หัวใจลิขิตรัก (รีอัพ)

ตอนที่ 6 : ตอนที่ 2 70%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,755
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 75 ครั้ง
    3 ธ.ค. 60

เช้าวันใหม่เปรมมิกาตัดสินใจขับรถไปเที่ยวทะเลคนเดียวเพราะชายหนุ่มโทรศัพท์มาบอกว่ามีงานด่วนต้องรีบเข้าบริษัท หญิงสาวขับรถราวๆ สามชั่วโมงก็ถึงบ้านพักตากอากาศสีขาวสองชั้นครึ่งประตูหน้าต่างทำด้วยกระจกทั้งหมด บ้านหลังนี้เป็นสีขาวทั้งหลัง ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งหรือแม้กระทั้งผ้าม่านก็เป็นสีขาว

เสียงของโมบายที่ถูกแรงลมพัดทำให้คนที่เข้ามารู้สึกไม่เหงานักหลังจากแม่บ้านทำความสะอาดกลับไปแล้ว ตอนนี้ยังร้อนเกินกว่าจะออกไปเดินหรือเล่นน้ำทะเลหญิงสาวจึงเดินไปหยิบอุปกรณ์วาดรูปจากนั้นจึงเปิดเพลงคลาสสิกที่ตนเองชอบฟังแล้วลงมือวาดภาพ...งานที่เธอรักที่สุด

การได้ทำงานที่รักมักทำให้เวลาผ่านไปเร็วเสมอ ดวงตากลมโตมองผลงานตนเองด้วยความพอใจก่อนจะยิ้มออกมาแล้วเดินไปยังห้องครัวเพื่อหยิบน้ำมาดื่มยังไม่ทันเทน้ำใส่แก้วเปรมมิกาก็ได้ยินเสียงรถยนต์จอด

ใครมา? เมื่อดื่มน้ำเสร็จหญิงสาวจึงเดินออกไปดูก็พบรถยนต์ห้าประตูสีดำมาจอดอยู่ คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันทันที

                “นายมาที่นี่ทำไม” น้ำเสียงไม่พอใจถามทันทีเมื่อเจ้าของเดินลงมาจากรถ

                “มาพักน่ะสิ” ตอบแล้วหิ้วกระเป๋าใบเล็กเข้าไปด้านในโดยไม่สนใจว่าคนตัวเล็กกว่าจะยืนหน้าบึ้ง เขาเห็นจนชินตาเสียแล้ว

                “ฉันไม่อนุญาต ได้ยินไหม”

                “แต่พ่อคุณอนุญาตแล้ว” ภามตอบกลับ

พรุ่งนี้ชายหนุ่มมีสัมมนาที่โรงพยาบาลซึ่งอยู่ไม่ห่างจากนี่และทางโรงพยาบาลก็จัดห้องพักไว้ให้แล้วทว่าพัชรินทร์มารดาของหญิงสาวขอร้องให้ตนเองมานอนค้างที่นี่เพราะเป็นห่วงลูกสาวที่มาเที่ยวคนเดียว นี่ถ้าพัชรินทร์ไม่ขอร้องเขาคงไม่มีทางมาพักบ้านหลังเดียวกับคนร้ายกาจอย่างเปรมมิกาแน่นอน

                “ฉันไม่อนุญาต นายฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องรึไง”

                “ถ้าอย่างนั้นคุณก็ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องเหมือนกัน” ชายหนุ่มตอบกลับเสียงเรียบไม่ได้สนใจคนที่ยืนว่าตัวเองอยู่หน้าบ้าน

หญิงสาวยืนกระฟัดกระเฟียดอยู่คนเดียว แต่ด้วยความร้อนไม่นานเธอก็เดินกลับเข้ามาในบ้านและพบว่าภามเปลี่ยนชุดมานั่งเล่นใกล้ๆ กับจุดพักผ่อนของเธอ

                “ที่อื่นไม่มีให้นั่งรึไงถึงต้องมานั่งตรงนี้” เสียงหวานถามด้วยความไม่พอใจ มีสิทธิ์อะไรมานั่งใกล้ๆ กับเธอแบบนี้

                “ไม่ยักรู้ว่าตรงนี้มีคนเขียนชื่อจองไว้แล้ว” ภามเงยหน้าขึ้นมาตอบก่อนจะก้มลงไปอ่านเอกสารต่อ “คุณทำอะไร” ถามเมื่อเธอดึงเอกสารออกจากมือตนเองอย่างถือวิสาสะ

                “ตรงนี้นายไม่มีสิทธิ์นั่ง ถ้าจะอยากนั่งก็ไปนั่งที่อื่น แต่ต้องไม่ใช่ตรงนี้” หญิงสาวย้ำชัดทุกคำ

                “ผิดกฎหมายข้อไหนไม่ทราบว่าผมห้ามนั่ง”

                “นี่นาย ไม่ไปใช่ไหมได้” พูดจบเธอก็เหวี่ยงเอกสารชายหนุ่มลงสระน้ำทันที

                “คุณเปรม” ภามพยายามอย่างยิ่งที่จะสะกดอารมณ์ของเขาไม่ให้เดือดไปมากกว่านี้ คนอะไรทำตัวไม่น่ารักไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปีก็ไม่เคยเปลี่ยน

                “เรียกชื่อฉันทำไมมิทราบคะ” กอดอกถาม

                “ตอนนี้คุณอายุเท่าไรแล้ว”

                “ยี่สิบห้า ทำไม”

                “ผมไม่ได้หมายถึงอายุตัว แต่หมายถึงอายุสมอง” ภามหยุดไปนิดก่อนจะเอ่ยต่อ “แต่อย่างนี้ผมเดาว่าน่าจะไม่เกินห้าขวบ เอ๊ะ หรือว่าอาจจะต่ำกว่านั้น” ชายหนุ่มเดินจากไปทันที โดยไม่รออยู่ฟังเสียงกรี๊ดเปรมมิกา เพราะเขาไม่อยากแก้วหูอักเสบจนต้องไปให้เพื่อนหมอแผนกอื่นรักษา

                เปรมมิกาหมดอารมณ์วาดรูปต่อเพราะการมาเยือนของแขกไม่ได้รับเชิญอย่างภาม หญิงสาวเดินกลับเข้าไปในห้องนอนส่วนตัวรอจนพระอาทิตย์ใกล้ลาลับของฟ้าจึงตัดสินใจออกมาเดินเล่นริมหาดเสียงคลื่นซัดสาดทำให้อารมณ์ของเธอเริ่มหายขุ่นเพราะคนปากร้ายนั่น

หญิงสาวถอดรองเท้าแตะที่สวมมาถือไว้เพื่อให้เท้าสัมผัสกับความละเอียดของพื้นทรายและน้ำทะเลที่มากระทบฝั่งเป็นระยะ บางครั้งก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของคนที่กำลังเล่นบานาน่าโบ๊ตอยู่ในทะเล เธอเคยผ่านการเล่นแบบนั้นมาแล้วเมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลับ

เปรมมิกาเดินไปเรื่อยจนสุดชายหาดเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่พระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า ดวงตากลมโตมองดูภาพนั้นจนกระทั่งพระจันทร์ขึ้นมาแทนที่ ไม่นานดาวบนท้องฟ้าเริ่มทอแสงเป็นเพื่อนพระจันทร์ทำให้หญิงสาวคิดว่าเธอควรต้องกลับที่พักก่อนจะดึกไปกว่านี้

ขากลับไม่มีเสียงของนักท่องเที่ยวหรือว่าคนเล่นน้ำจะได้ยินก็แต่เสียงคลื่น หญิงสาวจึงเร่งฝีเท้าให้ถึงที่พักเร็วที่สุด

                “มาเดินมืดๆ อย่างนี้คนเดียวไม่กลัวเหรอน้องสาว ให้พี่ไปส่งไหม เอ๊ะหรือว่าจะค้างกับพี่ดี” เสียงชายหนุ่มที่อยู่ในวงเหล้าเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นหญิงสาวเดินผ่านมา เปรมมิกาไม่ได้หันกลับไปตอบหรือต่อปากต่อคำ

                “แหม...หยิ่งซะด้วยถามไม่ตอบ แบบนี้เดี๋ยวข้าจัดการเอง” ว่าแล้วชายหนุ่มอีกคนในวงเหล้าก็ลุกขึ้นไปจับแขนหญิงสาวไว้ก่อน

                “เปล่าฉันนะ” เปรมมิกาบอกและพยายามบังคับไม่ให้เสียงสั่น

                “มานั่งกับพวกเราก่อนไหมน้องสาว แล้วเดี๋ยวพวกพี่ไปส่ง”

                “ไม่ ฉันจะกลับบ้านแล้ว ปล่อยฉันนะ” เธอเริ่มหวาดกับคนตรงหน้า

                “บ้านน่ะได้กลับแน่น้องสาว แต่พี่ว่าเดี๋ยวเราทำอย่างอื่นกันก่อนดีกว่า”

                “ถ้าไม่ปล่อยฉันจะร้องให้คนช่วย” เธอขู่ แต่ดูเหมือนว่าพวกนั้นจะไม่กลัว แถมยังหัวเราะใส่เธออีก

เปรมมิกาพยายามบิดมือจากพวกขี้เมาให้หลุดออกแต่ดูเหมือนจะไม่สำเร็จ เธอจึงตัดสินใจก้มลงกัดมือใหญ่ที่แรงเพราะความเจ็บทำให้ชายหนุ่มต้องปล่อยมือ เมื่อเป็นอิสระหญิงสาวไม่รั้งรอที่จะวิ่งด้วยความเร็วเท่าที่เธอจะทำได้ โดยไม่หันกลับไปมองว่าจะมีใครตามมาหรือไม่แต่เพราะความมืดจึงทำให้เธอสะดุดกับท่อนไม้ใหญ่

                “โอ๊ย” เสียงหวานร้องออกมาแล้วใช้มือจับข้อเท้าเอาไว้ เธอกัดฟันสกัดกลั้นความเจ็บแล้วลุกขึ้นต่อทว่ามีใครมาจับแขนไว้ก่อน “ปล่อยฉันนะ ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย” เปรมมิกาตะโกนออกไปเสียงดังหวังว่าจะมีคนได้ยินคำขอความช่วยเหลือ

                “หยุดร้องเดี๋ยวนี้” เสียงดุสั่ง

                “ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย มีคนจะทำร้ายฉัน” เปรมมิกายังตะโกนไม่หยุด จนคนชายหนุ่มต้องจับไหล่ทั้งสองข้างของหญิงสาวให้หันมามองหน้ากัน

                “ผมเอง คุณเปรม” ภามเอ่ยออกมา ดูเหมือนว่าสติของหญิงสาวจะกลับมาเมื่อได้ยินเสียงคุ้นเคยหญิงสาวจึงมองใบหน้าที่อยู่ใกล้ๆ ตัวเองนิ่ง

                “นายเองเหรอ” เปรมมิกาถามกลับอย่างน้อยก็โล่งใจขึ้นมาก

                “ผมเองน่ะสิ แล้ววิ่งหนีอะไรมาหน้าตาตื่นเชียว” ชายหนุ่มเห็นว่ามือแล้วหญิงสาวยังไม่กลับจึงอดออกมาตามไม่ได้ ถ้าหญิงสาวเป็นอะไรไปเขาคงรู้สึกผิดเพราะพัชรินทร์ฝากลูกสาวให้ตัวเองดูแล อีกอย่างช่วงนี้ข่าวคนถูกทำร้ายก็มีให้เห็นกันบ่อยๆ

                “ปะ เปล่า แล้วนายมาทำอะไรมืดค่ำแบบนี้” ถามเมื่อตั้งสติได้โดยไม่ยอมบอกว่าโดนคนจะทำร้ายเพราะกลัวเสียหน้า

                “ออกมาเดินเล่น แล้วบังเอิญมาเจอคนจับกบไม่นึกว่าคุณหนูเปรมมิกาจะจับกบเป็น” ชายหนุ่มแกล้งบอกเสียงเรียบ หน้าตาตื่นมาขนาดนี้แถมร้องให้ช่วยยังปากแข็งไม่พูดความจริงอีก

                “ถ้าอย่างนั้นเชิญเดินเล่นไปคนเดียวเถอะ ฉันจะกลับบ้านแล้ว” เปรมมิกาตวัดเสียงบอก เขาก็แค่บังเอิญผ่านมาเท่านั้นคงไม่ได้ตั้งใจมาตามหาเธอหรอก คนจับกบพยายามจะลุกทว่าเมื่อลงน้ำหนักที่เท้ากลับรู้สึกเจ็บจนต้องร้องออกมา

                “ไหนเป็นอะไรมากไหม” ถามด้วยความเป็นห่วง เพราะความมืดจึงไม่เห็นว่าตอนนี้เท้าของหญิงสาวเป็นอะไรมากน้อยแค่ไหน

                “ยังไม่ตายหรอก ฉันเดินเองได้” เปรมมิกากลั้นใจตอบไม่ยอมเสียฟอร์มกับคนอย่างเขาหรอก แต่เธอจะเดินต่อก็รู้ว่าเดินไม่ไหวแน่ๆ เพราะข้อเท้าคงแพลง แล้วทีนี้จะทำยังไงดี

                “เดินไม่ไหวแล้วยังอวดเก่งอีก เอ้า ขึ้นหลังผม” ภามนั่งลงพอที่จะให้เธอขี่หลังได้ แต่หญิงสาวยังยืนอยู่ที่เดิมไม่ยอมทำชายหนุ่มตามคำบอก “อย่าเรื่องมากเลยคุณ ถ้าไม่ขึ้นก็อยู่ตรงนี้แล้วกันหรือไม่ก็เดินกลับเองเลือกเอาจะอย่างไหน”

                “ฉันไม่ขี่หลังนาย” เปรมมิกาบอก

                “ทำไม” เขาถามคนเรื่องมาก

                “กะ ก็ ถ้าฉันขี่หลังนาย หน้าอกฉัน ก็” เรื่องอะไรเธอจะยอมให้ชายหนุ่มมาฉวยโอกาสเธอ

                “โอ๊ย ถึงคุณจะขี่หลังผม ผมก็เดาไม่ถูกหรอกว่าข้างหน้าหรือข้างหลัง” บอกด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย

                “นี่นาย นาย”

                “จะขึ้นไหม” ภามถาม “หนึ่ง สอง” และเมื่อเขาจะนับสาม หญิงสาวก็ยอมขี่หลังชายหนุ่มโดยดี

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 75 ครั้ง

1,566 ความคิดเห็น