หัวใจลิขิตรัก (รีอัพ)

ตอนที่ 7 : ตอนที่ 2 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,892
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 71 ครั้ง
    5 ธ.ค. 60

เปรมมิกากดน้ำหลังตัวลงไปที่หลังชายหนุ่มเต็มๆ เพื่อเป็นการแก้แค้นเล็กๆ น้อยๆ แต่ภามไม่ปริปากบ่น ทั้งคู่ไม่ได้คุยอะไรมาตลอดทาง จนกระทั่งถึงบ้านพักชายหนุ่มให้หญิงสาวนั่งรอในห้องรับแขก ส่วนตนจะออกไปเอาอุปกรณ์ปฐมพยาบาลในรถ แผลของหญิงสาวไม่ลึกมากถึงกับต้องเย็บ แต่ข้อเท้าที่แพลงต้องให้ผ้าพันไว้ไม่ให้อักเสบไปกว่าเดิม

                “เจ็บนะนี่คิดจะฆ่าฉันเพื่อพวกกาฝากรึไง” เปรมมิกาโวยวายเมื่อชายหนุ่มล้างแผลให้

                “โวยวายจริงคุณ เด็กอนุบาลยังไม่ร้องกับแผลแค่นี้” เงยหน้าขึ้นมาว่า นั่นจึงทำให้เปรมมิกาหยุดร้องทันทีหญิงสาวกัดริมปากแน่นไม่ให้เสียงหลุดลอดออกไปถึงจะเจ็บแต่เธอจะทนไม่ยอมโดยกาฝากว่า

                คนเจ็บมองชายหนุ่มที่กำลังทำแผลให้อย่างไม่รู้ตัว มือใหญ่กำลังพันผ้าที่ข้อเท้าอย่างเบามือใบหน้าของชายหนุ่มดูอ่อนโยนไม่เหมือนกับปากที่คอยว่าเธอทุกครั้งที่มีโอกาส

                “ไม่ทราบว่าจะมองผมอีกนานไหมไม่ต้องซึ้งใจขนาดนั้นหรอก ถึงไม่ใช่คุณผมก็ช่วยอยู่ดี” เสียงของชายหนุ่มเรียกให้หญิงสาวรู้สึกตัวว่ามองเขานานเกินไปแล้ว “นี่ยาแก้อักเสบกับแก้ปวด กินซะ” ภามยื่นยามาให้หญิงสาวสองเม็ด

                “ฉันหิวข้าว” เปรมมิกาบอกอย่างเอาแต่ใจ

                “ก็ไปหาอะไรกินสิ”

                “ขาฉันเจ็บ” หญิงสาวปรายตาไปยังเท้าที่พันผ้าและทำแผลไว้คนตรงหน้ามองเปรมมิกาอย่างเหลืออดแต่สุดท้ายก็เอ่ยออกมา

                “ถ้าอย่างนั้น รอแปปหนึ่งแล้วกันเดี๋ยวผมไปผัดข้าวมาให้” สุดท้ายก็เอ่ยออกมาเพราะตนเองยังไม่ได้กินข้าวเย็นเช่นกัน คนที่เดินเข้าห้องครัวได้ยินเสียงสั่งแว่วๆ ว่าไม่ใสหอมหัวใหญ่จนทำให้ชายหนุ่มส่ายหน้ากับความเอาแต่ใจของเปรมมิกา

                “ของง่ายๆ แบบนี้คุณคงจะกินได้นะ” ภามวางจานข้าวผัดพร้อมกับน้ำให้หญิงสาว เปรมมิกาไม่ได้ตอบอะไรนอกจากกลืนน้ำลายกับกลิ่นหอมๆ ของข้าวผัดที่อยู่ตรงหน้า “อย่าลืมกินยาล่ะ” บอกหลังจากกินข้าวหมดจาน

                คนฟังนิ่งไม่ตอบแต่เมื่อชายหนุ่มเดินออกไปหญิงสาวหยิบยาใส่ลงแก้วน้ำที่เหลืออยู่ปล่อยให้ละลายจากนั้นก็จัดการเอาไปรดน้ำต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆ ทันที เธอไม่ชอบการกินยาที่สุดในชีวิต ร่างบางพยายามลุกขึ้นเดินกลับไปยังห้องของตัวเองอย่างลำบากเพราะยังปวดข้อเท้าอยู่มาก เมื่อเข้าห้องมาหญิงสาวเดินเลยเข้าไปในห้องน้ำจัดการกับตัวเองก่อนจะล้มตัวนอนบนเตียงใหญ่ไม่นานก็หลับไป

                ทางด้านภามหลังจากล้างจานเสร็จก็กลับมายังห้องนั่งเล่นอีกครั้งเมื่อไม่เห็นใครบางคนก็พอจะเดาได้ว่าเธอคงขึ้นห้องไปแล้ว ส่วนตัวเองยังนั่งอ่านเอกสารต่อจนดึกกว่าจะขึ้นห้องไปนอน

                เปรมมิกาตื่นมาแต่อาการเจ็บเท้ายังไม่ทุเลาและดูเหมือนว่าจะเจ็บกว่าเดินทว่าหญิงสาวยังพยายามเดินลงมาชั้นล่างเพราะไม่อยากอยู่แต่ในห้องนอน คนที่เริ่มหิวเดินเข้ามาในห้องครัวก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบอะไรบางอย่างขึ้นมาอ่าน

“อาหารเช้ากับยา”

ลายมือตวัดๆ บนโน้ตไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นลายมือใคร หญิงสาวนั่งลงกินข้าวจนอิ่มจากนั้นจึงไปนั่งเล่นแถวๆ สระว่ายน้ำ เพื่อวาดภาพต่อจากเมื่อวานถึงขาจะเจ็บทว่ามือยังดีอยู่ หลังวาดภาพเสร็จเปรมมิกาจึงมานอนเล่นบนเก้าอี้ตัวยาวแล้วทอดสายตามองสระว่ายน้ำด้วยความเสียดาย ตั้งใจว่าจะมาพักผ่อนแต่สุดท้ายต้องมานอนเซ็งแบบนี้

                           

            ทางด้านภูผาที่ต้องเข้าบริษัทด่วนเพราะต้องเข้าประชุมกับทางโรงแรมของเจ้าสัวชัชวาลเรื่องการออกแบบตกแต่งโรงแรมแห่งใหม่ อันที่จริงต้องเป็นหุ้นส่วนเขาทว่าทางนั้นเกิดอุบัติเหตุจึงทำให้ไม่สามารถเข้าประชุมได้

                “คุณมินครับ คุณมิน” เสียงห้าวเรียกหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังจะเข้าไปในลิฟต์

                “สวัสดีค่ะ” มินตรายกมือไหว้ชายหนุ่มตามารยาท

                “จะไปไหนครับ” ภูผาถามขึ้นเมื่อเดินเข้ามาในลิฟต์

                “ทำไมเหรอคะ คุณจะเอาไปรายงานใครเหรอคะ” มินตราถามเธอไม่อยากคุยกับเพื่อนหรือคนรู้จักของเปรมมิกาสักคน

                “ทำไมคิดอย่างนั้นละครับ แต่คุณยังไม่ตอบผมเลยนะครับว่าจะไปไหน”

                “ลงมากินข้าวค่ะ” หญิงสาวบอกในที่สุด

                “พอดีเลยครับผมกำลังหิวพอดีเลย ถ้าอย่างนั้นผมขอไปกินข้าวด้วยคนนะ” ส่งยิ้มกว้างไปให้ทำไมถึงไม่เคยยิ้มตอบเขาสักครั้งก็ไม่รู้

                “คงจะไม่สะดวกหรอกค่ะ”

                “ทำไมครับ ผมไม่ใช่โจรผู้ร้ายสักหน่อย รังเกียจกันเหรอครับ” ประโยคท้ายเสียงห้าวเอ่ยเศร้าๆ

                “เปล่าหรอกค่ะ แต่คุณกับฉันเราไม่ได้รู้จักกันขนาดนั้น”

                “ก็ไปกินข้าวด้วยกันเพื่อเพิ่มความสนิทกันไงครับ โอเคนะครับ” มัดมือชกทันที

                มินตราตวัดค้อนใส่ชายหนุ่มอย่างไม่รู้ตัว คนอยู่ในลิฟต์อีกคนสำรวจหญิงสาวเงียบๆ เปรมมิกากับมินตราหน้าตาคล้ายกันจะต่างกันตรงที่ดวงตาของมินตรารียาวเล็กกว่า และสิ่งที่คิดชดว่าเหมือนกันที่สุดน่าจะเป็นจมูกรั้นนิดๆ นั่น เมื่อลิฟต์เปิดหญิงสาวเดินออกจากลิฟต์โดยไม่สนใจว่าชายหนุ่มจะเดินตามมาหรือไม่

                หญิงสาวไม่ได้เดินไปยังห้องอาหารของโรงแรมทว่าเธอกลับเดินออกไปข้างนอกแล้วเดินไปอีกซอยที่อยู่ติดกันก่อนจะตรงร้านก๋วยเตี๋ยวไก่มะระข้างทาง มินตราหันมาเหมือนจะถามชายหนุ่มว่าสามารถกินอาหารข้างถนนแบบนี้ได้รึเปล่า

                “ของผมเอาเส้นเล็กน้ำไก่ไม่ใส่เลือดกับชาดำเย็นครับ” ชายหนุ่มหันไปสั่งกับแม่ค้า ก่อนจะเดินไปยังโต๊ะที่ว่างอยู่ไม่นานมินตราก็เดินมานั่งสมทบ

                “วันนี้ไม่มีเรียนเหรอครับ” ชายหนุ่มชวนคุยจำได้ว่าเมื่อวันก่อนที่ไปกินข้าวกับบ้านเปรมมิกาได้ยินแว่วๆ ว่ามินตรายังเรียนอยู่

                “มีตอนเย็นค่ะ”

                “เรียนอยู่ที่ไหนครับ” ยังถามต่อ แต่หญิงสาวเลือกที่จะตอบสั้นๆ แบบถามคำตอบคำเหมือนกับกำลังเล่นเกมยี่สิบคำถามกันอยู่

                “คุณมินกับเปรมเหมือนไม่ค่อยสนิทกันเหรอครับ” ภูผาถามอ้อมๆ เพราะเขาสังเกตว่าพี่น้องสองคนนี้ไม่กินเส้นกันเท่าไรนัก

                “เรื่องนี้คุณคงจะต้องไปถามทางนั้นเอาเองแล้วล่ะค่ะ” มินตราตอบ

เมื่อก๋วยเตี๋ยวมาเสิร์ฟภูผาจึงไม่ได้เอ่ยถามอะไรต่อชายหนุ่มเริ่มกินไม่นานเหงื่อก็เริ่มออกเพราะความเผ็ดของพริกที่เติมไป คนที่นั่งอีกฝั่งจึงยื่นกระดาษทิชชู่ส่งมาให้

                “ขอบคุณครับ” ภูผารับแล้วส่งยิ้มกว้างเป็นการตอบแทน หลังจากที่กินชามแรกหมดไปชายหนุ่มก็สั่งชามที่สองต่อทันที “อร่อยดีนะครับเจ้านี้ วันหลังเรามากินด้วยกันอีกไหมครับ เดี๋ยวจะได้ชวนเปรมมิกาด้วย ขานั้นชอบกินของอร่อย” ภูผาชวนหญิงสาวคุยขนาดเดินกลับโรงแรม

                “ถ้าจะมาคุณก็มากับเธอเถอะค่ะ แต่ฉันไม่รู้ว่าเธอจะกินได้นะคะของข้างถนนแบบนั้น” มินตราบอก เพราะพี่สาวร่วมบิดาเธอหัวสูงขนาดนั้น ใช้ชีวิตไม่เคยติดดินแม้แต่รถก็ราคาแพงกว่าบ้านบางหลังซะอีก จนบางครั้งเธออดค่อนแคะในใจไม่ได้ว่าเป็นพวกไม่เห็นค่าของเงิน

                “ทำไมจะไม่ได้ล่ะเปรมนะตัวติดดินเลย ถึงจะเห็นแบบนั้นก็เถอะ” ภูผาบอก

ครั้งแรกที่พบกันเขาก็นึกว่าเปรมมิกาเป็นพวกลูกคุณหนูไฮโซพวกเดินพื้นไม่ติดดิน แต่พอได้เจอได้รู้จักสนิทกันก็รู้ว่าหญิงสาวไม่ได้เป็นอย่างนั้นแม้ว่าบ้านจะมีฐานะก็ตาม แถมหญิงสาวยังไปทำงานพิเศษตามร้านอาหารถึงจะไม่จำเป็นก็ตาม

                “เหรอคะ” น้ำเสียงไม่เชื่อถามกลับ “ฉันขอตัวก่อนนะคะ” บอกแล้วเดินไปยังลิฟต์เพื่อช่วยงานบิดาต่อก่อนจะไปเรียนช่วงเย็น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 71 ครั้ง

1,566 ความคิดเห็น