ราชันจอมเวท

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 254,366 Views

  • 1,076 Comments

  • 4,580 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    343

    Overall
    254,366

ตอนที่ 47 : เมืองท่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6406
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 43 ครั้ง
    7 ก.ย. 59

วินตามหามิชเชลไปทั่วหลังจากเขาเข้าไปในห้องนอนใหญ่ที่ชั้นสองแล้วพบเพียงออนก้าและแอลฟ่าหลับเพราะฤทธิ์ของยานอนหลับที่พวกเธอกินเข้าไป

วินได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากคอกนกยักษ์ เขาพบมิชเชลร้องไห้กอดศพของอัลล่าเบิร์ดทั้งสองตัว ตลอดหลายสิบวันตั้งแต่เธอเริ่มฝึกสั้ตว์ทั้งสาม ภายนอกนกเหล่านี้อาจดูก้าวร้าว แท้ที่จริงแล้วเธอสัมผัสได้ว่ามันรักฝูงและพวกพ้องของมัน หญิงสาวมีความผูกพันธ์กับพวกมันเป็นอย่างมาก เธอจะเป็นผู้ให้อาหารพวกมันด้วยตัวเอง แม้ว่าในช่วงแรกๆเธอจะไม่ค่อยเต็มใจก็ตาม

“ถ้าเจ้าอยากเลี้ยงพวกมันข้าสัญญาว่าจะจับตัวใหม่ให้กับเจ้า” ชายหนุ่มประคองหญิงสาวขึ้นมาอย่างอ่อนโยน

ไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปากของมิชเชล เธอโผเข้ากอดชายหนุ่มน้ำตาที่ไหลอาบแก้มบัดนี้ถูกเสื้อของชายหนุ่มซับจนแห้งสนิท

“ท่านช่วยเผาพวกมันให้ข้าด้วย” หญิงสาวเอ่ยปากหลังความเงียบปกคลุมอยู่นาน

“เจ้าอยากเผาพวกมันด้วยตัวเองไหม”

“.....” มิชเชลสั่นหัวเบาๆ

วินลากอัลล่าเบิร์ดทั้งคู่ออกมายังพื้นที่กว้างนอกบ้าน บอลไฟสีฟ้าปกคลุมร่างนกทั้งคู่เพียงไม่นาน สิ่งที่เหลือในเถ้ากระดูกของพวกมันคือลูกแก้วธาตุสองลูก

 

ในค่ำคืนที่เงียบงัน ชายหญิงคู่หนึ่งนั่งมองหน้ากันและกันท่ามกลางดวงจันทร์กลมโต ปกติแล้วทั้งคู่เป็นคนพูดน้อย เมื่อปราศจากเสียงสดใสของหญิงสาวสองคนที่กำลังหลับสนิท บรรยากาศโดยรอบจึงคล้ายกับมีเพียงความว่างเปล่า

“มิชเชล” เสียงอันแผ่วเบาราบเรียบดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ กระนั้นมันดังพอที่จะทำให้หญิงสาวเจ้าของชื่อเงยหน้ามองตามเจ้าของเสียง ดวงตาของเธอนิ่งสนิท ปราศจากความเศร้าโศกใดๆ “เจ้าสวยมาก”

หญิงสาวเผยอปากขึ้นเล็กน้อยแต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากปากของเธอ ชายหนุ่มขยับตัวเข้ามาใกล้แล้วก้มลงแล้วใช้ปากของตนประกบปากของเธอ เขาบรรจงจูบเธออย่างแผ่วเบาโดยที่หญิงสาวผมดำไม่มีทีท่าจะขัดขืน เสียงเบาๆจากลำคอแสดงถึงความพึงพอใจยิ่ง

“ข้ารักเจ้า” ชายหนุ่มกระซิบข้างหูจากนั้นจึงไล่ปากลงมาตามลำคอ เสียงครางดังขึ้นเบาๆทั้งคู่ปล่อยให้ร่างกายดำเนินไปตามใจที่พวกเขาต้องการ

เช้าวันรุ่งขึ้นมิชเชลตื่นขึ้นท่ามกลางอ้อมกอดอันอบอุ่มของชายหนุ่มผมสีฟ้า เธอจ้องมองหน้าของเขาที่อยู่ใกล้จนเกือบจะชนกัน หน้าตาที่แสนธรรมดาแต่เธอกลับรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้ ทันใดนั้นหญิงสาวรู้สึกตัวว่ามีคนกำลังจับจ้องมายังตน

“เกิดอะไรขึ้น” ออนก้าและแอลฟ่าถามขึ้นพร้อมกัน

“ชู่วววว” มิชเชลยกนิ้วชี้แตะริมฝีปาก เธอหยิบเสื้อคลุมก่อนจะดึงมือหญิงสาวสองคนที่กำลังยิ้มแบบงงๆออกนอกห้องไป

 

“มิชเชลเล่าให้พวกข้าฟังหมดแล้ว ทำไมท่านไม่บอกพวกข้า” ออนก้าถามงอนๆ

“เรื่องข้ากับมิชเชลนะหรือ” วินถามกลับ

“เรื่องนี้พวกข้าไม่ว่าอะไร ข้าหมายถึงเรื่องโคลิก้า” ออนก้าทำเสียงดุ

“หรือว่าที่ท่านให้พวกข้ากินยานอนหลับเพื่อที่ท่านกับมิชเชลจะได้....” แอลฟ่าทำเสียงทะเล้น

“ที่ข้าทำอย่างนั้นเพราะข้ากลัวว่าถ้าพวกเจ้ารู้ อาจทำให้มันสงสัยเรื่องที่ข้าแอบให้มิชเชลแอบดูพฤติกรรมของมัน แล้วเราจะไม่รู้ว่ามันคิดอย่างไร” วินอธิบาย

“พวกท่านไม่กลัวว่าเจ้านั้นจะใส่ยาพิษให้พวกข้ากินรึ” ออนก้ายังคงเค้นถาม

“ไม่มีทาง ข้าตรวจสอบดีแล้วว่าสิ่งที่มันซื้อเป็นยานอนหลับ อีกอย่างข้าพยายามส่งสัญญาณบอกพวกเจ้าแล้วว่าอย่ากินอาหารเยอะ” วินพูด

“เอาเป็นว่าพวกข้าไม่ถือโทษท่านละกัน” แอลฟ่ายิ้มมุมปาก ในสถานการณ์แบบนี้แต่เธอกลับไม่รู้สึกเสียใจ หญิงสาวโล่งใจที่มิชเชลไม่ได้ชอบโคลิก้าจริงๆ ดูเหมือนเธอจะแสดงอาการดีใจมากกว่าใครๆที่วินและมิชเชลลงเอยกันได้

“ทีนี้เราก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว เจ้าไม่ต้องนอนในห้องเล็กเพียงคนเดียวอีกต่อไปแล้ว” แอลฟ่าหันไปแซวหญิงสาวผมดำที่นั่งหน้าแดงอยู่เงียบๆ

 

หลังอาหารเช้าทั้งสี่คนเดินทางกันต่อ ตลอดทั้งเช้าพวกเขาพบเพียงแมลงขั้นต่ำ ต้นไม้ใหญ่ในป่าที่เคยพบเห็นตลอดหลายวันที่ผ่านมาล้วนเป็นพืชใบใหญ่มันเริ่มมีจำนวนลดลงเรื่อยๆ และถูกขึ้นแซมด้วนต้นสนสามใบที่ขึ้นอยู่ห่างๆกัน ท้องฟ้าในตอนบ่ายของวันนี้มีแสงแดดไม่แรงนัก ซ้ำยังมีลมพักค่อนข้างแรง ถึงกระนั้นทุกคนกลับรู้สึกเหนอะหนะไปทั้งตัวราวกับว่าไม่ได้อาบน้ำมาหลายวัน

“ข้ารู้สึกเหนียวเหนอะหนะไปทั้งตัวเลย” แอลฟ่าร้องขึ้น

“ไม่ใช่แค่ตัว ผมของข้าก็กระด้างไม่นุ่มเหมือนเคย” ออนก้าบ่น

“นั่นสิข้าไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน” มิชเชลเสริม

“สังเกตจากสัตว์แถวนี้ที่เป็นสัตว์ขั้นต่ำ ข้าคิดว่าเราคงอยู่ไม่ไกลจากเมือง” เสียงของชายหนุ่มดังขึ้น

 

“ท่านวิน ออนก้า มิชเชล พวกเจ้าดูสิ แม่น้ำสายนี้กว้างใหญ่เสียจนไม่เห็นฝั่งตรงข้ามเลย ข้ากำลังอยากอาบน้ำอยู่พอดีเลย” แอลฟ่าร้องด้วยความดีใจเมื่อเห็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ที่สะท้อนแสงแดดยามบ่ายเป็นสีเงินระยิบระยับ หญิงสาววิ่งย่ำลงไปบนผืนทรายเพื่อไปยังริมน้ำ

“นั่นสิ แต่ทำไมตลิ่งของมันล้วนเป็นทรายละเอียดยาวตลอดแนว ซ้ำยังมีคลื่นสูงที่ซัดเข้าฝั่งตลอดเวลา” ออนก้ายืนงง

“แม่น้ำที่เจ้าพูดถึงนะมันคือทะเล เจาลองชิมน้ำดูสิ น้ำทะเลรสชาดดีมากเลยนะ” มิชเชลพูดจบเธอบ่ายหน้าออกพยายามกลั้นหัวเราะ

“อี๋ๆๆ แหวะๆๆ เค็ม มิชเชล เจ้ากล้าหลอกข้ารึ” แอลฟ่าบ้วนน้ำทะเลทันทีที่เธอวักมันเข้าปาก เธอวิ่งไล่หญิงสาวผมดำไปรอบๆ ท่ามกลางเสียงหัวเราะชอบใจของคนทั้งสาม

“มิชเชลเจ้าเคยมาทะเลด้วยรึ” ออนก้าปาดน้ำตาที่หางตากก่อนจะหายใจเข้ายาวๆ

“ไม่เคยมา ข้าเคยได้ยินพวกทหารคุยกันสมัยเป็นแม่ทัพ”

 

คนทั้งสี่นอนหอบอย่างเหน็ดเหนื่อยบนหาดทราบสีขาวละเอียด หลังแอลฟ่าชวนเล่นน้ำทะเลในตอนบ่ายยันเย็น ลมทะเลกระทบผิวแผ่วเบากับเสียงระลอกคลื่นกระทบชายฝั่ง ทำให้ทุกคนเหมือนจะลืมเรื่องร้ายๆที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้

“ข้าชอบที่นี่จัง” ออนก้ามองไปยังจุดที่ขอบโค้งของท้องฟ้าบรรจบกับท้องทะเลอันกว้างใหญ่ ที่ฉายสะท้อนแสงสีส้มของดวงอาทิตย์ยามเย็น

“อยู่สัก 2-3 วันได้ไหมคะ” มิชเชลกันไปออดอ้อนสามีหมาดๆ

“นะคะ น๊า...” แอลฟ่าสมทบ

“ข้าคิดว่าคืนนี้เราพักที่นี่พรุ่งนี้สายๆออกเดินทางไปทางใต้ข้ามเขาลูกนั้นไปอาจจะมีที่ที่สวยกว่านี้” ชายหนุ่มชี้ไปยังภูเขาลูกย่อมๆริมทะเล ก่อนจะพลิกตัวขึ้นคร่อมร่างหญิงสาวผมสีน้ำตาลที่นอนเคลิ้มกับวิวด้านหน้า

“ตามสบายเลยออนก้าเย็นนี้ข้าทำอาหารเย็นเอง” มิชเชลมองชายหญิงที่กอดกันนัวเนียก่อนจะลุกขึ้นเดินหน้าแดงไปยังบ้านหลังใหญ่ที่อยู่ไม่ไกล

“ท่านวินขี้โกง” แอลฟ่าทำแก้มป่อง เธอเดินลงไปในทะเลสายตายังคงจับจ้องไปยังคนทั้งคู่

------------------------------------------

“แอลฟ่า แอลฟ่า ตื่นเร็ว” ออนก้าเขย่าหญิงสาวผมสีทองน้ำเสียงของเธอแสดงถึงความตื่นเต้น

“มีอารายย ออออนก้า เจ้าก็รู้ว่าท่านวินรังแกข้าจนไม่ได้หลับได้นอน” แอลฟ่างัวเงียขึ้นมาขยี้ตาตัวเอง

“ทะเล ทะเล ไปดูเร็ว” ออนก้ายังคงรบเร้าหญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่ลดละ

“ว้าวววว มันสวยจัง” แอลฟ่าออกมาที่หน้าบ้านพบวินและมิชเชลกำลังจดจ้องทิวทัศน์เบื้องหน้า หญิงสาวขยี้ตาตัวเองก่อนจะมองดูดวงอาทิตย์ครึ่งดวงที่กำลังโผล่ขึ้นจากน้ำทะเล แสงสีทองสาดเป็นทางยาวมาสุดที่กึ่งกลางทะเลพอดิบพอดี

----------------------------------

ตลอดทางริมฝั่งทะเลคนทั้งสี่ไม่พบสัตว์ระดับสูงแม้เพียงสักตัว เมื่อข้ามเขาลูกนั้นแล้วทุกคนเห็นว่าไกลออกไปอีกประมาณ 10 กิโลเมตรมีเมืองขนาดใหญ่ตั้งอยู่ริมทะเล ทั้งหมดเห็นตรงกันว่าควรจะเข้าพักในเมืองมากกว่าค้างคืนอยู่บริเวณตีนเขาลูกนี้

เมืองอัลเบอตี้เป็นเมืองท่าที่สำคัญของประเทศริม่าและทวีปมัธราธ เนื่องจากเหตุผล 3 ประการ ประการแรกรอบๆเมืองริม่ามีเพียงสัตว์ขั้นต่ำอาศัยอยู่ สองท้องทะเลบริเวณนี้คลื่นลมสงบ สามระยะทางจากริม่าไปยังเมืองบาซาน ประเทศไอกากิ ในทวีปเอโรกาซ่ามีระยะทางที่ใกล้ที่สุด ความจริงแล้วนอกจากริม่าแล้วยังมีอีกหลายประเทศบนทวีปนี้ที่อยู่ติดทะเลแต่ด้วยความไม่เหมาะสมหลายประการโดยเฉพาะกระแสน้ำที่เชี่ยวกราดทำให้บริเวณเหล่านั้นไม่เหมาะกับการสร้างท่าเรือ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 43 ครั้ง

5 ความคิดเห็น

  1. #439 negiharem (@negiharem) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2559 / 14:26
    #439
    0
  2. #247 เอกเองครับ (@kujaku01) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 11 กันยายน 2559 / 17:39
    แล้วอัลล่าเบิร์ดที่เหลืออีกตัวล่ะครับ
    #247
    0
  3. #230 kamol1122 (@kamol1122) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 7 กันยายน 2559 / 20:26
    สนุกดีครับ
    #230
    0
  4. #229 ชัวร์ (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 7 กันยายน 2559 / 19:50
    เมืองอัลเบอร์ตี้ เป็นพ่น้องกับอัลเบต้าป่าวคับ 555+
    #229
    0
  5. #228 phairatw (@phairatw) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 7 กันยายน 2559 / 19:01
    ขอบคุณครับ
    #228
    0