หัวใจลิขิตรัก (รีอัพ)

ตอนที่ 13 : ตอนที่ 4 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,614
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 55 ครั้ง
    12 ธ.ค. 60

เปรมมิกาเข้ามาทำงานได้ไม่ถึงสามเดือนหญิงสามารถทำให้ยอดจองห้องพักและห้องจัดเลี้ยงเต็มถึงกลางปี เป้าหมายของเปรมมิกาคือทำให้ยอดจองเต็มตลอดทั้งปี

                “แน่ใจว่าคิดมาดีแล้ว งานแบบนี้เด็กมหาวิทยาลัยยังทำได้” คืนงานออกแบบให้หลังจากดูเพียงนิดเดียว มองผ่านๆ ก็รู้ว่าไม่ได้ตั้งใจทำ

นไม่ชอบ ออกแบบแบบนี้เด็กมหาวิทยาลัยยังออกแบบได้ดีกว่า” เธอคืนงานออกแบบโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ให้กับการตลาด

                “แล้วคุณเปรมอยากได้แบบไหนคะ” ถึงพยายามบอกเสียงเรียบแต่ยังคงรับรู้ได้ถึงความไม่พอใจเธอให้ฝ่ายกราฟฟิกแก้งานนี้มาสามรอบแล้วทว่ายังไม่ถูกใจเจ้านายสักที

                “ฉันบอกคอนเซปที่อยากได้ไปแล้วถ้าเรื่องแค่นี้ยังคิดกันไม่ได้คงไม่ต้องทำอะไรกันแล้วล่ะ เอากลับไปแก้ใหม่ฉันอยากได้ที่มันเรียบหรูไม่ใช่ลิเกแบบนี้ แล้วเห็นไหมตัวหลังสือกับแบล็กกรานด์มันกลืนกันจนอ่านไม่ออก ภาพที่เลือกมาใช้คิดว่าดีที่สุดแล้วเหรอ อย่าคิดว่ามันเป็นแค่โปสเตอร์ไม่มีใครสนใจ ลูกค้าเขาไม่ได้มาเห็นห้องจริงแต่เขาเห็นผ่านโปสเตอร์พวกนี้ต่างหาก” รู้ว่าพนักงานไม่พอใจที่เธอสั่งให้แก้หลายรอบแต่ในเมื่อยังไม่ดีพอจะให้ปล่อยงานออกไปได้อย่างไร

                สำหรับเธอทุกอย่างต้องดีที่สุดไม่ใช่ครึ่งๆ กลางๆ และงานจะออกมาดีได้ต้องขึ้นอยู่กับคนหญิงสาวจัดการปรับเปลี่ยนตำแหน่งงานของคนในแผนกให้เหมาะสมกับความสามารถ เธอไม่สนว่าใครจะทำงานมาก่อนหรืออายุมากกว่าเพราะเธอดูที่ผลงานไม่ใช่ดูที่การประจบ

 

                “ทำไมถึงเรื่องมากขนาดนี้ฉันแก้มาเป็นสิบๆ รอบแล้วแต่ยังไม่ถูกใจยัยแม่มดเลย อยากได้อย่างนู้นอย่างนี้ทำไมถึงไม่ทำเองล่ะ” คนที่ออกมาจากห้องเจ้านายบ่น

                “นก...ฉันว่า” เพื่อนที่นั่งอยู่พยายามจะส่งสัญญาณบางอย่าง

                “ทำไมฉันพูดเรื่องจริง ตัวเองได้แต่สั่งอย่างเดียว ฉันไม่ชอบกลับไปแก้มาใหม่” หญิงสาวเลียนเสียงเจ้านาย “ถ้าเก่งจริงก็ทำให้ดูหน่อยว่าไอ้ที่อยากได้น่ะเป็นยังไงไม่ใช่ดีแต่สั่ง ทำไม่เป็นมากกว่า”

                “อยากรู้ใช่ไหมว่าฉันอยากได้แบบไหน” น้ำเสียงเย็นๆ ดังมาจากด้านหลัง

                “คุณเปรม” คนหันไปถามเสียงหน้าซีดเป็นไก่ต้มเธอคงถูกไล่ออกแน่นอน

                “ถ้าอยากรู้ไปเอาไฟล์ภาพมาให้ฉันที่ห้อง ฉันให้เวลาเธอห้านาทีถ้าช้ากว่านั้นไปเขียนใบลาออกได้เลย” บอกจบก็เดินกลับเข้าห้อง ตอนแรกเธอตั้งใจว่าจะเดินมาบอกเรื่องงานแต่ออกมาได้ยินพนักงานนิทาตนเองพอดีรู้ว่าไม่มีใครในแผนกชอบแต่เธอก็ไม่สนใจที่ทำไปก็เพราะอยากให้งานออกมาดีที่สุด

                                                                         

                ไม่ขาดไม่เกินห้านาทีพนักเข้ามาในห้องเปรมมิกาพร้อมกับไฟล์ภาพ “นี่ค่ะคุณเปรม” ยื่นออกไปให้อย่ากล้าๆ กลัวๆ ตั้งแต่ทำงานด้วยกันมาเจ้านายเธอยิ้มนับครั้งและถ้าหน้านิ่งๆ แบบนี้ยิ่งน่ากลัว

                “อยู่นี่ล่ะไม่ต้องออกไปไหน” เจ้าของห้องสั่งคนที่กำลังจะเดินออกจากห้อง

                หลังจากได้ไฟล์ภาพหญิงสาวลงมือเปิดโปรแกรมสำหรับออกแบบโปสเตอร์ทันที แม้จะไม่ถนัดเท่ากับวาดภาพแต่เปรมมิกาก็ทำได้ ภายในห้องทำงานยังคงเงียบสนิทจนเวลาผ่านไปเกือบๆ สองชั่วโมงเจ้าของห้องจึงหันกลับมาพร้อมกับกระดาษที่ออกจากปริ้นเตอร์แล้วส่งให้พนักงาน

                คนรับมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยออกมา “คุณเปรมทำสวยจังเลยค่ะ” เธอไม่ได้พูดเพื่อเอาใจเจ้านายแต่เป็นอย่างนั้นจริง “นกขอโทษนะคะที่พูดไม่ดีแบบนั้น”

                “ช่างเถอะ ฉันจะถือว่าไม่ได้ยิน เธอออกไปได้แล้ว” เปรมมิกาบอกพนักงานจึงรีบออกไป

                เจ้าของห้องยกมือคลึงขมับทั้งสองข้างคงเพราะใช้สายตานานเกินไปจึงเริ่มปวดศีรษะอีกครั้ง หญิงสาวหลับตาแล้วลืมขึ้นอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์

                “ว่าไงคะภู เปรมเพิ่งทำงานเสร็จค่ะ” ตอบปลายสายที่ถาม “ภูรอตรงล็อบบี้ก็ได้ค่ะอีกสิบห้านาทีเจอกันนะคะ” หลังวางสายหญิงสาวหยิบกระเป๋าและลุกออกไปจากห้องทันที “กลับบ้านได้เลยนะ” เปรมมิกาบอกเลขานุการเพราะนี่เลยเวลาเลิกงานมาพักหนึ่งแล้วและเธอคงไม่กลับเข้ามาอีก

                ดวงตาหวานมองด้วยความไม่พอใจทันทีที่เห็นว่าชายหนุ่มยืนคุยอยู่กับใครบางคน นี่คงมาอ่อยภูผาหวังจับคนรวยๆ เหมือนกับที่แม่ของเธอแน่ๆ พวกเชื้อไม่ทิ้งแถวอีกไม่นานมินตราจะได้รู้ว่าไม่ควรมายุ่งกับคนของเธอ

                “ภูรอเปรมนานไหมคะ” เดินเข้ามาทักทายเสียงหวานก่อนจะคล้องแขนชายหนุ่มอย่างสนิสทสนม

                “ไม่นานครับเราเพิ่งมาถึงเหมือนกัน” หันไปส่งยิ้มให้เปรมมิกาที่กำลังซบไหล่ตนเองอยู่

                “ว่าแต่เราไปกันเลยไหมคะเปรมยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เที่ยง” เปรมมิกาคุยเหมือนกับว่าอยู่กันสองคน

                “ทำไมถึงไม่กินละ ถ้าปวดท้องเป็นโรคกระเพาะขึ้นมาจะทำยังไง” ดุด้วยความเป็นห่วง

                “ช่วงนี้งานเปรมเยอะภูก็รู้ว่าแต่เราไปกินร้านเดิมนะคะ”

                “โอเคครับคนสวย” พยักหน้ารับทันทีจากนั้นชายหนุ่มจึงหันไปชวนหญิงสาวอีกคน “ไปด้วยกันไหมครับคุณมิน”

                “ไม่ดีกว่าค่ะ ฉันขอตัวก่อนนะคะ” มินตราก้มศีรษะให้ชายหนุ่มเล็กน้อยก่อนจะเดินไปยังลิฟต์เธอทำเป็นไม่เห็นพี่สาวต่างมารดาเช่นกัน

                “สนิทกันเหรอคะ” น้ำเสียงเรียบถามทันทีที่อยู่กันสองคน

                “กับคุณมินน่ะเหรอ ไม่รู้ว่าจะเรียกสนิทได้ไหมแต่เราเจอกันบ่อยๆ ตอนทำงานน่ะ” เขาเองพยายามจะสนิทแต่ไม่รู้ว่ามินตราจะยอมสนิทด้วยหรือไม่

                “เปรมไม่ชอบ”

                “หมายถึงไม่ชอบให้เราไปสนิทกับคุณมินน่ะเหรอ หึงรึไง” แกล้งถามเพราะรู้ว่าหญิงสาวไม่ได้คิดอะไรกับเขาเกินเลยกว่าคำว่าเพื่อน

                “เปรมไม่ชอบไม่สิเปรมเกลียดแม่นั่น”

                “เปรมกันคุณมินเป็นพี่น้องกันไม่ใช่เหรอ” ทำไมหญิงสาวถึงเกลียดมินตรา

                “เปรมไม่เคยมีน้องแม่นั่นเป็นลูกนางบำเรอของป๊าภูอย่าลดตัวไปยุ่งกันคนแบบนั้นเลยค่ะ” เปรมมิกาเตือนเพื่อนด้วยความหวังดี

                “พูดไม่น่ารักเลยนะครับเปรม” ตั้งแต่กลับมาหญิงสาวต่างจากคนที่เขาเคยรู้จักที่อเมริกามากเหลือเกิน

                “ไม่รู้ล่ะ ถ้าภูยังคุยกับมันก็ไม่ต้องมาเป็นเพื่อนกับเปรม” ยื่นคำขาดเพราะไม่อยากให้เพื่อนไปสุงสิงกับพวกกาฝาก แต่ดูเหมือนชายหนุ่มจะไม่ยอมรับปาก

                ภูผาพาเปรมมิกาไปกินข้าวเย็นจากนั้นก็ไปนั่งฟังเพลงกันต่อกว่าชายหนุ่มจะมาส่งหญิงสาวที่บ้านก็ดึกมาก

                “ลงมาดื่มอะไรก่อนไหมคะ” ถามคนขับรถมาส่ง

                “ไม่ดีกว่า เปรมไปพักเถอะนี่ก็ดึกแล้ว” ภูผาปฏิเสธ

                “อย่างนั้นขับรถกลับบ้านดีๆ นะคะ” บอกแล้วก้มลงหอมแก้มชายหนุ่มเหมือนที่เคยทำบ่อยๆ เพราะถึงว่าเป็นเรื่องปกติ เปรมมิการอนจนภูผาขับรถออกไปหญิงสาวจึงเดินเข้าตัวบ้านโดยรู้ว่ามีใครมองอยู่เงียบๆ

                “ยังไม่นอนอีกเหรอมิน” คนเพิ่งเข้ามาถามหญิงสาวที่เดินออกมาจากห้องครัว

                “ยังค่ะพอดีมินเพิ่งแก้วิทยานิพนธ์เสร็จแล้วหิวเลยลงมาหาอะไรกิน แล้วพี่ภามละคะ”

                “พี่เพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาลน่ะ”

                “งั้นมินเดาว่าพี่ภามยังไม่ได้กินข้าว มินทำข้าวผัดให้นะคะ”

                “ขอบใจมาก” ภามเดินตามหญิงสาวเข้าไปในครัว

                “ได้แล้วค่ะ ว่าแต่ช่วงนี้คนไข้เยอะเหรอคะ” เพราะช่วงนี้ไม่ค่อยเห็นภามกลับบ้านเท่าไร

                “ขอบใจจ้ะ นิดหน่อยน่ะว่าแต่เราเป็นยังไงบ้าง” ถามแล้วลงมือกินข้าวผัดกุ้งที่หญิงสาวทำให้

                “ก็อย่างที่เห็นค่ะ” หยักไหล่เธอไม่รู้จะเอ่ยออกมาเป็นคำพูดได้ยังไงว่าตั้งแต่เปรมมิกากลับมาความสุขก็ปลิวหายไปเช่นกัน

                “อย่าไปสนใจเขาให้มากสิ เราก็อยู่ของเราไป” ภามบอกน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด

                “มินก็พยายามอยู่ค่ะถ้าฝ่ายนั้นไม่มายุ่งกับมินกับแม่ก่อน”

                “ดีแล้ว ว่าแต่เรื่องเรียนเป็นยังไงบ้าง”

                “เดือนหน้าคงจบค่ะ จะได้มาช่วยงานป๊าได้อย่างเต็มที่สักที” แต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้ทำอย่างที่ต้องการไหมเพราะมีเปรมมิกาอยู่ ได้ข่าวว่ารายนั้นไล่พนักงานออกไปหลายคนแล้ว

                “ดีแล้วเจ้าสัวจะได้พักบ้าง เอางี้ถ้ามินเรียนจบเมื่อไรพี่จะให้ของขวัญอย่างหนึ่ง”

                “พี่ภามใจดีที่สุดเลย” บอกด้วยความดีใจไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปีภามก็เป็นพี่ชายที่แสนดีเสมอ

                “พี่มีเรื่องจะบอกมินกับคุณอาเหมือนกัน” ชายหนุ่มเอ่ยออกมาไม่ช้าก็เร็วยังไงมินตราต้องรู้อยู่ดีเมื่อมีโอกาสภามจึงบอก

                “เรื่องอะไรคะ” ถามด้วยความสงสัย

                “อีกสองเดือนพี่จะย้ายไปประจำที่เชียงรายแล้วนะเป็นอำเภอเล็กๆ ที่นั่นพอดีโรงพยาบาลเขาขาดหมอผ่าตัดน่ะ”

                “ให้คนอื่นไปไม่ได้เหรอคะ ถ้าพี่ถามไม่อยู่แล้วมินจะทำยังไงคะ” เพราะมีชายหนุ่มเคียงข้างมาตลอดทำให้เธอมีกำลังใจจะอยู่ที่นี่ ชายหนุ่มคอยปลอบคอยให้กำลังใจเวลาที่โดนเปรมมิกาว่าหรือแกล้งและบางครั้งเขายังออกโรงปกป้องเธอ

                “มินโตแล้ว ดูแลตัวเองได้แล้ว พี่เชื่อว่ามินเข้มแข็งพอที่จะผ่านเรื่องราวพวกนั้นไปได้”

                “แต่พี่ภาม”

                “เชื่อพี่สิคนเก่งอย่างมินทำได้อยู่แล้ว ถ้าพี่ไม่อยู่เราต้องดูแลเจ้าสัวและคุณอาดีๆ เข้าใจไหม”

                “มินอยากให้พี่ภามอยู่ข้างๆ มิน” เธอไม่มั่นใจเลยว่าจะสู้รบปรบมือกับเปรมมิกาได้ รายนั้นร้ายมาตั้งแต่เด็กบางทีตอนนี้อาจจะเพิ่มความร้ายยิ่งกว่าเดิม

                “กรุงเทพเชียงรายใกล้กันแค่นี้เอง ถ้าคิดถึงเราบินไปหาพี่ก็ได้ไม่อย่างนั้นพี่สัญญาว่าถ้าว่างจะมาเยี่ยมบ่อยๆ”ภามอดเอ็นดูหญิงสางไม่ได้ ถึงจะอย่างนั้นชายหนุ่มก็ต้องไปเพราะเขาเป็นหมอและที่นั่นก็ต้องการหมอ...

 

                เปรมมิกาตื่นนอนแต่เช้ามาออกวิ่งกำลังกายรอบ             ๆ บ้าน แต่ดูเหมือนอารมณ์อันแสนสงบของเธอจางหายเมื่อเห็นหน้าสองแม่ลูกที่กำลังเดินมาทางนี้ เมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้หญิงสาวก็เปลี่ยนเส้นทางวิ่งทันที เปรมมิกาวิ่งไปบนเส้นทางที่สองแม่ลูกกำลังเดินมา ในระยะประชิดหญิงสาวกระทบไหล่ของคนจารุกรอย่างแรงนั่นทำให้คนไม่ทันตั้งตัวล้มลงไปกองกับพื้น

                หญิงสาวหันมามองด้วยสีหน้าสะใจก่อนจะวิ่งต่อโดยไม่สนใจว่าทางนั้นจะได้รับบาดเจ็บหรือไม่ อย่างน้อยก็เจ็บกว่าที่เธอเจ็บ

                “เป็นอะไรมากรึเปล่าคะแม่” รีบประครองมารดาให้ลุกขึ้น “ยัยนั่นตั้งใจจะแกล้งแม่”

                “หนูเปรมเขาคงไม่ได้ตั้งใจหรอกลูก อย่าเลย” จารุกรดึงมือลูกสาวแล้วส่ายหน้าห้ามไม่ให้ลูกสาวเดินไปเอาเรื่องเปรมมิกา แต่ดูเหมือนมินตราจะไม่ยอม

                “คำว่าขอโทษไม่รู้จักรึไง” ตะโกนถามคนที่กำลังวิ่งอยู่ไม่ไกลถ้ามารดาไม่จับมือเธอเอาไว้ป่านนี้จะได้ไปหากันบ้าง“ขอโทษแม่ฉันเดี๋ยวนี้” หญิงสาวสั่งเสียงแข็ง

                “คำพวกนั้นฉันมีไว้ใช้กับคนที่สมควรได้รับเท่านั้นแต่เธอกับแม่ฉันว่ามันไม่จำเป็น” มองด้วยสายตาดูถูกการได้บ้านอยู่บ้านหลังนี้ก็มากเกินไปแล้วเพราะฉะนั้นอย่าหวังอะไรจากเธอ

                “แต่เธอชนแม่ฉัน”

                “แล้วไง ฉันว่าแค่นี้ยังน้อยไปสำหรับคนที่ชอบแย่งของของคนอื่น” ยักไหล่ไม่สนใจก่อนจะปรายตามองไปที่น้องสาวต่างมารดา “แล้วเธอล่ะอนาคตจะแย่งของของคนอื่นเหมือนแม่เธอรึเปล่า อา...ฉันไม่น่าถามเลยเพราะของมันแน่นอนอยู่แล้ว แม่เป็นยังไงลูกก็น่าจะเป็นอย่างนั้น คงชอบละสิกับฐานะนางบำเรอ” บอกจบก็หันกลับไปวิ่งต่อโดยไม่สนใจพวกกาฝาก

                ”อย่ามิน ถือว่าแม่ขอร้อง” รีบห้ามลูกสาวเมื่อเห็นว่ามินตราจะตามไปเอาเรื่อง

                “แม่คะ ทำไมถึงยอมยัยนั่นตลอดเขาว่าไม่ว่ามินนะคะ” เป็นคำถามที่ถามนับครั้งไม่ถ้วนแต่คำตอบที่ได้ก็เหมือนเดิมทุกคครั้งเช่นกัน

                “มิน หนูเปรมเขาเจ็บกว่าเรานะลูก ปล่อยให้แกได้ระบายเถอะ” จารุกรบอกลูกสาวถ้าไม่เพราะนางกับลูกย้ายมาอยู่ที่นี่เปรมมิกาคงไม่เป็นแบบนั้น “แม่ไม่เป็นอะไรมากหรอกเข้ามากันดีกว่า”

                “สักวันหนึ่งมินจะทำให้เขารู้จักกับคำว่าเจ็บปวดบ้าง” มินตราเอ่ยออกมา คนอย่างเปรมมิกาไม่มีหัวใจไม่เคยสนใจความรู้สึกคนอื่น คนแบบนั้นสักวันคงต้องอยู่คนเดียวอย่างแน่นอน

                เปรมมิกายิ้มเยาะสองแม่ลูกนั้นด้วยความสะใจเพราะสิ่งที่สองคนนั้นทำกับเธอยังน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับเมื่อครู่ สองแม่ลูกนั่นทำให้ครอบครัวที่เคยอบอุ่นหายไป ภายนอกถึงแม้ว่ามารดาจะดูมีความสุขทว่าหลายครั้งเธอมักจะเห็นมารดาร้องไห้เงียบๆ คนเดียวแถวสวนดอกแก้วด้านหลัง ทำไมบิดาถึงพาพวกชั้นต่ำเข้ามาในบ้านมาทำลายทุกอย่างรวมถึงหัวใจของเธอ

                ในเมื่อเธอเจ็บเธอไม่มีวันยอมให้พวกนั้นอยู่อย่างมีความสุขและสงบเช่นกัน เปรมมิกากลั่นแกล้งสองแม่ลูกทุกครั้งที่มีโอกาสและจะมาโทษเธอไม่ได้เพราะเรื่องทั้งหมดเริ่มขึ้นเมื่อสองแม่ลูกนั่นเข้ามาอยู่ในบ้าน

                “ไม่คิดว่าคนมีการศึกษาจะทำอะไรแบบนั้น” เสียงห้าวดังขึ้นเมื่อหญิงสาวเดินมาถึงศาลาในสวน

                “ฉันทำอะไร” ถามกลับด้วยความไม่พอใจทันที

                “คุณน่าจะรู้อยู่แต่ใจว่าทำอะไรลงไป โตแล้วแต่ยังทำตัวแย่ๆ ไม่เปลี่ยน” นึกว่าเวลาจะช่วยทำให้เปรมมิกาดีขึ้นแต่สงสัยเขาจะคิดผิด

                “ถ้าอย่างฉันเรียกว่านิสัยแย่แล้วคนที่กล้าแย่งสามีคนอื่นเขาเรียกว่าอะไร คนมีการศึกษาสูงอย่างคุณหมอน่าจะตอบได้นะคะ” ถามกลับเสียงเรียบ คนอาศัยอย่างคนตรงหน้าไม่มีสิทธิมาว่าเธออย่างนั้นด้วยซ้ำ “ถ้าคุณหมอผู้ไม่ทราบฉันบอกให้ก็ได้เขาเรียกว่าพวกหน้าด้านชอบปีนต้นงิ้ว อีกหน่อยลูกสาวก็คงเจริญรอยตามแม่แน่ๆ ฉันฝากไปบอกด้วยนะคะว่าอย่ามายุ่งกับภูผาไม่อย่างนั้นจะหาว่าฉันไม่เตือน” บอกจบหญิงสาวก็เดินจากไปทันทีโดยที่ชายหนุ่มไม่ได้โต้กลับ

ภามมองเปรมมิกาเงียบๆ ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้หญิงสาวไม่เคยเปลี่ยนนิสัย แย่อย่างไรทุกวันนี้ก็แย่อย่างนั้นดูเหมือนจะแย่ลงกว่าเดิมอีกต่างหาก ผู้หญิงอย่างเปรมมิกาเป็นประเภทที่ชายหนุ่มหลีกเลี่ยงมากที่สุดและไม่แม้แต่อยากจะสนทนาด้วย พวกสวยแต่รูปจูบไม่หอม...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 55 ครั้ง

1,566 ความคิดเห็น