คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย [EXO] ✚ :: REBiRTH :: ✚ [ D.O. x KYUNGSOO ]* [EXO] ✚ :: REBiRTH :: ✚ [ D.O. x KYUNGSOO ]* | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
Author : `MR.$N0WMAN * 
Pairing : D.O. x KYUNGSOO
Rate : PG-15

 
 
 













และเราจะรักกันอย่างนี้
...ทุกๆชาติไป...






 
:: BACKGROUND MUSIC :: 
Jay Chou - Ye Qu

Now Playing...



 
amanita.theme

เนื้อเรื่อง อัปเดต 29 พ.ย. 55 / 13:00


 

 

 







คลิกที่นี่..เพื่ออ่าน THE TWINS 1st

หมายเหตุ: THE TWINS SAGA: REBiRTH
เป็นบทสรุปของความรักต้องห้ามของฝาแฝด

รีดเดอร์ควรอ่าน THE TWINS 1St เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันค่ะ 

 

 

 


 

ผมไม่ค่อยแน่ใจนักว่าตัวเองกำลังอยู่ในสถานการณ์แบบไหน...

เพราะในตอนนี้สิ่งที่เคยทำอยู่ทุกวันกลับกลายเป็นสิ่งที่ผมอึดอัดและทำให้เป็นปัญหา

               

 

ผมไม่ชอบใจนักที่คยองซูไม่ยอมคุยกับผมเลยตลอดทางที่เราเดินทางกลับบ้าน...

เขามีท่าทางหงุดหงิดและใบหน้าก็บึ้งตึงแม้ว่าผมจะพยายามเรียกชื่อเขา หรือแม้กระทั่งดึงเขาให้หันหน้ามาคุยกันตรงๆ...

เหมือนที่ผมพยายามอยู่ตอนนี้ก็เป็นครั้งที่สามแล้ว

 

“นายเป็นบ้าอะไรทำไมต้องมาหงุดหงิดใส่ฉันด้วย?!

 

ผมตวาดใส่เขาเพราะรู้สึกว่าเหลือทนกับความเงียบอันน่าอึดอัดของเรา...

ผมเหวี่ยงตัวเขาให้หันมาประจันหน้ากัน หากแต่คยองซูก็ยังทำหน้าตาโกรธขึ้งใส่ผม


“นายก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าทำอะไรลงไป!

 

คยองซูตวาดใส่ผม...นั่นถือว่าเป็นเรื่องดีที่อย่างน้อยเขาก็บอกเบาะแสอะไรผมบ้างดีกว่าเงียบเป็นเป่าสาก

แต่ที่แน่ๆ...เบาะแสที่เขาให้นั้นแทบจะบอกอะไรผมไม่ได้เลย...

 

“ฉันไปทำบ้าอะไรล่ะ! ถ้านายไม่บอกแล้วฉันจะรู้ไหม? นี่หยุดสิ! เราต้องคุยกัน!




“หยุดถามคำถามแล้วปล่อยให้ฉันได้อยู่คนเดียว!
เพราะถ้าฉันพูดมันเมื่อไหร่นายหนาวแน่ จอง ดีโอ!

 

 

คยองซูตวาดใส่หน้าผมก่อนที่จะเดินเข้าบ้านไป...

ผมยืนนิ่งงันอยู่ตรงนั้นราวกับรูปปั้น คิดไม่ออกว่าไปทำอะไรเอาไว้อย่างที่เขาบอก

 

ผมสบถออกมาก่อนจะเดินเลี่ยงเข้าไปในบ้านของตัวเอง

เพราะรู้ดีว่าตอนนี้ถึงจะตามไปพูดอะไรคยองซูก็คงทำตัวงี่เง่าใส่ผมอีกแน่ๆ

ผมจึงตัดสินใจเดินเข้าบ้านตัวเองแล้วปิดประตูดังปังอย่างไม่สบอารมณ์นัก

 
 

ก่อนที่จะวิ่งขึ้นไปบนห้องแล้วเดินไปเปิดประตูเชื่อมห้องของเราทั้งสองคน

ผมเดินไปเปิดประตูหลังห้องนอนของเขาแล้วก็พบว่ามันถูกล็อคเอาไว้อย่างแน่นหนา..

 
 

โอ...คยองซูคงจะกำลังโมโหผมมากจริงๆ เพราะปกติเขาไม่เคยจะล็อคมันเลยซักครั้ง

 

 

คุณอาจจะงงเรื่องทางเชื่อมห้องของเรา...แต่เรื่องนี้อธิบายไม่ได้ยากนักหรอกครับ

เพราะว่าเราดันเกิดมามีหน้าตาคล้ายกันอย่างกับฝาแฝด

แถมตอนเด็กๆเรายังเป็นประเด็นข่าวโด่งดังขึ้นมาเพราะว่าเรื่องนี้ด้วย

 

แม่บอกว่าทั้งโลกแทบจะช็อคเอาเลยตอนที่ข่าวของเราแพร่กระจายออกไป

และพ่อกับแม่ของผมและป้าซันนี่กับลุงซองมินเลยตัดสินใจสร้างทางเชื่อมตรงระเบียงบ้านของเราทั้งสองเอาไว้ด้วยกัน

และมันก็ทำให้ผมและคยองซูกลายเป็น เอ่อ...จะเรียกอะไรดีล่ะ

เพื่อน พี่น้อง หรือครอบครัวเดียวกัน นับตั้งแต่วันนั้นมา...

 

 

“เฮ้! นายจะทำอย่างนี้ไม่ได้นะคยองซู นี่เป็นทางติดต่อสื่อสารเดียวของเรานะ!

นายจะมาปิดเอาเองดื้อๆอย่างนี้ไม่ได้ เรื่องนี้มันไม่ถูกต้อง!!

 

 

ผมตะโกนเรียกเขา

ซึ่งถ้ามองจากตรงนี้ผ่านเข้าไปในหน้าต่างห้องของเขาแล้วผมก็เห็นว่าเขากำลังนั่งกอดเข่าคุดคู้

และทำหน้าตาบูดบึ้งบอกบุญไม่รับอยู่ตรงปลายเตียง

 

 

“ประตูหน้าบ้านก็มีอย่ามาทำเป็นโง่น่า!

แต่หยุดกวนใจฉันได้แล้ว! ฉันไม่อยากคุยกับนาย ไปให้พ้น!!!

 

 

เสียงของคยองซูตะโกนออกมาจากห้องนอนของเขา...

แล้วไม่นานเท่าไหร่นักรูผ้าม่านที่ถูกแหวกไว้ก็ถูกดึงให้ปิดลงไป...

หมดกัน ตอนนี้ผมมองไม่เห็นเขาแล้ว

 

 

“โอเคคยองซู...นายช่วยใจเย็นๆก่อนได้ไหม? แล้วเราออกมาคุยกันดีๆนะ”

               

 

ผมเรียกเขาเสียงอ่อย ไม่ชอบเลยที่เขาทำท่าทางแบบนี้ เพราะมันทำให้เรารู้สึกห่างเหิน

ปกติเราสองคนไม่ค่อยจะทะเลาะกัน...หากแต่ช่วงนี้คยองซูมักจะพาลและทำตัวงี่เง่าใส่ผมเสมอๆ

โดยที่ผมก็ไม่แน่ใจนักว่าเขาเป็นอะไร เพราะถามทีไรเขาก็ไม่เคยจะยอมบอก...

               

 

“ฉันใจเย็นแน่ แต่มันไม่ใช่ตอนนี้...นายช่วยปล่อยให้ฉันอยู่คนเดียวซักพักได้ไหม

ถ้าไม่อยากให้ฉันทำตัวงี่เง่าใส่นายอีก นายก็น่าจะปล่อยฉันไว้ตอนนี้!!

 

 

คยองซูตอบกลับมาจากอีกฟากกำแพงโดยที่ผมไม่แน่ใจนักว่าเขากำลังทำหน้าแบบไหน

ผมถอนหายใจออกมาเบาๆอย่างหนักใจในคำพูดของเขา

ใจนึงก็อยากจะพูดคุยกันให้รู้เรื่อง แต่อีกใจนึงก็รู้ดีว่าไม่มีทางเลือกอะไรนอกจากทำตามที่เขาบอกไว้...

 

 

“งั้นก็โอเค...ถ้านายหายโกรธแล้วเรามาคุยกันดีๆนะโอเคไหม?

อย่าลืมกินข้าวนะ ฉันจะโกรธนายมากถ้าป้าซันนี่บอกว่านายไม่ยอมกินข้าวเย็น

เพราะฉะนั้น...ฉันอยู่ตรงนี้เสมอนะ ถ้านายพร้อมเมื่อไหร่เราค่อยคุยกัน”

 

 

“..........................................................”

 

 

ไม่มีเสียงตอบรับจากคยองซูอีก และนั่นทำให้ผมต้องถอนหายใจออกมาอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้

ผมหันหลังกลับแล้วเดินผ่านทางเดินยาวที่เป็นทางเชื่อมระหว่างห้องของเราสองคนแล้วเข้าไปในห้องตัวเอง...      

เลื่อนประตูปิดก่อนจะกัดริมฝีปากอย่างหนักใจ แต่สุดท้ายก็เลื่อนเปิดมันทิ้งไว้เหมือนเก่า...

เผื่อว่าคยองซูจะใจเย็นลงเร็วกว่าที่ผมคิด แล้วเขาจะได้เดินมาหาผมได้ตลอดเวลา

ทั้งๆที่ตอนนี้ผมแทบอยากจะกระชากมาคุยกับเขาให้เข้าใจจนแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว...

               

 

ผมไม่สามารถอธิบายอาการร้อนรนของตัวเองเวลาที่เขาโกรธผมได้เลยซักครั้ง...

และความรู้สึกแปลกๆเวลาที่เขาทำอย่างนั้นมันทำให้ผมรู้สึกว่าผมไม่ชอบใจเอาเสียเลย

 

ผมไม่ชอบให้คยองซูเมินเฉยกับผม...ทั้งๆที่ตอนเราไม่ทะเลาะกันผมออกจะมีความสุขกับสิ่งที่เราเป็นอยู่

เพราะตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งเติบโตมาด้วยกันกว่า 18 ปีแล้ว...เรายังไม่เคยห่างกันเลยซักวินาทีเดียว...

แล้วจะให้ผมไม่คุยไม่เห็นหน้าเขาอย่างนี้...ผมทำไม่ได้หรอกนะ...

 

 

 

Rebirth

 

 

“ทะเลาะกับคยองซูเหรอลูก?”

 

เสียงของเจสสิก้าที่ดังขึ้นกลางโต๊ะอาหารทำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นกลับไปสนใจ

เจสสิก้ามองหน้าลูกชายของตัวเองแล้วจากนั้นจึงตักอาหารลงไปวางในจานข้าวของดีโอแล้วยกยิ้มให้อย่างปลอบโยน...

ดีโอถอนหายใจออกมาเมื่อเห็นอย่างนั้น

 

“ก็...เหมือนเคยล่ะครับ คยองซูไม่ยอมคุยกับผมเลย

และผมไม่รู้ว่าทำอะไรผิดด้วย เลยไม่รู้ว่าจะง้อยังไง” ดีโอตอบเธอไปพลางกลอกสายตา

 

“คนโมโหก็ต้องให้เวลาเขาหน่อย...

จะไปทู่ซี้ถาม ดันทุรังจะโดนตวาดใส่น่ะซี

แม่ว่าปล่อยให้คยองซูอาบน้ำกินข้าวอะไรให้เรียบร้อยก่อนเถอะ แล้วอยากจะไปง้อก็ค่อยว่ากัน...

ถึงตอนนั้นก็คงจะอารมณ์ดีขึ้นบ้างแล้วล่ะ”

 

 

เจสสิก้าเอ่ยขึ้นยิ้มๆในขณะที่มองลูกชายตัวเองทำหน้าเป็นเดือดเป็นร้อน

แม้ว่าจะอยากช่วยให้เด็กๆดีกันแต่เธอกลับคิดว่าให้ลูกชายเป็นคนง้อเองน่าจะดีกว่า

มันคงจะดีกว่าถ้าให้ดีโอได้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเอง เพราะเธอกับคริสมักจะปล่อยให้ลูกแก้ปัญหาของตัวเองเสมอๆ

และนั่นทำให้ดีโอโตมาเป็นเด็กที่เข้มแข็งและมีจิตใจเด็ดเดี่ยวมากกว่าคยองซู

โดยสิ่งที่เธอและคริสต้องทำก็คือคอยให้คำปรึกษาแบบห่างๆก็เท่านั้น...

 

 

“เฮ้อ...ก็คงต้องเป็นอย่างนั้นล่ะครับ หวังว่าถึงตอนนั้นแล้วคงจะใจเย็นลงบ้าง

ดูเอาสิโตจนป่านนี้แล้วก็ยังทำตัวเอาแต่ใจไม่มีเหตุผลอยู่อีก” ดีโอบ่นออกมาอย่างหงุดหงิด

 

 

 

“อ้าว...แล้วไหงไปว่าเขาแบบนั้น เราเองโตกว่าเขานักหรือไงหืม?

เห็นตอนที่ลูกโกรธ คยองซูก็ทำตัวแบบนี้เหมือนกันนี่

อย่าไปว่าน้องเลย คนเราจะโกรธจะโมโหน่ะก็ไร้เหตุผลอย่างนี้กันหมดทั้งโลก” เจสสิก้ากล่าว

 

 

“เอาเถอะครับ...ว่าแต่พ่อยังไม่กลับมาอีกเหรอ?” ดีโอเอ่ยถามก่อนจะเงยหน้ามองดูนาฬิกา

 

 

“ยังไม่กลับ...วันนี้พ่อเรากับลุงซองมินน่ะไปตีกอล์ฟด้วยกันตั้งแต่เย็นแล้ว

ตอนนี้ไปกินเบียร์ด้วยกันโน่นแล้ว พ่อเพิ่งโทรมาบอกแม่เมื่อกี้” เจสสิก้าตอบพลางยักไหล่

 

 

“อ้อ...แต่ผมว่าจุดประสงค์ของพ่ออยู่ที่เบียร์มากกว่าออกรอบนะ ฮ่าๆ” ผมเอ่ยแซว

 

 

“จริงด้วยซี...นับวันรอบเอวก็ยิ่งเพิ่ม

ลุงซองมินน่ะชวนพ่อเราดื่มบ่อยแต่ทำไมยังหล่อเหมือนเดิมเลยนะ

ดูสิ...มีแต่พ่อเราที่อ้วนขึ้น” เจสสิก้าบ่นออกมายิ้มๆ

 

“ผมจะฟ้องพ่อที่แม่บอกว่าพ่ออ้วน” ดีโอแหย่เจสสิก้าอย่างอารมณ์ดี

 

“ก็มันจริงนี่นา...แม่พูดอะไรผิดไปตรงไหนกัน

เออจริงด้วยสิ...วันนี้แม่ไปช็อปปิ้งกับป้าซันนี่แล้วไปซื้อเค้กกันแต่ดันเผลอหยิบติดมือกลับมาบ้านด้วย

ลูกเอาไปให้ป้าซันนี่หน่อยสิ จะได้เอาไปง้อคยองซูด้วยไง” เจสสิก้าพูดก่อนจะหลิ่วตา

 

 

“แม่ว่าไปตอนนี้จะได้ผลเหรอ?” ดีโอถาม

 

หันไปมองเจสสิก้าที่ผุดลุกจากโต๊ะกินข้าวไปเปิดเอากล่องเค้กใบเล็กๆที่อยู่ในตู้เย็นออกมาวางไว้

เจสสิก้าเลื่อนมันมาวางไว้ต่อหน้าดีโอแล้วยกยิ้มกรุ้มกริ่ม...

 

อันความจริงที่ไปช็อปปิ้งกับซันนี่ก็จริงอยู่

แต่เค้กก้อนนี้เธอน่ะซื้อมาเก็บไว้ให้ลูกชายและคยองซูได้กินโดยเฉพาะ

แต่ในเมื่อสถานการณ์ของลูกชายมันต้องพึ่งสื่อกลาง

เธอก็น่าจะเปลี่ยนวัตถุประสงค์จากที่เก็บไว้ให้กินเฉยๆเป็นอย่างนี้น่าจะโอเคมากกว่า...

 

 

เธอกับซันนี่เลี้ยงทั้งดีโอและคยองซูมาตั้งแต่เด็กจนโต

ก็ใช่ว่าจะไม่รู้ว่าเด็กสองคนนี้มีนิสัยยังไง คยองซูน่ะขี้ใจอ่อนอยู่แล้ว...

โดยเฉพาะถ้าเป็นกับลูกชายเธอล่ะยิ่งแล้วใหญ่ แค่เอาเค้กไปอ้อนก็คร้านจะยกโทษให้แบบง่ายๆ

 

 

“ก็ไปดูลาดเลาก่อนน่าจะดีกว่าอยู่เฉยๆไม่ใช่หรือไง? ลองยื่นให้แล้วยิ้มหวานๆสิ...”

 

เจสสิก้ากล่าวพร้อมทั้งยกยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี...

 

 

 

Rebirth

 

 

 

 

 แต่จนแล้วจนรอดผมก็ยังไม่ได้ง้อคยองซูอย่างที่ตั้งใจ

เพราะเมื่อไปถึงบ้านคยองซูป้าซันนี่ก็บอกว่าเขาออกไปข้างนอกและไม่ได้บอกด้วยว่าจะไปไหน

และถึงแม้ว่าผมจะโทรหาเป็นสิบๆสายเขาก็ยังไม่รับสายเลย

 

ผมตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดเบอร์โทรออกที่นานๆครั้งจะเป็นคนโทรหาเสียทีหนึ่ง

จนกระทั่งสิบห้านาทีต่อมาผมก็มานั่งอยู่ตรงนี้...

ในร้านกาแฟร้านประจำที่ผมมักจะมากับ คยองซูเสมอๆ

 

 

“อาชานยอลว่าผมควรทำยังไง?”

 

 

ผมถามชานยอลออกไปด้วยความหงุดหงิด

เพราะคยองซูปฏิเสธที่จะรับโทรศัพท์ของผมเป็นครั้งที่สามสิบห้า

ชานยอลหัวเราะออกมาเมื่อเห็นท่าทางของผมอย่างนั้น

 

 

ผมรู้จักกับชานยอลเพราะว่าเขาเป็นเพื่อนของพ่อแม่...

เอากันตามจริงจะเรียกว่าเพื่อนก็ไม่ถูกต้องเท่าไหร่

เพราะอาชานยอล อาแบคฮยอน และอาจงอินนั้นเข้ามาทำความรู้จักกับพ่อแม่ของผมและคยองซูตั้งแต่ที่เรายังเด็กๆ

และข่าวตอนนั้นเพิ่งจะแพร่กระจายออกไปใหม่ๆ

 

 

พวกเขาขออาสาเข้ามาเป็นผู้ดูแลพวกเราอีกแรงหนึ่งโดยการพาเราไปเที่ยวบ้าง

ไปรับไปส่งโรงเรียนถ้าพ่อกับแม่ไม่ว่าง หรือไม่บางทีก็เป็นคนสอนการบ้านให้พวกเราด้วยสลับกันไป

 

เพราะงั้นถ้าจะพูดก็คือ ผมรู้จักกับอาชานยอลและอาคนอื่นๆมาสิบแปดปีแล้ว

แต่พ่อกับแม่ก็ยังไม่เคยบอกเหตุผลกับผมซักทีว่าทำไมเขาถึงจับพลัดจับผลูขออาสามาดูแลพวกผมแบบนี้

และถึงแม้ว่าจะถามพวกอาๆไปกี่ครั้งพวกเขาก็ยังไม่เคยตอบเลยซักที

 

“นายเนี่ยน้า...ลองคิดดูดีๆสิว่าไปทำอะไรเอาไว้บ้าง

ถ้ามันทำให้คยองซูโกรธมากขนาดนี้อาว่าน่าจะเป็นเรื่องใหญ่นะ”

 

 

ชานยอลพูดพลางตักเค้กตรงหน้าเข้าปากแล้วเคี้ยวหงึบหงับ

ในขณะที่ผมเองก็คาบหลอดดูดโกโก้เอาไว้อย่างหงุดหงิดในหัวใจ...

ก็แล้วมันจะเป็นเรื่องอะไรกันล่ะ วันนี้เขาเองก็ไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย

 

 

 

“ก็ตอนเช้าเราก็ไปโรงเรียนด้วยกันปกติ

อย่างที่อาก็รู้ก็คือว่าเราแยกห้องเรียนกันใช่ไหมล่ะ

ตลอดทั้งเช้าผมก็เรียนไปตามปกติ ยังซื้อนมกล้วยไปให้เขาอยู่เลยเมื่อตอนกลางวันน่ะ

แต่พอเย็นมาจะไปรับที่ห้องเรียนเขาก็โมโหใส่ผมแล้วง่า” ผมตอบชานยอลไปพร้อมทั้งครุ่นคิด

 

 

“งั้นก็ลองคิดตอนบ่ายดูซิ ไปทำอะไรมาบ้างล่ะ” ชานยอลถามอีกครั้ง

 

 

“ตอนคาบบ่ายผมก็เรียนตามปกตินะ ไม่ได้ออกจากห้องไปไหนเลย

เอ้อ! แต่ช่วงพักคาบบ่ายก็ออกจากห้องนะ

ต...แต่...  ไม่น่า...คยองซูไม่น่าจะเห็นหรอก”

 

 

 

น้ำเสียงที่แผ่วลงและสั่นในท้ายประโยคทำให้ชานยอลต้องยกคิ้ว

ก่อนจะตัดสินใจเลื่อนหน้าเข้าไปถามเด็กที่นั่งหน้าซีดอยู่ตรงนั้นให้แน่ใจ

 

 

“รู้อะไรบ้างแล้วสินะ ไหนบอกมาซิว่าทำอะไรมา” ชานยอลถาม

 

 

“ผมเปล่านะ...คือก็ไปก็ใช่ แต่ก็ไม่ได้เต็มใจนะ ยัยนั่นทำอะไรไม่บอกไม่กล่าวเอง”

 

 

“พูดมาให้เคลียร์เลย...ไหนเล่ามาสิ” ชานยอลคาดคั้นเมื่อเห็นดีโอทำหน้าลำบากใจ

 

 

“ก็คือ...ยูริน่ะ เธอเป็นเพื่อนในชั้นของผม

ตอนช่วงพักยูริบอกให้ผมไปช่วยเธอแบกชีทไปส่งที่ห้องพักอาจารย์

แต่ขากลับเธอดันจูบผมอ้ะ” ตอบพลางยักไหล่และกัดริมฝีปากทีหนึ่งอย่างเคร่งเครียด...

 

 

“เฮ้ย...นายจูบเธอเหรอ?” ชานยอลขมวดคิ้วแล้วถามผมขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

 

“เปล่านะ! ตอนนั้นน่ะผมกำลังหยิบมือถือขึ้นมาดูเพราะว่าคยองซูส่งข้อความมา

ยูริแอบจูบไม่ให้ผมได้ตั้งตัวอ่ะ  แต่ผมว่าคยองซูคงไม่เห็นมันหรอกใช่ไหม?”

 

 

ผมถามพลางยกยิ้มเจื่อนเพื่อขอความเห็นจากชานยอล  

แล้วก็พบว่าชานยอลกำลังหลิ่วตาให้ผมอย่างคาดโทษ

เขาส่ายหน้ามาให้ผมอย่างไม่เห็นด้วยนักกับคำพูดของผม

 

 

“ภาวนาอย่าให้เห็นแล้วกัน ไม่งั้นล่ะเป็นเรื่องใหญ่แน่...

แต่ดีโอเอ๊ย อาล่ะระแวงจริงๆ ถ้าไม่ได้ทำอะไรที่มันคอขาดบาดตายอย่างอื่นอีก

แล้วคยองซูจะโกรธนายเรื่องอะไรได้อีกนอกจากเรื่องนี้ล่ะ

 ไอ้เด็กบ้านี่ ทำอะไรไม่ระวังเลย รู้ใช่ไหมว่าผู้หญิงคนนั้นชอบนายน่ะ แล้วยังจะไปกับเขาอีก โง่จริงๆ...”

 

 

ชานยอลพูดพลางถอนหายใจก่อนจะตักเค้กตรงหน้ายัดเข้าปากผม

ผมเคี้ยวมันหงับๆแต่ในใจรู้สึกถึงความกังวลที่พุ่งขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

 

 

“ทำยังไงดีอ่ะอาชานยอล...”

 

 

“แต่ความจริงก็ไม่น่าจะทำยังไงนิ พวกนายเป็นแฟนกันหรือไง?” ชานยอลยักไหล่

 

 

“ก็ไม่ใช่...แต่โธ่! อาอย่ามาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไปหน่อยเลยน่า!!

พวกอาเองไม่ใช่หรือไงที่ยัดเยียดเรื่องพวกนี้ใส่หัวเราสองคน” ผมแหวใส่เขา

 

 

“พวกฉันเปล่าซักหน่อย...แค่บอกว่ามันเป็นโชคชะตาไม่ใช่หรือไง

นายน่าจะคิดและตั้งคำถามกับเรื่องนี้บ้างนะ ไม่คิดหรือไงว่าทำไมพวกนายเกิดมาหน้าตาเหมือนกันอย่างกับฝาแฝด

พ่อแม่ของนายสองคนก็มาบังเอิญเจอกัน บังเอิญมาอยู่บ้านข้างๆ กันโดยไม่ได้นัดหมายกันมาก่อน

 

นายน่าจะคิดต่อไปอีกซักหน่อยนะ ว่าทำไมทั้งหมดทั้งมวลถึงได้มาลงล็อคที่พวกนายสองคนไปหมด

ถ้ามันไม่ใช่เพราะพระเจ้ากำหนดมาให้นายมาแก้ตัวในเรื่องที่เคยพลาด นายคิดว่านายจะมีวันนี้ไหม?

อยากจะทำอะไรก็รีบๆทำ ก่อนที่นายจะพลาดอีก”

 

 

ชานยอลพูดพลางเงียบไปในอึดใจ เขาเสตามองไปที่หน้าต่างข้างนอกร้าน

ผมเห็นสีหน้าเขาดูจริงจังแตกต่างจากที่เราพูดกันเมื่อไม่กี่นาทีก่อน

ผมครุ่นคิดถึงคำที่เขาเพิ่มเพื่อหาเบาะแส...แต่แน่นอนว่าผมไม่เคยพบมัน แม้ว่าเขาจะพูดแบบนี้มาเป็นสิบๆครั้ง

เวลาที่เร่งเร้าอยากจะให้ผมทำอะไรที่ควรจะทำ...อย่างเช่นการได้รักกับคยองซู

 

 

“อาพูดแบบนี้อีกแล้ว...

บอกมาสิว่าอาหมายถึงอะไร อารู้อะไรทำไมไม่บอกผม”

 

 

ผมถามเขาพลางขมวดคิ้วเมื่อมองเข้าไปในตาของชานยอลแล้วเขากลับหลบตา

อาเขาหยิบแก้วกาแฟขึ้นดูดเข้าไปเงียบๆเพื่อเลี่ยงคำถามของผม

 

และแล้วก็เหมือนทุกที...เขาเฉไฉเพื่อที่จะไม่ตอบมัน...

 

 

“รีบหาทางง้อคยองซูซะไอ้หนุ่มน้อย...แล้วได้โปรดอย่าถามคำถามนี้กับอาหรือพวกอาคนไหนอีก

นายพยายามมาหลายหนแล้วนี่ใช่ไหม

เพราะงั้นก็น่าจะรู้ได้แล้วนะ...ว่าคำถามนี้น่ะไม่มีคำตอบให้นายหรอก

 

 

Rebirth

                 


เที่ยงคืนแล้ว...และไฟในห้องของคยองซูก็ดับลงไปแต่ผมกลับรับรู้ได้ว่าเขายังไม่หลับ

เอาจริงๆแล้วไฟนั้นถูกปิดไปตั้งแต่ตอนสี่ทุ่มกว่าๆ...

แต่ที่ทำให้ผมรับรู้ว่าเขายังไม่ได้นอนก็เพราะเขาเดินมาเลื่อนเปิดประตูทางเชื่อมทิ้งให้มันเปิดทิ้งเอาไว้เมื่อครู่นี้

 

ผมยกยิ้มออกมาบางๆเมื่อได้ยินเสียงประตูนั้นถูกเลื่อนเปิด...

เก็บปากกา ปิดหนังสือและปิดโคมไฟบนโต๊ะให้ดับสนิท

หลังจากนั้นก็พาตัวเองเดินไปตามทางเชื่อมเพื่อไปหาคยองซูอย่างช้าๆ

 

 

ผมเลื่อนประตูทางเชื่อมให้ปิดลงเพราะว่าวันนี้อากาศค่อนข้างเย็นแม้ว่าจะเป็นค่ำคืนกลางเดือนกันยายนแบบนี้

หันเข้าไปมองและปรับสายตาให้ชินกับความมืดและพบว่าคยองซูนอนหันหลังให้ผม...

แต่ที่ทำให้ผมต้องยกยิ้มออกมาก็คือ เขายังมีแก่ใจเว้นที่นอนไว้ให้ฟากหนึ่งสำหรับผมโดยเฉพาะ...

ทั้งๆที่ไม่น่าทำอย่างนั้น...เพราะเราก็ใช้พื้นที่ของเตียงแค่เพียงฝั่งเดียวอยู่แล้ว...

 

ผมค่อยๆแทรกตัวเข้าไปในผ้าห่มหนานุ่มกรุ่นกลิ่นหอมเฉพาะตัวของเขา

ก่อนจะสอดแขนเข้าไปกอดคยองซูเอาไว้จากด้านหลังอย่างรักใคร่...

 

ใช่สิ ผมจะรักใครได้ล่ะถ้าไม่ใช่เขา...

แต่คนที่โดนกอดอยู่อาจจะไม่รู้ตัวนักหรอก

เพราะเราทะเลาะกันเพราะคนอื่นมาหลายครั้งหลายหนแล้ว

ทะเลาะกัน...ด้วยความรู้สึกที่อาจจะเรียกได้ว่าหึงหวง...

 

 

 

“หายโกรธฉันแล้วใช่ไหม?”

 

 

ผมกระซิบที่ข้างหูเขา จนกระทั่งคยองซูตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงอู้อี้นั่นแหละผมถึงได้รู้ว่าเขากำลังร้องไห้...

               

 

“ป..ปล่อยเลยนะ มากอดทำไม” เขาตอบ

               

 

“ไม่ปล่อย...จนกว่านายจะหยุดร้องไห้”

               

 

“ฉันหยุดแล้ว ปล่อยสิ”

               

 

“ไม่เอาน่าคยองซู บอกฉันสิว่าฉันทำผิดอะไร? ทำไมเราถึงไม่คุยกันดีๆ”

               

ผมพูดพลางส่งแขนเข้าไปโอบรัดเขาไว้ให้แน่นกว่าเก่า...

จนรับรู้ได้ว่าคยองซูกำลังสะอื้นเพราะแรงกอดนั้น

               

 

“บอกฉันสิ...ฉันมันคนงี่เง่านะคยองซู ถ้านายไม่บอกฉันก็ไม่รู้หรอก” ผมรบเร้า

               

 

“เอาจริงๆฉันกำลังเสียใจและกำลังสับสนมากๆที่โกรธนาย...

เพราะความจริงฉันไม่มีสิทธิจะโกรธนี่  

เพราะนายอยากจะจูบใครก็ได้ทั้งนั้น ฉันรู้ดีว่าฉันไม่มีสิทธิโกรธนายหรอก”

               

 

ว่าแล้วเชียว...เขาเห็นจริงๆด้วยสินะ...

 

 

ผมคิดในใจหลังจากที่ได้ฟังคยองซูพูดเสียงแผ่วก่อนจะยกมือขึ้นปาดน้ำตาออก

ผมมองไม่เห็นว่าเขาทำหน้าแบบไหนเพราะว่าเขากำลังนอนหันหลังให้ผม

 

“เฮ้...ถ้านายไม่มีสิทธิแล้วใครจะมีสิทธิอีกล่ะ หันมาทางนี้สิที่รัก...หันมาคุยกับฉัน”

 

ผมพูดพลางยื้อไหล่ของคยองซูให้หันกลับมาเผชิญหน้ากับผม...

ในตอนแรกคยองซูพยายามจะขืนตัวไว้ แต่สุดท้ายแล้วเขาก็หันมาจนได้...

 

“มานี่สิ...หยุดร้องไห้ได้แล้ว นายไม่เห็นต้องคิดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย...

ถ้านายไม่ชอบก็บอกฉันสิ ถ้านายรู้สึกแย่จนทนไม่ไหวก็ตีฉันสิ...

มีอะไรช่วยบอกฉันได้ไหม เราไม่น่าจะทะเลาะกันเรื่องนี้เลย”

 

 

ผมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง...และเป็นอีกครั้งที่คยองซูเริ่มร้องไห้ออกมา

ผมปาดน้ำตาออกให้เขา หลังจากนั้นจึงดึงตัวเขาเข้ามากอดไว้

 

 

“พอแล้ว...หยุดร้องไห้สิคยองซู

เรื่องนี้มันเป็นอุบัติเหตุนะ แต่ฉันจะไม่จูบกับใครอีกแล้วล่ะ...ฉันสัญญา” ผมบอกกับเขา

 

 

“รักษาสัญญาของนายด้วยดีโอ...

รู้ไหมทุกครั้งที่ฉันเห็นนายจูบกับใครหรือแม้กระทั่งยิ้มให้ใครน่ะ...มันทำให้ฉันสติแตก”

 

 

คยองซูปาดน้ำตาออกมาแล้วตวัดอ้อมแขนกลับมากอดผมเอาไว้แนบแน่น

น้ำเสียงอู้อี้เอาแต่ใจนั้นทำให้ผมต้องหัวเราะออกมาเบาๆเพราะนั่นแสดงว่าเขาพอใจกับคำพูดของผม

และนั่นแปลว่าเขากำลังจะหายโกรธผมแล้ว...

               

“โอเค...ฉันสัญญาจะไม่จูบใครอีกนอกจากนาย”

               

 

“ขี้ตู่...ใครบอกว่าฉันจะให้นายจูบกัน”

               

 

“ไม่มีใครบอก...แต่ฉันจะจูบเอง มาสิ...ริมฝีปากนี้เป็นของนายนะ นายควรจะใช้สิทธินั้นเดี๋ยวนี้”

               

 

“ถ้าริมฝีปากนี้เป็นของฉันจริง...นั่นหมายความว่าฉันจะจูบมันเมื่อไหร่ก็ได้”

               

 

“หายโกรธฉันแล้วใช่ไหม?” ผมกระซิบถามเขาพร้อมทั้งยกยิ้ม

               

 

“ในเมื่อนายยืนยันและสัญญาแล้ว...ฉันเลยคิดว่าฉันไม่ควรจะกังวลกับมันอีก”

 

 

น้ำเสียงมั่นอกมั่นใจนั้นเริ่มกลับมาเป็นเขาอีกครั้ง...

ผมหัวเราะก่อนจะเลื่อนหน้าเข้าไปใกล้เขา ก่อนจะกดจูบลงไปเบาๆที่ริมฝีปากนั้นอย่างรักใคร่

มอบสัมผัสแผ่วเบาแล้วถอนออก

มองเห็นคยองซูยกยิ้มออกมาบางๆทั้งๆที่น้ำตายังเคลียแก้มใส

ผมจึงจัดการยกมือขึ้นเช็ดมันออกไปให้พ้นจากสายตา ก่อนจะพรมจูบลงไปที่หน้าผากอีกครั้ง

 

“ว่าแต่วันนี้นายไปไหนมา ฉันไปง้อนายเมื่อตอนหัวค่ำ แต่แม่นายบอกว่านายไม่อยู่”

ผมถามเขาเมื่อจู่ๆก็คิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้ คยองซูส่ายหน้าแล้วบอกกับผมแผ่วเบา

 

“ก็แค่ที่ๆหนึ่งที่ฉันอยากจะไปนั่งอยู่เงียบๆและคิดถึงเรื่องของนาย...

บางทีการได้อยู่ที่นั่นคนเดียวมันก็ทำให้ฉันสงบใจได้บ้าง” เขาตอบผมพลางกระพริบตาปริบๆอย่างอ่อนเพลีย

 

 

“มันคือที่ไหนล่ะ...บอกฉันได้ไหม?” ผมถามเขาอีกครั้ง

 

“บอกไม่ได้...มันเป็นความลับของฉัน

แต่ฉันจะบอกนายเมื่อถึงเวลา และแน่นอนว่าไม่ใช่ตอนนี้แน่ๆล่ะ"

 

 

เขาพูดก่อนจะหลับตาลง

ผมเห็นแววตาของเขาบวมช้ำและท่าทางอ่อนเพลียที่เขาแสดงออกโดยไม่ได้ตั้งใจ

และเมื่อเห็นเห็นอย่างนั้นผมจึงคิดว่าผมควรจะปล่อยให้เขาได้นอนพักผ่อน...

 

 

“หยุดคิดมากและนอนได้แล้ว...

พรุ่งนี้เราต้องไปเรียนแต่เช้าและเราไม่ควรสายนะจริงไหม?” ผมพูดกับเขาในขณะที่ลูบกลุ่มผมนุ่มเบาๆ

 

 

“อืม...เราควรจะนอน”

 

“ฝันดีนะคยองซู” ผมกระซิบกับเขาพร้อมทั้งยกยิ้มบางๆส่งไปให้

 

“ฝันดีครับ”

 

 

คยองซูกระซิบก่อนจะเคลื่อนตัวเข้ามาซุกที่อกของผมแล้วหลับตาลงอย่างว่าง่าย

ผมรู้ว่าสัมผัสอบอุ่นที่เรามอบให้กันจะทำให้เขาหลับสบาย

เขาพยักหน้าแล้วหลับตาพริ้ม ก่อนที่ผมเองจะเข้าสู่นิทราไปพร้อมๆกันกับเขา...

 

 

ไม่นานเท่าไหร่นักที่ดีโอเข้าไปสู่ห้วงแห่งความฝัน

หากแต่คนที่อยู่ในอ้อมกอดที่เขาคิดว่าหลับสนิทไปแล้วกลับไม่ได้หลับไปอย่างที่เขาเข้าใจ

 

คยองซูลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืด ข้างหน้าคือแผ่นอกกว้างของดีโอและอ้อมแขนที่ให้ความอบอุ่นแก่เขา

คยองซูเคลื่อนตัวขึ้นไปจุมพิตที่ปลายคางของคนที่หน้าตาเหมือนตัวเอง

ก่อนจะกระซิบเสียงแผ่วท่ามกลางความเงียบงันที่อยู่ภายใต้เสียงหายใจเข้าออกเป็นจังหวะของดีโอว่า...

 

 

“ใช่ว่าฉันจะไม่รู้ว่าเราคิดเหมือนกันหรอกนะที่รัก...

แต่สิ่งที่ฉันต้องทำคือการทำให้ความทรงจำของเราในตอนนี้แน่ชัดที่สุด 

มันยังไม่ถึงเวลาที่นายจะต้องเอาอดีตพวกนั้นกลับมาใส่ใจ เพราะนั่นเป็นความผิดของฉัน

 

แต่ฉันสัญญาว่านายจะได้รับรู้มันแน่นอน

เพราะฉันจะบอกกับนายเมื่อความทรงจำในภพนี้ของเราแจ่มชัดมากพอที่จะไม่ทำให้นายสับสนกับคราวก่อน

หลับตาเถอะที่รัก...และเก็บเกี่ยวความฝันในตอนนี้และยิ้มกับมันซะให้เพียงพอ

และเมื่อไหร่ที่ถึงเวลา ฉันจะเป็นคนเฉลยเองว่าทำไมเราถึงต้องเกิดมาเป็นแบบนี้

...เกิดมาเพื่ออยู่คู่กัน...” 

               

คยองซูกระซิบเสียงแผ่วในลำคอ

ก่อนที่สุดท้ายแล้วเขาก็ก้มลงจูบดีโอด้วยความรักและแผ่วเบาจนเขาไม่รู้สึก...

มันยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องบอกเขา...คยองซูมีหลายอย่างที่ต้องทำเพื่อรอคอยให้วันนั้นได้มาถึงอย่างช้าๆ

และเวลาก็คืบคลานเข้ามาใกล้ทุกที...

แค่รอคอยจนถึงวันนั้น...ก็เท่านั้นเอง

 

 

Rebirth

                 

 

2 ปีก่อน...

 

คยองซูนั่งอยู่กับแบคฮยอนที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง...

อาเขาร้องห่มร้องไห้ราวกับคนสติแตกและสุดท้ายก็โทรเรียกให้คยองซูมานั่งอยู่เป็นเพื่อนตรงนี้

และถึงแม้ว่าจะสอบถามว่าเป็นอะไรแต่แบคฮยอนกลับได้แต่นิ่งเงียบและร้องไห้

คยองซูคิดว่าอาเขาคงอยู่ในอาการช็อคหรืออะไรซักอย่างถึงได้ไม่ยอมพูดมันออกมา

แต่กลับพึมพำเพียงแค่คำๆเดียวเท่านั้น...

 

 

มันเป็นความผิดของฉัน...มันเป็นความผิดของฉันทั้งหมด...

 

 

“อาควรจะบอกผมว่าอาทำผิดอะไร...เรื่องนี้เราช่วยกันแก้ไขได้ไม่ใช่หรือ?

ทำไมต้องเอาแต่โทษตัวเองอย่างนั้น?

อาบอกผมมาเถอะ...ในเมื่อเรียกผมออกมาแบบนี้แล้ว”

 

 

ผมพูดกับแบคฮยอนที่เอาแต่ร้องห่มร้องไห้และทำท่างกๆเงิ่นๆราวกับจะพูดกับผมแล้วก็หยุดชะงักไป...

มันเป็นอย่างนี้มาร่วมสิบนาทีได้แล้ว และผมคิดว่าตอนนี้ผมชักจะทนไม่ไหว

“อาไม่รู้ว่าควรจะบอกกับนายยังไง...มันยากมากนะคยองซู 

อารู้สึกผิดกับมันเหลือเกิน...ทุกคนห้ามไม่ให้อาบอก

แต่นายรู้ไหมว่ากี่ปีมาแล้วที่อาหลับฝันแล้วเห็นแต่ภาพพวกนั้น

อาทรมานมาก...มันเหมือนตราบาป ตราบาปที่อาไม่รู้จะทำยังไงเพื่อลบมันออกไป”

 

 

“ฝันอะไร? ตราบาปอะไร?

อาพูดเหมือนกับว่าเคยไปฆ่าคนตายมาแล้วอย่างนั้นล่ะ”

 

 

ผมถามอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก...

ถึงแม้ว่าคำพูดที่แบคฮยอนจะเปิดใจพูดออกมาหลังจากที่นิ่งงันไปเกือบสองชั่วโมงเศษ

อาเขาก็สารภาพ...แต่คำสารภาพนั้นทำให้ผมต้องคิ้วขมวด

 

 

“ไม่ใช่ก็เหมือนใช่...อาทำผิดไปหมด

อาไม่รู้ว่ามันจะเป็นอย่างนั้น อาไม่ได้ตั้งใจ

ฉ..ฉันขอโทษนะคยองซู”

 

 

แบคฮยอนพูดเสียงแผ่วก่อนที่น้ำตาจะไหลลงมาอีกระลอกหนึ่ง...

ผมเอื้อมมือไปแตะที่บ่าอาเขาเบาๆเพื่อปลอบโยน ก่อนจะรบเร้าถามเขาอีกครั้ง

 

“ขอโทษผม? เรื่องอะไร? อาบอกผมสิ...”

 

 

ผมถามเขาอย่างไม่เข้าใจ แบคฮยอนค่อยๆปาดน้ำตาก่อนจะสูดหายใจลึก

เขาหลับตาลงแล้วเงียบไปเหมือนพยายามจะครุ่นคิดอะไรซักอย่าง

แต่จนในที่สุดแล้วเขาก็พูดมันออกมาจนได้

 

 

“เก็บเป็นความลับได้ไหมคยองซู...

ต่อไปนี้เรื่องที่ฉัน... อ...อาจะพูดไปคือความลับระหว่างเราสองคนนะ

อย่าบอกอาชานยอลและอาจงอินเด็ดขาด

และหลังจากที่นายรู้เกี่ยวกับมันแล้ว นายจะทำยังไงกับมันก็ได้...แต่อาขอร้องให้นายยกโทษให้อาด้วย”

 

 

แบคฮยอนพูดก่อนที่น้ำตาที่เขาเพิ่งปาดมันออกเมื่อกี้จะไหลลงมาอีกครั้ง

ผมขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจเมื่อได้ฟัง

 

“อาหมายความว่ายังไง?”

 

ผมถามอย่างไม่เข้าใจ...รู้สึกว่าหัวใจกำลังเต้นผิดจังหวะเมื่อรับรู้ถึงความผิดปกติในสายตาของอาเขาอย่างนั้น

 

“ตามอามาสิ...อามีที่นึงที่อยากจะพานายไป”

 

 

Rebirth

                 

 

“จำรหัสได้ไหม?”

 

แบคฮยอนถามขึ้นก่อนจะผายมือให้ผมกลายเป็นคนกรอกรหัสที่หน้าประตูนั้น

ความรู้สึกในใจของผมสับสนเหลือเกินในตลอดเวลาที่เดินทางมายังคอนโดแห่งนี้

และมันหนักอึ้งทุกทีที่ผมเริ่มตั้งคำถาม...

 

ผมยังไม่เคยมาที่คอนโดแห่งนี้มาก่อน และผมมั่นใจว่าเป็นอย่างนั้น

แต่พระเจ้าเท่านั้นที่จะบอกได้ว่าทำไมผมถึงได้รู้สึกคุ้นเคยกับที่นี่จนน่าประหลาด

 

เดจาวู...ผมคิดว่าผมอาจจะกำลังตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น

 

 

อาการปวดหนึบที่ศีรษะของผมเริ่มหนักหน่วงขึ้นมาเมื่อมองเห็นภาพต่างๆที่หมุนเวียนขึ้นมาในหัวแบบนั้น

ตั้งแต่ที่ผมก้าวเท้าลงจากรถของอาเขา อาการเหล่านั้นก็ยิ่งทวีคูณขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

 

“อ...อาพาผมมาที่นี่ทำไม?

ผมจะจำรหัสได้ยังไง น...ในเมื่อผมไม่เคยมาที่นี่” ผมพูด

 

“จำไม่ได้เลยหรือ? ไม่รู้สึกว่ามันคุ้นเคยบ้างเหรอ? ลองคิดดูหน่อยสิ”

 

แบคฮยอนรบเร้าด้วยความกังวลใจ แต่ผมไม่อาจจะรับรู้ถึงมันได้เพราะรับรู้ถึงขมับที่กำลังเต้นตุบๆ

ผมเดินไปยืนอยู่ที่หน้าประตูอย่างเก้ๆกังๆ...

ไม่แน่ใจนักว่ากำลังทำอะไร แต่มือกลับยกขึ้นมาวางไว้ตรงที่ปลดล๊อคหน้าประตูนั้น

พยายามจะคิดรหัสผ่านประตูที่แบคฮยอนคะยั้นคะยอให้ผมลองเปิดมันเสียเหลือเกิน

 

น่าแปลกใจนักที่เมื่อนิ้วเรียวของผมไปจรดอยู่ที่ปุ่มกดเหล่านั้น

ความคิดวูบหนึ่งที่แว๊บขึ้นมาในหัวสมองนั้นทำให้นิ้วของผมทำงานไปโดยอัตโนมัติ

 

0112…วันเกิดของผมและดีโอ...

 

แบคฮยอนยกยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจที่ได้ยินเสียงปลดล๊อคประตูนั้นดังขึ้น

แต่ผมเองก็ยังไม่แน่ใจนักว่าจะกล้าเปิดมันไหม

ผมไม่รู้ว่าจะพบเจออะไรในนั้น แต่ที่แน่ๆอาการที่หัวใจเต้นแรงของผมนั้นกำลังบ่งบอกว่าผมกำลังตื่นเต้นเสียเหลือเกิน

 

“เข้าไปสิ...”

 

แบคฮยอนบอกกับผมราวกับอ่านความคิดออก

ผมจึงยกมือไปเปิดประตูออกเมื่อได้ยินที่เขาพูดแบบนั้น...

 

“…………………………..……….”

 

ผมกวาดตามองห้องที่ค่อนข้างจะเก่า  

ไม่ใช่...ไม่ได้หมายถึงว่ามันดูเก่า ทุกอย่างยังคงดูดีไม่มีการชำรุดเสียหาย

แต่เฟอร์นิเจอร์นี่สิ อย่างกับอยู่ในยุคเก่าสักเมื่อสิบปีก่อนเห็นจะได้

สองขาของผมก้าวไปเรื่อยดูห้องนั้นห้องนี้ราวกับเคยอยู่ที่นี่มานานเสียหลายปี

 

นี่มัน..              

 

ผมเดินมาหยุดอยู่ที่โต๊ะไม้ตัวหนึ่งที่มุมห้อง

ลูบรอยสลักแบบลวกๆที่คิดว่าน่าจะเกิดจากการเอาคัทเตอร์หรือไม้บรรทัดขูดมันให้เป็นสัญลักษณ์ชื่อของใครคนหนึ่ง

 

มันคือโต๊ะของผม...

 

เพราะตรงมุมโต๊ะทำงานที่สลักชื่อ DK ’s desk ไว้เสียขนาดนั้น จะไม่รู้ได้ไงไหว...

 

 

ผมเดินสำรวจตรวจตราไปรอบห้อง

โดยที่ไม่แน่ใจนักว่าแต่ละจุดแต่ละมุมนั้นมีความทรงจำที่พวยพุ่งขึ้นมาได้อย่างไร...

ผมรับรู้ว่าตรงไหนคือที่ของผม ตรงไหนที่ผมทิ้งสัญลักษณ์ไว้

แม้กระทั่งขอบบิ่นของถ้วยกระเบื้องที่ผมคิดว่าไม่น่าจะอยู่ตรงนั้น...

 

แต่มันกลับอยู่ที่เดิมไม่ผิดเพี้ยน...

 

ความคิดนี้แล่นขึ้นมาในหัวของผมโดยที่ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงคิดอย่างนั้น

ก่อนที่จะเดินไปมุมหนึ่งของห้องแล้วพบกับรูปของผมและดีโอ

 

รูป.. รูปของผมงั้นเหรอ?

 

ผมหันหน้าไปหาอาแบคฮยอนอย่างต้องการคำตอบ หากแต่เขากลับยักไหล่ก่อนจะกระซิบบอกกับผม

 

“อาจะลงไปข้างล่างและซื้อกาแฟขึ้นมาให้

อาแน่ใจว่านายอาจจะอยากใช้เวลานี้ รื้อฟื้นความทรงจำ หรืออะไรต่อมิอะไรซักหน่อย”

 

 

แบคฮยอนพูดแผ่วเบาก่อนจะเดินออกไป...

ทิ้งผมเอาไว้เพียงลำพังในห้องกว้างๆห้องนี้ ถึงแม้ว่ามันจะเงียบงันและดูเก่าลงไปเพราะฝุ่นจับ

แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกกลัวมันเลยซักนิด มิหนำซ้ำยังรู้สึกดีเหมือนว่านี่เป็นบ้านหลังที่สองอย่างไรก็อย่างนั้น...

               

ผมเดินสำรวจไปทั่วทั้งห้องตามลำพัง

จนกระทั่งพบกล่องใบหน้าที่ถูกคล้องแม่กุญแจวางเอาไว้อยู่ที่หลืบมุมของใต้ตู้เก็บของที่ไม่น่าจะมีใครพบเจอหรือเห็นมันได้

แม่กุญแจสีขาวอันเล็กถูกคล้องที่กล่องหนังนั้นเอาไว้ และไม่มีวี่แววของลูกกุญแจอยู่แถวนั้น....

แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันน่าตลกจริงๆที่ผมรู้ว่ามันอยู่ตรงไหน

เมื่อผมเดินข้ามไปอีกฟากห้องเพื่อหยิบเอากุญแจที่ซ่อนอยู่ใต้กองเสื้อผ้าในตู้เพื่อมาเปิดมันออกจนได้

 

 

...แต่นั่นสินะ...แล้วผมรู้ได้ยังไง...

 

ผมไขกุญแจให้เปิดออกก่อนที่แทบจะหยุดหายใจเมื่อพบเจออะไรบางอย่างอยู่ในนั้น

สิ่งที่ผมไม่แน่ใจเลยว่าทำไมถึงต้องใจเต้นระทึกเมื่อเห็นมันนอนแน่นิ่งอยู่ในกล่องไม่ไปไหน

...ไอแพดรุ่นแรกๆที่ผมเคยเห็นแต่ในอินเตอร์เน็ต...

 

ผมหยิบมันขึ้นมากดปุ่มเปิดอย่างคล่องแคล่ว...

ถึงแม้ว่าไอแพดนั้นจะรุ่นเก่าคร่ำครึจนคิดว่าสมัยนี้น่าจะหาซื้อมันไม่ได้อีกแล้ว

ก่อนจะพบว่ามันยังใช้การได้และอยู่ในสภาพดีมาก

ที่สำคัญคือแบตเตอรี่ยังคงเต็มเปี่ยมแม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตามแต่...

 

หน้าจอสัมผัสเด้งโปรแกรมขึ้นมาให้กดรหัสที่หน้าจอ

และมันเป็นอีกครั้งที่ผมเดาถูกเพราะผมรู้สึกคุ้นเคยเหลือเกินที่จะกดเปิดมันแบบนั้น

...ก่อนที่ภาพที่หน้าจอที่ปรากฏจะทำให้ผมแทบหยุดหายใจ...

 

ใบหน้าของผมและใบหน้าของดีโอโชว์หราอยู่เต็มหน้าจอ..

ในรูปนั้นผมและเขาดูมีอายุมากกว่านี้ซักสามถึงสี่ปีเห็นจะได้

น้ำตาไหลลงมาเมื่อเห็นอย่างนั้นโดยไม่เข้าใจว่าทำไม

และศีรษะที่ปวดหนึบก็กำลังเต้นตุบๆจนแทบจะระเบิดเมื่อมือและร่างกายของผมทำงานไปโดยโดยอัตโนมัติ

 

มือของผมเลื่อนไปสัมผัสปุ่มแกลเลอรี่รูปภาพเพื่อพยายามจะค้นหาบางอย่าง

ก่อนที่ผมจะรับรู้เรื่องราวทุกอย่างจากในนั้น...

 

เหมือนกับว่าโลกทั้งหมดถูกทำให้มืดสนิทด้วยฝีมือของใครสักคน

ผมรู้สึกหน้ามืด ก่อนที่จะล้มลงไปนั่งกับพื้น เข่าอ่อนฮวบและหลับตาปี๋

 

ผมรู้สึกหัวหมุน และพื้นใต้ฝ่าเท้าก็เหมือนกำลังจะพลิกกลับขึ้นมา

หัวใจของเต้นกระตุก ขมับสองข้างของผมลั่นดังตุบ

ผมหายใจก่อนจะทรุดลงไปกองกับพื้นห้อง เมื่อภาพต่างๆถูกขุดขึ้นมาจากส่วนลึกที่ไม่อาจทราบได้

ผมอ้าปากหอบหายใจเมื่อภาพความทรงจำนั้นวนเวียนผ่านสมองไปอย่างรวดเร็วราวกับม้วนเทปที่ถูกกรอกลับ

 

...จนกระทั่งทุกอย่างก็กลับเป็นปกติในเวลาไม่กี่อึดใจ...

 

ผมยันตัวลุกขึ้นจากพื้นที่นอนอยู่ อาการปวดศีรษะหายเป็นปลิดทิ้ง

และตอนนี้น้ำตาของผมก็ทะลักลงมาราวกับเขื่อนแตก

 

...ผมจำมันได้แล้วทุกอย่าง...

 

ยกมือขึ้นปิดปากและร้องไห้จนตัวโยน

มองหน้าแบคฮยอนที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องพร้อมทั้งน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม...แต่รอยยิ้มกลับพรายเต็มหน้าเขา

 

 

“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะเพื่อนรัก...และโปรดอภัยให้ฉัน

เพราะนี่อาจเป็นสิ่งสุดท้ายที่ฉันได้ทำ.. เพื่อนายทั้งสองคน

 

 

Rebirth

                 

 

 

 

มันเป็นเวลาผ่านมาหลายปีแล้วนับจากวันที่ผมและคยองซูได้ผ่านเหตุการณ์ทะเลาะกันในวันนั้น

ผมแทบจะจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าเราเคยพูดถึงสถานที่แห่งความลับของคยองซูมานานแค่ไหน

ผมแค่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เขาหายตัวไปนั่นก็หมายความว่าเขาอยู่ที่นั่น...

แต่ถึงแม้ว่าผมจะถามเขากี่หนเขาก็ไม่เคยเปิดเผยมันเลยซักที...

 

ผมรู้สึกประหลาดใจเมื่อวันนี้ตื่นมาแล้วไม่เจอเขา

แต่กลับพบโน๊ตแผ่นเล็กๆที่ติดไว้ตรงหน้ากระจกแทน...

หยิบมาขึ้นมาอ่านแล้วก็ได้ใจความว่าวันนี้เขาไปสถานที่แห่งความลับอีกแล้ว...

แต่ที่แปลกออกไปคือวันนี้เขาต้องการให้ผมไปหาเขาที่นั่นด้วย

 

 

ผมรีบลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวและออกจากบ้านมาในที่สุด

ก่อนที่หัวใจจะเต้นระทึกเมื่อผมขึ้นรถแท๊กซี่มาตามที่อยู่ที่เขาเขียนไว้

และผมค้นพบว่าทางที่ผมกำลังเดินทางไปมันช่างคุ้นตาและทำให้รู้สึกอบอุ่นอย่างน่าประหลาด

 

ตามจริงแล้ววันนี้เราควรออกไปเดินหาหอพักเพื่อจะได้เริ่มต้นใช้ชีวิตนักศึกษาด้วยกัน

และนั่นแหละที่ทำให้ผมประหลาดใจก็เพราะว่าเส้นทางนี้อยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยที่เราทั้งคู่สอบติดเอามากๆ

 

และมันน่าแปลกใจที่ตอนนี้ในหัวของผมกลับมีภาพต่างๆที่แล่นขึ้นมา

ทั้งๆที่ผมแน่ใจว่าผมไม่เคยได้กระทำหรือว่าเห็นมันมาก่อน...

 

 

ผมจำได้ถึงร้านนั้นที่ผมและคยองซูชอบลงมาหาอะไรกินด้วยกันในวันเสาร์...

ร้านไอศกรีมที่เราชอบไปนั่งหย่อนอารมณ์นั้นเจ๊งไปแล้วแต่กลับกลายเป็นช็อปเครื่องสำอางแทน

สวนสาธารณะที่บางทีเราก็ชอบลงมาเดินเล่นด้วยกันในเวลาที่มีแสงแดดอุ่นๆและอากาศดีๆ...

 

 

มันอาจจะดูบ้าบอ...แต่ผมมั่นใจว่าผมกำลังคิดไม่ผิดไป

หัวใจของผมเต้นกระตุกและดวงตาก็เบิกกว้างตลอดเวลาที่แท็กซี่ขับผ่านเส้นทางนั้น

 

ก่อนที่สุดท้ายเมื่อผมถึงที่หมาย...ความทรงจำบางอย่างนั้นก็ผุดพรายขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ 

ผมเริ่มออกวิ่ง...และแม้ไม่ต้องเช็คที่หมายในกระดาษโน๊ตแผ่นเล็ก ผมก็รับรู้ได้ว่าผมต้องไปที่ไหน

 

แฮ่ก...แฮ่ก...แฮ่ก...

 

 

ผมหายใจหอบเมื่อวิ่งมาจนถึงลิฟท์ที่หมาย กดปุ่มชั้นปลายทางที่ต้องการแล้วหัวใจก็เต้นระทึก

เสียงของคยองซูดังก้องเข้ามาในหู และผมเองมั่นใจว่าตลอดเวลาตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งเราอายุ 21 เหมือนอย่างตอนนี้

...เขาไม่เคยพูดมันกับผมเลยซักครั้งเดียว...

 

 

เขาว่ากันว่าฝาแฝดมีสัญญาณพิเศษที่เชื่อมถึงกัน

ฉันรู้ว่าฉันมีนายอยู่ที่นี่...

เพราะฉันมักจะฝันถึงนายเสมอ คยองซู

 

 

เราถูกฟ้ากำหนดให้เชื่อมโยงกัน...ให้คู่กัน

ดังนั้นไม่ว่านายจะอยู่ที่ไหนหรือทำอะไรบนโลกใบนี้

ฉันก็จะอยู่ที่นั่นเสมอ...

 

 

ตึกตัก....ตึกตัก...ตึกตัก...

 

 

หัวใจของผมเต้นรัวอย่างกับยิงปืนกลเมื่อภาพทุกอย่างนั้นค่อยผุดขึ้นมาจากความทรงจำอย่างช้าๆ...

ศีรษะของผมปวดร้าวจนแทบระเบิดจนผมต้องหลับตาลงแน่น

ก่อนที่จะรู้สึกว่าหัวสมองขาวโพลนไปหมด ราวกับว่ามันคือระเบิดเวลาที่ฝังอยู่ในหัวผมเอง

 

 

ฉันกับนายไม่ใช่พี่น้องกันหรอกคยองซู...

ฟ้ากำหนดไว้แล้วให้ฉันและนายเกิดมาคู่กัน

ฉันกับนาย นายกับฉัน...เราทั้งสองคน

เราเป็นคนๆเดียวกัน

 

 

“อ...อึก” 

 

 

ผมอ้าปากหอบหายใจเมื่อประโยคสุดท้ายที่ผุดขึ้นในหัวนั้นราวกับว่าปลดปล่อยทุกอย่าง...

ผมคว้าราวลิฟท์เอาไว้มั่นแล้วหอบหายใจเพื่อปรับลมหายใจให้กลับเป็นปรกติอย่างช้าๆ

ลิฟท์มาถึงชั้นที่หมายแล้ว...และผมจึงเริ่มออกวิ่งไปยังห้องที่อยู่สุดปลายทางเดินของตึก

กดรหัสเปิดหน้าห้องโดยไม่ต้องหยุดคิดด้วยซ้ำ

 

...เพราะผมจำมันได้หมดทุกอย่างแล้ว...

 

ผมเปิดประตูห้องเข้าไปแล้วพบว่าคยองซูนั้นกำลังยืนยิ้มอยู่ที่กลางห้อง

ดวงตาคู่หวานนั้นไม่ได้เหมือนคยองซูคนที่ผมรู้จักอีกต่อไป...

แต่เขากลายเป็นคยองซูคนเดิมไปแล้ว

 

ผมตวัดแขนไปโอบกอดเขาแล้วเริ่มร้องไห้

กอดเขาไว้ราวกับว่าโหยหาอ้อมกอดของกันและกันมาแสนนานทั้งๆที่เมื่อคืนนี้เราก็โอบกอดกันอยู่ทั้งคืน

 

 

“ฉันจำได้...ฉันจำมันได้แล้วที่รัก”

 

ผมกระซิบบอกกับเขาแล้วเราทั้งสองคนก็เริ่มร้องไห้

แต่มันไม่ใช่น้ำตาของความโศกเศร้าหรอก หากแต่เป็นน้ำตาแห่งความคิดถึง...

ความคิดถึงที่ถูกฉีกแยกวิญญาณออกไปนานแสนนาน

หากแต่ตอนนี้ราวกับว่าวิญญาณที่ถูกแยกไปนั้นตามหาร่างและหัวใจที่ถูกพลัดพรากไปแล้วในที่สุด...

 

เราสองคนกอดกันเนิ่นนานและน้ำตาก็รินไหล

ผมผละอ้อมกอดออกก่อนจะประทับจูบไปบนริมฝีปากสีแดงเอิบอิ่มของคยองซูด้วยความรักเต็มหัวใจ

 

เรากลับมาเป็นเราแล้วในที่สุด...และทุกความทรงจำนั้นช่างมีค่า

มันทำให้ผมเข้าใจว่าทำไมชาตินี้เราถึงต้องเกิดมาอยู่ข้างกันตั้งแต่เกิด...

ชดใช้ทุกอย่างที่เราเคยทำพลาดไป

 

 

ผมสะอึกหากแต่ก็พยายามกระซิบมันออกมา...

คำพูดหนึ่งที่อยากจะให้คยองซูรับรู้ และจำได้...

คำพูดหนึ่งที่ตราตรึงเราเอาไว้ในสองภพชาติที่เราล่วงเลยมา

 

และถึงแม้ว่ามันจะผ่านมานานเท่านาน...แต่ความหมายและการกระทำของมันทุกอย่างนั้นก็ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนไป...

ผมกอดรัดเขาแน่นและกระซิบกับเขา...

 

 

“คยองซูยา...นายฟังฉันนะ

และต่อให้ผ่านไปอีกกี่ภพกี่ชาติฉันก็ยังจะยืนยันที่จะบอกนายอย่างนี้...

เพราะนายคือครึ่งหนึ่งของฉัน เป็นความฝันทั้งชีวิต...

และเป็นทั้งหมดของลมหายใจ

 

 

ใช่...

 

 

 

และเราจะรักกันอย่างนี้...ทุกๆชาติไป...

 

 

 

 

-   The End   -

 

ผลงานทั้งหมด ของ NMNSnowman

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

"รักเรื่องนี้มาก"

(แจ้งลบ)

หลังจากที่พี่นมนแต่ง THE TWINS* ออกมาแล้วว หนูติดจนไม่รู้จะติดยังไงแล้วค่ะ มันชอบมากๆๆเลยอ่ะ จนอยากได้เก็บไว้ (แ... อ่านต่อ

หลังจากที่พี่นมนแต่ง THE TWINS* ออกมาแล้วว หนูติดจนไม่รู้จะติดยังไงแล้วค่ะ มันชอบมากๆๆเลยอ่ะ จนอยากได้เก็บไว้ (แต่ไม่ทัน) มีทั้งสุขและเศร้า วันนี้กลับมาแต่ง REBiRTH ต่อ ถึงแม้มันจะแค่สั้นๆ แต่มันทำให้หนูรู้สึกว่าทุกๆอย่างที่แต่งเหมือนเป็นความจริงขึ้นมายังไงอย่างนั้นเลย ชอบเรื่องแนวนี้มาก ชอบที่พี่แต่งทุกเรื่อง ชอบคำคมต่างๆของพี่ ชอบทุกอย่างที่เป็นพี่แต่ง #ขอบคุณที่แต่งเรื่องดีๆแบบนี้นะค่ะ จะติดตามทุกเรื่องๆเลย ย่อ

MAPLEMIND | 4 ธ.ค. 55

  • 4

  • 0

คำนิยมล่าสุด

"รักเรื่องนี้มาก"

(แจ้งลบ)

หลังจากที่พี่นมนแต่ง THE TWINS* ออกมาแล้วว หนูติดจนไม่รู้จะติดยังไงแล้วค่ะ มันชอบมากๆๆเลยอ่ะ จนอยากได้เก็บไว้ (แ... อ่านต่อ

หลังจากที่พี่นมนแต่ง THE TWINS* ออกมาแล้วว หนูติดจนไม่รู้จะติดยังไงแล้วค่ะ มันชอบมากๆๆเลยอ่ะ จนอยากได้เก็บไว้ (แต่ไม่ทัน) มีทั้งสุขและเศร้า วันนี้กลับมาแต่ง REBiRTH ต่อ ถึงแม้มันจะแค่สั้นๆ แต่มันทำให้หนูรู้สึกว่าทุกๆอย่างที่แต่งเหมือนเป็นความจริงขึ้นมายังไงอย่างนั้นเลย ชอบเรื่องแนวนี้มาก ชอบที่พี่แต่งทุกเรื่อง ชอบคำคมต่างๆของพี่ ชอบทุกอย่างที่เป็นพี่แต่ง #ขอบคุณที่แต่งเรื่องดีๆแบบนี้นะค่ะ จะติดตามทุกเรื่องๆเลย ย่อ

MAPLEMIND | 4 ธ.ค. 55

  • 4

  • 0

54 ความคิดเห็น

  1. #54 pcydks2659 (@pcydks2659) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2559 / 15:48
    อ่านแล้วร้องไห้เลยค่ะ ซาบซึ้งมากจริงๆ ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ ไรท์เขียนได้ดีมากจริงๆ จนไม่รู้จะขอบคุณยังไงให้พอกับความรู้สึกเราเลย ขอบคุณมากจริงๆ ค่ะ ^^
    #54
    0
  2. วันที่ 7 กันยายน 2558 / 22:25
    โอ่ยยย ให้ตายเถอะอ่านเรื่อง the twins 1st มาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ดันมาเห็นว่ามีตอนพิเศษนี่ปีนี้ มันน่าฆ่าตัวเองให้ตายจริงๆ ฮือ ความเลอค่าของฟิคเรื่องนี้ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่ากี่ภพชาติไหน ฟ้าก็ยังคงกำหนดให้ทั้งคู่เกิดมาคู่กัน ต้องขอบคุณแบคฮยอนที่บอกความจริงกับคยองซู ทำให้ทั้งคู่จำเรื่องราวเมื่อชาติที่แล้วได้ ความอบอุ่นในห้องคอนโดห้องนั้นก็ยังคงมีเหมือนเดิมแม้จะผ่านมาหลายปีแล้วก็ตาม การอ่านตอนพิเศษตอนนี้แล้วเมื่อทั้งคู่ได้อยู่ในสถานที่ที่เคยอยู่ด้วยกัน ทำอะไรต่างๆด้วยกัน มันทำให้เรานึกถึกเมื่อครั้งอ่านตอน 1st คิดถึงมากๆ ความรู้สึกตอนที่อ่านตอนนั้นก็ยังเหมือนเดิมถึงจะผ่านมาเป็นปีแล้วก็ตาม ยิ่งตอนที่ดีโอบอกกับคยองซูว่า "เพราะนายคือครึ่งหนึ่งของฉัน เป็นความฝันทั้งชีวิตและเป็นทั้งหมดของลมหายใจ" คือประโยคนี้ที่ดีโอเคยพูดกับคยองซูเมื่อชาติที่แล้ว เรานี่แบบ ฮืออออ น้ำตารื้นอีกแล้วว ไม่ว่าจะอ่านเรื่องนี้กี่รอบ น้ำตาก็ไหลทุกรอบเพราะทั้งความอบอุ่น ความเศร้า ความสุขมันปะปนกันไปหมด แล้วยิ่งตอนที่ดีโอบอกอีกว่า "เราจะรักกันอย่างนี้...ทุกๆชาติไป" คือเหมือนเป็นคำสัญญาที่มีค่ามาก เชื่อว่าทั้งคู่ทำได้แน่นอน มันซึ่งกินใจมากประโยคสองประโยคนี้ สรุปคำจำกัดความความรักของทั้งคู่ออกมาได้ดี แม้จะเป็นตอนเดียวสั้นๆแต่ทั้งหมดทุกความรู้สึกมันรวมสรุปอยู่ในตอนนี้ทั้งหมดแล้ว ขอบคุณไรท์.อีกครั้งที่รื้อฟื้นความทรงจำครั้งยังอ่าน 1st ขอบคุณที่แต่งตอนทั้งคู่เกิดมาคู่กันใหม่เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดที่เคยทำในอดีต ทุกๆอย่างที่ทั้งคู่เคยทำพลาดไป มีความสุขมากตอนที่ทั้งคู่จำเรื่องในอดีตได้แล้ววิ่งเข้ามากอดกัน แล้วดีโอเรียกคยองซูว่าที่รักเหมือนเดิม มันดีมากจริงๆ ดีมากๆ... กอดกัดเหมือนโหยหากันมานาน เหมือนครึ่งหนึ่งของชีวิตที่ขาดหายไปได้กลับมารวมกันอีกครั้ง คยองซูและดีโอคือหนึ่งเดียวกัน เป็นของกันและกัน ขอบคุณที่ทำตอนพิเศษนี้มานะคะ :)






    7/9/2015 22:25

    #53
    0
  3. #52 minneysiwan
    วันที่ 17 เมษายน 2558 / 02:56
    เพราะนายคือครึ่งหนึ่งของฉัน เป็นความฝันทั้งชีวิต...และเป็นทั้งหมดของลมหายใจ.....กินใจสุดๆ..TTTwTTT...
    #52
    0
  4. วันที่ 16 เมษายน 2558 / 12:51
    หลังจากอ่านทวินส์จบ เราก็พึ่งรู้ว่ามีภาคพิเศษนี้อยู่ด้วย

    ชอบมากๆเลยค่ะ เล่าออกมาได้ดีมากๆเหมือนเคย ;-;

    ลงตัวมาก ชาตินี้ไม่ได้เกิดมาเป็นพี่น้องกันแล้วนะ ดีใจ ;-;
    #51
    0
  5. #50 Fh Ay (@pantearz07) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 เมษายน 2558 / 11:34
    อ่านเเล้วใจเต้นตึกตักๆๆตามเลยอะ ลุ้นตามเลย ทำไมไรท์แต่งดีจังเลย อ่านเเล้วเเบบจินตนาการตามได้เป็นฉากๆ55 ชอบง่ะะชอบมากเลยยย มาเเต่งอีกหน่อยจิคะ >_<
    #50
    0
  6. วันที่ 4 ตุลาคม 2556 / 16:26
    สนุกและให้ความรู้สึกดีมากๆ จริงๆ ค่ะ ขอบคุณไรท์นะคะ
    #49
    0
  7. #48 CHDO
    วันที่ 27 กันยายน 2556 / 01:30
    ปริ่มมมมม

    จบจริงๆ แล้วสินะ

    สวยงามมากมากอ่าาาา

    ฮืออ ดีใจจจ

    โด้คยอง ฟอร์เอเวอร์ ;___;



    ชอบเรื่องนี้มากมากอ่าาา

    ชอบมาก แบบชอบบ โอ๊ยยยย

    ประทับใจอ่ะะะะะ



    แต่งโด้คยอง คยองโด้อีกนะไรท์น้าา
    #48
    0
  8. วันที่ 23 กรกฎาคม 2556 / 23:24
    ชอบมาก ชอบจนบรรยายไม่ได้ รักมาก รักอย่างบอกไม่ถูก
    ทุกๆคำ ทุกๆประโยค ทุกๆตัวอักษร อยากจะเอามาเก็บไว้ในความทรงจำ แต่ก็ทำไม่ได้
    ทุกๆความหมาย ทุกๆคำพูดของ"เขา"ทั้งสองคนที่เปรียบเหมือนคนเดียวกัน อยากนำมาไว้ในหัวใจ
      ขอบคุณมากนะคะ ที่แต่งเรื่องนี้ขึ้นมา
      ขอบคุณมากนะคะ ที่สร้าง "เขาทั้งสอง" ขึ้นมา
    ขอบคุณมากคะ...
    #47
    0
  9. วันที่ 7 กรกฎาคม 2556 / 10:38
    งืออออออ นี่สินะ คู่เเท้ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปสีกกี่ภพชาติขึ้นชื่อว่าคู่กัน ยังไงมันก็ต้องเกิดมาเป็นคู่กันอยู่ดี...
    #46
    0
  10. วันที่ 1 กรกฎาคม 2556 / 16:20
    ร้องไห้เลยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย แงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง

    นั่งอ่านที่ออฟฟิศด้วยซิ 555555

    ไม่ไหวละ ด้วยความที่เรื่องมันโคตรดี ภาษาก็โคตรสวย เราเลยโคตรจะอิน

    จะบ้าตายยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

    อยากให้เรื่องนี้ยาวๆๆๆๆๆๆๆๆ ชอบที่สวดดดดดดดด เป็นเรื่องที่ลืมจิงๆ

    หลายๆเรื่องชอบ อ่านนานแล้วก็ลืมไป แต่เรื่องนี้ ไม่ลืม ฮรือออออออ
    #45
    0
  11. วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2556 / 16:11
    โอ้ย ไม่ทนนะ ;___;

    มันซึ้งงง *สูดน้ำมูก 55555555555  

    ชอบมาก ทั้งหมดที่เป็นเรื่องนี้ แฝดคู่นี้ ชอบมากๆๆ <3
    #44
    0
  12. วันที่ 9 มกราคม 2556 / 00:22
    ร้องไห้อีกแล้ว.... ขอบคุณไรท์นะคะ เพิ่งเห็นเลยตามมา
    รักฟิคเรื่องนี้มากๆจริงๆค่ะ เคยอ่านในบอร์ด
    ซึ้งมาก รักมากจริงๆ TT
    #43
    0
  13. วันที่ 8 มกราคม 2556 / 21:51
    ในที่สุดเรื่องนี้ก็กลับมาาา ^___^
    ยังไงก็ต้อกลับมาคู่กันอีกก !!!
    #42
    0
  14. #41 gib
    วันที่ 6 มกราคม 2556 / 03:20

    ร้องห่มร้องให้แทบตายกับฟิคเรื่อง THE TWINS 1st พอได้อ่านเรื่องนี้แล้วมันรู้สึกเหมือนความรักของตัวเองสมหวังยังไงยังงั้นเลยขอบคุณไรเตอร์มากๆค่ะ^^
    #41
    0
  15. #40 forfor
    วันที่ 29 ธันวาคม 2555 / 03:15
    เหยดดดดดดดดดดดดดดดด ให้ตายสิ ปลื้มปิติเป็นที่ซู้ดดดดดดดด T w T

    คือเคยอ่านเดอะทวินในบอร์ดมาแล้ว แล้วแบบเพิ่งมารู้ว่ามีภาคต่ออ่าาา

    โอยยยเกิดอาการปริ่มแบบบอกไม่ถูกกกกก ชอบอ่ะะะะชอบมากกกกก

    คือความรักของฝาแฝดสองคนนี้ดูเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่จริงๆนะ ...

    คือไม่ว่าจะชาติไหน จะเกิดมากี่ชาติยังไงก็ยังรักกัน คือแบบรักไม่ยอมไม่เปลี่ยนแปลงอ่ะ

    แล้วอีกอย่างเราชอบภาษาที่แต่งมากเลย มันสวยงามมันสื่อได้ถึงอารมณ์จริงๆ

    อีกอย่างเราชอบสรรพนามที่โด้กับคยองใช้แทนกันมากเลยอ่า " ที่รัก .. "

    คือมันฟังดูแล้วมันดูเป็นคำที่มีวามหมายมากก แบบโอยยยซึ้งงงงงงชอบบบบบบบบบ T w T

    ฮรือออออออ ; ________ ; นี่ซึ้งมากค่ะไรเตอร์ อธิบายความรู้สึกตอนนี้ไม่ออกจริงๆ

    ไม่อยากพูดอะไรไปมากกว่านี้เพราะมันจะเป้นการอวยโดคยองซูมากๆ - -; 555555

    คือตอนนี้ติดบ่วงรักน้องโด้แบบถอดตัวไม่ขึ้นละ ไม่ว่าจะทำอะไรโด้ก็ยังน่ารักในสายตาฝ้ายตลอดเลย

    โอยยยย นี่อยากจับมาฟัดมากนะให้ตายสิจะเอ๊าาาา!!!!
    #40
    0
  16. #39 forfor
    วันที่ 29 ธันวาคม 2555 / 03:15
    เหยดดดดดดดดดดดดดดดด ให้ตายสิ ปลื้มปิติเป็นที่ซู้ดดดดดดดด T w T

    คือเคยอ่านเดอะทวินในบอร์ดมาแล้ว แล้วแบบเพิ่งมารู้ว่ามีภาคต่ออ่าาา

    โอยยยเกิดอาการปริ่มแบบบอกไม่ถูกกกกก ชอบอ่ะะะะชอบมากกกกก

    คือความรักของฝาแฝดสองคนนี้ดูเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่จริงๆนะ ...

    คือไม่ว่าจะชาติไหน จะเกิดมากี่ชาติยังไงก็ยังรักกัน คือแบบรักไม่ยอมไม่เปลี่ยนแปลงอ่ะ

    แล้วอีกอย่างเราชอบภาษาที่แต่งมากเลย มันสวยงามมันสื่อได้ถึงอารมณ์จริงๆ

    อีกอย่างเราชอบสรรพนามที่โด้กับคยองใช้แทนกันมากเลยอ่า " ที่รัก .. "

    คือมันฟังดูแล้วมันดูเป็นคำที่มีวามหมายมากก แบบโอยยยซึ้งงงงงงชอบบบบบบบบบ T w T

    ฮรือออออออ ; ________ ; นี่ซึ้งมากค่ะไรเตอร์ อธิบายความรู้สึกตอนนี้ไม่ออกจริงๆ

    ไม่อยากพูดอะไรไปมากกว่านี้เพราะมันจะเป้นการอวยโดคยองซูมากๆ - -; 555555

    คือตอนนี้ติดบ่วงรักน้องโด้แบบถอดตัวไม่ขึ้นละ ไม่ว่าจะทำอะไรโด้ก็ยังน่ารักในสายตาฝ้ายตลอดเลย

    โอยยยย นี่อยากจับมาฟัดมากนะให้ตายสิจะเอ๊าาาา!!!!
    #39
    0
  17. วันที่ 29 ธันวาคม 2555 / 00:35
    สุดยอด...

    ฟินน่เร่มว้ากก จบได้สมบูรณ์แบบ

    ทีนี้ก็โล่งซะที

    โอ้ย ดีใจแทนอ่ะ กี่ภพกี่ชาติก็ได้รักกันอย่างนี้

    ถ้าชีวิตจริงมีงี้ก็ดีสิ#เพ้อละ

    ไรต์ใช้ภาษาได้สวย มันทำให้รีดอินมากถึงมากที่สวดด

    บทยะเศร้าก็เศร้า บทจะหวานก็ปริ่มมาก

    ดีโอคยองซู... ทำให้เราเรียนรู้หลายๆอย่างจากฟิคนี้

    จริงๆนะ

    ขอบคุณไรต์จริงๆที่แต่งฟิคดีๆมีคุณภาพแบบนี้มาให้อ่าน

    ขอบคุณที่ให้กำเนิดคู่ดีโอคยองซู

    เค้าไม่ผิดหวังเลยที่ตาอ่านฟิคของไรต์คนนี้ :)

    ปริ่มมากฮร่ะ >3<

    จะคอยติดตามเรื่อยๆนะจ้ะ :))
    #38
    0
  18. วันที่ 25 ธันวาคม 2555 / 23:36
    อ่านถึงตอนความทรงจำกลับมา ขนลุก แต่พอดีโอจำได้แล้วทั้งสองกอดกันน้ำตาคลอเลยคะ
    ฟิคเรื่องนี้เป็นอะไรที่ดีมากๆ ขอบคุณที่ไรเตอร์นำมาลงให้ได้อ่าน รักฟิคเรื่องนี้จริงๆ
    ความรักของฝาแฝดที่แท้มันก็คือความรักของคนธรรมดาสองคนที่ฟ้ากำหนดให้มาคู่กัน
    แต่ละคำที่ไรเตอร์แต่งออกมากมันโดนจริงๆ ขอบคุณอีกซักครั้ง สู้ๆน๊าไรเตอร์
    #37
    0
  19. วันที่ 16 ธันวาคม 2555 / 20:31
    ไรเตอร์ หนู รัก ไรเตอร์
    ขอบคุณค่ะที่เขียนพาร์ทนี้ขึ้นมา หนูพยายามมโนเองมาตลอดว่าดีโอคยองซูในตอนจบแบบเศร้าเค้าจะเป็นไงกันต่อน้า แต่ก็มโนไม่ออก จู่ๆวันนี้เเป็นอะไรไม่รู้ อยากอ่านฟิคขึ้นมาเฉย มีเวลาไม่มาก ก็เลยกดเข้ามาอ่านเพราะเป็นเรื่องสั้นแทน ไรเตอร์รู้มั้ยไรเตอร์ทำให้คนคนนึงมีความสุขที่สุดเพราะสิ่งที่ค้างคาใจไม่ใบช่เรื่องปัญหาโลกแตกอะไร แต่มันคือฟิคที่หนูรักเรื่องนี้ เฮ้อ เพ้อตั้งนาน แต่ยังไงก็ขอบคุณมากๆนะคะ ขอโทษที่ไม่ได้สั่งจอง ช่วงนั้นเค้าหมดตูด อนนี้ยังมีเหลือมั้ยจะจองเก็บไว้
    รักไรเตอร์เหมือนเดิม^0^/
    #36
    0
  20. #35 หญิงกิ่ง
    วันที่ 13 ธันวาคม 2555 / 14:51
    ป้าดดดดดดดดดดดดดดดดด

    เค้ารักไรเตอร์

    มันเป็นฟิครื่องแรกที่ทำให้เค้าเพ้อร่วมเดือน แถมเขื่อแตกตั้ง 2 ครั้ง ทั้งๆ ที่ก็อ่านเรื่องเดิม

    คิดถึงดีโอ คยองซู เค้าหวังว่าไรเตอร์จะแอบมาเซอไพรซ์แบบนี้อีกบ่อยๆ



    อีกเรื่องคะไรเตอร์ คือหนูอยากได้รวมเล่มเรื่งอนี้ ตอนแรกที่ไรเตอร์พรี หนูเพิ่งเข้ามาอ่าน ซื้อไม่ทัน ไรเตอร์มีแพลนจะเปิดพรีอีกรึป่าวคะ
    #35
    0
  21. วันที่ 7 ธันวาคม 2555 / 21:04
    นั่งร้องไห้เลย ไรเตอร์แต่งเก่งมากๆ ค่ะ o(^▽^)o
    มันถึงอารมณ์อ่ะ ไม่รู้จะอธิบายยังไง อ่านแล้วใจเต้น..
    ตอนที่แบคพาคยองซูกลับบ้าน อ่านแล้วขนลุกเลย
    'เราจะรักกันอย่างนี้ทุกชาติไป' ประโยคนี้ทำเราร้องไห้..
    ตอนนี้รู้สึกหน่วงๆ และมันก็ประทับใจมาก (/ _ ; )


    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 14 ธันวาคม 2555 / 20:55
    #34
    0
  22. #33 น้องคยองเมียเสี่ย
    วันที่ 7 ธันวาคม 2555 / 12:08
    โฮฮฮฮฮฮฮฮฮ T^T



    ในที่สุด ในที่สุดดด!! ก็กลับมารักกันจนได้ *ซึ้ง* finnnnnn .



    ดีโอห้ามนอกใจคยองอีกนะ ขอให้รักกันนานๆนะ ♥





    - HAPPY ENDING♥ - (:





    #33
    0
  23. วันที่ 6 ธันวาคม 2555 / 16:57
    TT____________TT
    เกิดมากี่ภพเราจะไม่พรากจากกัน แฝดดีโอคยองซู 
    อินมากกกกกอ่ะพี่ น้ำตาจะไหล ปริ่มอ่ะ อธิบายไม่ถูก
    ซึงกินใจ งือออออ
    #32
    0
  24. วันที่ 5 ธันวาคม 2555 / 21:36
    สนุกมากกกก ก ชอบมากกกก กเลยค่ะ
    อยากบอกว่าอ่านแล้วซึ้งมาก >[]<
    #31
    0
  25. วันที่ 4 ธันวาคม 2555 / 18:17
    มันคืออะไรที่ใช่มาก ชอบมากเลยค่ะ หลังจากติดตามาตั้งแต่ THE TWINS*
    จนมาถึงภาคต่อนี้ๆ ถึงจะเป็นเรื่องสั้นๆ แต่มันจบได้สวยงามมากๆเลยค่ะ
    ซาบซึ้งมากๆเลยอ่ะ ;__; น้ำตาไหลพลากกกๆเลยอ่ะ
    #30
    0