ไข่มุกจันทรา ( 月亮之珠 )

ตอนที่ 25 : บทที่24 : ก้าวแรกแห่งวิถีเซียน (เนื้อหาเรียบเรียงใหม่ทั้งหมด)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 407
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 30 ครั้ง
    19 ก.พ. 62



ไข่มุกจันทรา (月亮之 )

บทที่ 24 ก้าวแรกแห่งวิถีเซียน

                สวรรค์เก้าชั้นฟ้า วังลู่หลิง ตำหนักเลี่ยงหลิน

                ฮุ่ยเหมยเช่อเฟยนั่งมองขนหงส์แดงในมือด้วยสายตาพิจารณาอย่างถ้วนถี่ ขนหงส์แดงหรือหงส์เพลิงนี้มีความงามต้องตายิ่งนัก ยามได้สัมผัสทำให้ความรู้สึกนุ่มลื่น มันวาวราวผ้าแพรไหมเนื้อดี มีกลิ่นที่หอมแปลกประหลาดกำจายบางเบา หงส์แดงเป็นหงส์ที่ถือกำเนิดขึ้นได้ยาก เรื่องนี้ใต้หล้ากล่าวขานมานาน หงส์แดงมีคุณสมบัติพิเศษที่ผู้ใดก็ต้องการครอบครอง จึงมีข่าวลือหนาหูว่าราชาแห่งเผ่ามารมี่เยี่ยนใช้ความพยายามตามหาหงส์แดง นับแต่ได้ล่วงรู้ว่ามีหงส์แดงถือกำเนิด จึงมิแปลกที่นางเองก็อยากได้ไว้เป็นสัตว์พาหนะสักตัว

แต่ผู้ใดไหนเลยจะนึกไปว่าหงส์แดงที่ราชาเผ่ามารตามหานั้น จักกลับมาหลบเร้นบนสวรรค์เก้าชั้นฟ้าแห่งนี้ ฮุ่ยเหม่ยพลิกไปพลิกมาอยู่นานจนนางกำนัลรับใช้อดที่จะเอ่ยปากถามไม่ได้ “ขนหงส์แดงนี่มีอะไรพิเศษหรือเพคะ พระชายาถึงได้มองแล้วมองอีก”

                เช่อเฟยหันไปยิ้มและเก็บลงกล่องใบเล็กก่อนจะยื่นให้นางกำนัลผู้ที่ถาม “ขนหงส์นี่สีสวยนัก สวยประหลาดข้าชอบมาก เจ้าเอาไปเก็บในตู้ให้ข้าที เก็บให้ดีล่ะ”

                “เพคะพระชายา”นางกำนัลยื่นมือรับและคลานเข่าไปมุมหลังห้อง ซึ่งมีตู้เตี้ยๆวางเรียงรายเป็นระเบียบงดงาม

ตำหนักเลี่ยงหลินประดับประดาด้วยผ้าม่านสีขาวนวลโปร่งแสง ลมสวรรค์พัดผ่านหน้าต่างเข้ามาภายใน หอบกลิ่นหอมของดอกไม้นานาพันธ์หน้าตำหนักเข้ามา ทำให้ทั้งตำหนักกรุ่นไปด้วยกลิ่นของดอกไม้ เหล่าสกุนาสวรรค์โผบินผ่านหลังคาตำหนักพลางส่งเสียงร้องขับขานเป็นบทเพลงที่มีท่วงทำนองไพเราะน่าฟังยิ่งนัก

                นอกตำหนักนางกำนัลผู้หนึ่งวิ่งพ้นธรณีประตูเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าเช่อเฟยแห่งตำหนักเลี่ยงหลิน และสีหน้าตื่นเต้นพลางเอ่ย “พระชายา องค์ชายเสด็จมาเพคะ”

                “จริงหรือ”เช่อเฟยเจ้าของตำหนักพาลไม่อาจเก็บอาการได้เช่นกัน พอมองไปที่ประตูเห็นเงาเคลื่อนไหวด้านหลังฉากกั้น นางลุกขึ้นรอและยิ้มอย่างดีใจ จนกระทั่งสามีของนางเดินมาหยุดเบื้องหน้า จึงได้ย่อตัวคำนับให้อย่างนอบน้อม“ฟูจวิน”

                “น้องหญิง” เฟยหรงยิ้มมองใบหน้ารูปไข่ ดวงตาสดใส รอยยิ้มอ่อนโยน กริยาท่าทางอันอ่อนช้อยแล้วชุ่มชื่นหัวใจยิ่งนัก หลังจากจิตใจห่อเหี่ยวมาเสียหลายวัน

หมู่นี้เทียนจวินทยอยส่งรายงานความเดือดร้อนของปวงราษฎ์มามากขึ้น จึงทำให้ไม่มีเวลาแวะมาหาชายารองมากนัก นางคงเหงาแต่จะทำเช่นไรได้เล่า เมื่อวันหน้าจักต้องขึ้นสืบทอดตำแหน่งเจ้าผู้ปกครองสวรรค์ดั่งที่เทียนจวินปราถนา จึงจำเป็นต้องเรียนรู้งานเสียตั้งแต่ยังเยาว์เพื่อให้ปวงเทพ และใต้หล้าเห็นในความปรีชาสามารถและให้การยอมรับอย่างชอบธรรม

นางกำนัลหันไปมองตากันเหมือนรู้หน้าที่ พากันคำนับลาแล้วเดินเรียงแถวออกไปจากตำหนัก ปล่อยให้ทั้งสองได้อยู่ตามลำพัง

                ประตูตำหนักปิดสนิท ภายในตำหนักเงียบราวกับมีผู้อยู่อาศัยไปชั่วครู่ เพราะทั้งคู่ต่างมัวแต่มองสบดวงตาและยิ้มให้กันอย่างโหยหา เฟยหรงเดินเข้าไปโอบไหล่มนของชายารองประคองนางมานั่งลงด้วยกันบนแท่นนอน มือข้างหนึ่งยกขึ้นไล้ที่กรอบใบหน้าเรียวรูปไข่ของนางอย่างเบามือ

ชายารองผู้นั้นก้มหน้ายิ้มเอียงอาย“ท่านคงงานยุ่งนัก”

                แม้นนางก้มหน้าแต่ผู้เป็นสามีออกแรงเพียงเล็กน้อยช้อนปลายคางมนให้แหงนขึ้นมามองสบดวงตา “ถูกแล้วข้างานยุ่งมากจนไม่ได้มาหาเจ้า”

                “ท่านเหนื่อยหรือไม่ โปรดเสวยอะไรหรือไม่ หม่อมฉันจะได้ไปเตรียมหามาให้”ฮุ่ยเหม่ยยิ้มจนเห็นฟันขาวเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ ดวงตาสื่อความหมายว่ารักและเทิดทูนสามีผู้นี้ยิ่งกว่าใคร

                “ไม่ต้องลำบากเจ้าหรอก ข้าเพียงแต่แวะมาเพื่อบอกเจ้าเรื่องหนึ่ง”

                ในแววตานางมีความผิดหวังเจือปนมาหน่อยๆแต่ยังประคองสติถามออกไป “เรื่องใดหรือเพคะ”

                “ระยะนี้เจ้าห้ามไปใกล้แถวตำหนักหมิงเลี่ยนเด็ดขาด”

                “ทำไมหรือเพคะ”

                “องค์หญิงเผ่าหงส์ นางมีนามว่าฟางเซียนถูกคนลอบทำร้ายในวังสวรรค์ นางพักรักษาตัวที่นั่น หน้าตำหนักมีทหารของเทียนจวินเฝ้ารักษาความปลอดภัย ข้ากังวลว่าหากเจ้าผ่านไป เจ้าอาจถูกดึงไปเอี่ยวเรื่องนี้”

                “หม่อมฉันทราบแล้วเพคะ”ฮุ่ยเหมยเช่อเฟยยิ้มรับ

                “เจ้าเข้าใจก็ดี”

                “แล้วองค์หญิงเป็นเช่นไรบ้างเพคะ”

                        “เจ้าช่างมีน้ำใจนักที่ถามถึงนาง”เฟยหรงชื่นชมชายารองยิ่งนัก นอกจากนางเป็นคนที่อารมณ์ดียิ้มง่ายอ่อนโยนนางช่างมีใจกว้างขวางนัก “มีคนลอบใช้พิษงูเห่าทำร้ายนาง อาการนางยังต้องเฝ้าระวัง”

                “พิษงูเห่า” เช่อเฟยทวนคำสีหน้าตกใจ

                “ถูกแล้วคนร้ายใช้พิษงูเงาเคลือบบนอาวุธเพื่อปองร้ายนาง เรื่องนี้เทียนจวินทรงกริ้วมาก มีรับสั่งตามหาตัวคนร้ายแล้ว”

                “นางเป็นธิดาเผ่าหงส์เป็นว่าที่พระชายาเอกของท่าน เทียนจวินย่อมต้องให้ความสำคัญ”ฮุ่ยเหมยก้มหน้ากล่าวสีหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย

                เฟยหรงเหลือบเห็นแววตาหม่นหมองของนางแวบหนึ่งก็โอบนางเข้าแนบอก พลางลูบที่ลบแขนเป็นเชิงปลอบ “เป็นพระประสงค์เทียนจวิน ข้ามิอาจคัดค้านสิ่งใดได้ แต่ข้าจักมั่นคงเพียงแต่เจ้าอย่าได้กังวลไปเลย”

                “จริงหรือเพคะ” นางเอนศีรษะอิงที่ไหล่กว้าง กลิ่นอันคุ้นเคยจากเส้นผมองค์ชายลอยกรุ่น นางจำเมื่อครั้งแรกพบสบตากับองค์ชายได้ กฎของวังหลวงห้ามนางกำนัลมองผู้มียศสูงกว่า ทว่ากลิ่นหอมนี้เองที่ทำให้นางเงยหน้าขึ้นมอง จึงได้สบตากับองค์ชายและสายใยวาสนาจึงเกิดขึ้น

                “นี่เจ้าไม่เชื่อใจข้ารึ” ผู้เป็นสามีก้มหน้าลงไปถาม

                ฮุ่ยเหมยเงยหน้ามองสบตาสามี ในแววตานางมีมากมายหลายคำถามที่อยากกล่าวออกไป แต่ด้วยฐานะของนาง ตำแหน่งคือชายารอง มิอาจแสดงท่าทีหึงหวง โกรธเคืองหรือน้อยใจออกไปได้ แม้นว่าไม่ชอบใจวังเล็กวังน้อยเพียงใดก็ตาม

                “หม่อมฉันมิอาจไม่เชื่อใจท่านได้” นางกล่าวและยิ้มเช่นเดิม ในรอยยิ้มมีแต่ความน้อยเนื้อต่ำใจในวาสนา เกิดมาเป็นเซียนน้อย ไร้ญาติไร้เผ่ามาสนับสนุนจึงเป็นได้เพียงแค่ชายารอง “คืนนี้อยู่กับหม่อมฉันได้หรือไม่เพคะ”

                “ฮุ่ยเหมย”

                “เพคะ”

                “ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วย ข้าต้องไปแล้วยังมีงานให้ข้าทำอีกมาก”

“หม่อมฉันลืมไปว่าท่านคือว่าที่ไท่จื่อ ย่อมมีงานล้นมือ”นางยิ้มอีกแล้วเป็นรอยยิ้มที่ไม่อาจเดาได้ว่าในใจนางคิดการใด

“ไว้ข้าว่างจะแวะมาหาเจ้า”เฟยหรงได้เห็นรอยยิ้มของนางก็หายห่วง นางเป็นคนยิ้มง่าย นางชอบยิ้มไม่ว่าใครจะว่ากล่าวสิ่งใดนางก็ยิ้มเสมอ นางเป็นเช่นนี้นับตั้งแต่นางยังอยู่ในฐานะนางกำนัลที่ดูแลตำหนักหนิงหลิน ต่อมาเพราะรอยยิ้มของนางทำให้เกิดความเอ็นดูจนต้องแต่งตั้งนางขึ้นเป็นชายารอง

                “เพคะ”ฮุ่ยเหมยเช่อเฟยยิ้มอีก

                ว่าที่ไท่จื่อเผ่าสวรรค์ยื่นหน้าจุ่มพิตกลางหน้าผากมนของนางอย่างนุ่มนวลแล้วจึงลุกเดินออกไป รอยยิ้มบนใบหน้าเช่อเฟยพลันหายวับไปพร้อมกับเงาที่หายไปหลังฉากกั้น ดวงตานางแดงก่ำมือที่ประสานระดับหน้าอกกุมเข้าหากันแน่นและสั่น ครู่ต่อมาใบหน้านางเหมือนจะคลี่ยิ้มและหุบยิ้มไปพร้อมกัน

                หงส์แดงตัวนั้นคือธิดาเผ่าหงส์

นางคือว่าที่เจิ้งเฟยขององค์ชายเฟยหรง!

                นางนั่นเอง...

                .....................................................................................................................

                        พระราชวังเหิงซานเป่ยกง

                สุริยาเคลื่อนคล้อยเกือบลับยอดเขา ความมืดเริ่มคลืบคลานปกคลุมผืนป่าบนเขาเหิงซานเหนือ นกฮูกส่งเสียงร้องก้องลำเนาไพร หิ่งห้อยตัวน้อยทยอยออกจากรัง แสงที่ก้นของมันกระพริบวูบวาบบินว่อนเป็นฝูงล่องลอยเหนือคุ้งน้ำหน้าพระราชวังเหิงซานเป่ยกง ดอมดมเกสรดอกบัวราตีที่เรืองแสงเต็มบึง

                ปีศาจกบน้อยกระโดดไปกระโดดมาแลบลิ้นดักจับหิ่งห้อยน้อยป้อนเข้าปากอย่างอิ่มหนำ วัฎจักรแห่งการดำรงอยู่ สรรพสิ่งเล็กน้อยต้องกลายเป็นอาหารไปโดยไม่อาจอย่างเลี่ยงได้ ทุกชีวิตต่างต้องเวียน ว่าย ตายเกิดเช่นนี้มานาน ไม่เว้นแม้นแต่ในแดนปีศาจ

แสงจากคบเพลิงที่ปักรอบๆพระราชวังส่องสว่าง พลทหารปีศาจถือหอกแหลมเดินลาดตระเวนไปทั่ว บ้างเดินสวนทางกันเป็นริ้วขบวนอย่างสวยงาม เบื้องบนมีคำสั่งลงมาว่าให้ดูและความปลอดภัยรอบวังอย่างเคร่งครัด มิใช่เพื่อป้องกันผู้ใดบุกรุกเข้ามา แต่เป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ใดหลบหนีออกไปต่างหาก

                ที่ท้องพระโรงใหญ่ เหล่าโอรสและธิดาปีศาจต่างนั่งประจำที่โต๊ะอาหารเตี้ยๆ เรียงลำดับจากโอรสองค์โต โอรสองค์รอง ธิดาสาม ธิดาสี่ ธิดาห้า เหนือขึ้นเป็นเฝิงเฉินกุ่ยจวินนั่งบนบัลลังก์ แววตาที่มองมายังเหล่าโอรสธิดาดูดุดัน ในมือถือจอกเหล้าคลึงไปคลึงมา เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะธิดาหก ธิดาคนเล็ก เหม่ยจูหนีออกจากวังละทิ้งเผ่าพันธุ์ จึงพลอยทำให้บรรดาพี่น้องต้องถูกจับตามองเพราะความระแวงไม่ไว้ใจจากเจ้าแห่งปีศาจ

                คืนนี้มีงานเลี้ยงรื่นรมย์ เนื่องจากโอรสองค์รองของราชาปีศาจได้ให้กำเนิดทายาทปีศาจเพศชายเพิ่มมาอีกหนึ่ง นับเป็นเรื่องที่ดีของเผ่า ทว่างานเลี้ยงกลับดูไม่น่ารื่นรมย์เอาเสียเลย ผู้ร่วมงานเลี้ยงต่างนั่งเงียบก้มหน้าก้มตาหยิบอาหารมื้อค่ำขึ้นมาใส่ปากเงียบๆ แม้นแต่ปีศาจแมลงหวี่ก็ยังยำเกรง ไม่กล้าบินส่งเสียงให้รำคาญแก้วหู

                ระหว่างที่ความเงียบกลืนกิน ทหารปีศาจนายหนึ่งเดินเข้ามาคุกเข่าคำนับเบื้องหน้าบัลลังก์ “มีข่าวมาจากเหิงซานใต้พะยะค่ะ”

เฝิงเฉินกุ่ยจวินปรายตามองพลางกล่าว “รีบว่ามา”

                “ผีพรายน้ำที่ส่งไปถูงสังหารหมดแล้วพะยะค่ะ”

                “เพล้ง!” เฝิงเฉินกุ่ยจวินขว้างจอกเหล้าในมือลงพื้นทันที ทหารที่นั่งคุกเข่ารีบก้มต่ำจนหัวโขกพื้นเพราะเกรงกลัวต่ออำนาจราชาปีศาจ เหล่าบรรดาโอรสธิดาในงานเลี้ยงต่างพากันสะดุ้งเฮือก หยุดชะงัก ที่ยกจอกเหล้าขึ้นดื่มก็รีบวางลง ที่นั่งกัดน่องไก่ก็ต้องวางลงอย่างสุภาพ และอาหารอยู่ในปากก็ต้องรีบกลืนลงคอจนลืมเคี้ยว

                “ฝีมือใคร เจ้าปีศาจก้อนหินนั่นรึ”

                “หานโจวซ่างเสินพะยะค่ะ” ทหารปีศาจมีอาการตัวสั่นจึงต้องก้มหน้ามองพื้นพรมเพียงอย่างเดียว

                “หานโจวซ่างเสินอีกแล้วรึ”พอได้ยินชื่อเฝิงเฉินกุ่ยจวินกำหมัดแน่น ก่อนจะทุบลงที่พักมือดังปัง “บังอาจนัก!

                เหล่าโอรสและธิดาพากันสะดุ้งเฮือกเป็นครั้งที่สอง พากันนั่งก้มหน้าไม่กล้าแม้ขยับเขยื้อนร่างกายเพราะหวาดกลัวราชาปีศาจ ยามนี้ไม่มีผู้ใดกล้าเคลื่อนไหว จึงทำได้เพียงนั่งนิ่งเหมือนรูปปั้นสลักอยู่อย่างนั้น

                “ที่เหิงซานใต้นกกาลาดตะเวนแจ้งข่าวเพิ่มเติมมาว่า เผ่าสวรรค์เดินทางเข้าออกที่นั่นตลอดเวลาทำให้ไม่สามารถเข้าถึงตัวองค์หญิงได้พะยะค่ะ”

                “หึ ทรยศข้าไม่พอ ยังกล้าสมคบคิดกับพวกเผ่าสวรรค์อีก ส่งสายสืบไปจับตาดูความเคลื่อนไหวของนางไว้ มีความเคลื่อนไหวของนางนอกเขตเผ่าสวรรค์เมื่อใด จงรีบรายงานข้า”

                “พะยะค่ะ”

                “ออกไปได้”

                “พะยะค่ะ”พลทหารปีศาจรีบลุกอย่างรวดเร็วเพื่อหวังจะพาตนเองออกจากท้องพระโรงให้เร็วที่สุด แต่ดันสะดุดขาตนเองล้มลงหน้าคะมำ เฝิงเฉินกุ่ยจวินมองมาด้วยสายตาอำมหิต ในขณะที่ทหารปีศาจตนนั้นหันกลับมองแล้วสะดุ้ง รีบคลานหน้าตั้งออกไปโดยเร็ว

                ................................................................................................................

                ถ้ำเหิงซานใต้

                หานโจวนั่งอยู่ที่โต๊ะน้ำชาตัวเดิม งานประจำคือรินน้ำชาและยกขึ้นมาจิบ พลางกางตำราไม้ไผ่อ่านไปด้วย เทพเซียนมีเวลามากมาย จึงมิต้องเร่งรีบในการดำเนินชีวิตเหมือนเฉกเช่นมนุษย์ การมีอายุยืนยาวถือเป็นเรื่องดีประการหนึ่ง จักทำสิ่งใดก็ไม่ต้องรีบร้อน จักกินจักนอนก็ไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจ หน้าที่ของเทพเซียนมีเพียงดูแลความสงบสุขให้ทั้งหกภพร่มเย็นเป็นสุข และคอยดูแลคุ้มครองมนุษย์ที่ใฝ่ดี และมุ่งหน้านำพาตนบำเพ็ญเพียรเพื่อคงไว้ซึ่งแบบอย่างที่ดีงามแก่เซียนรุ่นหลัง

แต่ก็มีข้อเสียประการหนึ่ง เพราะอายุยืนยาวเกินไปจึงต้องเฝ้ามองสรรพสิ่งเวียนว่าย ตาย เกิดโดยไม่รู้จบ เฝ้ามองจนเกิดความเบื่อหน่าย จนบางครั้งเทพเซียนบางองค์ก็ลงหาประสบการณ์เวียน ว่าย ตาย เกิดแก่เบื่อเสียอย่างนั้น แต่สำหรับหานโจวเทพสงครามผู้อยู่มายาวนานกลับมีเพียงหนึ่งความปราถนาเดียวในการดำรงอยู่

นั้นคือรอคอยคนรักหวนกลับมาเคียงข้าง

                ส่วนเหม่ยจูนอนหลับอยู่บนแท่นหิน หลังดื่มยาสมุนไพรนางก็นอนหลับไปเพราะพิษไข้หวัด แม้นหานโจวแทพย์จำเป็นได้ฝังเข็มบรรเทาอาการให้บ้างแล้ว แต่ก็ต้องรักษาด้วยการดื่มยาสมุนไพรร่วมด้วย ในขณะที่ฝู่จิงนั่งกอดดาบเฝ้าอยู่ข้างขอบแท่นหินไม่ยอมผละไปไหน

                “เป็นแผนของท่านใช่หรือไม่” ปีศาจหนุ่มถามด้วยอารมณ์ที่ขุ่นเคืองอยู่

                “เจ้าหมายถึงสิ่งใด” หานโจวอ่านตำราต่อไม่ไม่เงยหน้าขึ้นมองเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายจ้องหาเรื่องอยู่แล้ว

                “ท่านให้ข้าออกไปเก็บสมุนไพร เป็นแผนของท่านใช่หรือไม่”ปีศาจหนุ่มถามย้ำ หากวันนี้ไม่ได้ความกระจ่างจักไม่หยุดซักถามเป็นแน่

                “เหตุใดข้าต้องทำเช่นนั้น”

                “ก็ท่านคิดจะ...ล่วงเกินนาง”

                “เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว”หานโจวเงยหน้าขึ้นสบตา จริงอยู่ในใจอยากใกล้ชิดนางมาก แต่กล้าสาบานต่อฟ้าดินได้ว่าแม้นคิดถึงโหยหานางเพียงใด แต่ไม่เคยปล่อยให้ความคิดสกปรกต่ำช้าสามานย์เข้ามามีอำนาจเหนือตนเด็ดขาด

                “แต่ข้าเห็นว่าท่านกอดองค์หญิงของข้า”ฝู่จิงเถียงเสียงดัง หัวใจกระตุกวูบ เจ็บแปลบเหมือนเข็มนับพันทิ่มแทง

                “ข้าแค่ให้ความอบอุ่นนาง”

                “มีวิธีมากมาย เหตุใดท่านต้องเลือกกอดนางด้วย” ฝู่จิงย้อนถามอย่างไม่พอใจ

                หานโจวนิ่งเงียบไปชั่วขณะ นั่นสินะ มีวิธีมากมายที่จะทำให้นางอุ่นขึ้นเหตุใดต้องเลือกที่จะกอดนางด้วย หานโจวจนปัญญาหาคำตอบให้กับคำถามฝู่จิงจึงได้เอ่ยกลบเกลื่อนไปว่า“เจ้าหึงรึ”

                “นี่ท่าน...”ฝู่จิงเถียงไม่ออก เป็นเช่นนั้นจริง ปีศาจก้อนหินไม่อาจโกหกได้ เพราะความรู้สึกข้างในมันกำลังเดือดดาลเพราะความหึงหวงจริงแท้ “ข้านึกแล้ว นับตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นท่าน ว่าท่านเป็นเทพที่ไว้ใจไม่ได้”

                “เหตุใดเจ้าถึงได้คิดอคติต่อข้าเช่นนั้น”

                “เผ่าสวรรค์ไว้ใจไม่ได้ ไว้ใจไม่ได้ ต่อไปข้าจะไม่ยอมปล่อยให้องค์หญิงของข้าคลาดสายตาอีก”ปีศาจหนุ่มเริ่มพาล

                “เจ้าคิดว่าลำพังมือเจ้าสามารถปกป้ององค์หญิงเจ้าได้งั้นรึ”

                คำถามของหานโจวทำให้ฝู่จริงหน้าชา“แม้นข้าต้องตาย ข้าก็จะไม่ยอมให้ผู้ใดมาล่วงเกินองค์หญิงของข้า”

                หานโจวถอนหายใจคร้านจะเถียงด้วย จึงใช้จุดอ่อนของฝู่จิงมาออกอุบาย“เจ้าเอาแต่โวยวายเสียงดังเช่นนั้นไม่กลัวนางตื่นรึไง”

                ปีศาจก้อนหินหยุดชะงัก หันกลับไปมองบนแท่นนอน พบว่าเหม่ยจูพลิกตัวไปมาเหมือนจะตื่น จึงได้ตัดสินใจที่จะสงบศึกชั่วคราว“ก็ได้ เพราะเห็นแก่ท่านช่วยรักษาอาการนาง เรื่องวันนี้ข้าจะถือว่าข้าไม่เห็น แต่หากวันหน้าท่านคิดล่วงเกินองค์หญิงของข้าอีก ข้าจะฆ่าท่านด้วยมือข้าเอง”

                “ถ้าเจ้าสามารถเอาชนะข้าได้”หานโจวตอบหนักแน่น แม้นไม่ได้ยิ้มแต่ในใจกลับชื่นชมปีศาจตนมาก ความซื่อสัตย์ที่เขามีต่อนางช่างยิ่งใหญ่ จนไม่อาจยกสิ่งใดมาเปรียบเทียบได้

                ..............................................................................................................................

                        ห้าวันต่อมา มี่จื่อออกจากการกักตัวรักษาตน หานโจวจึงขอตัวกลับเขาไท่ซาน เพราะเป็นห่วงศิษย์ทั้งเก้าคน มี่จื่อจึงได้ทราบเรื่องที่เฝิงเฉินส่งผีพรายน้ำเข้ามาในเขตเผ่าสวรรค์เพื่อทำร้ายเหม่ยจู เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้มี่จื่อตระหนักได้ว่า เหม่ยจูตกอยู่ในอันตรายที่ไม่อาจป้องกันได้

                จึงตัดสินใจพานางเดินทางไปยังอารามเต๋าช่างหลิวที่แคว้นเจียงหนาน เพื่อฝากฝังให้นางได้บำเพ็ญพรตตามวิถีเซียนอย่างถูกต้อง อีกทั้งอารามเต๋าช่างหลิวเป็นอารามที่บำเพ็ญที่คัดเฉพาะสตรี มี่จื่อจึงไว้วางใจ ฝู่จิงก็ขอติดตามไปด้วยในขณะที่ซิ่นฮวาก็ไม่ยอมน้อยหน้า อยากจะขอตามไปแต่ติดที่ว่าซิ่นฮวาเป็นเสือดำ หากเดินเพ่นพ่านในแดนมนุษย์ ชาวบ้านคงพากันตกใจแตกตื่น มี่จื่อจึงได้ร่ายคาถาเปลี่ยนให้เป็นแมวดำเสีย

                        เหม่ยจูมองอารามใหญ่โตที่ก่อสร้างริมเชิงเขาหลังหมู่บ้านแดนมนุษย์แล้วเอ่ยถามอย่างตื่นเต้น“ท่านเทพนี่คือที่ใดกัน”

                        “อารามเต๋าช่างหลิว”มี่จื่อเอามือไพล่หลังมองเหม่ยจูและอมยิ้ม ดูเหมือนนางจะดีใจเอามากที่ได้เดินทางออกนอกเขตเหิงซานใต้

                “อารามเต๋า นี่ท่านจะให้ข้าบำเพ็ญที่นี่หรือ”

                “ถูกต้อง”

                “ดี ดี ดียิ่งนัก ฝู่จิง ซิ่นฮวาข้าจะได้บำเพ็ญเต๋าจริงๆแล้ว”เหม่ยจูหันไปยิ้มกับฝู่จิงและลูบหัวซิ่นฮวาที่กลายเป็นแมวดำในอ้อมแขนนาง

                “เฝิงเฉินส่งผีพรายน้ำมาเล่นงานเจ้าก็เพราะแสดงออกชัดเจนแล้วว่าจะขัดขวางเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ปลอดภัย ข้าจึงพาเจ้ามาที่นี่ ที่นี่อยู่ในแดนมนุษย์ กลิ่นของมนุษย์จะกลบกลิ่นของเจ้า เฝิงเฉินกุยจวินย่อมไม่รู้แน่ว่าเจ้าอยู่ที่นี่”

                “ขอบคุณท่านมาก ข้าติดหนี้ท่านหลายก้อนแล้ว”

                “เอาเถิด เมื่อเจ้าใฝ่ดีข้าก็ยินดีช่วยเจ้า อย่าได้คิดว่าเป็นหนี้บุญคุณต่อกันเลย”

                “ขอบคุณท่านเทพ”เหม่ยจูยิ้มอย่างร่าเริง

                “ไปเถิด”

                “อื้ม”เหม่ยจูกึ่งเดินกึ่งกระโดดตามมี่จื่อขึ้นไปบนอามรามอย่างกระตือรือร้น

                ..............................................................................................

                บนอารามเต๋าช่างหลิว

ถูหลิวซ่างเซียนในชุดสีน้ำตาลหม่น ห้อยประคำไม้ดำที่คอเดินเอามือไพล่หลังขณะดูลูกศิษย์นั่งเรียงแถวกลางลานกว้างหน้าอาราม หันหน้าเข้าหาพระอาทิตย์หลับตาทำสมาธิ นางตรวจแต่ละแถวอย่างละเอียด สายตากวาดมองอย่างถี่ถ้วน พลันได้กลิ่นไอปีศาจจึงได้ร่ายมนต์สร้างม่านพลังครอบเหล่าลูกศิษย์ไว้ และเดินอย่างเร่งรีบไปยังหน้าประตูทางเข้าอาราม

“ช่างเป็นเกียตริยิ่งนักไม่นึกว่าท่านเซียนจะมาต้อนรับด้วยตนเอง” มี่จื่อกล่าวขณะก้าวมาหยุดเบื้องหน้าถูหลิว พลางยิ้มอย่างอ่อนโยนให้นาง

“เจ้าปีศาจนั่นหยุดก่อน”ถูหลิวไม่กล่าวตอบมี่จื่อ แต่มองผ่านไปด้านหลังไปยังฝู่จิง

ฝู่จิงหยุดชะงัก เหม่ยจูก็หยุดชะงักด้วย ในขณะที่เจ้าซิ่นฮวาที่อยู่ในอ้อมแขนเหม่ยจูเริ่มแยกเขี้ยวขู่ใส่ถูหลิวอย่างไม่พอใจ ทำให้ถูกหลิวต้องเสกดาบออกมาชี้ไปยังฝู่จิง “พวกเจ้ามาทำการใดที่นี่ ที่นี่ไม่ต้อนรับปีศาจ”

“ช้าก่อนถูหลิวซ่างเซียน พวกเขามากับข้า”มี่จื่ออกปากพลางเอามือไปจับดาบไว้

“มากับท่าน นี่ท่านไปคบค้ากับปีศาจตั้งแต่เมื่อใดกัน” ถูหลิวขมวดคิ้วสงสัย นึกไม่ถึงเทพชั้นสูงผู้นี้แค่นางตัดวาสนาบารมีเมื่อพันปี ก่อนจักมีใจตลบแตลงสมคบคิดกับปีศาจเสียแล้ว

“ก็เมื่อไม่นานนี่เอง”

“เหตุใดท่านถึงพาปีศาจมาที่นี่”ถูหลิวถามอย่างไม่พอใจ

“เข้าไปข้างในก่อนแล้วข้าจะบอกเจ้าทุกเรื่อง แต่เก็บดาบก่อนเถิดอันตรายนักไม่ควรถือเล่น” มี่จื่อปรายตามองอดีตคู่หมายพลางอมยิ้ม ถูหลิวเป็นเซียนที่มีใจเด็ดเดี่ยว เมื่อนางได้กล่าววาจาใด นางมิเคยกลับกลอกและคืนคำดั่งเช่นวาสนารักของตนที่ต้องสะบั้นเพราะวาจาอันมั่นคงของนาง

“ก็ได้ ตามข้ามา”ถูหลิวยอมเก็บดาบและเดินนำไปสีหน้าเคร่งขรึม

พอเดินมาถึงลานกว้างถูหลิวจึงได้ร่ายคาถาปิดม่านพลังลง ก่อนจะสั่งอาจารย์ท่านอื่นให้มาช่วยดูแลต่อจากนาง แล้วเดินนำทั้งสามเข้าไปในห้องโถงของอารามช่างหลิว

ถูหลิวนั่งบนโต๊ะหน้าสุดของห้องโถงอาราม มี่จื่อนั่งห่างกันเพียงเล็กน้อย ถัดลงไปเหม่ยจูอุ้มซิ่นฮวานั่งข้างฝู่จิง เซียนชั้นสูงเจ้าของอารามทอดสายตามองเหม่ยจูและฝู่จิงไม่วางตา

“แม่นางผู้นี้คือใครกัน”

“นางเป็นธิดาองค์เล็กของเผ่าปีศาจ นามเหม่ยจู”

“ธิดาปีศาจ องค์หญิงหกของเฝิงเฉินกุ่ยจวินงั้นรึ”

“ถูกแล้ว”

“นี่ท่านพานางมาที่นี่ได้เช่นไรกัน ท่านไม่รู้หรือว่าราชาปีศาจโกรธเรื่องที่นางหนีออกจากวังมากเพียงใด”ถูหลิวหันไปกล่าวน้ำเสียงไม่พอใจมาก

“ฟังก่อนเถิดถูหลิวซ่างเซียน ที่ข้าพานางมาหาเจ้าเพราะมีเรื่องขอให้เจ้าช่วย”

“ข้าไม่ยุ่งเกี่ยวกับปีศาจท่านเองก็รู้”

“ขอให้เจ้าฟังเรื่องราวที่ข้าเล่าก่อนเถิด แล้วค่อยตัดสินใจว่าจักช่วยหรือไม่”มี่จื่อมองถูหลิวด้วยสายตาขอร้องกึ่งวิงวอน

ถูหลิวซ่างเซียนได้เห็นแววตาที่เคยคุ้นเคยแล้วเกิดความรู้สึกใจอ่อนขึ้นมาทันที ครั้งหนึ่งนางและเทพชั้นสูงผู้นี่เคยมีวาสนาที่ดีต่อกัน แต่วาสนานั้นได้จบสิ้นไปเพราะวาจาของนาง ยามนึกถึงคราใดก็ทำให้รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาทุกครา

“เช่นนั้นก็รีบกล่าวมาเถิด”

.............................................................................................................................


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 30 ครั้ง

97 ความคิดเห็น