love song ทำนองแห่งรัก

ตอนที่ 4 : love song ทำนองแห่งรัก ตอนที่ 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 236
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    6 ต.ค. 51

กรกฏาคม ปี 2008  หนึ่งปีต่อมา

“หวัดดีพี่สาว!  เสียงดังที่ข้างหูทำให้กะรัตที่ง่วนอยู่กับการเคี่ยวน้ำพริกกะปิในหม้อ ตกใจถึงกับทำทัพพีหล่น เธอรีบหันมาเฉ่งเจ้าน้องชายตัวดี้เจ้าของเสียงที่โผล่มาทำให้ตกอกตกใจ

“มาทำไม”  กะรัตถามเสียงห้วน สะบัดหน้ากลับไปคนน้ำพริกที่กำลังงวดได้ที่ด้วยทัพพีอันใหม่

“งอนซะแล้ว...”  กัณนวัธทำหน้ามุ่ย “คิดถึง...”

“ยี้ แหวะ!...คิดว่าฉันจะเชื่อแก?”  ให้ช้อนสำหรับชิมน้ำพริกชี้หน้าน้องชาย “คิดถึงยังไงของแกห๊ะ หายหัวไปเป็นครึ่งปี โทรก็ไม่โทรมา ต้องให้แม่ให้ยายโทรหาก่อนอยู่เรื่อย แกทำงานอยู่ขั้วโลกหรือไง หรือว่าหลงแสงสีเมืองใหญ่ไม่อยากกลับมาสูดกลิ่นโคลนสาบควายที่บ้านนอกแล้ว” 

โดนพี่สาวใส่เป็นชุด ชายหนุ่มรีบตีหน้าทำสำนึกผิด  “แถวนี้มันมีควายเหลือที่ไหนเล่าพี่...แม่กับยายล่ะ”  รีบเสเปลี่ยนเรื่อง

“บ้าน” พี่สาวตอบห้วนและสั้น

“ทำข้าวผัดน้ำพริกให้ผมกินหน่อยสิ...หิว”  ส่งสายตาอ้อนสุดฤทธิ์ แถมยื่นหน้าเข้ามาสูดกลิ่นหอมของน้ำพริกกะปิที่งวดจนได้ที่แล้วเหนือเตาไฟ

“ทำเอง...หรือไม่ก็ไปซื้อเอาสิ” กะรัตว่าพลางปิดเตา

“โห...ได้ไงพี่ บ้านทำร้านอาหารแต่ตัวเองต้องไปซื้อของนอกบ้านกิน ได้ไง...ได้ไง” คนเป็นน้องบ่นหน้าตูม

กะรัตหันขวับทำหน้ายักษ์ใส่  “ทำไม่จะไม่ได้ อยู่กรุงเทพแกยังหากินเองได้นี่นา” อย่านึกน่าว่าจะได้กินฝีมือฉันง่าย ๆ นะเจ้าน้องชาย ขอเล่นตัวเสียหน่อย ไม่ใช่แม่กับยายนี่ที่พอลูกรักหลานรักอ้าปากก็แทบจะประเคนป้อนให้ถึงปาก ตามใจกันดีนัก

“ใจร้าย... ใจร้ายที่สุดเลย ไม่รักน้องคนนี้แล้วหรือไง”  กัณนวัธทำสะบัดสะบิ้งน่าหมั้นไส้เกินกว่าที่ชายหนุ่มอายุ24 ที่แมนเต็มร้อยคนไหนจะทำได้

“ไปทำท่านี้อ้อนแม่กับยายเลยไป๊!  กะรัตไล่ ตีคิวเป็นเชิงท้า

กัณนวัธทำหน้าเบ้  “ไม่เอา... เดี๋ยวยายเป็นลม”  เพราะรู้ดีนักว่ายายกลัวและไม่ปลื้มใจนัก ถ้าหลายชายที่มีคนเดียวจะมีจิตใจเป็นหญิงตามสภาพแวดล้อมที่สมาชิกครอบครัวมีแต่ผู้หญิงล้อมหน้าล้อมหลังแบบนี้... คนแก่คิดมาก

“น่า...นะพี่ ทำให้กินหน่อย คิดถึงกับข้าวฝีมือพี่สาวคนนี้จะแย่อยู่แล้ว” คราวนี้ไม่อ้อนเปล่า แต่เข้ามาเกาะแขนคลอเคลียยิ่งกว่าลูกแมวอ้อนขอปลาทู

กะรัตตีที่แขนน้องชายดังเพี๊ยะ “เออ...จะทำให้กิน”  ขี้เกียจต่อปากต่อคำเพราะรำคาญหูเต็มที  “จะไปหาแม่ก่อนใช่มั้ย ...ไปถามแม่กับยายด้วยว่ามื้อค่ำอยากกินอะไร แกไล่ถามให้ครบทั้งบ้านได้ก็ยิ่งดี...ข้าวผัดน้ำพริกนี่เดี๋ยวพี่ให้เด็กมันยกไปส่งที่บ้าน”

 “ครับผม!  กัณนวัธรับคำหนักแน่น ในที่สุดพี่สาวเขาก็แพ้ลูกอ้อนของเขาตามเคย ทีนี้ก็ต้องไปอ้อนให้พี่กิ๋งทำแอปเปิ้ลพายแสนอร่อยให้ซัดสักถาด เกิดเป็นน้องชายคนเล็กโชคดีอย่างนี้นี่เอง

                    ************************

หลังจากกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัว กัณนวัธที่เล่นไล่จับกับอ้นหลานชายตัวน้อยทั่วบ้านก็เข้ามาอ้อนคลอเคลียยายของตน ปากหวานว่าคิดถึงยายอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ติดที่งานมันรัดตัวเลยไม่ได้มาหายายซักที พูดแค่นี้มีหรือคนแก่จะไม่ดีใจ แล้วชายหนุ่มก็ส่งยายเข้านอน พร้อมกับจุ๊บลาเจ้าตัวเล็กขวัญใจของบ้านคนใหม่ที่พี่กิ๋งของเขาถึงขนาดต้องต้อนเข้าห้องนอนเพราะพรุ่งนี้ยังต้องไปโรงเรียนอีกหนึ่งวัน เลยเวลานอนมามากโข ส่วนพี่เขยกับพี่กะรัตกินข้าวยังไม่ทันอิ่มดีด้วยซ้ำก็ต้องวิ่งไปที่ร้าน เพราะใกล้สุดสัปดาห์มีลูกค้ามากหน่อย

ตอนนี้ดูเหมือนว่าทั้งบ้านจะมีเพียงเขากับแม่ที่ไม่ได้วุ่นวายทำอะไรเลย กัณนวัธนอนหนุนตักแม่ที่ฟูกหน้าโทรทัศย์  หายหน้าไปนานต้องทำคะแนนตีตื้นเสียหน่อย ประเดี๋ยวเจ้าหลานตัวซนมันจะแย่งความรักไปหมด

“งานสนุกมั้ย”  คนเป็นแม่ถามขึ้น เพราะเป็นงานที่ลูกชายเลือกที่จะทำ การทำงานที่รัก ย่อมต้องรู้สึกสนุกมากกว่าเหนื่อย

“ครับ...” เว้นจังหวะเพื่อหยิบชมพู่จากจานข้างตัวเข้าปาก “เพื่อนเยอะดี...เจอพวกคนเด่นคนดังด้วยนะแม่”

“คราวนี้อยู่กี่วันล่ะ”  ลูบหัวลูกชายด้วยความรักใคร่ “อยู่ให้ยายชื่นใจนาน ๆ หน่อยซิ”

“คราวนี้สองวันแม่...แต่คราวหน้าคงจะได้นานหน่อย”  

***********************************

“ไงเจ้าน้องชาย...ยังไม่นอนอีก”   กะรัตที่เลิกร้านช้ากว่าปกติ เพราะมีลูกค้าที่นั่งติดลมขอต่อเวลาเป็นกรณีพิเศษ เห็นว่าเป็นลูกค้าประจำเธอจึงหยวนให้

“งานมันเร่งน่ะพี่....ทำไมร้านปิดดึกจัง ลูกค้าเยอะมากหรือพี่”

กะรัตที่ในมือมีนมหนึ่งกล่อง ทิ้งตัวนั่งแปะบนพรมใกล้น้องชาย  “เขาขอต่อเวลา...นมหน่อยมั้ย” ยื่นกล่องนมให้น้องชาย แต่ฝ่ายนั้นส่ายหน้า

 “เด็กอนามัยจังพี่ ดื่มนมก่อนนอน... อย่างผมมันต้องเหล้าซักแก้วหรือไม่ก็เบียร์ซักกระป๋อง”

“เอ่อ...ดี  ฉันว่าฉันต้องได้เผาผีแกก่อนที่แกจะได้เผาฉันแน่”  ว่าแล้วก็ใช้หลอดเจาะรูแล้วดูดทีเดียวเกือบครึ่งกล่อง ก่อนที่จะผ่อนลมหายใจ แล้วเป่าลมเข้าไปในกล่องแทน

“ใครน่ะ ดารานักร้องเหรอ...หน้าไม่เหมือนคนไทยเลย”  ยื่นหน้าเข้าไปใก้ลจอโน้ตบุคของน้องชาย ตั้งแต่เข้ามาเจ้าน้องชายก็ยังไม่ได้เงยหน้ามองเธอด้วยซ้ำ เอาแต่ก้มหน้าพิมพ์อะไรยิก ๆ

“แล้วใครว่าคนไทยล่ะ นักร้องจีน...ไต้หวันน่ะ บริษัทได้งานช้าง ตอนนี้กำลังแพลนงานทั้งหมดให้มันลงตัวที่สุด เดือนหน้าพวกเขาก็จะบินมาถ่ายโฆษณากัน มีเวลาแค่สองวัน...เขาว่าคิวทองชะมัด ว่าแต่ป้าสนใจคนไหนละ” เลื่อนหน้าจอมาทางพี่สาวเผื่อจะได้มองถนัดก่อนที่จะคอหักซะก่อน

“ไม่ต้องยืมคำเจ้าอ้นมาใช้...ไม่เข้าตาซักคน”  สะบัดหน้าพรืด มองไปก็หน้าคล้ายกันเสียหมด คราวนี้ดูดนมทีเดียวหมดกล่อง “เฮ้อ...อิ่ม”  อิ่มมากจนอยากจะเรอรดหัวน้องดูสักที แล้วก็เกิดนึกอะไรขึ้นมาได้

 “ไปนอนก่อนนะสุดที่ร๊ากกกกกก” กะรัตเป่าลมร้อนใส่หูน้องชายแบบที่ชอบแกล้งน้องเสมอเมื่อตอนเป็นเด็ก ก่อนกลิ้งตัวลุกพรวดหนีกำปั้นที่อีกฝ่ายเงื้อจะซัดเธอเข้า

“พี่บ้า... อู้ยขนลุกขนพอง”  ชายหนุ่มกอดตัวเอง ทำทีหนาวสั่นสยดสยอง

“ฮะ ฮะ ฮะ ทำปากดีเข้า เดี๋ยวพรุ่งนี้แกอด”  หัวเราะร่วน ชี้หน้าคาดโทษน้องชายก่อนเดินตัวปลิวกลับห้อง

                                    ******************************

ไต้หวัน

“โอ้ย เหนื่อย...เหนื่อยจัง มีอะไรกินมั่งพี่”  จินคังเว่ยแทบจะเรียกได้ว่านั่งแผละ แต่มือไม้ยาวกลับมีเรี่ยวแรงสาวเอาถุงผ้าที่มั่นใจว่าเมื่อไหร่ที่เปิดออกในนั้นจะมีกล่องบรรจุอาหารใบใหญ่หรือไม่ก็ขนมที่กินอิ่มท้องจากฝีมือของป้าหลิน แม่ของพี่เฉิงเฟยของเขา

“อื้ม...อื้อ อร่อย... อื้ม” ทั้งรถตู้ดูเหมือนจะมีแต่เสียง อื้ม อ้ำ ของจินคังเว่ย ชายหนุ่มดื่มน้ำเข้าไปอึกใหญ่ก่อนส่งกล่องบรรจุแซนด์วิชให้หลี่ซู่หลง ที่ยื่นมือขอปันส่วน แล้วยื่นย้อนกลับไปที่ด้านหลัง  

หยางชิงจื้อส่ายหน้าปฏิเสธอาหารที่เพื่อนยื่นให้ ตอนนี้เขากำลังดื่มน้ำผักเพื่อสุขภาพของเขาอยู่ เพราะโหมงานหนักอาการของโรคประจำตัวชักจะกำเริบ ส่วนเซี่ยเจี๋ยเค่อที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ตอนนี้กำลังเข้าสู่ภวังค์ของการหลับ เป็นการดีที่สุดที่จะไม่ไปรบกวนเขา เมื่อคืนเขาถ่ายละครจนดึก วันนี้ยังต้องออกมาตระเวนงานแจกลายเซ็นอีก ชายหนุ่มแหวกม่านหน้าต่างรถตู้ ท้องฟ้าข้างนอกหน้าต่างรถกำลังจะมืดแล้ว อีกไม่นานก็คงจะถึงบริษัท

“กินมั้ยพี่...ช้า...ผมกินหมด”  คราวนี้วกกลับมาถามเจ้าของเสบียงกรัง ก่อนหยิบแซนด์วิชชิ้นเล็กส่งเข้าปากอีกคำ หลินเฉิงเฟยมองจำนวนแซนด์วิชที่แม่เขาทำใส่กล่องอาหารขนาดใหญ่... มันพร่องลงมาก ถือเป็นเรื่องปกติที่แม่เขาต้องทำอาหารหรือไม่ก็ขนมมาเผื่อพี่น้องสมาชิกในวงด้วย และต้องเผื่อสองเท่าเสมอในส่วนของรอย เจ้าเด็กท้องยุ้งพุงกระสอบถ้ารู้ว่างานที่เขาทำจะต้องมีเจ้าเด็กคนนี้ร่วมด้วย หลินเฉิงเฟยเลยหยิบแซนด์วิชทีเดียวสามชิ้น เป็นอันรู้ว่าที่เหลือใครจะเป็นคนจัดการ เพราะตอนนี้ซู่หลงที่นั่งด้านหน้าเขามีทีท่าว่าจะคอพับตามเจี๋ยเค่อไปอีกคน

วันรุ่งขึ้น

“หวัดดีหนุ่ม ๆ”  เฉินจิ่งไฉทักขึ้นไล่หลังก่อนที่หลินเฉิงเฟยและเซี่ยเจี๋ยเค่อจะเดินผ่านประตูบานที่เธอเพิ่งผลักออกมา

“หวัดดีไลนี่”  หลินเฉิงเฟยชะงักฝีเท้า หันมาทักหญิงสาวที่สวมชุดกระโปรงยาวสีสดใส ปล่อยผมหยักยาวสยายเต็มแผ่นหลัง เธอยืนยิ้มกว้างสดใสแบบเบิกตะวัน

 “เข้ามารับงานใหม่อีกแล้วล่ะสิ”  หญิงสาวพยักหน้ายิ้มอวดฟันขาว ที่ถามอย่างนี้เพราะตารางและคิวงานของสองสาวนักร้องคู่ดูโอ้ไลนี่และโจแอนนั้นแทบจะเรียกได้ว่าคิวเลี่ยมทองเลยทีเดียว เพราะตั้งแต่ไลนี่ได้รองชนะเลิศการประกวดนักร้องหน้าใหม่เมื่อกว่าปีก่อน งานก็มีเข้าไม่หยุด ยิ่งได้มาออกอัลบั้มร่วมกับโจแอนยิ่งดังเปรี้ยง แถมงานละครเรื่องแรกของเธอก็ประสบความสำเร็จมากด้วย ถึงขนาดมีสถานีโทรทัศน์ของต่างประเทศมาขอซื้อลิขสิทธิ์ไปฉายหลายประเทศ

“สบายดีนะเจี๋ยเค่อ”  เฉินจิ่งไฉทักทายชายหนุ่มอีกคน ตอนนี้เขาดูท่าทางอิดโรยมากทีเดียว เพราะยังอยู่ในช่วงแรกของการโปรโมทอัลบั้มแรกของ storm ตารางงานที่แน่นเอี๊ยด ร่อนตระเวนไปทั่วทั้งไต้หวันและอีกหลายประเทศที่เข้าใจและใช้ภาษาเดียวกัน ทั้งเธอและโจแอนได้เคยผ่านช่วงเวลาการทำงานที่สาหัสนี้มาแล้ว จึงเข้าใจถึงความยากลำบากแต่ก็แฝงไว้ด้วยความสนุกและความภาคภูมิใจนั้นได้อย่างดี เมื่อมองย้อนกลับไปเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมาก็ทำให้เธออดที่จะยิ้มไม่ได้ จะมีซักกี่คนที่โชคดีได้มายืนยังจุดนี้

 คนถูกถามมีทีท่าเนือย หากแต่เขากลับยิ้มจนเห็นเขี้ยวขาววับ  “ยังไหว”

                                                           ***********************  

“ไง...ชิงจื้อ”  จางหลงฟ๋านที่เพิ่งขึ้นมาถึงชั้นที่18ของอาคารฟาไฉจิ้งที่เป็นทั้งที่ทำงานและห้องพัก เขาออกจากลิฟแวะมาเอาเอกสารที่ห้องทำงาน   พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นหยางชิงจื้อนอนที่โซฟาตัวยาวสำหรับแขกและลูกค้าที่มาติดต่องานทั่วไป นึกแปลกใจอยู่เหมือนกันว่าทำไมชายหนุ่มไม่ขึ้นไปยังห้องพัก แรกที่เดียวเขาก็ไม่อยากจะเข้ามารบกวน แต่พอดีชายหนุ่มเอี้ยวหน้ามาเห็นเขาเสียก่อน

“สวัสดีครับพี่หลงฟ๋าน...ยังไม่เลิกงานหรือครับ”  หยางชิงจื้อขยับตัวจะนั่ง แต่จางหลงฟ๋านกลับร้องห้ามขึ้นมาก่อน

 “ไม่ต้องลุก นอนลงไปตามเดิมเลย...ท่าทางนายดูเหนื่อย หน้างี้โรยเชียว โรคเก่าเล่นงานอีกแล้วสิ”  จางหลงฟ๋านทรุดลงนั่งที่โซฟาตรงกันข้าม “อย่าหาว่าพี่ยุ่งเลยนะ ทำเรื่องลาพักซักวันไปตรวจสุขภาพหน่อยดีมั้ย...ต้าเล่อเขาน่าจะรู้เรื่องสุขภาพนายดีนะ”  ชายหนุ่มแนะนำ

 “มันก็อาการเดิม ๆ ไม่สำคัญอะไรหรอกครับ เสียการเสียงานเปล่า ๆ ผม...”

ยังไม่ทันที่หยางชิงจื้อจะบอกเหตุผลจบ คนมากวัยกว่าก็ท้วงขึ้นทันที  “แล้วสุขภาพของนายล่ะ มันไม่สำคัญหรือไง”

ชายหนุ่มหน้าสวยเถียงไม่ออก และอันที่จริงก็ไม่อยากเถียงด้วย รู้สึกดีใจลึก ๆ ที่ชายหนุ่มตรงหน้าแสดงออกมาถึงความห่วงใยต่อเขา ถึงแม้ว่ามันอาจจะเป็นไปตามมารยาทของคนที่ต้องทำงานด้วยกันก็ตาม

แต่ก่อนที่พวกเขาจะทันได้คุยกันต่อ ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังแทรกเข้ามา จางหลงฟ๋านมองหมายเลขที่หน้าจอก่อนกดรับ “ผมกำลังจะไปแล้ววิเวียน”

พอรู้ว่าสายที่โทรเข้ามาเป็นใคร แววตาหยางชิงจื้อหม่นแสงลงทันที แต่เขาก็สามารถปรับมาเป็นมองและยิ้ม ให้อีกคนที่เงยหน้าขึ้นมาจ้องหน้าเขาพอดีได้

“อยากได้อะไรหน่อยไหม พี่จะไปร้าน.......”  เขาเอ่ยชื่อร้านอาหารที่เขาและเหล่าสมาชิกstormไปฝากท้องเสมอหลังเลิกจากการอัดเสียง หรือไม่ก็นัดสังสรรค์กันเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามประสาคนทำงานด้วยกัน ร้านนั่นอยู่ไม่ไกลจากตึกนี้นัก

หยางชิงจื้อส่ายหน้าปฏิเสธด้วยความเกรงใจ แม้จะคลุกคลีร่วมงานกันมากว่าสองปีแล้ว เขาก็ยังคงไม่กล้าที่จะทำตีสนิทกับชายหนุ่มตรงหน้าอยู่ดี... เขากลัว...กลัวใจตัวเอง

แต่เมื่อถึงตอนเช้า ก็มีเสียงเคาะประตูที่หน้าห้องพัก ป้าหลานแม่บ้านของชั้นนี้ยกถาดอาหารมาส่งให้เขาที่หน้าห้อง พอป้าหลานเห็นเขาทำหน้าแปลกใจ

“คุณหลงฟ๋านให้ป้าอุ่นมาให้คุณค่ะ...กำลังร้อน ๆ เลย”  หยางชิงจื้อนิ่งก่อนรับถาดอาหารมาพร้อมกับกล่าวขอบคุณป้าหลานที่ยกถาดอาหารมาส่งให้ถึงห้อง

ชายหนุ่มวางถาดอาหารบนโต๊ะข้างระเบียงห้อง เมื่อเปิดฝาชามออกก็พบว่าเป็นซุปเต้าหู้แบบที่เขาชอบสั่งเสมอเมื่อไปที่ร้าน ยางชิงจื้อนั่งมองชามซุปด้วยหัวใจที่ไหวหวั่น  อย่าทำดีกับผมนักเลย ทอดถอนสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าของวันใหม่...สดใสเสมอ แต่ในหัวใจเขาแม้ทุกวันจะผ่านพ้นไปยังไง ก็ยังคงมีแต่ความเศร้าหมองอยู่ดี...ยังมีวันพรุ่งนี้สำหรับเขาอยู่อีกหรือ

                              *********************************

 

ลงมาสี่ตอนไม่มีคนชอบพอที่่จะเสียเวลาคอมเม้นต์ให้เลย พยายาม พยายามต่อไป ถึงไม่เม้นต์ก็ขอบคุณที่อ่านนะคะ

19 ความคิดเห็น