หัวใจลิขิตรัก (รีอัพ)

ตอนที่ 15 : ตอนที่ 5 70%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,552
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 50 ครั้ง
    15 ธ.ค. 60

งานเลี้ยงวันเกิดขึ้นเจ้าสัวชัชวาลจัดขึ้นบริเวณริมสระว่ายน้ำของบ้าน อาหารและเครื่องดื่มถูกส่งตรงมาจากโรงแรม เมื่อได้เวลาแขกที่ได้รับการเชิญก็ทยอยมาถึง คืนนี้เปรมมิกเลือกเดรสเกาะอกสีดำยาวกร่อมเท้าผมดำยาวถูกมัดดึงเป็นหางม้าอยู่กลางกระหม่อมใบหน้าหน้าแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางชั้นดีและที่เด่นที่สุดคงเป็นริมฝีปากสีแดง นั่นจึงทำให้เปรมมิกาดูเซ็กซี่จนคนที่มาร่วมงานเอ่ยชมกับเจ้าของงาน

                ส่วนมินตราอยู่ในชุดเดรสสีขาวยยาวแค่เข่าผมยาวถูกดัดเป็นลอนปล่อยลงมาชวนให้น่ามองไปอีกแบบ เรียกว่าพี่น้องทั้งสองคนสวยกันคนละแบบ คนพี่สวยเซ็กซี่คนน้องสวยหวานจนหนุ่มๆ ที่มาร่วมงานหันไปมองตามๆ กัน

                “พี่ภามมองอไรคะ” คนอยู่ข้างๆ กระซิบถาม

                “มองอะไรไปเรื่อยเปื่อยน่ะ เราล่ะไม่ไปอยู่กับเจ้าสัวเหรอ” หันมาถามคนข้างๆ วันนี้ชายหนุ่มอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีฟ้าสวมทับด้วยสูทและกางเกงสีดำเนื้อดี

                “ป๊าคุยกับพวกเพื่อนๆ อยู่มินไม่อยากเข้าไปขัดน่ะค่ะ” มินตราส่ายหน้าปฏิเสธ “ว่าแต่วันนี้พี่ภามของมินหล่อมาก” บอกเพราะนานครั้งจะเห็นชายหนุ่มแต่งตัวแบบนี้

                “ไม่ขนาดนั้นหรอก”

                “ถ้าไม่หล่อคงไม่มีสาวๆ แอบมองอยู่บ่อยๆ หรอกค่ะ เห็นไหมคะ” กระซิบบอกให้ชายหนุ่มมองหญิงสาวที่อยู่ไม่ไกล

                ถึงภามจะไม่ได้หล่อขาวตี๋เป็นสเปกผู้หญิงส่วนใหญ่สมัยนี้แต่ชายหนุ่มดูมีเสน่ห์ในแบบของตัวเองผิวสีเข้มผมสั้นที่ถูกตัดอย่างเรียบร้อยและดวงตาแสนอบอุ่นที่ซ่อนอยู่ภายใต้แว่นหากใครได้อยู่ใกล้ชิดด้วยรับรองว่าจะต้องตกหลุมรักหมอหนุ่มสไตส์ไทยคนนี้อย่างแน่นอน

                “ใกล้ได้เวลาแล้วเดินไปหาเจ้าสัวเถอะ” ชายหนุ่มบอกเมื่อใกล้ได้เวลาที่เจ้าสัวจะขึ้นเวที

                “อย่างนั้นเดี๋ยวมินมานะคะ ถ้าอยู่คนเดียวแล้วเหงาชวนสาวๆ คุยด้วยได้นะคะ” มินตราแกล้งว่าก่อนจะเดินไปหาบิดา

 

                ทางด้านเปรมมิกากำลังรอชายหนุ่มที่ยังมาไม่ถึงหญิงสาวไม่รู้จักใครในงานจึงรู้สึกเบื่อๆ ที่ต้องอยู่คนเดียว คนรอหันไปมองรอบๆ แล้วสะดุดที่ใครบางคนที่แต่งตัวต่างจากทุกวัน ดวงตากลมโตมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสะบัดหน้าหนีเพราะเผลอมองนานเกินไป

                “ขอโทษทีที่เรามาช้า” คนเพิ่งมาถึงเอ่ยบอกหญิงสาวที่ยืนหน้าบึ้ง

                “เปรมรอภูจนเหนื่อยแล้วรู้ไหม” บอกด้วยน้ำเสียงงอนๆ

                “แล้วทำไมไม่เข้าไปในงานล่ะ” ถามเมื่อเดินมาด้วยกัน

                “เบื่อน่ะ เปรมไม่รู้จักใครเลยแม่ก็อยู่กับป๊า”

                “แต่เราว่ามีคนอยากทำความรู้จักเปรมเยอะนะ” เพราะตลอดทางมีสายตาของชายหนุ่มหลายคู่มามองจนรู้สึกได้

                “แต่เราไม่อยากทำความรู้จักนี่” หญิงสาวควงแขนชายหนุ่มอย่างสนิทสนมปิดทางคนที่จะเข้ามาคุยด้วย

                ภูผาได้แต่ส่ายหน้าเพราะรู้ทันว่าเปรมมิกาให้เขาเป็นเครื่องมือป้องกันหนุ่มๆ พวกนี้ เธอเป็นแบบนี้ตั้งแต่อยู่อเมริกาแล้วและชายหนุ่มก็เต็มใจ

                “ไปหาป๊าเปรมกันก่อนนะ”

                “ก็ได้ค่ะ” หญิงสาวพยักหน้าพาภูผาเดินเข้าไปให้บิดาที่อยู่กับเพื่อนๆ

                หลังจากภูผาทักทายและมอบของขวัญวันเกิดให้เปรมมิกาก็ชวนชายหนุ่มมานั่งริมสระว่ายน้ำ เธอให้พนักงานมาเสิร์ฟแชมเปญหลายครั้งจนชายหนุ่มต้องเอ่ยเตือน

                “ดื่มไปหลายแก้วแล้วนะเปรม

                “แค่นี้ไม่เมาหรอกน่า” ย่นจมูกให้คนห้ามเธอแค่ดื่มแก้เบื่อเท่านั้นอีกอย่างตัวเองก็ไม่ได้คออ่อนขนาดนั้น “ว่าแต่ภูเถอะมองอะไรอยู่หรือว่าแอบมองสาว” สังเกตว่าเพื่อนดูเหม่อๆ

                “ว่าแต่ภาพของเปรมที่จัดงานนิทรรศการเขาส่งกลับมารึยัง” ภูผาเปลี่ยนเรื่องคุย

                “ส่งกลับมาแล้วอีกไม่กี่วันคงถึงน่ะ ภูมีอะไรรึเปล่า” ก่อนกลับเพื่อนที่เป็นศิลปินขอยืมภาพเธอไปร่วมเปิดนิทรรศการเล็กๆ ซึ่งหญิงสาวก็อนุญาตแต่เธอบอกว่าแค่โชว์อย่างเดียวเท่านั้น

                “เราคิดว่าภาพของเปรมน่าจะเอาไปตกแต่งที่โรงแรมได้ เลยว่ารู้ว่าเปรมจะขายไหม”

                “ภูก็รู้ว่าเราไม่ขายอยู่แล้ว” ตั้งแต่วาดมาหญิงสาวไม่เคยขายภาพวาดสักภาพ “ไปหาภาพวาดอื่นเถอะ”

                “แต่นั่นโรงแรมเปรมนะยังไงภาพก็ยังเป็นของเปรมอยู่”

                “ไม่ล่ะ เปรมอยากเก็บไว้ดูคนเดียวมากกว่า” ส่ายหน้าปฏิเสธภาพถึงเธอจะเป็นศิลปินวาดภาพที่ไม่ได้มีชื่อเสียงแต่ก็พอมีคนวงในรู้จัก หลายครั้งที่คนติดต่อของซื้อภาพทว่าหญิงสาวไม่เคยขายเพราะเธอเสียดายและรักมันเกินว่าจะยกให้ใครได้ “ไปเถอะป๊ากำลังจะขึ้นเวทีแล้ว” บอกแล้วลุกไปยังหน้าเวทีทันทีเมื่อพิธีกรเชิญให้เจ้าของงานวันเกิดขึ้นมาด้านบนเวที

               

“ขอบคุณทุกคนที่ให้เกียรติมางานวันนี้ อย่างที่รู้ๆ กันว่าปีนี้ผมก็อายุ 65 ปีแล้วคงถึงเวลาพักผ่อนแล้วปล่อยให้คนรุ่นใหม่ขึ้นมาบริหารงานแทนได้แล้ว” หยุดแล้วส่งสัญญาณให้ลูกสาวทั้งสองคนขึ้นมายืนข้างๆ กัน เสียงปรบมือดังขึ้นเมื่อหญิงสาวขึ้นมายืนคนละฝั่งกับบิดา “

“นี่เปรมมิกาและมินตราลูกสาวของผม” เจ้าสัวชัชวาลแนะนำลูกสาวทั้งสองคนให้แขกที่มาร่วมงานรู้จัก ส่วนใหญ่คนจะจำมินตราได้เพราะเธอออกงานกับบิดาบ่อยๆ แต่เปรมมิกานั้นหญิงสาวไม่เคยออกงานกับบิดาพอไปเรียนต่อก็เหมือนขาดการติดต่อ “อย่างที่ผมบอกว่าคงถึงเวลาแล้วที่ต้องให้คนรุ่นใหม่มาช่วยบริหารงาน”

เปรมมิกาฟังอย่างตั้งใจและมั่นใจว่าอย่างไรเสียตำแหน่งประธานจะต้องตกเป็นของเธออย่างแน่นอน ชัชวาลไม่มีทางยกตำแหน่งสำคัญนี่ให้ลูกเมียน้อยเด็ดขาด

“ผมเชื่อมั่นในฝีมือและสักภาพของคนรุ่นใหม่ถึงจะยังขาดประสบการณ์ไปบ้างแต่ผมเชื่อในความสามารถว่าจะทำให้โรงแรมของเราก้าวไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ มินตราจะขึ้นมาบริหารงานแทนผม ส่วนเปรมมิกาผมจะให้ไปบริหารรีสอร์ตที่เชียงราย ยังไงฝากลูกสาวผมไว้ด้วยนะครับ” เมื่อชัชวาลเอ่ยจบเสียงปรบมือก็ดังขึ้นทันที 



หนังสือยังมีขายนะคะสั่งซื้อได้คร่าา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 50 ครั้ง

1,566 ความคิดเห็น