หัวใจลิขิตรัก (รีอัพ)

ตอนที่ 4 : ตอนที่ 1 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,942
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 98 ครั้ง
    1 ธ.ค. 60

“ทำไมคนสวยหน้าบึ้งแบบนี้ล่ะ” เสียงของชายหนุ่มเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าหญิงสาวกำลังจะเดินผ่านไป

                “มาถึงตั้งแต่เมื่อไร ไม่เห็นโทรมาหาเลย” ร่างบางชะงักและหันกลับไปมองเมื่อเห็นว่าเป็นใครจึงหยุดก่อนจะเดินเข้าไปหา

                “เพิ่งมาถึงเมื่อกันกำลังจะโทรหาเปรมพอดีแต่ว่าเห็นใครไม่รู้เดินหน้าบึ้งมาก่อน” คนแซวไม่เลิกบอก น้อยครั้งนักที่จะเห็นเปรมมิกาอารมณ์ไม่ดี

                “พอดีเจอคนไร้มารยาทน่ะแต่ช่างเถอะ เพราะข้างในมีอะไรสนุกกว่านี้เยอะ” หญิงสาวบอกก่อนจะควงชายหนุ่มเดินเข้าไปในห้องอาหารพร้อมกัน

                “หรือว่าวันนี้เปรมจะเปิดตัวแฟนอย่างเรา” ชายหนุ่มกระซิบถามและรู้สึกว่ามีใครกำลังมองตนเองอย่างสำรวจ

                “คงงั้น” เธอยักไหล่ไม่สนใจ ก่อนจะนั่งข้างมารดาและถัดมาเป็นชายหนุ่มที่นั่งข้างๆ กับตนเอง ส่วนฝั่งตรงกันข้ามก็เป็นกาฝากทั้งสองคน “ป๊าคะ นี้ภูผาค่ะ” เปรมมิกาแนะนำชายหนุ่มให้บิดารู้จัก

                “สวัสดีครับคุณลุง” ภูผาไหว้ทันทีที่หญิงสาวแนะนำ

                ชายหนุ่มอดสงสัยไม่ได้ว่าอีกสองคนคือใครทำไมเปรมมิกาไม่แนะนำให้รู้จัก ใบหน้าเข้มก้มลงไปใกล้ๆ แล้วกระซิบถามแต่ดูเหมือนว่าเธอจะทำเป็นไม่สนใจจนพัชรินทร์เป็นคนเอ่ยขึ้นมาเอง

                “คุณจารุกรกับหนูมินนตราจ้ะ” พัชรินทร์แนะนำแล้วส่งยิ้มให้กับเพื่อนลูกสาว

                “สวัสดีครับ” ภูผาทักทายและส่งยิ้มกว้างไปให้

                “ว่าแต่ ภามยังไม่มาอีกหรือหนูมิน” เสียงเจ้าสัวชัลชวาลถามขึ้นเมื่อเลยเวลามาเล็กน้อย

                “วันนี้พี่ภามมีผ่าตัดน่ะค่ะแต่น่าจะมาทัน ป๊าหิวแล้วเหรอคะ” เสียงหวานของมินตราตอบบิดากลับ“พี่ภามมาพอดีเลย”

                “ขอโทษครับที่สาย พอดีผมเพิ่งผ่าตัดเสร็จ” คนมาใหม่เอ่ยเนื่องจากวันนี้มีผ่าตัดและต้องตรวจคนไข้อีกจึงทำให้มาสาย

                “ไม่เป็นไรหรอก อารู้ว่าเรายุ่ง” เจ้าสัวบอกอย่างไม่ถือสาเพราะรู้ดีว่าชายหนุ่มยุ่ง พนักงานเริ่มยกอาหารมาเสิร์ฟส่วนมากนั้นจะเป็นของโปรดของลูกสาวคนโต

                “อร่อยไหมลูก” พัชรินทร์ถามลูกสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ

                “เปรมว่าจะอร่อยกว่านี้ถ้าไม่มีพวกกาฝาก” บอกแล้วหันไปมองกาฝากทั้งสองคนนิ่ง

                “เปรม” เสียงของเจ้าสัวปราม

                “ป๊ามีอะไรเหรอคะ หรือว่าป๊าเดือนร้อนแทนพวกเมียน้อย” หญิงสาวเน้นประโยคสุดท้าย โดยไม่ทันได้สังเกตว่าใครบางคนที่อยู่ตรงข้ามกับเธอนั้นกำช้อนแน่น

                “ป๊าค่ะ มินอิ่มแล้ว ขอตัวก่อนนะคะ” เสียงของลูกสาวอีกคนเอ่ยขึ้น

                “อะไรกันมินเพิ่งกินไปไม่เท่าไรจะอิ่มได้ยังไง” เจ้าสัวบอกลูกสาวที่เพิ่งเริ่มกินข้าวไปได้ไม่เท่าไร

                “เขาอิ่มแล้วก็ช่างเขาเถอะค่ะป๊า พวกลูกเมียน้อยอย่าสนใจเลย” ประโยคหลังเธอจงใจเอ่ยให้มินตราได้ยิน

                “เปรม” คนที่นั่งอยู่ข้างๆ สะกิดเตือนหญิงสาว ตั้งแต่คบกันมาเธอไม่เคยแสดงออกอย่างนี้มาก่อนจนตนเองยังแปลกใจ “พูดจาไม่น่ารักเลยนะครับ” ภูผาเอ่ยเตือนหญิงสาว

                “เปรมพูดเรื่องจริงนี่คะจะกลัวอะไร เราไปเต้นรำกันดีกว่าค่ะ” หญิงสาวไม่สนใจความรู้สึกของคนที่ร่วมโต๊ะเธอดึงชายหนุ่มไปเต้นรำบนฟลอร์เต้นรำด้วยกันทันที

                “ไม่เป็นไรนะมิน” เสียงของคนนั่งข้างๆ ปลอบใจอย่างอ่อนโอน น้ำเสียงเสียดสีเหล่านี้หายไปกว่าสามปี และวันนี้น้ำเสียงเหล่านี้กลับมาทำร้ายจิตใจคนในบ้านอีกครั้ง เขาเชื่อว่าครั้งนี้อาจจะมากกว่าทุกครั้ง

                “ค่ะพี่ภาม” หญิงสาวหันไปส่งยิ้มให้คนปลอบใจ ก่อนจะยิ้มให้คนที่เหลืออยู่บนโต๊ะ “มินไม่เป็นไรหรอกค่ะ กับข้าวนี่อร่อยนะคะแม่” หญิงสาวตักอาหารให้จารุกร เจ้าสัวและพัชรินทร์

                “อร่อยไหมค่ะแม่ใหญ่” หญิงสาวถามพัชรินทร์ รู้ว่าคนในโต๊ะคงจะรู้สึกไม่ต่างจากเธอเท่าไรนัก เธอกับแม่ผิดใช่ไหมที่เข้ามาแทรกในครอบครัวนี้

                “อร่อยจ้ะ” พัชรินทร์ยิ้มให้หญิงสาวที่เธอรักเหมือนลูกอีกคน ไม่นานเสียงหัวเราะบนโต๊ะก็ดังขึ้นทำให้คนที่เต้นรำหันกลับไปมองด้วยความไม่พอใจ

                “วันนี้เปรมดูแปลกๆ นะ” เสียงชายหนุ่มที่โอบหญิงสาวถามขึ้น

                “เปรมเบื่อแล้วเราไปที่อื่นกันดีกว่า” หญิงสาวไม่ยอมตอบคำถาม

                ตอนนี้เธอไม่อยากเห็นภาพบาดตานั่นอีกถึงจะเพียงแค่วินาทีเดียวก็ไม่อยากได้ ทำไมมารดาถึงทำเหมือนเป็นเรื่องปกติทั้งๆ ที่บิดาไปมีผู้หญิงอีกคน เธอรับไม่ได้ที่ท่านไปมีผู้หญิงอื่นเท่านั้นยังไม่พอท่านยังกล้าพาพวกนั้นมาอยู่ร่วมบ้านกับเธอและมารดาอีก

                ภูผารู้ว่าตอนนี้อารมณ์ของหญิงสาวไม่ดีเท่าไรจึงไม่อยากขัดใจแต่ก่อนจะกลับชายหนุ่มไม่ลืมบอกลาผู้ใหญ่บนโต๊ะ เปรมมิกาทิ้งรถของตัวเองไว้ที่โรมแรงแล้วนั่งรถไปกับภูผา

 

                ร่างบางเดินเข้ามาหลังจากภูผาขับรถมาส่งตอนนี้เธอมึนและเมากว่าจะเดินขึ้นไปด้านบน หญิงสาวจึงเดินไปยังห้องนั่งเล่นจากนั้นจึงทิ้งตัวลงบนเก้าอี้นวมตัวใหญ่และหลับลงทันที คนเดินเข้ามาใหม่หยุดมองคนหลับขนาดยืนห่างแบบนี้ยังได้กลิ่นเหล้ามาจากตัวหญิงสาว ชายหนุ่มส่ายหัวและตัดสินใจกลับเข้าห้องตัวเอง ตอนแรกคิดว่าจะมานั่งอ่านหนังสือหลังกลับมาจากโรงพยาบาล

                “ผู้หญิงขี้เมา” เสียงห้าวบอกกับตัวเองก่อนจะเดินออกไป

                 

                “เปรมทำไมมาตอนตรงนี้ล่ะ” มารดาถึงกับสายหน้าเมื่อได้กลิ่นเหล้าและบุหรี่มาจากตัวลูกสาว “ขึ้นไปนอนในห้องเถอะ

                “ไม่เอาน่ะภู เปรมจะนอน” น้ำเสียงงัวเงียเอ่ยตอบเพราะคิดว่าเพื่อนมาปลุก

                “แม่เอง ไม่ใช่ภู” มารดาเอ่ยเสียงแข็งขึ้นมาทันทีเมื่อคิดว่าลูกสาวปล่อยเนื้อปล่อยตัวแบบนี้ หญิงสาวที่หลับอยู่ลืมตาขึ้นแต่ต้องหลับตาอีกครั้งเพราะยังปรับม่านตาเข้ากับแสงไม่ได้

                “แม่เองเหรอคะ โทษทีค่ะเปรมลืมไปนึกว่าที่แอลเอ” เปรมมิกาสบัดศีรษะไล่ความมึนลืมไปว่าเธอกลับเมืองไทยแล้ว

                “ลุกขึ้นไปอาบน้ำเถอะ จะได้ลงมากินข้าว” มารดาบอก

หญิงสาวจึงลุกขึ้นตามคำบอกของมารดาตอนนี้เธอรู้สึกเหม็นตัวเองขึ้นเหมือนกัน ครั้งสุดท้ายที่เมาแบบนี้มันนานเท่าไรมานาน หญิงสาวไม่สนใจเก็บมาคิดเพราะไม่ใช่เรื่องเสียหายมากมาย ครู่ใหญ่หญิงสาวก็กลับลงมาพร้อมด้านล่าง

                “กินข้าวด้วยกันสิเปรม” เจ้าสัวเอ่ยชวนลูกสาวคนโต ให้ร่วมโต๊ะกินมื้อเช้าด้วยกันและลูกสาวก็ยอมร่วมโต๊ะด้วย

                “ป๊าคะ เปรมอยากไปทำงานที่โรงแรมของเราค่ะ” หญิงสาวเอ่ยให้คนที่นั่งร่วมโต๊ะได้ยินทั้งหมด ถึงเวลาที่จะเอาของของเธอคือแล้ว

                “ดีสิ ป๊าจะได้วางมือสักที แล้วเปรมจะเข้าไปเริ่มงานเมื่อไรล่ะ” น้ำเสียงดีใจเอ่ยถาม ไม่คิดว่าลูกสาวจะกลับมาช่วยงานกิจการที่บ้านเพราะรู้ว่าเปรมมิกาชอบงานเขียน งานวาดรูปมากกว่างานบริหาร แต่เมื่อเธออยากทำเขาก็ยินดีเพราะถึงอย่างไรธุรกิจครึ่งหนึ่งก็ต้องเป็นของเปรมมิกาอยู่แล้ว

                “เปรมขอเป็นเดือนหน้าได้ไหมคะ” ลูกสาวบอกเพราะเธอจะต้องเตรียมตัวหลายอย่าง ในเมื่อเลือกจะเดินเส้นทางนี้แล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุด

                “ได้สิ” เจ้าสัวรับคำก่อนที่จะหันไปคุยกับลูกสาวอีกคน “ตอนนี้มินทำวิทยานิพนธ์ไปถึงไหนแล้วลูก ใกล้เสร็จรึยัง”

                “ใกล้แล้วค่ะป๊า ถ้าจบเมื่อไรมินจะเข้าไปช่วยป๊าทำงานอย่างเต็มที่เลยนะคะ” มินตราตอบบิดา เธอเรียนการโรงแรมและการท่องเที่ยวมาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีพอจะต่อระดับปริญญาโทหญิงสาวเลือกเรียนต่อในประเทศเพราะไม่อยากอยู่ห่างจากบิดาและมารดา แต่ระหว่างที่เรียนเธอมักจะเข้าไปช่วยงานบิดาอยู่เสมอ

เธอกับเปรมมิกาอายุห่างกันแค่ปีเดียว แต่ไม่สนิทสนมกับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพี่สาว เพราะทางนั้นคงไม่อยากจะสนทนากับเธอและมารดาเธอเท่าไรนัก ส่วนตนเองก็ไม่อยากยุ่งเรียกว่าต่างคนต่างอยู่น่าจะดีที่สุด ถึงไม่มีพี่สาวเธอก็อยู่ได้เพราะมีพี่ภามอยู่ทั้งคน

                “พี่ภามเมื่อคืนกลับมาถึงกี่โมงคะ” หันไปถามคนที่ต้องรีบกลับไปโรงพยาบาลเพราะได้รับสายด่วน

                “ตีสามมั้ง”

                “ทำไมไม่นอนที่โรงพยาบาลล่ะภาม ขับรถตอนดึกๆ อันตราย” เสียงของพัชรินทร์บอกด้วยความเป็นห่วง

                “วันนี้ผมมีสอนตอนบ่ายเลยกลับมาเอาหนังสือน่ะครับ” ชายหนุ่มยิ้มตอบคนเป็นห่วงและทันเห็นหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ พัชรินทร์ย่นจมูกใส่ ...คนอะไรไม่เคยน่ารักเลย

                “ถึงอย่างนั้นก็เถอะ โทรบอกให้คนที่บ้านเอาไปให้ตอนเช้าก็ได้”

                “อย่าเลยครับ เกรงใจเปล่าๆ บ้านกับโรงพยาบาลไม่ไกลกันเท่าไรด้วย

                “รู้ตัวก็ดี เป็นแค่คนอาศัย” เปรมมิกาเอ่ยออกมาไม่เบานัก

ชายหนุ่มมองแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมาเพราะรู้ว่ายิ่งพูดอะไรๆ ก็จะเลวร้ายลงหลังรับประทานอาหารเช้าเสร็จมินตราชวนภามลไปเดินเล่นที่สวนหน้าบ้าน ชายหนุ่มพยักหน้ารับเพราะคิดว่าหญิงสาวคงมีเรื่องอยากจะคุยด้วย ส่วนเจ้าสัวชัลชลาออกไปทำงาน พัชรินทร์กับจารุกรไปวัด

ภายในบ้านจึงเหลือแค่เปรมมิกาคนเดียว หญิงสาวมองบ้านหลังใหญ่แล้วถอนหายใจออกมา ก่อนจะเดินขึ้นห้องเพื่อเปลี่ยนชุดมาว่ายน้ำ

 

            “เป็นอะไรไปยัยตัวยุ่ง” ชายหนุ่มถามหญิงสาวที่นั่งข้างๆ แม้จะพอเดาได้ก็ตาม

                “ตอนนี้มินรู้สึกเหมือนว่าความสงบในบ้านที่มีมาสามปีกำลังจะหายไปค่ะพี่ภาม” หญิงสาวบอกภามตามตรง

                “ทำไมล่ะ”

                “ก็เปรมกับมาแล้ว อย่างที่รู้กัน เขาเกลียดมินกับแม่” คนบอกทำหน้าเบื่อความสงบที่เคยมีมากำลังหายไป

                “ช่างเขาสิ เราจะไปสนใจเขาทำไมกัน เราอยู่ส่วนเราเขาอยู่ส่วนเขา”

                “มินไม่เคยไปยุ่งกับเขาอยู่แล้วพี่ภามก็รู้แต่เขาสิพูดว่าแม่ได้ตลอดเลย ว่ามินมินไม่ว่า แต่ถ้าว่าแม่มินทนไม่ได้” เธอไม่เคยเข้าใจมารดาเลยว่าทำไมถึงยอมมาอยู่ที่นี่ ทั้งที่เมื่อก่อนอยู่บ้านสวนก็ดีอยู่แล้ว อยู่กันตามประสาคนธรรมดา เธออยากกลับไปอยู่อย่างสงบเหมือนเมื่อก่อนมากกว่าต้องอยู่ในบ้านแล้วไม่มีความสุขแบบนี้

                “ถ้าเราพยายามเข้าใจเขา เราก็จะทนได้” ชายหนุ่มบอก รู้ว่ามินตราไม่ใช่คนที่ยอมใครง่ายๆ พี่น้องสองคนนี้นิสัยไม่ต่างกันเท่าไร เพียงแต่มินตราเลือกจะเงียบไว้เพื่อความสุขของคนในครอบครัว ส่วนเปรมมิกาเลือกจะแสดงออกมาทั้งหมดเพราะเธอกำลังหนีความเจ็บปวดในใจ

                “มินอยากกลับไปอยู่บ้านสวนค่ะพี่ภาม แต่แม่ไม่ยอม” หลายครั้งแล้วที่ความอดทนของเธอหมดลงเพราะเปรมมิกา แต่เพราะคำว่าแม่ทำให้เธอทนมาถึงทุกวันนี้

                “คิดมากเดี๋ยวหัวล้านไม่รู้นะ อายุยังน้อยอยู่แท้ๆ เลยเรา” มือใหญ่ยกขึ้นขยี้ผมหญิงสาวด้วยความเอ็นดู จนคนถูกแกล้งต้องห้ามไว้

                “ผมมินยุ่งหมดแล้ว หมออะไรขี้แกล้งชะมัด” เธอว่าเข้าให้ “หยุดเลยนะพี่ภาม ไม่งั้นมินฟ้องแม่จริงๆ ด้วย” มินตราขู่คนที่ยังไม่ยอมหยุด อย่างน้อยการมีภามก็ทำให้เธอมีกำลังใจขึ้น ถ้าไม่มีภามเป็นเพื่อนเป็นพี่ในบ้านหลังนี้ก็ไม่รู้ว่าเธอจะอยู่ที่นี้ได้ไหม เพราะความร้ายกาจของเปรมมิกามีมากเหลือเกิน

                หลังคุยกันเสร็จหญิงสาวก็กลับเข้าบ้านส่วนชายหนุ่มนั่งต่ออีกครู่ใหญ่ก่อนจะเดินอ้อมไปด้านหลัง ทว่ากลับเจอเจ้าของบ้านที่นอนอ่านนิตยาสารอยู่ริมสระว่ายน้ำ

                “ฉันไม่อยู่ตั้งหลายปี นึกว่านายจะเลิกเป็นกาฝากบ้านนี้ซะแล้ว” เสียงของเปรมมิกาดังขึ้นทว่าชายหนุ่มกลับทำเป็นไม่ได้ยิน จนหญิงสาวโมโหขึ้นมา

                “นี่นาย ฉันพูดไม่ได้ยินรึไง”

                “ไม่ทราบว่าคุณคุยกับผมเหรอครับ” คนถูกเรียกหันไปถามด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนไม่รู้ว่าเธอกำลังเริ่มโมโห

                “ใช่ ฉันถามนาย” เปรมมิกาบอก “ฉันถามนายว่าฉันไม่อยู่ตั้งหลายปีนายยังไม่เลิกเป็นกาฝากบ้านนี้อีกเหรอ”

                “เผอิญว่าผมไม่ใช่กาฝาก เลยไม่รู้ว่าจะต้องตอบคำถามคุณยังไง” ภามตอบก่อนจะหันกลับไป โดยไม่สนใจว่าคนที่อยู่ข้างหลังจะมีอาการเช่นไรชายหนุ่มพยายามที่จะไม่ถือสาหญิงสาว

ที่ตนเองเข้ามาอยู่บ้านนี้ก็เพราะมารดาซึ่งเป็นเพื่อนกับจารุกรฝากให้มาช่วยอยู่ดูแลมินตราและจารุกร ตอนนั้นตนเองเรียนแพทย์อยู่ชั้นปีที่ห้า ส่วนมินตราเพิ่งจะเรียนมัธยมต้นเท่านั้นหลังจากมาอยู่ที่นี้ก็ทำให้เขารู้ว่ามินตราและจารุกรจะต้องเจออะไรบ้าง

ภามอยู่ที่นี่เพียงปีเดียวพอขึ้นปีหกชายหนุ่มไปฝึกงานที่ต่างจังหวัดอยู่หนึ่งปีเต็มเมื่อจบก็ไปใช้ทุนที่โรงพยาบาลต่างจังหวัดสองปีจากนั้นจึงขอทุนไปเรียนเฉพาะทางที่ต่างประเทศอีกสามปี เมื่อกลับมาหญิงเปรมมิกากำลังเรียนมหาวิทยาลัย ทีแรกนึกว่าวุฒิภาวะทางอายุของหญิงสาวที่มากขึ้นจะทำให้ความร้ายกาจของเธอน้อยลง แต่เขากลับคิดผิดเมื่อดีกรีความร้ายของเธอเพิ่มขึ้นตามอายุ หลายครั้งยังอดสงสารมินตราไม่ได้ที่ถูกเปรมมิกาเสียดสีเจ็บๆ แบบนั้น แต่ก็รู้ว่ามินตราอดทนเพราะอะไร เปรมมิกาช่างตรงข้ามกับมินตราทุกด้านจริงๆ

                เปรมมิกาอยากจะกรี๊ดออกมาดังๆ กับคำตอบของชายหนุ่ม ไม่ว่ากี่ปีต่อกี่ปีเขาก็ดูจองหองเหมือนเดิมทั้งที่เป็นแค่คนอาศัย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 98 ครั้ง

1,566 ความคิดเห็น