ไข่มุกจันทรา ( 月亮之珠 )

ตอนที่ 39 : บทที่38 ศิษย์น้องฟางเซียน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 368
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    3 มี.ค. 62

ไข่มุกจันทรา (月亮之 )

บทที่ 38 ศิษย์น้องฟางเซียน

 “โอ้ย ทำไมหัวใจข้าถึงเจ็บปวดเช่นนี้” ลู่เหลียนนิ่วหน้า คิ้วขมวด หัวใจเต้นแรงราวกับจะฉีกขาดเป็นชิ้นๆเจ็บจนมีเหงื่อซึมออกมาเต็มใบหน้า นางพยายามคิดหาสาเหตุของความเจ็บนี้ แต่ไม่สามารถหาสาเหตุใดมาอธิบายได้ว่ามาจากสาเหตุใดกัน นางไม่เคยเจ็บป่วยมาก่อน จนกระทั่งตอนนี้ และความเจ็บปวดดูเหมือนจะไม่ทุเลา มีแต่จะหนักขึ้น และหนักขึ้นจนไม่สามารถอดทนต่อความเจ็บปวดไหวจึงหมดสติ ล้มฟุบลงไปซบไหล่เฟยหรง

“ลู่เหลียน!” เฟยหรงอ้าแขนรับนางไว้

อี้เฟยมีสีหน้าวิตกกังวล เช่นเดียวกันกับที่หานโจวขยับตัวลุกขึ้นเพื่อจะไปดูอาการของนาง ทว่าอาการเจ็บปวดในหัวใจของตนก็กำเริบขึ้นเช่นกัน เทพหนุ่มยกมือขึ้นกุมที่หน้าอก กัดฟันเก็บสีหน้าเพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกตมากนัก แต่กระนั้นก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาหงส์ไปได้

“อาจารย์” อี้เฟยลุกจากที่นั่งเข้าไปหาผู้เป็นอาจารย์ “อาจารย์ยังไม่หายดีอีกหรือขอรับ”

“อาจารย์ไม่เป็นไร รีบพานางไปห้องอาจารย์ก่อน เร็วเข้า”หานโจวสั่ง

“แต่ว่าอาการบาดเจ็บของอาจารย์ยังไม่หายดีเลยนะขอรับ” อี้เฟยเดารู้ว่าหานโจวจะทำการถ่ายพลังในตัวลู่เหลียนจึงเป็นห่วง เพราะอาการบาดเจ็บคราวก่อนดูเหมือนยังไม่ดีขึ้นเลย

“รีบทำตามที่อาจารย์สั่งเถิด” หานโจวกำชับ ยามนี้ผู้ที่ตนห่วงใยมากกว่ากลับเป็นลู่เหลียน

“ขอรับอาจารย์” อี้เฟยคลานเข่าออกไป หานโจวจึงรวบรวมสตินั่งขัดสมาธิเดินลมปราณรักษาอาการเบื้องต้น อย่างน้อยพอให้อาการบรรเทาลงไปสักเล็กน้อยก็ยังดี

ขณะนั้นจิ่นกวางเทียนจวินหันไปมองทางหานโจวและขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด ทั้งหานโจวและมนุษย์หญิงนางนั้นมีอาการเจ็บหน้าอกขึ้นพร้อมกันเช่นนี้ เหมือนมีบางสิ่งที่เชื่อมโยงกันอยู่

อี้เฟยเหลือบมองเฟยหรงแล้วยิ่งไม่ชอบใจ เขาทราบดีว่าเฟยหรงเป็นคู่หมั้นน้องสาว เป็นว่าที่รัชทายาทจากสวรรค์เก้าชั้นฟ้า

ครั้งแรกที่ได้ยินข่าวลือว่าเฟยหรงนั้นมีชายารองอยู่แล้ว จึงทำให้ตนไม่ชอบนิสัยของเผ่าสวรรค์มากนักที่มักมีหลายคู่ครอง ยิ่งได้เห็นท่าทีเฟยหรงเหมือนมีใจเสน่หาต่อลู่เหลียนก็ยิ่งทำให้ขุ่นเคืองใจหนักขึ้น นึกสงสารน้องสาวยิ่งนักที่ต้องแต่งกับองค์ชายหลายใจเช่นนี้

ชายารององค์นั้นเขาไม่ทราบมาก่อน หากเข้าไปยุ่งคงดูไม่เหมาะสมนัก เพราะฉะนั้นหากเฟยหรงคิดอยากผูกสัมพันธ์เชื่อมวาสนากับลู่เหลียน เห็นทีว่าจะยอมไม่ได้เสียแล้ว

“อาจารย์บอกให้ข้าพานางไปที่ห้องอาจารย์ ส่งนางมาให้ข้า” อี้เฟยกล่าวหลังจากคุกเข่าลงเบื้องหน้าเฟยหรง สายตาที่มองเฟยหรงเต็มไปด้วยคำตำหนิอย่างเห็นได้ชัดพลางยื่นมือจะคว้าลู่เหลียนมาอุ้ม แต่ถูกเฟยหรงจับข้อมือไว้

เฟยหรงมองสบตาอี้เฟย เพราะรู้ว่าอี้เฟยกำลังใช้สายตาตำหนิเรื่องใด แต่เขาหาได้สนใจไม่ “เจ้าไม่ต้อง ข้าจะพานางไปเอง”

“ก็ได้” องค์ชายรองจากเผ่าหงส์ยอมหลีกทางให้แต่โดยดี เพราะไม่อยากมีเรื่องต่อหน้าเทียนจวิน

เฟยหรงอุ้มลู่เหลียนเดินออกไปทางด้านหลังเพื่อพานางไปห้องอาจารย์ตามคำกล่าว ในขณะที่อี้เฟยเดินตามไม่ห่าง หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมปล่อยโอกาสให้เฟยหรงอยู่กับลู่เหลียนตามลำพังแน่แท้

จิ่นกวางเทียนจวินมองทั้งคู่แล้วถอนหายใจ ดูเหมือนเรื่องรักใคร่เสน่หานี้กลายเป็นปัญหาใหญ่ มองจากแววตาเหมือนว่าเฟยหรงให้ความใส่ใจมนุษย์หญิงผู้นั้นมากเป็นพิเศษ คงต้องลงมือทำบางสิ่งก่อนที่เฟยหรงจะคว้ามนุษย์มาเป็นชายาตัดหน้าองค์หญิงเผ่าหงส์เสียแล้ว

 “อ้ากกกกก” เสียงหวีดร้องแหลมๆดังมาจากบนฟ้า พร้อมกับมีกลุ่มควันสีแดงพุ่งตกลงมาที่กลางห้องโถงและหยุดแทบเท้าเทียนจวิน ก่อนจะรวมเป็นรูปร่างของสตรีในชุดสีแดงเพลิงผู้หนึ่ง เพราะเดินทางมายาวนานจนปีกอ่อนล้าอย่างหนัก ทำให้ตอนที่โฉบบินลงมาพลาดท่าไปหน่อย

สตรีแสนงามในชุดสีแดงเพลิงลุกขึ้นยืนจัดแจงเสื้อผ้าทันทีที่ตั้งสติได้ สายตาจึงเหลือบไปเห็นรอยร้าวบนพื้นห้องโถง นางยกมือขึ้นปิดปากหน้าเจื่อน “ข้าคงบินร่อนลงแรงไปหน่อย”

“องค์หญิงฟางเซียน” เทียนจวินเอ่ยน้ำเสียงกึ่งประหลาดใจ ชั่ววูบหนึ่งในความคิดก่อเกิดแผนการบางอย่าง รอยยิ้มปรากฎบนมุมปากเทียนจวิน

“เทียนจวิน” ฟางเซียนตะลึงที่ได้เห็นราชันสวรรค์ยืนอยู่ตรงหน้า นางรีบย่อเข่าถอนสายบัวทันที“ข้าน้อยฟางเซียนคาราวะเทียนจวิน”

“อืม...ลุกขึ้นเถิด” เทียนจวินอมยิ้มอย่างเอ็นดูยื่นมือไปแตะที่แขนฟางเซียนเบาๆ “นึกไม่ถึงว่าองค์หญิงเผ่าหงส์จะมาถึงที่นี่เพียงลำพัง”

 “เอ่อ...ที่จริงแล้ว” ฟางเซียนก้มหน้าไม่กล้าสารภาพว่าตนหนีมาเอง

ทว่าจิ่นกวางเทียนจวินกลับอมยิ้มเหมือนรู้จึงได้กล่าวไปว่า “อืม เอาเถิด องค์หญิงเดินทางมาตั้งไกลเพียงนี้คงเหนื่อยมาก เดี๋ยวข้าจะจัดการพูดกับหานโจวซ่างเสินให้เอง”

“ขอบคุณเทียนจวินที่เมตตา” ฟางเซียนยิ้มกว้าง

รอดแล้วในที่สุดก็มีผู้มาให้ความช่วยเหลือนางจนได้ ดี เป็นเรื่องที่ดียิ่งนัก หากเป็นเทียนจวิน แม้นแต่ท่านพ่อหรือพี่รองก็ไม่อาจขัดรับสั่งได้ ดวงตาฟางเซียนเปล่งประกายเจิดจ้าอย่างเห็นได้ชัด

.................................................................................................................................. 

ลู่เหลียนนั่งหลับตาบนเตียงนอนในห้องพักของหานโจว ส่วนหานโจวนั่งซ้อนอยู่เบื้องหลังนาง ยกมือสองข้างขึ้นมาทาบที่แผ่นหลัง ที่ฝ่ามือหานโจวมีหมอกสีทองเปล่งแสงสว่างเจือจาง ในขณะที่เปลือกตาหานโจวปิดสนิท ลูกตาที่อยู่ภายใต้กลับขยับไปขยับมา

ในดวงจิตลู่เหลียน หานโจวเห็นกลุ่มพลังของเฟยหรงกำลังต่อสู้กับพลังที่แผ่ออกมาปกป้องดวงจิตลู่เหลียน การปะทะกันของสองพลังต่างขั้วรุนแรงจึงส่งผลถึงภายนอก ลู่เหลียนกระอักเลือดออกมากองใหญ่ ร่างของนางโงนเงนไม่มั่นคง ใบหน้าซีดลงอย่างน่าตกใจ หากนางเป็นเซียน อาการเช่นนี้ถือว่าไม่หนักหนา

ทว่านางเป็นมนุษย์จึงได้รับผลกระทบที่รุนแรง หานโจวจึงรีบถอยออกจากดวงจิตลู่เหลียน ลืมตาและอ้าแขนรับร่างที่กำลังเสียการทรงตัว ประคองให้นางนอนราบลงบนเตียง

การถ่ายพลังเฟยหรงกลับคืนไม่สามารถกระทำได้ เพราะดูเหมือนร่างกายลู่เหลียนเริ่มอ่อนแอลงไปมาก การถ่ายพลังออกกะทันหันจะทำให้ธาตุไฟแตกซ่านจนถึงแก่ชีวิต จึงทำได้เพียงเฝ้าระวังไปก่อน

หลังห่มผ้าให้จึงถอยออกมายืนมองอยู่ห่างๆ เอามือไขว่หลัง สีหน้าวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด ยืนบ่นพึมพัม “ข้าเป็นเทพมานาน พบเจอเทพเซียนมาก็มาก แต่เหตุใดจึงไม่พบพานกับผู้ที่มีดวงจิตน่าพิศวงเช่นนี้มาก่อน เหม่ยจูร่างที่แท้จริงของเจ้าเป็นอะไรกันแน่ เหตุใดพลังที่แท้จริงจึงถูกสะกด”

พลันนึกย้อนไปในอดีต เมื่อครั้งที่ความรักกำลังสุกงอม เขาได้จูงมือนางไปพบเทพบิดรด้วยกันเพื่อขออนุญาตเรื่องแต่งงาน ทว่าอาการป่วยของนางกลับกำเริบขึ้นอย่างรุนแรง นางยกมือกุมหน้าอก ร้องครางออกมาอย่างทุกข์ทรมาน  เมื่ออาการของนางไม่สู้ดี เทพบิดรได้เข้ามาช่วยเหลือหลังจับชีพจรจึงหันมากล่าวสีหน้ากังวล

“หานโจวเจ้าออกไปก่อน”

“ท่านพ่อแต่ลูกเป็นห่วงนาง”

“ออกไปก่อนเถิด”

“ขอรับท่านพ่อ” เขาจำใจเดินออกมาอย่างอาวรณ์ อาการของนางในตอนนั้นรุนแรงจนทำให้ใจหาย นางคงทุกข์ทรมานอย่างหนักกับอาการป่วยที่ไร้สาเหตุนี้ เขาจึงฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่เทพบิดรและยืนรอหน้าตำหนัก จนผ่านไปล่วงสามชั่วยาม นางจึงเดินออกมาในสภาพที่อิดโรยลงอย่างมาก

“เหม่ยจู เจ้าอาการดีขึ้นแล้ว รู้ไหมข้าเป็นห่วงเจ้ามากแค่ไหน”เพียงเห็นนางเดินออกมาจากห้องเทพบิดรได้ด้วยตนเองเขาก็ดีใจจนแก้มปริ ราวกับโลกทั้งใบสว่างไสวขึ้นอีกคราหนึ่งแล้ว

“หานโจวซ่างเสิน นี่ท่านยังรอข้าอยู่หรือ” นางถาม

“ต้องรอเจ้าสิ ข้าจะทิ้งเจ้าได้ยังไงกัน”

“เหตุใดท่านถึงดีต่อข้านัก”

“สีหน้าเจ้าไม่ดีเลย ไปพักตำหนักข้าก่อนเถิด เอาไว้อาการดีขึ้นข้าจะพาเจ้ากลับซีไห่” หานโจวเดินเข้าไปประคอง แต่นางกลับผลักเขาออกราวกับรังเกียจ

หานโจวตกใจ “เจ้าเป็นอะไรไป ดูเจ้าอ่อนล้ามาก ให้ข้าช่วยเจ้าเถอะ”

“อย่ามาแตะต้องข้า” นางทำหมางเมิน “หานโจวซ่างเสินข้าไม่อาจแต่งงานกับท่านได้อีกแล้ว ข้าขอโทษ ปล่อยข้าไปเถิดอย่าดึงข้าไว้อีกเลย”

                “เหตุใดเจ้าถึงกล่าวเช่นนั้น”

                “ท่านมองดูข้าสิ ข้าเป็นเช่นนี้แล้ว ข้าไม่เพียงจะป่วยใกล้ตายรักษาไม่ได้ แต่ข้ายังไม่มีอะไรที่สนับสนุนท่านได้” เขารู้ว่านางกล่าวเพราะเพราะสมเพชตนเอง แต่เขาไม่เคยรักเกียจนางสักนิด

                “ข้าไม่สนใจว่าเจ้าจะมาจากไหน เจ้าคือสตรีที่ข้าเลือก”

                “เลิกฝันเพ้อเจ้อได้แล้ว ข้าเองก็เคยคิดว่าจะร่วมสุขร่วมทุกข์ไปกับท่าน แต่นับวันยิ่งข้าอยู่กับท่านข้ายิ่งเห็นความแตกต่าง เป็นความผิดของข้าเอง ถ้าหากวันนั้นข้าไม่เข้าใจผิดคิดตอบแทนท่านด้วยวิธีโง่เง่าเช่นนั้น ท่านคงไม่ต้องยึดมั่นถือมั่นในคำสัญญาเลอะเลือนของข้าเช่นนี้ บาปนี้ข้าขอรับไว้แต่เพียงผู้เดียว”

                “เหม่ยจู ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังเจ็บปวดเพราะอาการป่วย แต่อย่าเป็นแบบนี้ได้ไหม ข้าใจคอไม่ดีเลย”

                “จำได้หรือไม่ที่ข้าเคยถามท่านว่า หากข้าตายไป ท่านจะลืมข้าและมีชีวิตต่อไปใช่หรือไม่ ตอนนั้นข้าเห็นแก่ตัวเกินไป ที่อยากให้ท่านจดจำแต่ข้า แต่วันนี้ข้าเข้าใจแล้วว่า ไม่ส่งผลดีต่อท่านสักนิด จงปล่อยข้าและลืมข้าเสีย และอย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีก” นางกล่าวตัดเยื่อใยและจากไปอย่างเลือดเย็น

                นางจากไปแล้ว ในตอนนั้นเขานิ่งราวกับคนถูกคำสาป ซีกหนึ่งในห้องหัวใจเจ็บปวดราวกับถูกมีดดาบมาฟาดฟันจนขาดวิ่นเป็นเสี่ยงๆ อีกซีกหนึ่งรู้สึกเสียหน้าที่ถูกปฏิเสธอย่างไม่ใยดี ไปมาหาสู่นางอยู่หลายปีทั่วหล้าต่างรู้ ว่าหานโจวซ่างเสินหลงรักหลานบุญธรรมซีไห่หลงหวาง และมีแผนจะแต่งงานในไม่ช้า ทว่านางกลับปฏิเสธและหนีการแต่งงานไปเสียแล้ว

คำถามหนึ่งที่ค้างคาใจนับแต่นั้นเป็นคำถามเดียวกันกับในวันนี้ เหม่ยจูที่จริงแล้ว เจ้าเป็นอะไรกันแน่...

แต่เขาจำได้ตอนที่คุยกับมี่จื่อเรื่องอาการป่วยของนาง มี่จื่อบอกว่าพลังที่แท้จริงของนางถูกสะกดเอาไว้ เขาเดาว่า เทพบิดรและเทียนจวินย่อมต้องรู้แน่นอน

“อาการนางเป็นเช่นไรบ้างท่านเทพ” เสียงเทียนจวินดังมาทางเบื้องหลัง ทำให้หานโจวที่จมอยู่ในภวังค์อดีตได้สติขึ้นอีกครั้ง

“ชีพจรนางเต้นแปลกมาก ที่สำคัญในตัวนางมีพลังปริศนาที่ปกป้องดวงจิตนางอยู่ ทำให้ข้าเองไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่าการเฝ้าดูอาการ แม้นแต่มี่จื่อผู้มีวิชาการแพทย์ล้ำเลิศยังไม่อาจเข้าใกล้ดวงจิตนางได้ น่าแปลกนัก”

“หืม มี่จื่อซ่างเสินเคยพบนางด้วยรึ”เทียนจวินทำหน้าประหลาดใจ นึกไม่ถึงว่ามนุษย์ผู้นี้ จักมีเทพที่มีความสามารถเช่นมี่จื่อคอยให้ความช่วยเหลือ

หานโจวจึงมองสบดวงตาเทียนจวิน “เทียนจวินคงยังไม่ทราบ นางคือผู้ที่ดอกบัวพันปีได้เลือกให้ลงมาทำหน้าที่ตามลิขิตสวรรค์”

“หืม นางผู้นั้นไม่ใช่ธิดาปีศาจรึ”

“ท่านเข้าใจไม่ผิด นางกับธิดาปีศาจเหม่ยจูคือดวงจิตเดียวกัน”

“เป็นเช่นนี้นี่เอง”

“และธิดาปีศาจกับเทพธิดาเหม่ยจู หลานบุญธรรมซีไห่หลงหวาง ก็ยังเป็นจิตดวงเดียวกัน” หานโจวกล่าวต่อ

“หา” จิ่นกวางเทียนจวินตกใจหันไปมองหน้าหานโจวทันที “หมายความว่าท่านรู้ทุกอย่างแล้ว”

“ข้ารู้” หานโจวกล้ำกลืนความโกรธแค้นลงภายใน เขาเพียงอยากรู้ว่านางถูกจิตมารครอบงำได้อย่างไร ส่วนเรื่องอื่นซึ่งผ่านพ้นมาแล้ว เขาไม่คิดจะรื้อฟื้น

“เอ่อ” จิ่นกวางเทียนจินถึงกับไม่กล้ามองหน้าหานโจว “ข้ารู้ว่าท่านคงมีเรื่องยากถามข้า”

“ท่านเข้าใจถูกแล้ว”

“หานโจวซ่างเสิน เทพบิดรต้องการปกป้องท่าน ข้าเพียงแต่หวังดีต่อท่าน”

“เพราะหวังดี ท่านจึงต้องสร้างเรื่องเพื่อสังหารนาง” หานโจวกล่าวเสริม ในขณะที่เขาเอามือไขว่หลังและกำจนแน่น

“นางถูกจิตมารครอบงำ จนกลายเป็นมาร ทำให้ข้าไม่มีทางเลือก” เทียนจวินรู้สึกผิดมากขึ้น

“ข้าต้องการรู้ว่านางถูกจิตมารครอบงำได้อย่างไร ท่านรู้เรื่องนี้ดีใช่หรือไม่” หานโจวจ้องเขม็ง

“เรื่องนี้ เอ่อ” จิ่นกวางเทียนจวินถึงกับพูดไม่ออก

“ที่ผ่านมาเทียนจวินก็ทราบว่านางเป็นบุตรของเทพธิดาแห่งดวงจันทร์ด้วยใช่ไหมหรือไม่”

“อืม” เทียนจวินพยักหน้า

“หมายความว่านอกจากท่าน เทพบิดร ก็ยังมีเทพธิดาแห่งดวงที่จันทร์ที่รู้ว่าเหตุใดนางถึงถูกจิตมารเข้าแทรก”

“อืม” เทียนจวินพยักหน้าอีกรอบ

“พลังที่แท้จริงของนางถูกสะกด ท่านก็ทราบด้วยใช่หรือไม่” หานโจวถามต่อ

“อืม” เทียนจวินพยักหน้ารับอย่างจนใจ มาถึงขั้นนี้แล้ว ถึงปิดบังไปคงไม่มีประโยชน์

“ท่านรู้วิธีคลายสะกดด้วยหรือไม่” หานโจวถามต่อ

“ไม่ได้เด็ดขาด” จิ่นกวางเทียนจวินหันมากล่าว “ท่านจะหาทางคลายมนต์สะกดให้นางไม่ได้เด็ดขาด”

“ทำไม”

“ท่านรู้ดีว่านางถูกจิตมารครอบงำ พลังที่แท้จริงของนางถูกสะกด จิตมารในตัวนางจึงสงบ หากเมื่อใดที่คลายสะกดออกนางจะกลายเป็นมารอีกครั้ง”

“มารรึ” หานโจวนึกขันในเหตุผล หานโจวเดินเข้าไปนั่งจับมือลู่เหลียนมากุม “นี่ข้าสามารถทำอะไรได้บ้าง”

จิ่นกวางเทียนจวินมองท่าทีของหานโจวแล้วถอนหายใจ ยิ่งเห็นความรักที่แสนเศร้าก็ยิ่งรู้สึกผิด “แล้วพลังของเฟยหรงที่ยังวนเวียนอยู่ในตัวนางเล่า พอมีวิธีดึงออกมาหรือไม่” 

 “ข้าต้องส่งข่าวไปถึงมี่จื่อซ่างเสินเพื่อปรึกษาเรื่องนี้เสียก่อน มี่จื่อมีวิชาการแพทย์ที่ล้ำเลิศ คงพอมีทางออกอยู่บ้าง”

“ข้ารู้ว่าท่านต้องทำสุดความสามารถเพื่อช่วยนาง” เทียนจวินพยักหน้ารับ แต่สีหน้าดูเหมือนยังมีเรื่องค้างคาในใจ

“เทียนจวินมีสิ่งใดอยากกล่าวอีกหรือไม่ เชิญกล่าวมาเถิด อย่าได้เกรงใจ” หานโจวเหมือนรู้จึงได้เอ่ยเปิดทาง

“อ้อ...ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากขอให้ท่านช่วยสักหน่อย”

“เรื่องใดรึ” หานโจวสบตาจิ่นกว่างเทียนจวิน ในขณะที่ราชันสวรรค์ก็มองสบตาด้วยเหมือนกัน

....................................................................................................................................

ที่ห้องโถงใหญ่กลางตำหนัก ลูกศิษย์ทุกคนถูกเรียกมารวมตัวกันอีกครั้ง แต่คราวนี้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง ฟางเซียนในชุดเซียนน้อยสีฟ้าอ่อน นั่งก้มหน้าต่อจากเฟยหรง เนื่องจากได้ยินว่าลูกศิษย์อีกคนของหานโจวกำลังป่วยจึงไม่อาจเข้าร่วมประชุมได้ นางจึงมานั่งแทนที่

เฟยหรงไม่ได้สนใจว่าใครมานั่งเคียงข้าง ยามนี้ใจเขาว้าวุ่นหนักเพราะวิตกกังวลกับอาการป่วยของลู่เหลียนที่เขาเป็นต้นเหตุ ได้ยินจากปากอาจารย์ว่าร่างกายของลู่เหลียนพยายามต่อต้าน จนทำให้อาการทรุดลงจึงเกิดความไม่สบายใจมากเพราะเหตุนี้จึงไม่มีความสนใจอื่นใดนอกจากเป็นห่วงลู่เหลียน

อี้เฟยพยายามข่มจิตใจให้สงบ ขณะมองไปยังเฟยหรงและฟางเซียน ตอนที่ได้ทราบว่าฟางเซียนมาถึงที่นี่ก็ตกใจมาก เพราะนางเพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บที่ถูกลอบทำร้ายบนสวรรค์ เขาจึงเป็นห่วงเกรงว่าจะมีอันตรายหากเดินทางเพียงลำพัง และยิ่งเป็นห่วงมากไปอีกเมื่อรู้ว่านางมาถึงไท่ซานเพื่อจะมาอยู่เคียงข้างเฟยหรง โดยอ้างว่ามาเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์หานโจว

ดูเหมือนนางจะยังไม่รู้เรื่องความเจ้าชู้ของเฟยหรง เขาเกรงว่าวันหนึ่งฟางเซียนอาจจะทุกข์ใจเพราะไปหลงรักบุรุษเจ้าชู้เช่นเฟยหรงเข้าสักวัน จึงไม่เห็นด้วยนักที่จะให้นางอยู่ที่นี่ แต่ไม่สามารถคัดค้านได้เนื่องจากเทียนจวินได้เป็นผู้ฝากฝังนางกับหานโจวด้วยตนเอง

หานโจวมองลูกศิษย์ทุกคนอย่างภาคภูมิใจ ที่นับวันลูกศิษย์มีความก้าวหน้าในเรื่องการศึกษาเล่าเรียนไม่ว่าจะฝ่ายบู๊หรือบุ๋น จนไปหยุดที่ฟางเซียน บัดนี้นางได้เปลี่ยนจากชุดสีแดงเพลิงเป็นชุดสีฟ้าเพื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับศิษย์พี่ของที่นี่

ตอนแรกไม่คิดจะรับนางไว้เพราะไม่อยากให้มีปัญหาตามมาในภายหลัง เนื่องจากทราบว่าฟางเซียนเป็นคู่หมั้นของเฟยหรง และเฟยหรงเองก็ไปมีใจให้กับลู่เหลียน ด้วยความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนเช่นนี้เกรงว่าจะก่อปัญหาขึ้นได้

แต่เมื่อคิดทบทวนอย่างถี่ถ้วน ไหนๆก็คิดจะปกป้องลู่เหลียนด้วยการรับนางเป็นลูกศิษย์หญิงคนแรกของตำหนักไท่ซานอยู่แล้ว การรับฟางเซียนเข้ามาเป็นศิษย์หญิงอีกคน อย่างน้อยให้พวกนางได้อยู่ด้วยกัน ดูแลกันและกันจึงจะหลีกเลี่ยงคำครหาได้พ้น อย่างน้อยมีฟางเซียนอยู่ด้วย เฟยหรงคงไม่กล้าบุ่มบ่ามไปยุ่งกับลู่เหลียน

“อาจารย์มีเรื่องจะประกาศต่อพวกเจ้าทุกคน วันนี้อาจารย์รับศิษย์เพิ่มอีกสองคน ศิษย์คนที่สิบเอ็ดของอาจารย์คือลู่เหลียน ส่วนศิษย์คนที่สิบสองของอาจารย์คือฟางเซียน องค์หญิงเล็กเผ่าหงส์”

“ฟางเซียน” เฟยหรงทวนชื่อนั้นอย่างตกใจ “นางมาตั้งแต่ตอนไหนกัน”

“ข้ามาได้ครู่ใหญ่แล้ว” ฟางเซียนขยับเข้าไปกระซิบใกล้ๆพลางยิ้มกว้างทักทายว่าที่พระสวามี ก่อนจะลุกเดินไปนั่งคุกที่ตรงกลางโถงเพื่อคำนับรับหานโจวเป็นอาจารย์ “ข้าฟางเซียน องค์หญิงเล็กเผ่าหงส์ขอกราบหานโจวซ่างเสินเป็นอาจารย์”

“อืม กลับไปนั่งที่ของเจ้าเถิด” หานโจวกล่าวและยิ้มอย่างสุขุม

พอฟางเซียนถอยกลับไปนั่งที่เดิมจึงหาเรื่องชวนเฟยหรงคุยต่อ “ขอบคุณศิษย์พี่สิบที่ได้ช่วยข้าไว้ เพราะข้าติดหนี้ท่านจึงได้มาถึงที่เพื่อตอบแทนคุณ” นางกล่าวสีหน้ายิ้มๆ

เฟยหรงไม่กล่าวอะไร เพราะอยู่เบื้องหน้าศิษย์พี่ในตำหนักจึงทำได้เพียงแค่เหลือบมองนางที่นั่งยิ้มให้ครู่หนึ่ง แล้วไม่สนใจนางอีก

อี้เฟยเห็นท่าทีของฟางเซียนที่แสดงออกต่อเฟยหรงอย่างแจ่มแจ้งเกินเหตุ จึงส่งสายตาตำหนิน้องสาว และส่งบทสนทนาผ่านกระแสงจิตไปหานาง “เจ้ามาได้อย่างไรกัน ท่านพ่อทราบหรือไม่”

ฟางเซียนส่ายหน้าแทนคำตอบ  “ข้าแอบหนีมา พี่รองอย่าตำหนิข้าเลย ข้าแค่อยากมาเปิดหูเปิดตาบ้าง”

“เจ้ามาเปิดหูเปิดตาหรือมาใครกันแน่” อี้เฟยถามกลับในกระแสจิต “ข้าไม่อยากให้เจ้าอยู่ที่นี่ หายเบื่อแล้วรีบกลับเขาแดงไปซะ”

“ข้าไม่กลับเด็ดขาด ข้าจะอยู่ที่นี่” นางตอบกลับอย่างดื้อรั้น

“น้องหญิง นี่เจ้ากล้าดื้อกับพี่งั้นรึ”

“ถึงอย่างไรตอนนี้ท่านอาจารย์ก็รับข้าเป็นศิษย์แล้ว พี่รองไล่ข้ากลับไม่ได้แน่ หึ” นางยิ้มกลับมา อี้เฟยจึงได้แต่ถอนหายใจอย่างหงุดหงิด

.................................................................................................................................

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

97 ความคิดเห็น