คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

ลิขิตรัก จากนรก (yaoi)

ตอนที่ 5 : การล่อลวง


     อัพเดท 26 มิ.ย. 54
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/นิยายวาย
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : VIOLET RAIN ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ VIOLET  RAIN
My.iD: https://my.dek-d.com/sweetie-jun
< Review/Vote > Rating : 99% [ 10 mem(s) ]
This month views : 121 Overall : 53,899
1,271 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 764 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
ลิขิตรัก จากนรก (yaoi) ตอนที่ 5 : การล่อลวง , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 4592 , โพส : 44 , Rating : 48% / 18 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


ในความฝัน  ผมยืนอยู่ท่ามกลางลูกกลมประหลาด ที่ผมเห็นมันผ่านแว่บเข้ามาในหัวตอนที่จูบกับไคลน์  ลูกกลมพวกนั้นยังคงดึงดูดหมุนวนไปมาแบบไร้รูปแบบที่แน่นอน  แต่การที่ผมได้มายืนอยู่ตรงจุดศูนย์กลางโดยมีพวกมันวนเวียนอยู่รอบๆ ก็ทำให้ผมมองเห็นพวกมันได้ถนัดชัดเจนมากขึ้น ผมหมุนตัวไปรอบๆอย่างช้าๆ และจับตามองพวกมันอย่างตั้งใจ แล้วก็พบว่าลูกกลมพวกนั้นมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 9 ลูก  แต่ละลูกมีลักษณะเป็นกลุ่มก๊าซสีขาวหมุนวนไปมาช้าบ้างเร็วบ้าง ผมค่อยๆขยับเข้าไปแล้วเพ่งมองดูมันใกล้ๆ แล้วผมก็ต้องแปลกใจเมื่อมองเห็นอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ข้างในนั้น  แต่ยังไม่ทันที่ผมจะมองเห็นได้อย่างชัดเจนจนบอกได้ว่ามันคืออะไร ลูกบอลก๊าซลูกนั้นก็ถูกดูดให้ลอยหวือออกไป


“เดี๋ยวสิผมร้องออกมา แล้วยื่นมือออกไปคว้ามันไว้อย่างลืมตัว


ทันทีที่นิ้วของผมสัมผัสโดนกลุ่มก๊าซสีขาวนั่น ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวก็หยุดเคลื่อนไหวทันทีเหมือนกับว่าเวลาถูกหยุดเอาไว้  ผมมองไปรอบๆอย่างหวาดระแวง  แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมากไปกว่านั้น ลูกกลมแต่ละลูกลอยค้างอยู่กลางอากาศโดยไม่เคลื่อนตัวไปไหน  มีเพียงแค่กลุ่มก๊าซขาวๆที่ยังหมุนวนอยู่ภายในตัวมันเองเท่านั้นเอง


ผมหันกลับมามองลูกกลมที่อยู่ในมืออย่างตื่นเต้นนิดๆ กลุ่มก๊าซขาวๆของรูปทรงกลมลูกนี้หมุนวนเวียนไปมาอย่างรวดเร็วมาก  ผมจ้องมองอย่างพิจารณา แล้วก็ต้องแปลกใจอย่างมากที่สิ่งที่ผมเห็นแว่บๆในตอนแรกนั้นคือภาพของคน
!


ผมก้มหน้าเข้าไปใกล้มากยิ่งขึ้น  ดวงตาเบิกกว้างอย่างตื่นเต้นสนใจ  แล้วผมก็รู้สึกเหมือนร่างกายถูกดูดเข้าไปในกลุ่มก๊าซสีขาวนั่น  และในเวลาต่อมา ผมก็พบว่าตัวเองได้เข้ามาดูชีวิตของผู้ชายคนหนึ่งที่เกิดขึ้นในยุคราวๆคริสต์ศตวรรษที่
18  เริ่มตั้งแต่ตอนที่เขาเป็นทารกอยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็นแม่  เติบโตขึ้นเป็นวัยรุ่น  จนกระทั่งเป็นชายหนุ่มเต็มตัว มีคนรัก และเข้าร่วมในสงครามอิสรภาพของสกอตแลนด์ 


ผมเฝ้ามองเขาอยู่ข้างๆตลอดเวลาที่เหตุการณ์เหล่านั้นผ่านเข้ามา  และมีบางครั้งที่ผมก็อดรู้สึกขึ้นมาไม่ได้ ว่าเขาก็รู้สึกอยู่เหมือนกันว่ามีผมเฝ้ามองดูเขาอยู่ เขาฉลาด ลุ่มลึก และกล้าหาญ  ผมเผลอลุ้นและเอาใจช่วยเขาทุกครั้งที่เขาต้องเข้าร่วมต่อสู้และรวบรวมกำลังเพื่อต่อต้านฝ่ายอังกฤษที่ยกกำลังเข้ามาย่ำยีสกอตแลนด์ในขณะนั้น  เหงื่อผมซึมออกมานิดๆตามไรผมและเหนือริมฝีปากเนื่องจากความตื่นเต้น  เพราะถึงแม้มันจะเป็นแค่ภาพในความฝัน แต่มันก็เหมือนจริงอย่างมากจนพูดไม่ถูก  ใจผมเต้นแรงและมีความรู้สึกร่วมไปด้วยตลอดเวลาที่มองสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นตรงหน้า ทั้งสงคราม การสู้รบ การวางแผน ความโหดร้ายและความเจ็บปวด  มันเหมือนกับว่าผมไปยืนอยู่ท่ามกลางเหตุการณ์พวกนั้นกับคนเหล่านั้น และเฝ้ามองดูพวกเขาเข่นฆ่ากันอย่างโหดเหี้ยม


แล้วผมก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อทหารอังกฤษคนหนึ่งแทงดาบทะลุหัวใจของชายคนที่ผมเฝ้าดูเขาอยู่  ดวงตาของเขาเบิ่งค้างและมองตรงมาข้างหน้าเหมือนเขาเพิ่งจะมองเห็นผมจริงๆเป็นครั้งแรก   ร่างเขาทรุดลงกับพื้นในท่านั่งคุกเข่า  ผมถึงกับหายใจไม่ออกเมื่อเห็นดาบเล่มนั้นค่อยๆถูกดึงออกโดยมีหยดเลือดสีแดงเข้มไหลย้อยลงไปตามคมดาบ ผมอ้าปากค้างอย่างตื่นตะลึงเมื่อเห็นทหารอังกฤษคนเดิมเงื้อดาบขึ้น


แล้วเขาก็ฟันฉับลงมา


“ไม่!!!!!”


ผมตะโกนออกมาสุดเสียงและยื่นมือออกไปข้างหน้า  แต่ร่างผมกลับถูกดึงให้หลุดออกมาจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว  แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังทันที่จะมองเห็นคมดาบที่ฟันลงมาและเลือดสีแดงฉานที่พุ่งออกมาจากลำคอของชายคนนั้น


ผมกลับมายืนตัวสั่นอยู่ที่เดิม ในขณะที่ลูกกลมที่ผมยึดไว้เมื่อครู่หลุดลอยจากอุ้งมือไปวนเวียนอยู่กับลูกกลมลูกอื่นๆ  เมื่อครู่ผมคงตกใจมากจนเผลอปล่อยมือจากมัน และพาตัวเองกลับมา ณ.จุดเดิม  ผมพยายามควบคุมสติอารมณ์และสูดลมหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ จนจังหวะการเต้นของหัวใจกลับมาเกือบเท่ากับปกติ ฝ่ามือของผมเย็นและชื้นเหงื่อ ภาพที่เห็นเมื่อกี้นี้ยังคงติดอยู่ในสมองของผม  สงครามไม่มีวันโหดร้ายต่อความรู้สึกมากเท่าที่มันควรจะเป็น จนกว่าเราจะได้ไปยืนอยู่ตรงนั้นและเห็นมันเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา


ผมหันไปมองกลุ่มก๊าซทรงกลมที่เหลือที่ยังคงโคจรอยู่รอบๆตัวผม และยื่นมือออกไปอีกครั้งเพื่อสัมผัสลูกกลมลูกใหม่ และพอมันเข้ามาอยู่ในมือผม พวกมันก็หยุดเคลื่อนไหวเหมือนที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้า ผมมองผ่านกลุ่มก๊าซเข้าไปจนเห็นภาพบุคคลอีกคนหนึ่งที่อยู่ในนั้น ผมมองดูเรื่องราวของเขาอยู่พักใหญ่แล้วก็ปล่อยมือโดยที่ไม่ได้ดูจนถึงตอนจบ  ผมทำแบบนั้นกับกลุ่มก๊าซทรงกลมทุกลูกที่เหลือจนครบหมดทั้ง
9 ลูก  แล้วพอถึงตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น ผมก็ลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับคำถาม


คนพวกนั้นคือใคร
? เกี่ยวข้องยังไงกับไคลน์? และทำไมผมถึงต้องฝันเห็นพวกเขา?


ผมเก็บคำถามเหล่านั้นไว้ในใจ และตั้งใจว่าถ้าเจอไคลน์เมื่อไหร่ผมจะถามเขาทันที  ผมค่อนข้างเชื่อว่าสิ่งที่ผมฝันน่ะไม่ใช่ความคิดฝันเพ้อเจ้อไปเรื่อยเปื่อย เพราะท่าทีตลอดจนคำพูดของไคลน์มันแสดงออกอย่างชัดเจน ว่าผมได้ล่วงล้ำเข้าไปรู้เห็นอะไรบางอย่างที่ไม่ควรรู้  และนั่นก็ทำให้ผมครุ่นคิดถึงมันอยู่แทบจะตลอดเวลา 


บรรดาผู้คนที่ผมเห็นในกลุ่มก๊าซขาวๆนั่น มีทั้งพ่อค้า นักบวช วาทยกร ทหาร หรือแม้แต่ชาวนา  แต่ดูแล้วผมแทบไม่เจอความเกี่ยวข้องอะไรระหว่างพวกเขาเลย  พวกเขาเกิดในช่วงเวลาต่างยุคต่างสมัย  ต่างเชื้อชาติ และวิถีชีวิตก็ไปกันคนละแบบ ไร้การเชื่อมโยงถึงกันโดยสิ้นเชิง  แต่ก็ยังมีอยู่อย่างหนึ่งที่ผมจับสังเกตได้ นั่นก็คือผมสังเกตเห็นว่าความเร็วในการหมุนวนของกลุ่มก๊าซมีความสัมพันธ์กับช่วงเวลาที่เกิดขึ้นและการรับรู้ของผม   เพราะยิ่งช่วงเวลาที่เกิดขึ้นนั้นห่างไกลจากปัจจุบันไปมากเท่าไหร่  ภาพที่ผมเห็นซึ่งแสดงให้เห็นถึงชีวิตของคนคนนั้น ก็จะผ่านสายตาผมไปอย่างรวดเร็วมากเท่านั้น


อย่างในลูกกลมก๊าซลูกแรกที่ช่วงเวลาย้อนไปไกลถึงคริสต์ศตวรรษที่
18  เรื่องราวของเขาก็ผ่านเข้ามาในสายตาผมอย่างรวดเร็วและรวบรัดเหมือนกับว่าผมใช้เวลาดูมันให้จบได้ในเวลาพอๆกับดูหนังสักเรื่อง  ในขณะที่บุคคลในกลุ่มก๊าซกลุ่มอื่นๆ ที่เรื่องราวของเขาเกิดขึ้นห่างไกลจากเวลาปัจจุบันน้อยกว่านั้น   เรื่องราวของพวกเขาก็จะผ่านเข้ามาในความรับรู้ของผมช้าลงตามลำดับของช่วงเวลา โดยเฉพาะในลูกกลมลูกสุดท้ายที่มีกลุ่มก๊าซหมุนวนอย่างช้าๆและอ้อยอิ่ง  มันเป็นเรื่องราวในชีวิตของผู้ชายชาวอิตาเลียนคนหนึ่งที่น่าจะเกิดขึ้นก่อนสมัยปัจจุบันไม่นานนัก ดูเหมือนเขาจะเป็นผู้มีอำนาจหรือไม่ก็นักธุรกิจที่มีฐานะ  ผมเห็นภาพเขาเจรจาธุรกิจเกี่ยวกับการค้าบางอย่างอยู่ในห้องส่วนตัวของโรงแรมหรูแห่งหนึ่ง  จากนั้นก็เห็นภาพเขานอนแช่น้ำอุ่นอยู่ในอ่างพร้อมกับดูหนังไปด้วย  และผมจำได้ว่าผมเคยดูหนังเรื่องนี้มาครั้งนึงแล้วเมื่อตอนเป็นเด็ก และนั่นก็แสดงว่าเหตุการณ์ที่ผมเห็นน่าจะเกิดขึ้นก่อนเวลาปัจจุบันไม่เกิน 10-15 ปี  ภาพของเขาผ่านสายตาผมไปอย่างช้าๆ ไม่ได้รวบรัดตัดตอนเท่าภาพที่เห็นในลูกบอลก๊าซลูกอื่นๆ


ผมพยายามสลัดความหมกมุ่นในเรื่องนี้ออกจากหัว และรวบรวมสมาธิให้จดจ่ออยู่กับงานที่ต้องทำ  ผมทำงานไปเรื่อยๆทั้งวันจนกระทั่งใกล้จะถึงเวลาเลิกงาน แล้วผมก็เห็นวอลเตอร์ ฮันต์ เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งเดินมาหยุดอยู่ตรงโต๊ะทำงานของเทอเรนซ์ พร้อมกับเคาะม้วนกระดาษในมือลงบนโต๊ะของเทอเรนซ์ ไปด้วย


“ถามจริงๆเถอะเทอเรนซ์   ไอ้รายงานในมือฉันนี่ นายเขียนมันขึ้นมาเอง รึไปจ้างให้เด็กไฮสคูลเขียนเขามองม้วนกระดาษในมือแล้วมองหน้าเทอเรนซ์ อย่างดูถูก “ทำไมมันถึงได้ตื้นเขินห่วยแตกได้ขนาดนี้


เทอเรนซ์เงยหน้าขึ้นมองวอลเตอร์  เขากัดฟันกรอดเหมือนกำลังโกรธแต่ก็ต้องพยายามข่มความรู้สึก
“ก็ฉันไม่ถนัดเรื่องนี้ แต่นายก็ยังจะให้ฉันเป็นคนทำ”


“เหรอ วอลเตอร์เลิกคิ้วด้วยท่าทางยะโส “แค่บอกว่าไม่ถนัดก็ไม่ต้องทำงั้นเหรอ? ง่ายดีนะ  ในขณะที่คนอื่นต้องพยายามทุ่มเททำงานกันอย่างเต็มที่ แต่นายกลับคอยเอาแต่หาข้ออ้างโยกโย้ที่จะไม่รับผิดชอบอะไร โดยการพูดว่าไม่ใช่งานที่ตัวเองถนัด”


“ฉันก็พยายามอย่างเต็มที่แล้วเหมือนกัน และมันคงจะออกมาดีกว่านี้ ถ้านายไม่เอางานที่ฉันมีความถนัดไปให้คนอื่นทำ แล้วก็เอางานที่ฉันไม่ชำนาญมาโยนให้ฉัน” เทอเรนซ์พูดเสียงสั่น


“ไม่ชำนาญก็หัดพยายามทำให้ชำนาญซะสิ  ไม่ใช่ทำตัวเป็นปรสิตขององค์กร” วอลเตอร์โยนม้วนกระดาษลงบนโต๊ะของเทอเรนซ์อย่างรังกียจ “วิเคราะห์แล้วเขียนมันขึ้นมาให้ฉันใหม่  และกรุณาทำให้ฉันเชื่อด้วย ว่ามันกลั่นกรองออกมาจากมันสมองอันชาญฉลาดของคนระดับปัญญาชน อย่าให้ฉันต้องนึกดูถูกนายมากไปกว่านี้ ว่านายคงจ่ายเงินซื้อปริญญาบัตร ไม่ใช่เรียนจบมหาวิทยาลัยมาจริงๆ และขอพูดตรงๆเลยนะ ว่าถ้าฉันมีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการของที่นี่ ฉันคงบอกให้นายเก็บข้าวของออกไปตอนนี้เลย”


เทอเรนซ์ถึงกับเนื้อตัวสั่นด้วยความโกรธ  แต่วอลเตอร์ก็แค่แสยะยิ้มให้เทอเรนซ์และมองเขาด้วยสายตาข่มขู่เล็กๆ ก่อนจะเดินออกมาอย่างไม่สะทกสะท้าน  และพอเขาเดินผ่านโต๊ะผม เขาก็หันมาทางผมและพูดขึ้น


“เออนี่... แมตต์ การประชุมกลางเดือนนี้ ศาสตราจารย์อัลเบิร์ตจะเสนอชื่อแต่งตั้งฉันอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรให้เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบเรื่องม้วนหนังสือเดดซีรองจากท่าน  นายคงไม่มีปัญหาอะไรใช่มั้ย เขาพูดกับผมด้วยท่าทางปกติ ผิดกับที่เห่าใส่เทอเรนซ์เมื่อกี้นี้ลิบลับ


“โอเคอยู่แล้ว” ผมตอบ “นายช่วยเรื่องนี้มาตั้งแต่แรก ก็สมควรแล้วที่นายจะรับตำแหน่งนี้”


“อืม” วอลเตอร์ยิ้มให้ผม รอยยิ้มของเขาดูเป็นมิตรจนผมไม่ไว้ใจ “แล้ว..  คูเปอร์เพื่อนของนายล่ะ เขาก็ช่วยอำนวยความสะดวกหลายอย่างให้กับโครงการนี้ นายแน่ใจเหรอว่าเขาจะไม่อยากเข้ามามีส่วนในเรื่องนี้แบบเต็มตัวบ้าง


ผมเข้าใจความคิดของเขาในทันที ผมยิ้มให้เขาเล็กน้อยและตอบออกไป
“ไม่มีทาง  คูเปอร์ทำเรื่องนี้เพราะชอบและมีความนับถือในตัวศาสตราจารย์อัลเบิร์ต เขาไม่สนเรื่องยศตำแหน่ง ขอแค่ให้ได้สนับสนุนเท่าที่พอจะทำได้ เพราะเขาเองก็มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในธุรกิจของตัวเองมากพออยู่แล้ว”


“ฉันก็ว่างั้น” วอลเตอร์ตบลงบนบ่าผมเบาๆ “พรุ่งนี้เจอกัน”


แล้วเขาก็เดินออกไป โดยมีสายตาจงเกลียดจงชังของเทอเรนซ์มองตามไปด้วย


“ฉันโคตรจะเกลียดไอ้หมอนี่เลย” เทอเรนซ์ส่งเสียงรอดไรฟันออกมาแล้วเดินมาหาผม


“เอาน่า อย่าไปสนใจคำพูดของเขาเลย นายไม่ได้แย่ขนาดที่เขาว่าหรอก  จริงๆนะ” ผมพูดปลอบใจเทอเรนซ์  ซึ่งก็ทำให้เขามีสีหน้าดีขึ้นนิดหน่อย


วอลเตอร์เป็นลูกชายของผู้อุปถัมภ์รายใหญ่รายหนึ่งของสถาบันค้นคว้าประวัติศาสตร์และวิจัยวัตถุโบราณ  เขาเรียนจบและเข้ามาทำงานที่นี่ทีหลังผมหนึ่งปี วอลเตอร์เป็นคนเก่ง กระตือรือร้นและฉลาดเฉลียว เขาใช้เวลาไม่ถึง
3 ปี ก็ก้าวกระโดดแซงหน้าเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆขึ้นมาอยู่ตำแหน่งพอๆกับผม  และถึงแม้จะมีข้อครหาว่าเป็นเพราะเงินบริจาคก้อนโตของพ่อเขา แต่ผมรู้ดีว่าไม่ใช่  วอลเตอร์เก่งจริงและมีความตั้งใจรวมทั้งทะเยอทะยานมากกว่าเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆหลายเท่า  แต่เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างมาก ว่าเขาเยอหยิ่งและมีมนุษย์สัมพันธ์แย่เหลือรับ รวมทั้งชอบทำตัวไม่เห็นหัวคนอื่นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ด้อยความสามารถกว่าเขา ซึ่งวอลเตอร์จะสังเกตจุดอ่อนของคนแบบนั้นได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าไฮยีน่าได้กลิ่นความอ่อนแอ และเขาก็ไม่เคยทิ้งโอกาสที่จะหยามหยันเท่าที่จะทำได้  วอลเตอร์ก็เลยเป็นคนเก่งที่เพื่อนร่วมงานสุดจะเกลียด  แต่นั่นไม่ได้รวมถึงผม เพราะผมกับเขาเหมือนอยู่กันแบบโลกคู่ขนาน เราไม่ได้รักแต่ก็ไม่ได้เกลียดกัน


“ฉันล่ะอยากให้ศาสตราจารย์อัลเบิร์ตปลดเขาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยชะมัดเลย ให้เหลือนายคนเดียวก็พอ” เทอเรนซ์ยังไม่หายแค้น


“คงยาก” ผมพูดยิ้มๆ “เขาช่วยงานศาสตราจารย์ได้เยอะมาก คนเก่งก็มีอีโก้สูงแบบนี้แหละ นายคงต้องทำความเข้าใจธรรมชาติของคนแบบเขา”


“นายก็เก่งเหมือนกัน ไม่เห็นนายทำท่าเหมือนฉันเป็นกากเดนมนุษย์แบบที่เขาทำเลยนี่” เทอเรนซ์ไม่ลดละ


ผมหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วตบบ่าเทอเรนซ์
“เอางี้ก็แล้วกัน เผื่อมันจะช่วยให้นายรู้สึกดีขึ้น  พรุ่งนี้ฉันจะหยุดงานถอดข้อความจากบันทึกเอาไว้ก่อน  แล้วช่วยแปลอักษรภาพที่นายเคยฝากเอาไว้แทน”


เทอเรนซ์ตรงเข้ามาโอบไหล่ผมอย่างสุดแสนจะซึ้งใจ
“เยี่ยมเลยแมตต์ นายนี่มันเป็นคนดีจริงๆ” 


อืม...  ผมเป็นคนดี  ผมจะจำคำพูดนี้เอาไว้ก็แล้วกัน  และอย่าไปอธิบายให้เทอเรนซ์เสียศรัทธาจะดีกว่า  ว่าที่จริงผมก็เริ่มจะล้าและตันกับการพยายามหาความหมายที่ซ่อนอยู่ในข้อความแปลกๆของบันทึกนั่นเต็มทีแล้ว  ก็เลยอยากหันไปหาอย่างอื่นทำฆ่าเวลามั่ง


หลังจากนั้นเทอเรนซ์ก็คะยั้นคะยอให้ผมไปเป็นเพื่อนดื่มเบียร์กับเขาหลังเลิกงาน  นัยว่าเขาไม่รู้จะตอบแทนความมีน้ำใจของผมยังไงดี นอกจากเลี้ยงเบียร์ผมแบบนี้  ซึ่งจริงๆแล้วไม่จำเป็นเลย แค่เขาซื้อช็อกโกแลตสนิกเกอร์รสถั่วให้ผมสักแท่ง แล้วก็หยุดบ่นเรื่องนิสัยน่ารังเกียจของวอลเตอร์สัก
10 นาที  ก็ถือเป็นการตอบแทนที่ซาบซึ้งสุดๆแล้ว


“แม็ตต์ นายออกเสียงคัดค้านการแต่งตั้งให้วอลเตอร์เป็นผู้รับผิดชอบร่วมในโครงการม้วนหนังสือเดดซี แล้วเสนอชื่อจอร์จเข้าไปแทนไม่ได้เหรอ?  ฉันรู้ว่าเสียงของนายมีผลต่อการพิจารณาของศาสตราจารย์อัลเบิร์ตแน่” เทอเรนซ์พูดเสียงยานคางนิดๆ เมื่อเบียร์เหยือกที่สองพร่องไปกว่าครึ่ง


“ฉันจะทำแบบนั้นไปทำไม? เห็นๆอยู่ว่าวอลเตอร์มีส่วนในงานนี้มาก่อนจอร์จ   ไม่มีเหตุผลเลยที่จะไปค้าน” ผมตอบ


“มีสิ นายมีเหตุผลเพียบเลยล่ะเพื่อน”  เทอเรนซ์ชี้นิ้วขึ้นตรงหน้าผม “ถ้าม้วนหนังสือนั่นได้รับการยอมรับเมื่อไหร่  หมอนี่มีหวังดังระเบิดระเบ้อ  แค่ทุกวันนี้เขาก็กร่างคับสถาบันแล้ว ขืนให้หมอนั่นได้หน้าไปมากกว่านี้ มีหวังคงได้พองเนื้อพองตัวเบียดพวกเรา  ...เอ้ย  พวกฉันที่ถูกตราหน้าว่าเป็นปรสิตจนแบนแต๊ดแต๋ไม่มีที่ซุกหัวกันเลยล่ะ”


“ศาสตราจารย์อัลเบิร์ตต่างหากที่จะดัง ไม่ใช่เขา” ผมแย้ง


ม้วนหนังสือเดดซีที่ว่า เป็นงานการค้นพบที่สำคัญและเป็นความภาคภูมิใจอย่างมากของศาสตราจารย์อัลเบิร์ต  แทบจะเรียกได้ว่าเป็นเกียรติและมีความหมายมากที่สุดในชีวิตการทำงานของท่านเลยก็ว่าได้  เมื่อ
2 ปีก่อน ศาสตราจารย์อัลเบิร์ตได้ค้นพบม้วนหนังสือชุดนี้ในถ้ำเล็กๆตกสำรวจแห่งหนึ่งในประเทศอิสราเอล 
เป็นที่รู้กันดีว่า ม้วนหนังสือเดดซีที่เคยถูกค้นพบในประเทศอิสราเอลนั้นมีมากกว่า
900 ม้วนแล้ว  แต่ม้วนหนังสือที่ศาสตราจารย์ค้นพบนี้ ดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์ไบเบิลในส่วนที่ยังไม่เคยปรากฏมาก่อน  ศาสตราจารย์อัลเบิร์ตได้ใช้เวลาแทบจะทั้งหมดในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้ทุ่มเทให้กับการหาข้อมูลและหลักฐานมาสนับสนุนว่าม้วนหนังสือชุดนี้เป็นของจริง  แต่ถึงอย่างนั้น  การค้นพบที่มีความสำคัญระดับนี้ก็ใช่ว่าจะใช้เวลาในการพิจารณาและยอมรับจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ในเวลาแค่วันสองวัน  มันอาจเป็นเดือน เป็นปี หรือหลายปีก็ไม่มีใครรู้ได้  และผมก็เห็นว่าวอลเตอร์เป็นคนหนึ่งที่ทุ่มเทให้กับเรื่องนี้มากกว่าใครในทีม จะเป็นรองก็แค่ศาสตราจารย์อัลเบิร์ตคนเดียว ดังนั้นผมจะไม่ใช้ทัศนคติส่วนตัวมาตัดสินในเรื่องที่มีความสำคัญสำหรับศาสตราจารย์อัลเบิร์ตขนาดนี้เด็ดขาด


“ฉันจะไม่คัดค้านเขาหรอก” ผมย้ำอีกครั้งให้เทอเรนซ์ได้ยินชัดๆ


เทอเรนซ์ทำสีหน้าเจ็บปวดปนผิดหวัง และพยายามอ้าปากจะพูดขึ้นมาอีก  แต่พอเห็นผมส่ายหน้าช้าๆ  เขาก็ถอนหายใจแรง แล้วกระดกแก้วเบียร์ขึ้นมาดื่มอั้กๆจนหมดแก้ว


“ทางที่ดี ข้าว่าเจ้าควรจะฟังความคิดเห็นของเพื่อนคนนี้เอาไว้บ้างจะดีกว่า”  เสียงทุ้มๆเย็นๆลอยมากระทบหูผม พร้อมกับกลิ่นหอมจางและบรรยากาศเย็นยะเยือกที่โรยตัวเข้ามาอย่างไม่มีการเตือนล่วงหน้า


ผมนั่งตัวแข็งทื่อ มือกำแก้วเบียร์อยู่นิ่งๆโดยไม่คิดจะหันไปหาต้นตอของเสียง  ...นี่มันบ้าชะมัด  นอกจากไคลน์จะมีหน้าที่ตามเก็บดวงวิญญาณของผมถึงที่แล้ว  เขายังมีออพชั่นเสริมเป็นการบริการให้คำแนะนำในเรื่องงานแถมมาให้ผมด้วยเหรอนี่
?


“ไปให้พ้นเลยไคลน์”  ผมกระซิบกระซาบใส่แก้วเบียร์ในมือตัวเองก่อนจะยกขึ้นดื่ม


เทอเรนซ์ขยับตัวทำท่าจะรินเบียร์ให้ผมเพิ่ม แต่ผมยกมือห้ามไว้
“พอแล้วล่ะเทอเรนซ์  ฉันชักจะมึนๆหัวแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ทำงานไม่ไหว ว่าจะขอตัวกลับตอนนี้เลย”


“อ้าว  ไหงงั้นล่ะ ฉันกะจะชวนนายไปต่ออีกที่อยู่พอดีเลย” เทอเรนซ์ทำท่าผิดหวัง


“ก็อยากนะ แต่วันนี้คงไม่ไหว ไว้โอกาสหน้าก็แล้วกัน”  ผมตบฝ่ามือลงบนไหล่เขา “ขอบใจที่เลี้ยงนะ”


“ยินดีอยู่แล้ว แม็ตต์” เขายิ้มให้ผมพร้อมกับทำท่าตะเบ๊ะ


จากนั้นผมก็ออกมาจากที่นั่น แล้วเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งผมที่อพาร์ทเมนท์  ตลอดทางที่นั่งอยู่ในแท็กซี่ ผมนั่งหลับตาแล้วแสร้งทำเป็นว่าความเย็นยะเยือกที่อยู่รอบตัวผมน่ะ เกิดจากการที่คนขับแท็กซี่กดปุ่มผิด  กลายเป็นกดปุ่มเปิดแอร์แทนที่จะเป็นฮีทเตอร์


พอผมกลับมาถึงอพาร์ทเมนท์
  ผมก็โผเผไปที่ห้องนอนแล้วทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างหมดแรง


“แม็ตต์...” เสียงเรียกเบาๆดังอยู่ไม่ไกล


ผมปรือตาขึ้นมอง ก็เห็นไคลน์ยืนตรงปลายเตียงของผม
  เขาจ้องมองมาที่ผมด้วยท่าทางสงบนิ่งเหมือนเคย  แสงไฟเรืองๆจากโคมไฟถนนส่องผ่านเข้ามากระทบร่างสูงตระหง่าน กับใบหน้าซีดๆและเส้นผมสีเงินยวงบางส่วนที่ยาวโผล่พ้นผ้าคลุมศรีษะของเขาออกมา


“อือ..  ไคลน์  รู้จักมาแบบดูตาม้าตาเรือแบบนี้มั่งก็ดีแล้ว ฉันมีเรื่องจะถาม” ผมกวักมือให้เขามาใกล้ๆ “โทษทีนะที่ต้องนอนคุย แต่ฉันเมานิดหน่อยแล้วก็เพลียมาก  ไม่อยากฝืนลุกขึ้น  แต่คงไม่เป็นไรหรอกใช่มั้ย? เรามันคนกันเองอยู่แล้วนี่”


ผมพูดแบบติดประชดหน่อยๆ แต่ไคลน์คงไม่ทันสังเกตเห็น รึไม่ก็ไม่แคร์
  เขาเดินเข้ามาอยู่ข้างเตียงของผมแล้วพูดขึ้น “เจ้าสงสัยในเรื่องอะไร เจ้ามนุษย์


ผมถอนหายใจเบาๆอย่างเหนื่อยหน่าย
  ...เอาอีกแล้ว  เขาเรียกผมว่าเจ้ามนุษย์แทนที่จะเรียกชื่อผมอีกแล้ว  ไม่รู้ว่าเป็นจิตวิทยาแบบยมทูต ที่จะทำให้ดูมีระยะห่างระหว่างเรารึยังไง แต่ขอถามหน่อยเถอะ ไอ้ระยะห่างที่ว่านี่มันจะห่างได้สักแค่ไหนกันเชียว  ในเมื่อเมื่อวานลิ้นของผมยังอยู่ในปากเขาอยู่เลย


“ที่ฉันเห็นเมื่อวานนั่นมันอะไร ผมถามแบบไม่อ้อมค้อม


“เจ้าหมายถึงสิ่งที่เจ้าเห็นในฝันนั่นใช่มั้ย ไคลน์ถามเสียงเย็นเยียบ


ผมจับสังเกตได้ถึงความผิดปกติในน้ำเสียงของเขาทันที
  และมันทำให้ผมประหลาดใจพอๆกับที่ได้รู้ว่าไคลน์เข้ามาเห็นได้กระทั่งความฝันของผม


“นายรู้ได้ไงว่าฉันฝันเห็นอะไร ผมถามเสียงเครียดแบบหงุดหงิดผสมมึนหัว


ไคลน์มองตาผม
  สีหน้าของเขาดูคล้ายกับจะยิ้มเยาะ  ถึงมันจะไม่ใช่เชิงบวกแต่มันก็เป็นยิ้มชนิดหนึ่งอยู่ดี  และมันดูแปลกมากสำหรับยมทูตที่เอาแต่ทำหน้าไร้ความรู้สึกมาตลอดแบบเขา


“เจ้าคิดว่าหลังจากที่เจ้าทำแบบนั้นลงไป เจ้าจะสามารถล่วงล้ำเข้ามาดูในโลกของข้าได้เพียงฝ่ายเดียวอย่างงั้นรึ ไคลน์พูด


“หมายความว่ายังไงไคลน์ ผมถามต่อแบบไม่เข้าใจ “ฉันไปดูอะไรของนาย


“เจ้าดูชาติภพในอดีตของข้า” ไคลน์ตอบเสียงทุ้มต่ำ ดวงตาสีเงินของเขาจ้องเขม็งมาที่ผม


คำตอบของไคลน์ทำให้ผมถึงกับงงงันไปชั่วครู่
  และต่อมาก็พยายามประมวลผลจากข้อมูลที่ได้รับมาอย่างรวดเร็วเท่าที่สมองตื้อๆในตอนนั้นจะทำได้  และในที่สุดผมก็ระบายลมหายใจฟู่ออกมาทางปากอย่างทึ่งๆ “นายจะบอกว่า คนพวกนั้นที่ฉันมองเห็นในกลุ่มก๊าซขาวๆผ่านทางความฝัน  เป็นอดีตชาติของนายที่เคยเกิดเป็นมนุษย์และตายไปทั้งหมด 9 ครั้ง ก่อนที่นายจะกลายเป็นยมทูตอย่างงั้นเหรอ


ไคลน์เงียบ และมองผมด้วยสายตาตำหนิ ซึ่งผมอนุมานว่ามันเป็นการยอมรับแบบไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่


“ว้าว..  เหลือเชื่อเลย  มันเป็นแบบนั้นได้ยังไง? ทำไมฉันถึงได้เข้าไปรับรู้เรื่องของนายแบบนั้นล่ะ?


“เพราะสิ่งที่เจ้าทำ” ไคลน์ชี้หน้าผม “เจ้าเชื่อมต่อและส่งผ่านความรู้สึกอันเต็มไปด้วยกิเลสมาให้ข้า แทรกซึมเข้ามาในตัวข้าราวกับเชื้อโรคร้าย  เจ้าทำให้ข้าระลึกได้ถึงสิ่งที่ควรต้องทิ้งไปให้หมด”


ไคลน์มองผมแบบกล่าวหาเต็มที่
  แต่ขอบอกว่ามันไม่ได้ทำให้ผมสลดลงเลยสักนิด  ตรงกันข้าม มันกลับทำให้ผมลิงโลดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่  ผมเหมือนจะเคยได้ยินใครสักคนพูดว่า  การร่วมรักเป็นวิธีการหนึ่งที่จะสัมผัสได้ถึงหัวใจของอีกฝ่าย  แต่เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เอง ว่าแค่จูบก็มีอานุภาพถึงกับทำให้ยมทูตหายจากโรคความจำเสื่อมได้แล้ว  นี่ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป  หมอทั้งโลกคงหันมาจูบคนไข้แทนการสั่งยาริทาลินเพื่อช่วยรักษาอาการความจำเสื่อมในผู้ป่วยแน่ๆ


“คิดในแง่ดีสิไคลน์  รู้ก็ยังดีกว่าไม่รู้  และอีกอย่าง จะมีมนุษย์สักกี่คนกันที่ยอมเสียสละจูบยมทูต”  ตอนนี้ผมถึงกับกลั้นยิ้มไม่อยู่แล้ว  ผมดึงแขนเขาให้โน้มตัวลงมาใกล้ๆ “แต่แค่ครั้งเดียวน่ะยังไม่พอหรอก  เพราะฉันอยากรู้มากกว่านั้นอีก”


แล้วผมก็โน้มคอเขาให้ก้มหน้าลงมาหาผม
  ไคลน์ขืนตัวเอาไว้ แต่ผมก็กระซิบบอกเขา “อย่าทำแบบนี้น่าไคลน์ นายเข้ามาแทรกแซงชีวิตฉัน เฝ้ามองดูฉันโดยที่ไม่เคยขออนุญาตสักคำ  แต่นี่ฉันขอนายดีๆ นายกลับไม่ยอมจะให้ฉัน ยุติธรรมหน่อยได้มั้ยไคลน์


แล้วผมก็โน้มคอเขาลงมาหาผมจนได้ ริมฝีปากเราแตะกัน แล้วผมก็จูบเขาแบบที่เคยจูบไปเมื่อวาน แต่เพิ่มความซาบซ่านเร้าอารมณ์เข้าไปอีกหน่อย  ไม่ถึง
5 วินาที ริมฝีปากของไคลน์ก็เริ่มอุ่นขึ้นมาทีละน้อย จนในที่สุดก็ไม่ต่างอะไรกับริมฝีปากของมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อและความรู้สึก มันเกือบจะเหมือนจูบกับมนุษย์ด้วยกัน  เพียงแต่มันเคลิบเคลิ้มมากกว่า ให้ความรู้สึกลุ่มหลงมัวเมาได้มากกว่า ราวกับว่าร่างของผมถูกดึงให้ดำดิ่งลึกลงในความวาบหวามอันอิ่มเอมจนแทบไร้สติ


แต่ในที่สุดมันก็ต้องจบลง ริมฝีปากเราแยกออกจากกันอย่างอ้อยอิ่งเหมือนสียดาย  แต่ในเมื่อไคลน์ย้ำนักย้ำหนาว่าเขาไม่มีความรู้สึก ผมก็เลยขอยอมรับแต่เพียงผู้เดียวว่าผมน่ะมี  ...มีมากด้วย


“เจ้าเป็นมนุษย์ที่โง่เง่าที่สุดเท่าที่ข้าเคยเจอ ไม่ฉลาดเลยที่ทำแบบนี้” ไคลน์พูดออกมา


“เหรอ?  ไม่เห็นจะรู้สึกแบบนั้นเลย” ผมยิ้มให้เขา  รู้สึกมึนงงและง่วงขึ้นมาจนแทบทนไม่ไหว  และถึงใจผมอยากจะรุกไคลน์ต่อขนาดไหน (ซึ่งคงต้องบอกว่าขนาดหนัก) แต่สภาวะร่างกายของผมมันไม่ไหวแล้ว  ผมทิ้งแขนลงข้างตัวอย่างอ่อนเปลี้ยแล้วถามเขา “พรุ่งนี้นายจะมาอีกใช่มั้ย


“ข้าอยู่กับเจ้าเสมออยู่แล้ว แม็ตต์”
  เสียงไคลน์แผ่วเบาเหมือนมาจากที่ไกลๆ  ผมปิด
เปลือกตาลงแล้วจ่อมจมลงสู่นิทรารมย์อันแสนสุข กับความฝันที่มีเรื่องราวอดีตของไคลน์รออยู่ในนั้น

จากวันนั้นเป็นต้นมา ไคลน์กับผมก็ตกอยู่ในสถานการณ์ร่วม ที่พิลึกพิลั่นกว่าเก่า ไคลน์ยังคงพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะหลอกล่อให้ผมมอบวันเวลาที่เหลือในชีวิตผมให้กับเขา ส่วนผมเองก็พยายามอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ที่จะลูบไล้สัมผัสร่างกายของไคลน์ให้ได้มากที่สุด
  ไม่ใช่เพื่อตอบสนองความต้องการทางกายอย่างเดียว เพราะการที่ได้รุกล้ำเข้าไปดูอดีตของไคลน์ทางความฝันก็สร้างความบันเทิงใจให้ผมได้ไม่แพ้กัน มันเป็นเรื่องของอำนาจที่ผมรู้สึกว่าต้องคานกันเอาไว้ให้เทียบเท่ากันอยู่เสมอ ผมรู้ว่ามันฟังดูเหมือนการหาข้ออ้างอย่างหน้าไม่อายที่จะลวนลามไคลน์ แต่ผมจะอายทำไม? ในเมื่อไคลน์ยังไม่เห็นบ่นอะไรเลย


และอันที่จริงผมก็คิดว่าเขาค่อนข้างจะพัฒนาขึ้นด้วยซ้ำ บ่อยครั้งที่ไคลน์ทำท่าแบ่งรับแบ่งสู้เหมือนพึงพอใจที่เราแตะต้องสัมผัสกัน แต่เขาก็ยังควบคุมมันเอาไว้ในระดับหนึ่งไม่ให้มันเตลิด
  แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก ในเมื่อเรามีเวลาตลอดชีวิต(ผม)ที่จะทำแบบนั้น ผมก็ยังรอได้ เพราะถึงไคลน์จะไม่เคยตอบสนองอย่างชัดเจนจริงจังจนถึงขั้นดึงทึ้งเสื้อผ้าของเราทั้งคู่ออกจากร่าง  แต่ลมหายใจเย็นยะเยือกที่กลับกลายเป็นลมหายใจอุ่นๆตอนที่เราจูบกัน กับอุณหภูมิร่างกายของเขาที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วทุกครั้งที่ผมสัมผัสเขา ไม่ว่าจะเป็นที่ริมฝีปาก คอ อก หรือการเสียดสีบริเวณหน้าท้อง ก็บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเขาไม่ได้เย็นชาตายด้านไปหมดซะทุกเรื่อง  ไหนใครว่ายมทูตไม่มีความรู้สึก ผมล่ะอยากจะหัวเราะดังๆให้ได้ยินไปถึงโลกวิญญาณนั่นเลย  เพราะตอนนี้ผมมั่นใจว่ายมทูตของผมน่ะมีมันมากจนเกินพอด้วยซ้ำ  แค่รอเวลาอีกนิดหน่อยให้ทนเก็บกดไม่ไหว แล้วก็ระเบิดออกมาเท่านั้นเอง...


สองอาทิตย์ต่อมา
  ผมก็เริ่มรู้สึกว่าไคลน์กับผมชักจะจับทางกันและกันได้มากขึ้นทุกที  ไคลน์ไม่ได้พูดหว่านล้อมผมแบบเหวี่ยงแหอีกต่อไปแล้ว แต่เขาเลือกเรื่องที่จะมาเสนอทางเลือกให้ผมได้อย่างแม่นยำโดนใจขึ้นทุกที เรียกได้ว่าบางครั้งมันทำให้ผมเจ็บจนถึงขั้นจุกเลยทีเดียว  แต่ผมเองก็ยังคงควบคุมตัวเองให้หนักแน่นไม่ไขว้เขวได้อยู่ และพยายามเบี่ยงเบนความสนใจให้กับการเข้าไปขุดคุ้ยเรื่องราวในอดีตของไคลน์ในเวลาที่หลับแทน  ซึ่งพอมาถึงเวลานี้ ผมก็เกือบจะรู้แทบทั้งหมดแล้วว่าไคลน์เคยเป็นใคร และทำอะไรมาบ้างก่อนที่จะกลายเป็นยมทูต  จะยกเว้นก็แต่ชาติสุดท้ายที่ผมยังดูได้ไม่หมด เพราะมันค่อยๆผ่านไปแบบเนิบช้าซะเหลือเกิน 


แต่ถึงมันจะช้าขนาดนั้นผมก็ไม่ได้เบื่อ
  เพราะชาติภพสุดท้ายของไคลน์ก่อนที่จะเป็นยมทูตนั้นค่อนข้างน่าสนใจมาก  ตอนแรกผมคิดว่าเขาเป็นนักธุรกิจฐานะดีคนหนึ่ง  แต่มาตอนนี้ผมรู้แล้วว่าไม่ใช่  เขาเป็นมาเฟียซิซิเลียนที่กำลังเจรจาเกี่ยวกับธุรกิจผิดกฏหมายกับคนกลุ่มหนึ่ง ที่ดูแล้วน่าจะเลวพอๆกันรึไม่ก็มากกว่า และต้องขอบอกว่ารูปลักษณ์ของไคลน์ในชาติภพนี้เรียกได้ว่าดึงดูดใจจนถึงขั้นบาดอารมณ์  เขาเป็นอิตาเลียนที่มีใบหน้าหล่อเข้ม คิ้วดก ตาสวยแต่คมกริบดูมีอำนาจ  มาดของเขาลุ่มลึกยังกับเดินออกมาจากหนังเรื่องเดอะก้อดฟาเธอร์ ในบทของตัวละครที่ชื่อไมเคิล คอลิโอเน่


“ไคลน์ นายว่าไมเคิล ...เอ้ย!  ตัวนายเองในชาติสุดท้ายก่อนเป็นยมทูตนั่น  ท้ายที่สุดแล้วเขาจะยอมตกลงร่วมมือค้าอาวุธสงครามกับคนพวกนั้นรึเปล่า ผมถามไคลน์ในเช้าวันหนึ่ง ขณะที่กำลังเดินจากลานจอดรถไปยังอาคารสถาบันค้นคว้าประวัติศาสตร์และวัตถุโบราณ


“ข้าไม่รู้” ไคลน์ตอบ


“ไม่รู้หรือไม่อยากบอกกันแน่” ผมแค่นหัวเราะ “จะโกหกไปทำไมในเมื่อยังไงๆเดี๋ยวฉันก็ต้องรู้อยู่ดี”


“ข้าจำไม่ได้ นั่นเป็นความสัตย์ และยมทูตไม่พูดโกหก”   ไคลน์ตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา


ผมหัวเราะออกมาแบบขำๆ
“ไม่อยากจะเสียมารยาทเลยนะ  แต่มันจะไม่ฟังดูดีไปหน่อยเหรอ? สำหรับคนที่มีอาชีพในสายงานเดียวกับฆาตกร”


ไคลน์ไม่สนใจคำพูดถากถางของผม เขาเดินเคียงข้างผมมาจนถึงประตูทางเข้า และในขณะที่ผมกำลังจะก้าวเข้าไป ไคลน์ก็พูดขึ้น
“แม็ตต์ วันนี้เจ้าจะมีส่วนในการตัดสินใจในเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง และข้าอยากให้เจ้าไตร่ตรองให้ดีก่อนจะตอบอะไรออกไป”


ผมชะงัก บ่ายนี้ผมจะมีการประชุมร่วมกับคณะกรรมการและผู้ที่เกี่ยวข้องของสถาบัน ซึ่งจะมีการรายงานถึงผลการทำงานและความคืบหน้าของงานแต่ละอย่างในระยะนี้ รวมทั้งจะมีการเสนอชื่อแต่งตั้งคนที่จะรับผิดชอบในงานบางชิ้นด้วย


“อะไรกันไคลน์  เข้ามาวุ่นวายในเรื่องงานของฉันอีกแล้วเหรอถามจริงๆเถอะ วอลเตอร์ไปทำอะไรให้นายโกรธ? นายถึงเชียร์ให้ฉันขัดแข้งขัดขาเขานัก  รึนายแอบไปรับสินบนจากเทอเรนซ์ลับหลังฉันผมพูดติดตลก


“แค่ต้องยุ่งกับเจ้าเพียงคนเดียว ข้าก็เสียเวลามากเกินไปแล้ว”  น้ำเสียงของไคลน์ฟังดูกระด้างหู


"คิดได้อย่างงั้นก็ดี
” ผมพยักหน้าหงึกหงัก แล้วเดินเข้าไปในส่วนสำนักงาน “เพราะนายจะเสียเวลามากขึ้นไปอีก ถ้ายังพยายามเข้ามาสอดแทรกเรื่องงานของฉัน  ทางที่ดีถ้านายอยากเข้ามายุ่งเกี่ยวนัก ก็ไปยื่นใบสมัครที่ฝ่ายบุคคลเลยสิ  แต่อาจจะลำบากนิดนึงนะ เพราะบุคลากรในองค์กรเราไม่คุ้นเคยกับการทำงานร่วมกับยมทูต”


ผมเดินเข้าไปจนถึงโต๊ะทำงานและนั่งลงบนเก้าอี้ของตัวเอง และถอดบลูทูธ(ที่ไม่ได้ใช้งานอยู่จริงๆ)ออกจากหู เพื่อให้ไคลน์รู้ว่าผมต้องการยุติการสนทนากับเขาแล้ว


“เจ้าต้องไคร่ครวญให้ดีนะแม็ตต์ เพราะมันจะเกิดผลลัพธ์ที่เจ้าไม่ชอบใจเท่าไหร่” ไคลน์ยังไม่ยอมเลิกรา


ผมเงยหน้าขึ้นมองเขา ชักจะเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาแล้ว ผลลัพธ์ไม่ดีแบบไหนกันที่จะเกิดกับผม
โดนเทอเรนซ์บ่นให้ฟังจนหูชารึยังไง?


“ไคลน์” ผมพูดเบาๆแบบระวังไม่ให้คนอื่นมาได้ยิน แล้วจะคิดว่าผมกำลังใกล้บ้า โดยการเริ่มพูดคุยกับตัวเอง “เอาไอ้นั่นออกมาให้ฉันดูหน่อย”


“อะไร ไคลน์ถาม


“เดธโน้ต”


“เจ้าพูดถึงเรื่องอะไร


“ก็เดธโน้ตไง” ผมกระซิบกระซาบ “สมุดโน้ตที่เอาไว้บันทึกรายชื่อคนที่นายต้องไปตามเอาวิญญาณไง  ขอยืมดูหน่อยสิ”


ไคลน์เงียบ เขามองหน้าผมนิ่ง และถึงไคลน์จะยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์อย่างที่เคยเป็น แต่แววตาของเขาในตอนนี้มันบ่งบอกว่าเขากำลังคิดว่าผมงี่เง่า


“เอาน่า  ฉันไม่บอกใครหรอก” ผมยังคงพูดต่อ เพราะการยั่วให้ยมทูตโมโห ถือเป็นความบันเทิงชนิดใหม่ที่ผมกำลังโปรดปราน “แต่อันที่จริงพวกเราชาวมนุษย์รู้ความลับนี้มาพักใหญ่แล้วนะ”


...ได้ผล
  ไคลน์มีสีหน้ารำคาญขึ้นมาในทันที เขาเบนสายตาไปทางอื่นแล้วก็ค่อยๆเลือนหายไปจากสายตาผม


เฮอะ... ไหนว่ายมทูตไม่มีอารมณ์ความรู้สึกไง
?


และในช่วงบ่ายของวันนั้น ก่อนที่จะถึงเวลาประชุมราว 20 นาที ศาสตราจารย์อัลเบิร์ตก็เรียกผมเข้าไปพบในห้อง


“นั่งสิแม็ตต์”  ศาสตราจารย์อัลเบิร์ตพูดกับผม หลังจากที่ผมเดินผ่านประตูเข้าไปยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานของท่าน


ผมนั่งลงบนเก้าอี้บุนวมสีดำแล้วมองดูท่าน
  ศาสตราจารย์อัลเบิร์ตเป็นชายสูงวัยที่ยังดูแข็งแรงและกระฉับกระเฉงอยู่มาก และถึงแม้เส้นผมกับหนวดเคราของท่านจะกลายเป็นสีขาวไปหมดแล้ว แต่ดวงตาสีฟ้าครามที่อยู่หลังกรอบแว่นก็ยังดูสดใสและอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงอยู่เสมอ


“แม็ตต์ เธอคงพอเดาได้สินะ ว่าฉันรียกเธอมาทำไม”  ท่านถามผมด้วยทุ้มๆที่ฟังดูอ่อนโยน


“ผมไม่ทราบครับ”  ผมตอบ


“ฮืม...  อย่าแกล้งถ่อมตัวไปเลยแม็ตต์” ศาสตราจารย์อัลเบิร์ตส่ายหน้าช้าๆ  แล้วมองลอดแว่นมายังผมแบบรู้เท่าทัน “เธอรู้ดีว่าฉันเรียกเธอมาทำไม  เอาลูกอมหน่อยมั้ย

ประโยคสุดท้ายท่านพูดขึ้นพร้อมกับยื่นลูกอมรสมิ้นต์มาให้ผม 


“ขอบคุณครับ” ผมรับมันมาแล้วแกะห่อหยิบลูกอมเข้าปาก  มันเย็นซ่าสบายลิ้น เหมือนวันแรกที่ผมมานั่งอยู่ตรงนี้เมื่อ 4 ปีก่อน


“เธอก็รู้ว่าฉันโปรดปรานเธอเป็นพิเศษมาตั้งแต่ตอนที่เธอยังเรียนอยู่” ศาสตราจารย์อัลเบิร์ตประสานมือไว้ตรงหน้า แล้วโน้มตัวเข้ามาหาผม “เธอเป็นลูกศิษย์ที่น่าสนใจและค่อนข้างโดดเด่น  เธอยโสแต่ก็อ่อนน้อมถ่อมตนเมื่อถึงเวลาที่ควรทำ  เชื่อมั่นในความคิดตัวเองแต่ก็ไม่ครอบงำความคิดของคนอื่น  ฉลาดเฉียบคม เหมือนเพชรที่พอเจียระไนแล้วก็ยิ่งส่องประกาย”


“ตกลงท่านอยากให้ผมทำอะไรเหรอครับ? มาถึงตอนนี้ผมคงยินดีทำให้ท่านได้หมด”  ผมพูดยิ้มๆ


ศาสตราจารย์อัลเบิร์ตหัวเราะออกมาเสียงดัง รอยยับย่นรอบดวงตาของท่านดูลึกและมองเห็นได้ชัดยิ่งขึ้น
  แต่มันกลับทำให้ใบหน้าของท่านดูน่ามองยิ่งขึ้นกว่าเดิม เหมือนกับคุณลุงใจดีที่จะแปลงร่างเป็นซานตาคลอสในวันคริสต์มาส ถ้าเพียงแต่ท่านจะอ้วนกว่านี้ และดูมีสง่าราศีน่าเกรงขามน้อยกว่านี้


“เอาล่ะ ฉันจะข้ามส่วนที่ฉันเอ็นดูเธอเหมือนลูกหลาน แล้วไปคุยเรื่องที่ฉันเรียกเธอมาเลยก็แล้วกัน  แม็ตต์ ไหนลองบอกมาซิ ว่าเธอมีเหตุผลอะไรที่จะมาคัดค้านไม่ให้ฉันเลือกวอลเตอร์แทนคนอื่นในการประชุมวันนี้รึเปล่า รึถ้าเธอมีใครที่คิดว่าเหมาะสมกว่านี้ ก็ลองบอกชื่อมา ฉันอยากฟังความเห็นเธอ”


ผมนั่งนิ่ง พิจารณาเหตุผลต่างๆที่จะมาแย้งว่าวอลเตอร์ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้
  เขาค่อนข้างเย่อหยิ่งอวดดี ซึ่งมันอาจจะสร้างความขุ่นใจให้กับเพื่อนร่วมทีมได้  แต่ผมกลับคิดว่าในข้อเสียนั่นมีข้อดีมาด้วยพร้อมๆกัน  เพราะภายใต้การควบคุมของศาสตราจารย์อัลเบิร์ต วอลเตอร์จะไม่กล้าอวดศักดาเท่าที่เขาอยากจะทำ  แต่จะใช้ศักยภาพที่มีในตัวทุ่มเทให้กับงานอย่างเต็มที่เพื่อให้สมศักดิ์ศรีคนอย่างเขา และเพื่อพิสูจน์ว่าเขามีค่าคู่ควรที่จะยืนอยู่ในลำดับถัดจากศาสตราจารย์อัลเบิร์ต  และนั่นจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการทำงานอย่างกระตือรือร้นในทีมงานโดยรวม  และงานนี้จะต้องไปได้ดีแน่  ผมคิดแบบนั้น  

วูบหนึ่งผมนึกถึงคำเตือนของไคลน์ขึ้นมา
  และรู้สึกไม่มั่นใจในการตัดสินใจของตัวเอง  แต่พอมานึกดีๆว่าไคลน์คือผู้ที่รอจะเอาวิญญาณผม และรอวันที่ผมพลาดพลั้ง เพื่อที่เขาจะได้ฉวยโอกาสนั้นทำสิ่งที่เขาต้องการ  ดังนั้น การเชื่อไคลน์ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาปืนจ่อหัวตัวเองแล้วลองเหนี่ยวไกดูเล่นๆ  ผมก็เลยสลัดความคิดนั้นออกไป


“ผมว่าวอลเตอร์เหมาะสมดีแล้วครับ” ผมตอบออกไปในที่สุด


ศาสตราจารย์อัลเบิร์ตเอานิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ ท่านมองผมอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยื่นมือมาวางที่บ่าผม ฝ่ามือนั้นมีน้ำหนักและให้ความรู้สึกอบอุ่น
“ขอบใจมากไอ้ลูกชาย  ออกไปเตรียมตัวเถอะ ใกล้ถึงเวลาประชุมแล้ว”


จากนั้นผมก็เดินออกมาจากห้องทำงานของศาสตราจารย์อัลเบิร์ต และมองเห็นคูเปอร์ยืนกอดอกพิงโต๊ะทำงานรอผมอยู่


“เป็นยังไงมั่ง คูเปอร์ถามขึ้นทันทีที่ผมเข้าไปใกล้พอ


“ก็คงเป็นวอลเตอร์นั่นแหละ”  ผมตอบ


คูเปอร์โบกมืออย่างหงุดหงิด
“ฉันไม่สนใจเจ้าวอลเตอร์อะไรนั่นหรอก”


“เหรอ? ฉันนึกว่านายอุตส่าห์สละเวลามาร่วมเข้าประชุมวันนี้  เพื่อดูว่าทางเราใช้เงินสนับสนุนของนายได้อย่างมีประสิทธิภาพรึเปล่าซะอีก”


คูเปอร์กอดอกอีกครั้งและมองผมแบบคาดคั้น
“แม็ตต์  บอกฉันมาดีกว่าว่านายยังดีอยู่  รึว่ามันเกิดเรื่องหายนะไปถึงไหนแล้ว หลังจากที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับ..”  คูเปอร์ลดเสียงลงเหลือแค่เสียงกระซิบ  “เอ่อ...  ยมทูตนั่น”


“หมายถึงไคลน์น่ะเหรอ ผมยิ้มให้เขา “ก็ยังโอเคอยู่นะ”


คูเปอร์ชักสีหน้า
“นี่สนิทสนมถึงกับเรียกชื่อกันแบบนี้แล้วเหรอ? อีกหน่อยฉันต้องเตรียมตัดชุดเพื่อนเจ้าบ่าวมั้ยแม็ตต์  หมอนั่นมันตัวอันตราย  นายอย่าไว้ใจเขาเป็นอันขาด”


“ฉันไม่เคยไว้ใจเขา” ผมตอบ  พลางรู้สึกครึ้มใจขึ้นมาเล็กน้อยที่คูเปอร์พูดเหมือนไคลน์กับผมจะแต่งงานกัน  เพราะอันที่จริงผมก็แอบคิดว่าเราชักจะคล้ายคู่แต่งงานใหม่อยู่บ้างในบางวันเหมือนกัน  เพราะในบางวันที่ราบเรียบน่าเบื่อกว่าวันอื่น  ผมจะอยากเลิกงานแล้วกลับบ้าน เหมือนสามีที่รีบกลับบ้านไปหาภรรยาที่แสนอ่อนหวานที่รอเขาอยู่  แต่ต่างกันอยู่นิดหน่อยตรงที่ว่า ไคลน์ไม่ค่อยจะทำตัวน่ารักเหมือนภรรยาแสนดีที่เห็นอยู่ในซีรี่ส์ครอบครัวสักเท่าไหร่  เพราะแทนที่เขาจะเตรียมมื้อเย็นเลิศรสไว้รอผม เขากลับยืนเฉยๆดูผมทำอาหารให้ตัวเอง  และในเวลาที่ภรรยาดีๆควรซักถามถึงงานของสามี เพื่อที่เธอจะได้สนับสนุนและให้กำลังใจเขา  ไคลน์กลับชวนผมพูดคุยในเรื่องต่างๆเพื่อหาโอกาสบ่อนทำลายในภายหลัง  และในเวลาที่ภรรยาจะออดอ้อนสามีเพื่อให้เขาให้เงินเธอเพิ่ม เพื่อที่เธอจะได้เอาไปปรนเปรอตัวเอง  ไคลน์กลับพูดเป็นเชิงชักจูงแกมข่มขู่ ให้ผมมอบวิญญาณให้เขา เพื่อที่เขาจะได้หมดธุระกับผมซะที   ...แต่ก็นั่นล่ะนะ คนเราจะได้อย่างใจทุกอย่างได้ไง?


“แม็ตต์  ฉันไม่ชอบเวลาที่นายเล่นกับไฟแบบนี้เลย”  คูเปอร์มีสีหน้ากลัดกลุ้ม นี่ถ้าเขาไม่ห่วงภาพพจน์ของตัวเอง ผมว่าเขาคงทึ้งผมตัวเองมันตรงนี้เลย


“วางใจเถอะน่า ฉันระวังตัวอยู่แล้ว” ผมเอามือตบลงที่อกเขาอย่างปลอบใจ “และอยากบอกให้นายรู้เอาไว้ ว่าจนถึงตอนนี้ฉันก็ยังเอาตัวรอดได้ และมีชีวิตครบถ้วนสมบูรณ์เหมือนเดิม  ไม่ได้เสียวันเวลาในอนาคตให้เขาเลยแม้แต่นาทีเดียว”


คูเปอร์มีสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย
  “แต่นายรู้ใช่มั้ย ว่าถ้าเกิดมีอะไรพลาดพลั้งขึ้นมา..”


“ฉันจะบอกนายเป็นคนแรก”  ผมชิงพูดออกมาก่อน


หลังจากนั้นเราก็ไปเข้าประชุมร่วมกับคนอื่นๆ
  และก็เป็นอย่างที่คาด วอลเตอร์ได้รับการแต่งตั้งโดยไม่มีใครคิดจะออกความเห็นคัดค้าน  หลังจากการประชุมจบลง ผมก็รวบรวมข้าวของเพื่อที่จะกลับบ้าน เพราะล่วงเลยเวลาเลิกงานมาชั่วโมงเศษแล้ว


ผมล่ำลาเพื่อนร่วมงานและขับรถกลับมาที่บ้าน
   และพอผมก้าวเข้าไปในห้องพักและเปิดไฟ  ผมก็เห็นไคลน์ยืนรอผมอยู่


“มารอรับกันอย่างนี้ ฉันก็ซึ้งใจแย่สิ”  ผมพูดพลางวางข้าวของลงที่โต๊ะ  แล้วหยิบจดหมายฉบับหนึ่งจากหลายฉบับที่วางซ้อนกันอยู่ตรงนั้นขึ้นมาดู


“เจ้าตัดสินใจได้ดี แม็ตต์”  ไคลน์พูดขึ้นมา


ผมหันไปมองเขาทันที รู้สึกเอะใจในน้ำเสียงเยือกเย็นแต่ฟังคล้ายจะพึงพอใจของเขา


“หมายความว่ายังไง ผมถาม รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีขึ้นมา


“ข้าเตือนเจ้าแล้ว  แต่เจ้าก็ไม่เชื่อใครนอกจากตัวเอง”  ไคลน์เดินเข้ามาหาผม ท่าทางของเขาดูสุขุมแต่ก็คุกคามอยู่ในที “ตอนนี้เจ้าอยากรู้ผลต่อเนื่องของมันหรือไม่


“และถ้าฉันอยากรู้ นายจะบอกมันออกมาสักทีมั้ยรึว่าจะพูดจายอกย้อนแบบนี้ไปเรื่อยๆ ผมแกะจดหมายอย่างหงุดหงิด


“แน่นอนว่าข้าต้องบอกเจ้า และข้ามาเพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะ” ไคลน์เดินมาหยุดอยู่ข้างตัวผม
“หลังจากวันนี้ผ่านไป งานของอาจารย์เจ้าจะคืบหน้าอย่างรวดเร็วและดำเนินไปได้ด้วยดี จากความอัจฉริยะของเขาเองและความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรวมทั้งทีมงานที่เปี่ยมประสิทธิภาพ”


“ฟังดูไม่แย่นี่  ที่จริงออกจะดีด้วยซ้ำ” ผมพูดขึ้น


“และหลังจากนี้สามปี” ไคลน์พูดต่อ “ม้วนหนังสือเดดซีนั่นจะผ่านการการพิสูจน์จนหมดข้อกังขาจากทุกฝ่าย และได้รับการยอมรับในที่สุด และผู้ที่รับผิดชอบสูงสุดในงานชิ้นนี้จะได้รับการสดุดีในวงกว้าง และได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ”


ผมตาโต มือที่ถือจดหมายอยู่ค้างอยู่แบบนั้นแล้วหันไปมองหน้าไคลน์
“นี่... ไม่ได้ล้อฉันเล่นใช่มั้ย


“ยมทูตไม่ล้อเล่น” ไคลน์ตอบแบบเย็นชา


“งั้นก็เป็นข่าวดีสุดๆเลยน่ะสิ”  ผมยิ้มกว้าง นึกถึงหน้าของศาสตราจารย์อัลเบิร์ตที่คงปลาบปลื้มใจมาก ที่ผลงานการค้นพบที่สำคัญของท่านได้รับการยอมรับ


“ก่อนจะปลื้มปิติจนตัวลอย เจ้าลองฟังนี่ดูก่อน” ไคลน์พูดขัดความคิดของผม “แต่ก่อนหน้านั้นหนึ่งปี อาจารย์ของเจ้าจะเสียชีวิตกะทันหันจากสาเหตุทางด้านสุขภาพ  เขาจะไม่ทันได้รับรู้ความสำเร็จของตัวเอง”


“...ไม่จริง” ผมส่ายหน้าแบบไม่เชื่อ


“เจ้ารู้ว่ามันต้องจริง” เสียงของไคลน์แหบต่ำจนฟังดูเหมือนขู่ “และอันที่จริง อาจารย์ของเจ้าจะไม่ได้รับสิ่งที่เขาควรได้รับด้วยซ้ำ ถึงแม้จะตายไปแล้วก็ตาม  จะมีใครบางคนบางคนทนความเย้ายวนของเกียรติยศชื่อเสียงไม่ไหว  จนต้องบิดเบือนเรื่องราว     ใช้วิธีที่ไม่สะอาดช่วงชิงเอาเกียรติยศและรางวัลอันทรงเกียรติของอาจารย์เจ้าไปครอบครองแทน  และคนคนนั้น ก็คือใครบางคนที่เจ้าเพิ่งจะออกเสียงสนับสนุนเขาไปเมื่อบ่ายวันนี้เอง”


“ไม่...” เสียงผมขาดหายไปในลำคอ


ไคลน์ก้มตัวลงมาหาผม
 ลมหายใจเย็นเยียบของเขากระทบผิวแก้มผมจนขนลุกซู่ “ใครจะรู้ว่าความทะเยอทะยานและความหอมหวานของเกียรติยศชื่อเสียง จะมีอานุภาพขนาดไหน”


ไคลน์ดีดนิ้วดังเป๊าะ แล้วภาพเหตุการณ์บางอย่างก็เกิดขึ้นตรงหน้าผม
  ผมเห็นภาพงานศพของศาสตราจารย์อัลเบิร์ต  เห็นภาพวอลเตอร์วุ่นวายอยู่กับการรื้อค้นเอกสารในลิ้นชักโต๊ะของท่าน   และเห็นภาพเขายืนยิ้มรับการสดุดีจากผู้ทรงคุณวุฒิ  และภาพสุดท้าย...  ผมเห็นกรอบรูปที่มีภาพของวอลเตอร์ถูกนำขึ้นประดับบนฝาผนังเคียงข้างรูปของศาสตราจารย์อัลเบิร์ต ในฐานะของผู้อำนวยการของสถาบันคนต่อไป...


ผมยืนมองภาพเหล่านั้นด้วยความรู้สึกช็อคอย่างที่สุด มือที่ถือจดหมายอ่อนแรงจนจดหมายร่วงหล่นลงบนพื้น
  ไคลน์ขยับตัวมายืนตรงหน้าผม แล้วแตะปลายคางของผมให้เงยหน้าขึ้นมองเขา


“เรื่องราวมันแย่ไปหน่อยใช่มั้ยแม็ตต์ อาจจะไม่ใช่กับเจ้าโดยตรง แต่เป็นบุคคลที่เจ้าแคร์อย่างมาก”  รอยยิ้มของไคลน์ดูจอมปลอมเหมือนรูปปั้นที่ไร้ชีวิต “แต่เจ้ายังพอจะแก้ไขมันได้นะแม็ตต์  เพียงแต่.. อาจจะต้องการความช่วยเหลือจากข้าเล็กน้อย  แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้า ว่าจะอยากแก้ไขมัน หรืออยากจะปล่อยให้มันเกิดขึ้นแบบนั้น  แล้วแสร้งทำเป็นว่าเจ้าไม่ได้รู้เห็นและมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องราวเหล่านี้”


เสียงของไคลน์กรีดเข้ามาในความรู้สึก และมันทำให้ผมเจ็บจนแทบทนไม่ไหว...


วันต่อมาและอีกหลายวันหลังจากนั้น ผมก็รู้สึกเหมือนตัวเองมีชีวิตอยู่ในโลกที่มีแต่ความวังเวงและหดหู่
  เสียงผู้คนที่ผ่านเข้ามาในโสตประสาทเหมือนเสียงกระซิบที่อยู่ไกลๆจนฟังไม่รู้เรื่อง  ผมปลีกตัวจากคนอื่นๆและนั่งทำงานอยู่ในมุมของตัวเอง พร้อมกับครุ่นคิดอย่างหมกมุ่นถึงสิ่งที่ไคลน์บอกผม


...มันไม่ใช่ความผิดของผม
  ข้อนี้ผมรู้ดี  เพราะการตัดสินใจของผมในเวลานั้นมันถูกต้องที่สุดแล้ว  เพราะผมไม่มีทางรู้ว่าหลังจากนี้อีก 2 ปี ศาสตราจารย์อัลเบิร์ตจะต้องตาย  แล้ววอลเตอร์จะชุบมือเปิบเอาเกียรติยศของท่านไป


แต่ตอนนี้ผมรู้แล้ว...


เจ้าจะแก้ไขมัน หรือปล่อยให้มันเกิดขึ้น...


เสียงของไคลน์ดังแทรกเข้ามาในหัวผมแทนความเงียบครั้งแล้วครั้งเล่า
  และมันดังก้องอยู่ในนั้นเหมือนเขาเข้าไปยืนอยู่ในความคิดผมแล้วพูดมันซ้ำๆซากๆอย่างไม่มีวันจบสิ้น  ไคลน์เลือดเย็นอย่างที่สุด เขารู้ดีว่าเรื่องแบบไหนหรือใครกันที่ผมให้ความสำคัญยิ่งกว่าตัวผมเอง  คนที่ว่ามีอยู่แค่ 2-3 คนในโลก และศาสตราจารย์อัลเบิร์ตก็เป็นหนึ่งในนั้น  และผมจะไม่ยอมให้เขาต้องมีชะตากรรมเหมือนกับศิลปินเอกของโลกหลายๆคนในอดีต  ที่กว่าผลงานของพวกเขาจะได้รับการยอมรับ ก็หลังจากที่พวกเขาตายไปแล้วหลายปี  เกียรติยศชื่อเสียงจะมีความหมายอะไร? ถ้าเราไม่มีโอกาสแม้แต่นาทีเดียวที่จะทันได้รับรู้มัน 


“พ่อหนุ่ม.. เป็นอะไรรึเปล่าเสียงหญิงชราดังขึ้นใกล้ๆผมพร้อมกับความรู้สึกว่าถูกเขย่าตัวเบาๆ “ฉันเห็นเธอนั่งก้มหน้าอยู่ตรงนี้เกือบสองชั่วโมงแล้ว ไม่สบายรึเปล่าจ้ะ


ผมเงยหน้าขึ้นมองเธออย่างเลื่อนลอยแล้วมองไปรอบๆ
  ตอนนี้ผมอยู่ในสวนสาธารณะที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับอพาร์ทเม้นท์ของผม  หญิงชรามองผมด้วยสีหน้าอ่อนโยนแล้วยิ้มให้ผม

“มีอะไรให้ฉันช่วยรึเปล่าจ้ะพ่อหนุ่ม


“ไม่ครับ.. ไม่มี  คุณช่วยไม่ได้”  ผมส่ายหน้าแล้วลุกขึ้นยืนช้าๆ รู้สึกปวดหัวเหมือนหัวกำลังจะระเบิด  “ผมจะกลับบ้านไปกินยา บ้านผมอยู่ฝั่งตรงข้ามนี่เอง”


ผมชี้ไปที่อพาร์ทเม้นท์ของผม ซึ่งอยู่เยื้องจากตรงนี้ไปไม่ไกลนัก
  หญิงชราคนเดิมแตะที่แขนผมเบาๆ


“ไม่มีอะไรที่แย่เกินกว่าจะแก้ไขหรอกนะพ่อหนุ่ม”  เธอบอกผม


ผมพูดขอบคุณเธอเบาๆ แล้วข้ามถนนไปอีกฝั่ง แล้วเดินกลับไปที่อพาร์ทเม้นท์ของผม

เที่ยงคืนของคืนนั้นเอง ผมนั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์บาร์ในห้องรับแขก  ดื่มไวน์แก้วที่เท่าไหร่ไม่ได้สนใจจะนับ และใช้สมองอย่างหนักถึงสิ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวผม


เจ้าจะแก้ไขมัน หรือปล่อยให้มันเกิดขึ้น...


ไม่มีอะไรที่แย่เกินกว่าจะแก้ไขหรอกนะพ่อหนุ่ม...


ผมบีบแก้วแก้วไวน์ในมือแน่น จนก้านแก้วหักเป๊าะคามือ และเศษแก้วบาดเข้าที่นิ้วผม แต่ผมไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่นิดเดียว  ผมนั่งอยู่ในความมืดสลัว จ้องเขม็งไปยังขวดไวน์ตรงหน้าซึ่งที่จริงแล้วผมไม่ได้มองมันเลย  และในที่สุด ผมก็เค้นเสียงออกมาทีละคำอย่างช้าๆแต่ชัดเจน


“มาเลยไคลน์   มาเอาส่วนหนึ่งของวิญญาณฉันไป...”

 

................................................................................................................

อูย...  เอาใจช่วยแม็ตต์กันหน่อยละกันนะคะ


 



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
ลิขิตรัก จากนรก (yaoi) ตอนที่ 5 : การล่อลวง , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 4592 , โพส : 44 , Rating : 48% / 18 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1 | 2
# 44 : ความคิดเห็นที่ 1256
อยากจะเห็นฉากตอนแมตต์เปิดหนังสือจริงๆ
Name : Perna < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Perna [ IP : 182.232.50.10 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 19 มีนาคม 2559 / 14:46
# 43 : ความคิดเห็นที่ 1246
เราก็นึกว่าไคล์นจะหยิบเดธโน๊ตออกมาให้ดูเหมือนกันนะน่ะ 5555
Name : กระต่ายสีเงิน < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ กระต่ายสีเงิน [ IP : 125.25.229.125 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 5 เมษายน 2557 / 23:57
# 42 : ความคิดเห็นที่ 1233
ฮ้า เรื่องเครียดเข้ามาหาซะแล้วแม็ตต์ ลั้นลาได้ยังไม่หนำใจเลย


แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2557 / 16:39

PS.  ★ I'll m e l t you down like ice cream .
Name : RINKUWAc .™ < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ RINKUWAc .™ [ IP : 61.90.16.201 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2557 / 16:38
# 41 : ความคิดเห็นที่ 1227
Name : 6002th < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ 6002th [ IP : 27.55.155.206 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 18 มกราคม 2557 / 17:18
# 40 : ความคิดเห็นที่ 1213
ตอนพูดถึงเดธโน๊ตเราฮามาก
PS.  อัจฉริยะกับปัญญาอ่อน มีเพียงเส้นบางๆที่กั้นกันอยู่
Name : little-red-cap < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ little-red-cap [ IP : 125.24.171.70 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 21 กันยายน 2556 / 00:02
# 39 : ความคิดเห็นที่ 1178
วอลเตอร์ แกเลวมาก!!
บังอาจทำแมตต์ของฉัน!!

เดธโน๊ต...แมตต์นะแมตต์ เห็นนายแล้วคิดถึงพี่แสง(ไลน์)ในเรื่องเดธโน๊ตจริงๆ
PS.  Aamm..ช่วงนีมักเกิดความรู้สึกอยากฆ่าให้ตาย และตายมากเป็นพิเศษ
Name : Yoku Akanso < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Yoku Akanso [ IP : 223.207.120.86 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 8 ธันวาคม 2555 / 16:23
# 38 : ความคิดเห็นที่ 1158
แมตต์ใจเด็ดโคตร
PS.  รักนักเขียนทุกคน
Name : Vine < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Vine [ IP : 124.122.25.29 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 18 กันยายน 2555 / 22:52
# 37 : ความคิดเห็นที่ 1109
แอบฮาาา ตอนแม็ตต์พูดถึงเดธโนต5555555+
ไคลน์ล่อลวงสำเร็จซะและนะฮร้า~

PS.  Always Keep the faith
Name : Seiki < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Seiki [ IP : 125.24.66.113 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 6 มีนาคม 2555 / 03:03
# 36 : ความคิดเห็นที่ 1088
ไคลน์วางแผนไว้รึป่าวเนี่ย
แอบสงสารแมตต์ง่า ;_____;


Name : สา-ระ-เลว < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ สา-ระ-เลว [ IP : 101.108.205.224 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2555 / 02:20
# 35 : ความคิดเห็นที่ 1061
โย่!!

หลังจากเหตุการณ์นี้เดาเอาว่าต้องโดนข้อเสนอแรๆแหง

จะโดนเรียกกี่ปีล่ะนี่???
Name : FARO_SMILES < My.iD > [ IP : 171.99.96.119 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 30 ธันวาคม 2554 / 22:50
# 34 : ความคิดเห็นที่ 1037
จะต้องแลกวิญญาณอีกแล้วเหรอแมตต์
Name : dolly [ IP : 180.183.41.213 ]

วันที่: 25 ธันวาคม 2554 / 05:36
# 33 : ความคิดเห็นที่ 1017
 ไคลย์ก็แอบร้ายนะเนี่ย

สงสารแมตต์เลยอ่ะ ... โดนกดดันแบบนี้

PS.  You know,it's really drivin' ME insane! Como me halces falta tu
Name : TiwticAmp_90 < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ TiwticAmp_90 [ IP : 113.53.16.165 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 24 ธันวาคม 2554 / 00:54
# 32 : ความคิดเห็นที่ 965
จะแลกวิญญาณจริงๆหรอแมตต์?
PS.  คิดถึงเพื่อนนน
Name : หมึก5สี < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ หมึก5สี [ IP : 183.89.75.226 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 24 พฤศจิกายน 2554 / 20:57
# 31 : ความคิดเห็นที่ 926
โห่ๆๆๆๆ..กดดันนะค่ะไคลน์
PS.  คิมจุนชูที่สุดของหัวใจ..ร้องเพลงเพราะ เล่นฟุตบอลเก่งแฟนใครน้า
Name : *-*SooNO*-* < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ *-*SooNO*-* [ IP : 115.87.25.200 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 10 พฤศจิกายน 2554 / 21:19
# 30 : ความคิดเห็นที่ 917
 ยมทูตร้ายกาจมาก!
แม็ตช์เนี่ยรุกบ่อยนะแก
PS.  ~♥ ♡ All you need is Love.. ทั้งหมดที่คุณต้องการคือความรัก ♡ ♥~
Name : ★Ⓕlorence●✿`°• < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ★Ⓕlorence●✿`°• [ IP : 113.53.154.3 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 4 พฤศจิกายน 2554 / 22:07
# 29 : ความคิดเห็นที่ 706
ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกว่า..
ไรท์แต่งเก่งสุโค่ยยยย
เหมือนไม่ใช่นิยายตามเว็บเลย  เหมือนกำลังอ่านนิยายเล่มๆตามร้านมากกว่า
ไม่ได้ยอนะ  เราพูดจริงๆ
จะรอหนังสือไรท์ออกนะ  เห็นว่าทางสนพ.จองแล้วนี่><
PS.  ไม่มีอะไรที่เรียกว่าบ้า... สำหรับคำว่ารัก
Name : ดั้งเเหมบ < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ดั้งเเหมบ [ IP : 161.200.57.184 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 6 ตุลาคม 2554 / 15:33
# 28 : ความคิดเห็นที่ 251
ไคลน์ ปลอมเป็นคุณยายป่าวเนี่ย หุหุ 
Name : Blue~Blossom < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Blue~Blossom [ IP : 223.207.141.128 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 13 กรกฎาคม 2554 / 20:55
# 27 : ความคิดเห็นที่ 226
อ๋า ศาสตราจารย์จะตายก่อน นจ่าสงสารจัง แต่ถ้าช่วยต้องเสียช่วงชีวิตเท่าไหร่อ่ะ เฮ้อ
Name : mimizzz [ IP : 58.9.39.224 ]

วันที่: 6 กรกฎาคม 2554 / 01:55
# 26 : ความคิดเห็นที่ 202

อ๊า~~ อ่านเรื่องไหนๆของคนเขียนก็ไม่รู้จะเม้นอะไรทุกที(แต่ก็เม้นจนได้)
เพราะมันสนุกจนบรรยายออกมาเป็นตัวหนังสือหรือคำพูดไม่ได้เลย ><
ตอนนี้ก็สุดยอดดดด
ขอให้แต่งนิยายแนวนี้ไปตลอดนะคะ
มันเหมือนเป็นเอกลักษณ์เลยละ...แนวลึกลับอะไรประมาณเนี้ย >///<


PS.  จะผิดมั้ย...ถ้าอยากเป็นแม่ยก 8059, 10069, RL, XS, 18D, BF...รักรีบอร์นโครต
Name : ♀Lucky Devil♂ < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ♀Lucky Devil♂ [ IP : 178.118.247.244 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 4 กรกฎาคม 2554 / 05:45
# 25 : ความคิดเห็นที่ 183
ต่อเลยไรเตอร์์
Name : 8813 [ IP : 58.9.137.111 ]

วันที่: 23 มิถุนายน 2554 / 20:58
# 24 : ความคิดเห็นที่ 175
 โฮ่ๆๆๆ 

ยมทูตนี่ร้ายกาจจริงๆ  อยู่แค่ไม่ถึงเดือนเอาอายุไขไปได้สองรอบ

แม็ตซ์เอ๋ย..  ระวังได้ไปอยู่กับยมทูตชั่วนิรันดร์นะจ๊ะ
Name : munichblack < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ munichblack [ IP : 124.120.200.137 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 22 มิถุนายน 2554 / 14:27
# 23 : ความคิดเห็นที่ 173
แม็ตต์ จะเสีย เวลา ของชีวิต ไปอีกแล้ว
PS.  ช่วงนี้ ต้อง เก็บ เงิน เก็บ เงิน เก็บ เงิน!!!
Name : อายะตัน < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ อายะตัน [ IP : 124.121.201.32 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 22 มิถุนายน 2554 / 07:29
# 22 : ความคิดเห็นที่ 159
แล้วจะเหลืออีกกี่ปีเนี่ย
ดูท่างานนี้ต้องแลกเยอะนะ
Name : memo [ IP : 223.206.160.201 ]

วันที่: 21 มิถุนายน 2554 / 14:05
# 21 : ความคิดเห็นที่ 150
555 เสร็จโจร ฮึๆ
Name : ก้อยจ้า [ IP : 114.190.88.27 ]

วันที่: 21 มิถุนายน 2554 / 10:49
# 20 : ความคิดเห็นที่ 143
ไคลน์ละก็ ถ้าอยากให้แมตซ์ไปอยู่ด้วยกัน ก็บอกดีๆซิ
Name : แกงส้ม [ IP : 182.93.208.217 ]

วันที่: 21 มิถุนายน 2554 / 10:05
หน้าที่ 1 | 2
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android