ราชันจอมเวท

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 254,533 Views

  • 1,076 Comments

  • 4,580 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    510

    Overall
    254,533

ตอนที่ 112 : กวาดล้าง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3290
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 31 ครั้ง
    8 พ.ค. 60

ก่อนหน้าที่วินจะกลับมายังโลกเดิม 2 วัน

“คุณอีกไม่กี่วันกองทัพของพวกโบเนียจะมาถึงเมืองแล้ว ในเมืองติดประกาศไปทั่วให้พวกเราอพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัย” วินสันหนุ่มใหญ่วัยห้าสิบเศษเอ่ยกับภรรยา

“ชั้นไม่ไปไหนทั้งนั้น ถ้าพวกเราไปอยู่ที่อื่นแล้วลูกวินของเรากลับมาลูกก็จะหาพวกเราไม่เจอนะสิ” หญิงสาวผมสีฟ้าตอบเสียงแข็ง

“ไรวิน คุณก็รู้ว่าลูกของเราหายสาบสูญไป 8 ปีแล้ว”

“ถ้าคุณจะย้ายไปไหนก็เชิญแต่ชั้นยังยืนยันว่าจะอยู่รอลูกอยู่ที่นี่ ถึงแม้จะต้องตายก็ตาม” หญิงสาวยืนยัน

“ตกลง...ในเมื่อคุณตัดสินใจแบบนี้ผมก็จะปกป้องคุณ ผมจะไม่ยอมให้ใครมาทำอันตรายคนที่ผมรักอย่างเด็ดขาด” หนุ่มใหญ่รูปร่างล่ำสันกล่าวพร้อมกับเดินไปหยิบธนูล่าสัตว์อันใหญ่ที่แขวนอยู่บนผนัง

“นั่นคุณจะทำอะไร” ภรรยาสาวถามด้วยสีหน้างงๆ

“แม้ผมจะไม่เคยออกรบ แต่ผมก็เคยเป็นพรานล่าสัตว์มาก่อน ผมจะไปสมัครเป็นทหารร่วมรบเพื่อปกป้องเมืองแห่งนี้” หนุ่มใหญ่พูดอย่างแน่วแน่จากนั้นเขาได้ตรงไปยังค่ายทหารพร้อมกับอาวุธคู่กาย

วิลสัน อดีตเป็นนายพรานล่าสัตว์ เขาและไรวินผู้เป็นภรรยาต่างเป็นผู้ที่ไม่สามารถใช้เวทมนต์ได้ แต่ทั้งคู่ได้ให้กำเนิดทารกเพศชายที่มีผมสีเดียวกับผู้เป็นแม่ เมื่อเด็กน้อยโตขึ้นทั้งคู่ต่างแปลกใจเมื่อรู้ว่าลูกชายคนเดียวของพวกเขาสามารถใช้เวทมนต์ได้ นี่เป็นเรื่องที่ทั้งคู่ดีใจที่สุดในชีวิต เนื่องจากผู้ที่สามารถใช้เวทมนต์ได้นั้น หากเรียนจบจากโรงเรียนสอนเวทมนต์และสามารถเลื่อนขึ้นสู่ระดับทหารเวทได้จะได้รับคัดเลือกให้เข้าประจำในกองทัพซึ่งนอกจากได้ค่าจ้างที่สูงกว่าทหารปกติมากกว่าเท่าตัวแล้วทหารเวทนั้นจะได้รับสิทธิพิเศษมากกว่าทหารทั่วๆไปอีกมากมาย

หญิงสาวผมสีฟ้านั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ภาพเด็กชายตัวเล็กๆผมสีฟ้าที่หัดใช้เวทมนต์ปรากฎอยู่ในความทรงจำของเธอตลอดเวลา แม้ว่าในตอนเด็กวินจะใช้เวทมนต์ไม่เก่งนัก แต่อยู่มาวันหนึ่งเขาก็ขยันฝึกซ้อมเวทมนต์มากขึ้นกว่าเดิม ทำให้เด็กชายผมสีฟ้าสามารถใช้เวทได้แรงขึ้นกว่าเดิม ภาพรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่ตนสามารถสร้างเวทน้ำขนาดใหญ่ได้ยังติดตาของผู้เป็นแม่จนถึงทุกวันนี้

น้ำใสๆไหลออกจากดวงตาสีฟ้า มันหยดลงบนขอบหน้าต่าง ที่ตรงนี้เป็นจุดที่เธอนั่งเหม่อมองออกไปเพื่อรอว่าสักวันหนึ่งเด็กชายผู้เป็นลูกจะกลับมาหาตน

 

ที่ทำการเมืองอีสมิน

“สองหมื่นคนงั้นหรือ รวมกับทหารที่มีกองทัพของเรามีทหารเพียงสามหมื่นคน” เสียงถอนหายใจที่แฝงไปด้วยความท้อแท้ของคอนรอยเจ้าเมืองของอีสมิน  แม้ว่ากองทัพของเมืองเพียสันจะสามารถสังหารทหารศัตรูได้กว่า 2 หมื่นคนแต่ทหารเพียงสามหมื่นคนคงไม่สามารถต่อกรกับกองทัพที่เหลือของโคเซฟได้เลย

“ท่านเจ้าเมืองไม่ลองขอทหารเวทจากเมืองหลวงดูละครับ” แม่ทัพใหญ่เสนอแนะ

“ก่อนหน้านี้เราได้ส่งหนังสือรายงานไปยังองค์ราชาโดยตรงแล้ว แต่คำตอบที่ได้รับคือให้ยอมแพ้” เจ้าเมืองถอนหายใจอีกครั้งอย่างเหนื่อยหน่าย

“จะยอมแพ้ได้อย่างไร พวกเราต่างก็รู้ดีว่าพวกโบเนียมันโหดร้ายมาก ฆ่าได้แม้กระทั่งเด็ก ฉุดคร่าหญิงสาวและเผาทำลายทุกที่ที่มันผ่าน ถึงพวกเรายอมแพ้ยังไงพวกมันก็คงไม่ปล่อยเราไว้” แม่ทัพเจฟฟี่พูดอย่างโกรธเกรี้ยว

ดังนี้นี่จึงเป็นสาเหตุที่เจ้าเมืองเกณฑ์คนหนุ่มรวมถึงผู้ที่พอต่อสู้ได้เพื่อเข้าร่วมรบในครั้งนี้

-----------------------------------

วันรุ่งขึ้นหญิงสาวผมสีฟ้าไปยังประตูเมืองตั้งแต่เช้าตรู่ สองข้างทางของถนนสายใหญ่เต็มไปด้วยผู้คนที่มารอส่งทหารหาญไปยังสมรภูมิ แม้ว่าทุกคนต่างรู้ดีว่าศึกในครั้งนี้พวกเขาไม่เห็นหนทางที่จะเอาชนะศัตรูได้แต่ความที่ทุกคนอยากปกป้องบ้านเมืองและคนที่ตนรักจากข้าศึกศัตรูเหล่านั้น ทหารทุกคนต่างรู้ว่าหากยอมให้พวกมันก้าวเข้ามาภายในเมืองได้ เมืองอันเป็นที่รักรวมไปถึงครอบครัวของพวกเขาจะต้องพินาศเช่นเดียวกับหลายเมืองที่พวกมันผ่านมา

ภาพพ่อ แม่ ที่กำลังร้องไห้พร้อมกับโบกมือร่ำลาลูกชายของตนในชุดทหาร ลูกเมียที่น้ำตานองหน้าเด็กน้อยหลายคนที่ร้องไห้และพยายามวิ่งตามผู้เป็นพ่อแต่ถูกแม่และญาติๆรั้งตัวเอาไว้

เมื่อทหารแถวหน้าที่ใช้อาวุธที่มีลักษณะเหมือนหอกยาวๆเดินออกประตูเมืองไป ตามด้วยชาวบ้านที่สมัครร่วมรบที่ถืออาวุธชนิดต่างๆที่ตนถนัด ไรวินโบกมือให้กับสามีที่อยู่ในแถวนักธนูที่เดินตามแถวทหารราบที่เป็นแนวหน้า

“ฉันขอโทษ” เสียงแผ่วเบาหลุดออกจากปากหญิงสาวที่กำลังเอามือปิดหน้าร้องไห้ แม้ว่าเขาผู้นั้นจะไม่ได้ยินคำขอโทษนี้แต่ผู้เป็นสามีก็ไม่เคยโกรธเคืองในการกระทำของเธอเลยแม้แต่น้อย

 

“พวกเราจะดักซุ่มโจมตีพวกมันในป่าแห่งนี้” วอริคแม่ทัพใหญ่แห่งอีสมินพูดขึ้น

“ข้าเห็นด้วยกับท่านแม่ทัพ” เจ้าเมืองคอนรอยสนับสนุน

หลังจากเดินทางออกจากเมืองอีสมินมาครึ่งวัน กองทัพทั้งหมดได้หยุดพักที่ชายป่าแห่งหนึ่ง แม่ทัพ เจ้าเมือง รองแม่ทัพและนายกอง รวม 15 คน กำลังประชุมกันในกระโจมขนาดใหญ่ เมื่อทั้งหมดวางแผนการรบเสร็จแล้วจึงให้หน่วยต่างๆไปจัดการตามแผนที่วางไว้

เนื่องจากจำนวนทหารที่ต่างกันเป็นอย่างมาก แม่ทัพวอริคจึงเสนอให้ใช้วิธีซุ่มโจมตี โดยจะรอให้ทัพหน้าและพลธนูเดินผ่านไปก่อน เป้าหมายหลักของพวกเขาคือกองทัพนักเวท เพราะหากปราศจากนักเวทแล้วกองทัพที่แข็งแกร่งก็จะอ่อนแอลงในทันที

“พวกเจ้าไปบอกกับทหารในหน่วย คืนนี้พวกเรานอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ศัตรูของพวกเราจะผ่านมาในวันพรุ่งนี้” เจ้าเมืองพูดขึ้นหลังจากการประชุมใกล้จะยุติลง

“อย่าลืมกำชับทหารยามให้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา” แม่ทัพใหญ่กำชับ

“ครับท่านแม่ทัพ” นายทหารทุกคนรับคำอย่างพร้อมเพรียง

----------------------------------------

กองทัพของโบเนียที่นำทัพโดยแม่ทัพโคเซฟกำลังเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองอีสมิน เหลือระยะเวลาอีกเพียงหนึ่งวันก็จะถึงกำแพงเมืองแห่งนี้

“ทำไมแม่ทัพใหญ่ถึงให้ท่านโคเซฟนำทหารมามากมายเช่นนี้ จากข่าวที่ไปสืบมาเมืองเล็กๆแห่งนี้มีทหารอยู่เพียง 2 หมื่นคน แค่นักเวทอีกสัก 1 พันคนและทหาร 5 หมื่นคน ก็สามารถทำลายเมืองนี้ให้ราบได้แล้ว” หัวหน้านักเวทคนหนึ่งกำลังพูดคุยกับโคเซฟ

“เจ้าก็รู้ว่าท่านแม่ทัพเป็นคนรอบคอบอย่างยิ่ง ท่านเป็นคนที่ไม่ชอบความผิดพลาด” โคเซฟตอบกลับ

“ข้าคิดว่าท่านแม่ทัพใหญ่หวาดระแวงเกินกว่าเหตุ เมืองชายแดนอย่างเพียสันที่มีทหารมากกว่านี้ถึงเท่าตัวท่านยังทำลายจนสิ้นภายในวันเดียว มิหนำซ้ำฝ่ายเรายังสูญเสียทหารเพียงไม่กี่พันคน”

“เจ้าพูดมากเกินไปแล้ว หากเจ้าว่าท่านแม่ทัพอีกคำเดียวอย่าหาว่าข้าโหดร้าย” โคเซฟแสดงอาการโกรธเกรี้ยว

 

หลังอาหารเที่ยงชายหนุ่มผมสีฟ้าบินขึ้นไปบนท้องฟ้าอีกครั้ง เป้าหมายคือหมู่บ้านเล็กๆที่อยู่ชานเมืองอีสมิน

ดวงตาสีฟ้าจับจ้องมองไปยังเส้นทางเกวียนที่ตัดไปตามผืนป่าแห่งหนึ่ง แถวทหารนับแสนที่เดินกันอย่างเป็นระเบียบ พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกันกับชายหนุ่มบนฟ้า

วินคาดเดาได้ในทันทีว่าทหารเหล่านี้เป็นพวกโบเนียที่จะมาตีเมืองอีสมิน ร่างสูงโปร่งพุ่งทะยานด้วยความเร็วสูงไปดักหน้าแถวทหาร

โดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ชายหนุ่มผมสีฟ้าในชุดสีดำออกมายืนขวางทางกองทัพนับแสนที่นำทัพโดยรองแม่ทัพโคเซฟ

แถวทหารหยุดลงห่างจากตัวของชายหนุ่มประมาณ 20 เมตร ทหารทั้งหมดเห็นชายหนุ่มยืนขวางกองทัพเพียงลำพังแต่เพื่อความไม่ประมาทจึงต้องหยุดรอคำสั่งเพราะอาจมีการดักซุ่มโจมตี

ทหารสิบนายเดินเข้าไปหาชายหนุ่มผมสีฟ้าอย่างเอาเรื่อง ในขณะที่กลุ่มทหารอีกสองกลุ่มเริ่มสำรวจพุ่มไม้สองข้างทางเพื่อป้องกันการซุ่มโจมตี

“เจ้าอยากตายหรือยังไงถึงกล้ามาขวางกองทัพของท่านโคเซฟ” ทหารผิวคล้ำร่างใหญ่ตะโกนถามไปยังชายหนุ่มที่ยืนขวางทาง ทหารหลายคนซุบซิบกันว่าชายคนนี้เหมือนคนเสียสติจึงกล้ามายืนขวางทางทหารนับแสนคน

“เจ้าบอกว่านี่เป็นกองทัพของอาณาจักรโบเนียใช่ไหม” ชายหนุ่มผมสีฟ้าถามเสียงเรียบ

“ใช่แล้ว เป็นยังไงละ พอรู้ว่าเป็นกองทัพของโบเนียก็กลัวจนตัวสั่นละสิ”

“ฮะ ฮะ ฮะ ฮะ ....”

“อัก อัก อัก....”

เสียงหัวเราะของกลุ่มทหารทั้งสิบคนดังขึ้น ก่อนที่ร่างทั้งสิบจะทรุดลงกับพื้นพร้อมกับเลือดที่เจิ่งนองพื้นดิน กลางลำตัวของทหารทุกคนปรากฎรูทะลุขนาดกำปั้น

“พวกเจ้าทุกคน....ตาย...” วินเงยหน้ามองแถวทหารที่ยาวเหยียดสีหน้าของวินเปลี่ยนเป็นเหี้ยมโหดเขานึกถึงภาพของชาวเมืองที่ต้องตายเพราะคนชั่วเหล่านี้

คำพูดที่แผ่วเบาของเขาทหารที่อยู่ในแถวด้านหลังไม่มีใครได้ยิน แต่ทหารทุกคนต่างรู้ดีว่าชายหนุ่มคนนี้ไม่ได้มาดีอย่างแน่นอน พวกเขาไม่เห็นว่าชายหนุ่มใช้วิธีใดจึงทำให้ทหารนับสิบนายตายในทันที ไม่มีแม้กระทั่งคำเอ่ยร่ายเวทมนต์ใดๆ

<วิหคเพลิง> แม้ว่าวินจะสามารถร่ายเวทขนาดกลางและใหญ่ได้โดยไม่ต้องเอ่ยคำร่ายแล้วก็ตาม แต่หลายครั้งชายหนุ่มยังคงติดการเอ่ยคำร่ายเวท นกไฟสีทองขนาดใหญ่บินไปตามแถวทหารที่ยาวเหยียด ทุกเส้นทางที่นกสีทองบินผ่านล้วนเป็นดั่งขุมนรกก็ไม่ปาน

เพียงแค่นกสีทองบินผ่านพลทหารเดินเท้านับหมื่นคนกลายเป็นเถ้าถ่านภายในพริบตา พวกเขายังไม่ทันรู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำ

ในคราแรกทหารด้านหลังต่างตื่นตะลึงกับนกสีทองขนาดใหญ่ที่แสนสวยงาม ความงดงามของนกสีทองขนาดใหญ่ที่พวกเขาต่างไม่เคยเจอทำให้ทุกคนต่างลืมตัวไปชั่วชณะ แต่เมื่อเห็นความพินาศตลอดเส้นทางที่มันบินผ่าน ทหารเหล่านั้นก็รู้ตัวและต่างวิ่งหนีกันไปคนละทิศคนละทาง

“พวกเจ้าร่วมกันกางบาเรียเวท เร็วเข้า” รองแม่ทัพโคเซฟตะโกนสั่งทหารนักเวทในทันที แม้ว่าเขาจะเป็นรองแม่ทัพมานานและอยู่ถึงระดับขุนพลจอมเวทย์ ขั้นต่ำก็ตาม แต่เขากลับไม่เคยพบเห็นเวทขนาดใหญ่ที่มีอำนาจทำลายล้างที่รุนแรงเช่นนี้มาก่อน

“ขออำนาจเทพเจ้าแห่งสายลม จงช่วยปกปักษ์และป้องกันพวกข้า ให้รอดพ้นจากพลังอันชั่วร้ายเหล่านี้ด้วยเถิด บาเรียแห่งสายลม” นักเวทธาตุลมนับพันคนพร้อมใจกันร่ายเวทที่มีลักษณะเหมือนโดมขนาดใหญ่ขึ้นได้ทันก่อนที่นกเพลิงสีทองจะมาถึงตัวพวกเขา

บาเรียแห่งสายลมเป็นเวทชั้นสูงที่ต้องใช้การรวมตัวของทหารเวทขั้นสูงขึ้นไปจึงจะสามารถสร้างขึ้นได้ แม้ว่านักเวทรวมกันนับพันคนร่วมกันกางบาเรียแห่งลมขึ้นมาได้แต่อาณาเขตของมันไม่ใหญ่พอที่จะช่วยป้องกันทหารนับแสนได้ จึงมีเพียง รองแม่ทัพโคเซฟ ทหารเวท และทหารม้าอีกไม่กี่ร้อยนายเท่านั้นที่อยู่ภายในบาเรียแห่งนี้

ทหารที่ไม่ได้อยู่ภายในบาเรียแห่งสายลมทุกคนล้วนถูกเปลวไฟที่ร้อนแรงเผาไหม้ร่างกายพวกเขาจนเป็นเถ้าถ่านจะมีก็เพียงทหารตามชายป่าไม่กี่ร้อยคนที่สามารถวิ่งหนีเข้าป่าได้ทัน



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 31 ครั้ง

7 ความคิดเห็น

  1. #670 Thank You (จากตอนที่ 112)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2560 / 17:36
    ขอบคุณครับ
    #670
    0
  2. #669 tople55 (@tople55) (จากตอนที่ 112)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2560 / 21:19
    รอ คับ ค้างงงกำลังมัน
    #669
    0
  3. #667 pipawat (@pipawat) (จากตอนที่ 112)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2560 / 03:15
    ฆ่ามัน ๆ ฆ่ามัน ๆ
    #667
    0
  4. #666 ปอเปี๊ย (จากตอนที่ 112)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2560 / 22:24
    สนุกดี ต่อ ๆ
    #666
    0
  5. #664 Nazarynn (@Nazarynn) (จากตอนที่ 112)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2560 / 00:58
    อู้ววว คนเดียวสู้ทั้งกองทัพ
    #664
    0
  6. #663 joelamtan (@joelamtan) (จากตอนที่ 112)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2560 / 21:50
    ขอบคุณครับ
    #663
    0
  7. #662 kamol1122 (@kamol1122) (จากตอนที่ 112)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2560 / 21:48
    สนุกดีครับ
    #662
    0