love song ทำนองแห่งรัก

ตอนที่ 1 : love song ทำนองแห่งรัก ตอนที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 652
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    6 ต.ค. 51

ตอนที่ 1  แรกพบ

ด้วยความรีบร้อนที่จะไปยังรถตู้ที่มาจอดรอรับที่หน้าสนามบินทำให้จางฉืออ้ายเดินสะดุดขาตัวเอง ร่างเล็ก บางระหงเซถลาจนกระเป๋าถือฟาดไปโดนหญิงสาวอีกคนที่เดินหอบหิ้วถุงบรรจุอาหารฟาดฟูดสัญชาติอเมริกา อาหารและแก้วน้ำในมือเธอร่วงหล่นกระจายเต็มพื้น

“ โอ๊ะ!  กุลสตรีร้องเสียงหลง หมดกัน

 “เดินยังไงไม่ดูทางเลย”  ภาษาอังกฤษสำเนียงแปร่งหูจากหญิงสาวร่างบางอีกคนลอยมากระทบโสตประสาทการได้ยินของกุลสตรีเข้าอย่างจัง เธอคนนั้นดึงผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กจากกระเป๋าถือออกมาเช็ดตามเนื้อตัวของหญิงสาวคนที่ชนเธอ

แรกเริ่มกุลสตรีก็ไม่อยากถือสาหาความ หรือเคืองอีกฝ่ายเลยที่เป็นคนเดินมาชนเธอก่อน ถ้าแม่คนนี้จะไม่แว๊ดใส่เธอก่อน อย่างนี้ก็สวยซิ ก็ไม่เห็นจะเปื้อนตรงไหนนี่ ฉันคนนี้ต่างหากที่จะต้องว่าให้พวกเธอ กุลสตรีฉุนกึก ไม่ขอโทษขอโพยแล้วยังมาว่าให้คนอื่นอีก วิเศษมาจากไหนกันแม่คุณ นักท่องเที่ยวก็นักท่องเที่ยวเถอะ ปากไม่ดีแบบนี้ไม่อยากต้อนรับหรอก เธอจึงสวนกลับไปด้วยเสียงอันดังไม่แพ้กัน

“แล้วเจ้านายเธอล่ะ เดินยังไงไม่รู้จักระวัง” กุลสตรีเท้าสะเอวใส่บ้างเดาเอาว่าผู้หญิงที่ชนเธอคงเป็นเจ้านายคุณเธอคนนี้ เพราะหน้าไม่ให้ที่จะเป็นพี่เป็นน้องกันจริง ๆ  จีนหรือญี่ปุ่นว่ะนี่

แต่ก่อนที่จะมีการต่อปากต่อคำกันอีก ชายสวมชุดดำสองคนก็เข้ามากัน แม่สาวร่างเล็กให้เดินหลบออกไป

“รถจอดรอรับแล้วครับมิสจาง”  หนึ่งในสองคนเอ่ยขึ้นพร้อมกับผายมือเปิดทางให้

หญิงสาวขยับแว่นตากรอบโตพยักหน้ารับรู้ จางฉืออ้ายหันมองพี่เลี้ยงสาว  “พอเถอะเม่ย ฉันผิดเองแหละ”  เธอปราม ไม่อยากให้เรื่องมันเอิกเกริก ไม่ดีแน่ถ้าจะมีคนที่รู้จักเธอเห็นการทะเลาะกันด้วยเรื่องเล็กน้อยกลางสนามบินแบบนี้ ไม่ว่าเธอจะถูกหรือผิด คนที่เสียหายที่สุดก็เป็นตัวเธอเอง  

“แต่แม่คนนี้ก็ซุ่มซ่ามด้วยนี่คะคุณเฮเลน”

“เถอะน่าเม่ย จบ...”  จางฉืออ้ายตัดบท

“ฉันขอโทษคุณด้วยนะคะ”  หญิงสาวร่างบางก้าวเข้ามาหาพร้อมกับคลี่ยิ้มให้กุลสตรี  “ พวกเราค่อนข้างรีบไปหน่อยน่ะคะ”

“ฉันยกโทษให้แล้วกัน”   ใครดีมากุลสตรีก็ดีตอบ แต่ไม่วายมองผู้หญิงชื่อเม่ยตาขวาง ถึงจะเกิดและเติบโตในไทยมีหรือลูกจีนอย่างกุลสตรีจะฟังสองคนนี้พูดกันไม่เข้าใจ หนอยมาว่าฉันซุ่มซ่าม

“ขอตัวนะคะ”  จางฉืออ้ายยิ้มให้อีกครั้งก่อนเดินตามชายชุดดำสองคนนั่นไป  อู๋เม่ยหลิงหันมามองกุลสตรีก่อนหันหน้ากลับมองกลาย ๆ ดูคล้ายสะบัดหน้าใส่ด้วยซ้ำ

“มาเที่ยวประเทศเขาก็หัดทำตัวดี ๆ กับเจ้าของบ้านด้วยน่ะ”  อู๋เม่ยหลิงชะงักฝีเท้าเมื่อได้ยินสำเนียงจีนชัดถ้อยชัดคำจากปากหญิงสาวคู่กรณี ก่อนตัดสินใจก้าวเดินต่อไป

“เฮอะ”  กุลสตรียักไหล่ ก่อนก้มลงเก็บถุง น้ำที่หกก็ปล่อยให้หกไป เดี๋ยวพนักงานก็เข้ามาทำความสะอาดเอง เธอคงทำอะไรไม่ได้มาก ตอนนี้เธอต้องพาหน้าที่เริ่มร้อนผะผ่าวด้วยความเขินอายไปจากตรงนี้ก่อนเพราะมีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่มองมายังจุดที่เธออยู่

                                          **********************

 “อาเฉิง! นายยังอยู่ในนี้หรือเปล่า? รถมาแล้วนะ”

“เสร็จแล้ว ๆ ไปเดี๋ยวนี้แหละ”  เสียงทุ้มตะโกนตอบรับออกไปพร้อมกับโบกไม้โบกมือให้คนถามออกไปรอที่รถก่อน เขาจ่ายเงินชำระค่าหนังสือที่สะดุดตาเขาเมื่อเดินผ่านเมื่อครู่ หนังสือภาพถ่ายที่เขาตั้งใจจะเป็นเจ้าของให้ได้ตั้งแต่เห็นครั้งแรกเพื่อคราวเดินผ่านร้านหนังสือในไทเป

“แม่กะรัต แกจะมาเที่ยวหรือจะมาอ่านหนังสือ”  เสียงแหลมปรี๊ดปรอทแตกของเพื่อนรักดังแหวกอากาศเข้ามาในร้าน ทำให้คนที่กำลังลังเลในการตัดสินใจว่าจะเลือกตำราการทำอาหารจีนหรืออาหารฝรั่งดี ตัดสินใจเก็บตำรากับข้าวฝรั่งกลับเข้าชั้นวาง อาหารจีนถูกปากคนไทยแบบแม่และยายของเธอมากกว่า

“เออเอากันเข้าไปคนหนึ่งก็จมอยู่ร้านหนังสือ อีกสองคนก็ไม่รู้หายหัวไปไหน”  เสียงแม่เพื่อนสาวบ่นให้ได้ยิน “รีบ ๆ หน่อยนะแกฉันหิว... ฉันไปห้องน้ำก่อนนะเพื่อนรักยังตะโกนบอกด้วยเสียงอันดัง ทำไมแกไม่ประกาศให้รู้กันทั้งสนามบินเลยเล่ายัยกุลเอ้ย

เมื่อชำระค่าหนังสือเสร็จ ด้วยความรีบร้อนทำให้หลินเฉิงเฟยชนกับลูกค้าอีกคนของร้านที่เดินสวนออกมาจากช่องทางเดิน

“โอะ โอ้ย!  แรงปะทะโดยไม่ทันได้ตั้งหลัก ทำให้กะรัตตัวเซชนแผงหนังสือด้านข้าง หญิงสาวใช้สองมือดันตัวคนที่ชนเธอออกสุดแรง เพราะรู้สึกเจ็บตอนที่โดนสันของตำราอาหารปกแข็งปักลงบนหลังเท้าเธอ อีกฝ่ายรีบก้มลงเก็บหนังสือส่งคืนให้เธอ

sorry! Sorry!  คำขอโทษพรั่งพรูจากปากชายหนุ่มสวมแว่น ผมยาวยุ่งระต้นคอที่โผล่พ้นหมวก มองดูคล้ายพวกนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่เธอมักจะเห็นบ่อย ๆ ที่ร้าน

“เฮ้! เทย์ ทำอะไรอยู่?”  ด้วยเสียงทักอันดังทำให้กะรัตจำต้องหันไปมองยังชายอีกคนที่เกาะขอบประตูกระจกบานใหญ่พร้อมกับชะโงกหน้าเข้ามาในร้าน

“อุบัติเหตุนิดหน่อย”  ภาษาที่เขาบอกเพื่อนแม้ฟังไม่รู้เรื่อง แต่ก็ทำให้กะรัตรู้ได้ทันทีว่าเขาไม่ใช่พี่ยุ่นอย่างที่เธอคิด

sorry! Sorry!  เขายังคงเอ่ยขอโทษเธอ กะรัตพยักหน้าหงึกหงักรับคำขอโทษ พร้อมกับสั่นหัวเป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไร อีกทั้งหนังสือที่เธอเลือกก็ไม่ได้เสียหายอะไร ยังไม่ทันที่เธอจะได้เงยหน้ามองเขาให้ชัดตา เขาก็ผลุนผลันตามเพื่อนเขาออกไปแล้ว

                                      **************************

“สร้อยแกขาดแล้วกะรัต”  กุลสตรีเอื้อมมือมาจับสร้อยที่ห้อยต่องแต่งติดอยู่กับกระดุมเม็ดที่สองของเพื่อน

กะรัตทำหน้างง เธอไม่ได้สวมสร้อยเสียหน่อย ออกจะรำคาญพวกเครื่องประดับตุ้งติ้งเสียด้วยซ้ำ ค่าว่ามันเกะกะเวลาทำงาน หญิงสาวส่ายหน้าก่อนก้มมองช่วงอก เธอก็เพิ่งจะเห็นนี่แหละว่ามีสร้อยเส้นหนึ่งห้อยติดอยู่กับกระดุมเสื้อ 

“ไม่ใช่ของฉัน แกก็รู้ฉันไม่ชอบของพวกนี่” 

กุลสตรีค่อย ๆ แกะสร้อยออกจากกระดุมเม็ดเล็ก  “แล้วแกไปเกี่ยวมาจากไหน......หยกเชียวนะแก” 

“มาได้ไงเนี่ย...หรือว่าจะเป็นของผู้ชายที่ชนกับฉันในร้านหนังสือ! ตายแล้วป่านนี้จะรู้ตัวหรือเปล่า”  กะรัตสีหน้าเป็นกังวล ขัดกับกุลสตรีที่ทำตาลุกวาว

“โชคดีจังเลยนะแก อยู่ดีๆ ก็มีของมีค่าลอยมาติดตัว”  หญิงสาวหัวเราะร่วนก่อนยกแก้วน้ำที่ซื้อมาใหม่ดูดทีเดียวครึ่งแก้ว จังหวะเดียวกันนั้นเพื่อนอีกสองคนก็ตามมาสมทบ กุลสตรีขมวดคิ้วกับสภาพสองสาวที่หน้าสวยเด้ง เด่นมาแต่ไกล คนปากไวเลยอดที่จะแขวะไม่ได้  “โบ๊ะหน้าหนาอย่างกับเพิ่งฉาบปูนมาเลยนะพวกแก มาเที่ยวธรรมชาติกันนะแก ไม่ได้มาเดินแบบ”

“ปากปีจออีกแล้ว กว่าจะถึงธรรมชาติพวกฉันก็ต้องเดินผ่านคนตั้งมากตั้งมาย จะให้ซีดเป็นตุ๊กแกตายซากอย่างแก ฉันสงสารผู้คนแถวนี้ย่ะ”  ลีลาวดีสวนกลับไปหลายดอก

“หนอยแก....”

“หยุดเลยกุล... หยุด ฉันมาเที่ยวเว้ยไม่ได้อยากมาฟังแกสองคนกัดกัน”  มันตราห้ามทัพขึ้นมาเสียก่อน

“กุลฉันว่าเอาไปประกาศหาเจ้าของดีไหม”  กะรัตที่นิ่งเงียบมานานถามแทรกขึ้น

“เสียเวลาน่ากะรัต รถมาแล้ว จี้นี่ก็เล็กขี้ประติ๋ว ป่านนี้เจ้าของคงไปลัลล้ากับสาว ๆ แล้วล่ะมั้ง ถือว่าเป็นโชคดีของแกแล้วกัน”

“แต่...”

“ไม่มีแต่ ไปกันได้แล้ว เสียเวลาเพราะสองคนนี่มาพอแล้ว”  กุลสตรีไม่วายแขวะสองสาว ก่อนรีบวิ่งพรวดหนีฝ่ามือของลีวาวดีและมันตรา

โชคดีบนความทุกข์ของคนอื่นน่ะสิ

                                     **************************

“เค้าว่าไง?”  พอเห็นหน้าละห้อย คอตกของคนที่เป็นทั้งพี่ทั้งเพื่อน หน้าเคาเตอร์ประชาสัมพันธ์สนามบิน จินคังเว่ยก็ได้รู้คำตอบ

 “ยังไงต่อดี?”

คนถูกถามถอนหายใจยาว เดินลากขาอย่างคนหมดเรี่ยวแรง ก่อนหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ที่พักผู้โดยสาร ถ้าหาเจอก็คงแปลก...สนามบินออกกว้าง อีกทั้งเขาไม่รู้ว่าสร้อยหล่นหายไปตอนไหน เพียงแต่ไม่อยากที่จะถอดใจตั้งแต่แรก ลึก ๆ เขาแอบหวังว่าจะมีใครสักคนเก็บได้แล้วเอามันมาฝากไว้ที่ประชาสัมพันธ์ ถึงตอนนี้แล้วเขาก็ต้องยอมรับความจริง

“หายก็คือหาย...”  ชายหนุ่มตอบเสียงเบาหวิว คงต้องตัดใจ เพราะจะไปแก้ไขอะไรก็คงไม่ได้แล้ว เขารู้ดีว่าขอเกี่ยวสร้อยมันไม่ค่อยดีแล้ว แต่ก็ยังดึงดันที่จะสวมสร้อยเส้นนี้มา นี่เป็นครั้งแรกที่เขามาประเทศไทย แล้วเขาก็ทำสร้อยของดูต่างหน้าพ่อที่พ่อให้ไว้ปกป้องคุ้มครองเขามาตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีหาย...ไม่น่าเลยจริง ๆ

 “กลับไปที่รถกันเถอะรอย...ทุกคนไม่ควรต้องมารอพี่คนเดียว”  ชายหนุ่มขยับแว่นตาให้เข้าที่ สูดลมหายใจลึก หันมายิ้มให้เพื่อนรุ่นน้องก่อนที่จะลุกเดินนำหน้าออกจากสนามบินไป

                                     *****************************


ในที่สุดก็ลงตอนแรกจนได้ เป็นการเริ่มต้นที่ตื่นเต้นพอควร ยังจัดหน้าไม่ได้ดั่งใจเลย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

19 ความคิดเห็น