวหา วิชามารอย่างนั้นหรือ ทั้งเทพบิดรและเทียนจวินต่างรู้ดีว่านางกับหานโจวรักกันด้วยหัวใจ แต่ทว่านางกลับไม่โต้แย้งใดๆ เพราะนางหมดที่พึ่ง ไร้ซึ่งที่พักพิง นางมารเช่นนางจะยึดเหนี่ยวสิ่งใดได้อีก นอกจากยอมรับความตายแต่โดยดี

                ...........................................................................................................................................................

                        วันที่สี่ เดือนสาม เทพธิดาเหม่ยจู หลานบุญธรรมแห่งซีไห่หลงหวางถูกอาญาสวรรค์ต้องโทษประหารชีวิต เหล่าทวยเทพต่างมารอกันพร้อมเพรียงที่ลานประหารเซียนบนสรวงสวรรค์ เพื่อเป็นสักขีพยานในการลงโทษ ในขณะที่หานโจวยังคงบาดเจ็บหนักและยังไม่ฟื้นจากอาการบาดเจ็บ จึงไม่รู้ว่าเหม่ยจูกำลังรับโทษประหารชีวิต

เทพธิดาผู้เลอโฉมถูกล่ามโซ่ตรึงเอาไว้กับเสาหินขนาดใหญ่ แม้นอยู่บนแท่นประหารแล้ว แต่ยังนางมองเทพบิดรและเทียนจวินด้วยสายตาที่ไม่แสดงออกว่าเกรงกลัวต่อความตายสักนิด  เทียนจวินเห็นแววตาของนางแล้วไม่อาจสู้สายตาได้ จึงหันหน้าหนีเพราะรู้สึกผิดต่อเทพธิดาแห่งดวงจันทร์ สตรีที่พระองค์ทรงหลงรักมานาน

ในขณะที่เทพบิดรมองสบดวงตาของนางอย่างกล้าหาญ หากความรักของนางไม่ได้นำพาหายนะมาสู่ใต้หล้า นางคงไม่ต้องพบจุดจบเช่นนี้

“มหาเทวี ทุกสิ่งล้วนเป็นไปตามบัญชาสวรรค์ ท่านอย่าได้คิดแค้นอีกต่อกันเลย” เทพบิดรกล่าวขึ้น

                “เริ่มประหารได้” เสียงเทียนจวินกล่าวเฉียบขาด

                พอสิ้นคำ สายฟ้าศักดิ์สิทธิ์เริ่มฟาดลงไปบนตัวนาง ร่างผอมเพรียวกระตุกเพราะสายฟ้าที่ช็อตไปทั่วร่าง หนแล้วหนเล่า  แต่นางกลับไม่ปริปากร้องแม้นจะเจ็บปวดแสนสาหัส และไม่อ้อนวอนร้องขอความเมตตาใดๆ

                “นางทำผิดร้ายแรงนักใช้วิชามารล่อลวงท่านแม่ทัพสวรรค์ นางสมควรโดนลงโทษแล้ว” คำกล่าวจากเทพเซียนดังมาเป็นระยะ

                ในขณะที่ความตายกำลังใกล้เข้ามา นางกวาดสายตามองหาชายคนรัก ทว่าไม่พบหน้าคงเพราะเขายังไม่ฟื้นจากอาการบาดเจ็บ นางจึงยิ้มอย่างรู้สึกโล่งใจที่เขาไม่ได้เห็นภาพการตายของนาง “หานโจวซ่างเสิน ข้าผิดสัญญาต่อท่าน ข้าขอโทษ”

 นางอ้าปากพูดด้วยเสียงที่เบาหวิว จนไม่มีใครได้ยิน สายฟ้าหนสุดท้ายจะฟาดลงมา ร่างที่ถูกตรึงด้วยโซ่รัดวิญญาณทรุดฮวบลง ดวงตาปิดสนิท เลือดไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด  ยามเว่ย วันที่สี่ เดือนสาม เทพธิดาเหม่ยจูเสียชีวิตด้วยการลงทันต์จากสวรรค์

ถึงแม้นเหล่าทวยเทพจะรู้ถึงความผิดของนาง แต่อดรู้สึกสลดใจไม่ได้ ในช่วงเวลาแห่งความหดหู่นั้นแสงสว่างสีขาวเจิดจ้าปรากฎขึ้น กอร์ปเป็นสตรีในชุดสีขาวนั่งบนอาสนะดอกบัวพร้อมด้วยแจกันในมือ

                “คารวะพระโพธิสัตว์กวนอิม” เหล่าทวยเทพต่างคำนับคารวะผู้บรรลุแจ้งในธรรมอย่างนอบน้อม

                “ที่ข้ามาวันนี้ ข้ามาเพราะคำร้องขอจากเทพธิดาแห่งดวงจันทร์ให้มาช่วยบุตรของนาง”

“นางเป็นบุตรของเทพธิดาแห่งดวงจันทร์งั้นรึ เป็นไปได้อย่างไรกัน ทำไมพวกข้าไม่รู้มาก่อน” เหล่าทวยเทพได้ยินก็ตกใจ

“ซู่เอ๋อร์ ในที่สุดเจ้าก็หาทางช่วยนางจนได้” เทียนจวินพึมพำเพียงลำพัง หลังจากประหารนาง ดวงวิญญาณของนางจะถูกส่งลงไปจองจำเพื่อรับโทษในนรก แต่คิดไม่ถึงว่าเทพธิดาแห่งดวงจันทร์จะใช้วิธีนี้มาฉุดช่วยดวงวิญญาณบุตรของนาง

 “ภพชาตินี้นางได้ชดใช้ต่อความผิดที่ก่อไว้แล้ว หากท่านเทียนจวินมีเมตตา โปรดให้ข้าพานางกลับแดนสุขาวดีเถิด”

                เมื่อเทียนจวินได้ฟังดังนั้นจึงไม่ปฏิเสธ “เมื่อท่านผู้มีบุญรู้แจ้งออกปากเช่นนี้ ข้าก็ยินดีส่งมอบดวงวิญญาณนางให้ท่าน”

                “ขอบคุณเทียนจวิน”

                “เป็นมหาเมตตาอย่างเปี่ยมล้นที่องค์พระโพธิสัตว์ทรงมาโปรดนางด้วยองค์เอง”

                พระโพธิสัตว์ไม่กล่าวอะไรเพียงแต่ยิ้ม และหยิบกิ่งหลิวชุบน้ำทิพย์พรมลงไปที่ร่างที่กำลังสูญสลายทีละนิด ต่อมาดวงวิญญาณสีขาวที่กระจัดกระจายได้หลอมรวมเป็นกลุ่มอีกครั้ง พร้อมกับไข่มุกจันทราที่ได้ปรากฏขึ้นและเปล่งแสงสว่างเจิดจ้า แล้วลอยไปสู่พระหัตถ์พระโพธิสัตว์กวนอิม

เทพบิดรได้เห็นดังนั้นก็ตกใจ “สิ่งนั้นเป็นของติดตัวหานโจว เหตุใดจึงติดตามนางไปได้”

หลังรวบรวมดวงวิญญาณแล้ว พระโพธิสัตว์พลันเลือนหาย ท่ามกลางเสียงพูดคุยของเหล่าเทพหลังได้รู้ความจริง

                        …………………………………………………………………………………………………………………………………..

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 44 ครั้ง

97 ความคิดเห็น