หัวใจลิขิตรัก (รีอัพ)

ตอนที่ 12 : ตอนที่ 4 70%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,338
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 57 ครั้ง
    11 ธ.ค. 60

หลังจากวางโทรศัพท์จากภูผาหญิงสาวก็เดินเข้ามาในบ้าน อาการปวดศีรษะยังไม่ทุเลาลงสักนิดขนาดให้คุณหมอฉีดยามาแล้วแท้

                “คุณหนูเป็นอะไรไปคะไม่สบายเหรอคะหน้าซีดเชียว” แม่นมที่เดินมาหาก่อนเปรมมิกาจะเดินขึ้นห้องเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

                “ปวดหัวนิดหน่อยค่ะ เปรมขึ้นไปพักก่อนนะคะ”

                “อย่างนั้นเดี๋ยวป้าเอายาไปให้นะคะ”

                “เปรมไปหาหมอฉีดยามาแล้วค่ะ นอนสักพักน่าจะดีขึ้น”

                “ค่ะ ถ้างั้นเดี๋ยวเย็นนี้ป้าทำข้าวต้มไว้ให้แล้วกันหรือถ้ายังไม่หายต้องไปหาหมออีกรอบนะคะ” บอกด้วยความเป็นห่วง

                “ค่ะ” เปรมมิกาส่งยิ้มให้แม่นมในบ้านนอกจากมารดาก็มีป้าชื่นนี่ล่ะที่ไม่ว่าเวลาผ่านไปกี่ปีก็ยังเห็นเธอเป็นเด็กตัวเล็กๆ เสมอ

                                                            

                เสียงเคาะประตูทำให้คนหลับรู้สึกตัวเจ้าของห้องลืมตาก็พบว่าข้างนอกนั้นมืด คิดว่าจะนอนสักชั่วโมงแล้วตื่นมาทำงานต่อแต่ดูเหมือนเธอจะหลับไปหลายชั่วโมง

                “เข้ามาเลยค่ะแม่เปรมไม่ได้ล็อก” ลูกสาวตะโกนบอกมารดา

                “เห็นป้าน้อมบอกว่าหนูปวดหัว ตอนนี้ดีขึ้นรึยัง” พัชรินทร์นั่งลงข้างๆ ลูกสาว

                “ดีขึ้นแล้วค่ะ”

                “แต่หน้าหนูยังซีดอยู่เลย เดี๋ยวแม่ให้ป้าน้อมเอาข้าวต้มมาให้บนนี้ดีกว่า” มารดาบอกก่อนจะโทรไปหาคนสนิท “ให้พี่ภามมาตรวจอีกรอบดีไหม”

                “ถ้าให้หมอนั่นมาตรวจเปรมคงตายก่อนจะรักษาหาย” ตอบมารดากลับทันที

                “พูดไม่น่ารักเลยนะเปรม พี่เขาไม่ทำอย่างนั้นหรอกแม่ว่าแม่ไปตามตาภามให้มาตรวจหนูหน่อยดีกว่า”

                “เปรมไปหาหมอมาแล้วค่ะ” บอกออกมาเพราะไม่อยากเจอหน้าพวกคนอาศัย เผลอๆ ถ้าเจออาการอาจจะกำเริบกว่าเดิม

                “แล้วยาที่หมอให้อยู่ไหนจ๊ะ” พัชรินทร์ถามหาทันที

                “อยู่บนโต๊ะนู้นค่ะ” ชี้บอกมารดาแค่คิดถึงกลิ่นยาและรสชาติหญิงสาวแทบอยากจะเอาไปทิ้งให้ไกลๆ แล้ว

                “นี่ยาก่อนอาหารแม่ว่าหนูควรกินก่อนแล้วจะได้กินข้าว” มารดายื่นยาให้ลูกสาว

                “เปรมคอยยังชั่วขึ้นเยอะแล้วค่ะ” หญิงสาวเบือนหน้าหนี

                “แต่ก็ยังไม่หายไม่ใช่เหรอจ๊ะ กินเถอะจะได้หายแม่เป็นห่วง”

                “ก็ได้ค่ะ” ยอมรับยามาจากมารดานั่นอาจจะเป็นเพื่อนประโยคสุดท้าย

                เปรมมิกาสูดลมเข้าปอดก่อนจะเอายาเข้าปากแล้วกรอกน้ำตามแต่เธอก็สำลักอยู่ดี มารดาจึงลูบหลังให้เบาๆ ถึงจะโตแล้วแต่ลูกสาวก็ยังไม่ชอบกินยาเหมือนเดิม

                “แม่ไปพักเถอะค่ะเปรมดูแลตัวเองได้” ลูกสาวบอกมารดาหลังจากกินข้าวต้มจนหมดถ้วย

                “แม่รู้ว่าหนูโตจนดูแลตัวเองได้แล้วแต่แม่เป็นห่วง” พัชรินทร์เอื้อมมือไปลูบผมลูกสาวแผ่วเบา ยิ่งมองก็ยิ่งคิดถึงเรื่องราวเก่าๆ

                “เปรมรักแม่นะคะ”

                “จ้ะแม่ก็รักเปรมที่สุด งั้นหนูนอนพักเถอะแม่ไม่กวนแล้ว” มารดาลุกแล้วหอมแก้มลูกสาวก่อนจะออกไปจากห้องปล่อยให้หญิงสาวได้พักผ่อน

                หลังจากมารดาออกไปหญิงสาวก็เปิดทีวีดูฆ่าเวลาแต่ดูเหมือนจะไม่มีรายการถูกใจเปรมมิกาจึงตัดสินใจลุกขึ้นเปลี่ยนชุดไปว่ายน้ำ ร่างบอบบางถอดเสื้อคลุมสีดำก่อนจะลงไปแหวกว่ายในสระด้วยความสบายใจเพราะเป็นกีฬสุดโปรดของตัวเองแต่ยังไม่ทันไรความสุขก็หายไปเมื่อพบว่าตนเองไม่ได้อยู่คนเดียว

                “นายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” หญิงสาวถามคนที่กระโดดลงมาใหม่เสียงแข็ง เมื่อวินาที่ก่อนเธอยังอารมณ์ดีอยู่แท้ๆ

                “แกล้งถามหรือว่าไม่รู้จริงๆ” ไม่ตอบแต่ถามกลับ “คุณเก่งๆ มีความรู้ไม่น่าถามคำถามพวกนี้เลยนะ” ดวงตาของชายหนุ่มหรี่มาหญิงสาวในชุดว่ายน้ำนิ่ง

                “บางทีฉันก็สงสัยนะ”

                “สงสัยอะไรครับคุณหนูเปรมมิกา” ภามเรื่องชื่อจริงหญิงสาว

                “นายแน่ใจนะว่าเป็นหมอรักษาคน” เปรมมิกาถาม

                “ถ้าไม่เชื่ออยากลองให้ผมรักษาคุณดูไหมล่ะ”

                “ไม่ล่ะฉันกลัวจะตายแล้วพวกกาฝากเอาสมบัติฉันไป แต่ที่จริงฉันว่าถ้านายไปเป็นหมอรักษาสัตว์น่าจะรุ่งกว่า อีกอย่างจะได้รักษาหมาในปากนายก่อนด้วย”

                “ผมจะพูดดีกับคนที่ควรพูดดีด้วยเท่านั้นแต่สำหรับคุณผมว่าพูดแบบนี้ก็สมควรแล้ว คนที่ดีแต่คอยเหยียบคนอื่นให้ต่ำกว่า”

                “นี่นายกล้าว่าฉันเหรอ ตัวเองเป็นแค่คนอาศัย” เอาสิทธิ์ความเป็นเจ้าของบ้านมาอ้าง

                “คนอาศัยอย่างผมแล้วไง”

                “พวกกาฝากน่ารังเกียจทั้งนายทั้งสองแม่ลูกนั่น” พอพวกนั้นเขามาหญิงสาวก็ไม่เคยรู้จักกับคำว่าความสุขอีกเลย

                “ใครกันแน่ที่น่ารังเกียจ คุณโตขนาดนี้ความรู้ก็มีน่าจะแยกแยะและดูออกนะถ้าสองคนนั้นเรียกว่าน่ารังเกียจแล้วอย่างคุณเรียกว่าอะไร เด็กในบ้านถึงไม่อยากสู้หน้าเวลาคุณอยู่” บอกจบภามก็ดึงตัวเองขึ้นจากน้ำเพราะไม่อยากอยู่ใกล้คนที่มีทัศคติแบบนี้

                เอาแต่ใจและไม่เคยพยายามจะเข้าใจใครนอกจากตัวเอง นั่นคงไม่แปลกสำหรับเปรมมิกาเพราะหญิงสาวเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล คนเดินกลับเข้าบ้านได้ยินเสียงสบถเป็นภาษาอังกฤษยาวยืดแต่ภามก็ไม่ใส่ใจเพวกเด็กมีปัญหา

                “ไอ้คนอาศัย” หญิงสาวว่าชายหนุ่มไล่หลัง เขามีสิทธิ์อะไรมาว่าเธอแบบนั้น ตัวเองเป็นคนอาศัยแท้ๆ แทนที่จะเกรงใจกันบ้างแถมยังพูดยกย่องพวกลูกเมียน้อยอีกอยากจะรู้นักว่าสองแม่ลูกนั่นมีอะไรดีทุกคนถึงเข้าข้างและให้ความรัก อีกไม่นานเกินรอพวกกาฝากจะต้องกระเด็นออกไปจากบ้านนี้และไม่มีที่ซุกหัวนอนให้สาสมกับที่ทำให้เธอเจ็บมาถึงทุกวันนี้

                

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 57 ครั้ง

1,566 ความคิดเห็น