ราชันจอมเวท

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 254,489 Views

  • 1,076 Comments

  • 4,580 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    466

    Overall
    254,489

ตอนที่ 87 : ป่าดึกดำบรรพ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3285
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 30 ครั้ง
    4 ม.ค. 60

สวัสดีปีใหม่ 2560 ครับรีดทุกท่าน

ขอให้ทุกท่านไม่เจ็บไม่จน 


ขอบคุณที่ยังติดตามกันอยู่นะครับ

ถึงจะลากยาวเป็นลงอาทิตย์ละวันแต่สัญญาว่าจะแต่งให้จบ ไม่ทิ้งเรื่องให้ค้างๆคาๆ

ข่าวดีคือหลังปีใหม่พอจะมีเวลา+ไอเดีย จะพยายามเพิ่มเป็นอาทิตย์ละ 2 ตอนนะครับ


------------------------------------------------------------------------------

กลางทะเลทรายที่ร้อนระอุ นับเป็นวันที่สี่หลังจากวินกำจัดโกเลมหินลง กลุ่มของวินเดินทางขึ้นเหนือเพื่อเดินทางไปยังประเทศพาราดิส พวกเขายังคงต้องพักค้างแรมอีก 2-3 คืนในทะเลทรายหนึ่งในสถานที่อันโหดร้ายที่สุดบนทวีปเอโรกาซ่า

หากมีใครมองจากระยะไกลจะพบสิ่งที่น่าประหลาดใจคือบ้านสองชั้นหลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่โดดเดียวกลางทะเลทรายที่กว้างใหญ่ อุณหภูมิภายในบริเวณบ้านแตกต่างกับด้านนอกมากกว่า 10 องศาเซลเซียส ไม่เพียงแต่ความร้อนจากภายนอกที่ไม่สามารถทำลายบรรยากาศที่ร่มเย็นภายในบ้านหลังนี้ เม็ดทรายที่ปลิวตามแรงลมไม่สามารถเข้าไปสร้างความรำคาญใจให้ผู้เป็นเจ้าของบ้านได้ แต่กระนั้นภายในบ้านอันร่มรื่นยังมีความวุ่นวายของเจ้าของบ้านอยู่หลายวันแล้ว

“มิชเชล เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง รู้สึกดีขึ้นบ้างไหม” แอลฟ่ายืนอยู่ข้างเตียงใหญ่ที่มีหญิงสาวผมสีดำนอนอยู่น้ำเสียงของเธอแสดงถึงความเป็นห่วง

“มิชเชลเจ้ากินอะไรหน่อยสิ” วินเดินเข้ามาในห้องนอนโดยมีออนก้าเดินถือชามซุปสีขาวข้นตามเข้ามาติดๆ

“เจ้าเอาอะไรเข้ามานะออนก้า กลิ่นเหม็นมากเลย ข้าได้กลิ่นแล้วจะอวก” มิชเชลใช้มือปิดปากปิดจมูกของตนเองในขณะที่เบือนหน้าหนี

“นี่เป็นซุปเห็ดที่เจ้าชอบเลยนะ” ออนก้ามองหน้าหญิงสาวผมสีดำสลับกับชามอาหารที่อยู่ในมือ

หลังจากออกเดินทางจากลานหินที่เป็นที่อยู่ของโกเลมหินได้เพียงหนึ่งวันมิชเชลได้มีอาการแปลกๆคือวิงเวียน อ่อนเพลีย กินอาหารไม่ลง วินและหญิงสาวอีก 2 คนต่างคิดว่าน่าจะเป็นเพราะอากาศที่ร้อนระอุจึงทำให้มิชเชลเกิดป่วยขึ้น และด้วยอาการป่วยของมิชเชลทำให้การเดินทางของทุกคนช้าลงกว่าที่ควรจะเป็น

“ข้าคิดว่าจะแวะที่เมืองลานิมาร์ก่อน ข้าอยากให้หมอตรวจดูอาการของมิชเชล” วินปรึกษากับหญิงสาวสองคน

“ข้าไม่เป็นอะไรมาก ตอนนี้ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว ถ้าพวกเราไปเมืองลานิมาร์จะทำให้การเดินทางของเราช้าไปอีกหลายวัน” มิชเชลขยับตัวลุกขึ้นนั่งแล้วชูแขนเบ่งกล้ามให้เห็นว่ายังไหว

“มิชเชลข้าคิดว่าว่าเจ้าควรทำตามที่ท่านวินบอกนะ” แอลฟ่ายืนจ้องหน้าหญิงสาวผมสีดำที่ยังคงมีสีหน้าซีดเซียว

“ข้าไม่เป็นไรจริงๆแอลฟ่า”

 

4 วันถัดมาเวลาใกล้เที่ยงกลุ่มของวินเดินทางออกจากทะเลทรายที่โหดร้าย ตลอดการเดินทางหลังจากวินกำจัดอสูรโกเลมหินได้สำเร็จ พวกเขาไม่พบเจอสัตว์อสูรระดับสูงเลย สัตว์ที่พบเจอส่วนมากเป็นสัตว์ที่อยู่ในขั้นต่ำซึ่งเป็นพวกที่ออกหาอาหารในเวลากลางคืน ส่วนกลางวันพวกมันจะมุดลงไปอยู่ใต้พื้นทรายเพื่อหลบความร้อนจากแสงอาทิตย์

คนทั้งสี่และสัตว์อีก 6 ตัวต่างก็ดีใจเมื่อได้เห็นสีเขียวของพุ่มหญ้าขนาดเล็กที่ขึ้นเป็นหย่อมๆ แม้ว่าจะยังไม่เห็นต้นไม้ขนาดใหญ่แต่นี่เป็นสัญญาณที่บ่งบอกให้รู้ว่าทั้งหมดได้ออกจากทะเลทรายที่แห้งแล้งและโหดร้ายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มตัดสินใจเดินทางไปยังทิศตะวันตกเฉียงเหนือแทนที่จะไปยังทิศเหนือตามที่ตั้งใจไว้ในคราแรก จุดหมายที่วินตั้งใจจะไปคือเมืองลานิมาร์ ซึ่งเป็นเมืองขนาดกลางที่อยู่ทิศตะวันตกของประเทศพาราดิส

ทุ่งหญ้าสีน้ำตาลอมเขียวที่กว้างใหญ่แห่งนี้มีเพียงสัตว์และแมลงขนาดเล็กจึงทำให้กลุ่มของวินเดินทางได้รวดเร็วโดยที่ไม่ต้องหยุดสู้รบกับสัตว์ร้ายระหว่างทาง เพียงไม่กี่วันหลังออกจากทะเลทรายพวกเขาก็เริ่มเห็นต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน มันมีลักษณะคล้ายต้นปาล์มที่มีลำต้นขนาด 4 คนโอบความสูงของต้นไม้เหล่านี้ประมาณว่า 50 เมตรเป็นอย่างน้อย นั่นทำให้พวกเขาดูเหมือนมดตัวเล็กๆที่เดินอยู่ท่ามกลางป่าไม้ขนาดใหญ่

คนทั้งสี่ลงจากหลังม้าเพื่อให้พวกมันได้หยุดพัก เจ้าหนึ่งถึงสี่ที่มีขนาดครึ่งหนึ่งของม้าพวกมันเป็นหมาป่าวัยรุ่นที่กำลังอยากรู้อยากเห็นจึงวิ่งสำรวจไปทั่ว

“ทำไมต้นไม้พวกนี้มันใหญ่โตได้ขนาดนี้” แอลฟ่าถามขึ้นในขณะที่ทุกคนกำลังแหงนหน้ามองยังยอดไม้ที่สูงเสียดฟ้า

“นั่นสินะ ข้ารู้สึกว่าสัตว์ที่อยู่ในป่าแห่งนี้ก็คงจะตัวสูงใหญ่ไม่แพ้ต้นไม้เหล่านี้แน่ๆ” ออนก้าพูดขึ้น

“พวกเราไม่ได้มาผิดทางใช่ไหมคะ” มิชเชลถามชายหนุ่มอย่างสงสัย

“อืม...ข้าคิดว่าไม่ผิดนะ เราไปกันเถอะ”

หลังจากเข้าเขตป่าที่แห่งนี้ได้ประมาณ 300 เมตร พวกเขาได้เห็นต้นไม้ที่แปลกประหลาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต้นไม้เหล่านี้ส่วนมากจะมีขนาดใหญ่โตมากกว่าต้นไม้ปกติทั้งสิ้น เจ้าหนึ่งถึงสี่ที่วิ่งสำรวจอยู่ไม่ห่างกลุ่มคนทั้งสี่มันสำผัสได้ถึงอันตรายที่ใกล้เข้ามาพวกมันทั้งสี่จึงวิ่งมาหลบอยู่ด้านหลังม้าตัวที่วินและออนก้าขี่อยู่

“มีอะไรหรือเปล่าออนก้า ข้าใช้เวทตรวจสอบแต่ไม่พบสิ่งผิดปกติ” วินกระซิบเบาๆที่ข้างหูหญิงสาวผมสีน้ำตาล

“ข้ารู้สึกเหมือนกับมีสัตว์ขนาดใหญ่กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ พวกมันอยู่ห่างจากเราประมาณสองกิโลเมตร” ออนก้าบอกกับชายหนุ่มหลังจากเธอนั่งนิ่งเพื่อจับความรู้สึกรอบตัวอยู่ครู่หนึ่ง

จากนั้นไม่นานพื้นดินโดยรอบเริ่มสั่นสะเทือนเป็นจังหวะถี่ๆ ชายหนุ่มบินขึ้นเหนือต้นไม้สูงเพื่อมองหาศัตรูที่กำลังตรงมายังพวกตน เขาเห็นเพียงฝุ่นฟุ้งด้านหน้าห่างออกไปไม่ถึงสองกิโลเมตร ฝูงสัตว์อสูรเหล่านั้นวิ่งชนต้นไม้ขนาดกลางและเล็กล้มโค่นระเนระนาด

“พวกนั้นมันไม่ได้มาตามกลิ่นของเรา แต่ดูเหมือนมันกำลังหนีอะไรมา” วินรำพึงกับตัวเอง เขามองไปยังกลุ่มสัตว์ขนาดใหญ่เหล่านั้นสลับกับกลุ่มเดินทางของตนก็รู้ได้ว่าอีกไม่นานพวกมันจะมาถึงจุดที่หญิงสาวและสัตว์ทั้ง 6 ตัวยืนอยู่

ชายหนุ่มยื่นคทาสีดำออกไปด้านหน้าพื้นดินด้านหน้าห่างจากจุดที่หญิงสาวทั้งสามยืนอยู่ประมาณ 200 เมตรเหมือนกับยกตัวขึ้นเป็นกำแพงหินหนาที่หันมุมแหลมเข้าหาสัตว์อสูรที่ตรงเข้ามา ปีกสองข้างของกำแพงโอบล้อมกลุ่มเดินทางที่ยืนอยู่ด้านล่างเอาไว้

เมื่อฝูงสัตว์ขนาดใหญ่ใกล้เข้ามาชายหนุ่มสังเกตเห็นว่าพวกมันต่างเป็นสัตว์คล้ายแรดแต่มีขนาดใหญ่กว่าถึงสองเท่าตัว ผิวหนังสีน้ำตาลหนาย่นคล้ายหนังแรด หัวมีเขาขนาดใหญ่อยู่ 3 เขา แต่ละตัวมีความยาวมากกว่า 10 เมตรฝูงของพวกมันประมาณ 30 ตัวกำลังวิ่งหนีสัตว์ขนาดใหญ่เดินด้วยเท้าหลังทั้งสองข้างที่ดูไปคล้ายกับอสูรธาตุไฟไทรันนอซอรัส ที่เขาเคยปราบเมื่อครั้งที่อยู่ที่เมืองอากิม่าแต่พวกนี้มีขนาดเล็กกว่าอสูรตนนั้นเล็กน้อย พวกมัน 15 ตัวกำลังวิ่งไล่ต้อนสัตว์คล้ายแรดสามเขา

แรดสามเขาวิ่งมาถึงกำแพงหิน พวกมันต่างตกใจที่อยู่ๆมีกำแพงหินสูงตระหง่านมาขวางทางหนี มันต่างวิ่งลัดเลาะขอบกำแพงโดยที่มุมแหลมของกำแพงได้แบ่งแยกฝูงของพวกมันให้วิ่งแยกออกไปซ้ายขวาทำให้กลุ่มของหญิงสาวภายใต้การปกป้องของกำแพงหินปลอดภัยจากสัตว์อสูรเหล่านี้ ผู้ล่าเมื่อเห็นเหยื่อถูกแยกเป็นสองฝูงพวกมันไล่ตามฝูงที่มีจำนวนน้อยและอ่อนแอทันที

เสียงฝีเท้าจำนวนมากที่วิ่งกันอยู่ไม่ไกลนักมีเพียงกำแพงหินที่กั้นกลาง พื้นดินยังคงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงหญิงสาวทั้งสามต่างอยู่ในท่าทีที่ผ่อนคลาย พวกเธอต่างรู้ดีว่าชายหนุ่มที่บินอยู่เหนือกำแพงไม่ยอมให้พวกเธอเป็นอันตราย ในขณะที่เจ้าหนึ่งถึงสี่ส่งเสียงขู่คำรามอยู่ข้างๆหญิงสาวผู้เป็นนาย

“ต้องลำบากท่านวินและพวกเจ้าเลย เป็นเพราะข้าแท้ๆ” มิชเชลโอดครวญเสียเศร้า

“เจ้าอย่าพูดแบบนั้น ตอนนี้เจ้าไม่สบายอยู่พวกเราก็ต้องคอยดูแลเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว เราเป็นครอบครัวเดียวกันนะ” ออนก้าปลอบ

“ใช่ข้าก็คิดเหมือนออนก้า และเชื่อว่าท่านวินก็คิดเหมือนกัน อย่าคิดมากเลยนะมิชเชล” แอลฟ่าช่วยปลอบอีกแรง

วินมองดูฝูงสัตว์ทั้งสองที่กำลังวิ่งเลยกำแพงยาวกว่าร้อยเมตร ในตอนนี้เขาไม่มีใจอยากสู้กับพวกมันเขาอยากไปยังเมืองที่ใกล้ๆนี้ให้เร็วที่สุดเพื่อพามิชเชลไปหาหมอ ขณะที่ฝูงกิ้งก่าสองเท้ากำลังจะเลยไปทันใดนั้นเองผู้ล่าตัวสุดท้ายเหลือบไปเห็นหญิงสาวทั้งสามและสัตว์อีก 6 ตัวที่ยืนอยู่กลางลานดินที่ถูกโอบล้อมไปด้วยกำแพงหินที่สูงใหญ่

กิ้งก่าสูง 8 เมตรตัวนั้นหยุดวิ่งแล้วหันมาจ้องมองเหยื่อขนาดเล็กของมัน มันร้องเสียงแหลมออกมาหลายต่อหลายครั้ง ฝูงกิ้งก่าทั้งหมดหยุดวิ่งแล้วหันกลับมายังทิศที่จ่าฝูงจ้องมองอยู่ พวกมันกระจายตัวเดินเรียงหน้ากระดานเข้าหากลุ่มหญิงสาวอย่างไม่รีบร้อน ราวกันจะบอกว่าอย่างไรเสียเหยื่อทั้งหมดของมันไม่สามารถหนีไปไหนได้

ออนก้าและแอลฟ่าก้าวออกมาด้านหน้าและกระชับอาวุธของตนโดยมีมิชเชลที่เริ่มมีอาการวิงเวียนนั่งอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเจ้าหนึ่งถึงสี่ที่ยืนปกป้องนายหญิงพวกมันส่งเสียงขู่กรรโชกศัตรูตัวใหญ่อย่างไม่เกรงกลัวแม้ว่าขนาดของทั้งสองฝ่ายจะต่างกันหลายเท่า

แม้ว่าพวกมันจะไม่สามารถทำอันตรายใครได้เนื่องจากเกราะธาตุของวินที่ร่ายป้องกันไว้ทั่วบริเวณ แต่ในขณะนี้อาการของมิชเชลยังไม่ดีขึ้นวินเกรงว่าแรงสั่นสะเทือนจากการถูกสัตว์ขนาดใหญ่กระแทกอาจทำให้หญิงสาวอาจมีอาการกำเริบได้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 30 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #520 Thank You (จากตอนที่ 87)
    วันที่ 5 มกราคม 2560 / 21:21
    ขอบคุณครับ
    #520
    0
  2. #519 เหมียวขนฟู (@bloodytea) (จากตอนที่ 87)
    วันที่ 4 มกราคม 2560 / 00:39
    ท้อง..สินะ หรือโลกแฟนตาซีจะมีวิธีแบบอื่นหว่า?
    #519
    0
  3. #517 kamol1122 (@kamol1122) (จากตอนที่ 87)
    วันที่ 3 มกราคม 2560 / 20:55
    สนุกดีครับ
    #517
    0