ราชันจอมเวท

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 254,532 Views

  • 1,076 Comments

  • 4,580 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    509

    Overall
    254,532

ตอนที่ 83 : เมืองคนเถื่อน (ตอน 2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3586
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 32 ครั้ง
    7 ธ.ค. 59

หลังจากใช้เวลา 6 วันในการเดินทางผ่านเทือกเขาลองตรุสมาแล้วเบื้องหน้าของทุกคนเป็นทุ่งหญ้าเตี้ยๆกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ทั้งบนเทือกเขาและทุ่งหญ้าแห่งนี้มีเพียงสัตว์ขั้นต่ำจึงไม่เป็นอุปสรรคในการเดินทางของพวกเขา

บนทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่ไพศาลผืนนี้เต็มไปด้วยชนเผ่าต่างๆที่หาเลี้ยงชีพด้วยการเลี้ยงสัตว์ สัตว์ส่วนใหญ่ที่พวกเขาเลี้ยงนอกจากม้าที่ไว้ใช้งานแล้วที่เหลือล้วนไว้ใช้เป็นอาหาร

มิชเชลมองไปยังฝูงสัตว์ที่คล้ายแกะที่มีขนาดใหญ่ใกล้เคียงกับวัว แล้วหันไปมองที่เจ้าหนึ่งถึงสี่

“นี่พวกเจ้าอย่าได้ก่อเรื่องเชียวนะ สัตว์พวกนี้ไม่ใช่อาหารของพวกเจ้า” มิชเชลดุพวกมันเสียงต่ำหลังจากที่ตัวยุ่งทั้งสี่ลอบมองแกะตัวโตแล้วเลียริมฝีปากด้วยความอยากกิน ตลอดการเดินทางหากเป็นสัตว์ขั้นต่ำพวกเขาจะปล่อยให้หมาป่าทั้งสีตัวได้แสดงฝีมือการล่า นอกจากพวกมันจะชอบแล้วนั่นยังเป็นการฝึกทักษะในการล่าของพวกมันไปในตัว

            หลายวันบนทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่พวกเขาได้เห็นสัตว์เลี้ยงแปลกๆที่ชนเผ่าบริเวณนี้เลี้ยงเอาไว้หลากหลายชนิด นอกจากวัวและแกะแล้ว ยังมีนกตัวอ้วนกลมที่คล้ายนกอีมูแต่มีความสูงเพียงครึ่งเมตร แม้กระทั่งจิงโจ้สีน้ำตาลแดงที่กระโดดไปมา หรือหมูป่าที่มีลายขาวดำพาดอยู่บนตัวที่ทำให้ผู้ที่จ้องดูนั่นสับสนและตาลาย

            วินสังเกตว่าเกือบทั้งหมดของชนเผ่าที่พวกเขาผ่านมาดูคล้ายไม่อยากต้อนรับคนแปลกหน้า มิหนำซ้ำพวกผู้ชายหลายคนมักออกมายืนจังก้าพร้อมอาวุธในมือมองมาทางพวกตนอย่างมุ่งร้าย

            ในที่สุดกลุ่มของวินได้เห็นเมืองขนาดใหญ่ที่ตั้งเด่นอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าแห่งนี้ “เมืองบอนี่” ชายหนุ่มบ่นพึมพำกับตัวเอง

            แม้บอนี่จะเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่โต หากพูดถึงขนาดของมันแล้วมันใหญ่กว่าอากิม่าเกือบเท่าตัว แต่ในด้านความเจริญและสวยงามเมืองแห่งนี้เทียบกับเมืองอากิม่าไม่ได้เลยแม้แต่น้อย กำแพงรอบเมืองสูงเพียง 3 เมตรครึ่งถูกสร้างอย่างหยาบๆด้วยอิฐก้อนใหญ่สีแดง บ้านเรือนหากไม่ใช่หินสีเทาก็ล้วนเป็นอิฐเช่นเดียวกับกำแพงเมือง

            หน้าตาของผู้คนในเมืองบูดบึ้งไม่มีรอยยิ้มให้เห็นเท่าไรนัก เสียงเอะอะโวยวายและการชกต่อยกันมีให้เห็นอยู่ทั่วๆไป

            คนทั้งสี่ลงจากหลังม้าแล้วเดินเข้าประตูเมืองอย่างช้าๆ ท่ามกลางสายตาจากผู้คนจำนวนมากที่มองมายังพวกตนอย่างประสงค์ร้าย

            “ข้าไม่คิดว่าเมืองหลวงของประเทศที่ใหญ่ที่สุดของทวีปแห่งนี้จะเป็นเช่นนี้” มิชเชลกระซิบเบาๆกันแอลฟ่า

            “นั่นสิเจ้าดูพวกนั้นมองเราสิ อย่างกับว่าข้าเคยไปด่าบุพการีของมันมาก่อน” หญิงสาวสองคนหัวเราะคิกคัก

“ข้าคิดว่าเราพักในบ้านของพวกเราที่นอกเมืองดีกว่า” ออนก้าเสนอเธอไม่ได้กลัวสายตาของคนเหล่านี้ หญิงสาวเพียงรู้สึกอึดอัดกับสายตาที่จ้องมาเท่านั้น

“คงไม่มีอะไรหรอกมั้ง อาจเพราะเมืองแห่งนี้ถูกแบ่งแยกเป็นเอกเทศจากเมืองอื่นๆด้วยภูเขาสูงและแคนย่อน ทำให้ผู้คนไม่ค่อยเดินทางไปมาระหว่างเมืองทำให้พวกเขาไม่ชินกับคนแปลกหน้าที่ผ่านเข้ามา” ชายหนุ่มวิเคราะห์

“พวกข้าเห็นด้วยกับออนก้านะ ขืนพวกเราพักในนี้รับรองข้าได้มีเรื่องกับคนแถวนี้แน่ๆ” แอลฟ่าจ้องกลับไปยังผู้คนที่มองมายังพวกเธออย่างไม่ประหวั่น

“ถ้าพวกเจ้าจะเอาอย่างนั้นก็ได้ อย่างไรเสียสเบียงอาหารของพวกเรายังมีเหลืออยู่มากมาย ข้าต้องการเพียงหาซื้อรถมามาแทนคันเก่าเท่านั้น”

คนทั้งสี่เดินตรงไปยังร้านขายรถม้าขนาดใหญ่ในเมือง รถที่ดีที่สุดมีลักษณะคล้ายเกวียนที่มีหลังคาผ้าใบสีน้ำตาลคลุมอยู่เท่านั้น ห้องโดยสารมีเพียงไม้กระดานปูชิดๆกัน

“ข้าเอาคันนี้ละกัน” ชายหนุ่มบอกกับเจ้าของร้านร่างใหญ่

10 เหรียญทอง” เจ้าของร้านพูดห้วนๆ

“นี่เจ้าจะปล้นพวกข้าหรือไง ที่บาซานพวกข้าซื้อรถม้าหรูหราพร้อมม้า 2 ตัวยังไม่แพงขนาดนี้” แอลฟ่าโพล่งขึ้น

“เจ้าก็กลับไปซื้อที่บาซานสิ” ชายเจ้าของร้านยิ้มเย้ย

“เจ้านี่มัน...”

“ไม่เอาน่าแอลฟ่า ข้าเอาคันนี้” ชายหนุ่มจ่ายเงินให้กับเจ้าของร้าน เขาไม่อยากใส่ใจกับเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ หลังจากเทียมรถม้าเข้ากับม้าทั้งสองตัวแล้ววินดึงผ้าขนสัตว์ที่เก็บมาจากรถม้าคันเดิมออกจากแหวนแล้วบรรจงปูมันลงบนห้องโดยสารที่ว่างเปล่า

“เราไปกันเถอะ” ชายหนุ่มพูดเบาๆกับหญิงสายแล้วกระโดดขึ้นไปนั่งในตำแหน่งคนขับ

คนทั้งหมดออกจากประตูเมืองมาได้ครู่หนึ่ง บนถนนมีขอนไม้ขนาดใหญ่ล้มขวางอยู่ หน้าขอนไม้มีกลุ่มคนประมาณ 20 คนมายืนขวางทางพวกเขา คนทั้งสี่รู้ทันทีว่ามีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น

เจ้าหนึ่งถึงสี่มีสัญชาตญาณของสัตว์ป่าพวกมันรู้ดีว่าพวกที่ยืนขวางหน้ารถม้าไม่ได้มาดีอย่างแน่นอน พวกมันกระโดดลงมาจากรถม้าและต่างพากันเห่ากรรโชคเสียงดัง

“พวกเจ้าทิ้งของมีค่าไว้ หรือไม่ก็ทิ้งชีวิตไว้ที่นี่” ชายร่างใหญ่สูงประมาณ 2 เมตรหน้าตามีแต่หนวดเครารกรุงรัง บนบ่ามีดาบขนาดใหญ่ทำด้วยมิธริลวางพาดอยู่ พูดด้วยท่าทียียวน

“ข้าอยากได้ขนเจ้าพวกนั้นมาปูพื้นเสียจริง” เสียงหนึ่งจากกลุ่มโจรที่ชี้ดาบมายังหมาป่าทั้งสี่ตัว

“ข้าคันไม้คันมือมานานแล้ว เจ้าพวกนี้ข้าขอละกัน” แอลฟ่ากระโดดลงจากรถม้าบิดขี้เกียจสองสามครั้ง

ดาบสีทองพร้อมโล่ขนาดใหญ่ปรากฎอยู่บนมือแอลฟ่า ทำให้กลุ่มโจรต่างจับจ้องมาที่เธอด้วยสายตาเป็นประกาย เพียงแค่ดาบและโล่ในมือของเธอพวกมันสามารถขายได้เงินมหาศาล

“สงสัยจะเก็บกดมาจากในเมือง” มิชเชลหันไปกระซิบที่ข้างหูออนก้า

“น่าสงสารพวกนั้นจัง” ออนก้าถอนหายใจ

 

แอลฟ่าใช้เวลาเพียงไม่ถึง 5 นาทีก็สามารถกำจัดโจรร้ายทั้งกลุ่มได้โดยไม่ยากเย็น หลังจากเธอฟาดฟันขอนไม้ขนาดใหญ่ที่ขวางทางรถม้าแล้วหญิงสาวจึงเดินกลับมายังรถม้า

“เฮอะ...ข้ายังไม่ทันได้ออกแรงเลย” แอลฟ่าบ่นอุบเมื่อเธอกลับขึ้นมานั่งบนรถม้า

วินส่ายหน้าเล็กน้อยเขาไม่ได้โกรธเคืองออนก้าเพียงแค่รู้สึกสมเพศกลุ่มโจรที่ปล้นคนไม่ดูตาม้าตาเรือ ชายหนุ่มเริ่มจะเข้าใจถึงการกระทำของกลุ่มคนเลี้ยงสัตว์รวมทั้งชนเผ่าต่างๆที่พวกเขาผ่านมา เมืองแห่งนี้นับว่าเป็นบ้านป่าเมืองเถือนอย่างแท้จริง หากไม่ระวังพลั้งเผลออาจถูกปล้นสดมภ์หรือถูกขโมยสัตว์เลี้ยงได้

รถม้าวิ่งไปยังเนินแห่งหนึ่งซึ่งห่างจากเมืองบอนี่ประมาณ 3 กิโลเมตร พวกเขาตัดสินใจจะพักค้างคืนที่นี่และไม่คิดกลับเข้าเมืองอีก

----------------------------------------

ณ เทือกเขาที่สลับซับซ้อนที่ห่างไกลผู้คนแห่งหนึ่ง

            “องค์ราชาผู้ยิ่งใหญ่ หน่วยสอดแนมที่หกได้รายงานว่าบัดนี้ได้พบฝูงเสือยืนที่ท่านให้ตามหาแล้ว” เสียงอู้อี้ขึ้นจมูกของแม่ทัพร่างใหญ่ที่มีหน้าตาคล้ายก๊อบลินกำลังรายงานข่าวกับราชาฮ็อบก๊อบลินที่มีความสูงเกือบ 2 เมตร มันนั่งอยู่บนบัลลังค์ที่อยู่ในถ้ำดินขนาดใหญ่ท่ามกลางฝูงก๊อบลินและฮ็อบก๊อบลินหลายสิบตัว

            ราชาฮ็อบก็อบลินตัวนี้เป็นผู้นำเหล่าก็อบลินจำนวนหลายหมื่นตัวที่มีทั้งก็อบลินร่างสูงประมาณ 130 เซนติเมตรและฮ็อบก๊อบลินที่มีความสูงเกือบ 2 เมตร พวกมันเป็นสัตว์อสูรกลายพันธุ์ที่ไม่ใช่กึ่งมนุษย์

            “ทำงานได้ดีมาก รองแม่ทัพอัควา พรุ่งนี้เจ้านำกำลังพลทั้ง 2 พันของเจ้าเป็นทัพหน้าไปกวาดล้างเจ้าพวกนั้นแล้วจับเป็นหัวหน้าแชเคอร์มาให้ข้าให้ได้” เสียงกังวาลของราชาฮ็อบก๊อบลินดังสั่งลูกน้องของตน

            “รับบัญชาองค์ราชา” ก๊อบลินร่างใหญ่ที่ทั้งร่างเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นทำความเคารพแล้วเดินออกไปจากหน้าบัลลังค์

“รองแม่ทัพจามาล เจ้านำกำลังพล 2 พันของเจ้าไปสมทบอัควากรณีมีอะไรผิดพลาด” ฮ็อบก๊อบลินบนบัลลังค์ชี้นิ้วสั่งฮ็อบก๊อบลินร่างใหญ่อีกตัวหนึ่ง

“รับบัญชาองค์ราชา”

            ---------------------------------------

            ดึกสงัดในคืนวันพระจันทร์ข้างแรม แสงไฟจากทุกห้องในบ้านหินสองชั้นล้วนดับหมดยกเว้นห้องนอนเล็กชั้นล่างเพียงห้องเดียวที่ยังคงมีแสงสว่างอยู่ มิชเชลนั่งอ่านหนังสือเล่มใหญ่อย่างจดจ่อ เธอพยายามเรียนรู้เวทดินซึ่งเป็นเวทที่สามให้ได้ เนื่องจากหญิงสาวยังไม่สามารถเข้าใจได้ถึงแก่นแท้ของเวทมนต์ได้ การเรียนรู้เวทใหม่ๆจึงเป็นเรื่องยากมากสำหรับเธอ

            มิชเชลปิดหนังสือลงแล้วเก็บมันลงไปในแหวน เธอกำลังจะเข้านอนหลังจากอ่านหนังสือเวทมนต์เวทมนต์ขั้นพื้นฐานไปได้หลายชั่วโมง ก่อนที่หญิงสาวจะดับไฟประตูห้องของเธอถูกเปิดออกอย่างช้าๆ

            “ออนก้า...ข้าคิดว่าเจ้าหลับแล้ว” หญิงสาวผมสีดำเงยหน้าทัก

            “ชู่วววว เรามีแขก” ออนก้าใช้นิ้วมือแตะปากแล้วกวักมือเรียกเจ้าของห้องให้เดินตามตนออกไป
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 32 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #506 Thank You (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2559 / 14:22
    ขอบคุณครับ
    #506
    0
  2. #504 kamol1122 (@kamol1122) (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2559 / 09:19
    สนุกดีครับ
    #504
    0
  3. #501 kunasin46 (@kunasin46) (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2559 / 21:00
    ขอบคุณครับ
    #501
    0