ไข่มุกจันทรา ( 月亮之珠 )

ตอนที่ 55 : บทที่53 ความรักยังคงหลงเหลือ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 353
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    6 เม.ย. 62

ไข่มุกจันทรา (月亮之 )

บทที่ 53 ความรักยังคงหลงเหลือ

 

                ใจแลกใจ ชีวิตแลกชีวิต

หานโจวเห็นนางพุ่งเข้าหาแต่ไม่คิดจะหลบเลี่ยง เขายืนนิ่งรอรับปลายมีดแหลมคมอย่างไม่หวาดกลัว ฉึก! ร่างสูงสะดุ้งเฮือกยามปลายมีดแทงผิวหนังหน้าท้องทะลุเข้ามา เขามองสบตานาง เห็นนางอยู่เพียงแค่เอื้อม เขาจึงยกมือขึ้นประคองสองแก้มของนางไว้อย่างถนุถนอมและยิ้ม “ข้าจับเจ้าได้แล้ว”

“หา ท่านว่าอะไรนะ” นางตกตะลึง

“ข้าบอกว่าข้าจับเจ้าได้แล้ว” เขาลูบไล้ผิวแก้มเย็นชืดของนาง ประคองให้แหงนขึ้น “ดูสิ เจ้าพังบ้านข้า ข้าจะต้องจับเจ้ามาลงโทษให้ได้”

“นี่ท่านพูดตลกอะไร ข้ากำลังจะฆ่าท่านนะ” นางสับสนไปหมด เขาใช่เทพสงครามอยู่หรือไม่ นางกระหายเลือดอยากแก้แค้นจึงพุ่งเข้าหา คิดว่าเขาคงไม่ยืนเฉยแน่ อย่างน้อยคงได้ประมือกันหลายกระบวนท่า ระบายความแค้นเคืองที่สุ่มแน่นในหัวใจ ทว่าเขากลับยืนนิ่ง ฉีกยิ้มรับคมมีดอย่างมีความสุข นี่นางหลงกลเขาหรือ

หานโจวไม่ตอบ เอาแต่ยิ้มก่อนจะค่อยๆก้มลงไปหา ริมฝีปากนางที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม นานแล้วที่ไม่ได้สัมผัสความอ่อนนุ่มเช่นนั้น หากวันนี้เขาต้องตายด้วยน้ำมือนางจริงๆ ก็ขอให้ได้แตะต้องอีกครั้ง

ลู่เหลียนยืนตัวแข็งทื่อ มือจับค้างที่ด้ามมีด ในขณะที่ริมฝีปากเขาประกบลงมาบนปากนางค่อยๆเคลื่อนไหวอย่างอบอุ่น มือนางสั่น ตัวสั่น สติที่เลือนหายก็พลันกลับมา ที่หางตามีหยดน้ำตาไหลริน พอนางจะปล่อยมือจากด้ามมีด เขาก็ยื่นมือมายึดมือนางไว้พลางพึมพัม

“แบบนี้เรียกว่าฆ่าได้หรือ หากจะฆ่าข้าเจ้าต้องทำแบบนี้” เขากำมือนางแน่นและดึงเข้าไปหาตัวเขาอีกครั้ง จังหวะที่คมมีดเสียบลึกเข้ามา เขาก้มลงเล็มริมฝีปากนางอย่างรุนแรง

ฉึก!

คมมีดที่ทำจากหินสีขาวถูกกดเข้าลึกกว่าเดิม เขาถอนริมฝีปากออกและซบใบหน้าลงที่ซอกคอของนาง แขนข้างนั้นที่เคยประคองแก้มนางเปลี่ยนมาโอบไหล่นางเข้าอ้อมอก แรงกอดแน่นแฟ้นจนรับรู้ได้ว่าร่างสูงกำลังสั่นสะท้าน เขาเจ็บปวด เขากำลังจะตาย ลู่เหลียนสะอื้นรุนแรง ความแค้นในดวงตาสีเลือดนกสูญสลาย

“ข้าฆ่าเขา ข้าฆ่าเขา” นางพึมพำ

“ไม่ต้องกลัว” แม้ความเจ็บกำลังแผ่ไปทั่วร่าง แต่ยังมีเมตตามาปลอบใจนางอีก “สัญญาแล้วนะ ว่าจะหายโกรธข้า”

“เหตุใดท่านไม่หลบ” นางร้องไห้ตัวสั่น อ้าปากต่อว่า พลางปล่อยมือจากด้ามมีดและโอบกอดเอาเขาไว้ “ท่านก็รู้ว่าข้ากำลังโกรธ เหตุใดท่านไม่หลบ”

“อย่าร้องไห้ ที่ข้าไม่หลบเพราะข้าอยากให้เจ้ารู้ว่าข้าจริงใจต่อเจ้า ไม่ได้เสแสร้งหลอกลวงเจ้า หากความตายของข้าทำให้เจ้าอภัยให้ข้าได้ ข้าก็ยอม” คนเจ็บเอ่ยน้ำเสียงแผ่วลง รู้สึกไร้เรี่ยวแรงจนต้องยืนนิ่งๆเพียงแค่กอดนางไว้

“ใครว่า ต่อให้ท่านตายข้าก็ไม่ให้อภัย” นางเห็นว่าเขานิ่งไปก็ยิ่งใจไม่ดี ร้องไห้หนักขึ้น “อย่าเงียบ พูดมาเดี่ยวนี้นะ”

“ชู่ว์” เขาส่งเสียงผ่านริมฝีปาก “เจ้านี่ช่างโวยวาย ไม่เหมือนหยินเอ๋อร์คนเก่าที่เอาแต่นิ่งเงียบ”

“ข้าจะโวยวาย ถ้าหากท่านตาย ข้าจะตายไปกับท่าน” นางไม่ได้ขู่

“อย่าทำแบบนั้น ข้าไม่ยอมตายหรอก แต่ตอนนี้ข้าเจ็บมาก” หานโจวกล่าวแล้วกดริมฝีปากลงที่แก้มเย็นเยียบ ในเวลาเช่นนี้ได้จูบแก้มนางปลอบประโลมก็พอทำให้ความเจ็บเบาบางลงเล็กน้อย “นี่เจ้าไม่ได้อาบน้ำสระผมมานานกี่วันแล้ว”

เขาถามติดตลก ลู่เหลียนเจ็บใจที่ถูกแซวหนัก นางทำอะไรได้ไม่มากจึงกัดหูเขาไปหนึ่งที “ข้านอนไม่ได้สติมาสิบกว่าวัน ข้าจะลุกมาอาบน้ำสระผมเองได้อย่างไร”

หานโจวหัวเราะเบาๆ ซุกใบหน้าถูไถแถวซอกคอลู่เหลียนแล้วกล่าวน้ำเสียงเปร่งปร่า “ ข้าอยากจับเจ้าไปอาบน้ำนัก แต่ว่าตอนนี้เจ้าช่วยพาข้าลงไปหาหมอที มี่จื่อรอข้างล่างเขารักษาข้าได้ ข้าหายแล้วข้าค่อยจับเจ้าไปอาบน้ำดีหรือไม่”

“นี่ท่าน” นางหน้าแดงซ่าน ต่อมารู้สึกว่าชายหนุ่มนิ่งเงียบไปอีกนางจึงโวยวายขึ้นอีก “ท่านอย่าตายนะ”

“ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่ตายหรอก จุดที่เจ้าแทงข้าไม่ใช่ส่วนสำคัญ หากเจ้าหวังเอาชีวิตข้าจริง ฝีมือเช่นเจ้าย่อมไม่พลาดแน่ หยินเอ๋อร์ เหม่ยจู ลู่เหลียน ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใครข้าก็รักเจ้า” เขารู้แล้วว่ายังมีความรักหลงเหลือในหัวใจของนางอยู่หลายส่วน นางจึงไม่ลงมือที่จุดตายเพราะนางไม่ได้หวังเอาชีวิตตั้งแต่แรก นางเพียงอยากระบายความโกรธก็เท่านั้น  

เขาจะตายได้อย่างไร นางลืมแล้วหรือว่าเขาให้สัญญากับนางไว้ เขาขอให้นางวางความแค้นใส่มือของเขา เขาจะเป็นคนสานต่อมันเอง หากเขาตายไปแล้วใครเล่าจะแก้แค้นให้นางเล่า ตราบที่นางยังไม่ปลอดภัย ตราบที่เผ่ามังกรชิวเล้งยังไม่รอดพ้นจากมือเทียนจวิน เขาจะตายตาหลับได้อย่างไรกัน แล้วไหนจะติดหนี้ทำเมียให้มี่เยี่ยนอีก สรุปแล้วเขาไม่สิทธตายอย่างเด็ดขาด

“ได้ ข้าจะพาท่านไปหาหมอ” นางพาหานโจวเหินลงสู่พื้นดินเบื้องล่าง นางไม่รู้หรอกว่ามี่จื่ออยู่ที่ใด ดวงตานางมองเห็นก็เพียงแค่ภาพที่พร่าเลือน หลังจากเท้าแต่พื้น ร่างของนางก็ทรุดลงนั่ง หานโจวก็ล้มลงไปด้วย นางดึงเขาเข้ามาสู่อ้อมกอด เอามือคลำหาบาดแผลและกดห้ามเลือดไว้ ก่อนจะหันไปมองหาเงาสักเงาแถวนี้“มี่จื่อซ่างเสิน มี่จื่อซ่างเสิน”

“หานโจวซ่างเสิน แม่นางลู่เหลียน” มี่จื่อช่วยรักษาฟางเซียนเสร็จพอดี จึงวิ่งเข้ามาหาทั้งคู่ เห็นมีดหินสั้นที่ปักคาตรงท้องหานโจว เขาถึงกับหน้าถอดสี ความรักความแค้นของพวกเขาช่างรุนแรงยิ่งนัก

“มี่จื่อซ่างเสินท่านอยู่ไหน ช่วยเขา เร็ว อย่าให้เขาตาย ข้ายังไม่ให้เขาตาย” นางกวักมือสั่งการตัวสั่นระริก บนใบหน้าเปรอะเปื้อนคราบน้ำตา

“พวกท่าน เฮ้อ” มี่จื่อจนใจจะกล่าว จึงรีบลงมือรักษาแผลทันที

หลังจากปิดเขาตามคำสั่งเรียบร้อย ลูกศิษย์ทั้งหมด ยกเว้นเฟยหรงและฟางเซียนก็วิ่งเข้ามาหามี่จื่อ พอได้เห็นสภาพของอาจารย์ พวกเขาถึงกับรับไม่ได้ ต่างมองลู่เหลียนอย่างขุ่นเคือง

ศิษย์คนโตผู้รู้ทุกอย่างกล่าวขึ้น “เหตุใดเจ้าต้องลงมือกับอาจารย์ ที่อาจารย์ทำไปทั้งหมดก็เพราะอยากปกป้องเจ้า รักษาชีวิตของเจ้าไว้”

ลู่เหลียนเงยหน้าขึ้นมองทันที นางโมโหง่ายเหลือเกิน “ใครกล้าสอดมือยุ่งเรื่องของข้า ห๊า”

“ดวงตานาง” พวกลูกศิษย์หานโจวต่างพากันผงะที่ได้เห็นดวงตาสีเลือดนกจ้องมองมาอย่างดุร้าย “ศิษย์น้องดวงตาเจ้า”

“พวกเจ้าไม่รู้อะไรก็หยุดเถิด”มี่จื่อเอ่ยปาก “เวลานี้นางไม่ใช่มนุษย์อ่อนแออย่างที่พวกเจ้าคิด หากนางลงมือกับพวกเจ้า ลำพังข้าก็ช่วยพวกเจ้าไม่ได้”

“นางคือสัตว์ประหลาดตัวนั้นหรือ” หนึ่งในกลุ่มลูกศิษย์กล่าวต่อ “เพราะอย่างนี้อาจารย์ไม่ยอมให้ส่งรายงานถึงเทียนจวินงั้นหรือ”

“พวกเจ้าควรระวังคำพูดด้วย นางไม่ใช่สัตว์ประหลาด นางมาจากเผ่ามังกรชิวเล้งที่หายสาบสูญ หากจะกล่าวว่าเป็นบรรพบุรุษของเผ่าสวรรค์ก็ย่อมได้ อาจารย์เจ้าเป็นสามีของนาง เมื่อเจ้าไม่ให้เกียตรินางนั่นหมายถึงเจ้าลบหลู่อาจารย์เจ้าด้วย” มี่จื่อตักเตือน เพราะไม่อยากให้ลู่เหลียนโกรธขึ้นมาอีก

ยามนี้แม้แต่หานโจวยังเอานางไม่อยู่ ถึงกับต้องสละตนเองเพื่อทำให้นางสงบ หากนางโกรธขึ้นมาอีกก็ไม่รู้จะหาทางทำให้นางสงบได้อย่างไรแล้ว

“แต่นางทำร้ายอาจารย์นะขอรับ”

“เจ้ารู้หรือไม่นางกับอาจารย์เจ้าร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมากี่ภพกี่ชาติ ผ่านหนี้บุญคุณความแค้นมาเท่าใด” มี่จื่อกล่าวต่อ

พวกลูกศิษย์ต่างส่ายหน้า “ข้าไม่รู้ ข้ารู้เพียงแต่ว่าข้าเป็นห่วงอาจารย์”

“เพราะพวกเจ้าไม่รู้ เจ้าก็จะกล่าวหานางได้หรือ ทุกชีวิตล้วนมีโชคชะตาเป็นของตนเอง หากเจ้าไม่รู้ก็อย่าได้ล่วงเกินนางอีก” มี่จื่อตำหนิอย่างเปิดเผย ทำให้ลูกศิษย์ของหานโจวต่างพากันเงียบกริบ “รีบไปทำความสะอาดเก็บกวาดเสีย อาจารย์เจ้าจะได้ไปพัก”

“ขอรับ”

“ไม่ต้อง ข้าทำเอง” นางเอ่ยปากแล้ววางหานโจวนอนราบบนพื้น

“ร่างกายท่านเพิ่งได้พลังกลับคืน อย่าใช้พลังเลย” มี่จื่อท้วงติง

“ข้ารับไหว ข้าไม่เป็นไร” นางตอบแล้วลุกขึ้นยืน “หันข้าไปทางซากหักพังที”

มี่จื่อยื่นมือไปจับไหล่นางหมุนไปตามทิศทางที่นางต้องการ ปากก็อดบ่นไม่ได้ “นิสัยพวกท่าน ดื้อรั้นเหมือนกันไม่มีผิด”

พอเห็นนางยื่นขึ้น เหล่าบรรดาลูกศิษย์ของหานโจวต่างมองนางอย่างตกตะลึง นางสง่างามและสงบถึงเพียงนี้ บ่งบอกถึงพลังตบะในตัวนางได้ชัดเจน เพียงนางวาดแขนในอากาศและสะบัดฝ่ามือไปเบื้องหน้า พลังสีขาวก็พวยพุ่งอย่างเข้มข้นผ่านฝ่ามือไปยังซากที่หักพัก หลอมรวมเศษชิ้นส่วนหน้าต่างประตู และหลังคามาสานต่ออย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวตำหนักที่เคยกลายเป็นเศษไม้ ก็กลับคืนมาตั้งตระหง่านดังเดิม

  เหล่าลูกศิษย์ได้แต่อึ้ง หากให้พวกเขาลงมือ คงต้องร่วมแรงร่วมใจกันถึงจะสามารถกอบกู้กลับมาได้ แต่นางเพียงลำพังกลับใช้เวลาเพียงพริบตาเดียวเท่านั้น พอได้เห็นเช่นนั้นพวกเขาต่างพากันคุกเข่าทันที “อาจารย์หญิง พวกข้าโง่เขลา อภัยให้ข้าด้วย”

“ไม่ต้องพูดมาก รีบพาอาจารย์ของพวกเจ้าไปพักผ่อนเถิด” นางกล่าวอย่างขุ่นเคือง หนอยแน่ะ มาว่านางเป็นสัตว์ประหลาด นางไม่อาละวาดอีกรอบก็ดีเท่าใดแล้ว

“ขอรับ” พอโขกหัวแล้วต่างรีบช่วยกันพยุงหานโจวพากลับตำหนักทันที เฟยหรงจึงอุ้มฟางเซียนตามไปติดๆ

ลู่เหลียนมองเงาเหล่าบรรดาลูกศิษย์ของหานโจวแล้วถอนหายใจ “ฟางเซียน อาการนางเป็นอย่างไรบ้าง”

“ร่างกายแค่บอบช้ำเล็กน้อยไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง” มี่จื่อเดินมาหยุดเคียงข้างมองนางแล้วกล่าวว่า “ขอบคุณที่ท่านยั้งมือไม่ถือสาพวกเขา”

“อย่างน้อยครั้งหนึ่งข้าก็เป็นศิษย์น้องของพวกเขา พวกเขาเคยเอ็นดูข้า และเมตตากับข้า”

“ท่านจำเรื่องทุกอย่างได้แล้วจริงหรือ” มี่จื่อมองนางอย่างสนใจ

“ท่านสงสัยเรื่องใดกันแน่”

“ในเมื่อจิตมารในตัวท่านสงบแล้ว เหตุใดดวงตาท่านยังคงเป็นสีแดงเล่า”

นางยกมือขึ้นมาแตะที่เปลือกตา “จิตมารหรือ เดิมทีข้าไม่เคยมีจิตมาร ต่อให้ข้าแค้นมนุษย์เท่าใดแต่ข้าไม่เคยปล่อยให้จิตมารเข้าแทรกข้าได้ ที่ดวงตาข้าเปลี่ยนสีเป็นเพราะตอนนั้น เทียนจวินกับเทพบิดรพยายามใส่ความข้า คลื่นยักษ์เหล่านั้นจริงอยู่ข้าสร้างมันด้วยอำนาจของข้า แต่ข้าได้ระงับความโกรธแค้นไว้ทัน แต่แล้วพิษกำเริบข้าควบคุมตนเองไม่ได้”

“แต่มนุษย์ก็ตายเพราะพลังของท่าน”

“ข้าตกหลุมพรางเช่นเดียวกับเขา ข้าถูกใส่ความว่าใช้อำนาจฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ ใส่ความว่าข้ามีจิตมารเข้าแทรกทั้งที่จริงแล้วอาการเหล่านั้นมาจากพิษนางมาร เพราะพิษนางมารทำให้มีจิตมารก่อตัวในร่างข้า”

“พิษนางมาร” มี่จื่อสนใจอย่างมาก เพราะเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน “พิษนางมารเป็นอย่างไร ช่วยชี้แนะข้าเถิด”

“พิษนางมารคือเลือดเสื่อมเซียนที่กำลังเข้าสู่หนทางมาร ตอนที่เขาลงมาร่วมทำศึกครั้งนั้นไม่มีใครดูแลอาหารการกินของข้า เทียนจวินจึงจัดส่งอาหารมาให้ข้า พวกเขาใส่เลือดนางมารในอาหารให้ข้ากินทุกวัน ข้าได้รับพิษ พิษกระจายเข้าสู่หัวใจและเปลี่ยนรูปลักษณ์ของข้า เวลาพิษกำเริบ ข้าจะเจ็บปวดที่หัวใจ รู้สึกกระหายเลือด อยากเข่นฆ่าและดูดพลังชีวิต ทำให้ข้ากลายเป็นนางมารเข้าไปทุกที”

มี่จื่อได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจหนักหน่วง เบื้องหลังเผ่าสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่ช่างมีความลับมากมายเหลือเกิน “ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง แล้วพิษนางมารอันตรายหรือไม่”

“ไม่อันตรายถึงชีวิต แต่จะเปลี่ยนรูปลักษณ์ของข้าจนกว่าข้าจะกลายเป็นมารเต็มตัว แต่ท่านไม่ต้องห่วง จิตมารไม่ได้เกิดจากข้า เวลาอาการกำเริบแค่พวกท่านไม่ตามใจข้า ไม่เข้าใกล้ข้าก็พอ” นางกล่าว

มี่จื่อเพิ่งเข้าใจ “แล้วจะหาทางแก้ได้อย่างไรเล่า”

                “แก้ได้สองทาง ทางแรกหาเจ้าของพิษให้เจอและฆ่านางเสีย จิตมารในตัวข้าจะตาย วิธีที่สองข้าต้องตายจิตมารและเจ้าของพิษจะตายไปด้วย” นางกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้าน

                        “ที่จิตมารยังอยู่เป็นเพราะเจ้าของพิษยังอยู่ใช่หรือไม่”

                “ถูกแล้ว หลังจากความจำกลับคืน ข้าต้องสืบหาความจริงให้ได้ว่าใครคือเจ้าของพิษ แต่ขอร้องท่านอย่าบอกเขาว่าข้าถูกพิษนางมารได้หรือไม่”

                “เพราะเหตุใดข้าจึงไม่ควรบอก”

                “ข้าถูกยาสลายวิญญาณ อย่างไรข้าก็ต้องตายอยู่แล้ว บอกหรือไม่บอกย่อมไม่มีความหมายอันใด ต่อให้กำจัดพิษนางมารไปได้ แล้วยาสลายวิญญาณเล่าจะแก้อย่างไร” นางมองสบดวงตามี่จื่อ

มี่จื่อถอนหายใจเรื่องนี้เขาพยายามอยู่เช่นกัน อ่านตำราทุกวันจนไม่ได้นอนเพราะพยายามหาสูตรยาแก้ยาสลายวิญญาณ

“ข้าได้รับปากหานโจวซ่างเสินว่าจะหายาแก้เพื่อรักษาท่าน ข้าเห็นด้วยกับหานโจวซ่างเสิน ขอให้ท่านวางความแค้นลงสักประเดี๋ยว ความแค้นจะทำให้จิตมารตื่น ตัวยาจะยิ่งแพร่กระจาย ตอนนี้ดวงตาท่านมองไม่เห็นเพราะถูกยาสลายวิญญาณทำลาย ยิ่งท่านไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ยาจะแพร่กระจายและทำลายทวารทั้ง5ไปจนสิ้น ถึงเวลานั้นแม้มียาแก้ก็สายเกินไปแล้ว”

นางยกมือขึ้นแตะเปลือกตาอีกครั้ง ที่แท้ดวงตานางบอดเพราะยาสลายวิญญาณ แต่หานโจวไม่กล้าบอกความจริงเพราะกลัวว่านางจะรับไม่ได้ หลังจากรู้ความจริงเขาไม่เคยนิ่งนอนใจเลยสักครั้ง ตรงกันข้ามกับทำเพื่อนางมาตลอด ความโกรธเคืองในใจเริ่มลดน้อยถอยลง มีเพียงเรื่องนั้นเรื่องที่เขาให้นางดื่มยาขับเลือดโดยไม่ไต่ถามความปราถนาของนาง มีเพียงเรื่องนี้เท่านั้นที่นางยังไม่อาจอภัยได้

“ท่านวางใจเถิด ในเมื่อเขาสัญญาแล้วว่าจะแก้แค้นให้ข้า ข้าก็จะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวอีก” นางกล่าว

มี่จื่อถอนหายใจด้วยความโล่งอก พลางยิ้มให้นางเป็นครั้งแรก นางยิ้มตอบแล้วยื่นมือออกมา “ดวงตาข้ามองไม่เห็นทาง รบกวนท่านช่วยพาข้าไปตำหนักได้หรือไม่”

                “ได้ ท่านเป็นภรรยาของเขา ก็เท่ากับเป็นสหายข้า” มี่จื่อตอบรับและจับมือนางไว้

                ................................................................................................

                ฮุ่ยเหมยแอบลักลอบเดินทางมาพบมี่เยี่ยนถึงเมืองมาร เพราะร่างกายได้รับผลกระทบจากการใช้วิชามารทำให้ร่างกายของนางป่วย รักษาไม่หาย มิหนำซ้ำนางกำนัลรับใช้ยังบ่นเช้าบ่นเย็นว่าได้กลิ่นเหม็นราวกับหนูตายอยู่ตลอดเวลา นางจึงแน่ใจว่าเพราะวิชามารของมี่เยี่ยนทำให้ร่างกายเจ็บป่วยและเน่าเฟะมาจากข้างใน

หากนางเน่าเปื่อยทั้งเป็น เฟยหรงต้องจับได้แน่ว่านางใช้วิชามารล่อลวงเขามาตลอด นอกจากนางจากต้องเสียตำแหน่งพระชายารองแล้ว นางยังต้องถูกลงโทษด้วยความตาย แต่ไม่ได้ร้ายแรงเท่านางสูญเสียเฟยหรงไปตลอดกาล นางรักเขามาก นางจะไม่ยอมเสียเขาไปอย่างเด็ดขาด

ฮุ่ยเหมยรู้ว่ามี่เยี่ยนโหดเหี้ยมปานใด แต่นางต้องทำใจกล้า เสี่ยงชีวิตนั่งคุกเข่าอ้อนวอนสักครั้ง ไม่แน่มี่เยี่ยนอาจช่วยนางก็ได้ “ท่านจอมมารได้โปรดช่วยรักษาข้าด้วย”

                “อาการป่วยของเจ้าเป็นเพราะเจ้าทำตัวเอง เจ้าเป็นเซียนสวรรค์แต่กลับใช้วิชามาร ก็ย่อมหลีกหนีผลกรรมไปไม่พ้น” มี่เยี่ยนกล่าวอย่างไม่แยแส เหตุใดเขาต้องช่วยนางด้วย งานที่มอบหมายนอกจากทำไม่เสร็จแล้ว ยังคิดมาต่อรองอีก ช่างไม่เจียมเงาหัวเสียบ้าง

                “เรื่องของนาง ข้าต้องพานางมาให้ท่านได้แน่ ขอเพียงตอนนี้ท่านช่วยรักษาให้ข้า” นางต่อรองอย่างไม่กลัวตาย เพราะนางเชื่อว่านางยังมีประโยชน์ต่อมีเยี่ยน

                “ข้าไม่ต้องการหงส์แดงตัวนั้นแล้ว” มี่เยี่ยนยกจอกสุราขึ้นมาดื่ม เพราะฟางเซียน ดวงจิตเหลียนเฉียวจึงแตกสลาย หากให้เขาเก็บนางไว้ใกล้ตัวไม่แน่ว่าสักวันเขาอาจแค้น จนพลั้งมือสังหารนางก็เป็นได้

                “ท่านไม่ต้องการหงส์แดงแล้วหรือ เพราะเหตุใดเล่า”

                “เรื่องของข้า” เขาวางจอกลง “เจ้ากับข้าตกลงแลกเปลี่ยนถือเป็นการค้า เจ้าอยากได้วิชาที่ทำให้บุรุษหลงรักข้าก็มอบให้เจ้า แลกเปลี่ยนกับความทรงจำของเจ้า เจ้าลืมไปแล้วหรือ”

                        “เช่นนั้นข้าขอแลกเปลี่ยนอีกครั้ง ข้ามีความทรงจำเหลือ ขอเพียงท่านรักษาข้า หากท่านอยากได้ความทรงจำทั้งหมดข้าก็จะยกให้ท่าน”

                “ฮ่าๆ” มี่เยี่ยนหัวเราะอย่างเวทนา “เจ้าคิดว่าข้าชอบกินความทรงจำเพราะอะไร”

                “ข้าไม่รู้”นางส่ายหน้า

                “เพราะข้าต้องการหาคนผู้หนึ่ง ข้าจึงยอมช่วยพวกเจ้าเพื่อแลกกับที่ข้าได้กินความทรงจำ” เขายิ้มเย็นชา คว้ากาสุราเทลงจอก “ตอนนี้ข้าหานางพบแล้ว ข้าไม่ต้องกินความทรงจำพวกเจ้าอีกแล้ว”

                “ท่านหาคนพบแล้วหรือ ท่านไม่ต้องการกินความทรงจำแล้วหรือ เช่นนั้นเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน ท่านต้องการสิ่งใดข้าจะมอบให้ท่าน” ฮุ่ยเหมยอับจนหนทางจึงยอมอับอายแบไพ่หมดหน้าตัก

                “ข้าไม่ต้องการสิ่งใดทั้งสิ้น เจ้ากลับไปซะ”เขายกสุราขึ้นดื่ม

                “ท่านจอมมารได้โปรดเมตตาข้าด้วย” ฮุ่ยเหมยคลานขึ้นไปบนบัลลังก์เกาะขามี่เยี่ยนวิงวอนเสียงสั่น “หากเขากลับมาเห็นข้าในสภาพเช่นนี้ เขาต้องสงสัยแน่ว่าข้าใช้วิชามาร”

                “นั่นเป็นเรื่องของเจ้า  เจ้าจะกลับไปดีๆหรือให้คนของข้าลากเจ้าไปส่งต่อหน้าเทียนจวิน”

                “ไม่ ไม่ได้ ทำเช่นนั้นไม่ได้ ท่านจอมมารเมตตาข้าด้วย”

                        “เจ้าเห็นว่าข้าเป็นผู้มีเมตตามากนักหรือ” มี่เยี่ยนสะบัดเท้า แค่ออกแรงเพียงเล็กน้อย ฮุ่ยเหมยก็กระเด็นตกบันไดกลิ้งไปข้างล่างแล้ว

                ตอนที่ตกบันไดลงมานางเจ็บมาก แต่ยามนี้มีเรื่องที่เดือดร้อนกว่า นางขืนลุกขึ้นมานั่งโขกหัวลงกระแทกพื้น“ท่านจอมมารข้าขอร้อง ช่วยข้าด้วย ได้โปรดช่วยข้า”

                “ทหาร”มี่เยี่ยนหมดความอดทน แต่เขาไม่อยากลงมือกับนางจึงเรียกทหารเข้ามาแทน พอเห็นทหารเข้ามาจึงออกคำสั่งไปว่า “พานางกลับไปส่งให้ถึงมือเทียนจวิน”

                “พ่ะย่ะค่ะ”

                “ไม่นะ ไม่” นางกรีดร้องขณะโดนลากออกไป ในแววตามี่เยี่ยนเปล่งประกายอย่างเห็นได้ชัด “เมื่อท่านบีบข้า ข้าก็จะบีบท่าน เทียนจวิน”

                ..................................................................................................

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

97 ความคิดเห็น

  1. #36 lhunsal (@lhunsal) (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 7 เมษายน 2562 / 22:50
    กำลังมันส์

    ค้างงง
    #36
    1
    • #36-1 Meiju writer (@sirirutdavan) (จากตอนที่ 55)
      8 เมษายน 2562 / 02:55
      555 รอหน่อยนะคะ ไรท์ปั่นไม่ทัน
      #36-1