love song ทำนองแห่งรัก

ตอนที่ 11 : love song ทำนองแห่งรัก ตอนที่ 11

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 185
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    28 ส.ค. 51

พานเซียวหยงต้องบันทึกว่าวันนี้เป็นวันที่แสนจะน่าเบื่อหน่ายที่สุดอีกวันในชีวิตเธอ เธอมาดักรอถ่ายรูป “ชายหนุ่มข้างบ้าน” อยู่เป็นนานสองนานแล้ว แหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้ที่สุดในไทเปบอกกับเธอว่าวันนิ้จินคังเว่ยจะเข้ามาที่ร้านอาหารของครอบครัวเขา แหล่งข่าวที่ว่าก็ป้ามัสรดาแม่ของเจ้าคนตัวดำปากมอมนั่นแหละ ป้ามัสยังชวนเธอให้มากินข้าวที่นี่บ่อย ๆ จะได้เจอกับรอย โธ่...ใครจะอยากเจอ ป้ามัสยังถามอีกว่าทำไมเธอกับเขาไม่ค่อยสนิทสนมกันเหมือนตอนเป็นเด็ก เธอไม่กล้าจะบอกป้ามัสด้วยซ้ำว่าเป็นเพราะเธอนั่นแหละที่ทำให้ลูกชายป้าหลีกลี้หนีจนแทบไม่พบหน้ากัน แม้แต่เงาก็ไม่อยากให้ทาบกันด้วยซ้ำ

พานเซียวหยงรอตั้งแต่บ่ายยันค่ำ เธอเลือกที่นั่งตรงมุมร้านที่คาดว่าจะเห็นรถของเป้าหมายเธอแล่นเข้ามาจอดได้โดยง่ายและก็เป็นมุมอับที่ฝั่งตรงข้ามจะไม่เห็นเธอ ก็บอกแล้วเธอไม่อยากให้เขาเห็นว่าเธอมาแอบถ่ายรูปเขาอีก ขี้เกียจต่อความยาว

ในที่สุดการรอคอยของเธอก็สำฤทธิ์ผล รถสีดำมันปลาบของจินคังเว่ย ซุปเปอร์สตาร์ดารานักร้องดังตามที่บรรดาสาว ๆ ทั่วเกาะไต้หวันลามไปถึงฮ่องกง แผ่นดินใหญ่และอีกหลายประเทศในเอเชียยกย่องให้เขาเป็นก็แล่นเข้าไปจอดบริเวณที่จอดรถของร้าน แต่ไม่ว่าสถานะของเขาจะเปลี่ยนไปยังไงเขาก็ยังเป็นเด็กชายข้างบ้านเจ้าคนปากร้ายสำหรับเธออยู่ดี...หญิงสาวยกกล้องประจำตัวขึ้นกดถ่ายรูปชนิดที่ว่าเก็บทุกอิริยาบถ ตามที่พี่เลี้ยงเธอสั่งมา รูปทุกรูปของstormเป็นข่าวและขายได้เสมอ

หญิงสาวเรียกพนักงานเก็บเงินค่ากาแฟแล้วลุกเดินข้ามไปอีกฝั่ง เมื่อเป้าหมายของเธอเดินเข้าไปในร้านอาหารของครอบครัวเขาแล้ว เธอแว่วได้ยินเสียงกรี๊ดกราดเล็ก ๆ จากภายในร้านเมื่อข้ามมาถึงฝั่งนี้แล้ว

ฮึ...พ่อคนเสน่ห์แรง พานเซียวหยงเบ้ปากอดหมั่นไส้ไม่ได้จริง ๆ เธอเก็บกล้องใส่กระเป๋า ก่อนลอบมองผ่านพนังกระจกบานใหญ่ จินคังเว่ยกำลังแจกจ่ายรอยยิ้มพร้อมกับทักทายแฟน ๆ ของเขาที่รุมล้อมขอถ่ายรูปและขอลายเซ็น ร้านอาหารบ้านไทยแม้เป็นร้านเล็ก ๆ แต่ก็ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติของอาหาร ยิ่งลูกชายคนโตของร้านเป็นถึงนักร้องดังชื่อเสียงของร้านยิ่งเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ลูกค้าที่มาใช้บริการส่วนหนึ่งก็คือบรรดาแฟนคลับของ storm

ขณะที่เธอจดจ้องก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ที่พนังกระจก ความซุ่มซ่ามที่ติดตัวมาแต่กำเนิดทำให้หัวเธอชนเข้ากับพนังดังปึ้ง!...และมันก็คงดังมากพอที่จะทำให้จินคังเว่ยที่ยืนกลางร้านหันมามองเธอได้

จินคังเว่ยถึงกับคิ้วขมวดเลยทีเดียวเมื่อเห็นคู่ปรับตลอดกาลคลำหัวตัวเองป้อย ๆ ยัยตัวยุ่ง มาอีกแล้วเรอะ! ชายหนุ่มปลีกตัวจากกลุ่มแฟนคลับอย่างสุภาพ แต่สายตาที่ส่งไปยังพานเซียวหยงนั้นแทบจะจิก...จิก...จิก...ให้เลือดซิบ โทษที่ตามมาป่วนให้เขาอารมณ์เสียถึงที่นี่

พานเซียวหยงเมื่อรู้ว่าได้เผยตัวให้เป้าหมายรู้ตัวแล้ว เธอลืมเจ็บกระโดดผลุงหวังจะวิ่งไปยังรถที่จอดอยู่ร้านกาแฟฝั่งตรงข้าม...ช้าไม่ทันการเสียแล้ว ชายหนุ่มที่มีหน้าตากวนประสาทที่สุดในโลก กำลังยืนขวางทางไม่ให้เธอขยับไปไหนได้เลย

“จะหนีไปไหนไม่ทราบ...คุณพาน...เซียว...หยง”

จะกวนกันหรือไง หญิงสาวเชิดหน้า จ้องตาคนที่ยืนกอดอกสบายอารมณ์  “ไม่ได้หนี...คุณ...จิน...คัง...เว่ย”  เธอพูดเสียงยานคางไม่แพ้กัน

ชายหนุ่มถะมึงตาใส่เพื่อนบ้านแบบที่ชอบทำเมื่อตอนเป็นเด็ก... ฝ่ายนั้นก็ถะมึงตากลับไม่ลดละ

“มาทำไม...”  ฝ่ายจินคังเว่ยที่หมดความอดทนก่อนถามขึ้น

“รู้แล้วยังถาม...” 

“โอ้ว...แม่คุณ  ฉันไม่ใช่ผู้รู้ขนาดนั่นนะ ถ้ามาหาแม่...แม่อยู่ข้างใน หรือว่า...”  ชายหนุ่มหรี่ตาลงเล็กน้อย พร้อมกับส่งสายตาและรอยยิ้มกรุ้มกริ่มให้หญิงสาว “มาหาฉัน...เพราะคิดถึง...”

“ยี้...แหวะ! หลงตัวเองชะมัด...”  เกือบแล้วหยงยี่ เกือบเสียทีให้รอยยิ้มอาบยาพิษนั่นซะแล้ว “ฉันมาทำข่าว...มาแบบไม่เต็มใจด้วย ใช่ว่าฉันอยากเห็นหน้านาย...”

“ทำข่าวบ้าบออะไรอีก...ฉันมีอะไรให้เธอสนใจนักหนา”

“ก็บอกแล้วไงว่าฉันไม่ได้สนใจนาย...สำนักพิมพ์กับคนอ่านนู้น...”  คนตัวเล็กแหงนคอตั้งบ่าเถียงคอเป็นเอ็น ทำไมหมอนี่มันสูงนัก... ปวดคอแล้วนะ

จินคังเว่ยฉุนกึก “ไม่อยากเห็นก็รีบ ๆ กลับไป เกะกะหน้าร้าน... คนทำมาค้าขาย”  หากหญิงสาวบอกไม่ได้มาเพราะเรื่องงาน...เขาอาจโกรธเธอน้อยกว่านี้ก็ได้

“เออ...ไปก็ได้ แล้วจะมาใหม่” แล้วเธอก็วิ่งปรู๊ดข้ามถนนไป โดยมีเสียงตะโกนไล่หลังจากชายหนุ่ม

“ฉันจะไม่ยอมให้เธอได้ถ่ายรูปฉันง่าย ๆ หรอก!

“ฉันถ่ายมาแล้ว”  พานเซียวหยงตะโกนข้ามถนนพร้อมกับชูกล้องกวัดแกว่งไปมา “และตอนนี้ฉันกำลังจะถ่ายหัวข้อ นักร้องหนุ่มจอมวีน...”  ว่าแล้วเธอเก็บภาพเขาไปอีกสองสามรูป หญิงสาวหัวเราะร่าที่ทำให้ฝ่ายนั้นตีหน้ายักษ์หน้ามารแทบจะกินเลือดเธอได้

“ยัยบ้าเอ้ย...”  จินคังเว่ยครางฮึ่มด่าได้แค่นั่น หญิงสาวก็ขึ้นรถขับออกไป ยังมีทิ้งท้ายแลบลิ้นให้เขาอีก เพราะยังต้องรักษาภาพพจน์เขาจึงข่มใจที่จะไม่แสดงท่าทางหัวเสียออกมามากนัก หลายสายตาจากข้างในร้านจับจ้องด้วยความอยากรู้อยากเห็น ไม่แน่เหตุการณ์ในวันนี้อาจจะกลายเป็นข่าวซุบซิบในหนังสือพิมพ์แท็ปลอยด์ของวันพรุ่งนี้ก็ได้

เขาน่าจะถูกสลากหรือรางวัลใหญ่ซักรางวัล เพราะสิ่งที่เขาคิดก็เป็นจริงดังคาด

                             “จินคังเว่ย ทะเลาะสาวปริศนา...หรือว่านี่คือแฟนสาวเขา”

ศิลปินหนุ่มสายเลือดไทยโยนหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะอย่างหัวเสีย ทำเรื่องจนเป็นข่าวจนได้ ยัยนี่นะ...แฟนเขา...ศัตรูล่ะไม่ว่า

อีกคนที่ฟากหนึ่งของไทเปก็หัวเสียไม่แพ้กัน ไปทำข่าวแล้วต้องกลายเป็นข่าวเสียเอง  แฟนฉันต้องขาวกว่านี้ย่ะ

                                     *************************************

ร้านเสื้อกำลังจัดร้านเปลี่ยนคอลเลคชั่นใหม่ต้อนรับหน้าหนาวและเทศกาลคริสต์มาส ทำให้สวี่เหมียนต้องทำง่านล่วงเวลา เธอต้องกลับดึกเป็นคืนที่สอง หญิงสาวกำลังจะเดินไปขึ้นรถประจำทาง เสียงแตรรถมอเตอร์ไซค์ทำให้เธอต้องหลบเข้ามาจากริมทางเท้า

“ฉันมารับ...”  หญิงสาวหันกลับมามองต้นเสียง กัวเทียนเหวินนั่งอยู่บนมอเตอร์ไซค์คู่ใจของเขา ใช้เท้าข้างหนึ่งยันที่ขอบของทางเท้า

“น้าฟั่นบอกว่าเธอกลับดึก...”

“ขอบใจ”  สวี่เหมียนขึ้นซ้อนท้ายรถของชายหนุ่มที่ย้ายมาอยู่ที่ข้างบ้านเธอได้หลายปีแล้ว เขาอายุ 27 มากกว่าเธอสี่ปี และเป็นหลานห่าง ๆ ของป้าลี่เจ้าของแผงขายปลาในตลาด

“เรียนไปถึงไหนแล้ว...”  กัวเทียนเหวินถามเสียงดังแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ เขากำลังเร่งเครื่องให้เร็วขึ้นเพราะฝนเริ่มลงเม็ด เขารู้ว่าหญิงสาวลงเรียนออกแบบเสื้อผ้าหลังเลิกงาน

“ลามาสองวันแล้ว...”  สวี่เหมียนตะโกนต้านแรงลม แล้วก็ถอนหายใจกลับมาอยู่กับความคิดของตัวเอง เธออายุมากที่สุดในชั้นและเริ่มเรียนได้ช้ากว่าเพื่อนร่วมรุ่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยังต้องมาขาดเรียนเวลาเพราะทำงานล่วงเวลาในบางวัน แต่จะทำยังไงได้ในเมื่องานนี้เป็นงานประจำที่ให้รายได้ตอบแทนมากพอที่จะเอาไปลงเรียนภาคค่ำ...ความฝันของเธอคือการเปิดร้านเสื้อเป็นของตัวเอง เธอใช้เวลาหลายปีทีเดียวกว่าที่จะไต่เต้าย้ายมาอยู่สาขาใหญ่ของร้านเสื้อชื่อดังติดอันดับต้น ๆ ของไทเปแห่งนี้

ฝนเริ่มลงเม็ดหนาตาขึ้น ชายหนุ่มหยุดรถที่ริมถนน เขาถอดเสื้อคลุมแล้วยื่นให้หญิงสาว “เดี๋ยวเป็นหวัด...”

“แล้วนายล่ะ...”  เธอถามเขาด้วยความเป็นห่วง แต่ก็รับเสื้อมาแล้วรีบสวมทันที ขัดเขาไปก็เปล่าประโยชน์เธอไม่เคยขัดน้ำใจเขาได้ซักที

“ฉันไม่ได้เป็นลูกจ้างใครนี่...ถ้าเป็นหวัดก็หยุดนอนอยู่กับบ้าน อย่ามัวโอ้เอ้หน่อยเลย รีบขึ้นรถแล้วก็ดึงสายรัดหมวกกันน็อคให้แน่น ๆ ด้วย...”  เขาสั่ง สวี่เหมียนทำตามประกาศิตของ “ต้าเทียนเหวิน” อย่างว่าง่าย

                                     ************************************

กองถ่ายหลักของละครคลิกรักให้ลงล็อก อยู่ไม่ไกลจากบ้านของจินคังเว่ยนัก ชายหนุ่มที่กลับมานอนบ้านตั้งแต่เมื่อคืนวานเพราะต้องออกกองมาถ่ายซ่อมบางฉากของละครที่เขาเล่น ฉากหลักเหล่านั้นมันก็ชายทะเลใกล้บ้านเขานี่แหละ คืนนี้เขาก็ต้องกลับไปนอนที่บริษัทตามเดิมแล้วเพราะต้องเร่งซ้อมงานคอนเสิร์ตกัน สายนี้ก่อนกลับไทเปเขาว่าจะไปโผล่หน้าไปป่วนที่กองของสองหนุ่มสมาชิกร่วมวงเสียหน่อย

พ่อกับแม่เขาออกไปที่ร้านตั้งแต่เช้า มีแต่ฝนแสนหยดน้องสาวเขาที่นอนกินบ้านกินเมือง ตะวันสายโด่งแล้วก็ยังไม่ลุกจากที่นอน สงสัยจะนอนตุนไว้เผื่อวันที่ต้องตื่นเช้าไปเรียน

จินคังเว่ยยืนบิดขี้เกียจยืดเส้นยืดสายที่หน้าบ้าน เขาสูดอากาศบริสุทธิ์ของเช้าที่สดใสในฤดูใบไม้ร่วงเข้าเต็มปอด...แต่ก็ต้องชะงักเมื่อหันมาเจอใครบางคนที่เพิ่งออกมาจากประตูบ้านข้างเคียง

“เฮ้อ...น่าเสียดาย อากาศเป็นพิษซะแล้ว”  พูดแล้วก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ชมนกชมไม้ไปทั่ว

หนอย...ฉันก้าวขาผิดออกจากบ้านหรือไงนะ

“ถ้าอากาศมันจะเสียก็เพราะปากนายนั่นแหละ”    พานเซียวหยงโก่งคอตะโกนข้ามกำแพงรั้วไป เอาให้เจ้าตัวป่วนได้ยินถนัด ๆ

ได้ผล...ฝ่ายนั้นหันขวับส่งรังสีพิฆาตผ่านตาคู่สวยมาให้ แต่ก่อนที่สงครามข้ามรั้วจะเกิดขึ้น น้องสาวของเธอก็ออกมาคั่นจังหวะได้ก่อน

“คุยกับใครพี่ เสียงดังเชียว...พี่รอย!  หญิงสาวร้องเสียงสูง เมื่อรู้ว่าพี่สาวกำลังคุยกับใคร เธอเดินไปเกาะขอบกำแพงเพื่อคุยกับชายหนุ่มที่อยู่อีกฟากหนึ่ง บ้านทั้งสองหลังไม่ได้ก่อกำแพงรั้วสูงเกินระดับอกจึงคุยกันข้ามไปมาได้สบาย

“หวัดดียามสายอวี้เจีย” 

“คิดถึงพี่จัง...อื้ยยยย...คิดถึง ดังใหญ่แล้วนะ เพื่อนฉันอิจฉากันยกใหญ่เลยที่รู้ว่าฉันมีบ้านติดกับพี่น่ะ”    พานเซียวหยงมองน้องสาวที่พูดเป็นต่อยหอย  “พี่รอย” ของน้องสาวเธอก็ยิ้มแป้นพูดคุยหัวร่อต่อกระซิกกัน

ชริ...ทีกับฉันหน้าบูดยังกับตูดหมา “จะคุยกันอีกนานมั้ย... ฉันจะไปทำงานแล้วนะ”  นึกหมั่นไส้เลยพาลเร่งน้องหน้าง้ำหน้าคว่ำ

พานอวี้เจียทำจมูกย่น ใครมันจะไม่รู้ว่าพี่สาวเธอเป็นไม้เบื่อไม้เมากับชายหนุ่มข้างบ้าน แต่ศัตรูของพี่ใช่ว่าจะเป็นศัตรูของน้องด้วยนี่

จินคังเว่ยยกมือโบกลาสาวน้อยผู้มีนิสัยอ่อนโยนน่ารัก ผิดกับคนพี่...ที่น่าจับมาหักคอ

 “อย่าลืมลายเซ็นของพี่เจี๋ยเค่อน่ะพี่...”  สาวน้อยทิ้งท้ายก่อนผละไปขึ้นรถที่พี่สาวสตาร์ทรอแล้ว

เชอะ...พานเซียวหยงสะบัดหน้าพรืดใส่ชายหนุ่ม ก่อนบังคับรถให้เคลื่อนออกไป

เฮอะ...จินคังเว่ยเลียนแบบหญิงสาวบ้างก่อนเดินกลับเข้าบ้าน ได้เวลาที่ต้องกลับไทเป เขากลับออกมาอีกครั้งพร้อมกับถุงกระดาษใบโต ข้างในบรรจุตำรับตำราเรียนภาษาไทยขั้นพื้นฐาน หนังสือเก่าเก็บของเขาจากเมืองไทยและที่แม่ทยอยซื้อให้ใหม่เพราะไม่อยากให้เขากับน้องลืมภาษาชาติกำเนิด พี่เฉิงเฟยของเขานึกอะไรไม่รู้จะเรียนภาษาไทย บริษัทมีนโยบายจะบุกตลาดแดนปลาดิบกับกิมจิ  ไม่ใช่หม้อใหญ่ต้มยำกุ้งอย่างเมืองไทยเสียหน่อย

กำลังจะขึ้นรถน้องสาวตัวดีก็โผล่หน้าออกมารับแสงตะวัน

“ฝากให้พี่ชิงจื้อ”  ฝนแสนหยดยื่นถุงใส่ผ้าพันคอที่เธอลงมือทำกับมืออย่างตั้งใจให้ชายหนุ่มที่เธอแอบปลื้ม“ผ้าพันคอฉันถักเอง” หญิงสาวหน้าแดงเรื่อ ยืนม้วนบิดไปมา

นี่ก็บ้าดาราอีกคน “ตื่นซะสายโด่ง...ฉันเป็นพี่แก ไม่เห็นเคยทำให้ซักผืน...”

“ก็เพราะปากอย่างนี้...สาวที่ไหนมันจะทำให้”  เหนือฟ้ายังมีฟ้า จินคังเว่ยถึงกับหน้าหงาย นึกอยากเตะน้องสักที เขาจงใจโยนถุงผ้าพันคอใส่ในรถ

“ทำดีดีซิ เดี๋ยวพังหมด!  น้องสาวร้องเสียงสูง

“เออ!  กลับบ้านคราวนี้มีแต่คนทำให้อารมณ์เสียจริงวุ๊ย!

                               ***********************************

 

 

 

 

19 ความคิดเห็น