ตอนที่ 3 : บทที่ 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 291
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    13 ส.ค. 60




ผ่านต้นฤดูร้อน ข้าวสาลีออกรวง ผักขมงดงามเต็มแปลงปลูก...

ใต้ต้นหยางออกดอกสีเหลืองอร่ามเถียนเยวี่ยใช้เวลาเดินทางสามสิบกว่าวันจากหุบเขาไผ่หอม แม้ออกนอกเส้นทางเพื่อหยุดแวะเยือนสหายที่เคยพานพบ แต่ชายหนุ่มก็มาถึงบ้านสกุลหลันก่อนคืนครบอายุ   สิบเอ็ดปีของหลันซิ่วจู

มิช้ามินาน ระหว่างยืนมองสถานที่ซึ่งไม่ได้มาเยือนนานกว่าสองปี ประตูทั้งสองบานก็เปิดออก เถียนเยวี่ยพลิ้วกายขึ้นเหนือกำแพงหนา    หางตาแลเห็นหญิงสาวนางหนึ่งถือตะกร้าเดินเคียงออกมาพร้อมชายหนุ่มผู้หนึ่ง

เมื่อประตูบ้านปิดลง บุรุษในชุดสีเขียวใบไผ่ก็เคลื่อนกายราวสายลมลงยังหน้าลานซึ่งเป็นทางเดินปูด้วยแผ่นหิน บ้านสกุลหลันที่เขาเคยเข้านอกออกในทะลุปรุโปร่งเห็นจะเปลี่ยนไปเพียงตำแหน่งของกระถางพืชและสมุนไพรที่เจ้าของบ้านปลูกเพื่อเวียนเก็บแต่ละฤดูกาลเท่านั้น

เสี่ยวถานพี่เลี้ยงของบุตรสาวเจ้าของบ้านเพิ่งออกไปจ่ายตลาด คาดว่าชายผู้นั้นอาจจะเป็นคนรักของนาง...

นี่นางหักใจจากพี่หลันแล้วหรือไร

บ้านเงียบงัน หลันหมิงคงกำลังวุ่นอยู่ในห้องปรุงยา ส่วนสาวน้อยคนนั้นหากมิใช่อยู่ใกล้บิดาก็คงอยู่ในห้องหับส่วนตัว เถียนเยวี่ยยิ้มย่อง   ชั่งใจว่าควรจะไปทักทายเจ้าบ้านหรือบุตรสาวของเขาก่อนดี แต่ด้วยมารยาทอันดีของผู้มาเยือนกะทันหัน ชายหนุ่มจึงเดินล่วงหวังเข้าไปทักทายชายร่างอ้วนถึงในห้องปรุงยา

จริงดังคาด หลันหมิงที่สาละวนกับเม็ดยาบนถาดหันตัวกลับมายังเงาร่างสูงโปร่งที่ทาบทับมาทางเบื้องหลัง ครั้นพอเห็นใบหน้าเจ้าของเงาก็อุทานออกมาด้วยความดีใจ แม้จะรักเม็ดยาปานลูกเพียงใด ก็ละทิ้งไม่ไยดีตรงเข้าไปสวมกอดสหายผู้น้องด้วยความยินดี

ถึงเวลาที่เจ้ามาเยือนบ้านข้าเสียที

เถียนเยวี่ยถอยหลังไปหนึ่งก้าว ค้อมตัวประสานมือคารวะผู้มีคุณ

ผู้น้องเสียมารยาทแล้ว

เอาเถอะๆหลันหมิงโบกมือไม่ถือความ เรื่องบุญคุณเขาไม่ได้ใส่ใจเทียบเท่ามิตรภาพที่มีต่อกัน ต่อให้สิบปี ได้เจ้าสละเวลามาเยี่ยมข้าเพียงครั้ง ก็นับว่าเป็นวาสนา

นับเป็นวาสนาเถียนเยวี่ยประสานฝ่ามืออีกครั้ง ก่อนเจ้าบ้านจะเชื้อเชิญให้นั่งที่โต๊ะรับแขกในห้องถัดไป

ชายหนุ่มรับถ้วยชาขึ้นจิบจนชุ่มคอ แลซ้ายขวามองหาคนผู้หนึ่ง

นางอยู่ในห้องนั่นแหละ บ่นถึงท่านอาเถียนอยู่บ่อยครั้ง นานทีจะตัดพ้อว่าท่านอาช่างใจร้ายออกมาสักคราหนึ่ง หลันหมิงหัวเราะกับอาการติดท่านอาของบุตรสาว นิสัยเด็กติดของเล่นอย่างไรอย่างนั้น ตัวเขามีมิตรสหายซึ่งคบหาลึกซึ้งไม่มากนัก ที่คุ้นเคยกับเด็กหญิง กิน อยู่ หลับนอนด้วยกันก็มีเพียงเถียนเยวี่ยเท่านั้น

พรุ่งนี้เป็นคืนวันเกิดครบสิบเอ็ดขวบของนาง

นางรอคอยของขวัญจากเจ้าแทบทบต้นทบดอกแล้ว

หวังว่านางจะไม่ผิดหวังกับสิ่งของเล็กน้อย ไร้ราคาค่างวดที่ข้านำมา

สิ่งใดที่อาเถียนให้นาง นางเก็บรักษาไว้อย่างดีหลันหมิงคิดถึงตุ๊กตาแกะจากไม้ ลูกหินจากธารน้ำบนเขาไผ่หอม ตลอดจนของเล่นในตลาดที่ชายหนุ่มซื้อให้ บัดนี้บุตรสาวยังนำมาเล่นและเก็บอย่างดีในกล่องข้างเตียงนอนของนาง

เห็นทีข้าควรไปสร้างความประหลาดใจให้นางสักหน่อย”     

อย่าทำนางตกใจเกินไปจนกินมื้อค่ำไม่ได้เสียล่ะ

จะกลัวไปไย ในเมื่อเสี่ยวจูของเรามีบิดาเป็นหมอเทวดาอยู่ทั้งคนเถียนเยวี่ยหัวเราะเสียงกังวาน ก่อนเดินออกจากห้องปรุงยาไป

เพื่อนผู้น้องมีของขวัญให้ลูกสาวสุดรัก คนเป็นพ่อเช่นเขาย่อมต้องมีสิ่งพิเศษเช่นกัน หลันหมิงเปิดกล่องไม้บนโต๊ะปรุงยาขึ้น ด้านในมีถุงเครื่องหอมซึ่งสั่งช่างฝีมือทำพิเศษ บรรจุด้วยกลีบและเกสรของดอกไม้และสมุนไพรถึงสิบเก้าชนิด สรรพคุณช่วยไล่แมลงที่นางขยาดกลัวและช่วยให้นางผ่อนคลายจะได้หลับสบายยามค่ำคืน

เถียนเยวี่ยก้าวย่างอย่างสบายๆ ไม่รีบเร่งไปถึงสวนสมุนไพร ชายเสื้อคลุมสีเขียวพลิ้วไหวสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเย็น และใกล้จะเดินถึงห้องของหลันซิ่วจู เสียงวิ่งตึงๆ ก็ดังมาตามทางเดินล่วงหน้าร่างอวบอิ่ม ก่อนใบหน้ากลมดั่งจันทร์คืนเพ็ญจะปรากฏแก่สายตา เด็กหญิงคนนั้นยกมือขึ้นป้องแสงตะวันที่ส่องสวนตรงมายังนัยน์ตา

ใช่หรือไม่...

จะใช่เขาจริงหรือเปล่า...

ผู้ชายในชุดสีเขียวที่นางเห็นแต่ไกล ใช่อย่างที่นางนึกไหม...

สุริยาใกล้ลาลับคล้อย บุรุษหนุ่มเรือนร่างสูงโปร่งในชุดสีเขียวใบไผ่ สันจมูกโด่งตรงรับกับใบหน้าเรียวยาว หล่อเหลาคมสันยากหาใดเปรียบ ปากบางเฉียบนั่น ติดจะมีรอยยิ้มบางเบาอยู่ตลอดเวลาราวกับทุกเรื่องที่ผันผ่านเข้ามาในสายตาคือเรื่องสนุก

ชายหนุ่มส่งรอยยิ้มมายังนางแล้ว

ท่านอาเถียน!

ท่าน...ท่านมารับข้าไปเป็นเจ้าสาวใช่หรือไม่เด็กหญิงในชุดสีเขียวไข่กาโพล่งถาม

คำทักทายของหลันซิ่วจูส่งผลให้เรียวคิ้วเข้มคล้ายขมวดมุ่น รอยยิ้มราวปั้นยากในบัดดล ในหัวย้อนคิดไปถึงเหตุการณ์เมื่อตอนเขาอายุสิบสี่...

 

ยามค่ำคืน ม่านราตรีมืดดำไร้ขอบเขต สำนักกระบี่บ้านไผ่หอมสงัดวิเวกตะไคร่เขียวขึ้นคละในดงไผ่ลึก

ลูกไฟวาบสว่าง ไฟเพลิงลุกท่วมหลังคามุงหญ้า เสียงคมดาบ คมกระบี่ฟาดฟัน เชือดเถือเลือดเนื้อของคนที่เร้นกายหาความสงบจนไหลนอง แม้รักสงบ แต่ภัยก็มาถึงตัวหวังถอนรากถอนโคนด้วยใจกระหายในขุมอำนาจของตระกูล แลทั้งจิตริษยาของสตรีที่มีต่อบุรุษหนึ่งเดียวของแผ่นดิน

เพราะไม่คาดคิดว่าอยู่อย่างสงบนานปีจะมีเรื่องมีราวมาถึงตัว อายุยังน้อยฝีมือยังด้อย เด็กหนุ่มอายุสิบสี่จึงถูกลอบทำร้ายที่เรือนพัก เมื่อล่วงรู้ถึงตัวผู้ประสงค์ร้ายที่ขนกำลังมาหวังกำจัดทุกชีวีซึ่งเกี่ยวข้องให้สิ้นซาก อาจารย์อาท่านหนึ่งได้พาเขาหลบหนีลงเขา เสี้ยวเวลาระหว่างความเป็นความตายเคราะห์ดีพบกับหลันหมิงที่เดินทางผ่านหมู่บ้านแถวนั้น

เสียงครางอือๆ ดังขึ้นจากปากของคนที่นอนครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่บนเตียง เด็กหญิงวัยสามขวบเศษซึ่งนั่งเล่นลูกหินอยู่บนเก้าอี้ใกล้กันชะเง้อหน้ามองเงาร่างของบิดาที่ยังคงวุ่นวายอยู่ในครัวเล็ก เสียงครางอือดังขึ้นมาอีก นางวางลูกหินแล้วหย่อนขากระโดดลงจากเก้าอี้ เท้าเล็กก้าวรวดเร็วไปหยุดยืนอยู่ข้างเตียง เมื่อครู่ใหญ่บิดานางเพิ่งจะทำแผลและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้คนที่นอนเจ็บมาสองคืนแล้ว

มือป้อมยื่นไปแตะบนหน้าผากที่ชื้นด้วยเม็ดเหงื่อ

เจ็บ...ท่านแม่คนบนเตียงครางเสียงแผ่วโหย เมื่อนางเลื่อนมือมาแตะยังอกซึ่งกระเพื่อมไหวขึ้นลงช้าๆ เพราะแรงลมหายใจ

ท่านแม่...ความรักจากมารดาเป็นเช่นใดหนอ เด็กน้อยไม่อาจรู้ได้

หลันซิ่วจูขึ้นไปนั่งบนเตียงแล้วแนบหน้าลงกับอกเขาพร้อมกับตบฝ่ามือเบาๆ เหมือนอย่างที่นางเคยปลอบใจลูกสุนัขป่วยของเพื่อนบ้าน

โอ๋ๆ นิ่งนะ

อ้าวเสียงบิดาร้องขึ้น

เด็กหญิงหันหน้ามายิ้มแฉ่ง เสี่ยวจูรักษาเขา

หลันหมิงเดินเข้ามาอุ้มลูกรักลงจากเตียง ฝ่ามืออวบอูมลูบเบาๆ ที่กลางกระหม่อมกลมเกลี้ยง เขายังต้องนอนพักอีกมาก เสี่ยวจูต้องไม่ดื้อ ไม่ซน อย่ารบกวนเขาเป็นอันขาด

เสี่ยวจูเป็นหมอนะ...เป็นหมอ

เอาละๆ เจ้าเป็นหมอแบบพ่อนั่นแหละ จำไว้ อย่าเพิ่งไปรบกวนคนเจ็บ ออกไปกินข้าวกับพ่อ และต้องกินเยอะๆ ด้วย

เดินทางรอนแรมกับเด็กหญิง ลูกสาวผ่ายผอมลงไปมากอยู่เพราะอาหารไม่ใคร่ถูกปาก เพิ่งมีโอกาสพักในบ้านส่วนตัวที่มีครัว เขาจึงลงมือตุ๋นยาทำอาหารบำรุงร่างกายให้นาง การรักษาคนที่ต้องคมอาวุธซ้ำยังถูกพิษนั้นใช้เวลานานกว่าแผลจะสมาน คาดว่าจะติดอยู่ที่นี่อีกร่วมเดือน คงไม่ดีแน่หากลูกสาวต้องมาเจ็บป่วยด้วยอีกคน

เพราะเป็นหมอจึงต้องกินอาหารมีประโยชน์เยอะๆ เขาตื่นเสี่ยวจูจะได้มีแรงดูแลรักษาเขาจริงไหม

เด็กหญิงตาวาว พยักหน้า นางเป็นหมอรักษาคน นางเก่งแบบท่านพ่อ

เสี่ยวจูทราบแล้วเจ้าค่ะ

หลายราตรีผ่านไป ชีวิตถูกยื้อจากความตายด้วยยาทุกขนานและการดูแลทั้งกลางวันกลางคืนของหลันหมิง แม้สติรับรู้จะยังไม่สมบูรณ์ครบ แต่ทุกครั้งที่พยายามลืมตา ท่ามกลางสายตาพร่าเลือนเขาซึ่งนอนอยู่บนเตียงต้องพานพบดวงหน้าเล็กๆ ยื่นเข้ามาใกล้เสมอ

ในบ่ายที่เปลวแดดจัดจ้า ไอความร้อนและลำแสงดวงตะวันลอดผ่านรอยแยกของซี่หน้าต่างทำจากไผ่เข้ามาในห้อง ร่างบนเตียงขยับตัว ปรือตาตื่น แต่เพราะแสงสว่างจ้าเกินไปจึงทำให้ต้องหลับตาลงอีกครั้ง

โสตประสาทได้ยินเสียงคล้ายฝีเท้าวิ่งมาใกล้ ไม่นานเงาหนึ่งก็พาดทับ

ฟื้นแล้วๆเสียงเล็กๆ สดใสร้องขึ้นด้วยความดีใจ สัมผัสจากมือน้อยแตะลงบนหน้าผาก ลากลงมาข้างแก้มที่ซูบตอบ เถียนเยวี่ยรับรู้ได้ถึงความอุ่นที่แนบลงบนอก ไออุ่นจากร่างเล็ก กลิ่นของความผ่อนคลายไร้   ไอสังหารฆ่าฟัน ทำให้เขาลืมตาอีกครั้ง

ดวงตาดำสนิทลึกล้ำสบเข้ากับดวงตากลมโตสุกใสเหมือนธารน้ำบนหุบเขา ใบหน้ากลมเกลี้ยงยิ้มกว้างอวดซี่ฟันเล็กๆ ให้ความรู้สึกสว่างไสวเหมือนอาทิตย์กลางฤดูคิมหันต์ คางน้อยยังเกยที่อกเขาดั่งคุ้นเคยช้านาน ราวมิใช่คนแปลกหน้าต่อกัน

ข้าคือหมอเทวดานะ

หมอเทวดา

เด็กหญิงพยักหน้า นางหยัดกายนั่งหลังตรงอยู่บนเตียงของเขานั่นเอง หลันซิ่วจูยืดอกวางท่าทรงภูมิ เชิดหน้า มือข้างหนึ่งจับปลายหางเปียม้วนไปมา

ใช่น่ะสิ หมอเทวดาหลันซิ่วจู ไม่เคยได้ยินหรือวาจาฉะฉานเกินเด็กสามขวบเจื้อยแจ้ว

เขาไม่เคยได้ยินจริงๆ นั่นแหละ ชั่วชีวิตของเขาเคยพบปะหมอสักกี่คนเชียว อยู่แต่ในหุบเขาไผ่หอม ยากจะรู้เรื่องคนภายนอกแม้คิดดังนั้นแต่เถียนเยวี่ยก็ยิ้มให้เด็กน้อย

ขณะนั้นเอง ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นไม่ไกลนัก

เสี่ยวจูรบกวนเขาอีกแล้วละสิ

เสี่ยวจูช่วยให้เขาฟื้นนะ ปากเล็กจิ้มลิ้มคุยโอ่

เจ้าของร่างอ้วนสมบูรณ์ชะโงกหน้าเข้ามาในม่านที่เปิดชายขึ้นข้างหนึ่ง นั่นเป็นครั้งแรกที่เถียนเยวี่ยได้พบหน้าผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเขา...ท่านหมอหลันหมิง

สำหรับหลันหมิงนั้น ตอนรับตัวเด็กหนุ่มไว้ เขาถูกกำชับว่าผู้บาดเจ็บเป็นบุคคลสำคัญยิ่งยวด จะมีความผิดพลาดในการรักษาไม่ได้ หมอหนุ่มเพียงรับรู้ เพราะสำหรับเขาแล้วทุกคนที่เข้ามาให้เขารักษาล้วนสำคัญกับบุคคลในครอบครัวด้วยกันทั้งนั้น จะยากดีมีจน เขาล้วนให้ความเท่าเทียม

อีกทั้งเถียนเยวี่ยอายุยังน้อย ตายเร็วไปก็น่าเสียดาย บาดแผลกลางอกนั้นฉกรรจ์ ซ้ำยังถูกพิษร้าย หลันหมิงก็เลยทุ่มความพยายามรักษาเต็มที่ ด้วยเส้นสายกับขุนนางท้องที่จึงหาบ้านพักส่วนตัวห่างตาผู้คน ก่อนจะย้ายเขามาพักในที่ลับตา ไม่แพร่งพรายที่อยู่ของตนและลูกสาวให้ใครรับรู้

หลายเดือนหลังจากนั้น เมื่อเถียนเยวี่ยกลับมาที่หุบเขาไผ่หอม พบว่ามีศิลาใหญ่ตั้งตระหง่านที่เชิงเขา ทั่วทั้งหุบเขากลายเป็นเขตต้องห้ามตามราชโองการ คนภายนอกห้ามบุกรุกหรือทำให้คนในนั้นเลือดตก เห็นศิลาหย่งเซี่ยวเสมอเห็นองค์จักรพรรดิ!

คำสลักบนศิลาย้ำเตือนใจแฝงด้วยปรามให้กริ่งเกรง คนที่รู้ความจริงเท่านั้นจะเข้าใจความหมายว่ากตัญญูมิใช่แต่เพียงที่ยังมีชีวิตอยู่ แม้หาลมหายใจไม่ก็ยังต้องยึดถือ

หลังจากเหตุการณ์นองเลือดมีการสืบสาวจนได้ตัวผู้บงการ บุคคลชั้นสูงซึ่งเกี่ยวพันกับราชวงศ์ถูกประหารให้ตายตก บ้างถูกเนรเทศไปอยู่นอกด่านทุรกันดารผู้คนต่างสงสัยถึงฐานะของคนในหุบเขาไผ่หอม แต่มิกล้าเอ่ยปากเสียงดังเพราะเป็นเรื่องต้องห้ามของทางการ ได้แต่ซุบซิบลือเล่าราวเสียงภูตผี เรื่องราวถูกเสริมเติมแต่งจนความจริงผิดเพี้ยนรางเลือนไปตามกาลเวลา...

                                                                                   

สาวทอผ้าได้พบหน้าหนุ่มเลี้ยงวัวเวียนจบครบสองรอบปี

ในห้องปรุงยาบ้านสกุลหลัน หลันหมิงปากพล่ามพูดเรื่องยาสมานแผลตัวใหม่ที่เพิ่งคิดค้นได้อย่างตื่นเต้นยินดี หมอหนุ่มแบ่งยาใส่ขวดกระเบื้องไว้สำหรับเถียนเยวี่ยเป็นของแทนใจที่เด็กหนุ่มมาเยี่ยมเยียนเขาและลูกสาวอีกครั้ง

หลันซิ่วจูวัยห้าปีเศษยืนอยู่ข้างโต๊ะ ร่างป้อมมีเพียงส่วนศีรษะพ้นขอบโต๊ะสูงมาได้ นางมองหน้าบิดาแล้วยิ้มแฉ่งกับเรื่องยินดีของเขา เด็กหญิงยื่นมือหยิบเปาจื่อ[1]ไส้ถั่วแดงกวนในจานขึ้นมากัด บนตักบิดามีตำรากางอยู่ บนโต๊ะก็มีถาดยาสารพัดชนิดและขวดกระเบื้องอีกนับสิบ นางหันไปมองท่านอาเถียน ตักของเขาว่างเปล่า

เด็กหญิงเดินเข้าไปใกล้ เถียนเยวี่ยในชุดเขียวใบไผ่สบตาใสแจ๋วของนาง แล้วคลี่ยิ้มให้อย่างเอ็นดูหลันซิ่วจูที่อยู่ในชุดสีเขียวเช่นเขา ทว่าเป็นสีเขียวหยก ผิวขาวกระจ่าง หน้าตาน่ารักน่าชัง แก้มใสของนางบางราวโปร่งแสง

หลันซิ่วจูจับมือของท่านอาที่วางพาดบนโต๊ะออก แล้วสอดตัวปีนขึ้นนั่งบนตักเขาในทันทีโดยที่เจ้าของตักมิทันได้ห้ามปรามหรือเอ่ยอนุญาต เถียนเยวี่ยสบตาหลันหมิง ผู้เป็นบิดาได้แต่เกาศีรษะกับการกระทำของลูกน้อย

เสี่ยวจูเอ๋ย เจ้าเอาแต่ใจอีกแล้วนะ ถามท่านอาเถียนก่อนไหมว่ายินดีแบกน้ำหนักเจ้าไว้หรือเปล่า

ก็ตักท่านพ่อไม่ว่างสำหรับเสี่ยวจูแล้วนี่เด็กหญิงกัดเปาจื่ออีกคำ ขยับปากเคี้ยวตุ้ยๆ แล้วหันกลับมามองหน้าเถียนเยวี่ย เสี่ยวจูแบ่งให้ท่านอาหนึ่งคำ

เจ้าของตักหัวเราะในลำคอ ปล่อยให้เด็กหญิงนั่งตามสบาย หากเด็กน้อยประสงค์ดั่งใจ มีหรือแขกเช่นเขาจะขัด

หนึ่งคำของข้าน่ะคำโตกว่าเจ้านัก

หลันซิ่วจูชำเลืองที่เรียวปากกว้างของเถียนเยวี่ยอย่างชั่งใจ แล้วหันกลับมาแลบเลียเปาจื่อลูกนั้นแทบละเลงน้ำลายลามเลียไปทั่วลูก

หลันหมิงได้แต่ส่ายหน้า เหมือนมองดูลูกสุนัขหวงกระดูกไม่มีผิด!

เด็กน้อยไร้การอบรมแล้วหมอหนุ่มหน้าแดง แม้เถียนเยวี่ยจะไม่ถือสาอันใด

ยังมีอีกเหตุการณ์หนึ่งที่น่าระลึกถึง

ข้างกำแพงบ้านสกุลหลันทางทิศตะวันออกมีต้นผิงกั่ว[2]หยั่งรากลึกสูงสองจ้าง[3]

ใต้ร่มใบขอบหยักเขียวเข้มเป็นมันตัดกับสีผลแดงสดที่ออกเต็มต้น หลันซิ่วจูถือไม้สอยพยายามจะฟาดให้ถูกเป้าหมายคือผิงกั่วลูกหนึ่ง

เถียนเยวี่ยเดินมาหยุดอยู่ด้านหลังเด็กหญิง เขาบิดกายไล่ความเมื่อยขบ หลังจากหลับพักสายตาไปราวสองเค่อ[4]เด็กหนุ่มสงสัยอยู่ครามครันหมูน้อยนางนี้ไม่หมดแรงนอนกลางวันบ้างหรือไร

เจ้าของร่างสูงยื่นมือไปจับไม้ไว้ไม่ให้มันแกว่งไกว ฟาดไร้ทิศทางโงนเงน

เจ้าฟาดไปมาอย่างนี้ ลูกอื่นก็ร่วงตกลงพื้นช้ำหมด

เด็กหญิงแหงนหน้ามองมาทางด้านหลัง

ก็เสี่ยวจูปีนไม่ถึงนี่...นั่นๆ เสี่ยวจูจะเอาลูกนั้นปากจิ้มลิ้มบอก นิ้วก็ชี้ นางปล่อยมือจากไม้สอย เถียนเยวี่ยจึงวางไม้สอยพิงกำแพงไว้

แล้วลูกนี้ล่ะ นั่นลูกนั้น นี่ก็อีกเรียวนิ้วยาวชี้ผลผิงกั่วมากมายบนกิ่ง ต่ำพอที่เด็กหญิงเอื้อมเด็ดถึง

ก็เสี่ยวจูอยากได้ลูกนั้นนี่นางยืนกราน

เฮ้อ...เถียนเยวี่ยถอนใจ ผิงกั่วมากมายเต็มต้น เด็กน้อยช่างเลือกเสียจริง!

นิสัยของเด็กหญิงหากตั้งใจ ตั้งมั่นต่อสิ่งใดแล้วจะต้องทำให้ได้ เอาให้ได้ ถ้าเขาไม่เดินผ่านมา จะมีผิงกั่วกี่มากน้อยที่ร่วงหล่นลงพื้น

ลูกนั้นใช่หรือไม่เขาถามย้ำ รูปร่างที่สูง เรียวแขนที่ยาวทำให้เถียนเยวี่ยยื่นแขนออกไป เพียงแค่เขาแตะปลายเท้าดีดตัวสูงขึ้นสักหน่อยด้วยวรยุทธ์ขั้นพื้นฐาน ก็จะปลิดผิงกั่วผลนั้นหลุดจากขั้วได้แสนง่ายดาย

ทว่า...

เสี่ยวจูจะเก็บเอง...จะเก็บเองเด็กน้อยร้องพร้อมกระโดดอยู่ด้านหน้าเขา ยื่นมือคว้าไปมาในอากาศราวจะบอกว่านางเท่านั้นที่มีสิทธิ์

ไม้สอยก็ไม่ได้ ปีนก็ไม่ได้ แล้วเจ้าจะเก็บอย่างไร

ท่านอาก้มลงเดี๋ยวนี้เลยนะนางเข้ามากอดเอวเขาพร้อมกับฉุดให้ก้มตัวลง อุ้มเสี่ยวจู

อุ้มช่างเป็นเด็กหญิงที่เอาแต่ใจยิ่ง! เขาคิด

หลันซิ่วจูพยักหน้าเร็วๆ 'เสี่ยวจูจะเก็บเอง ท่านห้ามเก็บให้เสี่ยวจูนะ เร็วๆ สิ' สาวน้อยเร่งเร้าแทบจะพาร่างอวบอ้วนป่ายปีนขึ้นมาตามขาเขาแล้ว

เถอะ! ใครใช้ให้บิดานางมีบุญคุณกับเขากันเล่า เจ้าของร่างสูงโน้มตัวลงใกล้ ก่อนจะช้อนอุ้มร่างเด็กหญิงไข่มุกตัวอ้วนกลมแล้วยกร่างนางขึ้นนั่งที่บ่ากว้างเบื้องขวา นางร้องออกมาอย่างตื่นตาตื่นใจ มือเล็กเอื้อมถึงผิงกั่วผลสีแดงซึ่งสุกได้ที่ เพียงแค่แตะมือถึงผลมันก็หลุดจากขั้ว นางกรีดร้องเสียงดังดีใจอีกครั้ง เมื่อสมดังใจหมายแล้วเถียนเยวี่ยก็วางร่างนั้นลงบนพื้น

หลันซิ่วจูทำตาโตกับลูกผิงกั่วในมือ 'เสี่ยวจูรอมันตั้งแต่มันเริ่มออกดอกตูม แล้วดอกมันก็บานเป็นสีขาวอมชมพูเด็กน้อยทำมือราวดอกผิงกั่วนั้นบานเท่าปากตะกร้า ในที่สุดก็ได้แล้ว...ได้แล้ว

มันก็ออกผลให้เจ้าทุกปีไม่ใช่หรือเห็นท่าทางตื่นเต้นยินดีของนางแล้วจึงอดสงสัยไม่ได้

แต่ปีนี้ท่านอาอยู่กับเสี่ยวจูนี่นา ให้เสี่ยวจูชิมก่อน แล้วจะเด็ดให้ท่านอา

น้ำใจเพียงเล็กน้อยจากเด็กหญิงทำให้หัวใจของเถียนเยวี่ยรู้สึกอุ่นอวลขึ้นอย่างประหลาด เขามองนางเช็ดผลผิงกั่วกับอกเสื้อ ก่อนจะกัดกร้วมคำโต แก้มยุ้ยขยับเป็นจังหวะตามแรงขบของฟัน เนื้อแน่นกรอบขับรสหวานฉ่ำออกมาเต็มปาก เพราะต้นถูกปลูกรับแดดเต็มที่ตลอดวัน ผิงกั่วของนางจึงมีรสหวานจัดกว่าผิงกั่วที่นางเคยชิมของเพื่อนบ้าน

หวานจัง หวานที่สุด หวานอร่อยทุกปี เยี่ยม!

นางยังคงพร่ำพูดไปเรื่อย แล้วก็กัดอีกคำ ก่อนจะรู้สึกถึงการจ้องมองจากใครอีกคนที่ยืนกอดอกข้างกายนาง หลันซิ่วจูเงยหน้าขึ้นมองผู้ชายตัวสูงที่มาพักอยู่บ้านนางได้สิบกว่าวันแล้ว

ท่านอาเถียนต้องคิดว่านางไร้มารยาทแน่ๆ!

เด็กหญิงหน้าแดง ก้มหน้างุดบิดตัวไปมาเกิดอาการกระดากอายขึ้นมา นั่นยิ่งทำให้เถียนเยวี่ยอมยิ้มด้วยความเอ็นดูหลานสาวนอกไส้ของเขา

เขาอายุมากกว่าเด็กน้อยสิบเอ็ดปี แต่นางกลับยืนกรานเรียกเขาว่าท่านอาเสียได้

เสี่ยวจูให้ท่านชิม...แต่กัดคำเดียวนะ

เด็กน้อยยื่นผิงกั่วในมือมาตรงหน้าเขา อีกครั้งแล้วที่นางเอื้อเฟื้อต่อเขา แต่เพียงแค่...คำเดียว

เถียนเยวี่ยมองผลผิงกั่วที่มีรอยกัดไปแล้วสองคำ

เสี่ยวจูยังไม่ได้ละเลงน้ำลายเสียหน่อยหลันซิ่วจูแก้ตัว เพราะคราวก่อนนางถูกบิดาเอ็ดไปแล้วเรื่องเปาจื่อเปื้อนน้ำลาย

เด็กหนุ่มชุดเขียวใบไผ่ส่ายหน้าช้าๆ

ท่านอาไม่เชื่อเหรอนางรีบเอาผิงกั่วลูกนั้นเช็ดๆ กับอกเสื้ออีกครั้ง ความฉ่ำจากรอยกัดทำให้เสื้อเลอะเป็นดวง

ในที่สุดเถียนเยวี่ยก็หัวเราะพรืด ข้ายังไม่หิวต่างหาก รอเจ้าเก็บลูกใหม่ให้ดีกว่า หรือถ้าหิวตอนนี้ ลูกที่สุดปลายนั่นเป็นไรว่าแล้วร่างสูงก็พลิ้วกายกระโดดขึ้นคว้าเอาผลผิงกั่วลูกหนึ่งมาไว้ในมือ

ท่านอาเก่งจัง!เด็กหญิงกระโดดขึ้นลง ก่อนรับเอาผิงกั่วผลใหม่ที่เขายื่นให้

ท่านอาสอนข้าบ้างสิ...นะ...นะนางเข้ามาเกาะเอวเขาแล้ว ทั้งยังเงยหน้าส่งสายตาเว้าวอนออดอ้อน

เจ้ายังเด็ก วรยุทธ์มิใช่ของเล่นที่จะมอบต่อให้อย่างง่ายดายเหมือนพลิกมือ

ถ้าเสี่ยวจูโตท่านจะสอนใช่ไหม

เขาไม่เคยมีความคิดจะรับศิษย์ ไว้ค่อยพูดกัน

ก็ได้...ไว้ค่อยพูดกัน หลันซิ่วจูพยักหน้ารับตามนั้น ตราบใดที่ท่านอาเถียนยังอยู่ ก็จะมีคนกระโดดขึ้นเก็บผิงกั่วลูกที่นางต้องการเรื่อยๆ ไม่มีเรื่องใดต้องคิดกังวล ครั้นในมือมีผิงกั่วผลใหม่เด็กหญิงก็วิ่งตึงๆ ไปหาบิดาในห้องปรุงยา ปากก็ตะโกนไปตามทาง

เสี่ยวจูจะฝึกยุทธ์! ท่านอารับเสี่ยวจูเป็นศิษย์แล้ว!

ใต้ต้นผิงกั่วลูกดกสีแดงชาดยามบ่ายจัด ทิ้งไว้เพียงเด็กหนุ่มชุดเขียวที่ต้องถอนหายใจยาวอีกคราแล้ว

ข้ายังไม่ได้รับปากเจ้าเสียหน่อย!


 



[1] ซาลาเปา

[2] แอปเปิ้ล

[3] หนึ่งจ้างประมาณ ๒.๒๗-๒.๓๑ เมตร

[4] ๑ เค่อ ประมาณ ๑๕ นาที



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

3 ความคิดเห็น