ราชันจอมเวท

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 254,473 Views

  • 1,076 Comments

  • 4,580 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    450

    Overall
    254,473

ตอนที่ 121 : ตอบโต้ (ตอน 1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3647
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    22 มิ.ย. 60

โดยปกติแล้วการสงครามบนโลกนี้นิยมทำกันในตอนกลางวัน จึงเป็นที่ยอมรับกันกลายๆว่าทั้งสองฝ่ายจะพักรบกันในเวลาเย็นและกลับมาสู้กันใหม่หลังดวงอาทิตย์ส่องแสงอีกครั้ง รูปแบบการทำสงครามจึงค่อนข้างมีแบบแผนพอสมควร แม้การซุ่มโจมตีหรือลอบเผาค่ายจะเป็นเรื่องปกติแต่หากมีการเผชิญหน้าแล้วการส่งสัญญาณรบหรือถอยล้วนทำกันอย่างโจ่งแจ้ง

ไซฟ่อนส่งเสียงคำรามออกมาอย่างขัดใจ เขากำลังจะบุกไปถึงกำแพงเมืองในอีกไม่ช้าแต่แม่ทัพใหญ่กลับมีคำสั่งให้พักรบ แม้ภายในใจอยากจะขัดคำสั่งเพียงใดก็ตามแต่เขาถูกคาดโทษเอาไว้แล้วหนึ่งครั้ง รองแม่ทัพคนนี้รู้ถึงความโหดเหี้ยมและเด็ดขาดของผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ดี หากเขาฝ่าฝืนคำสั่งในครั้งนี้โทษที่ได้รับอาจรุนแรงถึงชีวิตก็เป็นได้

เมื่อเห็นว่าทหารฝั่งตรงข้ามเริ่มถอยทัพแม่ทัพใหญ่อูลานจึงมีคำสั่งให้ส่งสัญญาณถอยทัพในทันที ทหารทั้งสองฝ่ายค่อยๆถอนกำลังกลับไปอย่างช้าๆ เมื่อเห็นว่าปลอดภัยจึงช่วยกันสอดส่องหาคนเจ็บที่หลงเหลืออยู่ในสนามรบ

วินยืนอยู่บนกาบเรือด้านนอกฝั่งที่หันไปทางสนามรบ เขามองเหล่าทหารหลายคนที่พาร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผลของตนเดินอ้อมเรือลำใหญ่แล้วทะยอยกลับเข้าเมืองอย่างช้าๆ พวกที่ไม่ได้รับบาดเจ็บรีบเข้าไปช่วยประคองร่างทหารเหล่านั้นไปยังหน่วยรักษาพยาบาล หลายคนถืออาวุธของเพื่อนที่ตายติดมือกลับมาเป็นจำนวนมาก

อาวุธที่เห็นมีทั้งดาบ โล่ แม้กระทั่งลูกธนู วินสังเกตุว่าพวกเขาเลือกดึงลูกธนูที่ติดอยู่กับพื้นดินหรือโล่เท่านั้นการดึงลูกธนูออกจากร่างของคนนั้นทำได้ยากและโอกาสที่ลูกธนูจะหักมีอยู่สูงจึงไม่เป็นที่นิยมทำกัน

การขาดแคลนอาวุธยุทธโธปกรณ์เป็นเรื่องปกติในยามที่มีศึกสงคราม ยิ่งเป็นสงครามที่เกิดขึ้นโดยที่กองทัพยังไม่พร้อมที่จะรับมือข้าศึกอย่างนครเซฟ การเก็บเอาอาวุธของคนตายมาใช้ใหม่เป็นเรื่องธรรมดา

ไม่เพียงแต่ทหารของนครเซฟ วินมองไปยังทหารของฝั่งตรงข้ามต่างก็ทำในลักษณะเดียวกันต่างกันเพียงทหารกลุ่มหลังเลือกหยิบเพียงโล่ใหญ่และลูกธนูเพียงเท่านั้น

วินหันกลับมาสนใจกำแพงที่กลุ่มทหารเวทดินกำลังช่วยกันซ่อม ชายหนุ่มเดินไปกระซิบอะไรบางอย่างกับวอริค

แม่ทัพวอริคพยักหน้าแล้วเดินไปพูดคุยกับอูลานแม่ทัพใหญ่ประจำนครเซฟ ชายร่างใหญ่มีสีหน้าแปลกใจเหมือนอยากจะถามว่าสิ่งที่แม่ทัพร่างเล็กพูดมานั้นถูกต้อง

“พวกเจ้าหยุดก่อน” เมื่อเห็นวอริคพยักหน้าอีกครั้งอูลานตะโกนสั่งทหารเวทที่กำลังซ่อมกำแพง

วินค่อยๆลอยตัวลงมาบนพื้นในตอนนี้เขาไม่ต้องสร้างปีกก็สามารถเหาะไปไหนมาไหนได้ด้วยการส่งพลังเวทไปประคองร่างกายและฝ่าเท้าโดยตรง การกระทำเช่นนี้ทำให้เขาสามารถเคลื่อนที่บนอากาศได้คล่องตัวกว่าการบินด้วยปีกเป็นไหนๆ

เรือลำใหญ่ถูกเก็บหายเข้าไปในแหวนมิติ คทายาวสีดำถูกชายหนุ่มปักลงบนพื้นแท่งหินสีฟ้าโผล่ขึ้นมาจากดินประคองประตูเมืองบานใหญ่ให้ตั้งตรงชายหนุ่มขยับมือเล็กน้อยเพื่อบังคับให้ประตูทั้งสองบานขยับเข้าที่ กำแพงหินสีดำผุดขึ้นมาแทนที่ในส่วนที่พังทลายลงจากการโจมตีของข้าศึก เพียงเวลาไม่นานพื้นที่ส่วนที่เคยเป็นซากกำแพงทั้งหมดถูกแทนที่ด้วยกำแพงสีดำขนาดเท่ากัน

ราชาเฒ่าและทุกคนที่อยู่ที่นั่นต่างตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นอีกครั้งที่ชายหนุ่มผมสีฟ้าคนนี้สร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้บังเกิด แค่เพียงการซ่อมกำแพงให้แข็งแรงได้ครึ่งหนึ่งของกำแพงเดิมพวกเขาต้องใช้นักเวทธาตุดินถึง 100 คนนักเวทเหล่านั้นยังต้องใช้เวลามากถึง 2 วันจึงจะทำให้มันมีขนาดเท่าเดิมได้ ยังไม่นับรวมถึงการทำให้เรือลำใหญ่หายวับราวกับเป็นมายากล

ชายหนุ่มคนนี้กลับใช้เวลาไม่ถึง 10 นาทีในการสร้างกำแพงที่ดูเหมือนจะแข็งแรงกว่ากำแพงสีขาวของพวกเขาเสียด้วยซ้ำ

หลังจากทหารทั้งหมดพ้นประตูเมืองเข้ามาแล้วแม่ทัพอูลานสั่งให้จัดเวรยามให้เข้มงวดเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่คาดไม่ถึง

 

ราชาโยเซฟ และขุนนางชั้นสูง กลับเข้ามาถึงห้องโถงของปราสาทหลังใหญ่เป็นที่เรียบร้อย ด้านหน้าของราชาเฒ่านอกจากจะมีเหล่าขุนนางที่ออกไปช่วยรบแล้วยังมีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ที่เก้าอี้ที่หรูหรา ที่บ่งบอกว่าผู้ต้อนรับให้เกียรติเขาอย่างสูงสุด ท่ามกลางขุนนางทุกคน

“ท่านเสนา กำลังเสริมจากเมืองต่างๆจะมาถึงเมื่อไร” ราชาเฒ่าเอ่ยถามชายสูงวัยผมสีขาวที่ยืนอยู่ด้านข้าง

“ทหารรวมจำนวน 1 แสนคนจากเมืองเวสมินและเซาท์มินจะมาถึงในอีก 2 วัน”

“เราคงต้านข้าศึกได้ไม่ถึง 2 วัน” แม่ทัพใหญ่พูด

ราชาโยเซฟพยักหน้าเห็นด้วยเมื่อไม่สามารถรอได้เขาจึงหันมายังแม่ทัพร่างเล็กที่ยืนอยู่ข้างเก้าอี้หรูที่ชายหนุ่มผมสีฟ้านั่งอยู่

“แม่ทัพวอริคเจ้าพาท่านจอมเวทท่านนี้มาได้อย่างไร” ราชาเฒ่าเริ่มซัก

“ข้าชื่อวินเป็นชาวเมืองอีสมิน” วินตอบแทนวอริคที่หันมามองหน้าเขา ชายหนุ่มทำความเคารพองค์ราชาพร้อมกับแนะนำตัว

“ท่านเป็นชาวเมืองอีสมินแต่ทำไมถึงได้...เอ่อมีพลังเวทอยู่ในระดับเทพราชันได้” น้ำเสียงของราชาเฒ่าแฝงไปด้วยความเก่งใจและหวั่นเกรง

“เรื่องราวมันยาวมากและข้าไม่อยากพูดถึงมัน แต่องค์ราชามั่นใจได้ว่าข้าจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาสร้างความสูญเสียให้กับโมเนแดตได้อีก” ชายหนุ่มพูดด้วยสีหน้าจริงจัง

คำพูดของวินทำให้องค์ราชาและขุนนางทุกคนในห้องโถงใหญ่แห่งนี้รู้สึกโล่งใจขึ้นบ้าง หลังจากนั้นราชาเฒ่าได้แนะนำขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลายคนให้ชายหนุ่มได้รู้จัก

“ท่านวินมีแผนการสำหรับสู้กับกองทัพข้าศึกในวันพรุ่งนี้ไหม” ฟาสิราน เสนาบดีสูงวัยที่ยืนฟังอยู่นานเอ่ยถามขึ้น

“ในตอนนี้ข้ายังไม่มีแผนอะไร แต่ข้ามั่นใจว่าพรุ่งนี้ฝ่ายเราจะได้รับชัยชนะอย่างแน่นอน” วินยืนคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบออกมา

“ท่านคงไม่รู้สถานการณ์ของเราตอนนี้ทหารของเรา แค่รบกันไม่ถึงครึ่งวันทหารเราบาดเจ็บล้มตายไปเกือบครึ่งทำให้ในตอนนี้เราเหลือทหารอยู่เพียงหกหมื่นคน แม้ว่าจะสูญเสียทหารเวทไป 200 คน แต่ทหารเวทของเรามีน้อยกว่าฝั่งตรงข้าม นี่ยังไม่รวมทัพใหญ่ของมันที่มีทหารอีกนับแสน” รองแม่ทัพคนหนึ่งพูดถึงสถานการณ์ที่เป็นรองของพวกตน เขารู้สึกโกรธเคืองชายหนุ่มผมสีฟ้าที่ยังคงแสดงอาการราวกับไม่ทุกข์ร้อนกับสถานการณ์การรบรวมถึงคำพูดอวดดีของชายหนุ่มคนนี้

แม้ว่าวันนี้ทุกคนจะเห็นพลังเวทของชายหนุ่มแต่ขุนนางหลายคนรู้สึกเช่นเดียวกันกับรองแม่ทัพคนนี้พวกเขาคิดว่าชายหนุ่มคนนี้ถือว่าตนเป็นจอมเวทระดับสูงจึงประมาทในกองกำลังนับแสนของข้าศึก

สาเหตุสำคัญอีกประการที่คนทั้งหมดยังไม่มั่นใจในตัวของวิน เพราะที่ผ่านมาไม่มีใครเคยรู้จักตัวตนที่แท้จริงของนักเวทขั้นเทพราชันจอมเวทมาก่อนจึงทำให้ทุกคนไม่สามารถจินตนาการถึงพลังและศักยภาพของนักเวทระดับนี้ได้

ความสามารถและพลังที่เพิ่มขึ้นเมื่อได้เลื่อนขั้นนั้นจะมีพลังเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเพียง 1-2 เท่าเท่านั้น แม้ว่าการเลื่อนระดับจะทำให้นักเวทคนนั้นๆมีพลังเพิ่มขึ้น 3-4 เท่าแต่ไม่มีใครรู้ว่าพลังของผู้ที่อยู่ในระดับเทพราชันจอมเวทขั้นต่ำจะต่างกับพลังของผู้ที่อยู่ในระดับนักรบเทพขั้นสูงถึง 10 เท่ายิ่งไปกว่านั้นหากเทียบพลังของผู้ที่อยู่ในระดับเทพราชันจอมเวทขั้นสูงกับต่ำแล้ว ระดับพลังของทั้งคู่จะต่างกันมากกว่า 10 เท่าอีกด้วย

วินยังคงยืนสงบนิ่งเขาไม่รู้สึกโกรธเคืองคนเหล่านี้ พวกเขาไม่เคยเห็นพลังของนักเวทระดับเดียวกับตัวเขามาก่อนจึงไม่สามารถจินตนาการถึงพลังของนักเวทระดับสูงสุดว่ามีมหาศาลแค่ไหน

“เอาละวันนี้ทุกคนเหนื่อยมามากแล้ว ขอให้ทุกคนไปพักผ่อนพรุ่งนี้เรามาประชุมกันแต่เช้า” ราชาเฒ่าเกรงว่าเหตุการณ์จะบานปลายจึงกล่าวตัดบทออกไป

“สำหรับท่านวินและแม่ทัพวอริค ข้าได้ให้คนจัดเตรียมห้องพักและอาหารเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว” องค์ราชาส่งสัญญาณให้องครักษ์ของตนพาทั้งคู่ไปยังห้องพัก

 

รุ่งเช้า ณ กระโจมแม่ทัพเจฟฟี่

“เจ้ามาหาข้าแต่เช้ามีธุระอะไร” แม่ทัพเจฟฟี่ถามรองแม่ทัพร่างใหญ่

“ข้ามาขออนุญาตท่านแม่ทัพเพื่อยกทัพออกไปโจมตีนครเซฟอีกครั้ง” รองแม่ทัพพูดหลังจากทำความเคารพแม่ทัพใหญ่

“ข้าเห็นว่าจะให้กองทัพของเจ้าถ่วงเวลาแล้วข้าจะพาทหารของข้าอ้อมไปโจมตีกำแพงด้านหลังของนครเซฟ” เจฟฟี่คิดถึงคำของอาจารย์ตนจึงต้องการใช้กองทัพของไซฟ่อนเป็นเหยื่อล่อจากนั้นตนจึงโจมตีกำแพงด้านหลังซึ่งมีทหารดูแลอยู่น้อยกว่า เขาคิดว่าถึงแม้ศัตรูจะมีจอมเวทมาช่วยแต่หากเขาสามารถบุกเข้าไปภายในเมืองได้สำเร็จโอกาสชนะสงครามในครั้งนี้จะมีมากขึ้น

“อย่าบอกว่าท่านแม่ทัพกลัวข้าจะสร้างผลงานเพียงคนเดียว” รองแม่ทัพไซฟ่อนเย้ยหยัน

“เมื่อวานนี้เจ้าก็เห็นว่าศัตรูมีจอมเวทขั้นสูงมาสมทบ ข้าไม่อยากประมาทจนทำให้แพ้สงครามในครั้งนี้” เจฟฟี่บอกในสิ่งที่เขาคิด

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ก็แค่ของเล่นหลอกเด็ก ถึงแม้ข้าจะไม่รู้ว่ามันทำให้เรือใหญ่ลำนั้นลอยได้อย่างไรแต่ข้าคิดว่ามันเป็นเพียงสิ่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อต้องการข่มขวัญทหารของเรา อีกอย่างท่านก็เห็นแล้วว่าเมื่อวานนี้กองทัพของข้าสูญเสียทหารเพียง 2 หมื่นกว่าคนขณะที่พวกมันเสียหายมากกว่าข้าถึงเท่าตัว การกระทำของท่านแม่ทัพทำให้ข้าคิดว่าท่านต้องการชุบมือเปิบ” ไซฟ่อนโต้กลับอย่างดุเดือด

“ถ้าเจ้าต้องการเช่นนั้นก็ได้ ข้าจะให้เจ้าออกรบ แต่อย่าลืมว่าเจ้ายังติดโทษทัณบนจากข้าอยู่ หากเกิดความผิดพลาดข้าจะลงโทษเจ้าในสถานหนัก” แม่ทัพเจฟฟี่ตะคอกใส่ไซฟ่อนอย่างเกรี้ยวกราด

 

ทหารราบของโมเนแดตตั้งแถวอยู่หน้ากำแพงเมืองตั้งแต่เช้า แม่ทัพอูลานยังคงจัดกองทัพในลักษณะเดิมคือให้ทหารเวทประจำการอยู่บนกำแพงเมือง ซึ่งเป็นลักษณะการจัดกองทัพเพื่อตั้งรับแบบทั่วๆไป แต่ตอนนี้เขารู้สึกถูกกดดันจากทหารศัตรูมากขึ้นกว่าเดิม เพราะทหารราบและนักธนูที่ล้มตายไปกว่าครึ่งทำให้กองทัพของเขาอาจโดนโอบล้อมจากศัตรูที่มีจำนวนมากกว่า สุดท้ายเขาต้องให้ทหารม้าที่เหลืออยู่ออกมาเป็นแนวหน้าด้วย

วินยืนดูแม่ทัพใหญ่จัดขบวนทัพอยู่นาน ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เชี่ยวชาญทางด้านการควบคุมกำลังพลแต่เขารู้ได้ทันทีว่าหากเกิดการปะทะกันในวันนี้ทหารที่อยู่นอกกำแพงเมืองทั้งหมดจะต้องจบชีวิตลงอย่างแน่นอน

“องค์ราชา ข้าขออนุญาตเป็นผู้นำทัพในวันนี้จะได้หรือไม่” วินตัดสินใจบอกกับราชาเฒ่าที่นั่งดูแม่ทัพใหญ่จัดกองทัพอยู่บนกำแพงเมือง



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

10 ความคิดเห็น

  1. #766 Thank You (จากตอนที่ 121)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2560 / 18:23
    ขอบคุณครับ
    #766
    0
  2. #764 Away2016 (@Away2016) (จากตอนที่ 121)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2560 / 22:57
    ขยี้มันทั้งกองทัพ
    #764
    0
  3. #763 nozomisan (@nozomisan) (จากตอนที่ 121)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2560 / 20:25
    อยากจะดองไว้อ่านทีเดียวสัก10ตอน 
    ค้างง่ะ
    #763
    0
  4. #762 Nazarynn (@Nazarynn) (จากตอนที่ 121)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2560 / 10:32
    โอออ ขอยาวๆ ได้มั้ย แง 5555
    #762
    0
  5. #761 d-xxxxx (@d-xxxxx) (จากตอนที่ 121)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2560 / 09:58
    ไม่มีไครนิสัยพ่อพะเท่าวินอีกแล้ว
    #761
    0
  6. #760 Golf507 (@Golf507) (จากตอนที่ 121)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2560 / 09:36
    ขอบอกว่าอย่าหลายวันได้มั้ยกำลังค้างเลยครับ555
    #760
    0
  7. #759 kamol1122 (@kamol1122) (จากตอนที่ 121)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2560 / 08:49
    สนุกดีครับ
    #759
    0
  8. #758 cattycall (@catty_call) (จากตอนที่ 121)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2560 / 08:34
    ขอบคุณ
    #758
    0
  9. #757 joelamtan (@joelamtan) (จากตอนที่ 121)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2560 / 08:33
    ลบเมืองมานนน ขอบคุณครับ
    #757
    0
  10. #756 แอบเนียน (จากตอนที่ 121)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2560 / 08:07
    สนุกมากครับขออีกๆๆๆๆๆๆ
    #756
    0