ราชันจอมเวท

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 254,409 Views

  • 1,076 Comments

  • 4,580 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    386

    Overall
    254,409

ตอนที่ 82 : เมืองคนเถื่อน (ตอน 1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3777
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 33 ครั้ง
    2 ธ.ค. 59

            เลือดสีม่วงจางๆลอยกระจายรอบตัวแอลฟ่า ร่างขนาดใหญ่เจ้าของเลือดสีม่วงกำลังตะเกียกตะกายเพื่อหนีให้พ้นเงื้อมมือเพชรฆาตสาว

            หลังจากแอลฟ่าดึงมือมิชเชลและออนก้าเพื่อลงเล่นน้ำทะเล ออนก้ารู้สึกแปลกๆเมื่ออยู่ๆพื้นทรายที่เธอเหยียบกลับขุ่นขึ้นในทันทีเหมือนกับว่ามีสัตว์ขนาดใหญ่พุ่งขึ้นมาหลังจากหลบซ่อนอยู่ในพื้นทราย เธอดึงมือแอลฟ่าเพื่อให้รอดพ้นจากก้ามขนาดใหญ่ของมัน <กงเล็บเสือดำ> ตัดผ่านก้ามใหญ่ยักทั้งคู่ของมันอย่างรวดเร็ว

            ออนก้าไม่ยอมให้มันหนีรอดเธอพุ่งไปแทงเข้ากลางลำตัวจนเลือดสีม่วงของปูยักษ์กระจายเต็มพื้นน้ำ

            “เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม แอลฟ่า” ออนก้าหันกลับมาถามหญิงสาวผมสีทองที่กำลังงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

            “ข้าไม่เป็นไรขอบใจเจ้ามากออนก้า” แอลฟ่าลากร่างขนาดใหญ่ของผู้ลอบทำร้ายขึ้นฝั่ง

            “ที่นี่ไม่ปลอดภัยซะแล้วสิ” มิชเชลช่วยออนก้าลากก้ามปูขนาดใหญ่คนละข้าง

            “แต่ข้ากลับคิดว่า ปูตัวใหญ่ขนาดนี้คงกินไปได้หลายวัน” ชายหนุ่มมองไปยังก้ามปูขนาดใหญ่ มันมีความยาวเกือบเท่าความสูงของหญิงสาว

            แอลฟ่าวางสัตว์ทะเลตัวใหญ่ลงบนทรายอย่างมีน้ำโห เพราะมันทำให้เธอหมดสนุกกับการเล่นน้ำทะเลที่ยังไม่ได้เริ่มเล่น เจ้าหนึ่งถึงสี่วิ่งมาดมสัตว์ทะเลตัวใหญ่ด้วยความอยากรู้ พวกมันใช้เท้าเขียไปยังร่างไร้วิญญาณที่แอลฟ่าลากขึ้นมาจากทะเลจากนั้นจึงสลับกันเห่าใส่ปูร่างยักษ์อย่างเกรี้ยวกราด

           

            ตูม ตูม ตูม

            วินยิงเวทน้ำใส่ชายหาดที่ว่างเปล่าเป็นระยะๆ เขาต้องการกระตุ้นให้ปูทะเลยักษ์โผล่ออกมาจากที่ซ่อนจึงใช้เวทน้ำระดับหนึ่งเท่านั้น เมื่อพื้นทรายมีการสั่นไหวปูยักษ์ที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นทรายหลายตัวจึงพากันออกมาจากที่ซ่อน ด้วยคิดว่ามีเหยื่ออันโอชะมาให้มันกิน ปูจำนวน 8 ตัววิ่งตรงมายังจุดที่คนทั้งสี่ยืนอยู่ในทันทีที่มันโผล่จากทราย

            วินปล่อยให้หญิงสาวทั้งสามคนเป็นคนจัดการกับปูทั้ง 8 ตัว ตัวเขานั้นหันมาให้ความสนใจกับก้ามปูขนาดใหญ่ที่มิชเชลลากขึ้นมาไว้ ชายหนุ่มจับมันตั้งขึ้นแล้วใช้สองมือประกบก้ามปูขนาดใหญ่เอาไว้ ฝ่ามือของเขาค่อยๆกลายเป็นสีแดง ชายหนุ่มค่อยๆให้ความร้อนกับก้ามปูด้วยเวทไฟ

            ก่อนที่ก้ามปูขนาดใหญ่จะสุกหญิงสาวทั้งสามได้จัดการเก็บซากปูทั้งหมดไว้ในแหวนเก็บอาหารเสร็จเรียบร้อย

            “ออนก้าซอสสีแดงที่ซื้อเมื่อครั้งที่อยู่ในเมืองโตบายังอยู่ไหม” วินตะโกนถามขณะที่สองมือยังคงให้ความร้อนกับก้ามปู

            “ข้าจำได้ว่ายังเหลืออยู่ขวดนึง” ออนก้าตั้งบ้านของพวกเขาที่ชายป่าห่างจากชายหาดเพียง 50 เมตร เธอเดินหายไปในบ้านครู่หนึ่งเพียงไม่นานก็กลับออกมาพร้อมกับขวดซอสสีแดงที่เคยใช้จิ้มแมลง

            กลิ่นหอมของปูเผาลอยไปทั่วหมาป่าทั้งสี่มานั่งกระดิกหางรออยู่ข้างๆชายหนุ่ม

            “หลีกๆ พวกข้าออกแรงยังไม่ได้กินเลยพวกเจ้ามารอก่อนได้อย่างไร” แอลฟ่าเดินแหวกกลางระหว่างเจ้าสองและเจ้าสามแล้วตรงไปนั่งข้างๆพ่อครัวหนุ่ม ท่ามกลางเสียงหัวเราะเล็กๆของหญิงสาวอีกสองคน

            “แอลฟ่าเจ้านี่ชอบแกล้งเจ้าขนฟูพวกนี้อยู่เรื่อยเลย” มิชเชลใช้สองมือลูบหัวเจ้าสองและเจ้าสามที่ทำหน้างง

            “ก้ามปูน่าจะสุกแล้ว แอลฟ่าช่วยหน่อย” พ่อครัวหนุ่มวางก้ามปูยักษ์ลงบนแท่งหินทรงสี่เหลี่ยมที่เขาสร้างขึ้น

            แอลฟ่าใช้ดาบสีทองเล่มบางที่หยิบออกมาจากแหวนของเธอตัดผ่าก้ามปูขนาดใหญ่เป็นส่วนๆ ชายหนุ่มแบ่งเนื้อปูก้อนใหญ่ให้กับทุกคนรวมทั้งหมาป่าทั้งสี่ที่นั่งรออาหารน้ำลายยืดเป็นทาง

            “สุกกำลังดีเลย หวานจังเนื้อก็แน่น” ออนก้าพูดชมพ่อครัวหนุ่ม

            “จริงด้วยยิ่งกินกับซอสสีแดงนี่ยิ่งอร่อย” แอลฟ่าพูดอู้อี้เพราะเนื้อปูเต็มปาก

            “ข้าเคยกินฝีมือท่านวินครั้งสุดท้ายเมื่อไรน๊า” มิชเชลแซวชายหนุ่ม

            “เนื้อปูสดๆนี่อร่อยจัง ข้ากินไม่ไหวแล้ว” วินเช็ดปากแล้วล้มตัวลงนอนบนพื้นทราย

            “แน่ละ ที่ท่านกินเข้าไปนั่นสองกิโลกรัมได้มั้ง” ออนก้าหัวเราะ

เจ้าหนึ่งถึงสี่กินเสร็จแล้วมันมานอนหมอบอยู่ข้างๆชายหนุ่ม

 

            หลังจากเมื่อสองวันก่อนกลุ่มของวินกำจัดปูยักษ์จำนวน 10 กว่าตัวไปแล้ว หญิงสาวทั้งสามไม่กล้าที่จะลงเล่นน้ำทะเลโดยที่ไม่มีการป้องกัน ทุกครั้งก่อนที่พวกเธอจะลงเล่นน้ำทะเล วินจะสร้างกำแพงใสธาตุลมล้อมรอบพื้นที่ขนาดใหญ่ริมทะเลเพื่อป้องกันสัตว์ร้ายก่อนทุกครั้ง ด้วยกำแพงธาตุลมที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หากแต่มันสามารถป้องกันการบุกรุกจากสัตว์ร้ายในทะเลได้ไม่ต่างจากเกราะธาตุลมของชายหนุ่ม

ในตอนนี้พวกเขากำลังเดินทางมุ่งหน้าไปยังทะเลทรายที่กว้างใหญ่ที่อยู่ใจกลางทวีปเอโรกาซ่าแห่งนี้ซึ่งจะต้องผ่านเมืองบอนี่ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศตุรุสที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปแห่งนี้ พวกเขาตัดสินใจเดินทางเลียบหาดทรายที่ทอดยาวหลายพันกิโลเมตรไปทางทิศใต้แทนการเดินทางในป่าที่ต้องผ่านเมืองหน้าด่าน 2 แห่งของประเทศนี้

 

5 วันต่อมา

วินมองลงบนแผนที่แผ่นใหญ่ที่วางอยู่บนพื้นหินราบเรียบหากจะเดินทางเข้าเมืองบอนี่ พวกเขาจะต้องข้ามเทือกเขาสูงแห่งนี้ ชายหนุ่มบินนำม้าตัวใหญ่สีขาวที่ออนก้าขี่ไปยังทางขึ้นเขาสายเล็กๆที่มีน้อยคนจะใช้ทางเส้นนี้

เวลาผ่านมาแล้วกว่าครึ่งวัน ม้าสองตัวกำลังเดินลัดเลาะไปตามทางเดินแคบๆข้างไหล่เขาเพื่อหาทางข้ามฟากไปยังฝั่งตรงข้าม ด้านล่างเป็นหน้าเหวที่มีความสูงมากกว่า 700 เมตร แม้ว่าจะมีเกราะธาตุลมของวินช่วยป้องกันความร้อนแต่แสงแดดแรงกล้าในยามบ่ายส่องกระทบนัยตาทำให้ม้าที่ออนก้าขี่เริ่มตาพร่ามัว มันเดินเซไปมาก่อนที่ขาหน้าข้างหนึ่งจะพลาดไถลจนเกือบตกเหว โชคดีที่ชายหนุ่มที่บินอยู่ด้านข้างสังเกตเห็นพอดีจึงใช้เวทลมผลักตัวม้ากลับเข้าไปได้ปลอดภัย

“พวกเจ้าหยุดพักตรงนี้ก่อนเดี๋ยวข้าลองไปสำรวจด้านหน้าดู” ชายหนุ่มสร้างโพรงขนาดใหญ่เพียงพอให้ทั้งคนและสัตว์เลี้ยง 6 ตัวได้หยุดพักให้หายร้อน

หลังจากพูดจบชายหนุ่มบินสูงขึ้นก่อนจะทอดสายตาลงมองไปยังหุบเขาที่อยู่เบื้องต่ำที่มีลักษณะเป็นแคนยอน แคนยอนหินสีแดงแห่งนี้มีความกว้างประมาณ 1 กิโลเมตรทอดยาวออกไปหลายร้อยกิโลเมตร เบื้องล่างเป็นแม่น้ำที่เชี่ยวกรากที่มีความลึกมากกว่า 200 เมตร

แคนยอนสายนี้เกิดขึ้นจากการยกตัวของแผ่นดินเมื่อหลายล้านปีก่อน และถูกกัดเซาะด้วยสายน้ำที่เชี่ยวกรากของแม่น้ำบอนี่ที่ไหลมาจากเทือกเขาที่สลับซับซ้อนที่อยู่ทางด้านเหนือของประเทศบอนี่เป็นเวลานานนับหมื่นปีจนกลายเป็นแคนย่อนที่สวยงามตระการตาในที่สุด

วินตกตะลึงในความงดงามที่ธรรมชาติสรรสร้างเอาไว้อย่างลงตัว เขาจ้องดูความอลังการของแคนยอนอย่างไม่วางตา หลังจากบินสำรวจไปไกลหลายสิบกิโลเมตร ชายหนุ่มจึงบ่ายหน้ากลับมายังจุดที่ทุกคนหยุดพัก

“เป็นอย่างไรบ้างคะท่านวิน มีทางข้ามแคนยอนแห่งนี้ไหม” มิชเชลเอ่ยปากถามทันทีเมื่อเห็นหน้าชายหนุ่ม

“ข้าคิดว่าอาจจะต้องเดินทางอีกหลายวันจึงจะพบทางข้าม” วินส่ายหน้าอย่างช้าๆ

“ทำไมท่านไม่สร้างสะพานเหมือนกับเมื่อครั้งที่เราจะเข้าเมืองอากิม่าละคะ” มิชเชลเสนอ

“พื้นที่ตรงนี้ต่างจากหุบเขาที่อากิม่าเป็นอย่างมาก แม่น้ำด้านล่างลึกลงไปเกือบหนึ่งกิโลเมตร แถมกระแสน้ำก็ยังเชี่ยวกราก ข้าเกรงว่าแม้แต่เวทหินที่แข็งแกร่งของข้าก็ไม่สามารถทนอยู่ได้นานนัก”

“ถ้าเช่นนั้นเราสร้างสะพานชั่วคราวก็พอนิคะ แค่เราข้ามผ่านแล้วท่านก็ทำลายมันลง จะได้ไม่เป็นอัตรายกับผู้ที่เดินทางผ่านไปผ่านมาในวันข้างหน้า” ออนก้าให้ความเห็น

“นั่นสินะ ทำไมข้าคิดไม่ถึง” ชายหนุ่มเกาหัวตัวเองพร้อมหัวเราะเบาๆ

 

ม้าสองตัวและหมาป่าทั้งสี่กำลังเดินข้ามสะพานหินสีดำที่มีความกว้าง 4 เมตร แม้ชายหนุ่มจะสร้างราวกั้นเพื่อป้องกันการพลัดตกแต่สัตว์ทุกตัวต่างพากันเดินข้ามกันอย่างเป็นระเบียบ พวกมันต่างรู้ว่าต่ำกว่าพื้นที่มันเหยียบนั้นเป็นอากาศว่างเปล่าที่มีความลึกเกือบหนึ่งกิโลเมตร แค่เพียงจินตนาการว่าเดินอยู่บนที่สูงเสียดฟ้าเช่นนี้ก็ทำให้ขาแข้งของผู้กล้าหลายคนอ่อนแรงได้รวมถึงแอลฟ่า

“ถึงหรือยังมิชเชล” แอลฟ่านั่งหลับตาปี๋สองมือโอบกอดเอวมิชเชลจนแน่น แม้ตอนอยู่บนสะพานจะมองไม่เห็นภาพเบื่องล่างแต่ภาพหุบเหวสูงติดตาเธอตั้งแต่ม้าของเธอเดินอยู่บนทางเดินแคบๆที่ไหล่เขา

“เจ้านี่แปลกคน ปกติไม่เห็นเจ้าจะหวาดกลัวความสูง แต่ทำไมวันนี้กลับกลัวซะได้” มิชเชลแขวะ

“ไม่ได้กลัว ข้าแค่หวาดเสียว”

คนทั้งสามหัวเราะในคำพูดเฉไฉของหญิงสาวผมสีทอง

มิชเชลมองลงไปในแคนยอนเธอไม่ได้หวาดกลัวกับความสูงของมัน หญิงสาวมองแคนยอนสลับกับชายหนุ่มที่กำลังบินอยู่บนท้องฟ้าเธอกำลังคิดว่าสักวันหนึ่งหากเธอสามารถสร้างปีกลมได้เหมือนกับชายหนุ่มเธออยากจะบินไปให้ทั่วเพื่อมองดูสิ่งสวยงามจากเบื้องบน

ในตอนนี้กลุ่มคนทั้งหมดยกเว้นวินได้มายืนอยู่ที่กลางสะพาน แม้จะเป็นหินที่แข็งแกร่งแต่ด้วยความยาวที่มากถึง 1 กิโลเมตรทำให้สะพานสีดำเริ่มจะแกว่งไปแกว่งมา สัตว์ทั้งหกตัวขาสั่นด้วยความหวาดกลัวจนในที่สุดทุกตัวได้ทรุดตัวลงกับพื้น

“ทำอำไรสักอย่างสิคะท่านวิน” แอลฟ่าร้องลั่น

วินคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงชายหนุ่มจึงสร้างหินสีดำโยงสะพานไว้กับหน้าผาทั้งสองฝั่ง หินสีดำหลายสิบเส้นที่เหมือนสลิงขนาดใหญ่โยงสะพานเส้นนี้ไว้จนดูเหมือนกับสะพานแขวน

เพียงเวลาไม่นานสะพานสีดำได้หยุดแกว่ง ท่ามกลางเสียงถอนหายใจของทุกชีวิตบนสะพานสัตว์ทั้งหมดลุกขึ้นยืนแล้วเดินต่ออย่างรวดเร็วเพียงเวลาไม่นานทั้งหมดได้ข้ามมาถึงจุดหมาย

วินมองไปยังสะพานของตนเขารู้สึกว่าการสร้างสะพานด้วยวิธีนี้น่าจะแข็งแรงเพียงพอให้ผู้คนใช้ได้ไปอีกนาน ชายหนุ่มบินไปเหนือกลางสะพานเขาเริ่มทดสอบสะพานด้วยเวทลมสีฟ้า แม้เวทลมที่เขาใช้จะมีพลังต่ำกว่าสีดำเพียงหนึ่งขั้นแต่พลังการทำลายของมันรุนแรงกว่าพายุทอร์นาโด หลังจากชายหนุ่มยิงเวทลมไปหลายครั้งสะพานของเขายังคงไม่พังเสียหาย เขาเพิ่มความแข็งแรงของสะพานอีกเล็กน้อยและหันมาปรับพื้นที่ปลายสะพานในบางจุดแล้วทั้งหมดจึงเดินทางต่อไป

รอยยิ้มจางๆเกิดขึ้นบนหน้าของชายหนุ่ม เขารู้สึกชื่นชอบในการที่จะช่วยเหลือผู้คนและมักจะสร้างสิ่งต่างๆที่เป็นประโยชน์กับส่วนรวมโดยที่ไม่ให้ใครรู้ หลังจากเห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากการที่ซ่อมสะพานรวมถึงการกำจัดอสูรร้ายให้กับเมืองอากิม่า เขารู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำเรื่องที่มีประโยชน์ให้กับผู้อื่น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 33 ครั้ง

4 ความคิดเห็น

  1. #499 Thank You (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2559 / 11:46
    ขอบคุณครับ
    #499
    0
  2. #498 tigerfish (@tigerfish) (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2559 / 02:18
    ขอบคุณมากรรับ
    #498
    0
  3. #497 kamol1122 (@kamol1122) (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2559 / 00:05
    สนุกดีครับ
    #497
    0
  4. #496 Crasybart (@Crasybart) (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2559 / 22:17
    ขอบคุณมากนะครับ 
    #496
    0