MarkBam :: sf พี่มาร์คลูกติด//นกข้างบ้าน//นกข้างตัว//ตัวปัญหา//แมวแบม

ตอนที่ 11 : SF ::: มาร์คลูกติด #9

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6740
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 124 ครั้ง
    17 ก.ย. 59






# พี่มาร์คลูกติด 9




           ~ตึกๆ ตึกๆ ตึกๆ 

          “เฮ้!!!!”

          “สีแดงสู้ๆ”

          “สีฟ้าสู้ตาย สีฟ้าสู้ๆ”

          เสียงเฮ้เชียร์สนั่นแบบนี้ไม่ต้องบอกก็คงรู้ใช่ไหมครับว่าผมอยู่ในงาน ‘กีฬาสี’ ไม่ใช่กีฬาคณะ ไม่ใช่กีฬามหาลัย แต่เป็นกีฬาสีโรงเรียนอนุบาล 

          ก็โรงเรียนอนุบาลหมีน้อยของปันปันไง จะของใครละ -_-;

          “แบมแบม!!” ร่างเล็กของปันปันวิ่งเข้ามาแล้วกอดคอผมหมับ ในตอนที่ผมเดินเข้ามาในโรงเรียนพร้อมกับชุดที่คุณครูประจำชั้นเอาให้เมื่อวาน

          เมื่อคืนผมปฏิเสธเสียงแข็งว่ายังไงก็จะไม่ยอมมางานกีฬาสีของเรียนปันปันเด็ดขาด แม้พี่มาร์คกับปันปันจะสรรหาทุกคำพูดมาโน้มน้าวกึ่งบังคับผมอยู่ทั้งคืน 

          จนเมื่อเช้าก่อนที่สองพ่อลูกนี้จะออกจากห้อง ผมกำลังนั่งดูข่าวตอนเช้าปันปันในชุดกีฬาก็ลากชุดของผมออกมาจากห้องแล้วปีนขึ้นมานั่งตักแล้วเอามือจับแก้มผมไว้ทั้งสองข้าง

          “ปันอยากให้แบมแบมไปด้วย” แววตาขี้อ้อนงัดมาเต็ม นี่ยังไม่รวมกับการยื่นริมฝีปากล่างออกมาแล้วกระพริบตาปริบๆ ใส่ผมด้วยนะ 

         แต่ไม่ได้..ผมจะใจอ่อนไม่ได้เด็ดขาด “แบมไม่ว่าง..ปันปันไปกับมาร์คได้ไหมครับ?” 

          ปันปันหันหน้าไปหาพ่อตัวเองที่กำลังยืนจัดอาหารเช้าอยู่ที่โต๊ะอาหาร พี่มาร์คมองมาที่เรานิดหน่อยเค้าคงยอมแพ้ผมตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว เช้านี้จึงไม่ได้รบเร้าอะไรให้ผมลำบากใจอีก ผิดกับเจ้าตัวเล็กที่ยังคิดอะไรแบบนั่นไม่ได้ และไม่ใช่คนจะยอมแพ้อะไรง่ายๆซะ ด้วย

          “เฮ้ยยยยยากจัง” เขาถอนหายใจเป็นรอบที่สามสิบได้ถ้านับจากเมื่อคืน ยังไม่รวมตอนจะนอนด้วย ความพยายามล้นหลามจริงๆ

          “แบมขอโทษ..พี่แบมไปไม่ได้จริงๆ ไม่งอนนะครับเด็กดี” ผมเอาหัวชนกับหน้าผากเล็กเบาๆ แล้วจี้เอวปันปันเล่นผมอยากให้เขาผ่อนคลาย มันอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดทุกครั้งที่เห็นแววตาของความผิดหวัง แต่จะให้ผมทำยังไงผมไปไม่ได้

          “ปันปันมากินข้าวครับ..เดี๋ยวสายนะ” เสียงพี่มาร์คเรียกมาจากในครัว

          “ปันไม่อยากไปแล้ว..” สายตาผิดหวังพร้อมใบหน้าเศร้าๆ ปันปันค่อยๆ คลานลงจากตักผมแล้วเดินคอตกไปที่โต๊ะอาหาร 

          พอปีนขึ้นเก้าอี้ได้เขาฟุบหน้าลงกับโต๊ะอย่างเซ็งๆ ผมที่เดินมานั่งอีกทางมองดูอย่างรู้สึกผิด 

          “ทานข้าวครับ” พี่มาร์คบอกลูกเสียงแข็งนิดหน่อยเพราะเจ้าตัวเล็กเริ่มจะงอแง

          “ปันไม่ไปได้ไหม?” ปันปันเอียงคอถามพ่อตัวเองในขณะที่มือก็หยิบขนมปังเข้าปากไปด้วย

          “ทำไมครับ คุณครูบอกว่าซ้อมมาตั้งนานถึงวันจริงไม่อยากไปแล้วหรอ?” พี่มาร์คที่ใส่ชุดสีฬาสีขาว สีเดียวกับลูกชายตัวเองยกแก้วกาแฟขึ้นจิบเล็กน้อย

          ปันปันเขาได้เป็นตัวแทนของห้องลงแข่งวิ่งด้วยคุณครูชมให้เราฟังใหญ่ว่าเขาตั้งใจซ้อมมากๆ

          “แบมแบมไม่ไป..ปันปันก็ไม่อยากไป” คำพูดของปันปันเล่นเอาขนมปังที่ผมพึ่งกลืนลงไปติดคออย่างกระทันหันจนตกยกนมขึ้นมาดื่ม

          “ผมขอโทษนะพี่มาร์ค” ผมช้อนสายตาขึ้นมองหน้าพี่มาร์คที่มองผมอยู่ก่อนแล้ว

          “ไม่เป็นไรพี่เข้าใจ..แต่ปันปันเค้ายังเด็ก. ยังไม่รู้ว่ากำลังทำให้นายลำบากใจ พี่ต่างหากต้องขอโทษ” เมื่อคืนผมอธิบายจนพี่มาร์คเข้าใจว่าทำไมผมถึงไม่อยากไปงานกีฬาสีวันนี้ 

          จนกินข้าวอิ่มปันปันกับพี่มาร์คก็ออกจากห้องไปแล้วผมยังคงใจแข็งไม่ยอมไปกับพวกเขา ทั้งๆ ที่วันนี้ผมก็ไม่มีเรียน แถมยังว่างจนไม่มีอะไรทำด้วย

          “ปันอยากมีแม่ อยากให้แม่ไปดู ลิซ่าก็มี มันเซก็มี แต่ปันไม่มี..” คำพูดทิ้งท้ายก่อนจะออกจากห้องของปันปันยังวนเวียนในหัวผมเหมือนเขานั่งพูดมันซ้ำๆ ไม่ยอมไปไหน 

          ปันปันงอแงเล็กน้อยไม่อยากไปโรงเรียนแต่พี่มาร์คเขาก็มีวิธีหลอกล่อลูกเขาไปจนได้ และปันปันเองก็ไม่ใช่เด็กดื้อ สุดท้ายจึงเหลือแค่ผมที่นั่งมองชุดกีฬาด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง

          ผมรู้ว่าปันปันอยากให้ผมไปเชียร์ อยากให้ผมไปงานในวันนี้ด้วย เพราะคุณครูเขาบอกว่างานวันนี้เชิญพ่อแม่ผู้ปกครองเด็กทุกคน ก็เพราะมาทุกคนไง ผมถึงไม่ไป ผมไม่อยากให้ปันปันเขารู้ว่าเราแตกต่าง 

          เพราะเขายังเด็ก..เขาไม่รู้ด้วยซำ้ว่าแม่คืออะไร นอกจากท้อปปิ้งที่พี่มาร์คพาลูกตีความหมายเอาไว้ ผมกลัวว่าเขาจะสังเกตเห็นว่าตัวเองไม่เหมือนเพื่อน แม้เขาจะรู้สึกดีใจที่มีผมเป็นแม่ แต่เขาต้องรู้ว่าแม่คนอื่นเป็นผู้หญิง ไม่ใช่ผู้ชายเหมือนแม่ของเขา

          ผมนอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนโซฟาอยู่หลายตลบ เพราะความคิดที่ตีกันวุ่นวายไปหมด ผมอธิบายเหตุผลให้พี่มาร์คเข้าใจได้ แต่สำหรับปันปันมันไม่ใช่..เขายังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจเรื่องพวกนี้

          ‘ปันอยากให้แบมแบมไป..อยากให้แม่ไปด้วย’ 

          คำพูดและแววตานั้นผมไม่สามารถลบมันออกจากหัวได้เลย ในที่สุดก็ต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้ เปลี่ยนชุดออกมาที่โรงเรียนอนุบาลนี้จนได้



          “คิกๆๆ” เสียงหัวเราะคิกคักถูกอกถูกใจในการมาของผมของปันปันดังอยู่ที่หูผมเบาๆ เพราะเจ้าตัวเล่นกอดคอผมไม่ยอมปล่อยจนผมต้องอุ้มเขาขึ้นอย่างเสียมิได้

          “คิดไว้แล้วว่านายต้องมา” พี่มาร์คเดินเอามีล้วงกระเป๋ากางเกงเดินมาทางผม

          “รู้ได้ไง”

          “สัญชาตญาณไง สัญชาตญาณของความเป็นพ่อแม่” เขาขำหึหึในลำคอยกยิ้มมุมปากให้ผมเบาๆ แล้วเดินนำผมไปอีกทาง เพราะผมมาช้างานกีฬาเลยเริ่มไปบ้างแล้ว


          “เอาล่ะค่ะ...เมื่อตอนนี้พร้อมกันแล้วเราจะมาเริ่มแข่งกีฬากันเลยนะคะ” 

          “เฮ้ !!!” 

          งานแข่งกีฬาก็ดำเนินไปด้วยความสนุกสนานและวุ่นวายสมกับเป็นงานของเด็กอนุบาล มีทั้งเสียงหัวเราะและร้องไห้ปนกันไป ด้วยความที่งานจัดในโรงยิมจึงไม่ได้รู้สึกร้อนอะไร พ่อแม่ของเด็กหลายคนก็ออกท่าออกทางเชียร์ลูกตัวเองจนผมคิดว่าน่าจะเหนื่อยกว่าคนแข่งด้วยซ้ำ ผมนั่งดูอยู่ตรงนี้ยังแอบขำออกมาอย่างเอ็นดู

          เรานั่งอยู่ในโซนที่คุณครูจัดไว้ให้ ซึ่งห้องปันปันอยู่สีขาว ทั้งเด็กๆ คุณครูประจำชั้น และผู้ปกครองเองจึงใส่ชุดสีขาวที่โรงเรียนเตรียมไว้ให้กันถ้วนหน้าเสียงเชียร์ เสียงกลองดังหนวกหู แต่ก็สนุกดี เวลาดูเด็กๆ เขาเล่นกัน ดูยังไงก็สนุก น่ารักจนกลั้นยิ้มไม่อยู่จริงๆ

          “ใกล้ได้เวลาแข่งแล้วค่ะ เชิญคุณพ่อคุณแม่น้องปันปันด้วยนะคะ” คุณครูประจำชั้นปันปันเดินมาเรียนผมกับพี่มาร์คที่นั่งอยู่บนแสตนเชียร์ โดยมีปันปันที่ยังไม่ยอมลงจากตักผม


          เราเดินมารวมตัวกับเด็กๆ ที่เป็นตัวแทนในการวิ่งแข่งในแต่ละสี เมื่อมาครบคุณครูเริ่มอธิบายกติกาให้เราฟังอย่างละเอียด

          “คุณพ่อกับน้องอยู่ที่จุดปล่อยตัวนะคะ ส่วนคุณแม่ให้ไปรอที่เส้นชัย ใครสวมกอดคุณแม่เป็นคนแรกถือว่าเป็นผู้ชนะนะคะ”

          ผมและเหล่าพ่อแม่ของเด็กๆ ยืนฟังแล้วพยักหน้ารับ ผมปล่อยให้พี่มาร์คกับปันปันที่กระโดดไปมาเพื่อวอมร่างกายอยู่ที่จุดสตาร์ท แล้วเดินมารอที่เส้นชัยตามที่คุณครูเพิ่งจะบอก ผมสังเกตเห็นได้ชัดว่าตัวเองแตกต่าง มองไปข้างๆ มีแต่เหล่าคนแม่ทั้งวัยกลางคน และยังสาว มีเพียงผมที่เป็นผู้ชาย

          พี่มาร์คที่ยืนมองอยู่ไม่ไกลเหมือนจะรู้ว่าผมรู้สึกเขาส่งยิ้มแบบอบอุ่นมาให้แต่มันไม่ได้ลดความกดดันในใจผมลงได้เลย 

          ผมมองดูปันปัน เด็กน้อยที่ไม่เข้าใจแม้กระทั่งคำว่า ‘แม่’ การที่เขาชอบผม ติดผม เรียกผมว่าแม่ มันทำให้ผมรู้สึกผิดอยู่ในใจว่าตัวเองกำลังทำให้เขาเข้าใจความหมายของแม่แตกต่างจากคนอื่น

          “ปันปัน..นั่นแม่ของนายหรอ?” 

          ผมเงยหน้าหันไปมองเด็กผู้ชายหน้าตาน่ารักใส่เสื้อกีฬาสีฟ้า สะกิดแขนถามปันปันเบาๆ แต่เหมือนคำถามนั้นกำลังลอยมาตอกหน้าผากผม ด้วยความที่สนามแข่งสำหรับเด็กมันไม่ได้ไกลมากผมได้ยินมันชัดเจนเต็มสองหู นั้นนะสิ..ผมหน่ะหรอ ‘แม่ของปันปัน’

          “ใช่..แม่ของปันเอง” ปันปันมองมาที่ผมแล้วส่งยิ้มหวานแบบที่เขาชอบทำมาให้ แต่ไม่รู้ทำไมรอยยิ้มที่บริสุทธิ์นั้นถึงได้ทำให้หัวใจผมเจ็บปวดขึ้นมาได้

          ผมหันซ้ายหันขวาเห็นมีผู้ปกครองบางคนมองมาที่ผมแล้วมองไปที่ปันปันด้วยสายตาที่ผมเองก็อ่านไม่ออก บางคนชื่นชม แต่บางคนก็สมเพช ผมจะไม่รู้สึกอะไรเลยถ้าสายตาเหล่านั้นมองมาที่ผมคนเดียว ไม่ได้มองไปที่ ‘ลูกผม’ ด้วย 

          ในที่สุดผมก็ทนไม่ไหวลุกเดินออกมาจากตรงนั้นก่อนที่น้ำตางี่เง้านี่จะไหลลงมาให้คนสมเพชเรามากไปกว่านี้ พี่มาร์คกับปันปันดูท่าจะตกใจไม่น้อย แต่ผมไม่มีเวลาสนใจผมวิ่งออกมาโดยที่เสียงกลองเสียงเชียร์ยังคงดังอยู่รอบๆ

          ผมหนีออกมานั่งร้องไห้อยู่คนเดียวที่ต้นไม้หลังโรงยิม ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองร้องไห้ทำไม แต่เมื่อผมมองไปที่ปันปันผมก็อดจะสงสารเขาไม่ได้ 

          “สบายใจขึ้นบ้างไหม” เสียงเย็นๆ ของคนที่ผมคุ้นเคยเอ่ยขึ้นพร้อมร่างสูงที่นั่งลงข้างๆ

          “ผมขอโทษ..ผมไม่น่ามาที่นี้เลย” ผมใช้หลังมือปาดน้ำตาออกลวกๆ แล้วกำลังจะลุกขึ้นหนีถ้าไม่ติดว่ามีมือของคนข้างๆ ดึงให้นั่งลงตามเดิม

          “นายมานั้นแหละดีแล้ว” พี่มาร์คยังคงยกยิ้มให้ผมบางๆ ในแบบของเขาแต่ครั้งนี้มันทำให้ผมใจชื่นขึ้นมาแปลกๆ เขาเอื้อมมือมาเกลี่ยน้ำตาที่แก้มผมอย่างเบามือ “ตอนที่นายยังไม่มาปันปันเอาแต่งอแงให้พี่อุ้ม แทบจะไม่ยอมทำอะไรเลย บอกอยากกลับบ้านท่าเดียว”

          ผมหันมองจ้องหน้าพี่มาร์คที่เรียบริ่งจนผมอ่านความคิดเขาไม่ออก 

          “นายก็รู้ปันปันเค้าอยากมีแม่” 

          “แม่ที่เป็นผู้ชายแบบผมหน่ะหรอ?” อยู่ๆ น้ำตาผมก็ไหลลงมาอีกรอยทั้งที่มันเพิ่งจะเหือดแห้งไป

          “คิดมากเกินไปแล้ว” มือหนาวางลงที่หัวผมแล้วลูบไปมาเบาๆ 

          “พี่ไม่เห็นหรอว่าใครๆ ก็มองเรา.. อึกปันปันเค้าไม่รู้เรื่องเพราะเค้ายังเด็ก แต่ผมไม่ชอบ! ผมไม่ชอบที่ใครๆมองลูกผมแบบนั้น!” ผมสะอึกสะอื้นเป็นเด็กต่อหน้าพี่มาร์คอีกครั้ง ทั้งที่คิดว่ามันหน้าอายแต่ก็หยุดร้องไห้ไม่ได้สักที

          “แบมแบม..เราห้ามความคิดคนอื่นไม่ได้หรอกนะ มันก็จริงที่ว่าเราไม่เหมือนครอบครัวอื่น แต่นายจะแคร์คนอื่นทำไม ในเมื่อปันปันเองก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองแตกต่าง..” มือหนาเอื้อมมากุมมือผมแล้วบีบเบาๆ  “การที่มีนายเข้ามามันทำให้เขามีความสุขมากนะ นายช่วยเติมเต็มในสิ่งที่พี่ให้ลูกไม่ได้ สำหรับปันปันนายคือแม่ของเขา แล้วนายละแบมแบม..มองว่าเขาเป็นลูกแล้วหรือยัง?”

           นี่คงเป็นประโยคที่ยาวที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินจากปากพี่มาร์ค แต่มันก็ช่วยให้ผมคิดอะไรได้หลายอย่าง 

          “แบมแบม!!” เสียงแหลมมาพร้อมกับร่างเล็กของเด็กวัยสี่ขวบ 

          ปันปันวิ่งเข้ามากอดผมทันทีที่ถึงตัว นั้นนะสิ..ผมจะไปแคร์คนอื่นทำไม นี่สิที่ผมต้องแคร์ความรู้สึกเล็กๆ ของเด็กคนนี้ต่างหากที่ผมควรใส่ใจ

          “ขอโทษนะปันปัน แม่ขอโทษนะลูก” ผมกอดแล้วหอมขมับเล็กของลูกชายไปมา ตอนนี้ผมพูดออกมาได้อย่างเต็มปากเต็มคำแล้วว่า ‘ปันปันคือลูกของผม’

          เรากลับเข้ามาในโรงยิมอีกครั้งเพราะการแข่งขันหยุดไปชั่วคราวอาจจะเพราะผมหายออกไปด้วย และเพราะมีน้องอีกคนฉี่ใส่กางเกง คุณครูจึงหยุดการแข่งขันไว้ชั่วครู่ และเมื่อการแข่งขันเริ่มขึ้น ลูกชายของผมก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง วิ่งเข้าเส้นชัยเป็นคนสุดท้ายด้วยขาสั้นๆ ของเขา แต่ใบหน้าและรอยยิ้มตอนที่เค้าวิ่งเข้ามาหาผมยังติดตาผมไม่ไปไหน ปันปันไม่ได้อยากวิ่งมาให้ถึงผมเป็นคนแรก แต่เขาอยากวิ่งมากอดผมต่างหาก นี่ละมั่งจุดประสงค์ของกีฬาสีอนุบาล ไม่ได้หวังผลแพ้ชนะ แต่จุดประสงค์หลักคือรอยยิ้มเล็กๆ ของเด็กๆ 

          ปันปันยังคงหัวเราะคิกคักแม้ว่าตัวเองจะแพ้ ผมยังจำวินาทีที่เข้าวิ่งเข้ามาสวมกอดผมที่เส้นชัยได้ดี สายตาที่จ้องมาที่ผมคนเดียว รอยยิ้มเสียงหัวเราะมันบอกผมว่าเขามีความสุขมากแค่ไหนที่มีผม ผมบอกกับตัวเองในวินาทีนั้นว่าต่อไปผมกำลังจะเป็นแม่คนจริงๆ แล้ว

          หลังการแข่งขันจบลงก็ถึงเวลาทานอาหารเที่ยง ที่โรงเรียนจัดให้เรามานั่งกินข้าวกับลูกๆ ผมมองไปรอบๆอีกครั้ง เห็นรอยยิ้มเสียงหัวเราะของเด็กๆ อีกหลายคนแม้บางคนจะไม่มีพ่อแม่มาด้วย บางคนมากับพี่ มากับป้า ผมหันมามองปันปันอีกครั้ง 

          “มันก็ไม่ใช่ว่าจะมีแค่เราที่แตกต่าง” พี่มาร์คที่นั่งข้างๆ เอื้อมมือมาจับมือผมอีกครั้ง “เลิกคิดมากได้แล้ว” มือหนาขยี้หัวผมเบาๆ จนเจ้าเด็กที่กำลังกินข้าวหัวเราะเราคิกคักๆ

          “ปันปัน..นั่นท้อปปิ้งของเธอนี่” เด็กผู้หญิงมัดผมแกะสองข้างที่นั่งกินข้าวอยู่โต๊ะข้างๆ ถามขึ้น

          “ใช่..ท้องปิ้งของปันเอง..สวยมั้ย?” ปันปันเงยหน้าขึ้นไปคุยกับเพื่อน

          “สวย..แม่เธอสวยน่าอิจฉาจัง” เด็กคนนั่นมองมาที่ผมแล้วส่งยิ้มหวานมาให้

          “เธอก็สวยลิซ่า ปันก็ชอบเธอนะ” 

          ผมกับพี่มาร์คหันมองหน้ากันทันทีที่ประโยคนั้นหลุดออกจากปากปันปัน เรารีบหันไปก้มหัวเพื่อขอโทษพ่อแม่ของน้องลิซ่าที่ลูกชายเราดันไปบอกชอบลูกเขาต่อหน้าต่อตาแบบนั้น และเหมือนว่าเจ้าตัวจะไม่ได้สะทกสะท้านกับเหตุการณ์นี้ด้วย ตักข้าวเข้าปากเคี้ยวตุ่ยๆ ยังดีที่พ่อแม่น้องเขาก็ไม่ได้ถือสาอะไร คงมองว่ามันเป็นเรื่องน่ารักๆ แบบเด็กๆ 

          ส่วนหนูลิซ่าก็เขินหน้าแดงม้วนไปแล้ว นี่โลกมันหมุนไวเกินไปหรือป่าวพวกหนูเพิ่งจะสี่ขวบเองนะลูกจะรีบโตไปไหน ให้พ่อแม่ได้เตรียมใจกันบ้างสิ

          งานกีฬาสีจบลงอย่างสนุกสนานมีทั้งแพ้ทั้งชนะ แต่เหมือนมันจะไม่ได้สำคัญเท่าไอศกรีมที่อยู่ตรงหน้า ปันปันอาจจะลืมไปแล้วก็ได้ว่าตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมาซ้อมหนักแค่ไหน เมื่อแข่งจริงแล้วแพ้ก็ไม่เห็นเขาจะสนใจอะไร มานั่งกินไอศกรีมอย่าสบายใจอยู่บนแสตนเฉยเลย กว่าจะแข่งจบมอบรางวัลทีมที่ชนะเสร็จกลับตกเย็นพอดี เราจึงแยกย้ายพาลูกๆ กลับบ้าน 


          “คิกๆๆ” เสียงปันปันหัวเราะชอบชอบใจตบมือเล่นแปะๆ อยู่คนเดียวเมื่อเราเข้ามานั่งในรถเตรียมกลับบ้าน

          “ปันปันสนุกไหมครับ” พี่มาร์คที่นั่งในทีคนขับเตรียมตัวจะออกรถหันมาถามปันปันที่นั่งบนตักผม

          “สนุกครับ!! คิกๆๆ” เจ้าตัวหัวเราคิกคักชอบใจ ไม่รู้มีความสุขอะไรมากขนาดนั้น

          “ขอบคุณนะแบมแบม..ขอบคุณที่นายยอมมาที่นี้” พี่มาร์คพูดโดยที่ไม่หันมามองผมเพราะเขากำลังจะออกรถ

          “ขอบคุณนะครับ ขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้ผมได้มาอยู่ตรงนี้” ผมพูดออกมาจากใจจริงๆ 

          ผมรู้สึกขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ทำให้ผมได้มาอยู่ตรงนี้ ขอบคุณที่ได้เจอปันปัน ขอบคุณที่ได้เจอพี่มาร์ค รู้สึกขอบคุณแม้กระทั่งยูจิที่ทิ้งผมไป เพราะมันทำให้ผมได้อะไรมากมายเข้ามาแทน

          “ขอบคุณ.คิกๆๆ ขอบคุณๆ” 

          ผมกับพี่มาร์คยิ้มออกมาบางๆ เมื่อเด็กที่ตักผมพูดเลียนแบบเราบ้าง ไม่พอเขายังโค้งหัวลงจนหน้าผากเล็กแทนจะชนกับหน้ารถ เรียกเสียงขำเบาๆจากเราได้ไม่น้อยเลย แต่ปันปันก็เล่นได้เพียงไม่นานอาจจะเพราะวันนี้เขาเหนื่อยหรือไม่ได้นอนกลางวัน พอออกรถได้ไม่นานเจ้าตัวเล็กก็หลับปุ๋ยคาตักผมทันที



@หลายวันต่อมา


          “ไปเที่ยวๆๆ คิกๆๆ ไปเที่ยวกัน!” 

          ผมได้ยินคำนี้จากปันปันตั้งแต่เมื่อคืนถ้าจะนับจริงๆ คงเป็นร้อยครั้งได้แล้ว ตั้งแต่พี่มาร์คบอกว่าวันหยุดจะพาไปเที่ยว เจ้าตัวก็เอาแต่กระโดดโลดเล่นพูดคำว่า ‘ไปเที่ยว’ วนไปมาจนผมจะเผลอพูดตามอยู่แล้ว

          ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมกับพี่มาร์คติดสอบเก็บคะแนนกลางภาคจนแทบไม่มีเวลา วันๆ เอาแต่อ่านหนังสือห้องใครห้องมัน รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เห็นว่าสมุดวาดเขียนของปันปันหมดเล่ม เราปล่อยให้เขาอยู่คนเดียว เล่นคนเดียวจนวาดรูปได้เป็นเล่มๆ เลย

          “ปันปันทานข้าวครับ” พี่มาร์คในชุดไปเวทธรรมดาแต่โคตรจะดูดีเรียกให้ปันปันที่เอาแต่สพายกระเป๋าเป้แล้ววิ่งไปมารอบบ้านมากินข้าวก่อนที่เจ้าตัวจะเหนื่อยตั้งแต่ยังไม่ทันได้ไปไหน

          ปันปันส่งยิ้มหวานมาให้แล้ววิ่งดุ๊กดิ๊กมานั่งที่เก้าอี้ประจำ ความตื่นเต้นดีใจถูกแสดงออกมาอย่างไม่ปิดบังจากดวงตากลมโตคู่นั้น 

          “ไปเที่ยวๆๆ” ปันปันพูดไปกินข้าวไปจนพี่มาร์คส่งสายตาปรามเอาไว้หน่อยๆ 

          “ทานข้าวดีๆครับ เดี๋ยวติดคอ” เขาบอกแล้วยกแก้วกาแฟขึ้นดื่ม

          “มัค..เอากัสจูไปด้วยได้ไหม” ปันเอียงคอถามพ่ออย่างสงสัย ให้เอาไปได้หรือป่าวไม่รู้แต่หิ้วหูออกมาเรียบร้อยแล้ว

          “เดี๋ยวมันมอมแมมก็ได้เอาไปอาบน้ำอีกหรอก” 

          “โอ๊ะ!!” ดวงตากลมเบิกกว้างเมื่อคิดได้ “งั้นไม่เอาไปแล้ว ให้นอนรอที่ห้องเลย กัสจูชอบทำตัวมอมแมม” เขาหันหน้าไปดุตุ๊กตาตัวโปรดที่นอนแอ้งแม่งอยู่ที่พื้นข้างๆ ตัว

          ผมนั่งมองเงียบๆ แอบขำออกมาไม่ได้กับท่าทางดุปิกาจูของเขาเหมือนปันปันจะเลียบแบบพี่มาร์คหน่อยๆ มันทั้งน่ารัก และหน้าหมั่นเขี้ยว 

          หลังทานข้าวเสร็จเรียบร้อยเราก็ลงมาขึ้นรถออกจากคอนโด ปันปันตบมือร้องเพลงลูกหมีสามตัวที่บอกว่าคุณครูเพิ่งหัดให้เมื่อวานมาตลอดทาง ร้องวนไปวนมาตามประสาเค้านั้นแหละ ร้องจบก็ปรมมือ หัวเราะชอบใจชื่นชมตัวเอง เล่นเอาผมกับพ่อของเขาหัวเราะขำมาตลอดทาง

          เมื่อถึงสถานที่ที่พี่มาร์คตั้งใจจะพาลูกมาปันปันทำตาโตตื่นเต้นใหญ่ เค้าลุกลี้ลุกลนจนผมกลัวว่าเค้าจะเหนื่อยก่อนจะได้เข้าไปในนั้นจริงๆ 

          ‘สวนสัตว์’ คือที่ที่พี่มาร์คพาเรามา ผมไม่ได้ตื่นเต้นแต่ก็ไม่ได้ถึงกับเซงเห็นรอยยิ้มเล็กๆ ของปันปันผมก็อดยิ้มตามไม่ได้ ถือซะว่าย้อนวัยละกัน (ถึงจะย้อนไปไกลโขอยู่ก็ตาม)

          “มัค! ในนั้นมีบ้านหมีมั้ย?” ปันปันที่พอลงจากรถก็กระโดดไปกระโดดมาเอียงคอถามพี่มาร์คพี่เพิ่งล็อกรถเสร็จ

          “ไม่แน่ใจเหมือนกัน น่าจะมีนะ” พี่มาร์คเม้มปากนิดหน่อย

          “มีมั้ย?” เมื่อไม่ได้คำตอบจากพ่อเจ้าตัวเล็กก็หันมาเอียงคอถามผมที่ยื่นอยู่ข้างๆ

          “อืมม ไม่รู้เหมือนกันครับ แบมก็ไม่เคยมา” ผมบอกออกไปตามความจริง

          “ในเมื่อเราก็ไม่มีใครเคยมา งั้นวันนี้เราไปตามหาบ้านหมีกันเถอะ” พี่มาร์คพูดกับลูกแล้วเบมือตรงหน้าเพื่อให้เขาจับ 

          ปันปันกำหมับเข้าที่นิ้วชี้ของพ่อตัวเองแล้วไม่ลืมที่จะจับนิ้วมือของผมด้วย ในขณะที่เราเดินเข้ามาในสวนสัตว์โดยมีปันปันที่จับมือเราคนละข้างอยู่ตรงกลาง ผมรู้สึกว่าตัวเองหัวใจพองโตแบบแปลกๆ มันไม่ถึงกับเขินแต่เหมือนมันแสดงให้รู้ว่าผมกำลังมีความสุข

          “โอ้ววววว ม้า!!!” เสียงเล็กของปันปันอุทานออกมาอย่างตื่นเต้น เขาปล่อยมือจากผมแล้ววิ่งเข้าไปที่คอกที่มีห้าห้าหกตัวกำลังโชว์ความสวยของเส้นขนกันอยู่ 

          “นั่นอะไร?” หลังจากเห็นม้าเข้าก็วิ่งไปที่คอกข้างๆ ที่มีแพะทั้งสีดำสีขาวกำลังกินหญ้าที่เด็กๆ ยื่นเข้าไปป้อน

          “แพะ..เค้าเรียกว่าแพะ” พี่มาร์คเดินเข้าไปใกล้ๆ ลูกแล้วหยิบหญ้าสำหรับให้อาหารสัตว์มาหนึ่งกำ “ปันป้อนหญ้าแพะหน่อยสิลูก” 

          “ไม่เอา..ปันกลัว” ปันปันส่ายหัวดิกแล้วเดินอ้อมมาหลบอยู่หลังพี่มาร์ค แขนเล็กกอดขาพ่อเอาไว้แน่น

          “ไม่เห็นต้องกลัวเลย มันไม่กัดหรอก” พี่มาร์คอุ้มลูกขึ้นแล้วขยับเข้าไปใกล้คอกโดยมีปันปันที่ตัวแข็งทื่อกำลังกอดคอเค้าแน่น

          “ใช่..ไม่น่ากลัวสักนิด” ผมหยิบหญ้ามายื่นให้อาหารแพะให้เค้าดู เจ้าแพะตัวน้อยก็งับเอาไปกินอย่างเอร็ดอร่อย 

          ปันปันค่อยๆเอียงหน้าออกมามอง แล้วดิ้นลงจากพี่มาร์คค่อยๆ เดินมาใกล้ผมแล้วจับชายเสื้อผมหมับ

          “ลองดูครับ” ผมยื่นหญ้าให้ปันปันรับเอาแล้วค่อยๆ ยื่นมืออกไปอย่างกล้าๆกลัวๆ 

          รอยยิ้มเล็กๆพุดขึ้นเมื่อแพะงับเอาหญ้าจากเขาไปกิน ปันปันตบมือแปะๆชอบใจ แล้วกระโดดไปมาอย่างอารมณ์ดี 

          “คุณแพะกินเก่งจังเลย!” พฤติกรรมวนซ้ำยังคงออกมาจากปันปันเสมอไม่ว่าเรื่องอะไร เค้าจะทำแบบเดิมซ้ำๆ สองสามครั้งแล้วจึงเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น การให้อาหารแพะก็เช่นกัน ให้เสร็จหัวเราะ ปรบมือ แล้วกระโดดโลดเต้น ผมว่าวันนี้ขากลับมีหลับคอพับแน่

          เรายังเดินเล่นดูบรรดาสัตว์น้อยใหญ่ในสวนสัตว์ไปเรื่อย พร้อมเสียงร้องแสดงความตื่นเต้นของปันปันอยู่ตลอดเวลา

          “โอ๊ะ!! นั่นลิงๆๆ”

          “ว้าวว!! ช้างๆ ตัวโตโต!!”

          “โอ้วววว!! สิงโตๆๆโคววว!!” ปันปันทำเสียงเลียนแบบสิงโตคำรามใส่ผม ไม่พร้อมยังยกมือขึ้นมาไว้ข้างหูทำท่าเป็นสิงโตผู้หน้าเกรงขาม

          ผมหัวเราะขำแล้วส่ายหน้าเบาๆ กับท่าทางน่ารักหน้าชังนั้น ทีกับแพะตัวเล็กๆ ดันกลัว แต่เห็นสิงโตกลับวิ่งเข้าใส่ ความปันนี่มันเข้าถึงยากจริงๆ

          “เบื่อไหม?” เสียงเรียบๆ ของพี่มาร์คเอ่ยขึ้นเบาๆ อยู่ข้างหูพร้อมยื่นขวดน้ำที่ไม่รู้ไปซื้อมาตอนไหนมาให้

          “ไม่เบื่อหรอกครับ สนุกดี” ผมยืนยิ้มมองปันปันที่เอาแต่วิ่งไปวิ่งมาไม่รู้จักเหนื่อย 

          ตอนแรกผมก็วิ่งไล่อยู่หรอกเพราะกลัวเขาหาย แต่พี่มาร์คกลับไม่ เขายืนมองดูลูกห่างๆ แต่ไม่ละสายตา ปันปันอยากไปไหน อยากดูอะไร เขาก็ปล่อยไปเลย พอไปเจออะไรที่ไม่รู้จักเขาจะวิ่งกลับมาถามเอง แล้วพี่มาร์คค่อยบอกลูก อย่างเช่นวัว หรือม้าแคะ ที่เขาไม่เคยเห็นในหนังสือ

        “นั่นอะไร?” 

         ผมมองไปตามนิ้วมือที่ชี้ไปบนต้นไม้ในกรงเห็นงูหลามตัวใหญ่ขดตัวพันเกี้ยวอยู่บนนั้น

          “คิดซะว่ามาเดทเน๊อะ” พี่มาร์คกระซิบที่หูผมเบาๆ แล้วเดินไปหาลูกชายที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ แต่ผมนี่สิร้อนหน้าจนเหมือนมันกำลังจะระเบิด เขินจนก้าวเท้าไม่ออกเลยทีเดียว

     

           “งูครับ มันคืองูตัวใหญ่ๆ” พี่มาร์คนั่งยองๆ ลงข้างตัวลูกแล้วอธิบาย

          “ส่วนนี้งูตัวเล็ก หึหึ” หลังจากนั้นเขาก็หันมาหาผม นอกจากจะเล่นมุกแป๊กๆ แล้วยังขำคนเดียวในลำคอเบาๆ อีกด้วย นี่ก็ความมาร์คเหมือนกัน

          “งูตัวเล็กๆ งูตัวเล็กๆ” ปันปันชี้ที่ผมตามที่พี่มาร์คพาทำแล้วตบมือแปะๆชอบใหญ่ 

         จ้า..รู้แล้วจ้าว่าชื่อผมมันแปลว่างู

          หลังจากปล่อยให้ปันปันวิ่งไปมาจนหอบเหนื่อยเขาก็มาอ้อนให้พ่ออุ้ม ผมเดาว่าขาคงล้าแล้วล่ะ เราแวะกินข้าวกลางวันแล้วเปลี่ยนจากเดินมานั่งรถรางชมสัตว์แทน ปันปันยังคงมีพลังเหลือเฟือเขาเอาแต่ชี้นิ้วแล้วถาม ‘นั่นคืออะไร นี่ตัวอะไร’ ไม่หยุดปาก และที่เก่งกว่าก็พ่อเขานั่นแหละ ตอบลูกได้อย่างไม่มีท่าทีรำคาญ หรือหงุดหงิดเลยแม้แต่น้อย 

          พอผมเห็นความรักความเอาใจใส่ที่พี่มาร์คมอบให้ลูก ผมก็อดคิดถึงตัวเองไม่ได้ ผมไม่เคยมีพ่อ ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าพ่อผมเป็นคนยังไง ถึงม๊าจะเลี้ยงผมมาด้วยความรักจนไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองขาด แต่บางทีมันก็แอบอิจฉาเพื่อนที่เขามีทั้งพ่อและแม่ไม่ได้ ผมมองไปที่ปันปันแล้วเหมือนเห็นเงาตัวเองสะท้อนกลับมา

          “เป็นอะไร? อยู่ๆ ก็เงียบไป” พี่มาร์คเขาเป็นคนช่างสังเกตจริงๆ นี่ขนาดผมเงียบไปแค่นิดเดียวเอง

          “พี่มีอะไรหลายๆอย่างที่ทำให้ผมทึ้ง” 

          “ทึ้ง?” เขาท้วนคำพูดผม

          “ไม่ไม่เคยคิดว่าคนเราจะเป็นพ่อเป็นแม่คนตั้งแต่อายุเพิ่งจะยี่สิบแบบนี้ แต่พี่ทำได้ดีนะพี่มาร์ค ดีมากๆ” ผมยิ้มให้พี่มาร์คบางๆ อยากให้เขารู้ว่าผมชื่นชมเขาจริงๆ จะมีผูชายวัยเท่าเขาสักกี่คนที่ทำได้แบบนี้

          รอยยิ้มบางๆ แต่อบอุ่นตอบกลับมาจากริมฝีปากหยัก “ก่อนหน้านี้พี่คิดว่าการมีปันปันมันคือความผิดพลาด แต่ต่อมาพี่ก็คิดได้ว่ามันคือ ‘โชคชะตา’ เขาเปลี่ยนชีวิตพี่จากหน้ามือเป็นหลังมือ” พี่มาร์คมองลูกน้อยที่นั่งมองนั่นมองนี่อยู่ที่ตัก

          “พี่เป็นลูกที่ไม่ได้เรื่องนักหรอก แต่จะผิดไหมถ้าพี่อยากเป็นพ่อที่ดีของปันปัน”

          รอยยิ้มของพี่มาร์ค ทำให้หัวใจของผมเต้นรัวและเร็วจนจับจังหวะไม่ได้ บางครั้งหน้าก็ร้อนเห่อขึ้นโดยไม่มีเหตุผล ผมมีอาการแบบนี้มาสักพักแล้ว ยิ่งมาได้ยินคำพูดที่โคตรจะดูดีแบบนี้แล้วมันยิ่งทำให้ความรู้สึกที่ผมมีมันชัดเจน

          ‘ผมตกหลุมรักพี่มาร์ค’ นั่นคือสิ่งที่ผมยอมรับกับตัวเองเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ใช่..ผมตกหลุกรักคุณพ่อลูกหนึ่งคนนี้เข้าให้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นความคิด การกระทำ คำพูด ผมตกหลุกรักทุกอย่างที่เป็นเขา 

          “มันจะผิดไหมถ้าผมอยากจะเป็นแม่ที่ดีของลูกพี่ด้วย” ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังสารภาพรักหรือป่าว แต่เชื่อเถอะว่าตอนนี้หัวใจผมแทบจะระเบิดอกผมได้อยู่แล้ว

          “นายก็เป็นแบบนั้นมาตลอดอยู่แล้วนี่ คุณแม่น้องปันปัน” 

          ตลอดสิบเก้าปีที่ผ่านมาไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะมีแอคทีวีตี้แบบนี้ การได้มาเดทในสวนสัตว์โดยมีลูกชายตัวน้อยนั่งตักแล้วชี้นิ้วถามนั้นอะไร นี่อะไร อยู่ตลอดมันก็ไม่ได้แย่ ถึงจะไม่ได้เป็นอะไรที่ผมวาดหวังเอาไว้ แต่ตอนนี้ผมโคตรจะมีความสุขเลย อยากตบมือแปะๆ แสดงความดีใจเหมือนปันปันจัง

          เรากลับมาที่บ้านในเวลาเกือบจะมืด ผิดจากที่ผมคิดเอาไว้นิดหน่อย เพราะปันปันไม่ได้หลับเค้าเอาแต่พูดถึงช้าง ถึงลิง มาตลอดทาง เสือตัวใหญ่ จระเข้หน้ากลัว และที่จะชอบใจคงตอนได้เห็นหมีสามตัวอย่างที่เจ้าตัววาดหวังเอาไว้ พี่มาร์คหลอกให้ลูกร้องเพลงลูกหมีสามตัวแล้วเต้นให้หมีดูเฉยเลย เรียกรอยยิ้มเล็กๆ จากคนที่ผ่านไปผ่านมาแถวนั้นได้ไม่น้อยเลย

          “สนุกไหมครับ?” พี่มาร์คถามลูกในขณะที่เลี้ยวรถเข้าจอด

         “สนุกครับ!!” ปันปันส่งยิ้มหวานให้พ่อแล้วตบมือเล่นแปะๆ

          “นายละแบมแบม สนุกไหม?” 

          ผมยิ้มแล้วพยักหน้าให้เขาน้อยๆ 

          “ไม่ถือว่าเป็นเดทที่แย่เน๊อะ” เหมือนพี่มาร์คจะพึมพำคนเดียวหรือตั้งใจให้ผมได้ยินหรือป่าวไม่รู้ แต่ผมได้ยินเต็มสองหู ไม่งั้นคงไม่เขินจนหัวชนขอบประตูตอนลงจากรถหรอก

          ปันปันเดินจูงมือผมเข้ามาในคอนโด เราคงได้ขึ้นไปอาบน้ำ กินข้าว และเข้านอนอย่างอารมณ์ดี ถ้าไม่ติดว่าเมื่อเดินเข้ามาถึงบริเวณล็อบบี้

          “อ๊ะ! พี่ลืมของในรถอ่ะ นายกับปันปันรอตรงนี้ก่อนนะ” พี่มาร์คหยุดเดินกึกเมื่อเขาฉุดคิดได้

          ผมพยักหน้าให้เข้าอย่างงงๆแล้วพาปันปันไปนั่งที่แถวโซฟา ตรงล็อบบี้

          ปันปันปล่อยมือผมแล้ววิ่งเข้าไปตรงแถวๆ โซฟา แต่แทนที่เขาจะไปนั่งที่ว่างกลับวิ่งไปหาผู้หญิงที่นั่งไขว่ห้างอย่างดูดีที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว 

          “สวย” เขาอุทานออกมาแล้วยิ้มหวาน เมื่อวิ่งไปหยุดอยู่ที่หน้าผู้หญิงคนนั้น

          ผมรีบเดินเข้าไปเพื่อจะพาเขาออกมา เพราะกลัวจะไปรบกวนใครก็ไม่รู้ ไอ้นิสัยชอบคนสวยของปันปันนี่คงจะแก้ยากจริงๆ ที่สวนสัวต์ก็รอบหนึ่งแล้ว วิ่งไปเอาขนมให้เด็กสาวหน้าตาดีที่ไหนก็ไม่รู้จนผมกับพี่มาร์คต้องไปพาเขาออกมา แล้วขอโทษขอโพยพ่อแม่เขาแทน

          ผมยังไม่ทันได้เดินเข้าไปถึงตัว ผู้หญิงคนนั้นก้มมองหน้าปันปันแล้วยิ้มให้ ลูกชายตัวดีของผมเลยกอดคอเขาหมับ เล่นเอาผมแทบจะพุ้งเข้าไปถ้าไม่ติดที่ผู้หญิงคนนั้นอุ้มปันปันขึ้นยืนก่อน เจ้าตัวเล็กชอบใจใหญ่เอาหน้าไปคลอเคลียกับไหล่บางนั้น แล้วหัวเราะคิกคักๆ เหมือนวันที่เขาเจอผมครั้งแรก

          ผมยืนมองภาพนั้นด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย อยู่ๆ เหมือนมีอะไรไม่รู้บอกกับผมว่าผมไม่ควรไปแยกเขาออกจากกัน เสียงหัวเราะเล็กๆ ของปันปันมันเต็มไปด้วยความสุข ความสุขที่ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเป็นแบบนั้น มองดูดีดีผู้หญิงคนนี้สวยมากจริงๆ เธอเป็นสาวยุโรปผมสีบอล์น รูปร่างโปร่งสูง ใบหน้าคมคายดวงตากลมโตสีน้ำตาล สวยชนิดที่ปันปันวิ่งเข้าใส่ในวินาทีแรกที่เห็นได้เรียกได้ว่าไม่ธรรมดาเลย


          “Hey..Mark !! I miss you ” ผู้หญิงหน้าตาดีคนนั้นมองผ่านตัวผมไปข้างหลัง รอยยิ้มหวานที่ทำให้ใบหน้าที่ดูดีอยู่แล้วนั้นยิ่งน่าหลงใหลขึ้นไปอีก รอยยิ้มที่เหมือนรอยยิ้มเล็กของใครบางคน เหมือนจนผมเริ่มกลัว

          ผมยืนตัวแข็งทื้อไม่กล้าแม้จะหันไปมองพี่มาร์คที่เพิ่งเดินเข้ามา

          “Jen..” เสียงพี่มาร์คเบามาก จนผมไม่แน่ใจว่าผู้หญิงคนนั้นจะได้ยินมันไหม แต่ผมกลับได้ยินอย่างชัดเจนจนเหมือนเขาตะโกนใส่หูผม มันดังจนใจผมสั่นและหวั่นไหวไปหมด


          “I miss you too..” 






*** 1 คอมเม้นท์ 1 กำลังใจ ฝากเม้นท์ให้เค้าด้วยเน๊อะ >_<


          
 




       




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 124 ครั้ง

2,214 ความคิดเห็น

  1. #2210 อดีตรีดเงา (@kidmai555) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2562 / 14:39

    กลับมาทำไมตอนนี้?????

    #2210
    0
  2. #2202 GPAPP1362 (@GPAPP1362) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 2 เมษายน 2562 / 13:06

    อ่าว....

    #2202
    0
  3. #2195 uromtbb (@uromtbb) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 มีนาคม 2562 / 00:44
    ....................
    #2195
    0
  4. #2150 junekimsa (@junekimsa) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2561 / 00:18
    กำลังดีอะ อย่ามาทำแบมเสียใจนะ
    #2150
    0
  5. วันที่ 24 มิถุนายน 2561 / 12:01
    กลับมาทําไมตอนนี้!
    #2110
    0
  6. #2049 puma925 (@puma925) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 19 เมษายน 2561 / 09:15
    &#128580;&#128580;&#128580;&#128580;&#128580;&#128580;
    #2049
    0
  7. #2029 VivoV5 (@VivoV5) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 18 เมษายน 2561 / 20:18
    แม่ปันปันเหรอ ฮือออ
    #2029
    0
  8. #2014 alltimeismark (@alltimeismark) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:10
    แม่ปันปันใช่มั้ยอ่าา
    #2014
    0
  9. #2006 hiddenhills (@hiddenhills) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 มกราคม 2561 / 11:26
    อ่าวมามงมามิสยูทูไปอีกกก แง
    #2006
    0
  10. #1985 Tungpang_Teema (@Tungpang_Teema) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2560 / 11:03
    ไหนบอกไม่มาม่าไง ฮือ &#128557;
    #1985
    0
  11. #1962 ojay2 (@Ojay) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 กันยายน 2560 / 10:51
    กลับมาทำไมตอนนี้นะ
    #1962
    0
  12. #1892 babyB_ig7 (@babyB_ig7) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2560 / 13:50
    เหวอดลยฉัน  แบมนอยด์แล้ว
    #1892
    0
  13. #1823 khunsom08 (@khunsom08) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2560 / 09:19
    แม่แท้ๆมาเหรอคะ
    #1823
    0
  14. #1552 LightRock (@nalinnalar) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 มกราคม 2560 / 19:19
    เหวอ..... ไมีค ดว่าเธอ จะกลับมา
    #1552
    0
  15. #1269 BloodA93 (@BE-LIDA08) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2559 / 10:47
    ว่าแล้วสักวันต้องเจอแบบนี้T^T
    #1269
    0
  16. #1087 xstcphpp (@iptmzliaen) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2559 / 10:56
    เราเป็นแบมคงหนีกลับไทยเลยทันที
    #1087
    0
  17. #1043 Nuthathai Por (@oengoeng15) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2559 / 00:51
    คำที่มาร์คพูดกลับไปเราเป็นแบมนี่คงจุกอ่ะ
    #1043
    0
  18. #769 TaoHun DakHyo (@kim_nik) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 25 กันยายน 2559 / 22:11
    มาทำไม  ไม่นะ  อย่าม่านะ
    #769
    0
  19. #645 Kiki (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 กันยายน 2559 / 09:26
    ขออย่าม่าเลย ทางนี้เขากำลังไปได้ด้วยดี ขอแค่ยัยเจนอยากมาเจอหน้าลูกก็พอ ฮืออออ
    #645
    0
  20. #644 แป้งเกี๊ยว (@siripachara) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 กันยายน 2559 / 08:30
    โอ้ยยย งานดราม่ามาแล้ววววว
    #644
    0
  21. #643 100004908855967 (@100004908855967) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 20 กันยายน 2559 / 19:27
    ขอให้มาร์คพูดว่า "I miss you too,but I have a beautiful wife already byeeee"
    #643
    0
  22. #642 Moko87 (@mokomoko87) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 20 กันยายน 2559 / 01:25
    โอ้ มาทำไมเนี่ย
    #642
    0
  23. #641 Jellajin (@chutijinns) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 20 กันยายน 2559 / 00:50
    มาเยี่ยมเฉยๆพอเนอาะ ไม่ต้องกลับมาที่เดิมหรอก สงสารแบม เพิ่งจะเข้าที่
    #641
    0
  24. #640 KawaeiiJung2042 (@KawaeiiJung2042) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 19 กันยายน 2559 / 21:37
    มาต่เร็ววงื้ออออพี่มาร์คต้องง้อเเบมเเบมนะฮือออ
    #640
    0
  25. #639 aomtawanrat937 (@aomtawanrat937) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 19 กันยายน 2559 / 16:07
    ไรท์อ่ะไม่เอาไม่ม่านะTT
    #639
    0