ราชันจอมเวท

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 254,487 Views

  • 1,076 Comments

  • 4,580 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    464

    Overall
    254,487

ตอนที่ 62 : ความวุ่นวายที่คุ้นชิน (ตอน 3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5737
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 54 ครั้ง
    6 ต.ค. 59

ด้านหนึ่งของภูเขาไฟลูกใหญ่ กิ้งก่าโบราณขนาดใหญ่ตัวหนึ่งที่สูงกว่า 8 เมตร ความยาวจากหัวถึงปลายหางยาวถึง 12 เมตร กำลังเดินออกจากเขตป่าดึกดำบรรพ์และกำลังมุ่งตรงไปยังภูเขาไฟลูกใหญ่ มันเดินด้วยสองเท้าหลังที่ใหญ่โตในขณะที่สองเท้าหน้าขนาดเล็กที่คล้ายมือขดงออยู่บริเวณหน้าอกของมัน หางขนาดใหญ่นอกจากช่วยในการทรงตัวแล้วยังเป็นอาวุธที่ร้ายกาจอีกหนึ่งอย่างของมัน ตลอดเส้นทางที่มันเดินมาเต็มไปด้วยซากสัตว์อสูรขั้นสูงนอนตายเกลื่อนกลาด กิ้งก่ายักษ์หันกลับไปมองซากสัตว์เหล่านั้นอย่างไม่ไยดี ฟันอันคมกริบยาว 8 นิ้วจำนวนมากอยู่ปากขนาดใหญ่ที่มีเลือดเกรอะกรัง ภายในปากของมันมีซากสิงโตที่นอนไม่ไหวติงอยู่หนึ่งตัว มันกำลังสู้อยู่กับสัตว์อสูรหน้าตาเหมือนสิงโตจำนวน 6 ตัวสิงโตเหล่านี้ยืนด้วยสองขา สิงโตที่อยู่ขั้นราชา จำนวน 6 ตัว กำลังโอบล้อมกิ้งก่ายักษ์มันสลับกันเข้าโจมตีอย่างมีรูปแบบ

สัตว์ส่วนใหญ่ในทวีปนี้เป็นสัตว์ที่พัฒนาขึ้นมากมันสามารถยืนด้วยสองเท้าและยังเฉลียวฉลาดกว่าสัตว์ตามปกติ สิงโตยืนเหล่านี้กำลังปกป้องถิ่นของตนจากกิ้งก่ายักษ์ที่หลุดออกมาจากป่าดึกดำบรรพ์ ฝูงสิงโตมองกิ้งก่าร่างใหญ่ที่ฆ่าพรรคพวกมันไปแล้วหลายตัวอย่างโกรธแค้น

---------------------------------

เช้าวันที่หกของการเดินทางคนทั้งสี่ออกเดินทางกันตั้งแต่เช้าตรู่ รถม้าเคลื่อนผ่านทางเกวียนเส้นเดิมต่างกันคือในตอนนี้สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ที่กำลังผลิดอกแข่งกันอย่างงดงาม ในเวลานี้แม้วิวสองข้างทางจะสวยงามสักเพียงไหนกลับไม่มีใครในรถม้าสนใจวิวนั่นแม้แต่คนเดียว พวกเขาคิดเพียงว่าจะทำอย่างไรให้เดินทางไปถึงเมืองอากิม่าให้ได้เร็วที่สุด เช้าวันนั้นมิชเชลรับหน้าที่ขับรถม้าโดยมีออนก้านั่งอยู่ด้านข้างเพื่อคอยตรวจสอบสัตว์ร้ายที่อาจเข้ามาโจมตี

ตลอดหลายวันที่ผ่านมากทุกๆวันคนทั้งสี่จะพบกับสัตว์อสูรย้ายถิ่นจำนวนมาก นอกจากจำนวนพวกมันที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆแล้ว สัตว์ย้ายถิ่นเหล่านั้นยังมีขั้นที่สูงขึ้นอีกด้วย แม้ว่าวินจะสามารถกำจัดสัตว์อสูรเหล่านั้นได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาทั้งสี่เครียดคือความฝันที่วินเล่าให้หญิงสาวทั้งสามฟัง (ความฝันในตอนที่ 36)

หลังจากพวกเขาพบเจอสัตว์อสูรมากขึ้น หญิงสาวทั้งสามตกลงกันว่าทั้งสามจะผลัดกันขับรถม้าโดยให้ชายหนุ่มได้พักเพื่อที่เขาจะไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป

วินรู้สึกว่ารถม้าเริ่มชะลอตัว ชายหนุ่มจึงเปิดผ้าม่านด้านข้างออก ภาพที่เห็นคือหมู่บ้านขนาดกลางแห่งหนึ่งที่มีบ้านหลังเล็กๆอยู่ประมาณ 40 หลัง บ้านทั้งหมดถูกทำลายลงจนราบ ท่ามกลางเศษซากของบ้านไม้เหล่านั้นมีศพของคนอยู่เป็นจำนวนมาก วินเห็นสัตว์อสูรจำนวนมากกำลังฉีกกินซากศพของคนเหล่านั้นโดยไม่สนใจพวกเขา แม้รถม้าของคนทั้งสี่จะหยุดอยู่ไม่ไกลจากหน้าหมู่บ้านเท่าไรนัก

มิชเชลและออนก้าที่นั่งอยู่หน้ารถทนเห็นภาพเอน็จอนาจตรงหน้าไม่ได้ แม้ว่าพวกเธอจะฆ่าสัตว์ร้ายมาเป็นจำนวนมากแต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับคนเหล่านี้มันน่าสยดสยองเกินกว่าจะรับได้ พวกเธอทั้งคู่จึงเลี่ยงที่จะมองภาพเบื้องหน้าโดยเบือนหน้าหนี

แอลฟ่าเห็นหญิงสาวสองคนหันมองทางขวาด้วยสีหนาสะอิดสะเอียน เธอจึงไปยังทิศทางที่ทั้งคู่กำลังจับจ้องอยู่ เมื่อเห็นว่าทิศที่เธอหันมองไม่มีอะไรแอลฟ่าจึงหันกลับไปยังด้านตรงข้าม หญิงสาวก้มหน้าลงทันทีที่เห็นภาพตรงหน้า หมาป่า 3 หางสีเทาขนาดใหญ่กำลังรุมกินศพชายคนหนึ่ง ห่างไปไม่ไกลเป็นฝูงแร้งมากกว่า 10 ตัวกำลังไล่จิกกินซากศพที่เหลือเพียงโครงกระดูก แอลฟ่าใช้ฝ่ามือของเธอปิดหน้าจากนั้นเธอจึงสะบัดหน้า 2-3 ครั้งเพื่อให้ลืมภาพที่เห็นเมื่อครู่

“พวกเจ้าอยู่ตรงนี้แหละ” ชายหนุ่มพูดเบาๆพอให้ได้ยินกันทั่ว จากนั้นเขาจึงค่อยๆลงจากรถม้าอย่างช้าๆ

กรรรร!!

วินเดินมาได้เพียง 10 กว่าก้าว สัตว์หลายตัวที่อยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้เงยหน้ามองเขา หมาป่าสีเทา 2 ตัวขู่คำรามในลำคอ เสียงของมันดึงดูดให้สัตว์ต่างสายพันธุ์อีกหลายตัวต่างจ้องมองมาที่ชายหนุ่มผมสีฟ้าเพียงจุดเดียว

หอกสีดำจำนวนมากพุ่งออกจากคทาสีทองของชายหนุ่ม มันพุ่งเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ จากนั้นจึงเริ่มแยกออกซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว หอกทุกอันพุ่งไปยังเป้าหมายที่ชายหนุ่มกำหนดไว้อย่างแม่นยำ ด้วยความเร็วของมันทำให้สัตว์อสูรขั้นจอมทัพเหล่านี้ไม่สามารถหลบพ้นเลยแม้แต่ตัวเดียว หอกน้ำแข็งสีดำที่เย็นจัดจนสามารถทำให้น้ำเดือดกลายเป็นน้ำแข็งได้พายในพริบตาเดียว จึงทำให้ร่างของสัตว์ที่ถูกหอกพุ่งใส่กลายเป็นน้ำแข็งในทันที

เมื่อสัตว์กลุ่มแรกที่มาเพื่อหวังจะทำร้ายวินตายลงเพราะหอกน้ำแข็ง  เสียงร้องโหยหวนของพวกมันดึงดูดให้สัตว์จำนวนมากวิ่งตรงมายังต้นกำเนินเสียง นกแร้งที่กำลังกินซากแตกฮือและบินขึ้นเพื่อหลบทางให้กับสัตว์ร่างใหญ่สีเทาด้านหลังที่วิ่งกรูกันเข้ามา ฝูงหมาป่า 3 หางหลายร้อยตัวที่อยู่กันอย่างกระจัดกระจายในครั้งแรกต่างวิ่งตรงมายังชายหนุ่มผมสีฟ้าทันทีเมื่อได้ยินเสียงการต่อสู้

วินยังคงยิงหอกน้ำแข็งใส่หมาป่าเหล่านั้น เขาสามารถใช้เวทขนาดใหญ่กำจัดสัตว์เหล่านี้ได้โดยง่ายเพียงแต่ชายหนุ่มเป็นห่วงว่าหากมีผู้รอดชีวิตหลงเหลืออยู่เวทขนาดใหญ่จะทำให้พวกเขาเหล่านั้นต้องรับเคราะห์ไปด้วย

หอกน้ำแข็งพุ่งออกจากคทาสีทองอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ต่างไปจากเมื่อก่อนคือชายหนุ่มเพียงชี้ปลายคทาออกไปด้านหน้าโดยที่ไม่ต้องส่ายซ้ายขวาเหมือนในอดีต เขาเพียงใช้สายตากวาดมองไปยังสัตว์เหล่านั้น และเพ่งสมาธิให้จดจ่อกับสัตว์ที่ต้องการยิงใส่ เพียงเท่านี้หอกน้ำแข็งสีดำที่มีความยาวเพียงหนึ่งฟุต จะพุ่งตรงไปยังเป้าหมายที่เขาต้องการโดยแม่นยำ

ความยาวของหอกธาตุที่ชายหนุ่มใช้ในปัจจุบันมีขนาดสั้นกว่าหอกธาตุที่เขาใช้ในอดีตกว่าครึ่ง แต่ความรุนแรงกลับมากกว่าเดิมหลายเท่าตัวนัก นั่นทำให้ชายหนุ่มใช้มานาน้อยกว่าเดิมเล็กน้อยในการยิงหอกธาตุออกไปหนึ่งอัน

ความเหนื่อยล้าในอดีตเกิดจากการที่วินใช้มานามากเกินไป ในขณะที่ปัจจุบันชายหนุ่มมีมานาเพิ่มขึ้นมากมายจนทำให้เขาสามารถยิงเวทได้ทั้งวัน ความเหนื่อยล้าของเขาในปัจจุบันคือการต้องใช้สมาธิควบคุมเวทมนต์ให้พุ่งเข้าหาเป้าหมาย สมาธิไม่ต้องแลกมาด้วยการเสียมานาเหมือนกับเวทมนต์ แต่สมาธิเกิดจากการฝึกให้สติจดจ่อไม่วอกแวก การที่มีสมาธิแน่วแน่นอกจากจะทำให้เวทมนต์พุ่งเข้าหาเป้าหมายได้แม่นยำแล้วมันยังเพิ่มความรุนแรงให้กับเวทมนต์ได้อีกด้วย

วินใช้เวลาไม่นานในการกำจัดสัตว์อสูรที่อยู่ภายในหมู่บ้านแห่งนี้ หลังจากเขาแน่ใจว่าพวกมันตายหมดแล้ว ชายหนุ่มจึงเดินเข้าไปสำรวจหาผู้รอดชีวิตภายในซากปรักหักพังของบ้านเรือนในหมู่บ้าน เขาเดินผ่านศพมนุษย์ทั้งร่างเล็กและร่างใหญ่หลายสิบศพ สภาพศพทั้งหมดดูน่าสยดสยองยิ่งนัก วินหยุดอยู่หน้าศพที่เขาเข้าใจว่าเป็นผู้หญิงคนหนึ่งทั่วทั้งตัวของเธอมีแผลฉีกขาดอยู่เต็มไปหมด หญิงสาวคนนี้กำลังกอดร่างเด็กเล็กๆไว้ในอ้อมอกน่าเสียดายที่เธอไม่สามารถปกป้องเด็กคนนั้นไว้ได้ ชายหนุ่มเผลอกัดปากตัวเองจนเลือดไหลเป็นทาง เขาไม่ได้โทษที่ตัวเองมายังหมู่บ้านแห่งนี้ช้าเกินไป เขาโกรธที่สัตว์อสูรเข้าทำลายหมู่บ้าน วินมั่นใจว่าต้นเหตุของเรื่องเหล่านี้เกิดจากสัตว์ร้ายที่กลืนกินวิญญาณธาตุจนกลายเป็นอสูรร้าย

วินเดินกลับมายังรถม้าที่ออนก้านำมาจอดไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ห่างจากหมู่บ้านออกไปราว 200 เมตร ภาพอันน่าสยดสยองยังคงติดตาพวกเธอถึงตอนนี้ มันทำให้มิชเชลถึงกับกินอาหารเที่ยงไม่ลง

“มิชเชลเจ้าเป็นอะไรไหม” ชายหนุ่มถามขึ้นอย่างเป็นห่วง เขาจับมือของเธอแล้วลูบอย่างแผ่วเบา

“ขอโทษด้วยที่ทำให้ท่านเป็นห่วง ข้าแค่รู้สึกกินอะไรไม่ลง” หญิงสาวบีบมือชายหนุ่มหนึ่งครั้ง ทั้งสองนั่งเงียบๆอยู่ครุ่ใหญ่ มิเชลจึงเดินมาดูม้าทั้งสองตัวที่กำลังก้มเล็มหญ้าข้างทาง มิชเชลลูบบริเวณคอม้าทั้งสองตัว มันร้องเบาๆ และโยกหัวเล็กน้อยอย่างพอใจ

หญิงสาวสองคนที่กำลังนั่งทานอาหารอยู่ข้างๆ มองมายังหญิงสาวผมสีดำ เมื่อเห็นว่าเธอรู้สึกผ่อนคลายลงกว่าเก่าทั้งคู่ถอนใจเบาๆอย่างโล่งใจ

 

รถม้าเริ่มออกเดินทางอีกครั้งแอลฟ่ารับหน้าที่เป็นคนขับรถโดยให้มิชเชลไปนั่งพักผ่อนในห้องโดยสาร รถม้าแล่นไปได้พักใหญ่ก็เริ่มเข้าเขตป่าทึบอีกครั้ง แม้ว่ายังคงมีถนนให้รถม้าวิ่งได้อยู่แต่ต้นไม้ใหญ่สองข้างทางกลับแผ่กิ่งก้านมาบรรจบกันตรงกลางถนนพอดี ทำให้เหมือนกับรถม้าวิ่งอยู่ในอุโมงต้นไม้ยาวสุดสายตา แม้จะเป็นกลางวันแต่แสงอาทิตย์กลับส่องผ่านอุโมงต้นไม้ได้ไม่มากนัก บรรยากาศจึงคล้ายกับช่วงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า

“แอลฟ่าเจ้าขับรถม้าไปเรื่อยๆ ข้าขอล่วงหน้าไปดูเส้นทางก่อน” ชายหนุ่มบอกให้แอลฟ่าหยุดรถ เมื่อพูดจบปีกธาตุลมกว้างกว่า 2 เมตรถูกกางออก วินลองกระพือปีกอยู่ 2-3 ครั้งจากนั้นเขาจึงบินขึ้นไปเหนือยอดไม้ ชายหนุ่มลอยอยู่เหนือยอดไม้ใหญ่ที่สูงกว่า 20 เมตร เขาค่อยๆมองไปรอบๆทั้งใกล้และไกลเพื่อค้นหาสัตว์อสูร เมื่อไม่พบจึงมุ่งหน้าไปยังปลายทางของอุโมงต้นไม้

 

แอลฟ่าขับรถม้าต่อไปเรื่อยๆ 2 ชั่วโมงต่อมาเธอเห็นแสงสว่างอยู่ด้านหน้าที่ปลายอุโมงต้นไม้ เมื่อรถม้าออกมาพ้นอุโมงต้นไม้เธอได้พบกับทุ่งโล่งขนาดใหญ่ เธอรู้สึกแปลกใจกับสภาพภูมิประเทศบริเวณนี้เป็นอย่างมาก แต่สิ่งที่ทำให้หญิงสาวสองคนที่อยู่หน้ารถม้าแปลกใจยิ่งกว่าคือซากสัตว์อสูรนับพันตัวที่ตายอยู่เกลื่อนทุ่งหญ้าเตี้ยๆ แอลฟ่ามองไปยังเนินเตี้ยๆห่างไปอีกประมาณ 300 เมตร เธอเห็นบ้านหินสองชั้นตั้งเด่นอยู่บนเนินแห่งนั้นหน้าบ้านมีชายหนุ่มผมสีฟ้ายืนรอพวกเธออยู่ เลยเนินดินไปไม่ไกลเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่ทอดยาวจากเหนือลงใต้ ไม่ไกลนักมีสะพานไม้ขนาดใหญ่พอที่ให้รถม้าวิ่งผ่านได้

“ยิ่งเรามาใกล้เมือง ยิ่งพบสัตว์ขั้นสูงมากขึ้นทุกที” วินพูดขึ้นลอยๆเมื่อรถม้าจอดสนิทหน้าบ้าน

ออนก้าและแอลฟ่าจูงม้าคนละตัวไปยังคอกที่พัก

“เราจะค้างคืนที่นี่หรือคะ ยังไม่ค่ำเลยนะ” แอลฟ่าหันกลับมาถามวินก่อนจะนำม้าเข้าคอก

“อืม...สะพานที่ใช้ข้ามแม่น้ำแห่งนี้ชำรุด เราคงต้องพักค้างคืนที่นี่ก่อน” วินตอบ

“เหนื่อยไหมคะ” มิชเชลเดินยิ้มตรงมายังชายหนุ่มหลังจัดการกับรถม้าเสร็จ

วินก้มลงจูบหญิงสาวแทนคำตอบ

----------------------------------------------------------------------------------

รถม้าเคลื่อนไปช้าๆบนสะพานหินที่ถูกสร้างขึ้นใหม่เมื่อเช้านี้ ในทีแรกวินตั้งใจจะซ่อมสะพานเดิมให้พอใช้ได้เท่านั้น แต่เมื่อมาดูสภาพความเสียหายของมันแล้ว ชายหนุ่มคิดว่าการที่จะสร้างสะพานขึ้นมาใหม่อาจใช้เวลาน้อยกว่าซ่อมสะพานเดิมที่เสียหายหนัก แผ่นไม้ที่หักและหลุดร่วงลงไปในน้ำมากกว่าสิบแผ่น แม้แต่ตอม่อที่ทำจากต้นไม้ขนาดใหญ่ปักอยู่กลางแม่น้ำยังเอียงจนดูเหมือนว่ามันไม่สามารถรับน้ำหนักได้อีก

วินทำลายสะพานเก่าออกทั้งหมด เขาใช้เวทลมตัดทำลายเสาไม้กลางแม่น้ำทั้งหมด เสาหินขนาดใหญ่กว่า 3 คนโอบสูง 30 เมตรโผล่ขึ้นมาแทนที่ในต่ำแหน่งเดิม ชายหนุ่มเพิ่มเสาหินอีก 2 จุดที่ริมตลิ่งทั้งสองฝั่ง พื้นสะพานเป็นหินสีน้ำตาลแดงทอดยาวเชื่อมสองฝั่งโดยไม่มีรอยต่อของหินแม้แต่น้อย ราวสะพานสูงระดับเอวเพียงพอที่จะกั้นไม่ให้ใครตกลงไปในแม่น้ำกว้างเกือบ 100 เมตรสายนี้ได้ สะพานกว้างพอให้รถม้าวิ่งสวนกันได้ สะพานหินถูกสร้างเสร็จภายในไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ชายหนุ่มยืนยิ้มให้กับผลงานของตนเองอย่างภูมิใจ ตั้งแต่เขาเลื่อนขึ้นสู่ขึ้นราชา ชายหนุ่มสามารถสรรสร้างสิ่งต่างๆจากเวทมนต์ของเขาได้ตามที่เขาต้องการ

“ข้าว่าท่านวินน่าจะรับจ้างสร้างเมืองนะ” แอลฟ่าผู้เป็นคนขับรถม้าแซวชายหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านข้าง ในขณะที่รถม้าวิ่งอยู่บนกลางสะพานท่ามกลางเสียงหัวเราะครึกครื้นของคนในรถม้า

“สักวันหนึ่งถ้าข้าเบื่อที่จะเดินทาง ข้าอาจจะสร้างเมืองให้พวกเจ้าอยู่ก็เป็นได้” ชายหนุ่มหันมายิ้มเล็กๆให้หญิงสาวทั้งสาม

เมื่อรถม้าข้ามมาถึงฝั่งตรงข้ามพวกเขาพบกับกองคาราวานของชาวบ้านหลายร้อยคนที่อพยพหนีภัยจากสัตว์อสูรบุกหมู่บ้าน ผู้คนจำนวนมากต่างแปลกใจที่เห็นคนเดินทางเข้าเมืองทั้งที่เกิดเหตุการณ์วุ่นวายมากมายถึงเพียงนี้ ในตอนนี้มีแต่ชาวบ้านที่พากันอพยพไปอยู่ต่างเมืองกันชั่วคราว

“พวกท่านจะเดินทางเข้าเมืองรึ” เสียงชายวัย 40 ปีผิวเข้มที่ขับรถม้าที่กำลังจะสวยทางกันกล่าวทักทายคนทั้งสี่

“ใช่ ว่าแต่พวกท่านกำลังจะไปไหนกัน” วินถามกลับ

“ข้าว่าพวกท่านอย่าไปเลยดีกว่า ตอนนี้หมู่บ้านรอบๆเมืองอากิม่าเกิดวิกฤตสัตว์อสูรบุกอย่างหนัก พวกข้าจึงตั้งใจจะหลบไปอยู่บ้านญาติที่ต่างเมือง” ชายคนนั้นพูดอย่างเป็นห่วง

ขบวนรถม้าของชาวบ้านขยับเข้าใกล้สะพาน ชายคนหนึ่งชี้ไปยังสะพานไม่มีเสียงใดหลุดรอดออกจากปากของเขา ตาของเขาเหลือกราวกับเจอกับสัตว์ร้าย ชาวบ้านทั้งหมดพร้อมใจกันหันมองตามมือของชายคนนั้น ทุกคนต่างมีอาการคล้ายกันคือตกใจอย่างสุดขีด

“สะ..สะ..สะพาน” หลายคนพูดเสียงตะกุกตะกัก พวกเขาเป็นคนพื้นที่นี้ย่อมรู้ดีว่าสะพานแห่งนี้เป็นสะพานไม้เก่าๆที่ผุพักไปตามอายุ ทางการบอกว่าจะส่งทหารมาซ่อมให้แต่ก็ยุ่งแต่กับสัตว์ร้ายที่บุกหมู่บ้านจนไม่มีคนเหลือพอจะมาซ่อมสะพาน แต่ทำไมอยู่ๆราวกับว่าสะพานไม้กลับหายไป แล้วถูกแทนที่ด้วยสะพานหินขนาดใหญ่อันแข็งแรง ชาวบ้านทั้งหมดลงจากรถม้ามายืนดูสะพานหินด้านหน้า บางคนก้มลงใช้กำปั้นของตนทุบหินสีน้ำตาลแดงเบาๆอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง

รถม้าของคนทั้งสี่ยังคงเดินหน้าต่อไป ทั้งหมดไม่ได้หันไปมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้านหลัง หญิงสาวสองคนที่นั่งอยู่ในรถม้าเห็นชายหนุ่มผมสีฟ้านั่งยืดอกขึ้นอย่างภูมิใจ ทั้งคู่ปิดปากหัวเราะราวกับกลัวว่าเสียงหัวเราะของพวกเธอจะทำลายบรรยากาศที่เปี่ยมความสุขของชายหนุ่ม

-------------------------------

ใกล้ปากปล่องภูเขาไฟหินหลอมเหลวที่อยู่ใต้ภูเขาไฟขนาดใหญ่ถูกขับดันขึ้นมาตามรอยแยกเล็กๆที่อยู่ภายในปากปล่องภูเขาไฟทำให้บรรยากาศโดยรอบร้อนระอุ ไม่มีพืชและสัตว์ใดอาศัยอยู่ภายในอาณาบริเวณหลายร้อยตารางเมตรใกล้ปากปล่องภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นนี้ได้ นอกจากโทรลยักษ์ตัวหนึ่งมันมีความสูง 8 เมตรทั่วทั้งร่างของมันถูกปกคลุมด้วยลาวาสีแดงฉาน อสูรโทรลที่กินวิญญาณธาตุไฟและดินเข้าไปจนทำให้มันได้รับพลังจากสองธาตุรวมกัน ธาตุไฟและดินที่เป็นอริกันแต่เมื่อถูกหลอมรวมอยู่ภายในร่างกายอันใหญ่โตของอสูรโทรลแล้วมันกลับกลายเป็นการเสริมสร้างกันอย่างไม่น่าเชื่อ แม้ว่ามันไม่สามารถจะใช้เวทมนต์อื่นใดได้แต่ผิวหนังที่กลายเป็นลาวานั่นทำให้ไม่มีสัตว์อสูรชนิดใดสามารถทำอันตรายมันได้เลย

หลังจากมันเข้าสู่ขั้นราชา ทุกๆวันเหล่าโทรลที่เป็นลูกน้องจะนำสัตว์อสูรมาให้มันกินโดยที่มันไม่ต้องออกล่าเยื่ออีก ด้วยขนาดที่ใหญ่โตกว่าโทรลทั่วไป มันต้องสูญเสียพละกำลังของร่างกายเป็นอย่างมากหากมันสร้างลาวาขึ้นปกคลุมร่างกายของมัน อสูรโทรลจึงต้องการอาหารจำนวนมาก เมื่อสัตว์อสูรที่อยู่บริเวณภูเขาไฟร่อยหรอเหล่าโทรลจึงต้องออกล่าสัตว์อสูรที่อยู่ห่างออกไป แม้ว่าโทรลจะเป็นนักล่าแต่โดยปกติแล้วพวกมันมักอยู่กันอย่างสันโดษ หลังจากที่อสูรโทรลปรากฎกายขึ้นพวกโทรลที่เคยอยู่อย่างสันโดษจึงต้องรวมกลุ่มกันล่าเนื่องจากพวกมันไม่สามารถสู้อสูรโทรลตัวนี้ได้

อสูรโทรลมักอาศัยอยู่ใกล้ปากปล่องภูเขาไฟเนื่องจากความร้อนของภูเขาไฟทำให้มันรู้สึกสบายตัว วันนี้มันรู้สึกว่าอาณาเขตของมันถูกบุกรุกจากสัตว์อสูรขนาดใหญ่ที่เหล่าโทรลที่เป็นลูกน้องของมันไม่สามารถสู้ได้

-----------------------------

หลังมืออาหารเช้าวันต่อมา วินบินกลับลงมายืนอยู่หน้าบ้านสองชั้นหลังใหญ่ ปีกธาตุลมคู่ใหญ่ถูกสลายลง หลังจากชายหนุ่มบินด้วยปีกธาตุลมได้คล่องแคล่วเขามักจะบินขึ้นไปดูทางข้างหน้าจากที่สูง วันนี้เขาเห็นภูเขาไฟขนาดใหญ่อยู่ไกลลิบ กับควันไฟเกิดขึ้นหลายจุดห่างๆกันซึ่งคาดว่าน่าจะเกิดจากไฟไหม้หมู่บ้านหลังถูกสัตว์อสูรบุกรุกทำลาย

“แอลฟ่าหยุดรถ” ออนก้ากระซิบข้างหูหญิงสาวผมทองหลังจากรถม้าเดินทางมาพักใหญ่ออนก้าเริ่มรู้สึกได้ถึงสัตว์อสูรจำนวนมากกำลังมุ่งหน้ามายังรถม้าของพวกตน วินเดินลงจากรถเป็นคนแรก ในขณะที่เขากำลังกางปีกธาตุลมเพื่อที่จะบินขึ้นไปสำรวจนั้นป่าด้านหน้าเริ่มมีการเคลื่อนไหว เสียงฝีเท้าสัตว์จำนวนมากกำลังมุ่งตรงมายังพวกเขา

ตึง! ตึง! ตึง!

เสียงการก้าวเดินของสัตว์ขนาดใหญ่ดังขึ้นเป็นจังหวะจนคนทั้งสีรู้สึกว่าพื้นดินรอบข้างสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงต้นไม้ล้มดังเข้ามาใกล้มากขึ้นทุกที คนทั้งสี่ถอยหลังไปชิดขอบถนนอีกด้านหนึ่ง มิชเชลปลดรถม้าออกจากม้าทั้งคู่แล้วเก็บเข้าแหวนในทันที แม้ว่าม้าทั้งสองตัวจะมีลูกแก้วที่บรรจุเวทเกราะธาตุลมเอาไว้ก็ตาม แต่สถานการณ์ครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา เธอคาดว่าเจ้าของฝีเท้าที่สร้างเสียงดังสนั่นคงมีร่างกายที่ใหญ่มาก จะเป็นการดีในการหลบหนีเมื่อม้าทั้งคู่ไม่มีรถม้าคอยถ่วง ทั้งหมดนี้เธอทำเพื่อความปลอดภัยของม้าทั้งคู่

วินจับจ้องไปยังต้นไม้ใหญ่ริมถนนฝั่งตรงข้าม ชายหนุ่มกางเวทตรวจสอบไปจนสุด เขาพบสัตว์อสูรขนาดใหญ่นับพันตัว วินไม่ได้กังวลเรื่องจำนวนสัตว์อสูรเหล่านี้ สิ่งที่เขาเป็นห่วงคือสัตว์อสูรสองเท้าขนาดใหญ่ยักษ์เจ้าของเสียงเดินที่ดังสนั่นหวั่นไหวนับร้อยตัวที่เดินอยู่ด้านหลังสุด

 

กระทิงสองเท้า ธาตุดิน

ขั้นขุนพล ระดับ 3

 

กระทิงสีน้ำตาลเดินด้วยสองเท้าสูงเกือบ 3 เมตรออกมาจากชายป่าเป็นกลุ่มแรก แขนขนาดใหญ่ยาวจนเกือบถึงพื้น ลำตัวของพวกมันเต็มไปด้วยมัดกล้าม เขาขนาดใหญ่มีความยาวมากกว่า 1 เมตร ชายหนุ่มสังเกตเห็นตามตัวของกระทิงเหล่านี้หลายตัวเต็มไปด้วยบาดแผล หลายตัวเหลือเขาเพียงข้างเดียว เลือดสีแดงอาบทั่วร่างของพวกมัน แม้สายตาของพวกมันจะดูแข็งกร้าวแต่แฝงไปด้วยความหวาดกลัว

หญิงสาวทั้งสามมองกระทิงสองเท้าจำนวนมากที่ทยอยออกมายืนบนถนน มันยืนห่างพวกเขาไปประมาณ 100 เมตร พวกเธอสงสัยเป็นอย่างมากกับพฤติกรรมของพวกมัน กระทิงที่แข็งแรงหลายร้อยตัวกำลังปกป้องกระทิงบาดเจ็บรวมถึงลูกกระทิงตัวเล็กๆอีกหลายตัว พวกมันไม่ได้เข้าโจมตีหมู่บ้านของมนุษย์ แม้ร่างกายของพวกมันจะใหญ่โตจนดูน่ากลัว กระทิงเหล่านี้เป็นสัตว์อสูรกินพืชและพวกมันเป็นพวกรักสันติ พวกมันต่างหากที่เป็นฝ่ายถูกตามล่า

ฝูงกระทิงหักกลับไปมองป่าที่พวกมันเพิ่งวิ่งออกมาอย่างหวาดกลัว จากนั้นไม่นานพวกมันรีบวิ่งข้ามถนนสายใหญ่เพื่อเข้าป่าฝั่งที่กลุ่มของวินยืนอยู่ หลังจากกลุ่มแรกหายเข้าไปไม่นาน กระทิงกลุ่มต่อมาโผล่ออกมาจากชายป่าพวกมันยืนอยู่ในจุดที่กระทิงกลุ่มแรกยืนอยู่เมื่อครู่ ฝูงกระทิงมากกว่า 600 ตัวหันมองคนทั้งสีแล้วหันกลับไปยังด้านหลังของมันเหมือนกับกระทิงกลุ่มแรก พวกมันค่อยๆถอยออกห่างจากชายป่าที่เพิ่งออกมาแต่ไม่ได้กระโจนเข้าป่าเหมือนกับกระทิงกลุ่มแรก มันกำลังถ่วงเวลาผู้ล่าขนาดยักษ์เพื่อให้กระทิงกลุ่มแรกได้หนี

 

โทรล ธาตุไฟ

ขั้นจอมทัพ ระดับ 9

 

ไม่นานคนทั้งสี่เห็นสัตว์ผู้ล่าที่ทำให้กระทิงขนาดใหญ่จำนวนมากต้องบาดเจ็บและหวาดกลัว มันคือโทรลธาตุไฟขนาดใหญ่ที่สูงกว่า 6 เมตรนับร้อยตัว มันมีลักษณะคล้ายกับโทรลที่พวกเขาพบบนภูเขาเมื่อครั้งที่ออกหาแร่ให้แก่ราฟ ต่างกันที่พวกนี้อยู่ในขั้นที่สูงกว่า กับผิวหนังสีแดงเพลิง เลือดกระทิงสีแดงที่ติดอยู่ตามลำตัวของพวกมันดูกลมกลืนกับผิวหนังสีแดง มือของพวกโทรลถือต้นไม้ขนาดใหญ่ฟาดไส่กระทิงที่พยายามเข้าสู้ ขณะที่โทรลหลายตัวมีซากกระทิงอยู่ในมือ เขาอันแหลมคมของกระทิงไม่สามารถทำอะไรพวกโทรลได้แม้แต่น้อย ผิวหนังของพวกโทรลแข็งและหนาจนแม้แต่ดาบเหล็กกล้ายังไม่สามารถสร้างบาดแผลกับมันได้

มิชเชลมองฝูงโทรลยักษ์แล้วคิดถึงนักรบในหมู่บ้านที่พวกพบเมื่อวันก่อน เธอคิดในใจว่าคนที่นี่อยู่ได้อย่างไรเมื่อพื้นที่แห่งนี้มีสัตว์อสูรที่น่ากลัวเช่นนี้จำนวนมาก เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดชาวบ้านที่นี่ถึงอยู่ในขั้นที่สูงมากกว่าทวีปบ้านเกิดของเธอ นอกจากนั้นแต่ละหมู่บ้านยังมีนักรบจำนวนมาก แต่กระนั้นพวกเขาไม่สามารถสู้กับพวกมันได้หากต้องเจอกับการโจมตีของสัตว์อสูรจำนวนมากมายเช่นนี้ ผู้คนหลายหมู่บ้านจึงเลือกที่จะอพยพมากกว่าการปะทะกับพวกมัน

เมื่อโทรลยักษ์โผล่ออกมาจากชายป่าโทรลหลายตัวยังคงติดตามกระทิงฝูงนั้นไปอย่างไม่ลดละ ขณะที่โทรลประมาณ 10 ตัวกลับมุ่งหน้ามายังคนทั้งสี่ ม้าสองตัวเมื่อเห็นโทรลร่างยักษ์เดินเข้ามาใกล้พวกมันตกใจวิ่งหนีไปคนละทาง ตัวหนึ่งวิ่งเข้าป่าด้านหลังส่วนอีกตัวกลับวิ่งไปยังป่าฝั่งที่พวกโทรลออกมา

โทรลตัวหนึ่งโผล่ออกมาจากป่าเมื่อมันเจอม้าที่วิ่งมาด้วยความแตกตื่น โทรลยักษ์ฟาดต้นไม้ใส่ม้าทันทีแต่ม้าโชคดีที่เกราะธาตุลมยังสามารถป้องกันแรงกระแทกอันรุนแรงจากต้นไม้ในมือยักษ์สูง 6 เมตรตัวนั้นได้ เมื่อมันเห็นม้าไม่เป็นอะไรจึงกระหน่ำตีต่อไปอย่างไม่ยั้ง แม้เกราะธาตุลมจะสามารถป้องกันอาวุธได้เป็นอย่างดีแต่การโจมตีจากโทรลยักษ์อย่างซ้ำๆทำให้เกราะนั้นแตกสลายไป ม้าโชคร้ายที่ตกใจกลัวจนไม่สามารถวิ่งต่อได้กลายเป็นเป้านิ่งให้สัตว์อสูรร่างใหญ่ฟาดจนร่างแหลก

ทั้งหมดเกิดขึ้นเร็วมากจนคนในกลุ่มของวินไม่สามารถช่วยม้าตัวนั้นได้ทัน วินยิงหอกน้ำแข็งใส่โทรลตัวนั้นอย่างต่อเนื่อง หอกเหล่านั้นพุ่งใส่หัวของมันอย่างแม่นยำแต่มันก็ช้าเกินไปที่จะช่วยม้าโชคร้ายจากเงื้อมมือโทรลยักษ์ตัวนั้น


---------------------------------------------------------------------------

ต้องขอโทษด้วยที่ลงข้ามตอนไป คิดว่าเป็นโบนัสละกันครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 54 ครั้ง

4 ความคิดเห็น

  1. #346 Pisit16 (@Pisit16) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2559 / 12:35
    ขอบคุณครับ
    #346
    0
  2. #340 เอเอ (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 29 กันยายน 2559 / 23:35
    ขอบคุณครับ
    #340
    0
  3. #339 kamol1122 (@kamol1122) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 29 กันยายน 2559 / 22:34
    สนุกดีครับ
    #339
    0
  4. #338 Hardwork Better Nowork (@victor19) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 29 กันยายน 2559 / 21:41
    ขอบคุณคับ
    #338
    0