Another Knight Dragon อัศวินมังกรผู้พิทักษ์ (จบแล้วจ้ะ)

ตอนที่ 13 : Part 12th บททดสอบพิเศษและความจริงของโนเทียส

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,070
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 30 ครั้ง
    21 เม.ย. 55

Part 12th บททดสอบพิเศษและความจริงของโนเทียส
            "มันคือ..."
            "สวรรค์วิญญาณ สถานที่ที่โหดร้ายที่สุด ปกครองโดยจตุราชันย์แห่งวิญญาณ ชุเซ็นโด ฮาเดส" เรกิทำหน้าแหยเมื่อนึกถึงคนพูด
            "รู้จักหรือ?" แม่ทัพอาคิลถามอย่างมีความหวัง
            "จตุราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่มีใครที่ไหนบ้างไม่รู้จัก ยิ่งจตุราชันย์แห่งกาลเวลายิ่งรู้จักดีเลยล่ะ" คนไม่รู้จักจตุราชันย์สะอึกกันถ้วนหน้า...อันที่จริงก็ทุกคนนั่นแหละ
            แม่ทัพอาคิลทำสายตาประมาณว่า 'นายใช่ไหม' แต่เรกิกลับหลุดหัวเราะออกมา
            "ไม่ใช่ราชาของโลกนี้ก็แล้วกัน อ้อ นาย...ราชาแห่งผืนฟ้า" น้ำเสียงประโยคหลังเริ่มเย็นเยียบขึ้นเมื่อเรกิหันกลับมาที่โนเทียส โนเทียสแปลกใจไม่น้อยที่มีคนอื่นรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขา แถมน้ำเสียงที่ใช้พูดก็อย่างกับแค้นเขามานานแล้วอย่างนั้นแหละ เรกิหันกลับไปที่แม่ทัพอาคิล "ลุง มีบททดสอบที่ให้สู้กันตัวต่อตัวไหม"
            คนถูกถามเลิกคิ้ว "กับใครล่ะ?" มีน่ะมีอยู่แล้ว การทดสอบที่มีแค่คู่เดียวเท่านั้นและจะเริ่มขึ้นเมื่อทุกคนไปสถานที่ทดสอบของตนเองหมดแล้ว
            "ผมขอท้านาย ราชาแห่งผืนฟ้า!" นิ้วเรียวชี้ไปทางโนเทียส เสียงรอบข้างเริ่มเอ็ดอึง "ถ้าผมแพ้ ผมจะไม่อยู่ให้เอกะเห็นหน้าอีก แต่ถ้าหากนายแพ้ นายต้องเลิกยุ่งกับเอกะ!"
            ตอนแรกโนเทียสคิดจะปฏิเสธแต่พอได้ฟังข้อเสนอของอีกฝ่ายเขาก็รู้สึกสนใจทันที...เขาได้ข่าวตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าเด็กใหม่ที่มาอยู่ห้องเดียวกับเขานั้นสนิทกับเอกะมากเกินกว่าคำว่าเพื่อน ถ้าหากเจ้านี่ไปให้พ้นๆ ซะ...
            "ได้ ฉันตกลง แต่ฉันจะรู้ได้ยังไงว่านายจะทำตามที่พูด"
            "รับรองด้วยเกียรติของผม ราชาแห่งความหายนะ ผมทำตามที่พูดแน่นอน"
            เสียงฮือฮารอบข้างดังขึ้นเมื่อเรกิเรียกตนเองว่า 'ราชาแห่งความหายนะ' นี่ชายหนุ่มรูปงามผู้แสนสุภาพเป็นตัวหายนะที่ล่ำลือไปหลายโลกนั่นหรือ! แต่เรื่องวุ่นวายก็จบได้อย่างไวเมื่อเหล่าอาจารย์พากันต้อนนักเรียนให้ทำเขตทดสอบของตนเองจนหมด เมื่อต้อนนักเรียนเสร็จหมดแล้วพวกเขาก็กางเขตแดนสี่ชั้นเพื่อป้องกันไม่ให้พื้นที่รอบข้างเสียหายจากการต่อสู้
            "กติกาคือให้สู้กันจนกว่าอีกฝ่ายจะสู้ต่อไม่ไหวหรืออีกฝ่ายเอ่ยปากขอยอมแพ้ ผู้ที่ยืนอยู่คนสุดท้ายจะเป็นผู้ชนะ จะใช้อาวุธหรือไม่ก็ได้แล้วแต่ถนัด เริ่ม!"
 
            ขาเรียวพาร่างบางเดินไปเรื่อยๆ ในดินแดนสีขาวราวสรวงสวรรค์ที่มีเสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมันช่างขัดกับดินแดนสีขาวแห่งนี้ยิ่งนัก ทว่าเจ้าของร่างบางก็ไม่ได้สนใจอะไรมันมากนักเพราะนี่ไม่ใช่สวรรค์สีขาวของเหล่าทวยเทพ แต่เป็นสวรรค์ของเหล่าวิญญาณทุกประเภทที่ต้องมาตกเป็นเบี้ยล่างของเจ้าคนโรคจิตที่เธอต้องไปเจอ เอกลักษณ์ของที่นี่คือดินแดนสีขาวที่มองไปทางไหนก็มีแต่สีขาวและตามมาด้วยเสียงกรีดร้องที่ดังแว่วมาตลอดเวลา เป็นดินแดนที่มีแต่วิญญาณ ผู้คนจึงขนานนามให้มันว่า สวรรค์วิญญาณ สถานที่ที่อันตรายที่สุด แม้แต่คนตายยังต้องหลีกเลี่ยงไปให้ไกลจากที่นี่ถึงขั้นยอมตกนรกขุมที่ลึกที่สุดเลยก็ยังมี เพราะพวกเขาต่างก็รู้ว่าผู้ปกครองของโลกนี้นั้นเลวทรามแค่ไหน ในท่าทีแสนสุภาพอ่อนโยนที่เจ้าตัวแสดงออกมานั้นมันช่างขัดคราบปีศาจโฉดชั่วซึ่งเป็นตัวตนจริงๆ ของเขานัก ขนาดจตุราชันย์ด้วยกันยังเรียกว่า 'ปีศาจคราบเทพบุตร' ที่ควรหลีกเลี่ยงไปให้ไกลที่สุด ทว่าเรื่องพวกนี้ไม่มีอยู่ในหัวของเจ้าของร่างบางคนนี้อยู่แล้ว ในเมื่อตัวตนของเธออันตรายเสียยิ่งกว่าบุคคลคนนี้อีก ดวงตาสีอัฐิกวาดมองไปทั่วเพื่อหาร่างสูงที่ตนกำลังตามหาอยู่ ตามทางที่เดินผ่านก็เจอแต่ความวุ่นวายราวกับกำลังเกิดเรื่องวุ่นวายไม่เป็นที่โสภาของเธอขึ้น เด็กสาวไม่ต้องการเสียเวลากับที่นี่มากนักเพราะเดี๋ยวมันจะปลุกด้านมืดของเธอขึ้นมาเสียเปล่าๆ เมื่อเดินมาถึงบันไดหินอ่อนสีขาวที่ต่อขึ้นไปบันแท่นสูงที่มีบัลลังก์อยู่ร่างบางก็เดินพลางกระโดดพลางขึ้นไปหาบุคคลที่เธอต้องการพบที่ตอนนี้ลุกขึ้นจากบัลลังก์ที่ตนมักจะนั่งเสมอ
            "ชุเซ็น!" ร่างบางเจ้าของดวงตาสีอัฐิที่ตอนนี้ผมกลายเป็นสีเงินร้องเรียกชายที่ยืนหน้าเครียดหน้าบัลลังก์ของตน เจ้าของชื่อหันขวับไปยังผู้ที่บังอาจหาญกล้ามาขัดความคิดของตน เขากะว่าจะค่อยๆ ทรมานมันให้มันร้องออกมายิ่งกว่าตายทั้งเป็นให้สาสมกับที่มันกล้ามาขัดความคิดของเขา แต่พอเห็นว่าผู้มาขัดเป็นคนที่เขาคุ้นหน้าคุ้นตาดีก็ยิ้มออกมา ความขุ่นเคืองที่มีหายไปสิ้น
            "เอกะ! นั่นเอกะไม่ใช่หรือนั่น!" ชายนามชุเซ็นร้องเสียงหลง (?) แล้วตรงมาหมายจะกอดให้หายคิดถึง แต่ดันโดนผ้าใบหนักๆ ของเจ้าตัวเล็กขวางเอาไว้ก่อน ร่างสูงของราชากระเด็นไปกระแทกบัลลังก์ข้างหลังทันที องครักษ์ที่อยู่ใกล้ๆ เห็นภาพนั้นก็พากันส่ายหน้า หากเป็นคนอื่นคงไม่วายโดนพวกเขาทั้งสี่และเจ้านายฆ่าทิ้งแบบทรมานแน่ แต่คนคนนี้ต้องเว้นเอาไว้เพราะพวกเขายังไม่อยากมีเรื่องกับจตุราชันย์แห่งกาลเวลา...แถมดูท่าว่านายของพวกเขายังมีความสุขที่โดนคนตรงหน้าทำร้ายร่างกายอีกด้วย
            "ขอรับไว้แค่ความคิดถึง กอดไม่ต้อง!" ดวงตาสีอัฐิเริ่มฉายแววดุ "ว่าแต่ ที่นี่เกิดอะไรขึ้นน่ะ ดูวุ่นวายพิกลนะ"
            "แฮ่ม! คืองี้นะเอกะ...ฉันไม่รู้ว่าเธอมาที่นี่ด้วยเหตุผลอะไร แต่ช่วยหยุดเจ้าเคลเบรอสสี่ตัวนั่นที่มันหลุดออกมาจากกรงได้ม้ายยยยย!! ด่วน!"
            "กล้าสั่ง?" เอกะเลิกคิ้วมองคนตรงหน้าที่กล้ามาสั่งเธอตั้งแต่เมื่อไหร่
            "ได้โปรดเถอะครับ พลีสสส"
            "ไม่ว่าฉันจะขออะไรสักอย่างนายก็จะให้?"
            "จะไม่ปฏิเสธเลยจ้า!!"
            "ดี นายพูดออกมาเองนะ" ดวงตาสีอัฐิตวัดมองหาเจ้าหมาสามหัวที่ถูกชุเซ็นโดขังลืมแล้วหลุดออกมาอาละวาด เมื่อเห็นทั้งสี่ตัวที่อยู่ไกลลิบๆ กำลังไล่เหล่าวิญญาณจนเจ้าพวกนั้นวิ่งหนีตาย (รอบสอง) กับอลม่านเอกะก็รีบพุ่งไปรุมยำเจ้าหมาสามหัวนั่นทันที
            หนึ่งจตุราชันย์กับสี่องครักษ์มองภาพเหตุการณ์ที่อยู่ไกลลิบๆ ซึ่งแต่ละคนก็มีกล้องส่องทางไกลกันคนละตัว เห็นวิธีจัดการเจ้าหมาสามหัวทั้งสี่ตัวแล้วทั้งห้าก็ (เพิ่ง) คิดว่าดีแล้วหรือที่ให้คนอย่างเอกะจัดการเรื่องนี้แทน (พวกไม่ได้เรื่องอย่าง) พวกเขา (เพิ่งคิดได้เรอะ!) ภาพเบื้องหน้า (ที่อยู่ไกลลิบ) ที่พวกเขาเห็นนั้นช่างเลวร้ายเกินกว่าที่พวกเขาคาดเดาไว้นัก นั่นเอกะจับพวกมันหรือฆ่าพวกมันทิ้งกันแน่น่ะ! เขาเหลือเจ้าหมาสามหัวแค่สี่ตัวนั้นน้าาา!!
            เหตุการณ์ทำลายล้างยังคงดำเนินต่อไป ชุเซ็นโดมองภาพตรงหน้าแล้วก็ล้มลงอย่างหมดแรงจนองครักษ์ทั้งสี่ต้องมาพยาบาลกันโดยด่วน
 
            แม่ทัพอาคิลกับบรรดาเหล่าอาจารย์เริ่มเหงื่อตกกับการต่อสู้ของเรกิกับโนเทียส สองคนนี้ต่อสู้กันรุนแรงมากจนวงแหวนเวทสี่ชั้นที่พวกเขากางขึ้นแตกกระจายไปหลายครั้ง พื้นที่ที่ทั้งสองสู้กันอยู่ก็แทบจะเละเป็นผงไปแล้ว บาดแผลก็มีเพิ่มมากขึ้นต่อวินาทีแต่ทั้งสองก็ไม่สนใจมันเลยสักนิด ทั้งสองยังคงโรมรันใส่กันอย่างกับจะฆ่าอีกฝ่ายให้ตายให้ได้
            "ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมนายถึงต้องทำแบบนั้น"
            "เรื่องอะไร?"
            "อย่ามาทำไขสือ! ผมกับท่านปู่รู้หมดแล้ว! คุณไปหมั้นกับคนอื่นทั้งที่ยังติดของหมั้นของเอกะไว้กับตัวเนี่ยนะ? นายทำแบบนี้ได้ยังไง น่าไม่อายที่สุด!!" กระแสพลังพุ่งเข้าใส่โนเทียสตามแรงอารมณ์ของเรกิที่ปะทุขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้าของเรกิเริ่มแดงก่ำสลับกับขาวซีดตามแรงหายใจที่เริ่มหอบ "นายไม่รู้หรอกว่าเอกะรู้สึกยังไง ถึงเธอจะยังไม่รู้ตัว แต่เธอกำลังกลัว!!" เรกิโถมเข้าใส่โนเทียส ไม่ให้อีกฝ่ายตั้งตัว
            โนเทียสพยายามหลบคมเคียวยักษ์สีดำสนิทที่เต็มไปด้วยรอยเลือดของเขาแต่ก็ยังโดนอยู่ดี "แล้วนายรู้ได้ยังไง อย่ามาทำรู้ดีไปหน่อยเลย" โนเทียสพุ่งเข้าใส่กลับ แต่เขาก็โดนคมเคียวนั่นบาดเนื้อไปมากกว่าครั้งอื่น ทั้งสองดีดออกห่างจากอีกฝ่ายเพื่อรักษาระยะทางและหยั่งเชิงการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย
            "นั่นเพราะนายไม่เคยรู้อะไรเลยยังไงล่ะ คนที่กินอิ่มหลับสบายแถมยังมีครอบครัวที่อบอุ่นอย่างนายน่ะไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกของพวกเราที่โตขึ้นมาท่ามกลางสงครามที่ไร้จุดสิ้นสุดนี่หรอก!!" ใบหน้าที่แดงก่ำสลับขาวซีดตามแรงหอบหายใจของเรกิสะกิดใจโนเทียสแปลกๆ แล้วยิ่งคำพูดเมื่อกี้อีก...
            "สงครามที่ไร้จุดสิ้นสุด?"
            เรกิทำเสียงขึ้นจมูก เขารู้สึกสมเพชมนุษย์พวกนี้เหลือเกินที่ไม่เคยรู้อะไรเลย "ผู้นำแห่งความมืดฆ่าไม่ตาย...นายได้ยินไหมว่าผู้นำแห่งความมืดฆ่าไม่ตาย!!"
 
            ตุบ! พลั่ก! เฮือก!!!!
            เหล่าวิญญาณ สี่องครักษ์และหนึ่งจตุราชันย์สะดุ้งเฮือกกับการหยุดเคลเบรอสทั้งสี่ตัวตามคำขอของชุเซ็นโด เจ้าหมาสามหัวล้มแผละลิ้นห้อยไร้สติอยู่กับพื้น แถมคนจัดการยังอุส่าห์ใจดีลากพวกมันมาอยู่หน้าบัลลังก์ราชาให้อีกด้วย เอกะกระโดดขึ้นบันไดมานั่งพักเหนื่อยบนเก้าอี้ตัวเล็กใกล้ๆ กับบัลลังก์ราชา ดวงตาสีอัฐิจ้องมองราชาของโลกนี้ด้วยแววตานิ่งสงบ ชุเซ็นโดนั่งลงบนบัลลังก์ราชาของตนแล้วสั่งเหล่าวิญญาณทั้งหลายให้นำเจ้าหมาสามหัสพวกนั้นไปขังลืมพร้อมทรมานให้มันส่งเสียงร้องก้องๆ ให้เขาได้ยินทุกวัน เหล่าวิญญาณรีบลากพวกมันเข้ากรงตามคำสั่งของราชาอย่างเร่งรีบ ชุเซ็นโดมองภาพตรงหน้าด้วยความพึงพอใจก่อนจะหันกลับมาหาเอกะที่ยังคงจ้องหน้าเขานิ่ง
            "พวกเราต้องขอบคุณสำหรับเรื่องนี้มาก ว่าแต่ที่มาที่นี่เพราะมีธุระอะไรใช่ไหม?" ชุเซ็นโดถามเสียงขรึมอย่างวางมาด แต่พอเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของเจ้าเคลเบรอสทั้งสี่ดังขึ้น ใบหน้านิ่งขรึมอย่างวางมาดราชาเปลี่ยนเป็นคึกคักทันที
            จตุราชันย์องค์นี้ขึ้นชื่อเรื่องความโฉดโหดเหี้ยมและความซาดิสม์ แต่ใครเล่าหนอจะรู้ว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเอกะแล้ว ชายคนนี้จะกลายเป็นมาโซคิสม์ทันที!
            แทนคำพูดใดๆ ทั้งมวล คนถูกถามยื่นกระดาษสีขาวแผ่นหนึ่งให้ ชุเซ็นโดขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนที่จะรับมันมาอ่าน หัวคิ้วคนอ่านยิ่งขมวดเข้าหากันใหญ่กับเนื้อหาที่อยู่ในใบกระดาษสีขาว จตุราชันย์แห่งวิญญาณทำหน้าไม่อยากเชื่อให้ผู้เฝ้ามองแปลกใจเล่นๆ ส่วนเอกะที่เตรียมใจเอาไว้แล้วว่าคนคนนี้ต้องทำหน้าแบบนี้แน่ก็ถอนหายใจออกมา เมื่อชายหนุ่มอ่านข้อความในกระดาษเสร็จก็หันขวับมาทางเอกะที่ตอนนี้หนึ่งในองครักษ์ของเขากำลังรินน้ำชาให้อย่างรู้หน้าที่
            "นี่มันอะไรกันน่ะ เธอไปโรงเรียนหรือ!?"
            "มันน่าแปลกตรงไหน" เอกะยกชาขึ้นจิบ แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ผู้เป็นราชาเท่านั้น สี่องครักษ์ก็แปลกใจไม่แพ้กัน
            "แปลกมาก! เธอเรียนจบมาหลายปีแล้วนะ แล้วไอ้ที่เรียนจบเร็วๆ นั่นน่ะก็เพราะไม่อยากเรียนไม่ใช่หรือไง แล้วทำไมถึงไปเรียนล่ะ"
            "โดนจับชื่อใส่เข้าไปน่ะสิ ลาออกไม่ได้ด้วย"
            ชุเซ็นโดถอนหายใจเมื่อได้ยินแบบนั้น ถ้าลาออกไม่ได้ก็ต้องทำลายโรงเรียนทิ้งสถานเดียว แล้วเขาก็รู้ดีด้วยว่าคนอย่างเอกะไม่มีวันทำอย่างนั้นแน่ แต่ทว่าปัญหามันอยู่ที่ข้อความในกระดาษนี่เสียมากกว่า มันถูกเจาะจงว่าต้องเป็นเอกะโดยเฉพาะหรือจะเป็นใครก็ได้กันแน่ แต่พอได้ฟังเอกะเล่าให้ฟังคร่าวๆ เขาก็ได้รู้ปัจจัยตัวล่อชั้นเยี่ยมให้นักเรียนติดกับ รวมถึงความพิเศษเฉพาะของมัน
            "ที่ฉันรับบททดสอบนี้เพราะฉันสงสัยมากกว่า ฉันทำสัญญาสานพันธมิตรกับนายมาตั้งนานแล้ว...อันที่จริงพวกเราก็ทำกันตั้งแต่รุ่นของท่านทวดแล้ว แต่ทำไมถึงยังมีแบบนี้โผล่มาได้"
            แบบทดสอบพิเศษให้ให้นักเรียนผู้รับบททดสอบทำยังไงก็ได้ให้จตุราชันย์แห่งวิญญาณร่างสัญญาสานพันธมิตรกับนิรันดร์กาลให้ได้ แต่เนื่องด้วยสัญญานี้ถูกร่างมานานแล้ว แถมทุกรุ่นยังต้องมาร่างสัญญาใหม่ร่วมกันทุกรุ่น ซึ่งรุ่นของเอกะก็ทำไปตั้งแต่เอกะยังไม่เข้าเรียน หรือโรงเรียนฮาลเอคังที่มาอาศัยอยู่ที่นิรันดร์กาลจะไม่ได้รู้เรื่องนี้เลย? ให้ตายเหอะ!
            "แล้วจะทำยังไงกับมันล่ะ" ชุเซ็นโดสะบัดกระดาษในมือไปมาอย่างนึกสนุกเมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้
            "งั้นนายร่างสัญญาเป็นพันธมิตรกับฮาลเอคังก็แล้วกัน"
            "ฉันชักจะอยากเจอคนที่ขอให้เธอมาที่นี่เสียแล้วสิ หึๆ" เสียงหัวเราะในลำคอชะงักเมื่อชุเซ็นโดเพิ่งจะสังเกตเห็นดวงตาที่ไม่สดใสเหมือนเมื่อตอนที่เขาเห็นเอกะครั้งที่สอง...ตอนที่เอกะได้รู้ความจริงเกี่ยวกับการตายของเผ่าพันธุ์ของตัวเอง ตอนนั้นเขาพยายามแทบตายกว่าจะทำให้เอกะกลับไปร่าเริงเหมือนเมื่อตอนที่เขาเห็นเธอครั้งแรก เขาทำให้เอกะกลับมาร่าเริงได้สำเร็จ แต่ก็ยิ่งทิ้งรอยแผลที่ยังคงกรีดหัวใจเจ้าตัวจนถึงตอนนี้ ชุเซ็นโดพยายามนึกดูว่าเพราะอะไรเอกะถึงเป็นแบบนั้นอีก เขาพูดอะไรผิดหรือเปล่า ทำให้อะไรให้เธอไม่พอใจหรือยัง แต่พอนึกถึงเรื่องหนึ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นมาล่าสุดเขาก็เข้าใจทันที "เอกะ ที่เธอเศร้าเป็นเพราะคู่หมั้นของเธอใช่ไหม"
            คนถูกถามขมวดคิ้วมุ่น "นายแอบดูบันทึกกรรมของฉันใช่ไหม ชุเซ็น" ดวงตาสีอัฐิเริ่มฉายแววไม่พอใจ
            "ฉันไม่ได้แอบดู แต่ฉันเอามาดูจังๆ ต่อหน้าองครักษ์ของฉันเลย...จ๊าก!" ชุเซ็นโดเอี้ยวตัวหนีถ้วยชาลายสวยราคาแพงที่เขาไปไถจากจตุราชันย์แห่งมายามา "อย่าปาสิ! มันแพงนะ!" ชุเซ็นโดมองถ้วยชาอย่างเสียดายด้วยแววตาละห้อย
            "เอามาดูทำไม"
            "จะทำไมก็ช่าง แต่เธอเลิกทำหน้าแบบนั้นเสียที!" ยอมรับตรงๆ เลยว่าเขาไม่ชอบเลยที่เห็นเธอเป็นแบบนี้
            "...ฉันไม่รู้"
            "อะไรคือไม่รู้ อธิบายมาให้ชัดๆ นะ" ชุเซ็นโดถามด้วยน้ำเสียงจริงจังกว่าที่เคย
            "...ปกติฉันก็อยู่คนเดียวอยู่แล้ว แต่พอหมอนั่นพยายามเข้าใกล้ฉัน ตอนแรกก็รู้สึกรำคาญ แต่พอเห็นหมอนั่นอยู่กับคนอื่น...ฉันก็รู้สึกเหงาขึ้นมาทั้งที่รอบข้างฉันก็มีเมร์กับรีจิล ทั้งที่ทุกทีฉันอยู่คนเดียวก็ไม่ได้รู้สึกแบบนั้นเลย"
            "นั่นเป็นเพราะเธอกำลังกลัวยังไงล่ะ"
            "?"
            "หมอนั่นอยู่ใกล้ชิดเธอจนตัวเธอเองก็ยังไม่รู้"
            "รู้อะไร"
            "หมอนั่นกลายเป็นคนสำคัญของเธอเข้าให้แล้วไง"
            "..."
            "ตอนนี้เธอรู้ตัวหรือยังว่าตัวเองกลัวอะไร" เอกะส่ายหน้า "เธอกลัวที่จะสูญเสียคนสำคัญไปยังไงล่ะ"
            "..."
            "นั่นคือสิ่งที่เธอกลัวที่สุด จุดอ่อนเพียงหนึ่งเดียวของเธอ"
            เอกะถอนหายใจ "บันทึกกรรมของนายนี่บอกทุกอย่างเลยนะ"
            "เปล่า ฉันรู้เรื่องนี้ตอนที่เธออายุได้สามขวบ...ตอนที่ฉันพยายามทำให้เธอกลับมาร่าเริงเหมือนเดิมหลังจากที่เธอได้เจอท่านพ่ออีกครั้งยังไงล่ะ แล้วหลังจากนั้นเมื่อเธอสูญเสียใครไป เธอก็จะมีสภาพแบบนั้น...ซึมเศร้าและเก็บตัว" ชุเซ็นโดยิ้มให้เอกะ "อันที่จริงที่ฉันคอยดูบันทึกกรรมของเธอ เพราะจตุราชันย์แห่งกาลเวลาได้ขอร้องตระกูลฮาเดสที่ขึ้นเป็นจตุราชันย์ให้คอยดูบันทึกกรรมของเอรันที่เกิดในฤดูหนาวน่ะ"
            "เพื่ออะไร"
            "จะเพื่ออะไรก็ช่าง (อันที่จริงชุเซ็นโดไม่รู้) แต่มันก็ทำให้ฉันได้รู้เรื่องหนึ่งก็แล้วกัน" ชุเซ็นโดยิ้มแล้วยื่นหนังสือปึกหน้าเล่มหนึ่งให้เอกะ เอกะรับมาด้วยความสงสัย เมื่อเห็นว่าปกหนังสือทำมาจากเกล็ดมังกรสีเงินที่เธอรู้สึกคุ้นเคย แม้จะไม่มีอะไรเขียนเอาไว้บนหน้าปก แต่เอกะก็รู้ได้ว่ามันคืออะไร
            "...บันทึกกรรมของโนเทียส D เอิร์ลเนล"
            "ลองเปิดดูสิ"
            แม้จะไม่เข้าใจจุดประสงค์ของเพื่อนเก่าแก่ (ที่ความสัมพันธุ์ไม่ค่อยจะเหมือนเพื่อนเท่าไหร่) แต่เอกะก็ยอมเปิดดู บรรยากาศรอบข้างที่เป็นสีขาวมีวิญญาณล่องลอยไปมากลับกลายเป็นสถานที่แห่งหนึ่ง ห้องโถงกว้างที่ประดับด้วยข้าวของเครื่องใช้แต่ละอย่างที่อนุรักษ์วัฒนธรรมของโลกเดิมเอาไว้ทว่ามันก็ทำให้ห้องนี้ดูหรูหรา โคมระย้าที่ห้อยอยู่ใจกลางโถงให้แสงสว่างสีขาวนวลตาที่สามารถเห็นคนทั้งสามที่นั่งอยู่บนโซฟาบุหนังชั้นดีได้อย่างชัดเจน ตรงที่นั่งสามนั่งอยู่นั้นถูกจัดเป็นมุมสี่เหลี่ยม ที่ตรงนั้นโนเทียสนั่งตรงข้ามกับหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งที่อยู่ในชุดเรียบหรูถือพัดแบบผู้ดี ถ้าดูดีๆ จะเห็นว่าหญิงวัยกลางคนคนนี้มีเค้าหน้าคล้ายโนเทียสอยู่ไม่น้อย...คงจะเป็นแม่ของชายหนุ่ม และชานิชที่นั่งอยู่ระหว่างคนทั้งสอง โนเทียสทำหน้าเคร่งเครียดเรื่องที่ทั้งสามคุยกันอยู่ ชานิชเก็บอาการตื่นเต้นดีใจเอาไว้ไม่อยู่ ส่วนหญิงวัยกลางคนคนนั้นก็ทำหน้าดุใส่ลูกชาย เอกะสงสัยว่าทั้งสามกำลังคุยอะไรกันอยู่แต่ก็ไม่ได้เดินเข้าไป แรงกดที่ไหล่ซ้ายทำให้เอกะหันไปมอง ชุเซ็นโดยิ้มให้เอกะที่แม่จะเข้ามาในอดีตของโนเทียสแต่ก็ยังคงมารยาทเอาไว้ ไม่ยอมเข้าไปฟังว่าทั้งสามคุยอะไรกันทั้งทีใจก็อยากรู้
            "เข้าไปฟังใกล้ๆ สิ อยู่ตรงนี้ไม่ได้ยินหรอกนะ"
            "ทำไมนายไม่เล่าเองเสียเลยล่ะ"
            "คำพูดฉันเธออาจไม่เชื่อ แต่เธอก็รู้ว่าบันทึกกรรมแต่ละเล่มของคนแต่ละคนทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตทั้งมวลกาลเวลาล้วนเป็นผู้จดบันทึก เพราะฉะนั้นเธอเชื่อได้แน่นอนว่าสิ่งที่ได้เห็นและได้ยินนั้นเป็นเรื่องจริง"
            "กลัวฉันจะไม่เชื่อสินะ"
            ชุเซ็นโดจับมือเอกะแล้วพาเธอเดินเข้าไปใกล้ๆ ทั้งสามคนที่ตอนนี้ดูเหมือนว่าโนเทียสจะนิ่งไม่ได้อีกแล้ว
            'ผมไม่หมั้น! ทำไมผมต้องหมั้นกับชานิชด้วย!'
          'เพราะคุณหนูตระกูลแอลโรลมีคุณสมบัติเพียบพร้อมทุกด้าน เหมาะสมกับลูกที่สุด'ท่าทางนิ่งแต่ผู้เป็นแม่ก็พูดเสียงดุ
            'แต่ผมมีคู่หมั้นแล้ว!'
            คำว่า 'ผมมีคู่หมั้นแล้ว' ของโนเทียสทำให้เอกะรู้สึกว่าใบหน้าของตัวเองร้อนขึ้นมาแปลกๆ หัวใจที่ด้านชาจนแทบจะไม่เต้นอยู่ตลอดเวลาก็เริ่มเต้นแรงขึ้น คำพูดพวกนั้นทำให้เอกะรู้สึกแปลกๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
            "...ไม่สบายรึไงกันนะ" เอกะพูดกับตัวเองเบาๆ มือขวากดอกซ้ายตรงหัวใจเอาไว้แน่น พยายามบังคับให้มันกลับไปเต้นในจังหวะเชื่องช้าด้านชาเหมือนเดิมที่ดูเหมือนมันจะยิ่งเต้นแรงขึ้น หัวใจที่เต้นในจังหวะด้านชามานานพอมันเต้นแรงมากขนาดนี้เอกะก็รู้สึกกลัวว่ามันจะหลุดออกมาหรือเปล่า ชุเซ็นโดยิ้มขำเนื่องด้วยรู้ว่ายัยตัวเล็กนี่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่นั้นคือความเขิน มือหนายีผมนุ่มสีอัฐิจนยุ่งฟู บอกให้เอกะฟังประโยคต่อไปนี้ให้ดีๆ
            'แล้วลูกหมั้นกับฝ่ายนั้นอย่างเป็นทางการแล้วหรือยังล่ะ? ก็ไม่ ลูกไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้แม่ฟังเลยสักครั้ง ไม่เคยปรึกษากับแม่เลยแม้สักนิด ยัยเด็กนั้นเป็นใครมาจากไหน หัวนอนปลายเท้าแม่ก็ยังไม่รู้ จะรับมาเป็นลูกสะใภ้ได้ยังไงพัดที่กางอยู่ในมือถูกตวัดเก็บ แล้วชี้มายังลูกชายตน 'เพราะฉะนั้นลูกต้องหมั้นกับหนูชานิช นี่เป็นคำสั่ง!'
            โนเทียสหน้าซีดกับคำที่ว่า 'นี่คือคำสั่ง' เพราะเขาไม่อาจปฏิเสธหรือขัดขืนต่อคำสั่งของมารดาได้ ส่วนชานิชก็ยิ้มดีใจที่บทสรุปออกมาเป็นเช่นนี้
            "...ไวท์แปลกๆ พอรู้ว่าเป็นคำสั่งก็ทำอะไรไม่ได้"
            "งั้นเราไปดูกัน สาเหตุของท่าทางแบบนั้น" มือหนากุมมือบางเอาไว้แน่น ชายหนุ่มเดินไปยังกำแพงที่ตอนนี้เกิดหลุมที่พวกเขาเรียกว่า 'ห้วงแห่งกาลเวลา' ขึ้น ทั้งสองคนเดินเข้าไปในนั้นทันที
            คราวนี้บรรยากาศไม่ใช่ห้องโถงกว้างหรูหรานั่นอีกแล้ว แต่เป็นป่าแห่งหนึ่งที่เอกะรู้สึกคุ้นแบบแปลกๆ แต่ก็จำไม่ได้ว่ามันคือที่ไหน กลิ่นอับชื้นแบบป่าดงดิบทำให้ม่านตาของเอกะเริ่มมีขีดสีดำเหมือนดวงตาสัตว์ นั่นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าที่นี่อันตรายถึงขนาดที่คนอย่างเอกะยังถูกปลุกสัญชาตญาณโดยไม่ทันตั้งตัว แล้วทั้งสองก็ได้ยินเสียงร้องไห้งอแงดังขึ้น ชุเซ็นโดยิ้มก่อนที่จะพาเอกะเดินตามเสียงร้องนั่นไป แล้วเขาก็พบกับโนเทียสตัวน้อยที่กอดร่างไร้สติของผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูสาวกว่าคนในห้องโถง แต่ก็เป็นบุคคลคนเดียวกัน ตรงช่วงท้องของหญิงคนนั้นมีกิ่งไม้ขนาดไม่น้อยปักทะลุ เลือดสีแดงข้นไหลออกมาดวงใหญ่ จากกลิ่นของเลือดที่ลอยปะปนมาจากอากาศทำให้เอกะรู้ว่าคนตรงหน้าเป็นใคร
            "นางเป็นมนุษย์หรือเปล่า"
            "เธอเป็นมังกรวารี"
            "ถึงว่า...ทำไมถึงได้หน้าอ่อนขนาดนั้น ทั้งที่อายุอานามก็เยอะแล้ว"
            เอกะถอนหายใจกับคำพูดของชุเซ็นโด "ถ้าอยู่ต่อหน้าผู้หญิงคนไหนอย่าได้ไปพูดเรื่องอายุของเธอเข้าล่ะ"
            คำเตือนของเอกะทำให้ชุเซ็นโดยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ "คนอย่างชุเซ็นโดเคยสนใจความรู้สึกคนอื่นนอกจากเอริรันด้วยหรือ"
            เอกะถอนใจ คร้านที่จะพูดอะไรอีก เธอมองโนเทียสที่ยังคงร้องไห้กอดร่างของแม่เอาไว้ หนังตาเริ่มกระพริบและหรี่ปรือขึ้นมองหน้าโนเทียสที่ยังคงร้องไห้อยู่
            'แม่ฮะ...ผม...ผมขอโทษที่ไม่เชื่อฟังแม่ตั้งแต่แรก ทำให้แม่บาดเจ็บแบบนี้...ฮึก...ต่อไปผมจะเป็นเด็กดี เชื่อฟังคำสั่งของแม่ทุกอย่าง'
            ผู้เป็นแม่แย้มยิ้ม 'จริงหรือ?'
            'ครับ'
            ภาพรอบตัวเริ่มหายไปแล้วกลับมาเป็นบรรยากาศสีขาวที่มีดวงวิญญาณล่องลอยไปมาพร้อมเสียงกรีดร้องเป็นระยะๆ ให้รู้สึกขนลุกเล่น เอกะปิดหนังสือลงแล้วคืนให้ชุเซ็นโด ชายหนุ่มรับคืนแล้วยิ้มให้
            "รู้อย่างนี้แล้วก็รีบไปปรับความเข้าใจกันซะ รู้ไหมว่าเธอเป็นแบบนี้แล้วคนรอบข้างเขาเป็นห่วง"
            รอบยิ้มบางถูกแต้มขึ้นบนเรียวปากของคนฟัง "รวมถึงนายด้วยสินะ"
            ชุเซ็นโดไม่พูดแต่ใบหน้าของเขาเริ่มแดง ชายหนุ่มหันหน้าหนี เอกะยิ้มให้กับท่าทีที่นานๆ ที่คนคนนี้จะเผยให้เห็นสักครั้ง
            "ฉันจะกลับแล้วล่ะ จะไปด้วยใช่ไหม" เอกะลุกขึ้นจากเก้าอี้ ชุเซ็นโดลุกตาม
            "เธอเพิ่งกลับคืนร่างเดิมได้ ใช้อักขระของฉันดีกว่า" ชุเซ็นโดเดินเข้าไปใกล้เอกะ อักขระสีนิลโอบล้อมรอบตัวของทั้งสองเป็นทรงกลมสิบสองชั้นก่อนที่ร่างของทั้งสองจะหายไป
            เมื่อกลับมายังอาคารพละ เอกะก็เห็นว่าพื้นที่เคยเรียบมันเงาตอนนี้แทบจะกลายเป็นผงอยู่แล้ว ยิ่งเห็นใบหน้าแดงก่ำสลับซีดขาวของเรกิที่ตอนนี้แทบจะไม่มีแรงลุกอยู่แล้วเอกะก็ยิ่งรู้สึกใจหาย โนเทียสเงื้อดาบในมือขึ้นหมายจะแทงร่างของเรกิ ไม่ทันที่ใครคาดคิดเอกะรีบพุ่งเข้าไปขวางดาบนั้นทันที มือซ้ายจับใบมีดดาบเอาไว้จนคมดาบเกือบบาดมือ ทุกคนอยู่ในสะภาพตกตะลึงที่อยู่ๆ ผู้ที่ตกลงทำบททดสอบพิเศษที่ไม่น่าจะผ่านได้กลับมาขวางดาบของโนเทียสที่กำลังแทงเรกิได้ทันเวลา
            "เทโตะ เรเซขอยอมแพ้" เอกะพูดในประโยคที่ทำให้ทุกคนตะลึงอีกครั้ง เอกะนั่งลงตรงหน้าเรกิที่ตอนนี้ใบหน้าขาวซีดไร้สีเลือด มือเรียวอังหน้าผากอีกฝ่ายในขณะที่จ้องตาอีกฝ่ายไปด้วย เอกะถอนหายใจ "เรื่องที่เทโตะตกลงกับนายเอาไว้ก่อนสู้ถือเป็นโมฆะนะ ไวท์"
            "...เธอรู้?" โนเทียสแปลกใจไม่น้อย
            "เอกะสามารถอ่านอดีตผ่านดวงตาของผู้ที่มองสบได้" ชุเซ็นโดที่เดินเข้ามาในสนามอธิบายให้โนเทียสฟัง
            "หมอนี่เล่นใช้ข้อตกลงที่ได้เปรียบกับนายน่ะสิ" เอกะพูดขณะที่ผลักให้ร่างของเรกินอนลงก่อนจะค้นอะไรบางอย่างในกระเป๋าเสื้อ
            "ได้เปรียบ?"
            "เทโตะเป็นพี่ชายฉัน เราอยู่บ้านเดียวกัน"
            "หา!?" ทั้งโนเทียส แม่ทัพอาคิลและเหล่าอาจารย์อุทานลั่น ชุเซ็นโดยิ้ม
            "ถึงพวกเราจะไม่ได้เกี่ยวข้องกันตามสายเลือดก็เถอะ แต่ก็ต้องเห็นหน้ากันทุกวันอยู่ดี" เอกะหยิบหลอดแก้วที่ใส่ของเหลวหนืดสีเงินเอาไว้ เธอเปิดจุกฝาออกแล้วประคองให้เรกิดื่มมันเข้าไป "ดื่มซะ ถ้ายังไม่อยากให้ฉันใช้กำลัง"
            จบคำสั่งที่ฟังดูห่วงใยนั่นแหละเรกิก็ยอมดื่มมันแต่โดยดี กลิ่นคาวที่ลอยออกมาจากของเหลวหนืดสีเงินนั่นทำให้โนเทียสรู้ว่ามันคือเลือด แล้วเลือดที่เป็นสีเงินก็มีแต่เลือดของ...
            "เลือดของราชา?" โนเทียสพูดขึ้น เสียงรอบด้านเริ่มฮือฮา
            "โรคประจำตัวน่ะ เทโตะร่างกายไม่แข็งแรงมาแต่ไหนแต่ไร พอออกแรงมากๆ ก็จะเป็นอย่างที่เห็น ต้องใช้เลือดของราชาเท่านั้นถึงจะหาย"
            "แล้วเธอไปเอาเลือดของราชามาจากไหนน่ะ" แน่นอนว่าเรื่องนี้ทุกคนก็อยากรู้เหมือนกัน
            เอกะปรายตาไปทางชุเซ็นโด รอยยิ้มเจ้าเล่ห์เริ่มผุดพลายขึ้น คนถูกจ้องขนลุกตั้งชัน "นั่นเลือดฉันเรอะ!"
            เรกิที่กลืนเลือดอึกสุดท้ายในปากอยู่ถึงกับสำลักทันที "แค่ก! นี่เธอเอาเลือดของไอ้โรคจิตนั่นมาให้ฉันกินหรือ!"
            "แหมๆ ปากเสียอย่างนี้เชือดทิ้งซะดีไหม" ชุเซ็นโดเริ่มออกอาการ 'ขู่' อีกฝ่าย เมื่อเห็นตาดุๆ ของเอกะที่ส่งมาให้เขาก็รีบเลิกสนใจในสิ่งที่จะทำทันที
            เขายังรักชีวิตตัวเองอยู่นะ!
            "ว่าแต่ คนคนนี้เป็นใครน่ะ เอกะ" แม่ทัพอาคิลถามเอกะที่ตอนนี้เลิกสนใจเรกิที่นอนนิ่งอยู่กับพื้นแล้ว
            "ชุเซ็น หมอนี่อยากมาเจอลุงน่ะ"
            "คนนั้นน่ะหรือที่ให้เธอมาหาฉันถึงน่ะ" ดวงตาสีมรกตเริ่มวาวระยับอย่างโรคจิต
            "ชุเซ็น?"
            ชุเซ็นโดยิ้มเมื่อทุกคนทำหน้างง เขาเริ่มแนะนำตัวเอง "เราคือ..."
            "ชุเซ็นโด ฮาเดส จตุราชันย์แห่งความโรคจิต!" ทว่ายังไม่ทันจะได้พูดแนะนำตัว คนป่วยที่นอนใกล้ตายอยู่กับพื้นก็เป็นคนตอบให้ ชุเซ็นโดพยายามทำเป็นไม่ได้ยิน เพราะตอนนี้เอกะจ้องเขาอยู่
            ...อย่าให้เผลอนะ แกไม่รอดแน่!
            "แฮ่ม! ที่เราอยากมาเจอเจ้าเพราะอยากรู้ว่าใครกันที่กล้าใช้เอกะมาร่างสัญญาพันธมิตรกับเราทั้งที่พวกเราร่างกันไปตั้งแต่เอกะยังมีอายุไม่ถึงสองขวบดี"
            "หา!?" คราวนี้ทุกคนอึ้งกันอีกครั้ง
            "แน่นอนว่าเรื่องนี้มีมีพยานคือทุกคนในสวรรค์วิญญาณของเรา นิรันดร์กาลแห่งนี้ และห่วงแห่งกาลเวลาอันเป็นนิจนิรันดร์ ว่าเราได้ทำร่างสัญญากับเอกะตามคำสั่งของบรรพบุรุษที่ได้ลั่นวาจาเอาไว้ว่าห่วงแห่งกาลเวลาอันเป็นนิจนิรันดร์และสวรรค์วิญญาณจะปรองดองกันตลอดไป รวมทั้งให้ความช่วยเหลือนิรันดร์กาลเมื่อถึงคราวเดือดร้อน"
            "แล้วทำไม..." ทำไมพวกเขาไม่รู้เลยล่ะ
            แทนที่จะพูดอะไรอีกชุเซ็นโดโยนม้วนผ้าสีดำขนาดหนึ่งคืบให้แม่ทัพอาคิล แม่ทัพอาคิลคลี่อ่านก็พบว่าสิ่งที่ชุเซ็นโดพูดมาทุกอย่างนั้นเป็นจริง "เพราะฉะนั้นเอกะคงผ่านบททดสอบบ้าๆ นี่แม่เธอจะไม่ไปหาเรา และที่เรามาที่นี่ไม่ได้มาเพื่อดูหน้าเจ้าเท่านั้น แต่เรามาเพื่อร่างสัญญาพันธมิตรกับฮาลเอคังตามที่เอกะขอเอาไว้ด้วย"
            แม่ทัพอาคิลจ้องมองคนพูดอย่างไม่เชื่อหู "ง่ายขนาดนั้นเลยหรือ?"
            "แทนการตอบแทนที่เธอช่วยเราจับ 'หมา' ของเราที่หลุดออกมาเข้ากรง เราจะทำตามทุกอย่างที่เอกะขอหนึ่งอย่าง"
            ชุเซ็นโดไม่ได้อธิบายต่อว่าหมาที่ว่าคืออะไร เพราะฉะนั้นทุกคนจึงไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงได้ง่ายดายแบบนี้นัก ซึ่งอันที่จริงแล้วหมาที่ทุกคนเข้าใจว่ามันธรรมดานั้นกินวิญญาณในสวรรค์วิญญาณไปหลายดวงแล้ว แค่มันหลุดมาตัวเดียวยังไม่รู้เลยว่าทุกคนในฮาลเอคังรวมกันจะต้านมันได้สักเท่าไหร่
            "กี่ตัวหรือ" โนเทียสกระซิบถามเอกะ
            "หมาสามหัวสี่ตัว"
            โนเทียสไม่เข้าใจว่าหมาสามหัวที่เอกะพูดถึงนั้นคือตัวอะไรแต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ แล้วเสียงหวอเตือนภัยก็ดังขึ้นทั่วอาคารพละ จอมอนิเตอร์เลื่อนลงมาจากเพดานเผยให้เห็นแสงสีแดงกระพริบตามจุดต่างๆ บนแผนที่ และจุดสีดำใหญ่เล็กมามายทั่วแผนที่
            "แย่แล้ว! ศัตรูบุก!"
            แสงสีแดงคือจุดที่นักเรียนของโรงเรียนฮาลเอคังอยู่ จุดสีดำคือจุดของพวกโลกมืด ทุกคนนิ่งค้างกับจำนวนมหาศาลเหล่านั้นที่อยู่บนแผนที่ใกล้กับพวกนักเรียนของตน เอกะมองจุดที่ดำที่แปลกไปจากจุดอื่น มันเป็นสัญลักษณ์อะไรสักอย่างสีดำที่ทำให้เอกะเบิกตากว้าง ฉับพลันมันก็เปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราดเมื่อนึกถึงบุคคลคนหนึ่ง เอกะยกหลังมือข้างขวาขึ้นแล้วถลกเสื้อแขนยาวขึ้นเผยให้เห็นนาฬิกาข้อมือสีดำที่ดูแปลกๆ เอกะกดปุ่มบนนั้นรัวเร็วแล้วกรอกเสียง
            "ประภาคารเรียกเนเธียร์ ตอนนี้หน่วยไหนบ้างที่พร้อมรบที่สุด!"
            [...เอกะ! ติดสักที! ตอนนี้พวกเราทุกหน่วยเตรียมพร้อมหมดแล้ว สั่งการมาได้เลย!] ปลายเสียงนั้นดูจะดีใจที่ได้ยินเสียงเธอ แสดงว่าฝั่งนั้นพยายามติดต่อกับเธอแต่ติดต่อไม่ได้ อาจารย์ทุกคนมองเอกะอย่างตกใจที่ตอนนี้เด็กนักเรียนของพวกเขากำลังคุยกับใครอยู่ก็ไม่รู้แถมยังเตรียมกำลังรบอีก
            เอกะมองจุดที่ปรากฏบนแผนที่แล้วประมวลผลในสมอง ออกคำสั่งรัว มือซ้ายก็กางอักขระรอบตัวแล้วเชื่อมต่อไปที่เนเธียร์อย่างรวดเร็ว "หน้าที่ของพวกเราคือพานักเรียนของโรงเรียนฮาลเอคังกลับมาที่โรงเรียนให้ได้ ถ้าเจอศัตรูฆ่าทันที หน่วยห้าไปที่น่านน้ำเจ็ดสีไปเข้าอักขระที่หน้าลานน้ำพุ หน่วยหกไปที่เขตป่าฤดูไม้ผลัดใบไปเข้าอักขระที่หน้าลานดินเขตหก หน่วยที่..." เอกะออกคำสั่งต่อไปเรื่อยๆ อย่างรวดเร็วท่ามกลางสายตาอึ้งทึ่งของทุกคนที่ไม่คิดมาก่อนว่าเด็กที่ทำคะแนนสอบได้บัดซบที่สุดเท่าที่เคยมีมาจะออกคำสั่งได้อย่างชำนาญรวดเร็วทั้งที่มืดก็กางอักขระโดยไม่หยุด แถมคนทั้งหมดที่พวกเขาได้ยินก็รู้เลยว่าไม่น้อยก็ทำตามคำสั่งของเด็กสาวอย่างเต็มใจและยอมรับ เมื่อทุกหน่วยประจำที่ของตนเสร็จแล้วก็บอกกลับมากว่าพร้อมแล้ว "...ส่วนฉันจะไปที่ธารนรกหิมะเอง แล้วก็...จำคำคำนี้เอาไว้ให้ดี"
            [อะไรหรือ]
            "จะแพ้หรือชนะก็ช่าง ฉันขอเพียงแค่อย่างเดียว...รอดกลับมาให้ได้ทุกคนนะ" คำพูดนั้นทำให้เหล่าอาจารย์ แม่ทัพอาคิลและโนเทียสอึ้งด้วยความคาดไม่ถึงว่าเอกะจะพูดแบบนี้ ชุเซ็นโดที่มองอยู่ถึงกับยิ้ม และแน่นอนว่าทุกหน่วยที่เอกะไม่เห็นอยู่นั้นก็ยิ้มออกมาเช่นกัน
            [ครับ!/ค่ะ!]
            "แล้วฉันล่ะ?" เรกิที่นอนป่วยอยู่ถามด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูก็รู้ว่าไม่มีแรง
            "ชุเซ็น ฉันฝากนายดูเรกิด้วยล่ะ ถ้าหมอนี่ขัดขืนก็จับกดแล้วทุบจนกว่าจะสลบได้เลย ฉันอนุญาต" คนฟังช็อกไปตามๆ กัน...จับกดแล้วทุกจนกว่าจะสลบเลยหรือ ไม่โหดไปหรือนั่น ส่วนชุเซ็นโดเผยยิ้มอย่างชอบใจเมื่อได้ฟังแบบนั้น
            "เอกะ เจ้านั่นมันโรคจิตนะ!" น้ำเสียงไม่มีแรงตอนนี้อยากจะร้องไห้เหลือเกิน ก็เจ้านี่มันซาดิสม์ รักที่จะเห็นคนอื่นเจ็บปวดทรมานน่ะสิ!
            "ก็เพราะโรคจิตน่ะสิ นายจะได้กลัว" เอกะหันไปคว้ามือของโนเทียสแล้วยิ้มให้ "ไปกันเถอะ"
            "อืม" ถึงเขาจะคาดไม่ถึงว่าเอกะจะชวนให้เขาไปด้วย แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ อักขระสีอัฐิห้อมล้อมร่างของทั้งสองเอาไว้ แล้วร่างทั้งสองก็หายไป
            "ชิ" เรกิหันหน้าหนีเมื่อร่างทั้งสองหายไปแล้ว
            "อิจฉาหรือ" ชุเซ็นโดถามยิ้มๆ
            "เจ้าไม่รู้อะไรแล้วก็อย่าพูด"
            "แล้วเจ้ารู้อะไรล่ะ"
            "โรคจิตแล้วยังตาไม่ดีอีกนะเจ้า" ชุเซ็นโดเริ่มรู้สึกอยากประทุษร้ายคนตรงหน้าฉับพลัน "ไม่เห็นรึไง สัญลักษณ์ที่อยู่บนแผนที่ที่เอกะไปน่ะ"
            ชุเซ็นโดหันไปดู สัญลักษณ์รูปอีกาสยายปีกที่มีหางเหมือนนกยูงนั่นทำให้เขาเบิกตากว้าง "...เสนาธิการแห่งความมืด! นี่เจ้าอย่าบอกนะว่ายัยเด็กนั่น...ตายๆๆ"
            "เอกะทำไมหรือ" แม่ทัพอาคิลเริ่มมีสีหน้าไม่ดีเมื่อชุเซ็นโดพูดถึงเสนาธิการแห่งความมืดที่มีความสามารถเป็นรองแค่ผู้นำแห่งความมืดเท่านั้น
            "สถานที่ที่เอกะไปมีเสนาธิการแห่งความมืดอยู่" ชุเซ็นโดอยากจะตามไปเหลือเกินหากยัยตัวเล็กไม่ขอให้เขาต้องดูแลเรกิอยู่ก่อนแล้ว แม่ทัพอาคิลหน้าซีด ที่นั่นมีนักเรียนของโรงเรียนฮาลเอคังไปเป็นจำนวนมาก
            "เธอไม่รู้หรือ"
            "ก็เพราะรู้น่ะสิถึงได้ไม่ให้หน่วยอื่นไปแล้วไปคนเดียว" เรกิตอบเสียงเบาหวิว
            "หมายความว่ายังไง"
            "เสนาธิการแห่งความมืดเป็นคนฆ่าแม่ของเอกะ แล้วลุงคิดว่าเธอไปทำอะไรที่นั่นล่ะ"
            "จะบ้าหรือไง! นั่นเสนาธิการแห่งความมืดนะ!" อาจารย์คนบ้าตะเบ็งเสียงลั่น
            "เพราะอย่างนั้นเอกะถึงได้ให้ราชาแห่งผืนฟ้าไปด้วยไง หน้าที่ของหมอนั่นมีเพียงแค่ไปพานักเรียนกลับเท่านั้น ส่วนสิ่งที่เธอจะทำคือการแก้แค้น" เรกิไม่สนใจเสียงของอาจารย์ทั้งหลายที่เริ่มฮือฮามากขึ้นเรื่อยๆ เรกิกัดฟันเมื่อนึกถึงสภาพของเอกะในตอนนี้ "ถ้าเธอยังคงอยู่ในสภาพดีเหมือนเมื่อห้าพันปีก่อน ผมจะไม่ห่วงเธอเลย"
            "จะทำได้หรือ"
            "ก็ต้องรอดูต่อไป" ชุเซ็นโดยังคงวางท่าทางนิ่งสงบสมเป็นหนึ่งในสี่จตุราชันย์
 
            เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งโนเทียสก็พบว่าตอนนี้สภาพแวดล้อมที่เขายืนอยู่นั่นเป็นทุ่งที่มีแต่หิมะกับต้นไม้เบาบางและมีหิมะเริ่มตกลงมา สายน้ำที่ไหลอยู่นั้นเป็นก้อนน้ำแข็งลอยไปตามน้ำไหล เอกะที่ยืนอยู่ข้างๆ กระชับผ้าพันคอสีอัฐิแน่น ดวงตาสีอัฐิดูมุ่งมุ่นกว่าเคยเห็นครั้งไหนๆ ที่นี่ในตอนนี้มีเพียงแค่พวกเราอยู่กันสองคนเท่านั้น โนเทียสคงต้องบอกเอกะเสียทีว่าเพราะอะไรสองวันมานี้เขาถึงได้ทำตัวห่างเหินกับเธอนัก
            “เอกะ สองวันที่ผ่านมานี้ฉันขอโทษนะ”
            “เรื่องอะไร” เอกะขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่เข้าใจ
            “เรื่องหมั้นนั่นน่ะ...”
            เอกะเพียงแค่ยิ้ม “ไม่ต้องหรอก ฉันรู้หมดแล้วล่ะ”
            “!?” อะไร เขายังไม่ได้บอกอะไรเธอเลยนะ หรือมีคนบอกเธอแล้ว!
            “อดีตของนายเป็นคนบอก เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลว่าฉันจะเข้าใจผิด”
            โนเทียสนึกไปถึงตอนที่ชุเซ็นโดบอกว่าเอกะสามารถอ่านอดีตผ่านทางดวงตาของผู้ที่มองสบได้...หรือเธอจะดูจากดวงตาของเขากัน?
            “ชุเซ็นเอาบันทึกกรรมของนายมาให้ฉันดูตอนที่ยังไม่กลับมา ฉันก็เลยรู้”
            “บันทึกกรรม?”
            “บันทึกที่บันทึกทุกอย่างตั้งแต่เราเกิดจนตาย โดยกาลเวลาเป็นผู้จดบันทึก เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องกลัวว่ามันเป็นเรื่องโกหก” เอกะจ้องหน้าโนเทียสจริงจัง “ที่ฉันพาไวท์มาที่นี่เพราะอยากให้นายพานักเรียนกลับไป...ส่วนฉันจะไปเคลียร์ธุระกับคนคนหนึ่ง”
            “เธอจะทำอะไร?” โนเทียสไม่เข้าใจ ในเมื่อที่นี่มีแต่นักเรียนของโรงเรียนฮาลเอคังกับพวกศัตรู
            “แก้แค้น”
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 30 ครั้ง

205 ความคิดเห็น

  1. #182 slkf (@slkf) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2558 / 19:20
    แม่โน(ย่อ)ไม่รู้ว่าเอกะกับโนหมั้นกันหรอ?
    #182
    0
  2. #41 ploy (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2555 / 20:49
    เอกะกับโนเทียสดีกันแล้ว
    #41
    0