MarkBam :: sf พี่มาร์คลูกติด//นกข้างบ้าน//นกข้างตัว//ตัวปัญหา//แมวแบม

ตอนที่ 32 : มาร์คลูกติดตอนพิเศษ ::: พี่สาวครับ...ตอนนี้ผมเป็นหนุ่มแล้วครับ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4186
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 59 ครั้ง
    16 ก.ย. 60







 มาร์คลูกติดตอนพิเศษ ::: พี่สาวครับ...ตอนนี้ผมเป็นหนุ่มแล้วครับ









          “จุ๊บ!” 

          ริมฝีปากบางที่กระทบกับข้างแก้มของผมแบบเบาๆ  มันเหมือนเป็นที่ชาร์จแบตเตอรี่ชั้นดี ที่ไม่ว่าวันนี้นผมจะเจอกับเรื่องราวหน้าปวดหัวมากมายเพียงใด เพียงแค่รอยยิ้มหวานๆ กับสัมผัสอ่อนนุ่มที่เต็มไปด้วยความไร้เดียงสาก็เยี่ยวยาผมได้จนหมดสิ้น

          “ปันรักแบมแบม” รอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่ว่ามองเมื่อไหร่ผมก็อดยิ้มตามไม่ได้เลยสักครั้ง

          “แบมก็รักปันครับ” ผมก้มจูบเบาๆ ที่หน้าผากเล็กแล้วส่งยิ้มกลับให้เด็กที่กำลังนอนซุกตัวอยู่บนเตียงกว้างกลางห้องนอนสีสว่างสดใส

          “แบมแบมอยากนอนด้วยกันไหม?” ดวงตากลมโตที่จ้องมองผมแบบมีความหมาย เปลือกตาบางที่มีขนตางอนยาวเป็นแพกระพริบขึ้นลงกำลังสร้างความลังเลใจให้ผมได้ไม่น้อยเลย

          “ก๊อก ๆ ๆ มีเด็กน้อยที่ไหนกำลังอ้อนคุณแม่อยู่หรือป่าวครับ” 

          ในระหว่างที่ผมเกือบจะใจอ่อน เสียงพี่มาร์คก็ดังมาจากประตูหน้าห้องเพื่อเรียกสติคืนให้ผม 

          “มาร์ค!” เสียงอ้อนปนดุของเด็กน้อยเจ้าเล่ห์และสายตาอาฆาตนิดๆ มองไปที่พ่อตัวเองอย่างไม่พอใจ ริมฝีปากเล็กเม้นเข้ากันแน่น

          “ไม่ได้นะครับ ไม่ได้” พี่มาร์คส่ายหน้าไปมาแล้วเดินมานั่งลงที่เตียงข้างๆ ผม “เราตกลงกันแล้วนะ ปันปันโตแล้วต้องนอนคนเดียวได้แล้วนะครับ” 

          ผมยอมรับตรงๆ มันตรงนี้เลยว่าตัวเองเป็นคนที่ใจอ่อนง่ายมากๆ. แล้วยิ่งกับลูกชายตัวน้อยของผมยิ่งแล้วใหญ่ ผมไม่เคยชนะสายตาและท่าทางขี้อ้อนของเขาได้เลยสักครั้ง แต่ก็ยังดีที่พ่อปันปันเค้ามีความเป็นพ่อค่อนข้างสูง คอยติติงและห้ามปรามเวลาผมใจอ่อนให้เจ้าลูกชายตัวดีที่มีความเจ้าเล่ห์ตั้งแต่เด็กนี้ได้

          แต่ถึงยังไงปันปันก็เป็นเด็กที่มีเหตุผลถ้าดุหรือว่าด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวเขาจะต่อต้านทันที แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ใช้เหตุและผลในการคุยเขาก็จะเริ่มเถียงไม่ออก จริงๆ แล้วผมว่าเขาเองก็ขี้ใจอ่อนเหมือนผมเนี่ยแหละ 

          “แบมบอกแล้วไง ก่อนนอนอย่าขมวดคิ้ว เดี๋ยวก็ฝันร้ายหรอก” เมื่อปันปันรู้ว่าตัวเองกำลังจะแพ้ให้พ่อ คิ้วเล็กทั้งสองข้างก็ขมวดเข้ากันแบบที่เข้าเองก็ไม่ค่อยจะรู้ตัว ผมจึงต้องเอื้อมมือไปกดตรงกลางระหว่างคิ้วทั้งสองข้างแล้วนวดคลึงวนไปมาเบาๆ

          “เฮ้ยยยยย ยากจัง” มีถอนหายใจแถมมาแล้วยังบุ้ยปากใส่พวกผมเป็นการตบท้ายความล้มเหลวครั้งนี้อีกด้วย 

          พี่มาร์คส่งยิ้มบางๆ ให้ลูกชายตัวเองแล้วส่ายหน้าไปมาอย่างเอ็นดูในความดื้อรั้นแบบที่เด็กๆ ของลูกชายตัวเอง เขาขยับตัวเข้าไปแสดงความรักแบบเบาๆ ที่ริมฝีปากเล็กๆที่เชิดงอนขึ้นหน่อยๆ จากอารมณ์ที่ไม่ค่อยจะได้ดั่งใจ 

          “จุ๊บ!...ถึงจะไม่ได้นอนด้วยกัน แต่ปันรู้ใช่ไหมว่าพ่อกับแม่รักปันปันมากนะครับ” เขาส่งยิ้มแบบอบอุ่นให้ลูกอีกครั้ง “ฝันดีนะครับคนเก่งของพ่อ”

         

          ตอนนี้เกือบจะเที่ยงคืนแล้วครับแต่ผมก็ยังนอนไม่หลับ หลังจากที่เรากู๊ดไนท์คิสกันพ่อแม่ลูกและรอจนปันปันคล้อยหลับ ผมกับพี่มาร์คก็พากันเดินออกมาจากห้องนอนเล็ก แล้วเข้ามานอนที่ห้องตัวเองบ้าง แต่จนแล้วจนรอดผมก็ได้แต่ข่มตาที่หลับแต่ข้างในมันก็ไม่ยอมหลับไปสักที 

          เรื่องมันเกิดจากเมื่อสองอาทิตย์ก่อน อยู่ๆ พี่มาร์คก็คุยเรื่องแยกห้องนอนกับลูกขึ้นมากับผมอย่างจริงจัง โดยใช้เหตุผลว่าปันปันต้องเริ่มโตได้แล้ว ตอนนั้นเราทะเลาะกันเรื่องนี้อยู่อาทิตย์กว่าๆ เพราะมันเกิดความขัดแย้งขึ้นในใจของผมว่าปันปันยังเด็กเกินกว่าจะนอนคนเดียว แต่พี่มาร์คก็ยังยืนยันว่าครอบครัวของเขาให้ลูกนอนคนเดียวตั้งแต่แรกเกิด มาแยกลูกออกตอนนี้มันช้าไปด้วยซ้ำ 

          ผมไม่รู้ว่าครอบครัวต่างชาติเกิดปัญหาแบบนี้ขึ้นบ่อยไหม เพราะเราเติบโตมาในสังคมและวัฒนธรรมที่ต่างกัน ความคิดเห็นหลายๆอย่างจึงไม่ค่อยจะตรงกันตามไปด้วย ผมยอมรับว่าตัวเองอาจจะเลี้ยงลูกแบบตามใจมากเกินไปนั้นก็เพราะผมเติมโตมาแบบนี้ ที่บ้านผมไม่ค่อยจะบังคับหรือปล่อยให้ดูแลตัวเองมากเหมือนที่พี่มาร์คกำลังทำกับลูก แม้ว่าบางอย่างผมจะเห็นด้วยที่เขาพยายามจะสอนให้ลูกดูแลตัวเองให้ได้ แต่บางอย่างผมก็กลัวว่าลูกจะคิดมากว่าพ่อแม่ไม่รัก ไม่ใส่ใจ หรือไม่ดูแลเขาเลย 

          “พี่ก็นอนไม่หลับเหมือนกัน คิดถึงลูกเหมือนนายนั่นแหละ” 

          ผมสะดุ้งเล็กน้อยเมื่ออยู่ๆ คนที่ผมคิดว่าหลับไปแล้วที่นอนอยู่ข้างๆ ก็พูดออกมาลอยๆ โดยที่ไม่ได้ลืมตามามองหน้าผม พี่มาร์คกระชับวงแขนที่กอดผมให้แน่นขึ้นเพื่อยืนยันว่าเขารู้สึกตัวจริงๆ ไม่ได้แค่ละเมอ

          “ผมรู้สึกเหมือนเรากำลังเอาเปรียบลูก” 

          “...” ในที่สุดคนที่หลับตาพริ้มก็ลืมตาขึ้นมามองหน้าผม

          “เราได้นอนกอดกัน ผมมีพี่ พี่มีผม แต่ปันปันกลับต้องนอนคน..เดียว..” เสียงผมขาดห้วงเล็กน้อยเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ยิ่งคิดไปถึงวันที่เราคุยเรื่องนี้กับปันปันแล้วเขาถามผมว่า ‘แบมแบมไม่คิดถึงปันหรอครับ?’ น้ำตาผมก็จะมาทุกที เริ่มร้อนที่คอบตาอีกแล้ว

          “เอาอีกแล้ว ใจแข็งหน่อยสิครับ” คำพูดที่เหมือนจะดุ แต่อ้อมแขนแกร่งที่อบอุ่นกลับทำให้ผมไม่ได้รู้สึกเหมือนถูกต่อว่าเลย “ปีหน้าปันปันจะเรียนชั้นประถมแล้วนะ ถ้าไม่เริ่มตอนนี้มันยิ่งจะยาก แล้วอีกอย่างเขาก็ดูโอเคนี่นายก็เห็น”

          ใช่ครับ.. ปันปันเก่งกว่าผมเยอะมาก แม้ว่าเขาจะดูไม่ค่อยจะชอบใจที่ต้องนอนคนเดียว แต่เขาก็ไม่ได้ร้องไห้โยเย ยิ่งเวลาที่มาร์คอธิบายเหตุผลให้เขาเข้าใจได้แล้วเขาก็ยอมทำตามแต่โดยดี คงมีแต่ผมเนี่ยแหละที่ดูจะงอแงมากกว่าลูก 

          “นายก็เคยนอนคนเดียว พี่เองก็เคยนอนคนเดียว รู้ไหมว่าทำไมพี่ต้องหัดนอนคนเดียวให้ลูก” 

          “...” ผมมองหน้าพี่มาร์คแล้วส่ายหน้าไปมา

          “เพราะการที่คนเราต้องนอนคนเดียวก็เพื่อรอ..รอว่าวันหนึ่งเราจะเจอคนที่เราอยากให้มานอนข้างๆ คนที่ไม่ใช่พ่อกับแม่ คนที่เราอยากกอดไว้แน่นๆ ในตอนหลับ และเห็นหน้าคนแรกในตอนที่ตื่น” พี่มาร์คจูบที่หน้าผากเบาๆ 

        “ถ้าเราเป็นคนๆ นั้นให้ลูกแล้ว ลูกก็จะไม่มองหาคนคนนั้นของตัวเอง และถ้าวันหนึ่งเกิดอะไรขึ้นกับเราสองคน ปันปันจะอยู่กับใคร นายไม่คิดว่าแบบนั้นมันเป็นการเอาเปรียบลูกมากว่าหรอ?” 

          ผมไม่รู้ว่าการเป็นพ่อคนมันเป็นยังไง ต้องเท่ต้องมีเหตุผล ต้องเข้าใจลูก ต้องคิดเผื่อเหมือนที่คนข้างๆ ผมกำลังเป็นหรือเปล่า พี่มาร์คชอบบอกว่ากลัวตัวเองจะเป็นพ่อที่ไม่ได้เรื่อง แต่ผมว่าเขาเป็น คุณพ่อที่โคตรเจ๋งเลยต่างหาก 

          “พี่มาร์คคิดว่าคนแบบไหนกันนะที่จะมาเป็นคนที่ปันปันกำลังรอให้มาอยู่ข้างๆ แทนพวกเรา” หลังจากที่ผมปรับอารมณ์ให้หายนอยเรื่องแยกห้องของลูกได้แล้วก็เปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อฆ่าเวลาเพราะนอนไม่หลับ

          “อือ..นั้นนะสิ” พี่มาร์คเม้มปากเข้ากันไปมา “คงอาจเป็นคนแบบนายละมั่ง” 

          “แบบผม?...ยังไง” ผมขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างสงสัย

          “ก็เป็นคนสวยไง ลืมไปแล้วหรอว่าลูกเราชอบคนสวยๆ” 

          เรามองหน้ากันแล้วขำออกมาพร้อมกันเบาๆ เมื่อคิดถึงความปันที่ค่อนข้างจะไม่เหมือนใคร ผมลองคิดเล่นๆ ไปถึงวันที่เราเจอกันครั้งแรกก็อดยิ้มไปกับความน่ารักปนทะเล้นของเขาไม่ได้ เพราะพี่มาร์คเคยบอกว่าวันนั้นเขาถูกใจผมมากๆ ปกติแล้วเขาจะไม่ค่อยให้ผู้ชายแปลกหน้าอุ้มหรือโดนตัว แต่เขากลับเป็นฝ่ายเดินเข้ามากอดผมเอง อีกสิบหรือยี่สิบปีข้างหน้าเขาไปถ้าเขาไปเจอคนที่ถูกใจจริงๆ จะเดินเข้าไปยื่นอมยิ้มให้แล้วหอมแก้มเขาเหมือนตอนเจอผมหรือเปล่า แค่ผมคิดก็ยิ้มแก้มแทบแตกแล้ว





@ สิบกว่าปี ต่อมา ...




          สวัสดีคร๊าบบบบบ สวัสดีครับ! สวัสดีครับ! ไม่ต้องแปลกใจทำไมผมสวัสดีหลายรอบ เพราะผมตื่นเต้นและดีใจมากๆ ยังไงละครับ ที่จะได้มาพบปะพูดคุยกับทุกคนเป็นครั้งแรก หลังจากที่ทุกคนเฝ้ามองผมมาหลายปีจนผมเติบโตเป็นหนุ่ม และวงเล็บตัวโตๆ ไว้เลยว่า หนุ่มหล่อมากด้วย

         ผมปันปันครับ! ใช้นามสกุลพ่อคือ ต้วน แต่แม่ก็ตั้งชื่อไทยให้ว่า กรภัทร จนคิดหนักว่าในพาสปอสจะใช้ชื่อไหนดี แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่เราจะมาพูดถึงเอาเป็นว่าทุกคนก็เรียกผมว่าปันปันนั้นแหละครับดีแล้ว 

          ก่อนหน้านี้ผมอยากมาเจอทุกคนมาก แต่แบมแบมบอกว่าผมพูดไม่ค่อยจะรู้เรื่อง แต่ตอนนี้ผมโตแล้วพูดรู้เรื่องแล้ว และรู้เรื่องหลายภาษาด้วย ทั้งอังกฤษ จีน เกาหลี และไทย ไม่รู้ตอนเด็กกินเครื่องแปลภาษาเข้าไปหรือเปล่า แต่ด้วยที่ต้องใช้แต่ละภาษาคุยกับครอบครัวที่พูดภาษาไม่เหมือนกันมันเลยทำให้ผมพูดได้โดยที่ไม่ต้องเรียนเพิ่ม นี่ยังไม่นับรวมภาษาฝรั่งเศสที่ผมพอจะพูดได้นิดหน่อย เพราะเจนแม่แท้ๆ ของผมหัดให้ตอนที่ไปซัมเมอร์ที่แคนาดาเมื่อปีที่แล้ว 

          “เฮ้ย! ปันปันตกลงมึงเลือกได้ยังจะแอดเข้ามหาลัยที่ไหน ไทย เมกา แคนาดา หรือเกาหลี?” 

          ‘ลิซ่า’ เพื่อนสาวที่โคตรจะสวยแต่ก็โคตรจะแมนที่เรียนมาด้วยกันตั้งแต่อนุบาลกอดคอแล้วถามในระหว่างที่ผมกำลังนั่งรอแม่มารับที่หน้าโรงเรียน มือผมก็กำลังงุ่นอยู่กับการแกะอมยิ้มยี่ห้อดังออกจากห่อ 

          “ยังไม่รู้เลย เลือกยากว่ะ” 

          ผมตอบออกไปตามตรง เพราะการที่ครอบครัวผมมีความผสมผสานของหลากหลายเชื้อชาติเข้าด้วยกัน หลายๆ คนจึงอยากให้ผมไปอยู่ด้วย แบมแบมก็อยากให้ผมอยู่เกาหลีเพราะเขาเองก็คงจะคิดถึงผมมากถ้าผมไปเรียนหรือไปอยู่ที่อื่น ซึ่งอันนี้ผมก็ค่อยข้างจะห่วงเขาเหมือนกันคงจะมีดราม่าเล็กๆ แน่ถ้าผมต้องไปอยู่ที่ไกลๆ จริงๆ  

          เพราะผมแคร์ทุกคนมันเลยทำให้ผมหนักใจ ถ้าพ่อผมปักมุดให้ผมเหมือนคนอื่นๆ ผมคงเลือกตามพ่อผมไปแล้ว

          ปริ๊บ! เสียงแตรรถที่จอดอยู่ริมๆ ฟุตบาทเรียกสติให้ผมเงยหน้าขึ้นไปมอง เมื่อเห็นว่าเป็นรถของแบมแบมผมก็บอกลาเพื่อนแล้ววิ่งมาขึ้นรถที่จอดรออยู่

          ฟอด ~ ก่อนที่ผมจะคาดเบลเพื่อความปลอดภัยสิ่งแรกที่ทำตอนที่ขึ้นมาในรถแล้วคือโน้มตัวไปหอมแก้มกลมของคนที่นั่งอยู่ฝั่งคนขับฟอดใหญ่ๆ ให้หายคิดถึงก่อน 

          “ชื่นใจจัง” ผมยิ้มทำหน้าระรื้นแล้วหันไปดึงเบลมาคาด ส่วนคนที่โดนผมหอมไปฟอดใหญ่ก็ยิ้มๆ แล้วส่ายหน้าไปมาอย่างเอ็นดู นี่แหละครับคุณแม่คนสวยของผม 

          “นี่ปันกินลูกอมมาใช่ไหม แม่ได้กลิ่นนะ” แบมแบมเริ่มบทสนทนาก่อนในขณะที่รถก็กำลังเคลื่อนตัวออกสู่ถนน

          “อันเดียวเอง..วันนี้ปันไม่ได้กินทั้งวันเลย เพราะทำงานกลุ่มยุ่งมากๆ แก้เครียด..นะครับ” ผมเอียงเอาหัวไปถูกๆ กับไหล่เล็กของแบมแบมเบาๆ ซึ่งเขาก็ไม่ได้ดุอะไรผมต่อ

          ผมค่อนข้างจะติดหวาน แบมแบมบอกว่าเพราะตอนเด็กๆ พ่อตามใจผมมากเกินไป ชอบพาผมไปกินเค้กกินไอศกรีมหลังเลิกเรียน ผมจึงชอบขนมหวานมากๆ อะไรก็ได้ผมกินได้หมดขอให้รสชาติออกหวานๆ หน่อย อย่างขนมไทยที่คุณยายชอบทำให้กินตอนไปเยี่ยมท่านที่เมืองไทยผมก็ชอบน่ะ พวกขนมสีทองๆ อ่ะ หวานๆ หอมๆ ทั้งนั้นเลย กินทีไรเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ แต่แบมแบมเขาไม่ค่อยอยากให้ผมกินเยอะ เพราะห่วงเรื่องสุขภาพ ก็คงเหมือนคุณแม่ที่รักลูกทั่วๆ ไปนั้นแหละครับ

          ตอนนี้ครอบครัวเราย้ายออกมาอยู่บ้านแล้วครับ พอมาร์คกับแบมแบมแต่งงานกัน พ่อผมก็ตัดสินใจซื้อบ้านและคิดว่าคงอยู่ที่เกาหลีถาวรเลย เพราะพวกเขาเองก็เลือกไม่ได้ว่าจะไปอยู่ไทยตามคำเรียกร้องของคุณยาย หรือไปอยู่เอลเอตามคำขอของคุณย่า เลยสรุปคนละครึ่งทางคืออยู่เกาหลีใต้นี่แหละง่ายดี

          ทุกๆ วันเราจะทานข้าวเย็นด้วยกันที่โต๊ะอาหารแล้วย้ายมานั่งเล่นดูทีวีที่ห้องนั่งเล่นซึ่งมีโต๊ะทำงานของพ่ออยู่ด้วย มาร์คบอกว่าอยากใช้ช่วงเวลาก่อนนอนนี้อยู่ด้วยกันหลังจากที่เราต้องออกไปทำหน้าที่ของตัวเองกันแต่เช้า ช่วงเวลานี้เป็นเวลาเดียวที่เราจะได้มีเวลาพูดคุยหรือปรึกษาเรื่องที่เราอยากให้ใครสักคนแนะนำหรือบางทีก็แค่รับฟังเท่านั้นก็พอ

          พ่อบอกว่าไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ต้องการเพื่อนคู่คิดทั้งนั้น ผมมีเรื่องที่โรงเรียนมากมายมาเล่าให้พ่อกับแม่ฟัง แม้ว่าบางเรื่องจะเป็นแค่เรื่องธรรมดาอย่างเพื่อนรายงานหน้าห้องแล้วพูดผิดๆ ถูกๆ พ่อกับแม่ผมก็ยังอยากฟัง ซึ่งบางครั้งมาร์คเองก็บ่นเรื่องรถติด ไฟที่บริษัทดับ รปภ. ชอบหลับยาม ก็ขำๆ กันไป ตามแต่ว่าวันนั้นใครจะเจออะไรแล้วอยากเอามาเล่าให้กันฟัง

          “แบมแบม...เทอมหน้าปันต้องเลือกแล้วนะว่าจะเรียนต่อที่ไหนดี” ผมเอ่ยขึ้นในขณะที่กำลังนอนหนุนตักแม่ที่โซฟากลางห้องนั่งเล่น มือก็หยิบสตอเบอรี่ในจานเข้าปากไปด้วย 

          “แม่ก็ยังยืนยันคำเดิมว่าอยากให้ปันอยู่ด้วยกันที่นี่” แบมแบมก้มหน้ามองผมแล้วลูบหัวผมเล่นเหมือนที่เขาชอบทำ 

          “แล้วพ่อละ? ไม่ออกความเห็นหน่อยหรอครับ?” ผมเอี่ยวตัวมองไปที่มาร์คที่นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานและกำลังก้มหน้าทำอะไรก็ไม่รู้กับแฟ้มเอกสารในมือ 
    
         เขายกมือขึ้นจับกรอบแว่นตาขยับเล็กน้อยแล้วมองมาที่ผม “ปันเลือกเลยเอาที่ที่ลูกชอบจริงๆ  จะได้ไม่ต้องเสียใจทีหลัง สี่ปีเลยนะที่ลูกต้องอยู่กับมัน”

          ในบรรดาทุกคนในครอบครัวผมเห็นจะมีก็พ่อผมคนเดียวเนี่ยแหละที่ไม่ออกความเห็นเรื่องนี้เลย เขาคงไม่อยากเข้าข้างหรือขัดใจใคร ผมเองก็เป็นคนกลางเหมือนเขาผมเข้าใจดี

          ก่อนหน้านี้แบมแบมเคยเล่าเรื่องของเขาให้ฟังว่ามันลำบากแค่ไหนถ้าเราต้องจากบ้านไปเรียนที่ไกลๆ เหมือนที่เขาเคยเป็น แต่ในความโชคร้ายมันยังแฝงไปด้วยความโชคดี เพราะการที่เขาจากบ้านมาที่นี้มันทำให้เราได้มาพบกัน บางทีไม่แน่..ผมอาจจะเจอกับความโชคดีแบบเขาบ้างก็ได้

          “แต่แคนาดาก็น่าไปนะครับ ตอนปันไปซัมเมอร์ปันว่าที่นั่นมีอะไรน่าค้นหาอีกมากมายเลย” พอผมบอกไปแบบนั้นพ่อผมไม่ได้มีท่าทีเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเพียงแค่ยิ้มให้แล้วพยักหน้าเออออตาม แต่คนที่ผมหนุนตักอยู่นี่สิ มือที่ลูบหัวผมอยู่ชะงักไปหนึ่งจังหวะทันที

          “แต่ถ้าไปจริงๆ ปันไม่ไปอยู่กับเจนนะ จะไปอยู่อีกเมือง ตอนนั้นเอดเวิร์ดพาปันเซอร์เวน่าอยู่มากๆ เลย” ผมหันมานอนดีๆ แล้วเอื้อมมือไปจับมือเล็กของแม่มากุมไว้ แล้วยกขึ้นมาหอมหลังมือนุ่นนิ่มนี่ไปหลายๆ ที

          “ไม่ต้องมาอ้อนเลย อยากไปอยู่ซะไกล แล้วปันจะไม่คิดถึงแบมหรอ?” 

          เดี๋ยวนะ! ผมว่าประโยคนี่มันคุ้นๆ ยังไงไม่รู้ ทุกคนลองเลื่อนขึ้นไปด้านบนแล้วย้อนไปเมื่อสิบปีที่แล้ว ผมว่าผมเคยพูดแบบนี้หรือเปล่านะ มันจำได้ลางๆ 

          “คิดถึงสิครับ ขนาดแค่ปันไปโรงเรียนยังคิดถึงจะแย่ ถ้าต้องไปจริงๆ ต้องคิดถึงมากแน่ๆ เลย” ผมยังไม่หยุดหอมมือนุ่มๆ ของแบมแบมไปมา ผมชอบมือคู่นี้มาก ชอบมากจริงๆ

          “นี่ลูกแม่กำลังจะโตเป็นหนุ่มแล้วจริงๆ หรอเนี่ย เด็กน้อยที่กำชายเสื้อแม่แน่นๆ พร้อมสายตาที่ชุ่มไปด้วยน้ำอยู่ข้างถนน แล้วบอกว่าอยากได้ท้อปปิ้งวันนั้นหายไปไหนแล้วน่า…” แบมแบมเอื้อมมือมาบิดจมูกผมไปมาแล้วก้มลงเอาจมูกตัวเองชนกับจมูกผมถูกกันไปมาเบาๆ นี่ไม่ใช่กำลังอ้อนให้ผมใจอ่อนอยู่หรอกนะใช่ไหม ความแบมก็ใช่ว่าจะน้อยๆ ซะที่ไหน แบบนี้ไงพ่อผมถึงได้ทั้งรักทั้งหลง

          ตัวผมเองก็เป็นเช่นนั้น ผมทั้งรักและทั้งหลงแม่ตัวเอง ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาผมไม่เคยมีแฟน แม้ว่าจะมีสาวสวยหรือหนุ่มน้อยหน้าหวานมาแวะเวียนขายน้ำอ้อยผมอยู่ตลอด แต่ผมก็ยังไม่ถูกใจใครสักคน หรือบางทีผมอาจจะรักหรือถูกใจได้แค่ท้อปปิ้งของผมอันนี้ก็ได้ 

          ผมยังคงจำวันแรกที่เราพบกันได้แม้ว่ามันจะค่อนข้างเลือนลางเพราะตอนนั้นผมเด็กมาก แต่ผมยังจำดวงตาโตๆ รอยยิ้มหวานๆ ของนางฟ้าแสนสวยในร้านไอศกรีมวันนั้นได้ดี เขาเป็นเหมือน First Impression ของผม ผมตกหลุมรักเขาโดยที่ไม่มีเหตุผลผล แต่ถ้าจะให้ผมหาเหตุผลมาสักข้อผมคงจะบอกว่า เพราะแบมแบมสวยละมั่ง ผมเลยถูกใจเขาตั้งแต่แรกเจอ



(ประเทศไทย) 



          ตอนนี้เป็นช่วงวันหยุดเทศกาลประจำปีของเกาหลีครับ โรงเรียนผมหยุดหลายวัน และบวกกับพ่อและแม่ที่หยุดยาวในช่วงเทศกาลสำคัญนี้ด้วย จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะพากันมาเยี่ยมคุณยายที่เมืองไทย และคุณยายก็ชวนเรามาเที่ยวพักผ่อนกันที่จังหวัดอะไรสักอย่างผมจำไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ มีทะเลสวยมากๆ และมาร์คเองก็ชอบที่นี้ เขาบอกว่าเวลาพระอาทิตย์ขึ้นช่วงเช้าสวยมากๆ มาที่นี้ทีไรเขาต้องชวนแบมแบมตื่นแต่เช้าเพื่อออกไปนั่งดูพระอาทิตย์ขึ้นทุกครั้งไป...โรแมนติกไปอีก..

          หลังจากที่เราทานอาหารเช้า คุณยายก็เอ่ยปากชวนแบมแบมกับมาร์คไปนวดสปาผ่อนคลายอะไรสักอย่างตามประสาที่ผู้ใหญ่เขาชอบกัน ส่วนผมเองที่ไม่ค่อยชอบให้ใครมาจับๆ แตะๆ ตัวเท่าไหร่ก็ขอตัวออกมาเดินเล่นที่ชายหาดที่อยู่ไม่ไกลมาก

          ระหว่างที่เดินเล่นกินอมยิ้มรับลมชมวิวเตร่ๆ และเอาเท้าเตะน้ำไปมาตามประสาคนไม่มีอะไรจะทำสายตาผมก็ไปสะดุดที่ใครบางคน ที่กำลังก้มๆ เงยๆ เหมือนกำลังพยายถ่ายภาพอะไรสักอย่างจากโทรศัพท์มือถือ 

          ผมก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน อาจเป็นเพราะชุดเสื้อผ้าที่ดูธรรมดา ผมหน้าม้าที่พัดปลิวตามแรงลม หรือสีผมที่สะท้อนกับแสงแดดแล้วมีประกายอ่อนๆ ที่ทำให้ผมเหมือนต้องมนต์สะกด มันเหมือนมีแรงดึงดูดมหาศาลดึงให้ผมค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้เธอคนนั้น จนรู้ตัวอีกทีเธอก็อยู่ห่างจากผมไปไม่ถึงสองก้าว


          “เธอ…” ผมเผลอเรียกผู้หญิงคนนั้นออกไปอย่างลืมตัว 

          “ขะ..คะ?” เขาสะดุ้งแล้วถอยหลังออกห่างผมเล็กน้อย มันก็น่าจะเป็นแบบนั้นอยู่หรอก เพราะอยู่ๆ ผมที่เป็นคนแปลกหน้าก็เดินมาเรียกเขาแบบนี้

          “ไม่ต้องกลัว เราไม่ใช่คนไม่ดี” ผมรีบออกตัวก่อนเพราะท่าทางที่เหมือนจะระแวงผมไม่น้อยของเขา 

          “แล้วมีอะไรกับเราหรอ?” 

          ผมยิ้มให้เธอคนนั้นบางๆ กับคำพูดแทนตัวเองที่เหมือนจะลดความเหินห่างระหว่างเราลง

          “ปะ..เปล่าหรอก เราแค่เห็นว่าเธอถ่ายรูปอะไรอยู่คนเดียว เราเลยแค่เดินมาทัก” ผมรู้สึกขอบคุณแบมแบมมากๆ ที่สอนให้ผมพูดภาษาไทย เพราะอย่างน้อยๆ ผมก็สามารถเริ่มบทสนทนากับใครบางคนได้อย่างไม่มีปัญหา

          “อ๋อ..อือ” 

           ผมยิ้มขำกับท่าทางสงสัยปนไม่เข้าใจในตัวผมของเธอ ไม่รู้ผมคิดไปเองหรือเปล่าว่าสายตาที่เธอมองผมมันคงเหมือนเธอมีคำถามแต่เลือกที่จะไม่ถามมันออกมา

          “เธอชื่ออะไรหรอ?” หลังจากผมถามไปแบบนั้นเธอก็ยิ่งมองผมแปลกไปมากกว่าเดิม

          “...”

          “เราชื่อปันปันนะ” 

          “เราไม่ได้ถาม”

          “ไม่เป็นไร เราอยากบอก แล้วเธอละชื่ออะไร”

          “ทำไมเราต้องบอกชื่อนายด้วย เราไม่ได้รู้จักกันสักหน่อย” 

          “ก็เราอยากรู้ไง” ผมยิ้มให้เธอคนนั้นอย่างเป็นมิตร แต่เธอกลับมองผมด้วยสายตาที่ตรงกันข้าม แถมยังไม่ยอมบอกชื่อผมอีกด้วย
          
          “อ่ะ..เราให้” 

          ผมลวงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงตัวเองแล้วหยิบอมยิ้มที่ผมพกติดตัวอีกอันส่งให้ส่งออกไปให้ เธอคนนั้นเลยมองมาที่ผมอีกครั้งแต่ครั้งนี้กลับขมวดคิ้วลงเบาๆ

           “ให้เราทำไม?”

           “ก็อยากให้”

          “นี่นายจะทำทุกอย่างที่อยากทำเลยหรอ?” 

          ผมขมวดคิ้วก็คำพูดของเธเล็กน้อย แต่เมื่อคิดตามผมก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ผมอยากเดินเข้ามาทักเธอ อยากรู้ชื่อเธอ อยากบอกชื่อตัวเอง แล้วยังมาอยากให้ขนมอีก .. แต่ก็ผมอยากทำแบบนั้นจริงๆ นี่น่า ผมดูไม่เหมือนคนปกติหรอ?

          “แต่ไม่เป็นไรหรอก เราไม่เอา นายเก็บไว้กินเองเถอะ” ผู้หญิงคนนี้เหมือนจะมีความระวังตัวไม่น้อย ผมพอจะเข้าใจนะว่าผมมันเป็นคนแปลกหน้าที่เพิ่งจะเจอกัน จะให้รับของจากผมมันก็ดูจะแปลกๆ ไปสักหน่อย แต่ก็ผมอยากให้นิน่า 

          “อ๋อ..เรามีอีกอันแล้ว นี้ไง” ผมยกมือขึ้นหยิบอมยิ้มที่อมอยู่จนก้อนกลมๆ มันหายไปเกือบครึ่งออกจากปากมาให้เธอดู 

          “ไม่เป็นไรอ่ะ ขอบใจนะ เราขอตัวก่อน” เธอมองผมด้วยสายตาแปลกๆ แล้วขอตัวไปอย่างมีมารยาท 

          ผมคงทำตัวแปลกๆ จริงๆ นั้นแหละ อยู่ดีดีก็เดินเข้าไปทักแล้วยื่นขนมไปให้ใครก็ไม่รู้ ผมได้แต่มองตามหลังหลังเล็กค่อยๆ เดินจากไปแล้วก็ได้แต่เสียดาย ไปซะละ First Impression ใหม่ของผม

          หลังจากนั้นผมก็เดินเตะน้ำทะเลเล่นอย่างคนไม่มีอะไรทำต่อไป มองท้องฟ้า มองหาดทราย มองสาวๆ ในชุดบีกีนี่ไปเรื่อย แหม๋..ผมก็ผู้ชายนี่ครับถึงจะไม่ได้ถูกใจสาวๆ พวกนั้นแต่ก็ยังชอบมองอะไรสวยๆ งามๆ แบบนี้เหมือนกัน 

           “เฮ้ยน้อง!! อย่าเล่นตัวไปหน่อยเลยน่า ไปกับพวกพี่ดีกว่า!!” 

          ผมได้ยินเหมือนมีเสียงเอะอะมาจากทางริมหาดข้างหน้าจากที่ผมอยู่ไม่ไกลนัก ผมคงจะเดินผ่านไปแล้วไม่แวะยุ่งเรื่องของคนอื่นเลย ถ้าหากคนที่อยู่ทามกลางผู้ชายร่างใหญ่รายล้อมพวกนั้นไม่ใช่ First Impression ที่เพิ่งเจอกันของผม 

          “อ้าว! ที่รักคะมาทำอะไรตรงนี้ บอกแล้วไงในรอเราก่อน” ผมถือวิสาสะเดินเข้าไปกลางวงแล้วดึงไหล่เล็กนั้นมาโอบกอดไว้ 

          ผู้หญิงคนนั้นหันมามองหน้าผมแล้วเบิกตาขึ้นเล็กน้อย ผมจึงขยิบตาให้เธอเหมือนส่งสัญญาณให้เล่นตามเกมของผม

          “ไอ้น้อง นี่แฟนมึงหรอ?” หนึ่งในผู้ชายกลุ่มนั้นหันมาพูดกับผม

          “ครับ!” ผมตอบรับแล้วทำหน้านิ่งๆ

          “แต่ผู้หญิงเขาอยากไปกับกูว่ะ เขาบอกว่าไม่ชอบพวกไก่อ่อน” ผมไม่ค่อยเข้าใจคำว่า ‘ไก่อ่อน’ ที่ผู้ชายคนนั้นพูดแต่รู้สึกได้ว่าเขากำลังดูถูกหรือท้าทายผม

          “เปล่านะคะ ฉันไม่เคยพูดแบบนั้น!!” 

          “คนเป็นแฟนกันเขาต้องปกป้องกันได้เว้ย ไม่ใช่แค่เดินโอบกันแล้วจะมาบอกว่าเป็นแฟนกูไม่เชื่อหรอก” 

          “แล้วผมต้องทำยังไง” ผมไม่ชอบวิธีที่เขาพูดเลย บอกตรงๆ นะไม่เข้าใจ แม่สอนให้พูดไทยก็จริงแต่บางคำก็ไม่เคยได้ยินก็ไม่รู้จักป่ะวะ เริ่มหงุดหงิดแล้วเนี่ย

          “มึงมาดวลกับกูตัวๆ กล้าป่าว!” 

          ผั๊ววว!! ในขณะที่ผมกำลังยืนงงกับคำพูดแปลกๆ หมัดหนักๆ ก็กระทบเข้ากับข้างแก้มของผมจนผมที่ไม่ทันตั้งตัวหน้าหันแทบล้มลงกับพื้นถ้าไม่ติดว่าผู้หญิงที่ผมโอบอยู่ดึงผมเอาไว้ได้ทัน 

          สมองผมประมวลผลยังไม่เสร็จดีแต่สัญชาตญาณการป้องกันตัวของผมมันแสดงออกมาก่อน ผมจึงรีบยกมือขึ้นรับหมัดที่กำลังจะพุ่งเข้ามาอีกครั้ง แล้วใช้จังหวะนั้นหมุนตัวเพื่อหาจังหวะแล้วรวบแขนผู้ชายคนนั้นเข้าหาตัว พอได้ที่ก็ยกตัวหนักๆ. ของเขาขึ้นไหล่แล้วทุ่มลงอีกทางทันที 

          “อั่ก !!” เหมือนเขาจะหลุดเสียงออกมาเพราะความจุก

          ผมยังไม่ได้บอกใช่ไหมครับว่าผมเรียนยูโดมา และปีที่แล้วบังเอิญได้แชมป์ระดับเยาวชนมาด้วย

          พอคนอื่นเห็นว่าผมทุ่มผู้ชายที่ตัวใหญ่กว่าผมเกือบเท่าตัวให้ลงไปนอนคดจนตัวงออยู่ที่พื้นได้ จากตอนแรกที่พวกเขาก็ทำท่าเหมือนจะเข้ามารุมผมก็มีท่าทางอึกอัก เหมือนจะกล้าๆ กลัวๆ 

          “เหมือนผมจะปกป้องแฟนผมได้แล้ว ผมว่าผมขอตัวก่อนนะครับ พอดีจะพาแฟนไปส่งบ้าน” ผมก้มหัวเพื่อบอกลาแบบวัฒนธรรมเกาหลีกับคนแปลกหน้าที่ผมไม่รู้จักแล้วโอบไหล่สาวสวยที่ยืนตะลึงจนดวงตาที่กลมโตอยู่แล้ว แทบจะหลุดออกจากเบ้าให้เดินตามผมออกมาจากตรงนั้น

          “เออ..นาย” 

          “ครับ?” 

          “เลิกกอดเราได้แล้ว เราออกมาไกลแล้วล่ะ” เหมือนผมจะเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองยังไม่เลิกเอาแขนโอบไหล่เธอคนนั้นอยู่

          “เออ ..โทษที” ผมรีบลดมือลง แล้วเอามา ไขว้กันไว้ที่หลัง

          “เมื่อกี้ขอบใจนายมากนะ” 

          “ห่ะ?”

          “ก็ขอบใจที่นายช่วยเราจะพวกนั้นไง” ไม่รู้ผมเข้าข้างตัวเองมากไปหรือเปล่า แต่ผมว่าสายตาที่เธอมองผมมันเปลี่ยนไป อย่างน้อยๆ เธอก็ไม่ได้มองเหมือนผมเป็นคนประหลาดอะไรทำนองนั้นแล้ว

          “ไม่เป็นไร เราเต็มใจช่วย” ผมส่งยิ้มแบบจริงใจให้เธอ แบมแบมบอกว่าไม่ว่าใครเห็นยิ้มแบบนี้ของผมก็จะไม่มีทางที่จะไม่หลงเสน่ห์ของมัน และผมว่ามันได้ผลเพราะอีกคนหน้าแดงขึ้นเล็กๆ แล้ว

          “ปากนายเลือดออกด้วย!” 

          อาจเพราะผมฉีกยิ้มกว้างเกินไปจึงทำให้แผลที่ได้จากหมัดหนักๆ นั้นเริ่มปริ พอโดนทักก็เหมือนจะเจ็บๆ ขึ้นมาเหมือนกันนะเนี่ย

          “ไปทำแผลที่ร้านเราก่อนไหม อยู่ใกล้ๆ นี่เอง” 

          ผมรีบพยักหน้ารับคำไปโดยที่ไม่ได้คิดอะไรแล้วเดินตามเธอคนนั้นไปง่ายๆ จนเกือบจะลืมคิดไปว่าจะเดินกลับโรมแรมถูกหรือเปล่า

          ร้านที่เธอคนนั้น (เมื่อไหร่เขาจะยอมบอกชื่อผมนะ ไม่อยากเรียกแบบนั้นแล้วอ่ะ) พาผมมาเป็นเหมือนคาเฟ่เล็กๆ แต่ดูอบอุ่นและสบายๆ ทันทีที่เดินเข้ามาก็ได้กลิ่นขนมหวานหอมคลุ้งไปทั่วทั้งร้าน มีลูกค้าอยู่บ้างแต่ไม่มากจนวุ่นวาย เธอบอกให้ผมนั่งรอที่โต๊ะด้านในสุดแล้วก็หายเข้าไปด้านหลังร้าน จากนั้นไม่นานเธอเดินออกมาพร้อมกล่องยาในมือ

           ผมนั่งให้เธอทำแผลให้โดยที่ไม่ได้พูดหรือร้องอะไร เธอมือเบามากๆ จนผมแทบไม่รู้ตัวเลยว่าเธอติดพลาสเตอร์ยาลงที่มุมปากผมตอนไหน หรืออาจเพราะบางทีผมมัวแต่มองหน้าของอีกฝ่ายอยู่ก็อาจเป็นได้

          “เสร็จแล้ว”

          “อ๋อ..อือ ขอบใจนะ” 

          “ไม่เป็นไร เราสิต้องขอบใจนาย” เขายิ้มให้ผมแล้วเก็บพวกอุปกรณ์ทำแผลลงกล่องตามเดิม

          “นี่ร้านเธอหรอ?” ผมมองไปรอบๆ เพราะบรรยากาศมันค่อยข้างสบายตา มีรูปวาดที่มองแล้วให้ความรู้สึกผ่อนคลายประดับอยู่ตามผนัง 

          “อืม..จริงๆ ก็ไม่เชิงหรอก ของแม่เรา เราก็ช่วยบ้างนิดๆ หน่อยๆ” 

          ผมยิ้มอีกแล้ว ทำไมเวลาผมมองหน้าเธอผมถึงหยุดยิ้มไม่ได้เลยนะ ความรู้สึกมันเหมือนตอนผมเจอแบมแบมครั้งแรก ไม่ว่าเขาจะพูดหรือทำอะไรมันก็ทำให้ผมยิ้มตามไปทุกที

          “แล้วเธอ..”

          “เบบี้!” 

          “ห่ะ!?” เพราะอยู่ๆ เธอก็พูดขึ้นผมเลยหลุดเสียงออกมาอย่างลืมตัว

          “ชื่อของเรา..เบบี้” 

          ผมยิ้มรับทันที ในที่สุดเธอก็ยอมบอกชื่อกับผม แม้ว่าชื่อของเธอจะดูแปลกไปหน่อยสำหรับต่างชาติอย่างผม แต่ก็ดูเข้ากับเธอดี ทั้งชื่อทั้งคน ‘น่ารัก’ เหมือนกันเลย

          “ส่วนเรา..”

          “ปันปัน นายบอกเราแล้ว” เบบี้ยิ้มให้ผมบางๆ รอยยิ้มที่ดูเป็นมิตรขึ้นมากๆ 

          “อือ” ผมก็ยังคงยิ้มตามเธอไม่เลิก

          “งั้นนายรอแปบนะ เดี๋ยวเรามา” เบบี้พูดแบบนั้นแล้วลุกขึ้นเดินหายไปหลังร้านอีกรอบโดยที่ไม่ลืมหยิบกล่องยาไปด้วยคงจะเอาไปเก็บแล้วไม่นานเธอก็เดินออกมาพร้อมถาดที่มีแก้วน้ำและขนม

          “เราไม่รู้นายชอบอะไร เลยหยิบๆ มาก่อน กินได้เลยนะเราเลี้ยงเอง ถือซะว่าตอบแทนที่นายช่วยเรา” เบบี้พูดไปพร้อมกับหยิบขนมจากถาดออดมาวางที่โต๊ะ

          ผมเอื้อมมือไปหยิบนมปั่นสีขาวที่อยู่ในแก้วมาดูด อาจจะเพราะเพิ่งได้แผลมาพอดูดเข้าไปก็รู้สึกดีแบบแปลกๆ  แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังไม่หยุดมองหน้าอีกฝ่ายอยู่ดี

          “เออ! อ่ะ..เราให้” ผมล้วงมือเข้าไปหยิบอมยิ้มที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงออกมาอีกครั้งแล้วยื่นมันไปให้อีกคน “ถือซะว่าแลกกับไอ้นี่” ผมเบนสายตาไปที่แก้วนมปั่นที่ดูดไปแล้วเกือบครึ่ง

         เบบี้เม้มริมฝีปากเข้ากันแล้วยกยิ้มอีกครั้ง “โอเค..ขอบคุณนะ” 

          ในที่สุดเธอก็ยอมรับอมยิ้มของผม ผมรู้สึกดีใจเหมือนวันที่แบมแบมยอมรับอมยิ้มของผมในวันนั้น มันเป็นความรู้สึกที่ผมเองก็บอกไม่ถูก ถ้าตอนนั้นผมดีใจเหมือนเจอของเล่นชิ้นใหม่ที่ถูกใจมากๆ วันนี้ผมก็คงดีใจเพราะเจอของเล่นที่ถูกใจมากกว่าละมั่ง ผมว่าบางทีผมอาจหาคำตอบให้ครอบครัวผมได้แล้วว่าเดือนหน้าผมจะสอบเข้ามหาลัยที่ไหนดี

          “นายชิมนี่ดูสิ เราทำเองนะ” ก่อนที่ผมจะคิดฟุ้งซ่านไปไกล เสียงใสๆ ก็ดึงผมกลับมาที่ปัจจุบันอีกครั้ง

          “เออ..” เกิดอาการน้ำท่วมปากเล็กน้อย เมื่อเบบี้ที่เพิ่งเกิดความรู้สึกดีๆ ต่อกันไปเมื่อสักครู่ดันจากขนมเค้กสีน้ำตาลอมดำมาที่หน้าผม เธออาจจะสังเกตเห็นว่าผมดื่มน้ำจนจะหมดแก้วแต่ไม่ยอมแตะของหวานเลย

          “...?” เบบี้ยิ้มแบบเลิกคิ้วถามไปด้วย

          “คือ..เราไม่ค่อยชอบเค้กช็อกโกแลตหน่ะ ขอโทษนะที่ต้องพูดตรงๆ” ผมยิ้มแบบเจื่อนๆ เพราะรู้สึกผิด ยิ่งคนตรงหน้าบอกว่าทำเองด้วยแล้ว ผมยิ่งคิดมากบางทีผมอาจทำร้ายความรู้สึกดีดีของเธอไปแล้วก็ได้

         “อ้าวหรอ? ไม่เป็นไร งั้นนายจะกินรสอะไรอ่ะ เดี๋ยวเราไปหยิบให้ใหม่” 

          “เออ..ไม่เป็นไรดีกว่า” ยิ่งเบบี้ไม่ได้มีท่าทางเคืองโกรธอะไรผมก็ยิ่งรู้สึกผิดที่ปฏิเสธเค้กของเธอไป “เราว่าลองชิมดูหน่อยก็น่าจะได้”

          ตอนเด็กๆ ผมเคยกินเค้กช็อกโกแลตที่รสชาติค่อนข้างจะช้อคในความรู้สึก จำได้แหละครับว่าเป็นเค้กที่แม่ทำ พยายามแก้ไอ้ความหลอนนี้แล้วแต่ก็ไม่หายสักที เห็นก้อนดำๆ นี่ที่ไร ความรู้สึกช้อคในรสชาติจากตอนนั้นก็ยังคงอยู่ มันเป็นเรื่องที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเพียงเรื่องเดียวในครอบครัวผมมาจนทุกวันนี้

          “เอ้ย !! ไม่ต้องหรอก นายไม่ชอบก็ไม่ต้องฝืน เดี๋ยวเราเปลี่ยนอันใหม่ให้” 

          “ไม่เป็นไรจริงๆ เราอยากชิมฝีมือเธอ” ถึงปากจะพูดไปแบบนั้น แต่ผมก็แอบมือสั่นเล็กน้อยตอนที่จับช้อนตักขนมหวานหน้าตาน่ากลัวนี่เข้าปาก (จริงๆ เค้กมันแต่งหน้ามาสวยนะครับ แต่ผมยังคิดว่าน่ากลัวอยู่ดี)

          ไม่รู้ผมคิดไปเองหรือเปล่าว่าเหตุการณ์มันเหมือนเดจาวู ภาพที่แบมแบมกำช้อนในมือแน่นแล้วมองมาที่ผมอย่างตื่นเต้นในวันนั้นมันทับซ้อนกับภาพเบบี้ที่กำอมยิ้มที่ผมให้ก่อนหน้านี้ในมือในวันนี้ มันสลับทับกันไปมาจนผมเริ่มเวียนหัว แต่จนแล้วจนรอดผมก็ต้องตักเค้กนี่เข้าปาก เพราะสายตาที่เบบี้มองมามันทำให้ผมไม่กล้าที่จะถอยหลังกลับ

          “อืม..อร่อยนิ!” ผมร้องออกมาอย่างลืมตัว ภาพทับซ้อนในหัวหายไปจนหมด เหลือเพียงแค่ภาพผู้หญิงตากลม ผมยาว ที่ยิ้มจนเห็นฟันขาวๆ อยู่ตรงหน้า 

          “จริงหรอ?” เธอยิ้มดีใจจนผมอดยิ้มตามไปอีกรอบไม่ได้

          “จริง!” 

          ผมพยักหน้ายืนยันคำตอบ และตักเค้กอีกคำเข้าปาก เพื่อยืนยันอีกรอบว่าผมไม่ได้โกหก ไอ้ก้อนเค้กหน้าตาน่ากลัวอยู่ๆ ก็ดูสวยขึ้นมาทันตา แล้วยิ่งได้มองใบหน้าของคนที่ยิ้มให้ผมจนตาปิดนี้ก็ทำให้โลกของผมดูสดใสขึ้นมาแทบจะทันที..ออกจะสีชมพูหน่อยๆ ด้วย

          ผมว่า..บางทีผมอาจจะเริ่มชอบ เค้กช็อกโกแลต นี่เข้าให้แล้วก็ได้


       …

       …

   


          “จุ๊บ!” 

          สัมผัสนุ่มนิ่มบางเบาที่ผมก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร กำลังทำให้ผมรู้สึกดีแบบไม่มีเหตุผล

          “จุ๊บ! แม่ครับ ตื่นได้แล้วครับ” เสียงเล็กที่ดูสดใสจนผมยิ้มออกมาบางๆ ทั้งที่ยังไม่รู้สึกตัว 

          “แบมแบม..จุ๊บ!” 

          “อือ..” ผมหลุดเสียงครางออกมาเหมือนถูกอะไรบางอย่างฉุดให้หลุดออกมาจากโลกที่ล่องลอยและบางเบา 

           “ไม่ตื่นหรอ..จุ๊บ! จุ๊บ! จุ๊บ! คริกๆๆ” 

          เสียงหัวเราะคิกคักดูชอบอกชอบใจ และความรู้สึกเหมือนมีวัตถุที่ไม่หนักแต่ก็ไม่เบามาทับที่หน้าท้องทำให้ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้น 

          สิ่งแรกที่ผมเห็นหลังจากฝืนความหนักของเปลือกตาขึ้นคือใบหน้าเล็กๆ ดวงตากลมๆ และรอยยิ้มหวานๆ ของเล็กตัวน้อยๆ ที่อยู่ในชุดโรงเรียนอนุบาลเรียบร้อย 

          “เย้!! แบมแบมตื่นแล้ว !! จุ๊บ!” ปันปันที่นั่งทับท้องของผมก้มลงแนบริมฝีปากกับปากผมอีกครั้ง 

          “มอนิ่งครับ!” เขาส่งยิ้มหวานตอนรับเช้าวันใหม่ให้ผมอย่างสดใส 

          ผมส่งยิ้มให้เขาลุกขึ้นแล้วเดินจูงมือลูกชายตัวน้อยออกมาจากห้องนอน เห็นพี่มาร์คกำลังเตรียมอาหารเช้าอยู่ในครัวจึงเดินไปหาแล้วนั่งลงที่โต๊ะทานข้าว 

          “คุณแม่ตื่นแล้วหรอครับ ปันปันเก่งมากเลย” พี่มาร์คหันมาพูดกับผมแล้วหันไปตีมือกับปันปันที่ปีนขึ้นเก้าได้สำเร็จ 

           “ทำไมพี่มาร์คไม่ปลุกผมละ ลุกมาทำเองทำไม” ผมบ่นเพราะปกติแล้วหน้าที่เตรียมอาหารเช้าจะเป็นของผม ส่วนพี่มาร์คจะเป็นคนพาลูกไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อเตรียมไปโรงเรียน

           “ไม่เป็นไร ก็เมื่อคืนนายนอนซะดึกเลย พี่เลยอยากให้นายได้นอนต่ออีกหน่อย แค่นี้เองพี่ทำได้” พี่มาร์ควางจานอาหารเช้าแบบง่ายๆ ที่มีแฮม ไข่ดาวและไส้กรอกลงบนโต๊ะ แล้วเอานมมาเทใส่แก้วให้ลูก 

          ทุกๆ เช้าของผมก็จะเหมือนเดิม พอทานข้าวเสร็จผมก็ไปอาบน้ำและออกมาส่งลูกที่โรงเรียนพร้อมพี่มาร์คและก็เลยไปมหาลัย มันวนลูปอยู่แบบนี้ตลอดมาจะเข้าปีที่สามแล้วละครับ 

          “อยู่โรงเรียนไม่ดื้อนะครับคนเก่งของแม่” ผมหอมแก้มเล็กของปันปันที่อยู่ในอ้อมแขน แล้วปล่อยให้ลูกลงเดินเพื่อจะได้เข้าไปในห้องเรียนอนุบาลที่มีเด็กนักเรียนบางคนเริ่มทะยอยมากันบ้างแล้ว

          “ปันจะเป็นเด็กดีครับ” ปันปันส่งยิ้มให้ผมกับพี่มาร์คที่ยืนอยู่ข้างๆ 

          “เก่งมากครับ..เดี๋ยวตอนนี้เย็นพ่อมารับไปทานไอศกรีมนะ” พี่มาร์คเอื้อมมือไปขยี้หัวเล็กของลูกชายจนผมฟูฟุ้งขึ้นเล็กน้อย 

          จากนั้นปันปันก็วิ่งเข้าไปในห้อง ผมแอบเห็นว่ามีเพื่อนผู้หญิงสองสามคนเดินมาทักเขา แล้วชวนไปเล่นด้วยกันที่มุมหนึ่งในห้องเรียน ผมยิ้มออกมาบางๆ เมื่อนึกไปถึงเรื่องราวที่ฝันถึงเมื่อคืน คิดแล้วก็ขำผมนี่จินตนาการไปไกลขนาดนั้นได้ยังไงกัน

          “วันนี้พี่ตอนพักเที่ยงพี่ไปรับที่ตึกนะ” พี่มาร์คเอ่ยขึ้นขณะที่เราขึ้นมาในรถเตรียมไปมหาวิทยาลัยแล้ว

          “เห็นหน้ากันทุกวัน ยังจะมาทานข้าวเที่ยงด้วยกันอีกไม่เบื่อหรอครับ” ผมพูดไปพลางกดโทรศัพท์มือถือในมือเช็คความเคลื่อนไหวในโลกโซเชียลไปพลางๆ

          “ไม่เบื่อ ไม่อยากให้นายอยู่ห่างสายตาเลยด้วยซ้ำ..หวง” 

          มือผมที่เลื่อนสไลด์หน้าจอโทรศัพท์ชะงักไปหนึ่งจังหวะ เมื่อไหร่กันนะ เมื่อไหร่ผมจะชินกับความมาร์คต้วนนี้สักที 

          “ตามใจ” ผมบอกไปแค่นั้นแล้วมองไปนอกหน้าต่างรถที่กำลังเคลื่อนตัวออกสู้ท้องถนน และระหว่างที่รถกำลังจอดติดไฟแดงผมก็เห็นกลุ่มนักเรียนมัธยมปลายกำลังเดินข้ามถนนไป คุยเล่นไล่หยอกล้อกันไป 

          “พี่มาร์ค..พี่ว่าถ้าปันปันโตขึ้นเขาจะหล่อจะเท่ และเป็นคนอารมณ์ดีแบบเด็กพวกนั้นหรือเปล่า” สายตาผมที่มองไปยังกลุ่มเด็กนั้น มันทำให้ผมนึกถึงช่วงที่ตัวเองอยู่ในวัยมัธยมแบบนั้น

          “อืออ ก็น่าจะทั้งหล่อทั้งเท่เลยละมั่ง พ่อหล่อขนาดนี้” คำพูดของคนข้างๆ ทำให้ผมต้องหันหน้าไปส่งสายตาหมั่นไส้ไปให้อย่างอดไม่ได้ 

          “...”

          “แถมคุณแม่ก็สวยด้วย”  

          ผมอาจจะคิดว่าเขาพูดถึงแม่แท้ๆ ของปันปันถ้าสายตาที่เขาใช้มองผมระหว่างที่พูดคำนั้นมันเจ้าเล่ห์น้อยกว่านี้ลงหน่อย

          “ผมว่าเราให้ปันปันไปเรียนยูโดเพิ่มดีไหม โตมาลูกเราจะได้เท่ๆ แบบปกป้องสาวได้อะไรอย่างนี้” ผมพูดอย่างตื่นเต้นในขณะที่รถขับผ่านโรงเรียนสอนพิเศษในเขตใกล้มหาวิทยาลัย

          “นี่ไปดูการ์ตูนเรื่องอะไรมาเนี่ย” 

          “เอ้ย...ผมพูดจริงๆ พี่ไม่อยากมีลูกที่เป็นแชมป์ยูโดหรือไง” 

          “ก็แล้วแต่เขา ถ้าลูกชอบพี่ก็ไม่ห้าม นายลองถามเขาดูสิ” 

          “ลูกจะต้องชอบ พี่เชื่อผมเถอะ” 

          บทสนทนาในแต่ละวันที่ดูเรียบๆ การใช้ชีวิตที่ดูง่ายๆ นี่แหละครับครอบครัวของผม ผมไม่เคยบอกว่าเราสมบูรณ์แบบเพราะจริงๆ เราก็ยังขาดๆ เกินๆ อยู่บ้าง แต่ไม่ว่าอนาคตจะเป็นยังไง ภาพที่ผมนึกไว้ก็จะมีผม พี่มาร์ค และปันปันลูกชายตัวน้อยที่น่ารักของเราอยู่ในนั้นเสมอ ไว้เจอกันใหม่นะครับทุกคน ….



 คิดถึง ...แบมแบม/ปันปัน














**** เพราะคิดถึงจึงแวะมา (ไรต์เตอร์คนขี้เกียจ)
ช่วงนี้ยุ่งๆ ไม่ค่อยมีเวลาเลย งานก็เยอะไปอีก ไหนจะต้องแบ่งเวลาไปทำอย่างอื่นที่สำคัญกว่าอย่างเช่น ไปรับกัซที่สนามบิน (ไม่ใช่ล่ะ -..-) 

มีหลายเรื่องเลยที่ยังลงไม่จบ แต่จะพยายามทะยอยมาต่อนะ แวะมาส่งตอนพิเศษของบ้านนี้ เพราะคิดถึงน้องปันมากจริงๆ มีป้าๆ แถวนี้รอน้อง คิดถึงน้องอยู่บ้างหรือป่าว ?? ส่งเสียงหน่อยคร๊าบบบบ >_<
         

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 59 ครั้ง

2,214 ความคิดเห็น

  1. #2213 อดีตรีดเงา (@kidmai555) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2562 / 17:33

    สรุป!! ฝัน? คุณแม่กินเยอะแล้วเป็นแบบนี้ทุกอ่ะ 55555

    #2213
    0
  2. #2055 VivoV5 (@VivoV5) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 19 เมษายน 2561 / 22:06
    นัลลั๊กกกกกก
    #2055
    0
  3. #2050 dada0627 (@dada0627) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 19 เมษายน 2561 / 20:43
    แง เราข้ามตอนนี้ไปได้ไง ...น่ารักกกกกกคิดถึงง
    #2050
    0
  4. #2010 hiddenhills (@hiddenhills) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 13 มกราคม 2561 / 12:26
    น่ารักมากกกกกกก แงงง
    #2010
    0
  5. #1975 wslloogpa (@wslloogpa) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2560 / 17:21
    งื้ออออออ น่ารักง่าาา
    #1975
    0
  6. #1967 ojay2 (@Ojay) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 30 กันยายน 2560 / 12:00
    ครอบครัวนี้น่ารักกกกก
    #1967
    0
  7. #1950 mew9397 (@mew9397) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 27 กันยายน 2560 / 21:01
    ไม่อยากให้ปันโตอ่ะ55555555555
    #1950
    0
  8. #1937 Moko87 (@mokomoko87) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 19 กันยายน 2560 / 16:49
    คุณแม่จินตนาการไปไกลเลย 555
    #1937
    0
  9. #1935 KTuaninuninen7 (@KTuaninuninen7) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 18 กันยายน 2560 / 15:28
    น่ารักมากกก
    #1935
    0
  10. #1931 WOONIE DEF (@woonie0430) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 17 กันยายน 2560 / 16:31
    เห็นหน้าปันปันแล้วใจสั่น 5555
    #1931
    0
  11. #1930 Kook_C. (@kukkik_wasoon) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 17 กันยายน 2560 / 12:44
    น่าร้ากก ชอบตอนปันปันอ้อนแบมม
    #1930
    0
  12. #1929 witchberry (@witchberry) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 17 กันยายน 2560 / 12:02
    ฝันเป็นเรื่องเป็นราวมากค่ะคุณแม่
    #1929
    0
  13. #1926 Nuthathai Por (@oengoeng15) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 17 กันยายน 2560 / 06:49
    คุณแม่นี่คิดมากจนเก็บเอาไปฝันเลยเหรอ แต่อย่างว่าเรื่องของลูกเป็นที่หนึ่งเสมอ
    #1926
    0
  14. #1923 BK-To-ey (@BK-To-ey) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 17 กันยายน 2560 / 00:10
    หลงรักมาร์คแบมปันมากๆๆๆๆๆๆ น่ารักมากๆครอบครัวนี้ สู้ๆนะคะ
    #1923
    0
  15. #1922 aomtawanrat937 (@aomtawanrat937) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 16 กันยายน 2560 / 23:46
    โอ้ยยยยยยยน่ารักกก
    #1922
    0
  16. #1921 sKad (@saowapakk) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 16 กันยายน 2560 / 23:32
    น่าย๊ากกกก ยังยืนยังเรือปันแบมอยู่555
    #1921
    0
  17. #1920 Sweet Daisy (@thelittle-star) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 16 กันยายน 2560 / 23:06
    555+ แบมแบมฝันได้เป็นเรื่องเป็นราวมากกกก แต่น้องปันปันของป้าโตมาต้องหล่อมากแน่ๆเลยล่ะลูก ป้าจองไว้ก่อนนะ
    #1920
    0
  18. #1919 Berrybluemint (@bluemint-27) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 16 กันยายน 2560 / 22:57
    ตอนอ่านพาร์ทปันปันเป็นหนุ่มนี่หน้าน้องเจ้านายเข้ามาในหัวเลย พออ่านจบเลื่อนลงมาเห็นรูปอิมเมจปันปัน เจ้านายจริงๆด้วย 5555555
    #1919
    0
  19. #1918 S l y t h e r i n (@sryko1a) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 16 กันยายน 2560 / 22:22
    คิดถึงปันปัน โตขึ้นต้องเป็นหนึ่มหล่อ สาวติดตรึมแน่ๆ
    #1918
    0
  20. #1917 phaka (@parka-in) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 16 กันยายน 2560 / 22:13
    น่ารักจัง คุณแม่ฝันเป็นเรื่องเป็นราวเนอะ ว่าแต่ ปันปันหล่ออะ
    #1917
    0
  21. #1916 BloodA93 (@BE-LIDA08) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 16 กันยายน 2560 / 22:01
    โง้ยยยปันปัน ><
    #1916
    0
  22. #1915 นมเย็นสีฟ้า (@alissy) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 16 กันยายน 2560 / 21:51
    งืออออออออ รักครอบครัวนี้จังเลยค่ะ <3
    #1915
    0
  23. #1914 seetonmaidai (@seetonmaidai) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 16 กันยายน 2560 / 21:27
    รักมาร์ค รักแบมแบม รักปันปัน รักไรต์ มาบ่อยๆน้าาา
    #1914
    0
  24. #1913 wanidajeepet (@wanidajeepet) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 16 กันยายน 2560 / 20:34
    คิดถึงครอบครัวจัง
    #1913
    0
  25. #1912 PpppNX (@pimmeii) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 16 กันยายน 2560 / 20:33
    น่ารักกกกกกก
    #1912
    0