ไข่มุกจันทรา ( 月亮之珠 )

ตอนที่ 26 : บทที่ 25: ย่างที่สองของวิถีเซียน (เนื้อหาเรียบเรียงใหม่ทั้งหมด)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 404
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    20 ก.พ. 62

ไข่มุกจันทรา (月亮之 )

บทที่ 25 ย่างที่สองของวิถีเซียน

                แสงสุริยาสาดส่องลอดผ่านม่านหมอกสีขาวโพลนลงมาจากยอดไม้ ยามเช้าน้ำค้างลงแรง บนพื้นดินและใบหญ้ายังชื้นแฉะ อากาศยามนี้ทำให้รู้สึกหนาวอยู่บ้าง แสงสีทองสาดส่องถูกหยดน้ำค้างบนยอดหญ้า ความร้อนแม้เพียงน้อยกลับทำให้หยดน้ำนั้นระเหยเป็นไอชื้นบางเบาลอยคลุ้งจนหายไปในเวลาเพียงหนึ่งก้านธูป

                เริ่มเข้าฤดูใบไม้ผลิ หน้าถ้ำเหิงซานใต้มีพฤษานานาพันธุ์ชูช่อแย้มกลีบแบ่งบาน ผีเสื้อน้อยกางปีกสีเหลืองอ่อนโผผินมาแตะที่ขอบกลีบ ใบหน้าน้อยโน้มลงเล็มหยดน้ำหวานบนเกสรทีละกลีบ ทีละกลีบจนหมดก่อนจะบินไปยังดอกอื่นเพื่อดูดดื่มน้ำหวานอันแสนโอชาอย่างเริ่งร่า

                กวางป่าฝูงหนึ่งเดินย่องแทะเล็มยอดหญ้าอ่อนแถวหน้าถ้ำ  อีกทั้งนกกาตัวหนึ่งโผบินมาแตะที่กิ่งไม้ด้านหน้า และปักหลักอยู่บนกิ่งไม้ไม่ยอมขยับเขยื้อน ดวงตาสีดำสนิทจ้องมองไปยังปากถ้ำเหิงซานใต้ เฝ้าจับตามองดูความเคลื่อนไหวอย่างเงียบงัน

                หน้าปากถ้ำกลุ่มควันสีขาวปรากฏขึ้นกอรปเป็นร่างเทพหนุ่มผู้หนึ่งในชุดสีน้ำเงินเข้ม ถือกระบี่สาวเท้าเดินเข้าไปได้เพียงสามก้าวก็หยุดชะงักหันกลับมามองที่ต้นไม้

                พอถูกมองนกกาตัวนั้นมีท่าทีตื่นตะหนกอย่างร้อนตัว ขยับปีกจะบินหนีแต่กลับถูกพลังจากผู้ที่เกร่งกล้ากว่ากระชากจนร่างตกลงมาจากต้นไม้

                ตุ้บ!

                “โอ้ย!” นกกาตัวนั้นกลายเป็นปีศาจกาดำตัวโตนอนกลิ้งอยู่ตรงโค้นไม้

                หานโจวหายตัววับและไปปรากฏอีกทีเบื้องหน้าปีศาจกาดำตนนั้น พอมันเงยหน้าขึ้นก็เห็นรองเท้าหุ้มส้นคู่หนึ่ง พลันสะดุ้งรีบถอยเตรียมหนี แต่ช้าไปหนึ่งก้าวหานโจวใช้เชือกอาคมรัดรอบตัวปีศาจกาดำเอาไว้

                “อย่าฆ่าข้าเลย ไว้ชีวิตข้าเถิดท่านเซียน” ปีศาจกาดำตนนั้นไม่รู้ว่าเทพผู้นี้คือหานโจว แม่ทัพสงครามผู้เฉียบขาดในตำนานผู้นั้น

                “ได้ ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า”เทพหนุ่มผู้มีนามเกรียงไกรมองสบดวงตาปีศาจตนนั้นด้วยแววตานิ่งเฉย แม้นไม่ใช่เทพผู้มีเมตตามากนัก แต่ก็มิใช่เทพผู้มีจิตใจโหดเหี้ยม

                “ขอบคุณท่านเซียน” น้ำเสียงแสดงออกถึงความดีใจล้นเหลือ

                “บอกข้า เฝิงเฉินกุ่ยจวินส่งเจ้ามาใช่หรือไม่”

                “เอ่อ...”ปีศาจกาดำอ้ำอึ้ง

                “หากเจ้าบอกข้า เจ้าจะได้กลับไปยังเผ่าปีศาจศาจ แต่หากเจ้าไม่บอกข้า เจ้าจักต้องตายด้วยกระบี่สื่อหวางในมือข้า” หานโจวกล่าวน้ำเสียงเย็นเยียบ แววตาดูเฉยชาแต่กลับทำให้ปีศาจกาดำตนนั้นยิ่งหวาดกลัวจนตัวสั่นเทิ้ม

                “กระ กระบี่สื่อหวาง หรือว่าท่านคือแม่ทัพสงคราม หานโจวซ่างเสิน” ดวงตาปีศาจตนนั้นเหลือกถลน ยิ่งลนลานหนักขึ้น พยายามกระถดไปด้านหลังเท่าที่สามารถดิ้นรนได้

                หานโจวขยับเข้าหาทีละก้าว ฝีเท้าเบาราวราชสีห์ย่องตระครุบเหยื่อโชคร้าย “ถูกแล้ว ข้าคือหานโจวซ่างเสิน”

                “ท่านเทพ ไว้ชีวิตข้าเถิด”

                “ตอบข้า เฝิงเฉินกุ่ยจวินส่งเจ้ามาใช่หรือไม่”

                “ไว้ชีวิตข้าด้วย ข้าเพียงแต่ทำตามรับสั่งกุ่ยจวินให้มาติดตามความเคลื่อนไหวขององค์หญิง”

                “ติดตามความเคลื่อนไหวขององค์หญิง”

                        “ถูกแล้ว ข้าได้บอกความจริงแก่ท่านแล้ว ได้โปรดไว้ชีวิตข้าเถิด” ปีศาจตนนั้นทวงถามอย่างหวาดกลัว

“เจ้าบุกรุกเข้ามาในเขตแดนเผ่าสวรรค์โดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วยังคิดจะมาต่อรองกับข้าอีกรึ”

“แต่ท่านเทพได้รับปากข้าแล้วว่าจักไว้ชีวิต”

“เหตุใดข้าต้องไว้ชีวิตเจ้า”

“แต่ท่านรับปากข้าแล้ว”

“ส่งผีพรายเข้ามาในเขตเผ่าสวรรค์ มีโทษถึงตาย แล้วนี่ยังส่งปีศาจกาดำมาสอดแนมโทษถึงตายเช่นกัน”หานโจวกล่าวสีหน้าเย็นชานัก

“ท่าน”ปีศาจกาดำตนนั้นถึงกับตาถลนเพราะหวาดกลัว แต่พอได้มองแววตาเฉยชาแกมผยองคู่นั้น กลับทำให้ในใจรู้สึกเกรี้ยวกราดขึ้นมาเสียอย่างนั้น

                เทพผู้นี้เมื่อห้าหมื่นปีก่อนได้สังหารพี่น้องปีศาจไปไม่น้อย ด้วยกระบี่สีดำนิลเล่มนั้น ศึกครานั้นระหว่างเผ่าปีศาจและเผ่าสวรรค์ กลายเป็นเรื่องที่เผ่าปีศาจไม่อาจลืมได้ชั่วชีวิต โดยเฉพาะนามหานโจวซ่างเสิน แม่ทัพผู้นำทัพสวรรค์ ผู้สังหารหวางโฮ่วของเผ่าปีศาจ

                เทพผู้นี้ได้หักหาญน้ำใจเผ่าปีศาจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ครานั้นก็สังหารซูเซียวหวางโฮ่ว ครานี้ก็รู้เห็นเป็นใจช่วยพาองค์หญิงน้อยหลบหนี เผ่าสวรรค์ช่างมีแต่ความโอหัง

                “ได้ ข้าจักปล่อยเจ้าตามสัญญา” หานโจวคลายอาคมที่รัดรอบตัวปีศาจกาดำออก

“ขอบคุณ ขอบคุณท่านเทพ” แม้นปากเอ่ยวาจาว่าขอบคุณ แต่ในใจกลับถูกเพลิงโทสะแผดเผาจนร้อนระอุ

“ไปซะ”หานโจวกล่าวพลางเดินห่างออกมา

แต่แทนที่ปีศาจตนนั้นจักวิ่งหนีเอาชีวิตรอดให้สมกับที่ได้ร้องขอชีวิตเมื่อครั้งก่อนหน้า กลับเสกหอกออกมาหวังจะเปิดฉากต่อสู้ เมื่อได้เปิดเผยความลับไปแล้วจักกลับไปสู้หน้าราชาเผ่าปีศาจได้เช่นไร แม้นรู้ดีแก่ใจว่ามิใช่คู่ต่อสู้ แต่ได้เจอเทพผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือแล้วไม่ได้วัดฝีมือเห็นทีคงมิอาจข่มตาหลับลงได้

หานโจวจึงใช้พลังภายในเพียงน้อยนิดกระแทกใส่ที่กลางอกปีศาจกาดำโดยไม่ได้หันกลับไปมอง เพียงเท่านั้นร่างกายอันใหญ่โตก็ลอยละลิ่วไปกระแทกหน้าผาเขาเหิงซานใต้ก่อนจะสลายกลายเป็นไอดำไปในที่สุด

                “เมื่อเป็นเช่นนี้นางอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว”หานโจวกล่าวก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินกลับไปบนถ้ำ

                ทว่าเมื่อเข้ามาภายในกลับไม่พบผู้ใด มีเพียงความว่างเปล่า ไม่พบปราณเซียนของมี่จื่อ ไม่พบกลิ่นไอปีศาจของซิ่นฮวาและฝู่จิง และยังไม่พบกลิ่นไอของนาง

                “พวกเขาไปแล้ว” หานโจวเพิ่งตระหนักได้ ว่ามี่จื่อได้พาเหม่ยจูย้ายที่พำนักเสียแล้ว

                พลันในใจหานโจวกลับรู้สึกห่อเหี่ยวขึ้นมาอย่างประหลาด หดหู่และเศร้ารู้สึกประหนึ่งราวกำลังพลัดพรากอีกครา ทั้งที่บำเพ็ญมานับแสนปีกลับปล่อยวางอารมณ์ในยามนี้ได้ยากเย็นนัก

                        ปล่อยวางทุกข์อื่นใดนั้นง่าย

แต่ปล่อยวางทุกข์จากความรักนั้นไซร้

ยากหนอ...

                ...................................................................................................................

                หนึ่งวันในแดนเซียนเท่ากับหนึ่งปีในแดนมนุษย์

                เพียงชั่วกระแสลมในแดนเซียนพัดผ่าน ใบไม้ในแดนมนุษย์ก็ผลัดเปลี่ยนใบไปอีกครา มี่จื่ออุ้มซิ่นฮวาในร่างแมวดำ ก้าวพ้นธรณีประตูอารามเต๋าช่างหลิว โดยมีถูหลิวซ่างเซียนและเหม่ยจูเดินตามไปไม่ห่าง

                “ข้าต้องกล่าวอำลาเสียจริงแล้ว” มี่จื่อปรายตามองเหม่ยจูแล้วยิ้ม “ขอให้เจ้าตั้งใจบำเพ็ญเพียรตามเส้นทางที่เจ้าปรารถนาด้วยความมุ่งมั่น”

                “ขอบคุณท่านเทพที่เมตตาช่วยเหลือข้า นับเป็นบุญคุณที่มิอาจตอบแทนได้หมดในชาตินี้ เมื่อใดที่ข้าบำเพ็ญสำเร็จเป็นเซียน ข้าจะกลับไปติดตามดูแลท่านเพื่อแทนคุณตราบชั่วชีวิตของเหม่ยจู” นางประสานมือคารวะอย่างเคารพและนอบน้อม

                “เอาเถิด ข้าไม่ต้องการให้เจ้ามาตอบแทนสิ่งใด ขอเพียงเจ้าตั้งใจทำหน้าที่ของเจ้าให้ดีก็พอแล้ว”

                “เจ้าค่ะท่านเทพ”ธิดาน้อยซาบซึ้งใจนักจนมีหยาดน้ำตารื้นคลอเต็มสองเบ้าตา นางยกมือขึ้นมาเช็ดเงียบๆ

                “องค์หญิงกระหม่อมต้องไปแล้วนะพะยะค่ะ”ปีศาจก้อนหินรูปงามเศร้าที่ต้องจากองค์หญิงน้อย ชั่วชีวิตของฝู่จิงมิเคยต้องเศร้าเช่นนี้มาก่อน “องค์หญิงต้องดูแลตัวเองดีนะพะยะค่ะ”

                เดิมทีคิดจะอยู่ดูแลไม่ห่างกายดั่งสัจจะวาจาที่เคยกล่าวไว้ แต่ไม่ว่าจะอ้อนวอนเพียงใด ถูหลิวซ่างเซียนผู้นั้นกลับใจแข็งนัก ไม่ยอมให้ปีศาจอยู่ด้วยจึงจำใจต้องเดินทางกลับไปพร้อมมี่จื่อและซิ่นฮวา ดูเถิดแม้นแต่เสือดำเพียงตัวเดียวก็มิยอมให้อยู่ เซียนชั้นสูงผู้นั้นใจดำนัก ใจดำจนฝู่จิงอดที่จะแขวะในใจไม่ได้

                “ข้ารู้แล้ว ฝู่จิง เจ้าอยู่กับมี่จื่อซ่างเสินไปก่อนนะ เมื่อข้าบำเพ็ญสำเร็จข้าจะกลับไปหาเจ้า ข้าสัญญา”

                “พะยะค่ะ กระหม่อมจะรอองค์หญิงที่เหิงซานใต้” ฝู่จิงตอบรับสีหน้าไม่เต็มใจนัก แต่เมื่อปรายตามองทางถูหลิวซ่างเซียนกลับพบว่าเซียนผู้นั้นก็มองเขาด้วยแววตาเขม็งเช่นกัน

                “พวกท่านอย่าได้กังวลไป ในเมื่อนางเป็นศิษย์ข้าแล้ว ข้าจะดูแลนางต่อจากพวกท่านเอง” ถูหลิวกล่าวเพื่อให้ทุกฝ่ายคลายกังวล

                “ขอบคุณถูหลิวซ่างเซียน เช่นนั้นข้าขอตัว”

                “อืม ขอให้ท่านเดินทางอย่างปลอดภัย” ถูหลิวก้มหน้าลงเพียงเล็กน้อยเพื่อเป็นการน้อมส่งผู้มาเยือน และมองตามแผ่นหลังที่คุ้นเคยด้วยแววตาที่มีแต่ความหม่นหมองและรู้สึกผิด

                “ฝู่จิงดูแลผู้มีคุณของข้าแทนข้าด้วยนะ” เหม่ยจูป้องปากตะโกนบอกเสียงดัง พลางโบกมือเป็นการอำลาเป็นครั้งสุดท้าย และได้ยินเสียงตะโกนกลับมาว่า “พะยะค่ะองค์หญิง”

                        “เหม่ยจูกลับเข้าข้างในเถิด”ถูหลิวกล่าวพลางหันหลังเดินกลับเข้าไปยังห้องโถงใหญ่

                “เจ้าค่ะอาจารย์” เหม่ยจูเดินตาม พลางเหลียวไปมองที่ด้านหลัง ในแววตานางมีแววเศร้าหมองปรากฏ แต่หากต้องกล้ำกลืนลงไปเพื่อปกปิดไม่ให้ผู้ใดเห็น

                เมื่อตัดสินใจแน่แล้วว่าจะบำเพ็ญเซียน จึงต้องละวางจากทางโลกทั้งปวง อำนาจ เผ่าพันธุ์ มิตรสหาย ความรัก ความรื่นรมย์ทั้งปวง หันหน้าสู่การถือศีลกินเจอย่างเคร่งครัด และรักษาพรมจรรย์ ถือปฏิบัติคุณธรรมอีก 8 ประการอันได้แก่ เหา ความกตัญญูต่อบิดามารดาและผู้มีพระคุณ ตี้ ความเคารพรักใคร่ปรองดองระหว่างญาติมิตรพี่น้อง จง ความซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อผู้ปกครอง ซิ่น สัจจะวาจา หวี่ ความมีมารยาท อี้ ความซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่ เนี้ยน ความบริสุทธิ์กายและใจ ฉี มีหิริโอตัปปะ

                และด้วยหน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่ต้องลงมา เวียน ว่าย ตาย เกิด นี้เป็นเหตุผลที่ทำให้นางไม่อาจหันหลังกลับไปได้ แม้นว่าจะรู้สึกผิดต่อเผ่าพันธุ์ ต่อเฝิงเฉินกุ่ยจวินผู้ได้อดทนเลี้ยงดูนางจนเติบใหญ่ แม้นจะด้วยเพราะนางมีประโยชน์ก็ตาม

                ถูหลิวนั่งลงที่โต๊ะน้ำชา ในท่าขัดสมาธิหลังตรงตั้งฉาก ใบหน้าตั้งตรงไม่เอนไม่เอียง ลำตัวไม่โยกไม่เคลื่อนไหว แม้นในแววตาก็พบว่ามั่นคงไม่วอกแวก เหม่ยจูนั่งลงที่โต๊ะซึ่งถูกจัดไว้เบื้องหน้า บนโต๊ะมีตำราที่ทำจากกระดาษเย็บขอบด้วยเชือกจำนวนหลายเล่ม หนึ่งในกองตำรานั้นมีตำราเต๋าเต๋อจิง แม้นจะเป็นตำราที่ไม่หนานักแต่ถือเป็นที่สุดแห่งตำราเต๋าผู้ใดตีความปริศนาในตำราได้จนเข้าใจถ่องแท้ด้วยปัญญาญาณตนได้แล้ว ผู้นั้นย่อมบรรลุหลักธรรมเต๋าแน่แท้

                “หากนับเวลาตามโลกมนุษย์ นับเป็นปีที่สองที่เจ้าเป็นศิษย์ของอารามเต๋าช่างหลิว เพราะเจ้ามีพื้นฐานจากเผ่าเดิมของเจ้ามาก่อนจึงไปได้ไวกว่าศิษย์คนอื่นในอารามนี้ เหม่ยจูต่อไปอาจารย์จะถ่ายทอดวิชาอาคมของเผ่าสวรรค์ให้แก่เจ้า แต่เจ้าจงจำไว้แม้นมีวิชาอาคม ก็จักต้องมีสติสัมปชัญญะอยู่เสมอ อย่าได้เที่ยวโอ้อวดแก่ผู้ใด อย่าได้ใช้พร่ำเพรื่อให้ใช้เมื่อยามคับขันเพียงเท่านั้น”

                “เจ้าค่ะอาจารย์ ศิษย์จะจำไว้”

                “ดี” ถูหลิวเริ่มอมยิ้มอย่างเอ็นดู นางนับเป็นศิษย์ที่ทำให้นางลำบากใจอยู่มาก แต่ก็ทำให้นางภูมิใจอยู่ไม่น้อยเช่นกัน คราแรกก็ไม่อยากรับเป็นศิษย์นักเพราะเห็นว่าจากแดนปีศาจ ปีศาจมีแต่จะนำปัญหามาให้ไม่รู้จบมีแต่กิเลสไม่รู้จักพอ แต่เมื่อได้ฟังเรื่องราวจากมี่จื่อกลับทำให้ถูหลิวซ่างเซียนต้องมองเหม่ยจูเสียใหม่

                เมื่อนางมีหน้าที่ลงมาเกิด หากเป็นเช่นนั้นการที่มี่จื่อนำพามาฝากให้เป็นศิษย์ ก็นับว่าทั้งหมดนี่เป็นลิขิตจากสวรรค์ ไม่ว่าจะมาจากที่ใด เมื่อได้รับเป็นศิษย์แล้ว อาจารย์ผู้ประสิทธิวิชาต้องปกป้องและนำพาศิษย์ให้รอดพ้นไปให้ได้

                “เหม่ยจู เย็นนี้อาจารย์จะพาเจ้าไปที่แห่งหนึ่ง เตรียมเสื้อผ้าติดตัวไปสักชุดสองชุด อาจได้ค้างแรมกันสองสามคืน”

                “ที่ไหนหรือเจ้าคะ” นางถามเสียงสดใส เมื่อได้ยินว่าจะได้ออกจากอารามสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นแจ่มใสทันที

                “เจ้าจะรู้เมื่อไปถึง”

                        “เจ้าค่ะอาจารย์”ธิดาน้อยตอบรับหน้าเจื่อน แต่เพราะรู้จักอุปนิสัยอาจารย์ผู้ประสิทธิวิชาดีแล้วจึงไม่เซ้าซี้ถามต่อ ธิดาปีศาจผู้สละทิ้งทุกสิ่งก้มหน้าอ่านตำราอย่างเงียบๆ

                ถูหลิวซ่างเซียนมองศิษย์น้อยปิดสำนักอย่างพิจารณา บางช่วงเห็นคิ้วธิดาน้อยขมวดคล้ายใช้ปัญญาขบคิด บางช่วงคิ้วคลายออกประหนึ่งว่านางเข้าใจ พลอยทำให้อาจารย์ค่อยๆวางใจในตัวศิษย์น้อยไปทีละส่วน บรรจงหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบและเฝ้ามองศิษย์น้อยอย่างใจเย็น

                ................................................................................................................

                ช่วงเย็นถูหลิวพาเหม่ยจูออกเดินทางด้วยการเดินเท้าออกจากหมู่บ้านแดนมนุษย์ ไปยังเส้นทางหลังหมู่บ้านเข้าไปในป่าดงดิบที่มีต้นไม้สูงใหญ่ขึ้นปกคลุมอย่างอุดมสมบูรณ์ ทางขึ้นเขานี้มีร่องรอยของทางเดินเพื่อใช้สัญจรเพียงรางๆ บ่งบอกว่าคนใช้เส้นนี้มีน้อยมาก ถูหลิวนำทางเดินเข้าไปในป่าลึกมากขึ้น ในขณะที่ศิษย์น้อยก้าวตามอย่างไม่ท้อถอย

เดินทางมาไกลโขข้ามเขามาสองลูกแล้วน่าจะได้ จวบจนตะวันตกดิน ความมืดโรยลงมาครอบคลุม เหม่ยจูจึงเอ่ยถามว่าไปว่า “อาจารย์มืดแล้ว”

                “อืม” ถูหลิวเพียงพยักหน้ารับรู้ แต่ไม่ได้เอ่ยอะไรต่อจากนั้นทั้งยังก้าวเดินไปในความมืดโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

                “อาจารย์” เหม่ยจูร้องเรียก และเร่งเท้าให้ทัน

                แต่ไม่ว่าจะเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นเท่าใด เหมือนว่าอาจารย์ของนางจะยิ่งเดินเร็วขึ้นอีกหนึ่งเท่า ธิดาปีศาจเริ่มขมวดคิ้วนึกไม่ชอบมาพากลอยู่ในใจ หรืออาจารย์คิดจะพาข้ามาทิ้งกลางป่า ไม่ใช่เช่นนั้นแน่ต้องไม่ใช่ เหม่ยจูขบคิดอยู่ในใจและพยายามเร่งฝีเท้าตามให้ทัน

                “อาจารย์รอศิษย์ด้วย” นางร้องเรียก แต่ระยะห่างระหว่างนางและอาจารย์กลับเพิ่มามากขึ้น จนในที่สุดความมืดในยามราตรีได้กลืนกินจนมองไม่เห็นอะไร

“อาจารย์ อาจารย์ท่านอยู่ที่ไหน อาจารย์ ”ศิษย์น้อยร้องเรียก เมื่อมองไม่เห็นแม้นเงาของอาจารย์ เหม่ยจูหยุดเดินและหันหลังกลับไปมองทางเดิม เส้นทางที่เคยเดินจากมากลับแปรเปลี่ยนไม่เหมือนเดิม ทำให้ยิ่งประหลาดใจ พอหันกลับไปมองด้านหน้ากลับยิ่งทำให้ตกตะลึง

“ที่นี่คือที่ไหนกัน”นางเบิกตากว้าง เมื่อครู่เดินมาเห็นเต็มตาว่ามีเพียงป่าและต้นไม้ใหญ่และความมืด หาได้มีซุ้มประตูเก่าแก่นี่ตั้งอยู่เลย เมื่อมองดูแล้วที่หน้าซุ่มประตูไม้ผุใกล้พังนี้มีป้ายเขียนบอกเป็นข้อความแสนสั้นว่า

“เมื่อสุริยาอัสดง ประตูแห่งโชคชะตาจักเปิดออก” เหม่ยจูอ่านข้อความบนป้ายนั้นด้วยท่าทีงงงัน พลันที่ซุ้มประตูเกิดเป็นม่านพลังสีขาวเจือจาง นางสงสัยอยากรู้ว่าคืออะไรจึงเอื้อมมือไปแตะดู แต่ถูกม่านพลังนั้นดูดเข้าไปข้างในโดยไม่ทันตั้งตัว ก่อนจะมาปรากฏในถ้ำแห่งหนึ่ง

“นี่มันอะไรกัน” นางหันหน้าหันหลัง รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาเล็กน้อย รอบตัวนางมีแต่ความมืด แต่กลับมีแสงสว่างส่องลงมาจากด้านบนเป็นลำแสงเล็กๆ พอเงยขึ้นไปกลับพบว่าแสงสว่างนั้นคือไฟจากดวงตาขนาดใหญ่คู่หนึ่งจ้องมองอยู่ เหม่ยจูข่มความกลัวและมองสำรวจรอบตัวพบว่ามีกระจกบานหนึ่งปรากฏขึ้นมา นางขยับไปยืนหน้ากระจกและส่องดูเงาสะท้อนของตนเอง

ในกระจกนั้นกลับปรากฏสตรีผู้หนึ่งที่มีใบหน้าเหมือนนาง แต่เส้นผมกลับมีสีขาวโพลนยืนจ้องมองนาง แววตาในเงาสะท้อนจากกระจกมีสีแดงเหมือนเลือด ริมฝีปากสีแดงสดเริ่มคลี่ยิ้มและหัวเราะ “เหม่ยจู”

“ใคร..ใครเรียกข้า” เหม่ยจูหันซ้ายหันขวา ในขณะที่เงาสะท้อนกลับไม่ได้หันตามนาง

“เหม่ยจู หึๆๆ” เงาสะท้อนในกระจกเอ่ยเรียกอีก แสยะยิ้มกว้างกว่าเดิม คราวนี้บนศรีษะเริ่มมีเขาสีขาวยาวเหมือนเขากวางงอกขึ้นมา “มองข้าสิ ข้าอยู่ในกระจก”

“ห๊ะ” เหม่ยจูหันกลับมาและมองดูก็ตกใจที่เห็นเงาสะท้อนในกระจกเริ่มมีเกล็ดจำนวนมากผุดขึ้นตามร่างกาย เป็นเกล็ดสีขาวมันวาว พลันต่อมาเงานั้นกลายเป็นมังกรขาวตัวใหญ่อย่างเต็มตัว “มังกรขาว”

“หึๆถูกแล้ว นี่คือกระจกส่องอดีต และข้าก็เป็นอดีตชาติของเจ้า”

“อดีตชาติของข้า”

“เจ้ารู้หรือไม่เจ้ามีพลังอำนาจมากเพียงใด”

เหม่ยจูส่ายหน้า “ไม่รู้ ข้าไม่รู้”

“ถ้าเช่นนั้นข้าจะบอกแก่เจ้า บอกเจ้าทุกอย่าง อดีตที่เจ้าต้องผ่านมาอย่างขมขื่น คนที่ทำร้ายเจ้า วิธีที่เจ้าจะเอาชนะและแก้แค้น ข้าจะคืนพลังอำนาจให้แก่เจ้า ดีหรือไม่” เงาในกระจกกลายร่างกลับเป็นร่างมนุษย์เช่นเดิม แต่กลับไม่ได้อยู่ในกระจกตามเดิม นางก้าวออกมาจากระจก มาหยุดตรงหน้าเหม่ยจู

“มะ หมายความว่าอย่างไร” เหม่ยจูเริ่มสับสน

“เดิมทีเจ้าเป็นเทพธิดารูปงาม มหาเทวีผู้อภัพรักมีพลังมากล้นจนสามารถทำลายโลกใบนี้ได้เพียงพริบตาแต่เพราะเผ่าสวรรค์ช่างลำเอียงคิดแต่จะฆ่าเจ้า ไม่ยอมให้เจ้ามีชีวิตจึงทำให้เจ้าเป็นเช่นนี้ เหม่ยจู เจ้าจะทนลำบากไปใย แค่เจ้าบอกข้า ข้าจักคืนพลังอำนาจทุกสิ่งอย่างให้แก่เจ้า เจ้ากับข้าจะได้เป็นหนึ่งเดียวกันและแก้แค้นทุกคนที่ทอดทิ้งเจ้า”เงาร่างคล้ายนางเอื้อมมือมาแตะสัมผัสใบหน้าเนียน ลูบไล้ไปมาพลางยื่นหน้าเข้ามาใกล้

เหม่ยจูรู้สึกว่ามือนั้นเย็นจัดเกินไป จึงเอียงหน้าหลบพลางเอ่ย“ข้าไม่เข้าใจ”

“ไม่เข้าใจอะไร ข้าคือเจ้า เจ้าคือข้า เจ้ายังไม่เข้าใจอะไรอีก” เงาสะท้อนเริ่มเกรี้ยวกราดคว้าหัวไหล่สองข้างของเหม่ยจูโยกจนร่างธิดาน้อยสั่น “ได้ยินไหมว่าข้าคือเจ้า เจ้าคือข้า ข้าไม่ยอมให้เจ้าทิ้งตัวตนของตัวเองเด็ดขาด ข้าไม่ยอม”

“ไม่ ถอยออกไปนะ เจ้าไม่ใช่ข้า ข้าไม่ใช่เจ้า” เหม่ยจูเถียงกลับ

“เจ้าคือข้า ข้าคือเจ้า”

“ไม่ใช่ ไม่ใช่ อย่ามายุ่งกับข้า”ธิดาน้อยเริ่มหวาดกลัว ในขณะที่มีความรู้สึกบางอย่างแทรกเข้ามา ความรู้สึกแรกที่ได้รู้ความจริงว่าตนไม่ใช่ลูกแท้ๆของเฝิงเฉิน ความจริงที่นางถูกเลี้ยงมาเพื่อใช้เซ่นสังเวยซูเซียวหวางโฮ่ว ความจริงที่อาจารย์ได้นำนางมาทิ้งไว้กลางป่า ความรู้สึกเหล่านั้นเริ่มก่อตัวมากขึ้นจนแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น

“ถูกแล้วเหม่ยจู เจ้าต้องโกรธเคือง ผู้คนเหล่านั้นล้วนทำร้ายเจ้า ทอดทิ้งเจ้า ไม่แยแสเจ้า มีแต่ข้า มีแต่ข้าเท่านั้นที่รอเจ้า อยู่กับข้าเถิดเหม่ยจู และบอกข้าว่าเจ้าอยากได้อะไรข้าจะหามาให้เจ้า คืนทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่เจ้า” เงาร่างนั้นกล่าวน้ำเสียงอ่อนลงพลางยิ้มรับขวัญนาง

เหม่ยจูเงยหน้ามองสบดวงตาเงาสะท้อนแล้วเริ่มคลี่ยิ้ม “พวกเขาล้วนโกหกข้า แล้วเจ้า เจ้าจะไม่โกหกข้าใช่หรือไม่”

“ไม่มีวัน ข้าจะไม่โกหกเจ้า เหม่ยจูยอมรับว่าข้าคือเจ้า เจ้าคือข้า แล้วเจ้าจะได้ทุกอย่างกลับคืน เจ้าจะมีพลังอำนาจที่ไม่มีใครทำร้ายเจ้าได้อีก เจ้าจะได้แก้แค้น เจ้าจะได้ทุกอย่างที่เจ้าต้องการ”

เงาสะท้อนกล่าวเกลี้ยกล่อมทุกทาง เหม่ยจูก้มหน้ามองพื้นที่เท้านางเหยียบย่ำ ภายในใจรู้สึกสับสนอย่างหนัก พลันรู้สึกว่าทุกอย่างรอบตัวมืดสนิทลงอย่างสมบูรณ์ แสงจากดวงตาคู่หนึ่งที่ส่องลงมาพลันดับวูบ รอบกายนางมืดสนิทไม่เห็นอะไร นอกเสียจากเสียงของเงาร่างนั้นที่เดินไปเดินมารอบๆกาย

หนึ่งปีที่เพียรบำเพ็ญในอารามเต๋าช่างหลิว ถูหลิวได้ถ่ายทอดปริศนาธรรมให้นางได้ใช้ปัญญาพิจารณาด้วยตนเอง อาจารย์ย้ำเสมอว่าไม่ว่าจักเกิดอะไรขึ้นจงมีสติและใช้ปัญญาใตร่ตรองอย่างถ้วนถี่ อาจารย์บอกอีกว่าผู้มีใจใฝ่ดี มีปณิธาณที่จะบำเพ็ญเพียรเพื่อความหลุดพ้นนั้น มักต้องพบกับอุปสรรคที่ไม่อาจมองเห็น และมิอาจทำนายล่วงหน้าได้ อุปสรรคเหล่านั้นล้วนเกิดมาจากอำนาจแห่งมาร

มารเหล่านั้นจักหลอกล่อให้ผู้บำเพ็ญตกหลุมพรางแห่งเกิเลส ความโลภโมโทสัน ความรักใคร่หลงใหลในกามราคะ ความลุ่มหลงในอวิชชาทั้งหลาย เมื่อใดที่ผู้บำเพ็ญตกหลุมพราง เมื่อนั้นจักกลายเป็นส่วนหนึ่งของมาร และจะออกห่างจากวิถีแห่งการบำเพ็ญในที่สุด

หรือทั้งหมดนี่จะเป็นบททดสอบกิเลสที่อาจารย์กล่าวถึง พอตระหนักได้เช่นนั้น เหม่ยจูเริ่มได้สติ ความกลัวในจิตใจเริ่มหายไป ความโกรธแค้นที่ก่อตัวพาลสลายลงพลัน

“ไม่จริง ท่านอาจารย์บอกข้าว่า ผู้มีปณิธาณในการบำเพ็ญจักต้องถูกทดสอบจากเหล่ามาร หากเป็นเช่นนั้นเจ้าก็ไม่ใช่ข้า”

“ไม่จริงข้าคือเจ้า เจ้าในอดีตชาติ เจ้าเป็นบุตรของเทพธิดาแห่งดวงจันทร์อย่างไรเล่า” เงาสะท้อนพยายามตอกย้ำคำเดิมซ้ำไปซ้ำมา

“ไม่ใช่ เจ้าไม่ใช่ข้า เจ้าไม่ใช่ข้า”เหม่ยจูร้องตะโกนกลับไปด้วยเสียงที่ดังกว่า ทำให้เงาร่างนั้นถูกพลังจากเสียงของนางสะท้อนมากระทบจนแตกสลายไป แสงไฟที่มืดดับเริ่มส่องสว่างขึ้น กระจกที่เคยวางตรงหน้าก็หายไปด้วยเช่นกัน เป็นสัญญาณที่ดี เหม่ยจูถอยหายใจอย่างโล่งอก ผ่านแล้ว ผ่านบททดสอบไปได้แล้ว

แต่ในช่วงเวลาแห่งความปลาบปลื้มนั้นได้มีเสียงหนึ่งที่คุ้นเคยดังขึ้นมา “เหม่ยจูลูกพ่อ”

“ท่านพ่อ!”นางมองเฝิงเฉินกุ่ยจวินอย่างตกใจ

..........................................................................................................................

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

97 ความคิดเห็น