ราชันจอมเวท

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 254,525 Views

  • 1,076 Comments

  • 4,580 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    502

    Overall
    254,525

ตอนที่ 118 : นครเซฟถูกโจมตี (ตอน2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3517
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    9 มิ.ย. 60

“ไซฟ่อน เจ้าฆ่าคนส่งสารของโมเนแดตทำไม ” แม่ทัพร่างเล็กตะคอกใส่ชายในชุดเกราะสีเงินขลิบทองที่ดูหรูหรา

“ทหารของข้ามาที่นี่เพื่อต้องการรบ” ไซฟ่อนตอบด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันในขณะที่เขายืนพิงคทาอันใหญ่ด้วยท่าทีที่ไม่ได้เกรงกลัวคนที่ดูกระตุ้งกระติ้งตรงหน้า

“ข้าจะลงโทษเจ้า” เจฟฟี่ชี้หน้าชายร่างใหญ่ด้วยความโกรธ

“ใจเย็นก่อนท่านแม่ทัพ” ก่อนที่เรื่องราวจะบานปลาย เสียงอันแหบพร่าดังมาจากชายร่างผอมในชุดคลุมสีดำมืด ที่อยู่ๆก็ปรากฎร่างมายืนอยู่ด้านหลังแม่ทัพร่างเล็ก ทหารที่อยู่โดยรอบที่ได้ยินเสียงของเขาไม่เว้นแม้แต่ไซฟ่อนที่ได้ยินเสียงนี้ต่างรู้สึกเสียวสันหลังวาบ

“เห็นแก่ท่านอาจารย์ ข้าจะยังไม่ลงโทษเจ้า แต่หากยังขัดคำสั่งของข้าอีกข้าจะลงโทษขั้นรุนแรง”

“ขอบคุณท่านแม่ทัพ ขอบคุณท่านผู้เฒ่า” ไซฟ่อนที่หน้าซีดเผือดเมื่อได้ยินเสียงของชายชราในชุดคลุมสีดำที่อยู่ๆก็มายืนอยู่ด้านข้างของแม่ทัพร่างเล็กคนนี้

“ในเมื่อเจ้าอยากรบข้าจะให้กองทัพหนึ่งแสนที่เจ้าดูแลเป็นทัพหน้าบุกโจมตีพวกมันในวันนี้ แต่มีเงื่อนไขว่าเมื่อยึดเมืองแห่งนี้ได้แล้วห้ามเผาทำลายบ้านเมืองเนื่องจากเป็นคำสั่งขององค์ราชาแกรนเวียร์” แม่ทัพร่างเล็กออกคำสั่ง ไซฟ่อนยิ้มอย่างพอใจเมื่อได้รับงานที่ตนต้องการ

“ออกคำสั่งให้กองทัพของเราตั้งค่ายอยู่บริเวณนี้” เจฟฟี่สั่งขุนพลด้านข้างหลังจากไซฟ่อนกลับออกไปแล้ว

 

ราชาเฒ่ารวมทั้งทหารทั้งหมดต่างเห็นในสิ่งที่เกิดขึ้น ม้าของทหารส่งสารวิ่งกลับมาเพียงลำพังหลังเสียงระเบิดของเวทไฟดังขึ้นเพียงไม่นาน สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ทหารหลายคนรู้สึกเสียขวัญ แต่ทหารส่วนมากกลับรู้สึกโกรธแค้นเพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าแม้ในยามสงครามจะฆ่าฟันกันในสนามรบแต่จะไม่มีการทำร้ายผู้ส่งสารที่เปรียบเสมือนทูต

ตีง...ตึง...ตึง....

เสียงกลองศึกดังรัวขึ้นจากกองทัพฝั่งตรงข้าม

กองทัพของไซฟ่อนตั้งเรียงหน้ากระดานจนแถวยาวเกือบสุดตา ในแต่ละแถวมีทหารประมาณสองพันนาย เพียงแค่ทหารราบอย่างเดียวก็มีแถวทหารประมาณ 20 แถว นักธนูหลายหมื่นคนยืนเรียงแถวต่อจากทหารราบที่อยู่ด้านหน้า

ด้านหลังของนักธนูเป็นทหารราบที่ถือโล่ทรงสี่เหลี่ยมสูงเท่าตัวคนอีก 3-4 แถว พวกเขาเหล่านี้มีหน้าที่คุ้มกันทหารเวทที่มีประมาณหนึ่งหมื่นคน

ทหารเวทในชุดคลุมยืนกันเป็นกลุ่มกลุ่มละ 50-60 คน ถ้าสังเกตุให้ดีจะเห็นว่าบริเวณแขนเสื้อของนักเวทแต่จะคนจะมีแถบผ้าที่มีสีแตกต่างกันในบางกลุ่ม บางกลุ่มคาดด้วยแถบผ้าสีแดง บ้างสีน้ำเงิน บ้างสีน้ำตาล หรือไม่ก็เป็นสีเขียว จะมีเพียงไม่กี่ร้อยคนที่อยู่บนหลังม้าข้างรองแม่ทัพไซฟ่อนที่มีแถบสองสี

แถบสีเหล่านี้บอกให้รู้ถึงธาตุของนักเวทแต่ละคน สีแดงคือธาตุไฟ สีน้ำเงินเป็นธาตุน้ำ สีน้ำตาลเป็นธาตุดิน สีเขียวคือธาตุลม ส่วนนักเวทที่มีแถบมากกว่าหนึ่งสีแสดงว่าพวกเขาเหล่านั้นมีธาตุมากกว่าหนึ่ง สิ่งเหล่านี้สำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากการร่ายเวทใหญ่ร่วมกันจะต้องใช้นักเวทที่มีธาตุเดียวกันเท่านั้น

ยังมีทหารม้าในชุดเกราะเต็มตัวที่ยืนอยู่ในแถวหลังสุด พวกเขาเป็นหน่วยระวังหลังให้กับทัพนักเวทที่เปรียบเสมือนหัวใจของกองทัพ

 

“พวกเจ้ารีบพาองค์ราชากลับเข้าไปด้านใน” เสียงคำสั่งของแม่ทัพที่ถือคทาโลหะอันใหญ่บอกกับองครักษ์ทั้งแปด

“ข้าจะช่วยนักรบเวทสนับสนุนการรบอยู่บนกำแพงเมือง” ราชาเฒ่าใช้เวทขยายเสียงพูดกับทหารทั้งหมด ถึงแม้ว่าในครั้งแรกเขาต้องการเจรจารเพื่อขอยอมแพ้เพื่อความปลอดภัยของชาวเมือง แต่เมื่อถูกบีบคั้นจากฝั่งตรงข้ามทำให้เขาจำเป็นจะต้องปกป้องประชาชนที่อยู่หลังกำแพงเมือง

ด้วยกำลังทหารที่มี 8 หมื่นคนรวมกับอาสาสมัครที่เป็นชาวบ้านที่พร้อมพลีชีพอีก 4 หมื่นคน จำนวนทหารเท่านี้อาจดูเหมือนทั้งสองฝ่ายจะมีกำลังพลที่สูสีกัน หากแต่ความจริงแล้วกองทัพของเจฟฟี่ที่เดิมมีทหาร 1 แสน 5 หมื่นคนแล้วยังมีกองทัพของรองแม่ทัพไซฟ่อนมาสนับสนุนอีก 1 แสนคนกับข่าวที่ว่ากองทัพศัตรูเป็นพวกเหี้ยมโหดฆ่าทุกคนในทุกเมืองที่เดินทางผ่าน เป็นเหตุให้ราชาเฒ่าต้องการเจรจา

“พลธนูยิงได้” สิ้นเสียงคำสั่งลูกธนูพุ่งออกจากพลธนูบนกำแพงเมืองราวสายฝน ด้วยความสูงที่ได้เปรียบของฝ่ายตั้งรับทำให้ระยะยิงของธนูของพวกเขาไกลมากกว่าฝ่ายรุก

ทหารราบแถวหน้ายกโล่สี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ขึ้นบังลูกธนูที่พุ่งเข้ามา โดยมีทหารแถวที่สองยกโล่ขึ้นซ้อนบนโล่ของแถวหน้า ส่วนทหารแถวถัดมายกโล่ขึ้นเหนือหัวของตนเอง

ลูกธนูส่วนมากถูกบังได้โดยโล่ของทหาร แต่ยังมีลูกธนูบางส่วนแทรกผ่านช่องว่างระหว่างโล่มาปักลงบนร่างของทหารฝ่ายบุก เมื่อทหารคนหนึ่งล้มลงช่องว่างของโล่กำบังก็เกิดขึ้นทำให้ทหารโดยรอบเกิดบาดเจ็บล้มตายขึ้น

เครื่องยิงหินขนาดใหญ่หลายเครื่องบนกำแพงส่งหินหนักหลายร้อยกิโลกรัมพุ่งไปยังแถวทหารข้าศึก มันเป็นสิ่งที่ทหารราบหวาดกลัวยิ่งกว่าลูกธนูจำนวนมากบนท้องฟ้าเสียอีก ทหารที่ถูกหินใหญ่ยักษ์ตกลงใส่จะตายในทันที หินที่ตกลงมายังคงกลิ้งสร้างความเสียหายต่ออีกหลายสิบเมตร

แถวทหารราบยังคงเคลื่อนที่ไปด้านหน้าอย่างเป็นระเบียบ เวทมนต์ชนิดต่างๆถูกระดมยิงไปยังแถวทหารราบในทันที หลังจากกองทัพของข้าศึกเดินหน้าเข้ามาในระยะของทหารเวท เวทเหล่านี้เป็นฝันร้ายของทหารราบที่ไม่มีพลังเวทป้องกันเวทอย่างแท้จริง ทหารราบที่เข้าสู่ระยะของเวทมนต์ล้มตายราวกับใบไม้ร่วง

พลธนูด้านหลังเริ่มระดมยิงเข้าใส่ทหารฝั่งป้องกันที่เริ่มวิ่งเข้าประจันบานกัน วงเวทรัศมีประมาณ 10-20 เมตรเริ่มปรากฎบนพื้นในส่วนของผู้รุกราน

ถึงแม้จะสูญเสียทหารราบไปเป็นจำนวนมากแต่ไซฟ่อนในแถวทหารเวทมองทหารราบที่บุกไปข้างหน้าด้วยสายตาเรียบเฉยราวกับว่าเขาเหล่านั้นเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในสงครามที่เขาได้จุดขึ้นในครั้งนี้

“ทัพหน้าบุกเข้าไป” เสียงตะโกนก้องด้วยเวทขยายเสียงของรองแม่ทัพที่ในตอนนี้ได้หัวเราะอย่างบ้าคลั่งสมกับเป็นพวกกระหายในสงคราม

            แถวหน้าของผู้รุกรานทิ้งโล่ขนาดใหญ่ของตนในทันทีที่ฝ่ายตรงข้ามวิ่งเข้ามาประชิดตัว พวกเขาเปลี่ยนมาใช้ดาบใหญ่สองคมกับโล่ทรงกลมขนาดเล็ก พื้นที่ที่ทหารทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะกันเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยจากลูกธนูและเวทขนาดใหญ่ เนื่องจากนักเวทฝ่ายรับเกรงว่าเวทของพวกตนจะโจมตีโดนฝ่ายเดียวกันจึงใช้เพียงเวทขนาดเล็กยิงใส่ทหารฝั่งตรงข้าม

ทหารราบฝั่งป้องกันเมืองและชาวบ้านที่เป็นอาสาช่วยรบวิ่งเข้าหาผู้รุกรานโดยปราศจากความกลัว ถึงแม้แถวรบของพวกเขาจะดูไม่ค่อยเป็นระเบียบแต่ด้วยจิตใจที่แน่วแน่ที่ต้องการจะปกป้องบ้านเมืองและญาติพี่น้องของพวกตนทุกคนจึงวิ่งเข้าใส่ศัตรูด้วยความฮึกเหิม

ในขณะที่ทหารแถวหน้าฟาดฟันกันกันด้วยอาวุธสั้น แถวหลังของผู้รุกรานกลับใช้หอกที่มีความยาวถึง 3 เมตรไล่ทิ่มแทงทหารฝ่ายตรงข้าม ในขณะที่พลธนูที่อยู่แถวหลังยังคงระดมยิงเข้าใส่กัน ทำให้ทหารฝ่ายรับเริ่มเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด

กองหน้าของฝ่ายรุกรานยังคงเคลื่อนที่เข้าหากำแพงเมืองอย่างช้าๆ ในขณะที่พลธนูของนครเซฟยังคงยิงเข้าใส่แถวหลังของข้าศึกซึ่งเป็นแถวของทหารเวท ทหารป้องกันนักเวทยกโล่ขนาดใหญ่ขึ้นมาซ้อนกันจนไม่มีช่องว่างให้ลูกธนูผ่านได้

วงเวทขนาดกลางจำนวนมากปรากฎขึ้นด้านหน้ากำแพงเมืองซึ่งเป็นจุดที่นักธนูประจำการอยู่ เสียงระเบิดของเวทชนิดต่างๆส่งให้ร่างของนักธนูเหล่านั้นกระเด็นไปตามแรงระเบิดของเวท บางกลุ่มถูกเปลวไฟที่ร้อนแรงคลอกแม้จะกลิ้งไปตามพื้นดินแต่กลับไม่สามารถดับไฟที่เกิดจากเวทมนต์ได้ บางกลุ่มถูกหอกดินที่โผล่ขึ้นมาจากพื้นแทงทะลุร่างจนร่างพรุน

นักเวทบนกำแพงเมืองหลายคนหอบเหนื่อยเนื่องจากใช้มานามากจนเกือบถึงขีดจำกัด พวกเขาเหล่านั้นต้องถอยออกมาพักให้มานาฟื้นคืนมิเช่นนั้นการใช้มานามากเกินขีดจำกัดอย่างดีคือหมดสติ หากรุนแรงคือชีวิตของตัวผู้ใช้เอง

ในตอนนี้แม้แต่ราชาเฒ่ายังช่วยใช้เวทมนต์ยิงเข้าใส่นักเวทผู้รุกรานอาณาจักรของตน

“องค์ราชา มาพักผ่อนก่อนดีกว่าครับ” องครักษ์สองคนรีบประคองราชาเฒ่าที่หักโหมใช้มานามากเกินไปจนหน้าซีดอย่างเห็นได้ชัด

 

“สั่งให้ทหารเวทรวมตัวกันใช้เวทใหญ่โจมตี” แม่ทัพใหญ่ของโมเนแดตบอกทหารเวทบนกำแพง

การร่ายเวทขนาดใหญ่นั้นสามารถทำได้สองวิธี วิธีแรกเป็นการร่ายโดยนักเวทเพียงคนเดียว และการร่ายเวทโดยใช้นักเวทเป็นกลุ่ม ข้อเสียของการร่ายเดี่ยวคือจะสิ้นเปลืองมานามาก การร่ายเวทต้องใช้เวลานาน อีกทั้งความรุนแรงของเวทยังต่ำกว่าการร่ายแบบเป็นกลุ่ม แต่การร่ายแบบเป็นกลุ่มจะต้องใช้นักเวทที่มีธาตุเดียวกันเท่านั้น

วงเวทขนาดใหญ่ปรากฎบริเวณพื้นที่ที่นักธนูและนักเวทของผู้บุกรุก เสียงระเบิดของเวทขนาดใหญ่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักธนูจำนวนมากตายลงด้วยเวทที่มีพลังทำลายที่รุนแรงเหล่านั้น

เหล่านักเวทของฝ่ายรุกกลับมีการสูญเสียเพียงไม่มาก เนื่องจากกลุ่มนักเวทด้านหลังรวมตัวกันสร้างเกราะป้องกันด้วยเวทมนต์ขึ้นมาป้องกันกลุ่มของตน

แม้พวกเขาจะใช้เวทเพื่อสร้างเกราะป้องกันเวทมนต์ได้แต่การกระทำเช่นนี้เป็นการสิ้นเปลืองมานาไปไม่น้อยเกราะป้องกันจึงถูกจำกัดขนาดให้ครอบคลุมเพียงกลุ่มของนักเวทเพียงเท่านั้น

ร่างของทหารที่ถือโล่อยู่ด้านหน้าถูกฉีกจนร่างแหลกเพราะแรงระเบิดของเวทจากนักเวทฝ่ายรับที่อยู่บนกำแพงเมือง ทหารราบเหล่านี้ถูกมองจากกลุ่มนักเวทว่าเป็นโล่มนุษย์ที่มีไว้เพียงปกป้องพวกตนเท่านั้น แต่ยังมีร่างของนักเวทบางคนที่กระเด็นไปตามความรุนแรงของเวทเนื่องจากนักเวทบางคนกางเกราะเวทไม่ทัน

 

“หน่วยล่านักเวท ลุย!!

สิ้นเสียงคำสั่งทหารม้าเกราะเบาจำนวนมากกรูกันออกจากประตูเมือง พวกเขาบังคับม้าวิ่งอ้อมแถวทหารด้านหน้าที่ตะลุมบอลกันอยู่ พวกเขาไม่สนใจทหารข้าศึกบางคนที่วิ่งตรงเข้าขวางม้าของพวกเขาแต่อย่างใด ทหารม้าด้านหน้าใช้ดาบยาวฟาดฟันทหารที่เข้าขวางราวกับปัดแมลงที่บินเข้ามาสร้างความรำคาญให้กับพวกตน เป้าหมายของพวกเขาคือกลุ่มนักเวทที่อยู่ด้านหลังแถวของนักธนู

แม้ว่านักเวทจะสามารถสร้างเกราะป้องกันได้แต่มันต้องแลกกับการสูญเสียมานาจำนวนมาก ยิ่งเกราะมีขนาดใหญ่และสร้างนานเพียงใดยิ่งทำให้มานาของพวกเขาลดลงมากขึ้นเท่านั้น

หลังจากสร้างเกราะป้องกันเวทไปหลายครั้ง นักเวทหลายคนเริ่มมีเหงื่อผุดขึ้นเต็มใบหน้า

ในขณะที่ทหารม้าเกราะเบากำลังจะพุ่งเข้าใส่กลุ่มนักเวท ด้านหลังแถวทหารเวทได้เกิดการเคลื่อนไหวขึ้น


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

5 ความคิดเห็น

  1. #730 Away2016 (@Away2016) (จากตอนที่ 118)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2560 / 22:59
    พระเอกหายไปไหน
    #730
    1
  2. #729 joelamtan (@joelamtan) (จากตอนที่ 118)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2560 / 21:40
    ขอบคุณครับ
    #729
    0
  3. #728 kamol1122 (@kamol1122) (จากตอนที่ 118)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2560 / 20:29
    สนุกดีครับ
    #728
    0
  4. #727 cattycall (@catty_call) (จากตอนที่ 118)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2560 / 19:03
    มาช้ามาก ท่านวิน
    #727
    0
  5. #726 tople55 (@tople55) (จากตอนที่ 118)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2560 / 18:21
    ท่าน วิน บินช้าจัง 555
    ขอบคุณๆๆ มีอีกสักตอนไหม
    #726
    0