ลิขิตรัก จากนรก (yaoi)

ตอนที่ 6 : สมรู้... ร่วมคิด?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,195
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    6 ก.ค. 54

เพียงชั่วอึดใจ ร่างของไคลน์ก็ปรากฏขึ้นใกล้ๆผม ห่างจากจุดที่ผมนั่งอยู่แค่ 2-3 ก้าว ผมเอื้อมมือไปเปิดสวิทช์ดวงโคมที่อยู่ใต้ชั้นวางเหนือเคาน์เตอร์บาร์  แสงไฟสีเหลืองนวลส่องกระทบร่างของไคลน์ และใบหน้าเรียบเฉยของเขาที่มองตรงมาที่ผม

“เจ้าเรียกข้า” เสียงของไคลน์ทุ้มต่ำอยู่ในความสลัว

“พอเรียกหาก็มาทันที ดูมีน้ำจิตน้ำใจดีนะ” ผมประชดพลางปล่อยก้านแก้วแตกๆในมือลงบนพื้นอย่างไม่ใยดี “ฉันว่าเรามีข้อตกลงบางอย่างต้องทำกัน”

มุมปากของไคลน์ยกขึ้นเล็กน้อยคล้ายกับจะเป็นรอยยิ้ม ในขณะที่แววตายังคงกระด้างแห้งแล้ง  ไอเย็นจากร่างของเขาแผ่มาถึงผมและมันก่อให้เกิดอาการหนาวสั่น

“เจ้าว่ามาเลย” ไคลน์ผายมือออกอย่างเชื้อเชิญ

ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ถึงจะตัดสินใจและเตรียมใจไว้แล้วก็ตาม แต่การประกาศมันออกมาให้ได้ยินชัดๆ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่ดี  “ฉันอยากขอเลื่อนเวลาในชีวิตของศาสตราจารย์อัลเบิร์ตออกไปอีกหนึ่งปี ให้เขาได้มีโอกาสเห็นความสำเร็จของตัวเองก่อนที่นายจะเอาวิญญาณเขาไป  นายทำอย่างงั้นได้มั้ยไคลน์?”

“เจ้าก็รู้ว่าข้าทำได้” ไคลน์ตอบเรียบๆ ใบหน้าเขาก้มต่ำลงเล็กน้อย  เงามืดจากผ้าคลุมเลื่อนลงมาปิดบังใบหน้าบางส่วนของเขา  ซึ่งมันทำให้ผมสงสัยว่า ตอนนี้แววตาใต้เงามืดนั่นยังคงสงบนิ่งเหมือนเดิมอยู่รึเปล่า

“แล้ว.. ต้องแลกกับเวลาในชีวิตฉันเท่าไหร่?” ผมกลั้นหายใจ

4 ปี”

ผมชะงักวูบ ก่อนจะตั้งสติแล้วถามออกไป “เกินไปรึเปล่า?  เวลาของอาจารย์ฉันแค่ปีเดียว แต่ต้องแลกกับเวลาของฉันตั้ง 4 ปี  ไหนว่าการแลกเปลี่ยนต้องเท่าเทียมกันไง?”

“ข้ารับรองว่ามันจะคุ้มค่าทุกวินาที” ริมฝีปากของไคลน์กระตุกเป็นรอยยิ้มขึ้นมาวูบหนึ่ง  “...แล้ววอลเตอร์เพื่อนของเจ้า?”

“ฉันไม่สนใจเขา และเขาก็ไม่ใช่เพื่อนฉัน” ผมเมินหน้าไปอีกทาง “นายทำยังไงก็ได้ ให้เขาถูกปลดออกจากตำแหน่งหน้าที่ในโครงการนี้”

“ข้ายินดีรับข้อเสนอ” เสียงของไคลน์คล้ายกับจะมีความรื่นรมย์เจือปนอยู่ “และตอนนี้ แม็ตต์ เจ้าต้องเอ่ยคำร้องขอสำหรับความปรารถนาของเจ้า”

ผมหายใจติดขัด มือสั่นขึ้นมาเล็กน้อย ทั้งจากความหนาวเย็นที่มาจากตัวไคลน์ และความหวาดหวั่นในจิตใจผมเอง  ผมเม้มริมฝีปากและหลับตาลงใคร่ครวญเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้งแล้วหันกลับไปหาไคลน์  หัวใจผมเต้นแรงจนคิดว่าไคลน์อาจจะได้ยินมัน  ผมลุกขึ้นจากสตูลที่นั่งอยู่ แล้วก้าวเข้าไปหายมทูตร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำทะมึนอย่างช้าๆ  ทุกก้าวมันหนักหน่วงแสนสาหัส เหมือนกับว่าขาทั้งสองข้างของผมทำมาจากหินหนักเป็นตัน

ผมหยุดยืนตรงหน้าไคลน์ แล้วเงยหน้าขึ้นมองเขา ไคลน์มองกลับอย่างนิ่งๆ  ใบหน้าของเขายังคงดูหล่อเหลาราวกับรูปสลัก แต่ในเวลาเดียวกันก็เย็นชาจนหนาวเยือกเข้าไปถึงในอก

“ท่านผู้นำทางดวงวิญญาณอันสูงส่ง  ข้า แมตต์ ดาร์ซี มนุษย์ที่แสนต่ำต้อยขอวิงวอนต่อท่าน” ผมขยับริมฝีปากพูด ลมหายใจของผมมีควันลอยกรุ่นออกมา “โปรดช่วยรับเอาส่วนหนึ่งของดวงวิญญาณข้าไป เพื่อแลกกับความปรารถนาของข้า  โปรดทำให้ศาสตราจารย์อัลเบิร์ตมีอายุยืนยาวออกไปกว่ากำหนดเดิมหนึ่งปี  และทำให้วอลเตอร์ถูกปลดออกจากหน้าที่รับผิดชอบที่เขาเพิ่งจะได้รับในวันนี้”

ไคลน์ยื่นมือออกมาแตะที่หน้าผากเหนือจุดกึ่งกลางระหว่างคิ้วของผม “ข้าให้ตามคำวิงวอนของเจ้า”

ทันใดนั้น เรี่ยวแรงทั้งหมดของผมก็เหือดหายไปอย่างรวดเร็วเหมือนถูกดูดไปสู่ปลายนิ้วของไคลน์  ดวงแก้วสีนวลเล็กๆดวงหนึ่งลอยออกจากอกผม ไคลน์คว้ามันเอาไว้แล้วมันก็หายวับไปในอุ้งมือของเขา

ผมทรุดฮวบลงไปในทันที  ไคลน์คว้าผมเอาไว้ด้วยแขนแข็งแกร่งข้างหนึ่ง  การถูกดึงเอาเวลาในชีวิต 4 ปี นั้นต่างกับ 2 วันลิบลับ  ครั้งก่อนผมแค่โงนเงนทรงตัวลำบาก  แต่ครั้งนี้ถึงยืนไม่อยู่  ต้องยอมทิ้งตัวปล่อยให้ไคลน์ประคองร่างของผมเอาไว้  ใบหน้าของผมเงยขึ้น อ้าปากสูดอากาศหายใจเข้าไปแต่มันก็เหมือนไม่พอ  ในอกผมแน่นและอึดอัดจนทรมาน

ไคลน์ก้มหน้าลงมาใกล้ แล้วพูดกับผม “การถูกดึงอายุขัยที่มีระยะเวลาถึง 4 ปี ย่อมต้องก่อให้เกิดความทรมานเล็กน้อย”

ผมมองเขาพร้อมกับหายใจถี่ขึ้น  ใบหน้าของเขาอยู่ห่างออกไปแค่คืบเดียว ดวงตาของไคลน์ส่วนที่เป็นตาดำนั้นมีสีเงินบริสุทธิ์น่ามอง  เส้นผมยาวๆสีเงินปอยหนึ่งของเขาทิ้งตัวลงมาระอยู่ตรงแก้มผม

“ไคลน์.. ฉันอึดอัด”  ผมเปล่งเสียงออกมาแบบกระท่อนกระแท่น

“สักพักมันจะดีขึ้น” ไคลน์บอก

แล้วเขาก็ยกตัวผมขึ้นเล็กน้อย ขาของผมเบาโหวงเหมือนไม่มีน้ำหนัก แล้วเขาก็พาผมเคลื่อนไปช้าๆจนถึงห้องนอน  ไคลน์วางร่างของผมลงบนเตียงอย่างนุ่มนวล  ซึ่งมันดูขัดแย้งกันอย่างน่าขำ เมื่อคิดว่าเขาเพิ่งจะสูบเอาวิญญาณส่วนหนึ่งของผมไปอย่างไร้ความปรานี

“ไคลน์” ผมยึดแขนเขาเอาไว้เมื่อเขาทำท่าจะผละออกไป “แล้วฉันจะได้เห็นผลของมันเมื่อไหร่?”

“เจ้าอย่ากังวลเลยแม็ตต์” ไคลน์กดไหล่ของผมลง เมื่อเห็นผมทำท่าจะหยัดตัวขึ้น “เจ้าจะได้เห็นบางส่วนของมันภายใน 3 วัน”

“เร็วอย่างงั้นเชียว?” ผมย่นคิ้ว

“แน่นอน” ไคลน์แย้มริมฝีปากเล็กน้อย “แต่เวลานี้เจ้าควรจะปล่อยให้ร่างกายได้พักผ่อน และไม่ต้องกังวลถึงมันแต่อย่างใด”

แล้วไคลน์ก็ก้มต่ำลงมาหาผมอีกอย่างช้าๆ  วูบนั้นผมรู้สึกว่าเขากำลังจะจูบผม เพราะอีกแค่เซนต์เดียวปากเขาก็จะแตะโดนปากผมอยู่แล้ว ผมเผลอกลั้นหายใจ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาไคลน์ไม่เคยเป็นฝ่ายเริ่มจูบผมก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว  แต่แล้วไคลน์กลับเลื่อนริมฝีปากไปทางด้านข้าง แล้วลากผ่านผิวเนื้อตรงแก้มผมเบาๆจนไปหยุดอยู่ที่ใบหูผม

“หลับเถอะแม็ตต์ และจงฝันถึงสิ่งที่เจ้าอยากฝัน  และเมื่อตื่นขึ้นมา ความปรารถนาของเจ้าจะได้รับการตอบสนองในไม่ช้า  และเมื่อเวลานั้นมาถึง อย่ากระพริบตาล่ะ.. แม็ตต์”

สิ้นคำพูดของไคลน์ ผมก็ผล็อยหลับไปในทันที

วันต่อมา ผมตื่นขึ้นและไปทำงานอย่างกระปรี้กระเปร่า  ไม่น่าเชื่อว่าคำพูดของไคลน์จะมีฤทธิ์แรงยิ่งกว่าบทสวดรึว่ายานอนหลับ  เพราะมันทำให้ผมหลับลงในเวลาอันรวดเร็วอย่างน่าทึ่ง  แถมยังฝันถึง อัล  หนุ่มอิตาเลียนรูปหล่อที่เป็นชาติภพสุดท้ายของไคลน์  ในฝัน ผมเฝ้าดูเขาไปดินเนอร์กันสาวสวยคนหนึ่ง ที่เป็นลูกสาวของมาเฟียตระกูลใหญ่อีกตระกูลหนึ่งบนเกาะซิซิลี  ซึ่งผมรู้สึกว่าพ่อของเธอดึงเธอเข้ามาเกี่ยวข้องเพราะหวังผลในแง่การตัดสินใจของอัลที่จะเข้าร่วมในธุรกิจผิดกฎหมาย มากกว่าอยากจะเกี่ยวดองเป็นญาติโดยให้ลูกสาวร่วมหอลงโลงกับอัลจริงๆ  แต่พอผมได้เห็นแววตาของแม่สาวคนนี้ ผมก็มั่นใจว่าเธอหวังผลตรงกันข้ามกับพ่อของเธอโดยสิ้นเชิง

จากนั้นผมก็เห็นอัลทุ่มเถียงกับผู้ชายคนหนึ่งที่ชื่อ ฟาบิโอ  ซึ่งดูเหมือนเขาจะเป็นคนสำคัญสำหรับครอบครัวมาเฟียของอัลเช่นกัน  ผมค่อนข้างทึ่งที่เห็นอัลยืนยันจะลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์,โครงการก่อสร้าง และร้านอาหารในสวิตเซอร์แลนด์ โดยไม่ข้องเกี่ยวกับการค้าอาวุธและยาเสพติด ผมนึกว่ามาเฟียสมัยหลังๆนี้จะต้องสกปรกเลวชาติไร้ที่ติ(หมายถึงไร้ที่ชม)อย่างทั่วถึงกัน  เพิ่งจะรู้ตอนนี้เองว่ามาเฟียบางกลุ่มก็ยังคงยึดอุดมการณ์เก่าๆเอาไว้ได้อยู่บ้าง  แต่ผมไม่รู้ว่าอัลจะยืนกรานในอุดมการณ์นั่นได้อีกนานแค่ไหน  เพราะฟาบิโอก็ยืนยันเช่นกันว่ามันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ผมหยุดคิดถึงเรื่องของอัลทันทีที่เห็นวอลเตอร์เดินผ่านประตูสำนักงานเข้ามา

“ไฮ แม็ตต์” เขาทักผมอย่างอารมณ์ดี ซึ่งผลการประชุมเมื่อวานคงทำให้เขาครึ้มใจไปได้อีกเป็นอาทิตย์

“ไฮ..”  ผมทักตอบตามมารยาท แล้วทำทีก้มหน้าลงดูเอกสารบนโต๊ะต่ออย่างสนใจ เพราะไม่อยากให้วอลเตอร์เอะใจว่าผมไม่ได้มีแววตายินดีอะไรกับเขาเลยสักนิด

วอลเตอร์เดินไปที่โต๊ะของตัวเอง ระหว่างทางเขาไม่ลืมหันไปพูดจิกกัดเทอเรนซ์เล็กน้อยตามธรรมเนียม ก่อนจะรวบรวมเอกสารบนโต๊ะ แล้วเดินไปเคาะประตูห้องทำงานของศาสตราจารย์อัลเบิร์ต   เทอเรนซ์หันมาสบตาผมแล้วบุ้ยปากไปทางวอลเตอร์พร้อมกับพูดโดยไม่มีเสียงออกมาว่า ไอ้ปัญญาอ่อน  ผมหัวเราะเบาๆแล้วส่ายหน้าอย่างขำๆ ก่อนจะหยิบงานในลิ้นชักที่ทำค้างไว้ขึ้นมาทำต่อ

แต่อันที่จริงแล้ว ตลอดวันนั้นทั้งวันผมไม่มีสมาธิกับงานอะไรเลย  เพราะมัวแต่คอยแอบสังเกตว่าวอลเตอร์จะทำอะไรพลาดเมื่อไหร่  ผมลุ้นว่าเขาอาจจะทำวัตถุโบราณล้ำค่าของลูกค้าหายไปสักชิ้น หรือรายงานผลการตรวจสอบผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัยจนเกิดความสูญเสียใหญ่โต (แน่นอนว่าเรื่องพวกนั้นต้องมีไคลน์ชักใยอยู่เบื้องหลัง) และวอลเตอร์อาจจะต้องแสดงความรับผิดชอบโดยการลาออก หรือไม่ก็ถูกพักงานโดยไม่มีกำหนด และถูกถอดออกจากโครงการที่รับผิดชอบอยู่โดยปริยาย

แต่ปรากฏว่าเหตุการณ์พวกนั้นไม่เกิดขึ้นเลยจนวันนั้นทั้งวันผ่านไป กระทั่งผ่านวันที่สอง และล่วงเลยเข้าสู่วันที่สาม  และก่อนเที่ยงของวันนั้นเอง  ผมก็เห็นคาร์เมน บรรณารักษ์อีกคนของแผนกห้องสมุด เดินส่ายสะโพกเข้ามาในส่วนสำนักงานของเรา

“นี่พวกคุณพอจะมีเวลาว่างช่วงบ่ายวันนี้กันรึเปล่า?” คาร์เมนถามขึ้นพร้อมกับสะบัดผมสีเข้มนุ่มสลวยไปทางด้านหลังด้วยลีลาที่นางแบบโฆษณาแชมพูยังต้องอาย

“ถ้าสำหรับคุณล่ะก็ ผมมีให้ทั้งวัน”  จอร์จตอบออกมาแบบหน้าไม่อาย  ในขณะที่วินเซนต์เหลือบมองร่องอกของคาร์เมนแล้วก็หน้าแดงแป๊ดขึ้นมา

คาร์เมนกลอกตาอย่างเบื่อๆกับปฏิกิริยาตอบสนองของพวกผู้ชายที่มีต่อเธอ เธอเดินเข้ามาด้านในแล้วแจกแผ่นกระดาษขนาดเท่าฝ่ามือให้พวกเราคนละใบ

“งานแสดงผลงานศิลปะของเพื่อนฉันเอง” คาร์เมนอธิบาย “จัดอยู่ที่โถงของหอประชุมมหาวิทยาลัย ฉันอยากให้พวกคุณลองแวะไปดู  งานของเธอน่าทึ่งมาก”

“ซิลวี ปิซาโร” วอลเตอร์อ่านรายละเอียดบนการ์ดแล้วเงยหน้าขึ้นถาม “ศิลปินฝรั่งเศสเหรอ?”

“ศิลปินสาวชาวฝรั่งเศสที่สวยมาก” คาร์เมนต่อให้ ก่อนจะชูนิ้วชี้ขึ้นมาส่ายตรงหน้า “อ๊ะ..อ๊ะ  ก่อนที่พวกคุณจะรีบวิ่งไปทำน้ำลายหกใส่เพื่อนฉัน  ฉันอยากให้พวกคุณเดินดูผลงานของเธอให้ทั่วซะก่อน  แล้วคุณจะต้องยอมรับว่าเธอไม่ได้มีดีแค่หน้าตา”

“ผมยอมรับตั้งแต่ได้ยินคำว่า สาวฝรั่งเศส แล้วล่ะ”  เสียงของลอว์เรนซ์ลอยมาตามลม

คาร์เมนส่ายหน้าอย่างเอือมระอา ก่อนจะเดินส่ายสะโพกออกมาจากห้องที่ดูเหมือนจะมีแต่ผู้ชายหื่นกาม

และในช่วงบ่าย หลังจากที่ผมกินข้าวกลางวันเสร็จ ผมก็ลองแวะไปดูงานแสดงศิลปะของเพื่อนคาร์เมน ซึ่งอยู่ถัดจากอาคารของสถาบันไปราว 50 เมตร  อาคารหอประชุมของมหาวิทยาลัยเป็นตึกเก่าที่ตั้งอยู่ตรงวอชิงตันสแควร์เซาท์  อาคารหลังนี้สร้างจากอิฐสีแดงตั้งแต่ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18  ซึ่งมักจะมีการจัดนิทรรศการต่างๆหรืองานแสดงศิลปะอยู่บ่อยๆ

ผมเดินขึ้นบันไดผ่านประตูกระจกเข้าไปยังโถงด้านใน ซึ่งคาร์เมนบอกว่าเป็นจุดแสดงผลงานของเพื่อนเธอ  และพอเข้าไปถึงที่นั่น ผมก็เจอเข้ากับประติมากรรมขนาดใหญ่ที่มีความสูงราว 10 ฟุต ตั้งโชว์ต้อนรับอยู่ด้านหน้า  มันเป็นรูปปลาตัวใหญ่ที่ทำมาจากโลหะ ขวดแก้ว และกระจกสี  ปลาตัวนี้มีฉมวกเหล็กแทงทะลุลำตัวของมันถึง 4-5 อัน  ผมมองดูมันอย่างทึ่งๆ  คาร์เมนไม่ได้พูดเกินจริงเลย ผลงานของเพื่อนเธอคนนี้ทั้งละเอียดประณีตและน่าสนใจ

ผมเดินเข้าไปด้านในเพื่อดูผลงานชิ้นอื่นๆที่ตั้งโชว์กระจัดกระจายอยู่รอบๆบริเวณห้องโถง  และผมต้องยอมรับว่าการจัดวางผลงานเหล่านี้ค่อนข้างดึงดูดความสนใจได้ดีทีเดียว  บางชิ้นวางอยู่ที่พื้น บางชิ้นยึดติดอยู่กับผนัง  ผมเห็นนางฟ้าโลหะขนาดเท่าคนจริงถูกยึดปีกทั้งสองข้างไว้ด้วยลิ่มสีเงินขนาดใหญ่  มือของเธอยื่นมาตรงหน้าคล้ายกับจะวิงวอนขอร้อง  และนอกจากนั้นก็ยังมีเปียโรต์  หรือหุ่นตัวตลกที่ทำจากโลหะและกระจกสี มันมีขนาดใหญ่กว่าคนจริงๆเกือบสองเท่า และถูกแขวนห้อยลงมาจากเพดานในท่วงท่าเหมือนกำลังพลัดตกลงมาจากที่สูง หยดน้ำตาที่ทำมาจากผลึกแก้วใสๆหยดร่วงลงมาลอยอยู่อากาศในระดับที่สูงพอจะไม่มีใครเอื้อมไปแตะมันถึง  และด้านล่างของตัวตลก ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของพื้นที่แสดงผลงาน มีประติมากรรมรูปนกนางนวลสีเงินฝูงใหญ่กำลังขยับปีกเตรียมบินขึ้นสู่ท้องฟ้า

ผมเดินดูไปรอบๆ ก็พบว่ามีคนคุ้นหน้าคุ้นตาหลายคนเดินอยู่ในงานนี้ ทั้งนักศึกษาที่บางคนที่เคยไปฟังผมบรรยาย  ทั้งเพื่อนร่วมงานอย่างจอร์จกับเทอเรนซ์  แม้กระทั่งวอลเตอร์ก็มาด้วยเหมือนกัน  ผมกวาดตามองไปรอบๆแบบผ่านๆเผื่อจะเจอกับคาร์เมน  เธอจะได้เห็นว่าผมแวะมาตามคำเชิญของเธอแล้ว  แต่แล้ววูบหนึ่งทางหางตา ผมก็เห็นใครบางคนที่ไม่คาดคิดยืนอยู่ในงานนี้ด้วย ผมเบนสายตากลับไปทางเดิมทันที แล้วก้าวอ้อมประติมากรรมรูปผีเสื้อปีกขาดที่อยู่ตรงหน้าอย่างช้าๆ  และมองผ่านฝูงนกนางนวลสีเงินไปยังจุดที่เห็นเขายืนอยู่เมื่อกี้

ณ.ที่ตรงนั้น  ท่ามกลางผู้คนมากมายที่มีทั้งนักศึกษาใส่เสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ขาดๆ, หญิงสาวท่าทางเชิดหยิ่งที่แต่งตัวด้วยสินค้าแบรนด์เนมตั้งแต่หัวจรดเท้า , ศาสตราจารย์บางท่านของมหาวิทยาลัย หรือผู้คนอื่นๆที่มีบุคลิกลักษณะแตกต่างกันไป  ร่างสูงใหญ่ของไคลน์ยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้นในชุดคลุมสีดำยาวจรดพื้นที่มีฮู้ดปกคลุมส่วนศีรษะ  เขาดูโดดเด่นและแปลกแยกจากผู้คนรอบตัวอย่างเห็นได้ชัด  แต่ก็ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่จะหันไปมองเขา  ผมมองภาพของไคลน์ที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยใจที่เต้นผิดจังหวะขึ้นมาเฉยๆ  ไคลน์ยืนก้มหน้าอยู่ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจและเสียงดนตรีแจ๊สเสนาะหูที่ลอยอยู่ในอากาศ

เขามาทำอะไรที่นี่...?

ผมถามตัวเองขึ้นมาในใจ แล้วก็พลันรู้สึกว่าอุณหภูมิในห้องแสดงงานนั้นลดต่ำลงอย่างรวดเร็วผิดปกติ  ผมไม่รู้ว่าไคลน์ได้ยินเสียงในใจผมหรือว่าอะไร  แต่เขาก็ค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาอย่างช้าๆ แล้วเราก็สบตากัน  และในตอนนั้นเองที่ผมเห็นว่าดวงตาของเขากำลังเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีแดง ไคลน์สบตาผมพร้อมกับรอยยิ้มชั่วร้ายที่พร่างพรายบนริมฝีปาก  แล้วเขาก็เงยหน้าขึ้นมองหุ่นตัวตลกที่แขวนอยู่เหนือฝูงนกนางนวลสีเงิน

ผมมองตามสายตาเขาทันที   แล้วก็รู้สึกเหมือนหัวใจจะหยุดเต้นเมื่อเห็นลวดสลิงที่แขวนหุ่นนั่นอยู่เริ่มขาดออกทีละเส้น  ผมมองกลับมาที่พื้นเบื้องล่าง  ก็เห็นคน 7-8 คนยืนอยู่รอบๆประติมากรรมรูปนกนางนวลนั่น และหนี่งในนั้นก็คือวอลเตอร์!

ผมเข้าใจได้ในทันทีว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น  ผมมองกลับขึ้นไปที่หุ่นตัวตลกอีกครั้ง  ลวดสลิงเส้นที่เหลือขาดออกอย่างรวดเร็ว และพอลวดสลิงเส้นสุดท้ายขาดลง  หุ่นตัวตลกก็ร่วงหล่นลงมา...

จากวินาทีนั้นภาพที่มองผ่านสายตาผมก็กลายเป็นภาพสโลว์โมชั่น  หุ่นตัวตลกที่ทำจากโลหะและกระจกหลากสีหล่นลงมากระแทกกับฝูงนกนางนวลสีเงินก่อให้เกิดเสียงดังสนั่น  ส่วนประกอบที่เป็นโลหะของตัวตลกหักงอจนผิดรูป กระจกหลายสีที่เป็นส่วนประกอบของมันแตกกระจายออกเป็นชิ้นลอยอยู่ในอากาศ

และผมก็ต้องเบิกตากว้างอย่างตื่นตระหนก เมื่อเห็นเศษกระจกสีฟ้าเข้มขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือชิ้นหนึ่งลอยหมุนไปทางวอลเตอร์  เขาเบิ่งตามองไปข้างหน้าคล้ายกับกำลังตกใจ ริมฝีปากของเขาเผยอออกเล็กน้อย  ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมมองเห็นนั้นต่างกับที่คนอื่นมองเห็น  ทุกอย่างมันเกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีชนิดที่ใครก็คิดอะไรไม่ทัน  วอลเตอร์ก็เช่นกัน  เขาไม่ทันได้รู้เลยว่ามีเศษกระจกชิ้นหนึ่งกำลังปลิวเข้าไปสู่คอหอยของเขา!

ร่างของไคลน์โฉบวูบขึ้นไปลอยอยู่เหนือร่างของวอลเตอร์ ดวงตาของไคลน์เป็นสีแดงฉานน่าสะพรึงกลัว ผมเห็นใบมีดทรงโค้งขนาดใหญ่ของเคียวที่อยู่ในมือไคลน์สะท้อนกับแสงไฟเป็นเงาวับ มันคือเคียวที่มีด้ามเป็นโครงกระดูกมนุษย์อันเดียวกับผมที่เคยเห็นตอนที่ไคลน์จะเอาชีวิตของหลุยส์  เขาเงื้อเคียวนั่นขึ้นและเตรียมจะฟันมันลงมา

“ไม่!!!!!

ผมร้องตะโกนออกไปสุดเสียง  ไคลน์หันกลับมาทางผม แล้วทุกสิ่งก็หยุดลงชั่วขณะไม่เว้นแม้แต่ตัวผมเอง  ไคลน์ส่ายหน้าเหมือนผิดหวังก่อนจะลดเคียวลง  จากนั้นทุกสิ่งก็เคลื่อนไหวอีกครั้ง  เศษกระจกที่ลอยอยู่ห่างจากคอของวอลเตอร์ราวหนึ่งฟุตแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เศษกระจกบางส่วนร่วงลงสู่พื้น บางส่วนกระเด็นไปโดนเสื้อผ้าของวอลเตอร์  และมีชิ้นหนึ่งที่พุ่งเข้าไปในดวงตาข้างซ้ายของเขา!

เสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่วทั้งห้องโถง  แล้วภาพที่ผมเห็นก็กลับเข้าสู่การมองเห็นแบบปกติ  และท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายทั้งหลายนั้น ผมเห็นวอลเตอร์ทรุดลงไปนอนกองที่พื้น โดยที่เอามือกุมดวงตาที่มีเลือดแดงฉานไหลออกมาอาบซีกหน้าด้านนั้น

ผมยืนตัวสั่นอยู่ตรงนั้นด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก  ไคลน์กลับมายืนที่เดิมที่ผมมองเห็นเขาตอนแรก  เคียวด้ามยาวที่ผมเห็นเมื่อครู่หายไปแล้ว และดวงตาของไคลน์ก็กลับมาเป็นสีเงินบริสุทธิ์เหมือนเดิม  ไคลน์ชี้นิ้วออกมาข้างหน้า  พร้อมกับขยับปากพูดออกมาด้วยเสียงที่ผมได้ยินคนเดียว

“ผลงานของเรา...”

ผมยืนตะลึงมองเขาอย่างทำอะไรไม่ถูกเมื่อได้ยินสิ่งที่เขาพูดออกมา  ร่างของไคลน์ค่อยๆเลือนหายไปจากตรงนั้น และผมรับรู้ได้อย่างแท้จริงขึ้นมาในวินาทีนั้นเองว่าไคลน์คืออะไร...  เขาไม่ใช่สิ่งไร้ชีวิตที่งดงามที่ผมรู้สึกคุ้นเคยขึ้นมาเมื่อเวลาผ่านไปได้ระยะหนึ่ง  ไม่ใช่อะไรที่เราควรจะมักคุ้นไม่ว่าจะอยู่ใกล้กันขนาดไหน  ผมไม่ควรคุ้น ไม่ควรชินกับอะไรเลยที่เป็นเขา  เพราะไคลน์คือปีศาจจากขุมนรกที่ขึ้นมาบนพื้นโลกเพื่อคร่าเอาชีวิตผู้คน... 

วันนั้นผมกลับออกมาจากที่นั่นด้วยความสับสนเลื่อนลอย และสติที่แกว่งไปแกว่งมา  ภาพของวอลเตอร์ที่ถูกพาขึ้นรถพยาบาลยังคงตามรบกวนผมอยู่แทบทุกนาที  และพอผมกลับมาถึงที่บ้าน ผมก็ถอดเสื้อผ้ากองทิ้งไว้ที่พื้นห้อง แล้วเดินเข้าไปในห้องอาบน้ำ เปิดฝักบัว แล้วเข้าไปยืนอยู่ใต้สายน้ำอุ่นจัดที่โปรยลงมา

ผลงานของเรา...

คำพูดของไคลน์ทิ่มแทงผมเหมือนมีดที่กรีดลงมาบนร่าง  เขาพูดแบบนั้นออกมาได้ยังไง?  ในเมื่อผมไม่เคยพูดออกมาสักคำว่าต้องการให้วอลเตอร์ตาย  การกระทำของวอลเตอร์ในอนาคตอาจเลวร้ายก็จริง  แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาควรต้องถูกพิพากษาและลงโทษล่วงหน้าโดยการแลกทั้งชีวิต

กระทั่งดวงตาหนึ่งข้างก็ยังไม่สมควรแลก...

ผมก้มหน้าแล้วทุบกำปั้นลงบนผนังกระเบื้องอย่างอัดอั้นในอก  ตลอดชีวิตที่ผ่านมาผมอาจไม่ใช่คนดีจนถึงขั้นมีคนกล่าวสรรเสริญ  ออกจะเฉยชาและแล้งน้ำใจด้วยซ้ำ  แต่ก็ไม่เคยเลยสักครั้งที่ความคิดของผมจะเฉียดใกล้กับการเป็นฆาตกร

“อึดอัดใจรึ? แม็ตต์” เสียงแหบห้าวดังขึ้นข้างหลังผม

ไม่ต้องหันกลับไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร โดยเฉพาะเมื่อเห็นละอองฝ้าที่เกาะอยู่บนผิวกระจกเริ่มเบาบางลง พร้อมกับกลิ่นหอมประหลาดที่อบอวลอยู่ในห้องแคบๆ

“นายทำแบบนั้นทำไม?” ผมเค้นเสียงถามออกมา

“มันเป็นคำขอของเจ้า”

“ฉันไม่ได้บอกให้ฆ่าเขา!” ผมตวาด “ฉันแค่บอกให้นายทำให้เขาถูกปลดออกจากหน้าที่ ไม่ใช่ให้ฆ่า รึว่าให้เอากระจกทิ่มตาเขา!

ไคลน์ส่งเสียงหัวเราะเบาๆในลำคอ  ซึ่งมันทำให้ผมรู้สึกชิงชังขึ้นมาจับใจ

“แล้วเจ้าคาดหวังการปฏิบัติชนิดไหนจากยมทูตกันล่ะแม็ตต์?” เสียงทุ้มต่ำของไคลน์กระซิบอยู่ใกล้หูผม “ข้าก็แค่ทำตามคำขอของเจ้าแบบวิธีของข้า  แต่เจ้าก็ช่วยทำให้มันคลาสสิคยิ่งขึ้นโดยการบอกให้ข้า ทำยังไงก็ได้ แล้วตอนนี้เจ้าจะโวยวายทำไม?”

ผมหลับตา รู้สึกคับแค้นจนอกแทบระเบิด “ฉันไม่คิดว่านายจะเอาชีวิตวอลเตอร์ ในเมื่อนายเคยพูดออกมาเองว่าจะเอาดวงวิญญาณจากมนุษย์ไปได้ก็ต่อเมื่อถึงเวลาตาย รึไม่ก็มนุษย์ยอมมอบมันให้นายเอง”

“ที่เจ้าพูดมานั้นก็ถูก แต่ไม่ทั้งหมด” ไคลน์ตอบ “กฎบางกฏอาจมีข้อยกเว้นเมื่ออยู่ภายใต้กฏที่มีความสำคัญมากกว่า ในเมื่อข้ามีพันธะสัญญาต่อเจ้าและรับเอาส่วนหนึ่งของดวงวิญญาณของเจ้ามาแล้ว ข้าย่อมต้องทำให้ตามนั้น เพราะพันธะสัญญาที่ยมทูตทำไว้กับใครก็ตาม ย่อมมีน้ำหนักเหนือกว่าดวงวิญญาณของมนุษย์แค่เพียงดวงเดียว”

ผมกำหมัดแน่น กัดริมฝีปากตัวเองจนรู้สึกเจ็บ “ไคลน์.. นายมันเลวร้าย  ตอนที่นายเตือนฉันเรื่องวอลเตอร์ คงไม่ใช่เพราะความหวังดีหรอกใช่มั้ย?”

“ยมทูตไม่ต้องหวังดีกับมนุษย์อยู่แล้ว”

“นายมันไอ้ยมทูตมากเล่ห์”  ผมกัดฟันกรอด “นายจงใจเตือนฉัน เพราะรู้ว่าฉันต้องระแวงนาย และจะไม่ทำอะไรก็ตามที่นายแนะนำ  นายตั้งใจตลบหลังฉัน!

“มันก็แค่เป็นตัวเร่งให้เจ้าผลักดันให้มันเกิดเร็วขึ้นเท่านั้นเองแม็ตต์  เพราะถึงยังไงเจ้าก็เชื่อตัวเองมากกว่าใครอยู่แล้ว  ข้าก็แค่ช่วยในส่วนที่เจ้ายังลังเลใจ  และอันที่จริงแล้ว...” ไคลน์หยุดไปเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “โดยปกติแล้วธรรมชาติของยมทูตจะตรงไปตรงมาและไม่มีเล่ห์เหลี่ยม เพราะเราไม่มีความทรงจำในเรื่องแบบนั้น  ต้องขอบใจเจ้า ที่ใช้เวลาคืนแล้วคืนเล่าในการช่วยปลุกมันขึ้นมา ทั้งความทรงจำและความรู้สึกทุกอย่าง  และแน่นอน.. รวมทั้งการใช้เทคนิคล่อหลอกเล็กๆน้อยๆในแบบของมนุษย์”

“แต่อย่าเศร้าไปเลยแม็ตต์” ไคลน์ขยับมือมาจับปลายคางผมให้เงยหน้าขึ้น “ดูผลของมันซะก่อน”

แล้วละอองน้ำที่ยังพอเหลือลอยกรุ่นอยู่บ้างก็จางหายไป  แล้วผมก็เห็นภาพเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นตรงหน้าเหมือนกำลังดูภาพยนตร์  มันเป็นภาพเหตุการณ์ตอนที่ศาสตราจารย์อัลเบิร์ตกำลังได้รับเหรียญเชิดชูและประกาศเกียรติคุณจากผู้มีอำนาจสูงสุดคนหนึ่งของหน่วยงานระดับชาติ  จากนั้นภาพก็ตัดมาที่ห้องทำงานของศาสตราจารย์อัลเบิร์ตที่สถาบันค้นคว้า  ผมนิ่วหน้าเล็กน้อยเมื่อเห็นเทอเรนซ์ในวัยที่น่าจะแก่กว่าปัจจุบันราว 10 ปี กำลังเดินเข้ามาในห้องนั้นแล้ววางเอกสารฉบับหนึ่งลงบนโต๊ะเพื่อให้ใครอีกคนที่นั่งอยู่ในนั้นเซ็นต์อนุมัติ  แล้วผมก็แทบลืมหายใจเมื่อเห็นมือข้างหนึ่งยื่นออกมาเซ็นต์ลายเซ็นต์ที่ผมคุ้นเคยอย่างที่สุด  พร้อมกับภาพที่ถอยออกมาจนเห็นได้ชัดว่าคนคนนั้นคือใคร  และมันก็เป็นภาพตัวผมเองที่กำลังจรดปากกาเซ็นต์ชื่อลงไปเหนือคำว่า แม็ตต์ เอ็ดมันด์ ดาร์ซี  ผู้อำนวยการสถาบันค้นคว้าและวิจัยวัตถุโบราณ...

“เป็นยังไงบ้าง? คุ้มค่ากับเวลาในชีวิตที่มอบให้ข้าทุกวินาทีอย่างที่ข้าบอกหรือไม่” ไคลน์กระซิบที่หูผมอีกครั้ง

“ฉันไม่ได้ต้องการแบบนี้”  ผมพูดเสียงแหบโหย

“แต่เจ้าก็ได้มันแล้ว”  เสียงของไคลน์คล้ายกับจะเย้ยหยัน “และเวลานี้เจ้าน่าจะขอบใจข้า”

ไคลน์บิดคางผมให้หันไปทางด้านข้าง แล้วเขาก็โน้มตัวลงมาประกบปากจูบผม  แผ่นหลังเปียกชื้นของผมแนบอยู่กับอกเขา   ไคลน์จูบผมอย่างดูดดื่มรุนแรงและเต็มไปด้วยอารมณ์  มันมากกว่าการจูบแบบธรรมดาๆ  เพราะมันเป็นการจูบที่ต้องการบอกให้รู้ว่าใครเหนือกว่าใคร และประกาศว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้ควบคุมเกมนี้อย่างแท้จริง

“ฉันเกลียดนาย...” ผมพึมพำออกมาเมื่อไคลน์ถอนริมฝีปากออก 

“เกลียดเท่าที่เกลียดตัวเองหรือไม่?” ไคลน์กระซิบถาม ทั้งที่ยังอ้อยอิ่งอยู่ตรงผิวแก้มผม

ผมเม้มริมฝีปาก รู้สึกเจ็บใจอย่างพูดไม่ถูก ไคลน์เลื่อนมือจากคางผมลงมาลูบไล้บริเวณลำคอ

“เอามือของนายออกไป” ผมเค้นสียงลอดไรฟันออกมา

“เจ้าพูดแบบนั้นออกมาได้ยังไงกันแม็ตต์” ริมฝีปากของไคลน์เลื่อนไปที่หูผม ลมหายใจอุ่นๆของเขากระทบผิวเนื้อผมจนร้อนผ่าว  “ในเมื่อเจ้าเป็นคนปลุกมันขึ้นมาเองทั้งสิ้น  ทั้งความสุข ความชิงชัง  ความพึงใจ ความโศกเศร้าโหยหา และทุกความรู้สึกที่มนุษย์ทั้งหลายมีกัน  เจ้าทำให้ข้าระลึกได้ถึงความรู้สึกเหล่านั้น และยอมรับว่ามันก็ไม่เลวเท่าไหร่”

ไคลน์กดปลายเล็บคมๆลงบนลำคอผมแล้วลากเบาๆลงมาจนถึงแผ่นอกเปลือยเปล่าที่อยู่ใต้สายน้ำอุ่น

“รวมทั้งความปรารถนาของข้าที่มีต่อเนื้อหนังมังสาอันเย้ายวนใจของเจ้า...”



............................................................................................................................


อ่าฮะ...  ไม่รู้ว่าจะเห็นใจ รึสมน้ำหน้าแม็ตต์ดี  ^ ^


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

1,271 ความคิดเห็น

  1. #1269 NthSarobee (@yamane) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2561 / 14:32
    เอาแล้วววววว โดนแล้ววววว5555555
    #1269
    0
  2. #1265 $iviα✻ (@rosetea) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2560 / 16:06
    เอาแล้วไงแมตต์ ปลุกเขาขึ้นมาเอง โทษใครไม่ได้นอกจากตัวเองแล้วหละงานนี้
    #1265
    0
  3. #1247 กระต่ายสีเงิน (@jerot) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 เมษายน 2557 / 00:13
    แม็ตต์โดนลุกซะแล้ว
    #1247
    0
  4. #1234 RINKUWAc .™ (@hasuki) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 / 16:57
    เอาแล้วไง ปลุกให้เขาตื่นมาถ้าจะกดให้กลับไปเป็นเหมือนเดิมโอกาศคงน้อยนะแม็ตตี้ อร๊ายยยยยยยยยยยยย ><///////// #ความหื่นครอบงไ
    #1234
    0
  5. #1228 กระต่ายหูตก (@uriuri) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 / 09:37
    ฟิน สั้นๆ
    #1228
    0
  6. #1226 หัดมาร (@formelove-hadman) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2556 / 01:12
    อ๊ากกกกก เซ็กซี่มากกกกกก ภาพเห็นเป็นฉากๆๆในหัวเลยคะ สายน้ำ แผ่นอก กรงเล็บ โอ้ยยย ไม่ไหวๆๆๆ ขอทิชชู่อุดจมูกด่วน!
    #1226
    0
  7. #1222 Penguin[G] (@caucasus27) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2556 / 23:59
    นอนม้วนไปม้วนมาบนที่นอนอยู่หลายรอยเลยค่ะ เขินนนนนนนนนนนนน!><
    #1222
    0
  8. #1214 little-red-cap (@little-red-cap) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 กันยายน 2556 / 00:24
    ประโยคที่รอคอยมาแล้ว เหอะๆๆ (ทำหน้าหื่นกาม)
    #1214
    0
  9. #1206 Boku Wa Haruneko (@haruneko) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2556 / 00:23
    ช่างเป็นยมทูตที่เจ้าเล่ห์ หึหึหึหึ
    #1206
    0
  10. #1179 Yoku Akanso (@wangyu) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2555 / 16:35
    น่าน...ไลน์เอ๊ย แมตต์ (พิมพ์ผิดไปได้ไงฟะ!?)
    ทำตัวเองแท้ๆ... ไคลน์ เจ้าเล่ห์จริงๆ
    ตอนนี้ไม่มีเวลาสงสารแมตต์หรือสมน้ำหน้าทั้งนั่น ต้องการเลือดด่วยค่ะ อั๊คค์ //เลือดพุ่งกระฉูด
    #1179
    0
  11. #1159 Vine (@milkhake) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 กันยายน 2555 / 22:57
    แผล่บ(เช็ดน้ำลาย)

    ที่รอคอยมาแล้ววว
    #1159
    0
  12. #1143 Toffy_[B] (@baiteoy14720) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2555 / 22:16
     กรี๊ดดดดด ฉากแหลมหล่อ
    #1143
    0
  13. #1133 Elly-B (@elly-b) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 เมษายน 2555 / 23:12
    อร๊างงง ไคลน์ นายร้ายมากกก  ปล. เป็นเพราะนายนะแม็ตต์
    #1133
    0
  14. #1118 ว้ากก (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 มีนาคม 2555 / 09:52
    กรี๊ดด สลับข้างกันแล้วโว้ย ><

    ตื่นเต้นๆ
    #1118
    0
  15. #1110 Seiki (@lakia) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 มีนาคม 2555 / 03:22
    แอร๊ยยยย!ในที่สุดก็ถึงวันที่ไคลน์หื่นกับเค้าซะที5555555+>////<
    #1110
    0
  16. #1089 สา-ระ-เลว (@skone) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 / 02:28
    อร๊างงงงงงงงงงง ในที่สุด...
    แมตต์ก็เจอกับยมทูตของจริงที่ยิ่งกว่าจริง
    ทำตัวเองเลยนะนายแมตต์

    #1089
    0
  17. #1070 แมวสีส้ม (@fillgogo) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 มกราคม 2555 / 21:15
    แม่เจ้าไคลน์ bad boy ตัวจริง
    อ๊ายยยยยยยยยยยย เค้าชอบแบบนี้ที่สุด
    แมตต์ไม่รอดแน่ๆ หึหึ
    #1070
    0
  18. #1038 dolly (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2554 / 05:50
    แย่แล้วแมตต์ดันไปปลุกความปรารถนาของไคลน์ขึ้นมา

    ตัวเองจะซวยไหมนี่
    #1038
    0
  19. #1018 TiwticAmp_90 (@winnaya) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2554 / 01:04
    โว๊ะโอ...ใครจะโดนใครฟันกันแน่  อิอิ

    ร้ายจริงๆเลย ไคลน์เนี่ย .. แอบสงสารแมคค์อีกแล้วว
    กดดันกันเหลือเกิน
    #1018
    0
  20. #982 Aburame_Shino (@Nara_nicharee) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2554 / 23:11
     ตายหอง -*- ตอนแรกอยากจับเค้ากด 

    ตอนนี้จะโดนกดซะเองแล้ว
    #982
    0
  21. #966 หมึก5สี (@-pretty-girl-) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2554 / 21:12
    สมใจมั้ยแม็ตต์? ไปปลุกความรู้สึกไคลน์มาแล้วไปปฏิเสธเค้าทำไม?

    อยากบอกว่าไคลน์เถื่อนมาก!
    #966
    0
  22. #927 *-*SooNO*-* (@noreek) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2554 / 21:28
    จัดค่ะไคลน์...จัดหนัก!!!
    #927
    0
  23. #841 Rayzeta (@reyzeta) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2554 / 22:10
     เดี๋ยวววว (วิบัตเสียง) เปลี่ยนตำแหน่งกันแล้วหรอ
    หนุกอะ
    #841
    0
  24. #826 เงารัตติกาล (@darel) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2554 / 08:49
    กรี๊ดดดดดด ไคล์เริ่มเจ้าเล่ห์ แล้วยังงี้ใครจะโดนกดเนี่ย
    (หื่นออกนอกหน้าเลยนะ..//.. =.,= 555)
    #826
    0
  25. #756 MINAILL (@lkbhg) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2554 / 23:42
    ชอบบบ >///<
    #756
    0