หัวใจลิขิตรัก (รีอัพ)

ตอนที่ 10 : ตอนที่ 3 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,522
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 60 ครั้ง
    9 ธ.ค. 60

“ทำอะไรอยู่คะแม่” เสียงของมินตราถามเมื่อเข้ามาในครัวหลังจากเอาของขึ้นไปเก็บในห้องเสร็จแล้ว

                “กำลังทำกับข้าวน่ะว่าแต่ลูกกลับมาตั้งแต่เมื่อไร เหนื่อยไหม” ถามเพราะรู้สาวต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย

                “ไม่ค่ะว่าแต่ทำไมวันนี้ทำกับข้าวหลายอย่างจังคะ หรือว่ามีแขก” ถามเพราะเห็นมารดายังเตรียมอาหารเย็นไม่เสร็จทั้งๆ ที่บนโต๊ะมีอาหารหลายอย่างแล้ว

                “เปล่าหรอกพอดีหนูเปรมเขาอยากกินแม่เลยทำให้น่ะ ว่าแต่เราไปอาบน้ำเถอะเดี๋ยวจะได้ลงมากินข้าว” คนเตรียมอาหารอย่างสุดท้ายบอก

                “อยากกินหรือว่าอยากแกล้งแม่กันแน่คะ อย่างยายนั่นไม่มีทางอยากกินของที่แม่ทำหรอก” เสียงแข็งขึ้นมาทันทีเมื่อรู้ว่าเปรมมิกาใช้ให้มารดาทำอาหารเยอะขนาดนี้

                “พูดไม่น่ารักเลยลูก” จารุกรเอ็นลูกสาว

                “มินพูดเรื่องจริงค่ะ ถ้าอยากกินทำไมไม่มาทำเองล่ะ”

                “ไม่เอาน่า หนูออกไปรอข้างนอกเถอะข้างในนี้ร้อน” รู้ว่าลูกสาวไม่พอใจที่เธอต้องมากับข้าวตามคำสั่งเปรมมิกา คนเป็นลูกได้แต่ถอนหายใจไม่เข้าใจว่าทำไมมารดาต้องไปยอมยัยแม่มดนั่นทุกครั้ง

                คนที่กำลังจะเดินผ่านห้องนั่งเล่นได้ยินเสียงหัวเราะลอดออกมาจึงทำให้หญิงสาวรีบเดินผ่านให้ไวที่สุด มินตรารู้สึกว่าความสงบในบ้านกำลังเริ่มหายไป อีกไม่นานคงจะไม่เหลือความสงบอยู่เลย ตลอดระยะเวลากว่าสิบปีที่เธอย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ เปรมมิกาแกล้งเธอสารพัดทั้งด้วยคำพูดและการกระทำ แต่ทุกครั้งที่เธอจะตอกกลับมารดาก็ห้ามไว้และที่เธอยอมก็เพราะมารดาคนเดียวเท่านั้น

                “นี่พวกเธอไม่กลัวติดเสนียดจากพวกลูกนางบำเรอเหรอ” เสียงของเปรมมิกาดังขึ้นกลางโต๊ะไม้หินอ่อนในโรงเรียนมัธยมนานาชาติชื่อดัง

            “ใครเหรอ” เสียงของนักเรียนคนหนึ่งในโต๊ะถามด้วยความไม่เข้าใจ

            “ก็นั่นไง ลูกนางบำเรอของป๊าฉัน จากเด็กโรงเรียนวัด แต่เจ๋อมาเรียนในโรงเรียนแบบนี้ นี่ถ้าไม่แม่มันไม่จับป๊าฉันมันคงไม่มีวันได้มาเรียนโรงเรียนดีๆ แบบนี้หรอก” น้ำเสียงเย้ยหยันของเปรมมิกาเอ่ยออกมา จนทำให้เพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ มองมินตราด้วยสายตาแปลกๆ

            “ฉันไม่ใช่ลูกนางบำเรอ” มินตราโต้กลับ

            “ถ้าไม่ใช่แล้วอะไร เมียน้อยเหรอ ฉันว่าไม่มันต่างกันเท่าไรหรอกนะ”

            “ฉันไม่ใช่ ป๊าบอกว่าฉันเป็นลูกของป๊าเหมือนกัน”

            “ไม่เหมือน เพราะแกมันลูกนางเมียน้อย” เปรมมิกาว่าเสียงดัง ก่อนจะเดินจากไปโดยไม่สนใจว่าหญิงสาวจะถูกมองเหมือนเป็นตัวประหลาดในโรงเรียน

                มินตราคิดถึงอดีตตอนนั้นเธอไม่เคยเอาเรื่องเหล่านี้มาทำให้มารดาต้องลำบากใจเพิ่ม หญิงสาวเก็บเรื่องพวกนี้ไว้คนเดียว สมัยเรียนมัธยมนั้นเธอมีเพื่อนน้อยมากแต่เธอก็อดทนเรียนจนจบพร้อมกับเพื่อนที่ไม่สนใจว่าเธอจะเป็นลูกเต้าเหล่าใครเพียงไม่กี่คน

หญิงสาวเลือกที่จะสอบเข้าในมหาวิทยาลัยรัฐบาล โดยไม่มีรายชื่อมหาวิทยาลัยที่เปรมมิกาเรียนอยู่ และความสุขสงบของเธอก็เริ่มมีมากขึ้นเมื่อเปรมมิกาไปเรียนต่อต่างประเทศ จนวันที่เธอกลับมา ถ้ามีอะไรที่ทำให้ผู้หญิงอย่างเปรมมิกาเจ็บใจได้เธอก็พร้อมจะทำ... เธออยากให้เปรมมิการู้สึกถึงความว่าเจ็บปวดบ้างว่ามันเป็นเช่นไร

 

                “ภู” เปรมมิกาเรียกชื่อชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างเบาๆ

                “มีอะไร ทำหน้าเครียดเลย ระวังจะมีตีนกาขึ้นมาก่อนอายุนะ” ภูผาเอื้อมมือไปสัมผัสบริเวณหางตา หญิงสาวจึงตีคนว่าทีหนึ่งทว่าไม่แรงนัก

                “ภูว่าเปรมอ้วนไหม” ถามด้วยความไม่มั่นใจ เพราะใครบางคนทำให้เธอสูญเสียความมั่นใจไป

                “ใครทักมาอีกล่ะคราวนี้” ภูผาถามอย่างรู้ทันมีไม่กี่เรื่องที่ทำให้ความมั่นใจของเปรมมิกาหายไปได้ง่ายๆ

                “เปล่าหรอก เปรมถามดูเฉยๆ น่ะ”

                “ไม่อ้วนหรอก รู้ไหมเปรมผอมจนเรากลัวว่าถ้ามีพายุเปรมจะปลิวถ้าไม่เกาะเราไว้แน่นๆ”

                “ถ้ามีพายุจริง ภูจะช่วยเปรมไหมละ” เมื่อความมั่นใจกลับมาเธอก็ย้อนถามบ้าง

                “ไม่ให้ช่วยเปรมแล้วจะช่วยใครละ” ตอบเสียงทุ้มต่ำชวนฟัง

                “เปรมรักภูที่สุดเลย” เปรมมิกาซบไหล่ชายหนุ่ม เหมือนเด็กที่ได้ของถูกใจ คงจะมีผู้ชายตรงหน้าที่ไม่เคยทำให้เธอต้องเสียใจ

 

                หลังจากเปรมมิกาเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการประชาสัมพันธ์ได้อาทิตย์กว่าหญิงสาวย้ายตำแหน่งและปรับเปลี่ยนระบบใหม่ทั้งหมด จนทำให้พนักงานในแผนกหลายคนรู้สึกไม่พอใจกับเจ้านายคนใหม่ จนตั้งเป็นกลุ่มแอนตี้เจ้านายคนใหม่

                “ถ้าเธอยังทำงานแค่นี้ไม่ได้ ฉันว่าเธอก็กลับไปปูที่นอนดีกว่ามั้ง” เปรมมิกาโยนแฟ้มกลับให้พนักงานที่เธอมอบหมายให้ทำเอกสาร แค่เอกสารแค่นี้ยังไม่มีปัญญาทำให้ดีได้แล้วจะทำอะไรได้ดี “เอากลับไปทำมาใหม่ หวังว่าคงไม่ต้องใช้เวลาทั้งวันหรอกนะ เพราะฉันอยากอ่านในครึ่งชั่วโมง” เธอบอกก่อนจะตัดบทสนทา โดยการกดอินเตอร์คอมให้เลขานุการหน้าห้องไปตามฝ่ายออกแบบมาพบ

                เมื่อพนักงานออกจากห้องประชุมไปหมดหญิงสาวถึงกับต้องคลึงขมับเบาๆ เพื่อผ่อนคลายความเครียด เธอไม่รู้ว่าฝ่ายประชามสัมพันธ์นี้อยู่มาได้ยังไง ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่มีความโดนเด่นเรื่องอะไรเลยทั้งแผนการและรูปแบบการประชาสัมพันธ์

การวางแผนการตลาดที่ซื้อสื่อเดิมๆ เจ้าเก่าๆ มานานหลายปี แต่ไม่ได้ช่วยให้ยอดจองห้องพักเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่

นักท่องเที่ยวที่มาพักจะดูจากอินเทอร์เน็ตหรือไม่ก็เป็นฐานลูกค้าเก่าที่บอกต่อกันมา แล้วแบบนี้จะเสียเงินปีละหลายสิบล้านทำไม คงจะต้องมีการจัดระบบใหม่กันยกแผนกพวกคนเก่าที่อยู่มานานนั้นถือว่าตัวเองเก่าแก่จนกล้าที่จะรับเงินใต้โต๊ะ จากการลงโฆษณา แต่ต่อไปนี้เธอไม่มีวันยอมแน่นอน อย่างแรกเลยคือจะต้องจัดการกับพวกเหลือบไรพวกนี้ให้หมดไปเสียก่อน

 

                “ฉันทำอะไรผิดถึงมาจ้างออกกันแบบนี้” เสียงของหญิงวัยกลางคนแต่งตัวด้วยแบบฟอร์มของทางโรงแรมเอ่ยขึ้นพร้อมกับชูซองขาวที่เธอได้รับเมื่อเช้านี้

                “เพราะฉันคิดว่า เธอทำงานไม่คุ้มกันเงินเดือนน่ะสิ” น้ำเสียงเรียบเอ่ยตรงๆ เป็นหัวหน้าฝ่ายวางแผนสื่อแต่กลับไม่สามารถกระตุ้นยอดขายได้จากสื่อที่ตัวเองซื้อได้

                “คุณเอาอะไรมาวัด คุณเพิ่งมาอยู่ใหม่จะรู้อะไรคะ”

                “ตัวเลขพวกนี้มันเป็นคำตอบอยู่แล้ว ถ้ามีอะไรไม่พอใจก็ไปคุยกับทนายได้เลย อย่านึกว่าฉันไม่รู้ว่าเธอรับเงินใต้โต๊ะพวกนั้นเดือนล่ะเท่าไร” เปรมมิกาบอกด้วยสีหน้าจริงจัง จนคนที่ยืนอยู่หน้าเสีย

                “ฉันจะไปคุยกับเจ้าสัว ฉันทำงานให้เจ้าสัวมาเป็นสิบปีจะมาไล่ฉันออกแบบนี้ไม่ได้” พูดจบก็กระชากประตูห้องผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ออกด้วยความโกรธ

                พนักงานที่แอบฟังอยู่หลบออกจากประตูแทบไม่ทัน เมื่อหัวหน้าแผนกเปิดประตูมาไม่ทันได้ให้ตั้งตัว

                “ถ้าไม่อยากโดนแบบนั้นก็กลับไปทำงานของพวกเธอให้ดี ให้คุ้มกับเงินเดือนที่ได้รับ ไม่ใช่สักแต่จะแต่งตัวสวยทาปากแดงไปวันๆ” เปรมมิกาส่งสายตาดุไปยังคนที่แอบฟังอยู่หน้าห้อง

พนักงานทั้งหมดจึงรีบกลับไปทำงานที่โต๊ะของตัวเองอย่างรวดเร็ว หลังจากหัวหน้าฝ่ายวางแผนสื่อออกไปไม่นานหญิงสาวเจ้าของห้อง ก็ได้รับโทรศัพท์จากเจ้าสัวให้ขึ้นไปพบ

                “มีอะไรเหรอคะป๊า” เปรมมิกาถามเมื่อนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเจ้าของห้อง ชายสูงวัยเงยหน้ามองลูกสาวก่อนจะถอนหายใจออกมา

                “ป๊าได้ยินมาว่าหนูไล่หัวหน้าฝ่ายวางแผนสื่อออก”

                “ใช่ค่ะ แม่นั่นมาฟ้องป๊าแล้วเหรอคะ” ตอบด้วยเสียงเรียบไม่ทุกข์ร้อนอะไร

                “หนูเปรม หนูมีเหตุผลอะไรที่ต้องไล่เขาออก เขาทำงานกับเรามานานเป็นสิบปีนะลูก” เจ้าสัวเอ่ยถาม     “ทำงานกับเรามาเป็นสิบปี ได้เงินจากเราไปเท่าไรแล้วล่ะค่ะ ป่านนี้คงจะเอาไปปลูกบ้านซื้อรถส่งลูกเรียนจบแล้วมั้งคะ”

                “หนูเปรม” เจ้าสัวปรามลูกสาว “ป๊าว่าเราให้โอกาสเขาดีไหมลูก”

                “ไม่ค่ะ ป๊าจะยอมให้เหลือบไรพวกนี้อยู่ในโรงแรมของเราเหรอคะ รู้ไหมคะว่าหล่อนกินนอกกินในเดือนหนึ่งเท่าไร หรือว่าป๊าชินแล้วกับพวกกาฝาก” หญิงสาวอดประชดไม่ได้เมื่อนึกถึงสองแม่ลูกนั่น

                “หนูเปรม พูดไม่น่ารักเลย” เจ้าสัวบอกอย่างใจเย็น เขารู้ว่าลูกสาวคนนี้ใจร้อนดังนั้นเขาจึงยอมเป็นน้ำเอง “หนูมีหลักฐานไหม”

                “มีค่ะ” เปรมมิกาบอกอย่างมั่นใจก่อนจะโทรศัพท์ลงไปให้เลขานุการเอาเอกสารที่เธอได้มาจากฝ่ายขายของนิตยสารต่างๆ มาให้บิดาดู “เห็นไหมคะป๊า คนแบบนั้นเลี้ยงเอาไว้เราก็มีแต่จะเสีย ตัดออกเถอะค่ะ” เปรมมิกาบอก หลังจากนำหลักฐานมาให้บิดาดู สุดท้ายเจ้าสัวจึงทำตามที่ลูกสาวเพราะหลักฐานมัดแน่น

                “ถ้าอย่างนั้นจัดการตามที่ลูกเห็นสมควรแล้วกัน” เจ้าสัวบอก นี่คงเป็นความผิดของเขาเองที่ไว้ใจคนเก่าคนแก่และดูแลไม่ทั่วถึง

                “เปรมมีเรื่องอยากจะขอป๊า”

                “ว่ามา”

                “เปรมจะจัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ใหม่ทั้งหมด ทั้งคนทั้งระบบ ป๊าคงไม่ว่านะคะ”

                “ที่มีอยู่ก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ แล้วหนูจะเอาคนเก่าๆ ไปไว้ไหนล่ะ” เจ้าสัวถามด้วยความเป็นห่วงพนักงาน

                “เปรมจะจัดให้อยู่ในที่ที่สมควรอยู่ค่ะ ป๊าอย่าห่วงเลย สรุปว่าป๊าอนุญาตแล้วนะคะ”

                “แต่หนูเปรม”

                “ไม่ต้องห่วงค่ะ เปรมรับรองได้ว่าภายในสามเดือนโรงแรมของเราจะมียอดจองห้องพักเพิ่มขึ้น ถ้าไม่มีอะไรแล้วเปรมขอตัวไปทำงานก่อนะคะ” หญิงสาวลุกออกจากห้องบิดาไปด้วยความมั่นใจ

งานบริหารโรงแรมแค่นี้ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับเธอมาก เพราะตลอดระยะเวลาที่เรียนอยู่ที่นู้นเธอทำงานประจำอยู่ในโรงแรมดังที่ติดหนึ่งในห้าของอเมริกาและบริหารงานโรงแรมที่ตนเองซื้อมาจากเจ้าของเดิมซึ่งเกือบปิดกิจการ จนตอนนี้กลับมามีกำไรมากกว่าเดิมถึงสองเท่า  

                หลังเปรมมิกาได้รับอนุญาตจากบิดาเธอลงมือจัดการกับคนในแผนกอย่างจริงจังเพราะหญิงสาวต้องการคนที่มีคุณภาพมาทำงานไม่ใช่พวกเด็กฝากลูกท่านหลานเธอที่รับเข้ามาเพราะความเกรงใจ หากใครทนแรงกดดันที่เธอมอบหมายให้ใหม่ไม่ได้ก็ลาออกไปซะ เพราะเธอเชื่อว่ายังมีเด็กรุ่นใหม่ไฟแรงที่ต้องการโอกาสในการทำงานอีกมาก

                “พรุ่งนี้แปดโมงครึ่งนัดฝ่ายออกแบบศิลป์กับฝ่ายวางแผนการตลาดประชุมด้วย” เปรมมิกาสั่งเลขานุการหน้าห้องก่อนจะออกมาจากโรงแรม เลขานุการไม่กล้าถามเจ้านายว่าออกไปไหน จะกลับเข้ามาไหม หรือว่าถ้ามีคนขอเข้าพบจะว่าอย่างไร

                “ในที่สุดยัยแม่มดก็ออกไปสักที” เสียงของคนที่นั่งอยู่ไม่ไกลถอนหายใจแล้วเอ่ยออกมาเพราะถ้าเปรมมิกาอยู่ทุกคนรู้สึกเหมือนกำลังขาดอากาศหายใจ

                “นั่นสิฉันก็ว่าอย่างนั้น ไม่รู้ว่าเป็นพี่น้องกับคุณมินได้ยังไง รายนั้นออกจะใจดี” เสียงของอีกคนบอกอย่างเห็นด้วย

                “ฉันก็เห็นด้วย ตั้งแต่ยัยแม่มดนั่นเข้ามาทำงานนะฉันแทบไม่มีเวลาเล่นแชต ดูไอจี สั่งของออนไลน์เลย” หญิงสาวบ่น และมีเสียงนินทาเจ้านายไม่ขาดปาก

                หญิงสาวมาโรงพยาบาลโดยไม่ได้บอกใครเพราะรู้สึกปวดหัวมาหลายวันสาเหตุคงมาจากทำงานหนักตลอดทั้งเดือน คนที่ก้มหน้าแล้วคลึงขมับตัวเองไม่ได้มองว่าใครกำลังสวนทางมาจึงทำให้ตัวเองไปชนกับใครบางคนเข้า

                “ขอโทษค่ะ” เอ่ยออกมาทันทีทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองเปรมมิกาอยากจะกลืนคำพูดนั้นกลับทันที “เดินยังไงซุ่มซ่ามจริง” น้ำเสียงไม่พอใจเอ่ยออกมาทันที

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 60 ครั้ง

1,566 ความคิดเห็น