ไข่มุกจันทรา ( 月亮之珠 )

ตอนที่ 14 : บทที่13 : องค์หญิงเจ้าวำราญ 2 (เนื้อหาเรียบเรียงใหม่ทั้งหมด)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 573
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    29 ธ.ค. 61


ไข่มุกจันทรา (月亮之 )

บทที่13 องค์หญิงเจ้าสำราญ 2

“เหตุใดพวกนางถึงได้น่ากลัวเช่นนั้น” พอหนีพ้นเหม่ยจูจึงยกมือขึ้นทาบอกอย่างอกสั่นขวัญแขวน พลางพบว่าเสื้อผ้าที่นางสวมตอนนี้หลุดลุ่ย ลมหนาวพัดมานางรู้สึกหนาวขายิ่งนัก พอก้มดูพบว่ากางเกงที่นางสวมนั้นทั้งบางและโปรงแสงจนเห็นถึงไหนต่อไป ด้วยความอาย นางจึงเอามือปิดอย่างรวดเร็ว

แต่พอมือสัมผัสโดนบางสิ่ง นางก็นึกฉงนใจ เพื่อให้ได้ความกระจ่างนางจึงเปิดกางเกงออกดู และลูบคลำพลางบ่น“หึ นี่มันอะไร”

“ว้าย อุจาดตา คนลามก ไปให้พ้นนะ ไป” หญิงสูงวัยเดินมาผ่านมาเห็นเข้าตอนที่เหม่ยจูในร่างฝู่จิงสวมเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยอีกทั้งยังใช้มือล้วงลูบๆคลำๆกล่องดวงใจน้อยๆจึงเข้าใจผิดคิดว่าเป็นคนบ้าโรคจิต บ้ากาม หยิบไม้กวาดมาไล่ตียกใหญ่

“ไม่นะ ไม่ใช่ ข้าไม่ใช่”  เหม่ยจูวิ่งหนีหลบไม้กวาดยายเฒ่าอย่างรักตัวกลัวตาย

“ใครก็ได้ช่วยจับไอ้บ้ากามที” ไม่เพียงแต่ไล่ตียายเฒ่ายังร้องตะโกนเรียกหาคนช่วยอีก

สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย เหม่ยจูจึงใช้คาถาเรียกหนูโขลงใหญ่ให้ออกมาช่วย หนูจำนวนมากวิ่งกรูมาทางยายเฒ่า พอยายเฒ่าได้เห็นดังนั้นก็ตกใจทิ้งไม้กวาดวิ่งหนีไปนางจึงแอบร่ายคาถาหนีอีกรอบ

กว่าจะรอดพ้นจากนาทีแห่งความวิปโยคมาได้ นางก็ทำเรื่องขายหน้าอยู่หลายยก แต่คิดไปคิดมาช่างเป็นเรื่องที่น่าหรรษาโดยแท้ เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงเดินทอดน่องต่อไป จนมาถึงเหลาน้ำชา สถานที่นี้มีคนคึกคักไม่แพ้ที่อื่น  

ยามซวีแล้วก็ถือว่ายังไม่ดึกนัก บรรยากาศในเหลาน้ำชาดูคึกคัก กลุ่มคนจำนวนมากนั่งดื่มน้ำชาและสุราจนแน่นร้าน กับแกล้มง่ายๆก็หนีไม่พ้นถั่วคั่วกับเมล็ดทานตะวันอบแห้ง แต่ถึงจะเป็นของกินง่ายแต่ช่วยเพิ่มอรรถรสในการดื่มชาได้ดียิ่ง กลางลานกว้างมีนักเล่านิทานผู้หนึ่งนั่งอยู่ ผู้คนมุ่งดูเสียแน่น เหม่ยจูเกิดความอยากรู้จึงพยายามจะแทรกกายเข้าไปเพื่อดูให้เห็นกับตาว่ากำลังเล่าเรื่องอะไร

ในขณะเดียวกัน เฟยหรง ทายาทเผ่าสวรรค์ซึ่งเดินแล่นจนเหนื่อยจึงตัดสินใจแวะเข้ามาในเหลาน้ำชาเพื่อหาที่นั่งพัก พอมาถึงก็เห็นว่าตรงลานมีคนเล่านิทาน เขาจึงแทรกตัวเข้าไปฟังอย่าสนใจ

ลิขิตฟ้าดินนำพาเผ่าสวรรค์และเผ่าปีศาจมาบรรจบกันแล้ว แต่ทั้งคู่หารู้ตัวไม่

..............................................................................................................................................

หลังจากเฝิงเฉินกุ่ยจวินรู้ว่าหลงกลธิดาน้อยเข้าแล้ว จึงสั่งให้เหล่าพลปีศาจกระจายตัวแยกกันค้นหาภายในตลาดจนทั่ว ในแดนมนุษย์จึงมีทหารปีศาจกระจายไปทุกทิศ อีกทั้งเข้าตรวจค้นบ้านทุกหลังโดยไม่ละเว้นแม้นแต่ในเหลาน้ำชา

ในขณะที่เหม่ยกำลังเพลิดเพลินไปกับเรื่องราวเผ่าสวรรค์ จู่ๆนางก็สัมผัสได้ถึงไอปีศาจ นางจึงรีบหลบออกไปก่อน แต่ระหว่างทางกลับพบเข้ากับราชาปีศาจพอดี หากมองจากจากสีหน้าผู้ปกครองเผ่าปีศาจแล้วดูเหมือนว่าจะโกรธนางมากจริงๆ

“ท่านพ่อ”แม้นการแปลงกายนี้สามารถหลบเลี่ยงทหารปีศาจนับพันนายได้ ทว่าไม่อาจรอดพ้นสายตาราชาปีศาจไปได้

ราชาปีศาจจึงท่องคาถาคลายมนต์แปลงร่าง ร่างที่แท้จริงของนางจึงถูกเปิดเผย “จับนางกลับวัง กักบริเวณห้ามออกนอกเขตวังเป็นเวลา 100 ปีและปิดผนึกพลังของนางจนกว่าจะพ้นโทษ”

สิ้นวาจาพลทหารตรงดิ่งเข้าหา แต่ธิดาปีศาจน้อยกลับไม่ยอมให้จับโดยง่าย นางผลักพลทหารปีศาจจนพากันล้มครืนและฉวยจังหวะนั้นหนีไป

ราชาปีศาจเฝิงเฉินมองตามหลังนางด้วยความเกรี้ยวกราด “ไปเอาตัวนางมาให้ได้”

“พะยะค่ะ”

.................................................................................................................................................

เหม่ยจูเหลียวมองด้านหลัง เห็นทหารปีศาจวิ่งไล่ตามมาติดๆ หนทางหลบหนีก็ช่างลำบากแท้ มนุษย์เดินไปเดินมาให้ทั่วไปเสียหมด นางจึงเกรงว่ากลัวจะโดนไล่ตามทัน จึงผลักมนุษย์ที่ขวางทางจนเซล้มไปกระแทกโคมไฟที่ไว้ตรงชายคาหล่นไปใส่ร้านขายผ้า ไฟลุกไหม้ขึ้นทันที นางตกใจวิ่งกลับไปคว้ามนุษย์ให้ลุกขึ้นก่อนจะโดนเพลิงครอกตาย ครั้นจะช่วยดับไฟก็เกรงจะหนีไม่ทัน จึงช่วยเอาแค่คนให้รอด แล้วตัดสนิใจวิ่งหนีไป

ทหารปีศาจไม่ยอมแพ้ไล่ตามไม่หยุด แม้นเห็นอยู่ว่าองค์หญิงน้อยคือสาเหตุของไฟไหมแต่ก็ยังไม่คิดช่วยดับไฟ อีกทั้งวิ่งผ่านเลยไปอย่างไม่เหลียวแล ในช่วงต้นหนาวอากาศแห้งจึงเป็นเหตุให้ไฟจึงลุกลามไปอย่างเร็ว

กระดิ่งเตือนภัยดังขึ้น หานโจวได้ยินจึงลืมตาออกจากญาณ ผลุดพลันก้าวไปหยิบกระบี่คู่กายติดมือ ใช้วิชาตัวเบาเหาะเหินเดินฟ้ามุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านแดนมนุษย์ทันที

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

เฟยหรงยืนดูคนเล่านิทานอย่างเพลิดเพลิน ทันใดนั้นชาวบ้านวิ่งแตกตื่นเข้ามาร้องตะโกนลั่นว่า “ไฟไหม้แล้ว ไฟไหม้ มาช่วยกันดับไฟหน่อยเร็ว”

องค์ชายเผ่าสวรรค์ได้ยินดังนั้นก็วิ่งออกไปยืนดูที่หน้าเหลาน้ำชา ห่างออกไปช่วงห้าหลังคาเรือน เปลวเพลิงสีแดงกำลังโหมกระพือ และในขณะนั้นเหม่ยจูซึ่งวิ่งหลบหนีทหารปีศาจวกไปวนมาจนกลับมาทางเดิม ไม่ทันระวังชนเข้ากับเฟยหรง ล้มหงายตึงไปทั้งคู่ ธิดาปีศาจเกยทับอยู่บนลำตัวองค์ชายเผ่าสวรรค์ เฟยหรงมองหน้านางชัดเจนจึงรู้ว่านางเป็นคนเผ่าปีศาจ เหม่ยจูมองสบดวงตาสีน้ำตาลคมกริบแล้วนึกขึ้นได้ว่าตนต้องหนี ไม่มีเวลามาตะลึงพรึงเพริดกับใบหน้าหนุ่มรูปงามผู้นี้อีกแล้ว นางจึงรีบลุกวิ่งออกไป

“องค์ชาย” มี่ถงและชงอวี้รุดเข้ามาช่วยเหลือ แต่องค์ชายเผ่าสวรรค์ยกมือห้าม และลุกขึ้นเอง แต่ดวงตามองตามหลังแม่นางผู้นั้นไปจนลับเงานาง แม้นอยากจะรั้งนางไต่ถามว่าเกิดเรื่องอันใด ถึงรีบร้อนเช่นนั้นก็ไม่ทันเสียแล้ว

“องค์หญิงไปโน่นแล้ว เร็วเข้า”ทหารปีศาจไล่ตามมากระชั้นชิด

“ช้าก่อน” เฟยหรงเรียกไว้ อีกทั้งส่งสัญญาณมือให้มี่ถง กับชงอวี้มาขัดขวางไว้ “ที่นี่เขตมนุษย์ อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของสวรรค์ พวกเจ้าบังอาจมาก่อเรื่องวุ่นวายอะไรกัน”

“คาระวะองค์ชายเฟยหรง เผ่าปีศาจไม่มีเจตนาร้าย เพียงแต่องค์หญิงน้อยแอบหนีมา จึงได้รับคำสั่งให้ตามนางกลับไปพะยะค่ะ” ทหารคนหนึ่งในเผ่าปีศาจคุกเข่าประสานมือคาระวะและกล่าวรายงานอย่างเลี่ยงไม่ได้

“นางเป็นองค์หญิงของพวกเจ้าหรือ”

“พะยะค่ะ หากตามนางไม่ทันเฝิงเฉินกุ่ยจวินต้องประหารพวกข้าแน่ ได้โปรดหลีกทางให้พวกเราด้วยเถิด”

“มี่ถง ชงอวี้ หลักทางให้พวกเขาไป” เฟยหรงบอก พลางนึกถึงช่วงเวลาที่ได้สบดวงดวงตานางเมื่อสักครู่ นัยน์ตาสีน้ำตาลแดง ดวงตานางรีเล็กหางตาเฉี่ยวขึ้น ดูดื้อรั้นเอาการ เป็นที่ร่ำลือไปทั่วว่าธิดาปีศาจคนเล็กของเฝิงเฉินกุ่ยจวินช่างมีรูปโฉมงามนัก จนองค์ชายเผ่าเล็กเผ่าน้อยอยากจะมาเกี่ยวดองสมรส แต่ราชาปีศาจหวงธิดาองค์นี้มาก จึงไม่ยอมรับการทาบทามจากเผ่าใด เมื่อได้ยลโฉมนางแม้เพียงไม่นาน แต่กลับตราตรึงในใจเฟยหรงนัก

“ทูลองค์ชาย เพลิงลุกไหม้หนักแล้ว หากไม่รีบดับเพลิงเสียเกรงว่าจะไม่ทันการณ์” มี่ถงออกความเห็น เฟยหรงหันมองเปลวเพลิงแล้วตัดสินใจคืนร่างเป็นมังกรดำสีนิลตัวใหญ่ลอยขึ้นฟ้าไปช่วยดับเพลิงที่กำลังไหม้รุนแรง

เหม่ยจูได้ยินเสียงมังกรคำรามจึงหันกลับไปมอง ก็พบว่าเป็นเทพมังกรสวรรค์กำลังพ่นน้ำดับไฟ นางยิ้มแววตาที่มองนั้นสื่อความหมายล้ำลึก ไม่นึกฝันว่าบุรุษเผ่าสวรรค์ผู้นั้นจะเป็นเทพมังกรในตำนาน ที่นักเล่านิทานกล่าวถึง เขาช่างดูองอาจ รูปงามนัก

 “องค์หญิงอยู่นั่น จับนางเร็วเข้า” เพราะมัวตะลึงในรูปโฉมเป่าสวรรค์ทหารปีศาจจึงตามทันจนได้

“ฝันไปเถอะว่าจะจับข้าได้” นางกล่าวแล้วตัดใจวิ่งหายไปในความมืด

.......................................................................................................................................................

ธิดาปีศาจน้อยวิ่งจนพ้นเขตหมู่บ้าน ยามนี้รอบตัวนางมีแต่ความมืด และความเงียบสงัด ดูแล้วน่าจะปลอดทหารปีศาจ เพราะนางไม่ได้กลิ่นไอปีศาจแถวนี้เลย นางจึงหยุดพักเหนื่อยสักครู่ ทว่าจากที่คิดว่ารอดพ้นแล้วกลับไม่รอดพ้นจนได้

ด้านหลังมีเสียงฝีเท้าเหยียบใบไม้แห้ง พลันจมูกนางรู้สึกได้ถึงกลิ่นที่ไม่คุ้นเคย กลิ่นนี้ช่างหอมประหลาดนัก กลิ่นหอมนุ่มนวลล้ำลึก หลังได้สูดดมกลับให้ความรู้สึกเย็นวาบ เพียงชั่วพริบตาเดียวมีกระแสลมพัดม้วนรอบตัวนาง พอหันกลับไปจึงเห็นบุรุษร่างสูง สูงกว่านางอยู่หลายส่วน ใบหน้าคมคาย เกล้าผมสูงกลางกระหม่อม ยืนมองนางตาค้างห่างจากนางเพียงสามก้าว

“เหม่ยจู เป็นเจ้า”ครั้งแรกที่ได้เห็นนางอย่างเต็มตา หานโจวรีบถลาเข้าไปหาและคว้านางมากอดเสียแน่น “เป็นเจ้าจริงๆ”

“นี่เจ้า” พอโดนกอดโดยไม่ทันตั้งตัว เหม่ยจูจึงเกิดอาการไม่พอใจ นางผลักอกชายหนุ่มออกห่างอย่างไม่ลังเลอีกทั้งตวาดใส่อย่างพยศ “เจ้าเป็นใคร กล้าดียังไงมากอดข้า รนหาที่ตายรึยังไง”

“เหม่ยจูนี่ข้าเอง สามีของเจ้าอย่างไรเล่า” เขาบอกนาง ตอกย้ำความสัมพันธ์หนหลังที่ไม่เคยลืมเลือน

“บังอาจพูดจาสามหาว เจ้าอยากตายนักรึไง”นางขึ้นเสียงใส่เพราะโกรธจัด อยู่ดีๆก็มีชายหนุ่มมาบอกว่าเป็นสามี ตั้งแต่เกิดมาจนบัดนี้ นางมิได้ความจำเสื่อมถึงขนาดไม่รู้ว่าชายผู้นี้กำลังโกหกคำโต

“เหม่ยจู นี่ข้าหานโจว เป็นสามีของเจ้า” แม่ทัพสงครามผู้ห้าวหาญเริ่มสูญเสียความมั่นใจไปชั่วขณะ เมื่อเห็นสีหน้าและแววตาโกรธเคืองจากอีกฝ่าย ไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางจึงได้โกรธเช่นนั้น

“โกหก บอกข้ามาว่าเจ้ามาจากเผ่าไหน ต้องการอะไรกันแน่”

“นี่เจ้าไม่รู้จักข้าจริงๆหรือ ข้าหานโจวซ่างเสินของเจ้าอย่างไรเล่า”

“หานโจวซ่างเสิน หมายความว่าเจ้าเป็นคนของเผ่าสวรรค์ อ้อ ที่แท้กลิ่นแปลกๆที่ข้าได้กลิ่นก็เป็นกลิ่นของเจ้า กลิ่นของเผ่าสวรรค์สินะ” นางหรี่ตามองผู้ที่บอกว่าตนเป็นคนของเผ่าสวรรค์ด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ

“เกิดอะไรขึ้นกันแน่ หรือว่าเจ้าจำข้าไม่ได้แล้ว” หานโจวใจหาย ลืมนึกไปว่านางถูกจิตมารเข้าแทรก นอกจากนางจะมีอาการไม่เป็นตัวของตัวเองแล้ว นางยังต้องดำรงชีพด้วยการดูดกินไอวิญญาณ หรือที่นางลืมเป็นเพราะจิตมารครอบงำจนสิ้นแล้ว หากเป็นเช่นนั้นหนทางเดียวที่จะรื้อฟื้นความทรงจำของนางได้เห็นทีจะมีเพียงสิ่งนี้

จูบนาง ให้นางดูดไอวิญญาณ ความทรงที่ไหลออกจากตัวเขาอาจจะช่วยปลุกความทรงจำนางได้ เมื่อคิดได้ดังนั้นหานโจวจึงใช้พลังดึงนางเข้ามาหา และก้มลงปิดปากนางด้วยปากเขาเอง

เหม่ยจูตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก นางหลุบตามองก็เห็นอีกฝ่ายกำลังบดคลึงริมฝีปากบนปากนางอย่างสนุกสนาน นางไม่รู้จักว่าการทำเช่นนี้เพื่ออะไร หรือว่านี่จะเป็นการทักทายในอีกรูปแบบหนึ่งของเผ่าสวรรค์กันนะ ขณะที่นางกำลังขบคิดทำความเข้าใจอยู่นั้น บุรุษผู้นั้นไม่เพียงแต่จะบดขยี้บนปากนาง แต่ยังแทรกบางสิ่งเข้ามาในปากนางอีกด้วย

“หึ นี่คือลิ้น !” การทักทายแบบไหนกันต้องใช้ลิ้น พอคิดได้ดังนั้นนางจึงใช้ฝ่ามือปีศาจผลักหานโจวออกห่าง “เจ้าบังอาจนัก กล้าล่วงเกินข้า เจ้าต้องตาย”

กล่าวจบนางฟาดพลังปีศาจใส่ไม่ยั้ง ในขณะที่หานโจวมัวตกตะลึงต่อท่าทีแข็งกระด้างของนาง จึงไม่ทันระวังถูกพลังของนางตีกระแทกจนล้มหงายท้อง เหม่ยจูเห็นดังนั้นก็ยังไม่สาแก่ใจ นางวิ่งเข้าไปหา กางกรงเล็กหวังตะปบใบหน้าชายโฉดให้เละคามือ หานโจวที่เพิ่งตั้งหลักได้จึงกลับเบี่ยงตัวหลบและกระชากนางลงไปนอน ขณะที่ตนพลิกตัวขึ้นไปนั่งทับและจับมือนางทั้งสองข้างกดแนบกับพื้นดิน

“ปล่อยข้า” นางตะโกนใส่หน้า แววตาดุเอาเรื่อง

“เหม่ยจู เหตุใดเจ้าถึงเปลี่ยนไปมากเช่นนี้” หานโจวมองแววตานางแล้วเสียใจหนัก ยิ่งมองยิ่งรู้สึกผิดที่ไม่อาจปกป้องนางได้จนทำให้นางกลายเป็นเช่นนี้ นอกจากนางจะลืมเรื่องราวระหว่างเขาและนางไปหมดสิ้นแล้ว ยังไม่หลงเหลือเยื่อใยใดๆแม้สักนิด

“ข้าบอกให้ปล่อยข้า”นางด่าทอไม่หยุด

                “เจอกันหนนี้แรงเจ้าเยอะมาก ดูเหมือนว่าเจ้าจะหายป่วยแล้ว เจ้าคงสูดไอวิญญาณมามากพอแล้วใช่หรือไม่” เขากล่าวแล้วกัดกรามแน่น แค่นึกถึงวิธีการสูดไอวิญญาณที่ต้องใช้ปากประกบปากใครต่อใคร ก็ทำให้เทพผู้มีนิสัยเยือกเย็นดั่งน้ำแข็ง กลับร้อนขึ้นราวกับเพลิงลาวาประทุ ยิ่งมองหน้านางยิ่งทำให้ไม่สามารถลืมวิธีการแสนเจ็บปวดนั้นได้เลย เขาอดทนรอยคอยนางมานับพันปี ด้วยใจที่หวังอย่างเต็มเปี่ยมว่าจะได้พบนางอีกครั้ง แต่พอได้พบนางกลับจำเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ

                “ถึงข้าจะเป็นปีศาจแต่ข้าก็ไม่เคยสูดกินไอวิญญาณจากใคร เจ้าอย่ามาปากพล่อย ปล่อยข้า ข้าบอกให้ปล่อย”

                “ไม่ปล่อยจนกว่าข้าจะพูดกับเจ้ารู้เรื่อง”

                “ข้าไม่รู้จักเจ้า จะมีเรื่องอันใดต้องพูดคุยกันอีก”

                “หากเป็นเช่นนั้นข้าขอถามเจ้า เจ้ามีนามว่าอย่างไร”

                “ข้ามีนามว่าเหม่ยจู เป็นบุตรแห่งเฝิงเฉินกุ่ยจวินเผ่าปีศาจ ชั่วชีวิตนับตั้งแต่ข้าเกิดจนอายุข้าครบสองพันปี ข้าสาบานได้ว่าไม่เคยพบหน้าเจ้า และเป็นไปไม่ได้ที่เจ้าจะเป็นสามีของข้า”

                พอได้ยินดังนั้นหานโจวจึงมองสำรวจดูนางอย่างละเอียด แม้นชื่อ ใบหน้า ทุกอย่างที่เห็นล้วนเป็นนาง ยกเว้นเพียงแต่เส้นผมที่มีสีดำขวับเงาวาวเท่านั้น แม้จะเห็นประจักษ์แก่ดวงตาเช่นนั้น หานโจวก็ยังไม่เชื่อว่าตนจะจำผิด จึงร่ายคาถาแก้มนต์เผื่อว่านางปกปิดหรือปลอมตัวไว้ ทว่ากลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

                “หรือว่าเจ้าไม่ใช่นาง” นางโจวรีบผุดลุกขึ้นทันที รู้สึกผิดในใจอย่างมหันต์ที่ได้กระทำการลงไปโดยไม่รอบคอบ

                “ไม่เคยมีผู้ใดกล้าทำให้ข้าเสื่อมเสียได้มากเช่นนี้ วันนี้ข้าจะฆ่าเจ้า แล้วเอาเลือดเจ้ามาล้างมลทิลบนตัวข้า” นางเริ่มโกรธเข้าแล้ว เดิมทีนางก็มิใช่สตรีที่ชอบใช้ความรุนแรงนัก แต่หากมีผู้ใดล่วงเกินนางก่อน ตามนิสัยนางแล้วย่อมไม่ปล่อยคนผู้นั้นไปเด็ดขาด

“ในแววตาเจ้า เวลาพูดว่าจะฆ่าข้ากลับไม่มีความสั่นสะเทือนสักนิด เจ้าไม่ใช่นาง ข้าจำคนผิดไป เรื่องก่อนหน้านั้นข้าต้องขอโทษด้วย” พอรู้ว่าไม่ใช่ หานโจวก็เริ่มรักษาระยะห่าง

“คิดว่าขอโทษแล้วข้าจะอภัยให้เจ้าอย่างนั้นรึ” นางเริ่มแสดงท่าทีแข็งกร้าว แต่หานโจวกลับยืนนิ่งเหมือนหิน ไม่ขยับเขยื้อน

“ข้ารู้ว่าข้าได้ทำผิดใหญ่หลวงต่อเจ้า องค์หญิงน้อย ขอให้เห็นแก่ความสงบสุขสองเผ่าพันธุ์ อย่ามีเรื่องกันเลย”

“เมื่อเทียบกับสิ่งที่เจ้าทำกับข้า คิดว่าข้าจะยังเห็นแก่ความสงบสุขได้รึ”นางเถียงกลับ

 “หากคิดว่าไม่เป็นธรรม ข้าก็ยินดีจะไปกับเจ้า ไปเผ่าปีศาจด้วยกันเพื่อตกลงเรื่องนี้” หานโจวเดินเข้าหานางอย่างกล้าหาญ

พอเหม่ยจูได้ยินว่าเขาจะตามนางกลับเผ่าปีศาจ นางก็คิดได้ว่านางกำลังหนีทหารปีศาจ แล้วเรื่องอะไรจะยอมกลับวังไปง่ายๆเล่า พอเห็นหานโจวเดินเข้ามาใกล้นางจึงเปลี่ยนใจวิ่งหนี หานโจวใช้กำลังภายในผลักนางจนล้มลง

“เจ้า...!”เหม่ยจูหันมองหน้าหานโจวอย่างไม่พอใจ

เดิมทีก็ไม่ได้อยากจะมีเรื่องนักดอก แต่การที่บุรุษรังแกสตรีเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ยอมกันไม่ได้ นางจึงเสกดาบออกมา “ตอนแรกข้าก็คิดจะปล่อยเจ้าไปดีๆ แต่เห็นทีเจ้ากับข้า คงจบดีๆไม่ได้เสียแล้ว”

“เหตุใดถึงไม่อยากกลับเผ่าปีศาจพร้อมข้าเล่า เราจะได้พูดคุยถึงเรื่องที่ข้าล่วงละเมิดต่อเจ้า ต่อหน้าเฝิงเฉินกุ่ยจวินเพื่อให้เจ้าได้รับความเป็นธรรม แบบนี้ไม่ดีหรือ” หานโจวเห็นพิรุธที่นางแสดงออกมาก็ยิ่งเพิ่มความสงสัยใคร่รู้ หากได้กลับไปพร้อมกับนางคงได้ไต่ถามชาติกำเนิดของนาง เพื่อความมั่นใจว่านางไม่ได้โกหก

“ไม่ต้องถึงมือท่านพ่อ ข้าจะทวงความเป็นธรรมด้วยตัวข้าเอง” เหม่ยจูง้างดาบและพุ่งเข้าพอใกล้ถึงตัวจึงฟันลงรวดเร็วปานลมพายุ หานโจวใช้พลังเทพตั้งรับ และผลักออก เหม่ยจูเซเล็กน้อย พอตั้งหลักได้ก็พุ่งใส่อีกตวัดดาบไปที่ขา หานโจวใช้กระบี่งัดออก เหม่ยจูแทงสวน หานโจวหมุนตัวหลบ ลีลาพลิ้วไหวราวสายลมทั้งคู่ แรกเริ่มเหม่ยจูเป็นฝ่ายรุก หานโจวเป็นฝ่ายตั้งรับ ครู่ต่อมาหานโจวกลายเป็นฝ่ายรุกบ้าง ใช้เพียงฝ่ามือเดียวในการต่อสู้ เพราะหากใช้กระบี่เกรงว่านางจะบาดเจ็บหนักจนตายได้

“ฝีมือเจ้าไม่เลว” หานโจวเอ่ยชม

“ขอบคุณที่กล่าวชม” ธิดาน้อยยิ้มเจ้าเล่ห์ นี่เพียงแค่น้ำจิ้ม พอคิดได้ดังนั้นนางจึงงัดเอาท่าไม้ตายออกมาใช้ ฟ้อนรำดาบไปรอบๆหานโจว จากเนิบช้าเป็นเคลื่อนที่เร็วขึ้นจนแทบมองไม่เห็นร่างนาง

หานโจวยืนนิ่งราวกับโดนสะกดจิต มองท่วงท่าที่นางเคลื่อนไหว ราวกับตรงหน้านางเป็นนางรำ มิใช่ศัตรู เหม่ยจูฉวยจังหวะนั้นนางพุ่งเข้ามา เทพหนุ่มได้สติเบี่ยงตัวหลบ “ข้าเกือบพลาดท่าเสียทีให้เจ้าแล้ว”

“หึ...ท่านก็เก่งมากที่หลบข้าได้” เหม่ยจูยิ้มที่มุมปาก “แต่คราวนี้เจ้าหลบไม่ได้แน่” กล่าวจบนางใช้มนต์แยกร่างออกมาห้าร่างและพุ่งเข้าหาหานโจวพร้อมกัน

หานโจวคิดว่านางออกอุบายแยกร่างปลอมขึ้นมา เพื่อหลอกล่อและหนีไปแล้ว เขาจึงชักกระบี่ออกจากฟักและตั้งรับฟาดฟันลงบนเงาร่างเหล่านั้นจนมาถึงร่างสุดท้าย ก่อนจะจบเกมต่อสู้หานโจวได้ใช้พลังฝ่ามือตีเข้าทีหน้าอกของนางอย่างแรงจนร่างนางปลิวไปกระแทกใส่ต้นไม้

ตุ้บ ! ร่างธิดาปีศาจหล่นลงมากระแทกรากไม้อีกที นางกระอักเลือดออกมาในที่สุด

“องค์หญิงเหม่ยจู” หานโจวตกใจที่พลั้งมือทำนางบาดเจ็บเข้าให้ เขาตั้งใจจะเข้าไปดูอาการนางเพราะเป็นห่วง แต่นางกลับร่ายคาถาหายตัวหนีไปอย่างรวดเร็วคงเพราะหวาดกลัวกระมัง

หานโจวมาถึงโคนต้นไม้ เห็นเพียงคราบเลือดของนางเปรอะเปื้อนบนพื้นดินและเศษใบไม้ ก็ใจหาย เขาเพิ่งรู้ว่าร่างสุดท้ายที่ต่อสู้นั้นแท้จริงแล้วคือร่างจริงหาใช่มายา ดูจากกองเลือดแล้วแสดงว่านางได้รับบาดเจ็บหนักพอควร หากไม่ได้รับการรักษาโดยเร็วเกรงว่าชีวิตนางจะหาไม่

 “บ้าจริง”เขาสบถออกมาอย่างรู้สึกผิด นางเป็นถึงองค์หญิงเผ่าปีศาจ ทราบความมาว่าเฝิงเฉินกุ่ยจวินโปรดธิดาองค์นี้มาก หากนางกลับเหิงซานเป่ยกงในสภาพบาดเจ็บหนักเช่นนั้น เห็นทีว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองเผ่าที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกันอาจจะเริ่มสั่นคลอนได้

แต่นางบาดเจ็บหนักเพียงนั้นคงไปได้ไม่ไกล หากตามหาคงทันกาล แต่โชคร้ายไปหน่อยที่นางเป็นปีศาจที่มีกลิ่นไอปีศาจไม่มากนัก การแกะรอยนางอาจจะยากสักหน่อย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีหวัง

..............................................................................................................................................

ด้วยร่ายคาถาหายตัวหนีมาอย่างเร่งรีบจนลืมที่จะนึกถึงปลายทาง สุดท้ายดันมาโผล่ที่ไหนก็ไม่รู้ได้ ในลำคอนางรู้สึกพะอืดพะอมกลิ่นคาวเลือดยิ่งนัก จนอาเจียนออกมาเป็นเลือดสดอีกหนึ่งอึกใหญ่ เจ็บปวดภายในช่องอก รู้สึกร้อนรุ่มเหมือนถูกไฟเผาผลาญไปทั่งสรรพางค์กาย เหงื่อผุดเต็มหน้าผาก มืออีกข้างหนึ่งหยิบดาบปักลงดินเป็นที่ค้ำพอพยุงตัวให้ลุกขึ้น

ดาบสั่นกึกๆเมื่อต้องรับน้ำหนักที่ถูกกดลงมา นางพยายามดันตัวให้ลุกขึ้น แต่ขาเริ่มสั่นและอ่อนแรงจนอ่อนยวบ ทิ้งร่างลงไปนอนหงาย ดวงตาทอดมองไปบนท้องฟ้า เมฆสีขาวฟ้าสีครามดูไปดูมาช่างพร่าเลือน ประหนึ่งเหมือนจะสลายหายไปต่อหน้า ต่อมาเหมือนทุกสิ่งโดยรอบกำลังหมุนคว้าง

“หรือข้ากำลังจะตาย” นางพึมพำเสียงลอดริมฝีปากคล้ายเสียงกระซิบ ในลำคอเหนียวหนืด นึกกระหายน้ำอย่างหนัก

อาการบาดเจ็บทำให้นางไร้ความสามารถึงเพียงนี้เชียวรึ บุรุษผู้นั้นคือใครกัน เหตุใดถึงได้มีฝีมือร้ายกาจนัก ธิดาปีศาจครุ่นคิด ครู่ต่อมาร่างกายน่าจะมีแรงอยู่บ้าง เหม่ยจูพยายามอีกครั้ง คว้าดาบขึ้นมาปักลงดินและพยุงตัวขึ้นด้วยเรี่ยวแรงที่รวบรวมได้

 ดาบสั่นอีกแล้ว สั่นกึกๆ ขาก็สั่นกึกๆด้วยเช่นกัน นางสะบัดศีรษะขับไล่อาการมึนงงวิงเวียนแล้วกระพริบตาถี่ ภาพที่เห็นครั้งนี้แจ่มใสขึ้นมาหน่อย แต่ขานี่สิยังสั่นมิหาย ดูคล้ายจะสั่นแข่งกับดาบเพื่อให้รู้แพ้รู้ชนะกันไปข้าง

“ข้าจะไม่ยอมตายที่นี่เด็ดขาด” นางบอกกับตัวเอง เพียงเท่านั้นกำลังก็เพิ่มขึ้นมาอย่างประหลาด

พอยืนได้ ก็มองด้านหน้ามองด้านหลัง ด้วยสภาพเช่นนี้ เห็นทีจะกลับเหิงซานเป่ยกงไม่ได้แล้ว หากท่านพ่อรู้เข้าต้องคิดแน่ว่าเป็นฝีมือของคนเผ่าสวรรค์แน่ หาไม่แล้วความสงบที่อยู่มาเนิ่นจะพลังพังลงเพราะน้ำมือนาง ให้เฝิงเฉินกุ่ยจวินรู้เรื่องที่นางบาดเจ็บไม่ได้ ต้องหาที่พักรักษาตัวที่ไหนสักแห่ง หายดีแล้วค่อยกลับไปรับโทษก็ยังไม่สาย

“เจ็บใจนักคนผู้คนเป็นใครกัน ฝากเอาไว้ก่อนเถอะรอข้าหายดีแล้วข้าจะตามล้างแค้นเจ้าให้ได้” แม้นบาดเจ็บแต่ยังมิวายคิดแค้น

นางมองไปเบื้องหน้า ไกลออกไปอีกหน่อยใต้ต้นไม้ใหญ่ อายุคงหลายร้อยปี ลำต้นมันถึงได้ใหญ่นัก และยังแผ่กิ่งก้านออกใหญ่โตปานนั้น เหนือยอดไม้เห็นปากถ้ำอยู่รำไร ตรงนั้นมีถ้ำแน่เหมาะแก่การหลบซ่อนรักษาตัวสักพัก เหม่ยจูพยายามแข็งใจเดินไปอย่างลำบาก ด้วยบาดเจ็บหนักปานนี้ทำให้นางขาอ่อน หกล้มคลุกคลานไปตลอดทาง แต่ก็ยังพอกล้ำกลืนฝืนทน จนปีนขึ้นมาในถ้ำได้

ถ้ำนี้ช่างกว้างขวางโอ่อ่านัก มีทางลึกทอดยาวเข้าไปข้างใน แต่กระนั้นขาก็หมดแรงที่จะพาสังขารอันหนักอึ้งเข้าไปแล้ว เอาเถิดพักตรงนี้เสียหน่อย อาการทุเลาค่อยเข้าไปก็แล้วกัน เหม่ยจูหาที่นั่งเหมาะๆ  แล้วย่อกายลงนั่งขัดสมาธิ หงายฝ่ามือสองข้างวางบนหน้าตัก จีบปลายนิ้วโป้งกับนิ้วชี้เข้าด้วยกัน และหลับตาเข้าญาณ เพื่อถอดจิตเข้าไปสำรวจดูบาดแผลภายในร่างกาย

ไอสีดำขลุกมัวแผ่ออกมารอบกาย รวมตัวเป็นวงกลมสร้างเป็นเกราะป้องกันครอบร่างธิดาปีศาจไว้จนมิดชิด มีแมลงตัวหนึ่งจะบินเข้าไป พอมันสัมผัสโดนม่านพลังนั้น มันก็ตกลงไปตายอยู่ข้างๆ แต่ครู่ต่อมานางก็กระอักเลือดออกมาอีก คราวนี้เยอะกว่าก่อน นางจึงหมดสติล้มฟุบไป เกราะป้องกันก็หายวับไปด้วย

………………………………………………………………………………………………………………………………………...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

97 ความคิดเห็น

  1. #8 baikhau (@baikhau) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 6 กันยายน 2561 / 23:16
    โอ๊ย!!!ฝู่จิงเจ้าจะรีบกลับมาทำไม
    ขัดจังหวะเจงๆเลย
    #8
    1