ราชันจอมเวท

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 254,358 Views

  • 1,076 Comments

  • 4,580 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    335

    Overall
    254,358

ตอนที่ 111 : พบเจอ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3217
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    3 พ.ค. 60

            เมืองอีสมิน เป็นเมืองเล็กๆทางทิศตะวันออกของโมเนแดต มันเป็นเมืองที่อยู่ถัดจากเมืองชายแดนอย่างเพียสัน เมืองอีสมินไม่มีความสำคัญอะไรมากมาย ประชากรในเมืองแห่งนี้มีไม่ถึงหนึ่งแสนคนด้วยซ้ำ แต่หากจะเดินทางจากเมืองหลวงของกาลองเพื่อมุ่งหน้าสู่นครเซฟเมืองหลวงของโมเนแดต เส้นทางที่ใกล้ที่สุดคือการเดินทางผ่านเมืองอีสมิน

            “เมืองเพียสันและอีสมินสองเมืองนี้เจ้าจะให้ใครเข้ายึด” ราชาแกรนเวียร์ชี้นิ้วไปที่เมืองขนาดเล็กบนแผนที่หนังแผ่นใหญ่ที่ถูกตรึงไว้กับผนังห้องประชุม เขาหันไปสบตากับแม่ทัพใหญ่อย่างรู้กัน

            “โคเซฟข้าให้เวลาเจ้าไม่เกิน 20 วันเจ้าจงนำกองกำลังทั้งหนึ่งแสนของเจ้าไปตีเมืองทั้งสองแห่งนี้ให้ได้ ไปเตรียมการได้” แม่ทัพใหญ่ออกคำสั่งเฉียบขาด เขาชี้มือมาที่รองแม่ทัพร่างใหญ่ ถ้ามีใครสังเกตสีหน้าของแม่ทัพร่างเล็กคนนี้จะเห็นว่าเขากำลังยิ้มอยู่น้อยๆ

            “น้อมรับคำสั่ง” รองแม่ทัพหน้าโหดลุกขึ้นทำความเคารพแล้วเดินออกจากห้องประชุมท่ามกลางสายตาของรองแม่ทัพคนอื่นที่มองไปที่เขาอย่างอิจฉา

            ขุนพลรอบกายราชาองค์นี้ต่างรู้ดีว่าพระองค์มักจะเป็นผู้ร่วมวางแผนการรบด้วยตัวเองแต่ก็ยังไว้ใจให้แม่ทัพคนนี้เป็นผู้สั่งการ หากผู้ใดสร้างความดีความชอบก็จะได้รับรางวัลอย่างมากมาย ในทางตรงกันข้ามถ้าใครทำงานผิดพลาดโทษที่ได้รับมักจะรุนแรงเสมอ

           

            โคเซฟเป็นรองแม่ทัพที่อยู่เพียงระดับจอมเวท ขั้นสูง ระดับของเขาอยู่ต่ำกว่ารองแม่ทัพอีกหลายคนแต่เพราะความสนิทสนมกับแม่ทัพใหญ่จึงมักจะได้รับงานง่ายๆอยู่เสมอๆ จนบางครั้งมีข่าวลือว่าทั้งคู่เป็นคนรู้ใจของกันและกัน

            “งานง่ายๆแบบนี้ข้าต้องได้รางวัลและคำชมจากท่านแม่ทัพเป็นแน่” ขุนพลร่างใหญ่คิดในใจขณะกำลังจัดเตรียมกองทัพหนึ่งแสนคนประกอบไปด้วยทหารเดินเท้า 5 หมื่นคน พลธนู 3 หมื่นคน ทหารม้าหนึ่งหมื่นห้าพันคน และทหารนักเวทอีก 5 พันคน

            ถึงแม้ว่าคนบนโลกนี้จะสามารถใช้เวทมนต์ได้แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนที่ใช้เวทมนต์ได้จะเป็นทหารนักเวทได้ ทหารนักเวทจะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในระดับทหารเวทขั้นต่ำขึ้นไปเท่านั้น เนื่องจากระดับที่ต่ำกว่านี้ความรุนแรงของเวทมนต์จะไม่รุนแรงพอที่จะทำอันตรายศัตรูให้ถึงแก่ชีวิตได้

            ดังนั้นคนที่อยู่ระดับต่ำกว่าทหารเวทจึงต้องเป็นทหารเดินเท้าหรือพลธนู ซึ่งทหารเหล่านี้มีความสำคัญคือทำลายทัพหน้าของศัตรูให้มากที่สุด โดยมีทหารนักเวทจะใช้เวทมนต์สนับสนุนและโจมตีด้วยเวทมนต์อยู่ด้านหลัง ส่วนทหารม้าจะเป็นผู้ที่คอยปกป้องนักเวทจากการลอบโจมตีของศัตรูและบางครั้งยังทำหน้าที่บุกทะลวงแนวป้องกันของข้าศึกอีกด้วย

---------------------------------------------   

            วินยังคงยืนนิ่งอยู่กลางพื้นที่ที่โล่งเตียนเพราะถูกพลังเวทของเขาทำลายลง สมองของเขาว่างเปล่า ชายหนุ่มไม่รู้ว่านับจากนี้เขาควรทำอะไรต่อไป สงครามครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร ผู้ใดเป็นผู้ทำลายหมู่บ้านแห่งนี้ เขาจะต้องไปแก้แค้นกับผู้ใด สิ่งต่างๆไหลเข้ามาในความคิดของชายหนุ่มผมสีฟ้า

            หลังจากยืนทำใจอยู่พักใหญ่ชายหนุ่มคิดว่าเขาควรจะเริ่มจากการหาข่าว วินตรงไปยังเมืองที่อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านแห่งนี้เท่าใดนัก

“เฮ้ย...นี่มัน....” วินตกใจอย่างยิ่งเมื่อเขามายืนอยู่หน้าประตูเมือง เขาย้อนความคิดกลับไปสมัยเมื่อครั้งที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่ เวลาผ่านไปเพียง 8 ปี ไม่อาจทำให้เขาลืมเลือนกำแพงเมืองสีน้ำตาลดำแห่งนั้นได้ แต่กำแพงเมืองนี้กลับกลายเป็นสีขาวและยังมีความสูงมากกว่ากำแพงของเมืองอีสมินเกือบเท่าตัว แม้ว่าบางส่วนของกำแพงจะพังลงเพราะถูกโจมตีด้วยเวทขนาดใหญ่ ชายหนุ่มค่อนข้างมั่นใจว่าเมืองแห่งนี้ไม่ใช่อีสมินบ้านเกิดของเขาอย่างแน่นอน

“หรือว่าประตูมิติจะส่งเรามาผิดเมือง” ชายหนุ่มบ่นพึมพำ เขาเดินเข้าไปในเมืองที่ว่างเปล่า ภาพตรงหน้ามีเพียงซากศพและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนชายหนุ่มต้องเบือนหน้าหนี บ้านเรือนภายในเมืองมีสภาพไม่ต่างกับหมู่บ้านที่เขาพบเจอเมื่อครู่

วินกลับออกมาจากเมืองร้างที่เต็มไปด้วยซากศพ เขาบินขึ้นไปบนท้องฟ้าเหนือยอดไม้ในขณะที่สายตาทั้งคู่สอดส่ายไปในผืนป่าที่กว้างใหญ่ เขาต้องหาผู้อพยพหรือคนที่รอดตายจากภัยสงครามในครั้งนี้ เพื่อต้องการที่จะถามเรื่องราวต่างๆรวมทั้งทิศทางที่จะไปยังเมืองอีสมิน จิตใจของเขายิ่งว้าวุ่นยิ่งกว่าเดิมเพราะวินจะเปิดประตูมิติเดินทางภายในดวงดาวได้อีกครั้งในวันพรุ่งนี้ ชายหนุ่มได้แต่ภาวนาให้พ่อแม่รวมทั้งคนในหมู่บ้านของเขาปลอดภัย

สายตาของวินสะดุดเข้ากับบางอย่างบนภูเขาที่ห่างไกลเมืองไปประมาณ 10 กิโลเมตร เขามั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่านั่นคือถ้ำที่ถูกพรางไว้ด้วยต้นไม้และเถาวัลย์ ผู้ที่อยู่บนพื้นราบจะไม่สามารถเห็นถ้ำแห่งนี้ได้อย่างแน่นอนผิดกับคนที่บินอยู่บนท้องฟ้าเช่นเขา

วินตรงไปยังถ้ำบนภูเขาที่เขาคิดว่าน่าจะมีคนอาศัยอยู่ ชายหนุ่มมุดลอดเข้าไปในถ้ำในทันทีเขาเลือกที่จะไม่ทำลายต้นไม้ที่ช่วยอำพรางปากถ้ำแห่งนี้ เมื่อเข้าไปภายในถ้ำวินเห็นชาวบ้านเกือบร้อยคนนั่งขดตัวหลบตามมุมต่างๆของถ้ำขนาดใหญ่ทันทีเมื่อเห็นว่ามีคนบุกรุกเข้ามาภายใน คนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้หญิง เด็ก และคนแก่ทั้งนั้น

            ชายแก่คนหนึ่งค่อยๆเดินตรงมายังชายหนุ่มชุดหนังสีดำดูทะมัดทะแมงในท่าทางหวาดกลัว

            “พ่อหนุ่ม อย่าทำอะไรพวกเราเลยนะ เราไม่มีทรัพย์สินอะไรเหลือกันอีกแล้ว” ชายชรากล่าวอย่างหวาดๆ

            “....” ชายหนุ่มชุดสีดำยืนทำหน้างุนงง

            “ที่นี่อยู่ในเขตเมืองอะไร” วินถามขึ้นหลังตั้งสติได้จากคำทักทายแปลกๆของชายชรา

            “เอ่อ...เมืองเพียสัน” ชายชราตอบกลับอย่างงงๆ เขาเริ่มคลายความกังวลลงเมื่อไม่เห็นความมุ่งร้ายจากชายหนุ่มตรงหน้า

            “เมืองเพียสัน...” ชายหนุ่มผมสีฟ้ายืนงงเพราะเขาไม่เคยรู้จักเมืองแห่งนี้มาก่อน ก่อนที่จะไปยังต่างโลกชายหนุ่มเป็นคนที่เรียนอ่อนมาก เขามักนั่งหลับเกือบทุกวิชาที่เรียนดังนั้นจึงไม่แปลกที่เขาจะไม่รู้จักเมืองชายแดนที่อยู่ติดกับอีสมินแห่งนี้

            หลังจากนั้นวินพูดคุยกับชายชราอยู่ครู่ใหญ่จึงรู้ว่าคนเหล่านี้หนีกองทัพของพวกโบเนียที่ผ่านเข้าโจมตีเมืองแห่งนี้เมื่อสองวันก่อนหน้า เพียงวันเดียวเมืองชายแดนอย่างเพียสันได้ถูกทำลายลง ทหารจำนวน 5 หมื่นคนที่มีอยู่ไม่สามารถต่อสู้กับทหารของรองแม่ทัพโคเซฟได้เลย เพราะหัวใจที่สำคัญยิ่งของกองทัพคือทหารเวทย์

            นักเวทในเมืองเพียสันมีอยู่ไม่ถึง 500 คนส่วนทหารที่เหลือเกือบครึ่งเป็นชาวบ้านที่ถูกเกณฑ์มาเป็นทหาร จำนวนที่ต่างกันถึง 10 เท่าของทหารเวทย์ทำให้เมืองแห่งนี้ถูกทำลายลงภายในวันเดียว

            หลังจากชนะศึกแล้วทหารของโคเซฟได้เข้าปล้นชิงเอาทุกสิ่งจากชาวบ้านไปรวมถึงฉุดคร่าหญิงสาว พวกที่หนีรอดออกมาได้ส่วนใหญ่เป็นพวกที่หลบหนีออกมาก่อนที่กองทัพทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะกัน

            “ท่านผู้เฒ่าหากข้าจะไปเมืองอีสมินต้องไปทางไหนอยู่ไกลจากที่นี่มากไหม” ชายหนุ่มเอ่ยถามดวงตาของเขามีประกายของความโกรธเกรี้ยวอยู่ภายใน คนที่สามารถฆ่าได้แม้กระทั่งเด็กและผู้หญิงที่ไม่สามารถต่อสู้ได้นั้นสมควรตายเป็นอย่างยิ่ง

            “เจ้าจะไปทำไม กองทัพของพวกโบเนียน่าจะเดินทางไปถึงภายในวันพรุ่งนี้และเมืองแห่งนั้นจะถูกทำลายในไม่ช้า แต่หากต้องการจะไปเมืองอีสมินอยู่ทางตะวันตกเจ้าต้องเดินข้ามเขาลูกนั้นไปซึ่งจะใช้เวลาเดินเท้าถึง 2 วัน” ชายชราตอบ

            ชายหนุ่มเดินออกจากถ้ำแห่งนั้นโดยที่ไม่พูดอะไรอีกเขาทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความเร็วสูงสุดในทิศทางที่ชายชราบอก

            หากใช้การเดินเท้าจากเมืองเพียสันมายังอีสมินจะต้องใช้เวลาถึงสองวัน กรณีที่เดินทางด้วยสัตว์พาหนะอย่างเร็วที่สุดก็ต้องใช้เวลาหนึ่งวัน แต่ชายหนุ่มใช้วิธีบิน ด้วยความเร็วของเขาทำให้วินถึงเมืองอีสมินภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวัน

 

            เป็นเวลาหัวค่ำวินยืนอยู่หน้าประตูบ้านที่เขาคุ้นเคย หัวใจของชายหนุ่มเต็นรัวยิ่งกว่าเมื่อครั้งที่เขาเจอกับแม่มังกรเสียอีก ชายหนุ่มคิดคำพูดต่างๆที่เขาจะเอ่ยขึ้นเป็นคำแรกเมื่อได้เจอหน้าพ่อและแม่ของเขาอีกครั้ง

ชายหนุ่มมองลอดช่องประตูไม้เก่าที่แตกเป็นช่องเล็กๆ แสงไฟสลัวภายในบ้านทำให้เห็นเงาของบุคคลที่อยู่ภายใน เขาสังเกตุว่าเจ้าของเงาของที่อยู่ภายในบ้านนั้นน่าจะเป็นผู้หญิง ชายหนุ่มรวบควมความกล้าขึ้นเขาถอนหายใจยาวก่อนจะเคาะประตูอย่างแผ่วเบา

ผู้หญิงในวัยเกือบ 50 ปีเดินมาเปิดประตูหลังเสียงเคาะประตูเงียบหายไปพักใหญ่ ชายหนุ่มยืนร่างแข็งค้างเขามองหน้าที่หม่นหมองของเธอแล้วกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก สายตาทั้งคู่ของเจ้าของบ้านจับจ้องไปยังผู้มาเยือนอย่างไม่เชื่อสายตาของตัวเอง สองมือถูกยกขึ้นมาปิดหน้าอย่างช้าๆ น้ำใสๆเอ่อล้นออกมาจากดวงตาสีน้ำทะเลคู่นั้น

“วิน....ลูกกลับมาแล้ว” หลังคำพูดประโยคสั้นๆเธอก็ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร นี่เธอไม่ได้ฝันไปใช่ไหม อยู่ๆลูกชายคนเดียวผู้ที่หายสาบสูญไปนานเกือบสิบปีก็กลับมาหาเธออีกครั้ง แม้ว่าจะจากกันไปถึง 8 ปี แต่เค้าโครงหน้าของชายหนุ่มยังเหมือนเดิม ผมและดวงตาสีน้ำทะเลเช่นเดียวกับเธอเป็นอีกสิ่งที่สามารถยืนยันตัวตนของชายหนุ่มได้

“แม่...” ไม่มีคำพูดที่สวยหรูใดหลุดออกจากปากของชายหนุ่ม เขาลืมทุกคำพูดที่คิดเอาไว้จนหมดสิ้น ชายหนุ่มเดินเข้าไปโอบกอดผู้เป็นแม่อย่างโหยหา เสียงร้องไห้ของทั้งคู่ดังสลับกันไปมาอยู่ครู่ใหญ่

“เข้ามาในบ้านก่อนสิลูก” หลังจากตั้งสติได้ผู้เป็นแม่ก็จูงมือลูกชายเดินเข้ามาในบ้านที่คุ้นเคย

วินมองไปทั่วบ้านเขาพบว่านอกจากความเก่าคร่าของตัวบ้านแล้วทุกอย่างยังดูเหมือนเดิมไม่มีผิด ชายหนุ่มเดินตรงไปยังรูปภาพที่ถูกวางอยู่บนโต๊ะขนาดเล็กที่อยู่ริมห้อง รูปพ่อ แม่ ลูก สามคนที่โอบกอดกันและกันและยิ้มอย่างมีความสุข

“ลูกดูโตขึ้นเยอะเลย สบายดีใช่ไหม หายไปไหนมา แล้วทำไมเนื้อตัวถึงมอมแมมอย่างนี้ละ” คำถามมากมายพรั่งพรูออกจากปากของผู้เป็นแม่

“ข้า...เอ้ย ผมสบายดี แม่สบายดีหรือเปล่าครับ”

“แล้ว...พ่อละครับ?


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

7 ความคิดเห็น

  1. #661 ปอเปี๊ย (จากตอนที่ 111)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2560 / 02:10
    ฮือ ฮือ... ซึ้ง พ่อวินยังไม่ตายใช่ไหมไรท์ ?

    รู้สึกสกิลค้างช่วงนี้ทำงานบ่อยจัง

    ต่อ ต่อ รอ รอ
    #661
    0
  2. #660 Sorn Pjs (@adisorn44y) (จากตอนที่ 111)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 23:33
    ค้างเลย รีบมาต่อนะครับ
    #660
    0
  3. #659 kamol1122 (@kamol1122) (จากตอนที่ 111)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 22:32
    สนุกดีครับ
    #659
    0
  4. #658 tople55 (@tople55) (จากตอนที่ 111)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 21:20
    ค้างงงง
    #658
    0
  5. #657 Mi Kp (@heami) (จากตอนที่ 111)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 21:11
    อยากอ่านต่อเลยค้างคาอยากรู้มากบทซึ้งพ่อแม่ลูก
    #657
    0
  6. #656 joelamtan (@joelamtan) (จากตอนที่ 111)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 20:57
    เศร้า น้ำตาจิไหล แถมค้างอีก ไรท์แกล้งอ่ะ ขอบคุณครับ
    #656
    0
  7. #655 Nazarynn (@Nazarynn) (จากตอนที่ 111)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 20:56
    พ่อหาย?! ตายไปแล้วหรือไปร่วมสงครามอยู่กันหว่า '3'
    #655
    0