หัวใจลิขิตรัก (รีอัพ)

ตอนที่ 19 : ตอนที่ 6 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,336
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 55 ครั้ง
    21 ธ.ค. 60

ภูผาพยายามติดต่อเปรมมิกาตั้งแต่เช้าทว่าไม่สามรถติดต่อได้จนชายหนุ่มต้องขับรถมาหาที่บ้านด้วยความเป็นห่วงเพราะไม่เคยเห็นหญิงสาวร้องไห้หนักขนาดนั้น

                “สวัสดีครับคุณอา เปรมอยู่ไหมครับ” ภูผาไหว้พัชรินทร์ก่อนจะถามหาคนที่ตน้องกำลังเป็นห่วง

                “เปรมเขาไปเชียงรายแล้วล่ะจ้ะ” พัชรินทร์บอกเพื่อนลูกสาว เธอทำถูกแล้วใช่ไหมที่ให้เปรมมิกาไปอยู่ที่นั่น

                “ไปตั้งแต่เมื่อไรครับ ผมติดต่อเปรมไม่ได้เลย” ยิ่งร้อนใจเมื่อรู้ว่าเพื่อนไม่อยู่แล้ว ไปอยู่ที่นู้นคนเดียวเปรมมิกาจะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้จะอยู่จะกินได้รึเปล่า

                “เมื่อเช้า ถ้าภูจะไปหาเปรมก็ได้นะ” พัชรินทร์บอกที่อยู่ลูกสาว

                “ขอบคุณมากครับ ผมเสร็จงานเมื่อไรจะรีบขึ้นไปหาเปรม”

                “จ้ะ” เพราะรู้ว่าลูกสาวยังไม่มีทางยอมรับโทรศัพท์จากนางแน่นอนรวมถึงคนในบ้านด้วย คงต้องรอให้ลูกสาวใจเย็นลงสักหน่อยแล้วค่อยโทรศัพท์ไปหา เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมนางจะเป็นคนบอกทุกอย่างกับลูกสาวเองบางทีนางตนเองเข้มแข็งกว่านี้ลูกสาวคงไม่ต้องมาเจ็บปวดแบบนี้

                “อย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” แม้อยากจะถามอีกหลายเรื่องแต่ก็รู้ว่าไม่ใช่เรื่องที่ควรเอาไว้ค่อยไปหาเปรมมิกาแล้วคุยกับเพื่อนเอง คนที่กำลังจะเดินไปยังรถมองเห็นใครบางคนนั่งอยู่ในสวนชายหนุ่มจึงเดินเข้าไปหา

                “คุณมิน” ภูทักทายคนนั่งในศาลา “หน้าคุณมินไปโดนอะไรมาครับ” ถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นว่าตรงแก้มมีรอยแดง

                “มาทำไมเหรอคะ” มินตราไม่ได้ตอบคำถามชายหนุ่ม

                “ผมมาหาเปรมครับแต่เพิ่งทราบว่าเปรมไปเชียงรายตั้งแต่เช้าแล้ว” ยิ่งคิดก็ยิ่งเป็นห่วงเพื่อน “ว่าแต่ทะเลาะกันเปรมเหรอครับ” ภูผาเดา

                “แล้วคุณคิดว่าไงละคะ”

                “ดูภายนอกเปรมอาจจะเป็นคนใจร้อนแต่จริงๆ แล้วเปรมไม่ใช่คนแบบนั้นหรอกครับเธอออกจะใจอ่อนแล้วก็ขี้สงสารด้วยซ้ำ” ชายหนุ่มบอกตั้งแต่รู้จักเปรมมิกามาหญิงสาวเป็นอย่างนั้นจริงๆ ทว่าเธอดูเปลี่ยนไปตั้งแต่กลับมาเมืองไทย

                “เหรอคะฉันไม่ยักรู้ ส่วนใหญ่เห็นแต่แบบแรกมากกว่า ถ้าคุณไม่มีอะไรแล้วฉันขอตัวก่อนนะคะ” มินตราลุกขึ้นเพราะไม่อยากจะคุยกับภูผาเพราะเขาเป็นเพื่อนกับเปรมมิกา

                “เดี๋ยวสิครับ” คว้าข้อมือไว้ก่อน “ผมขอโทษแทนเปรมด้วยนะครับ” ภูผบอกและนั่นทำให้คนฟังโกรธมากกว่าเดิน คนอย่างเปรมมิกาไม่ควรจะมีใครมาขอโทษแทนด้วยซ้ำ

                “ฉันไม่รับค่ะถ้าอยากจะขอโทษต้องให้เปรมมิกามมาขอโทษแม่ฉันเอง” น้ำเสียงแข็งบอก เธอพูดได้เต็มปากว่าเกลียดเปรมมิกา เกลียดที่มาทำร้ายแม่ของเธอทั้งทางร่ายกายและจิตใจ

                จารุกรไม่เคยทำอะไรเปรมมิกาแต่ทำไมรายนั้นต้องมาพูดดูถูกกันตลอด แม้มารดาจะเอ่ยปากว่าไม่เป็นอะไรแต่เธอรู้ดีว่ามารดาต้องอดทนแค่ไหนการที่บิดาส่งหญิงสาวไปอยู่ที่นั่นก็สมควรแล้วเอาไปดัดนิสัยแย่ๆ เสียบ้างและจะได้รู้ว่าความเจ็บปวดเป็นอย่างไร

มินตรามองชายหนุ่มตรงหน้านิ่งรู้ว่าเปรมมิกาหวงคนตรงหน้าไม่อย่างนั้นคงไม่พูดแบบนั้นกับเธอ ต่อไปถ้าเธอจะทำเหมือนที่เปรมมิกาว่าคงไม่ใช่เรื่องผิด อยากรู้นักถ้าภูผามารักคนที่เปรมมิกาเกลียดรายนั้นจะทำอย่างไร

                “ผมรู้ว่าคุณคงจะโกรธเปรมมาก แต่เปรมเองคงจะเจ็บปวดไม่แพ้คุณ” ถึงจะไม่รู้เรื่องราวมากมายแต่ชายหนุ่มสัมผัสได้ว่าเพื่อนกำลังเจ็บปวด

                “มินขอตัวก่อนนะคะพอดีรู้สึกไม่ค่อยสบายเท่าไร” บอกแล้วเดินเข้าบ้านหลังจากคิดอะไรบางอย่างได้

                “ครับ หายไวไวนะครับ” ภูผาเอ่ยลาก่อนจะขับรถกลับออกไป

                                                                                     

                ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่หญิงสาวยังไม่ยอมเปิดโทรศัพท์มือถือเพราะยังไม่อยากคุยกับใคร เธอยอมรับว่ายังทำใจไม่ได้แม้จะกินอิ่มนอนหลับยิ้มได้บางครั้งแต่ความเจ็บปวดยังคงไม่จางหางเหมือนกันคำถามที่ว่าทำไมบิดาถึงให้เธอมาอยู่ที่นี่ ท่านไม่รักเธอแล้วใช่ไหมถึงขับไล่ไสส่งมาไกลขนาดนี้

                เช้านี้เปรมมิกาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าฝ้ายกับผ้าซิ่นสีชมพูอ่อนผมที่ยาวถูกมวยขึ้นกลางศีรษะและแซมด้วยดอกแก้วจากหน้าบ้านเหมือนทุกๆ วันที่ผ่านมา หญิงสาวสำรวจความเรียบร้อยผ่านกระจกในห้องนอนส่วนตัวอีกครั้งก่อนจะเดินไปทำงาน

                “กินมื้อเช้ารึยังคะ” ศรีนวลถามเมื่อเห็นเจ้านายเดินมาหน้าเคาน์เตอร์รับแขก

                “ยังค่ะเปรมยังไม่หิวเท่าไร” หญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธ

                “ไม่หิวก็กินหน่อยนะคะ มื้อเช้าเป็นมื้อสำคัญที่สุดคุณเปรมจะดื่มแต่กาแฟไม่ได้นะคะ พี่นวลให้แม่บ้านเอาไปให้ที่ห้องทำงานนะคะ” บอกด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง

                “ก็ได้ค่ะ” สุดท้ายเธอก็พ่ายให้แก่สายตาและน้ำเสียงที่บอก อาทิตย์แรกที่หญิงสาวเข้ามาทำงานที่นี่พนักงานทุกคนต่างเกร็งๆ และทำตัวไม่ถูกจนเธอบอกว่าให้ทำตัวตามสบายนั่นล่ะทุกอย่างจึงดีขึ้น เธอชอบคนที่นี่ทุกคนดูจริงใจไม่เสแสร้งและตั้งใจทำงาน เมื่อทุกคนเริ่มผ่อนคลายเปรมมิกาก็แสดงความเป็นกันเองให้เห็นเช่นกัน “พี่นวลคะวันนี้เปรมอยากคุยกับพนักงานทุกแผนกแบบตัวต่อตัวพี่นวลจัดการให้เปรมหน่อยนะคะ”

                “ได้ค่ะ ว่าแต่คุณเปรมจะเริ่มตั้งแต่กี่โมงคะ”

                “สักเก้าโมงก็ได้ค่ะเปรมของทำงานที่ค้างเอาไว้ก่อน”

                “ค่ะ แล้วอยากลืมกินข้าวเช้านะคะ” หันมาบอกก่อนจะออกจากห้องอีกครั้ง เปรมมิกาได้แต่ส่งยิ้มไปให้เธอเป็นผู้จัดการก็จริงแต่ว่าไม่มีเลขารองผู้จัดการอย่างศรีนวลจึงเป็นเหมือนเลขานุการส่วนตัว

                หญิงสาวกำลังวางแผนงานใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ระบบการจัดการไปจนถึงการบริการ ที่นี่มีความน่าสนใจหลายอย่างถ้าทำการตลาดดีๆ เธอเชื่อว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาพักเต็มตลอดทั้งปีไม่ใช่มีเยอะเฉพาะช่วงฤดูหนาว อีกอย่างเธอจะต้องทำความเข้าใจและดูศักยภาพของพนักงานว่าใครควรจะอยู่ส่วนไหน เลือกคนให้เหมาะกับงานนั่นจะทำให้งานออกมาดี

                “พูดภาษากลางได้ไหม ฉันฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง” บอกกับแม่บ้านที่พูดภาษาถิ่นซึ่งเธอไม่สามารถฟังออกทุกคน ไม่ใช่เฉพาะแม่บ้านคนนี้เท่านั้นที่เป็นคนพื้นที่แต่พนักงานทุกคนเป็นคนพื้นที่ บางคนเรียนจบมาจากกรุงเทพไม่ก็ตัวเมืองทว่ากลับมาทำงานในรีสอรต์เล็กๆ เมื่อถามก็ได้คำตอบว่าการกลับมาอยู่บ้านเกิดรู้สึกอุ่นใจและได้อยู่ใกล้ครอบครัวถึงเงินเดือนจะไม่มากแต่ก็อยู่ได้ไม่เดือนร้อนอะไร

                “ขอโทษค่ะ” แม่บ้านก้มหน้าเอ่ยเป็นภาษากลางเบาๆ

                “ไม่เป็นไร ป้าทำงานที่นี่มานารึยัง” เปรมมิกาถามแม่บ้านวัยกลางคนที่ก้มหน้าไม่กล้าสบสายตาเธอคงเพราะกลัวเสียงดุๆ และกลัวเจ้านายจะไล่ออก

                “หกปีแล้วค่ะ”

                เปรมมิกามองดูนาฬิกาหลังจากพนักงานคนสุดท้ายออกจากห้อง คงต้องพัฒนาบุคลากรเป็นอันดับแรกแม้ว่าทุกคนจะทำงานด้วยใจรักแต่ยังขาดความสามารถบางอย่าง หญิงสาวคิดว่าควรจะมีการอบรมพนักงานใหม่ทั้งหมดและให้ทุกคนเรียนภาษาอังกฤษเพิ่ม

                เนื่องจากเธอต้องการขยายฐานลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายก็คือชาวต่างชาติ อีกอย่างที่ต้องทำคือการเปิดเว็บไซต์และดิวกับเว็บไซต์จองรีสอร์ตโรงแรมอย่างน้อยก็น่าจะช่วยให้รีสอร์ตเป็นที่รู้จักมากขึ้น

                “เปรมต้องการโปรแกรมเมอร์กับวิทยาการมาอบรมพนักงานของเรา รายละเอียดเปรมจดไว้ในนี้หมดแล้วนะคะ” บอกแล้วยื่นให้กับรองผู้จัดการ “เปรมจะกลับเรือนแก้วถ้ามีอะไรด่วนโทรหาได้ตลอดนะคะ”

                “ค่ะ เมื่อครู่คุณพัชโทรมาหาน่ะค่ะ” ศรีนวลรายงานเจ้านาย

                เปรมมิกาไม่ได้เอ่ยอะไรรู้ว่ามารดาพยายามโทรศัพท์หาทุกวันแต่เธอยังไม่พร้อมจะคุยกับท่าน ขอเวลาให้เธอทำใจอีกนิด ตอนนี้สิ่งที่หญิงสาวต้องการคอบริหารงานที่นี่ให้ออกมาดีที่สุดให้บิดารู้ว่าเธอมีความสามารถแค่ไหนและต้องเสียใจที่ไม่เลือกเธอ หากถึงวันนั้นเมื่อไรเธอจะจากไปแล้วกลับไปอยู่ในที่ที่เธอมีที่ยืนได้อย่างภาคภูมิใจไม่ใช่เป็นคนไม่สำคัญไร้ค่าสำหรับครอบครัวแบบนี้

                เปรมมิกาเปิดประตูบ้านก่อนจะเดินไปห้องนั่งเล่นแล้วทิ้งตัวนอนลงบนโซฟาหญิงสาวหลับตาเพราะความปวดศีรษะเธอนอนสูดลมหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ เพื่อผ่อนคลายความเครียด ไม่นานก็หลับลงเพราะสายลมเอื่อยๆ ที่พัดมาใกล้เขาฤดูหนาวจึงทำให้อาการเย็นสบายแม้จะเป็นช่วงบ่ายของวันก็ตาม

                คนหลับเริ่มรู้สึกตัวเพราะได้ยินเสียงคุ้นเคยเรียกเบาๆ “คุณเปรมคะ คุณเปรม” น้ำเสียงเกรงใจเอ่ยออกมาเมื่อเห็นว่าเจ้านายหลับอยู่

                “พี่นวลมีอะไรคะ” คนหลับลุกขึ้นและยังไม่ทันได้ถามต่อน้ำเสียงแข็งก็ถามขึ้นทันทีเมื่อเห็นใครบางคนยืนอยู่ไม่ไกล “นายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

                “คุณคนนี้เขาจะมาอยู่ที่นี่กับคุณเปรมค่ะ” ศรีนวลได้รับโทรศัพ์จากพัชรินทร์ก่อนที่ชายหนุ่มจะมาถึง

                “อยู่ที่นี่? หมายความว่ายังไงที่นี่ไม่ต้อนรับนายออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้” เปรมมิกาชี้มือไปทางประตูมาทางไหนก็กลับออกไปทางนั้น

                “แต่เจ้าสัวกับน้าพัชอนุญาตแล้วอีกอย่างผมไม่จำเป็นต้องเชื่อคุณถูกไหม” เสียงห้าวเอ่ยออกมาก่อนจะเดินเข้ามาด้านในโดยไม่สนใจว่าหญิงสาวจะไม่พอใจ “ห้องคุณห้องไหนล่ะ”

                “ฉันบอกว่าให้ออกไปไม่ได้ยินรึไง”

                “ได้ยินครับ แต่ผมไม่ไป” ในเมื่อไม่ยอมบอกว่าห้องไหนเป็นของเธอชายหนุ่มจึงเปิดประตูเข้าไปดูเอง บ้านหลังนี้ดูแล้วน่าจะมีแค่สองห้องนอนเท่านั้น

                “หยุดเลยนะ ถ้ายังไม่ออกไปฉันจะแจ้งความข้อหาบุกรุก พี่นวลคะโทรแจ้งตำรวจเลยค่ะ”

                “คุณเปรมคะ พี่ว่าพูดกับดีๆ ก็ได้มั้งคะ” ตั้งแต่เปรมมิกามาอยู่นี่นางเพิ่งเคยเห็นหญิงสาวโกรธก็วันนี้

“นายจะมาที่นี่ทำไม มาดูแทนพวกลูกเมียน้อยนั่นเหรอว่าฉันอยู่ยังไง ตกต่ำยังไง ที่ฉันได้เป็นแค่ผู้จัดการที่นี่แต่มันกลับไปชูคอเป็นผู้บริหารอยู่ในโรงแรมของฉัน สะใจรึยังไง ถ้าสะใจแล้วก็กลับไปได้แล้ว” เปรมมิกาตวาดถามออกมา ชัชวาลส่งมามาอยู่ที่นี่เธอก็มาแล้วนี่ยังจะส่งคนอื่นมาเหยียบย้ำน้ำใจกันอีก รู้ว่าเธอไม่ชอบคนตรงหน้าและเขาก็คงคิดกับเธอไม่ต่างกันแล้วบิดาจะให้เขามาอยู่ที่นี่ทำไม

                “ห้องคุณห้องนี้ ส่วนนั้นห้องนั้นของผมแล้วกัน” ไม่สนใจสิ่งที่หญิงสาวพูด

                “นี่นาย”

                “อย่าทำตัวเป็นเด็กๆ หน่อยเลยคุณเปรม” น้ำเสียงเหนื่อยหน่ายเอ่ยออกมา “ยังไงผมก็ได้รับอนุญาตให้อยู่ที่นี่แล้ว แจ้งความไปก็เท่านั้นเพราะคุณไม่ได้เป็นเจ้าของที่นี่”

                เปรมมิกาเม้มปากแน่นเมื่อชายหนุ่มเอ่ยออกมาแบบนั้นหญิงสาวมองด้วยสายตาเจ็บปวดเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะจางหายไป

                เขาพูดถูกแล้วเธอไม่ได้เป็นเจ้าของที่นี่ไม่มีที่ไหนเป็นของเธอ... ร่างบางลดมือลงก่อนจะเดินออกไปจากบ้านโดยไม่พูดอะไรออกมา

                ภามเหมือนอยากจะเอ่ยอะไรออกมาแต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยถึงจะเพียงเสี้ยววินาทีแต่ชายหนุ่มรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดของเปรมมิกา รู้ว่าตำแหน่งนั้นแท้จริงแล้วควรเป็นของเปรมมิกาแต่เขาไม่รู้ว่าเหตุใดชัชวาลจึงให้มินตรารับตำแหน่งนั้นแทนแล้วเลือกที่จะส่งหญิงสาวมาอยู่ที่นี่แทน

                ตอนแรกเขาไม่คิดว่าคนที่มีอีโก้แรงอย่างเปรมมิกาจะยอมมาอยู่ที่นี่บางทีอาจจะเพราะอยากจะประชดบิดาก็เป็นได้ ชายหนุ่มลากกระเป๋าเข้ามาในห้องนอนก่อนจะถอนหายใจยาวออกมาเมื่อคิดว่าอนาคตข้างหน้าอาจจะต้องเจอหญิงสาวแผลงฤทธิ์ใส่นี่ถ้าไม่เพราะพัชรินทร์ขอร้องเขาไม่มีทางอยู่ร่วมบ้านกับคุณหนูเปรมมิกาแน่นอน

 

                ‘ภามจะย้ายไปประจำที่เชียงรายใช่ไหม’ พัชรินทร์เอ่ยถามคนที่นั่งรับประทานอาหารเช้าด้วยกัน

            ‘ครับ’

            ‘ย้ายไปอยู่โรงพยาบาลไหนจ๊ะ’

            ชายหนุ่มเอ่ยชื่อโรงพยาบาลเล็กๆ อำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงราย

            ‘แล้วจะไปเมื่อไร’

            ‘น่าจะราวๆ อาทิตย์หน้าครับ’ ตอนนี้วันที่แน่นอนยังไม่ออกมา

            ‘ไปอยู่ที่เรือแก้วไหม ที่นั่นไม่ไกลจากโรงพยาบาลที่ภามอยู่’ พัชรินทร์เสนอทันที

            ‘ทางโรงพยาบาลมีบ้านพักสวัดิการให้แล้วครับไม่รบกวนคุณอาหรอกครับ’ เพราะทุกวันนี้มาอาศัยอยู่ที่นี่ชายหนุ่มก็เกรงใจเจ้าของบ้านมากพอแล้วเมื่อจะย้ายก็มินตราก็ขอร้องไว้ทุกครั้งคนใจอ่อนเลยต้องอยู่ต่อ

            ‘อาต่างหากที่ต้องรบกวนภาม คือว่าเปรมอยู่ที่นั่นอาเป็นห่วง อาอยากให้ภามช่วยไปดูเปรมให้อาหน่อยได้ไหม’พัชรินทร์ถามตั้งแต่ลูสาวไปเชียงรายก็ยังไม่ยอมติดต่อเธอกลับมาเลย คนเป็นแม่จึงได้แต่เป็นห่วงแม้จะมีศรีนวลโทรศัพท์รายงานอยู่ทุกวันก็ตาม

            ‘เอ่อ คือ’

            ‘ได้ไหมภามถือว่าอาขอร้องอีกคน’ จารุกรเอ่ยขออีกคนเพราะเป็นห่วงเปรมมิกาเช่นกันนางรู้ว่าถึงแม้ภายนอกหญิงสาวจะไม่เป็นอะไรแต่จิตใจคงเจ็บปวดไม่น้อยหากจะมีใครสักคนที่ผิดก็คงเป็นตัวเอง

            ‘ครับคุณอา’สุดท้ายชายหนุ่มก็ยอมรับปาก

            ทำไมถึงชอบทำให้คนที่รักเป็นห่วงตลอดเวลาไม่สงสารพวกท่านบ้างหรือไง

                สุดท้ายคนใจอ่อนก็ต้องมาอยู่ร่วมบ้านกับเปรมมิกา ภามจัดการกับเสื้อผ้าที่เอามาไม่มากเข้าตู้ก่อนจะเดินออกไปอาบน้ำเพราะเหนื่อยจากการเดินทาง

 

                ทางด้านเปรมมิกาหญิงสาวเดินหนีออกมาข้างนอกเพื่อสงบอารมณ์ขืนอยู่ในบ้านต่อเธออาจจะอาละวาททำร้ายชายหนุ่มเข้าให้ นี่คงมาอยู่เพราะจะเป็นสายส่งข่าวความเคลื่อนไหวของเธอให้พวกเมียน้อยรู้แน่ๆ อยากจะทำอะไรก็ทำไปอย่าให้ถึงคราวเธอบ้างก็แล้วกัน...เพราะเธอจะเอาคืนให้สาสมกับความเจ็บปวดที่เธอได้รับ

 

                จนถึงวันนี้ภูผายังไม่สามารถติดต่อเพื่อนรักได้ทั้งทางข้อความ โปรแกรมแชตหรือแม้แต่อีเมล์หญิงสาวก็ไม่ตอบกลับ ชายหนุ่มอยากจะไปหาไปเยี่ยมถามไถ่และกอดปลอบเขายังไม่สามารถปลีกตัวไปไหนได้เพราะต้องดูแลงานทั้งหมดแทนเพื่อนที่ได้รับอุบัติเหตุไปเมื่อเดือนก่อน และวันนี้ชายหนุ่มส่งข้อความไปหาหญิงสาวว่าสุดสัปดาห์นี้จะไปหา

                “อ้าวคุณมินมาตั้งแต่เมื่อไรครับ” คนที่เก็บโทรศัพท์มือถือหันไปทักทายหญิงสาว

                “เพิ่งมาถึงค่ะ”

                “ว่าแต่มาถึงนี่มีอะไรรึเปล่าครับ”

                “ฉันมาดูงานน่ะค่ะ คุณคงไม่ว่าใช่ไหมคะ” มินตราถามเพราะหลังจากปรับปรุงส่วนนี้เสร็จน่าจะมีลูกค้าเข้ามาพักเพิ่มขึ้น

                “จะว่าได้ยังไงล่ะครับ เป็นยังไงครับชอบไหม” ชายหนุ่มส่งยิ้มให้ตอนนี้งานดำเนินไปกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์อีกไม่ถึงสองเดือนทุกอย่างน่าจะเสร็จตามกำหนดที่วางไว้

                “ค่ะ” หญิงสาวพยักหน้าตอนดูในแบบที่ชายหนุ่มทำก็ว่าสวยแล้วพอของจริงสวยยิ่งกว่าห้องนี้เหมาะกับการพักผ่อนอย่างแท้จริง “เสร็จจากนี้คุณมีธุระที่ไหนต่อไหมคะ”

                “ไม่แล้วครับคุณมินมีอะไรรึเปล่าครับ”

                “ค่ะแต่ฉันว่าเราไปคุยกันที่ห้องทำงานดีกว่า” มินตราบอกคงต้องใช้เวลาคุยกันนาน

                “ตกลงครับ อย่างนั้นผมขอไปดูงานตรงนู้นอีกหน่อยนะครับ” บอกแล้วเดินไปดูตรวจความเรียบร้อยของงาน

                หลังตรวจงานเสร็จภูผาก็เดินเข้ามาในห้องทำงานของผู้บริหารคนใหม่ห้องนี้เดิมทีเป็นของชัชวาลแต่เมื่อหญิงสาวเข้ามารับตำแหน่งประธานคนเก่าจึงยกห้องนี้ให้ ส่วนชัชวาลนั้นจะเข้ามาบางวันเท่านั้น

                “พอดีเราเพิ่งซื้อโรงแรมที่เชียงรายมาน่ะค่ะเลยอยากจะให้ทางบริษัทคุณช่วยรีโนเวลโรงแรมให้” มินตราบอก ยอมรับว่างานที่ภูผาทำนั้นถูกใจเธอและคณะกรรมการบริหารอื่นๆ ในที่ประชุมจึงตกลงว่าจะจ้างให้บริษัทภูผาทำงานให้

                “ไม่มีปัญหาครับแต่ผมคงต้องขอไปดูโรงแรมที่นั่นก่อน”

                “ค่ะ สุดสัปดาห์นี้คุณว่างไหมคะถ้าว่างก็ไปพร้อมกันเลย”

                “ว่างครับ” เพราะยังไงเขาก็จะไปหาเปรมมิกาอยู่แล้ว “ว่าแต่ทางคุณมินอยากได้สไตส์ไหนครับ”

                ทั้งคู่คุยเรื่องงานอยู่พักใหญ่จนได้เวลาอาหารกลางวันภูผาจึงชวนหญิงสาวไปกินด้วยกันและวันนี้มินตราก็ไม่ปฏิเสธ

                “ทำไมคุณมินชอบออกมากินอาหารข้างนอกล่ะครับ” ถามด้วยความสงสัยเพราะในโรงแรมก็มีอาหารหลากหลายแต่หญิงสาวกลับเลือกมากินร้านเล็กๆ ข้างนอกแทน

                “ฉันเห็นทุกวันจนเบื่อแล้วล่ะค่ะ” ตอนแรกๆ เธอก็กินอาหารในโรงแรมแต่พอนานไปก็เริ่มเบื่อจนต้องออกมาหาร้านข้างนอกกิน

                “ว่าแต่คุณมินจะรับปริญญาเมื่อไรครับ”

                “ช่วงปลายปีน่ะค่ะ”

                “ถึงวันงานแล้วอย่าลืมชวนผมไปด้วยนะครับ” เสนอตัวทันทีช่วงนี้หญิงสาวยอมคุยกับเขามากขึ้นกว่าแต่ก่อน

                “ถ้าชวนแล้วคุณภูต้องไปนะคะ” บอกกลับ ถ้าไม่ได้เข้าข้างตัวเองเธอว่าคนตรงหน้ากำลังชอบเธออยู่และคงไม่ผิดถ้าเธอจะลองดูในเมื่อใครบางคนเคยกล่าวหาว่าชอบแย่งของของคนอื่นเธอก็จะลองทำดู

                “แน่นอนครับผมไม่พลาดแน่นอน” ชายหนุ่มยิ้มกว้าง

                แม้ว่ามินตราอาจจะยังรักษาระยะห่างอยู่แต่ชายหนุ่มรู้สึกว่าจะแคบกว่าตอนแรก ดูเหมือนมินตราจะเป็นที่ชื่นชอบของพนักงานทุกคนอาจจะด้วยท่าทางที่เป็นมิตรและยิ้มง่ายไม่ถือตัว ซึ่งต่างกับเปรมมิกาที่พนักงานกลัวและไม่กล้าแม้แต่มองหน้า แต่ข้อดีของหญิงสาวคือไม่เสแสร้งชอบก็คือชอบเกลียดก็บอกว่าเกลียดแสดงทุกอารมณ์ความรู้สึกออกมาให้เห็น

               

                เปรมมิกาที่กำลังจะออกไปทำงานแต่เช้าหยุดชะงักเมื่อเห็นว่าใครกำลังเดินเข้ามาในบ้าน หญิงสาวหยุดมองร่างสูงที่สวมชุดออกกำลังกายและมีเหงื่อเกาะตามตัวด้วยหางตาเพียงนิดเดียวก่อนจะเดินไปรีสอร์ตแล้วทำเหมือนกับว่าชายหนุ่มเป็นธาตุอากาศ

                วันนี้ภามสังเกตว่าหญิงสาวดูแปลกตาไปจากที่เคยเห็น เธอสวมเสื้อผ้าฝ้ายกับผ้าซิ่นสีชมพูเหมือนๆ กับพนักงานในรีสอร์ตที่เขาเห็นเมื่อวาน ผมยาวของเธอถูกมวยอยู่กลางศีรษะทัดด้วยดอกแก้วซึ่งน่าจะเก็บมาจากหน้าบ้านเมื่อหญิงสาวเดินผ่านไปจึงได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ถึงจะแปลกตาไปแต่ก็เรียกได้ว่าน่ามองกว่าตอนเมื่อก่อนมาก ไม่ต้องปรุงแต่งมากสวยแบบธรรมชาติ ภามสะบัดความคิดทิ้งทันทีเมื่อรู้ตัวว่ากำลังคิดถึงเปรมมิกา

                ร่างสูงเดินเข้าไปในห้องก่อนจะกลับออกด้วยผ้าขนหนูพันตัวผืนเดียวแล้วเดินเข้าห้องน้ำวันนี้เขาต้องไปรายงานตัวที่โรงพยาบาลและเริ่มงานวันแรก ที่นี่อยู่ห่างจากโรงพยาบาลเพียงสิบกิโลเมตรเท่านั้น

               

                เปรมมิกาเดินออกจากห้องหลังจากสัมภาษณ์โปรแกรมเมอร์เสร็จและเธอก็ตัดสินใจรับหญิงสาวที่เพิ่งจบมหาวิทยาลัยถึงจะไม่มีประสบการณ์การทำงานแต่ผลงานที่เอามาเสนอนั้นถือว่าถูกใจตนเองมากอีกอย่างก็คุยกันถูกคอและยังจบมหาวิทยาลัยเดียวกันอีก

                “พี่นวล เปรมอยากได้รถขับเข้าเมืองค่ะ” เปรมมิกาเดินออกมาบอกศรีนวลที่นี่เป็นแค่รีสอร์ตเล็กๆ ไม่มีอะไรให้เธอดูแลจัดการมากลูกค้าก็มีแค่ห้องสองห้องหญิงจึงรู้สึกเบื่อๆ อยากจะหาอะไรทำ

                “รถของรีสอรท์มีแต่อีแก่ คุณเปรมขับได้ไหมคะ” ศรีนวลบอก

                “ได้ค่ะ ขอให้ขับไปถึงในเมืองก็พอ”

เมื่อเปรมมิกาบอกอย่างนั้นศรีนวลจึงพาหญิงสาวมายังโรงจอดรถ รถที่หญิงสาวเห็นเป็นรถกระบะสีขาวเก่าๆ มีชื่อรีสอร์ตติดอยู่ข้างๆ คนมองไม่แน่ใจว่ามันจะพังก่อนถึงที่หมายหรือไม่

                “รับรองว่าขับถึงแน่นอนค่ะ” ศรีนวลเหมือนรู้ว่านายสาวคิดอะไรนางจึงรีบบอกออกมาก่อน

                “เปรมหวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะคะ” เปรมมิกายื่นมือมารับกุญแจรถจากรองผู้ขจัดการ

ก่อนเปรมมิกาจะขับรถเข้าในเมืองหญิงสาวกลับเข้าไปเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อยืดสีขาวขาดกับกางเกงยีนต์สีซีด ผมที่มวยไว้ก็ปล่อยให้ยาวลงมาถึงกลางหลัง เมื่อขับรถออกมาหญิงสาวก็รู้ว่ารถคันนี้นั้นไม่มีเครื่องปรับอากาศแน่ละสิเก่าขนาดนี้ขับได้ก็ถือว่าบุญแล้ว

มือเล็กหมุนกระจกลงรับอากาศสดชื่นด้านนอกคงเพราะใกล้ถึงฤดูหนาวจึงทำให้อากาศในตอนกลางวันไม่ร้อนเท่าไร ต้นไม้ใบหญิงสาวก็เป็นสีเขียวขจีชวนให้มอง บางจุดที่ผ่านหญิงสาวคิดว่าถ้ามีโอกาสน่าจะมาแวะและลองวาดดูสักที

หลังจากขับรถมาหลายชั่วโมงก็ถึงตัวเมืองหญิงสาวเข้ามาจอดรถในห้างสรรพสินค้าเธอไม่ได้ต้องการมาซื้อเสื้อผ้าแต่ต้องการซื้ออุปกรณ์วาดภาพหลังจากเลือกอยู่เกือบๆ ชั่วโมงร่างบางก็เดินลงไปยังซูเปอร์มาร์เก็ตซื้อขนมและของใช้ส่วนตัว จากนั้นจึงขับรถไปยังตลาดเพื่อซื้อของฝากพนักงานกว่าจะออกจากตัวเมืองได้พระอาทิตย์ก็ตกดินไปแล้ว

                ขากลับเปรมมิกาขับช้าลงเพราะไม่คุ้นชินเส้นทางบางจุดก็ต้องขึ้นเขาและเธอก็จำไม่ได้ว่าตรงไหนที่เป็นทางโค้ง ตอนนี้อุณหภูมิข้างนอกต่ำลงทำให้คนขับรถรู้สึกเย็นๆ ขึ้นมาดูจากตรงนี้อีกไม่นานน่าจะถึงรีสอร์ตทว่าจู่ๆ รถก็ดับกลางทาง

                “อย่าเพิ่งเป็นอะไรตอนนี้นะ” เปรมมิกาสตาร์ตอีกครั้งหลังจากลองมาหลายหน “แล้วฉันจะทำยังไงละ” หญิงสาวครางเสียงแผ่วก่อนจะลงไปเปิดกระโปรงรถดูว่าเครื่องยนต์มีปัญหาอะไรหรือไม่ “ก็ไม่มีอะไรผิดปกตินี่นา” บอกกับตัวเองก่อนจะลองกลับไปสตาร์ตอีกครั้งไม่นานหญิงสาวก็พบคำตอบของการที่รถดับไปกลางคันแบบนี้ “น้ำมันหมด” เธออยากจะดึงผมตัวเองจริงๆ ทำไมถึงสะเพร่าไม่เช็กให้ดีก่อนกลับแล้วตอนนี้ในที่แบบนี้จะหาปั๊มน้ำมันได้จากไหน

                เปรมมิกาเปิดประตูลงมาอีกครั้งเวลาแบบนี้หวังว่าจะมีรถผ่านมาสักคันแต่ความหวังก็ดูริบหรี่เลยเกินเพราะเธอขับมาเป็นชั่วโมงไม่มีรถสวนมาสักคัน ครั้นจะโทรศัพท์บอกให้คนที่รีสอร์ตมารับก็เป็นไปไม่ได้อีกเพราะโยนโทรศัพท์มือถือไว้ในกระเป๋าเดินทางตั้งแต่วันมาถึงแล้ว

                หลังจากรอมาราวๆ สิบห้านาทีหญิงสาวก็ตัดสินใจว่าจะเดินกลับเองคงไม่มีใครมาขโมยรถเก่าๆ คันนี้แน่ ร่างบางเริ่มออกเดินจากตรงนี้กว่าจะถึงรีสอร์ตน่าจะราวๆ สิบกิโลเมตรแล้วแบบนี้เธอต้องใช้เวลาเดินกี่ชั่วโมง อย่างน้อยภาวนาว่าระหว่างทางให้เธอรถสักคันก็ยังดี

มือเล็กยกขึ้นกอดอกเพราะลมเย็นเริ่มพัดมาปะทะตัวเสื้อยืดที่สวมและกางเกงยีนส์ขาดๆ ไม่สามารถกันความหนาวได้ เธอเดินมาได้ราวๆ หนึ่งชั่วโมงแต่ไม่มีรถผ่านมาสักคันยิ่งมองไปรอบๆ ความกลัวก็เริ่มเข้ามาปกคุมไม่รู้ว่าจะมีเสือมีหมีหรือช้างป่ากระโดดมาขย้ำเธอบ้างรึเปล่า

เปรมมิกาเร่งความเร็วขึ้นแต่เพราะเป็นทางขึ้นเขาจึงทำให้หญิงสาวเริ่มเหนื่อยและหยุดพักทว่าก่อนจะออกเดินต่อแสงไฟจากถนนก็ปรากฏขึ้นนั่นทำให้หญิงสาวยิ้มกว้างออกมาและตัดสินใจโบกรถที่กำลังจะผ่านไปทันที ขอให้คนขับรถมองเห็นและไม่คิดว่าเธอเป็นผีสางนางไม้มาโบกอยู่แบบนี้

คนดีใจที่เห็นว่ารถคันใหญ่ชะลออยู่หุบยิ้มแทบไม่ทันเมื่อเห็นว่าใครลดกระจกและยื่นหน้าออกมา...ทำไมต้องเป็นเขาด้วย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 55 ครั้ง

1,566 ความคิดเห็น

  1. #1518 Areerat Wongsathum (@nanph) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2560 / 19:32
    เลิกอัพแล้วหรอค่ะ
    #1518
    0
  2. #96 042242177 (@042242177) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2559 / 06:50
    มาอัพทุกวันได้ไหมคะ...ชอบคะ
    #96
    0