คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

ลิขิตรัก จากนรก (yaoi)

ตอนที่ 8 : คำสัญญากับเพื่อนรัก


     อัพเดท 8 ส.ค. 54
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/นิยายวาย
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : VIOLET RAIN ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ VIOLET  RAIN
My.iD: https://my.dek-d.com/sweetie-jun
< Review/Vote > Rating : 99% [ 10 mem(s) ]
This month views : 129 Overall : 53,907
1,271 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 764 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
ลิขิตรัก จากนรก (yaoi) ตอนที่ 8 : คำสัญญากับเพื่อนรัก , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 4265 , โพส : 66 , Rating : 52% / 21 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


ทันที่ผมกลับถึงบ้าน  ไคลน์ก็โยนคำพูดใส่ผมแบบไม่รอให้เสียเวลา

“คิดว่าทำแบบนั้นแล้วจะหยุดยั้งข้าได้อย่างงั้นหรือแม็ตต์?”

“แบบไหน?” ผมเอียงหน้าไปพูดกับเขาพลางถอดเสื้อโค้ทโยนลงบนเก้าอี้รับแขก  “แบบที่ยิงหมา รึแบบที่อึ้บแฟนโชว์นาย?”

“แฟนงั้นรึ? เจ้าไม่ได้รักเขาด้วยซ้ำ” ไคลน์หัวเราะเบาๆอย่างดูถูก “ที่ข้าพูดนั่น หมายถึงเหล็กเจาะน้ำแข็งที่อยู่ใต้เตียงเจ้าต่างหาก”

ผมชะงัก เมื่อหลายวันก่อนหลังจากเหตุการณ์ที่ไคลน์เกือบจะใช้กำลังครอบครองผมได้สำเร็จ ผมได้แอบซ่อนเหล็กเจาะน้ำแข็งปลายแหลมขนาดเหมาะมือเอาไว้ใต้เตียงทุกคืน เพื่อเป็นหลักประกันว่าเมื่อไหร่ที่ไคลน์ดึงดันจะหักหาญผม  เหล็กนั่นก็จะเจาะเข้ามาในอกผมด้วยเหมือนกันทันทีที่เขาทำมันจบ

“แต่มันก็ได้ผลนี่  รึไม่ใช่?” ผมย้อน

“แม็ตต์ เจ้าช่างดื้อดึงอย่างน่าขำ และไม่ยอมรับความจริงเอาซะเลย  เจ้าไม่คิดหรือว่าข้าจะมีวิธีจัดการกับเรื่องนี้ได้อย่างไม่ยากเย็นอะไรเลย” ไคลน์ถลันเข้ามาประชิดด้านหลังผม ลมหายใจเย็นเยียบกระทบต้นคอผมจนสะท้านไปถึงแผ่นหลัง “กับมนุษย์ประเภทที่ไม่เคยคิดจะควบคุมความต้องการของตัวเองอย่างเจ้า จะต้องให้ข้าใช้ความพยายามสักแค่ไหนกันเชียว?”

ผมขบกรามแน่น คำพูดแต่ละอย่างของเขามันช่างหยาบหยามชวนให้ระเบิดอารมณ์ซะเหลือเกิน  แต่ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว ผมจะไม่ยอมให้เขาป่วนความรู้สึกผมเล่นตามใจชอบและคอยหัวเราะเยาะเวลาที่ผมเต้นไปตามเกมของเขาอีกต่อไป  ผมหลับตาลงแล้วพยายามข่มความรู้สึกโดยการหายใจเข้า-ออกอย่างช้าๆ

“นายคิดว่ารู้จักฉันดีแล้วสินะไคลน์?  นายต่างหากที่น่าขำ  ถึงฉันจะทำเหมือนมักง่ายในเรื่องเซ็กส์  แต่ที่จริงฉันก็มีกฏเกณฑ์ของฉันอยู่ด้วยเหมือนกัน  นั่นคือฉันจะทำมันภายใต้ความเต็มใจของทั้งสองฝ่าย และทำกับคนที่ฉันชอบเท่านั้น  ซึ่งขอบอกว่าเวลานี้นายสอบตกทั้ง 2 ข้อ”

ไคลน์หัวเราะเสียงกังวาน  น้ำเสียงของเขาทั้งหยามหยันและไม่เชื่อ “สอบตกงั้นหรือ?  เจ้าจะบอกว่าเจ้าไม่มีวันเต็มใจเดินเข้าสู่อ้อมอกของข้าอย่างที่ข้าปรามาสไว้อย่างนั้นหรือแม็ตต์?”

“ของมันเห็นๆกันอยู่แล้ว” ผมตอบอย่างเฉยชา “นายไม่มีทางได้สิ่งที่อยากได้ นอกจากจะมาปล้นเอามันไป และตอนนั้นนายจะได้มันไปพร้อมกับดวงวิญญาณที่แตกร้าวมีตำหนิของฉัน”

“ฆ่าได้แต่หยามไม่ได้งั้นหรือแม็ตต์  ...น่าสนุก” ไคลน์พูดเสียงแหบต่ำ ฝ่ามือแข็งแรงของเขาจับที่ต้นแขนผมแล้วบีบเบาๆ ก่อนจะก้มลงกระซิบ “เอาเลยแม็ตต์  หนีเท่าที่เจ้าอยากหนี  แล้วมาคอยดูกันว่าระหว่างเจ้ากับข้า ใครกันที่คิดผิด แต่ขอเตือนเอาไว้ว่าจงระวังการกระทำของตัวเองให้มาก  ทุกสิ่งของการกระทำล้วนมีผลของมันทั้งในแง่ที่เจ้าต้องการและไม่ต้องการ เจ้าไม่สามารถกะเกณฑ์ให้มันเกิดขึ้นหรือแตกดับได้ตามใจชอบ  และไฟปรารถนาในอกของข้าก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่มีทางดับลงโดยง่ายเช่นกัน”

แล้วไคลน์ก็แตะริมฝีปากเย็นชืดลงบนแก้มผม ความหนาวเยือกแผ่ซ่านไปถึงในอก  ผมยืนตัวแข็งทื่ออยู่แบบนั้นจนกระทั่งร่างของไคลน์เลือนหายไป

“เอาสิไคลน์ ฉันก็อยากรู้เหมือนกัน” ผมพึมพำเบาๆ

หลังจากวันนั้น สภาพจิตใจและการดำเนินชีวิตของผมก็เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ผมไม่ได้ไปทำงานอย่างงงๆเบลอๆอีกต่อไปแล้ว  สติสัมปชัญญะของผมแจ่มกระจ่าง พอๆกับสภาพจิตใจที่ที่เข้มแข็งเต็มร้อย  การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างมั่นคงและมีสติ  และถึงเหล็กเจาะน้ำแข็งนั่นจะยังนอนนิ่งอยู่ใต้เตียงผมทุกคืนเหมือนเดิม  แต่มันไม่ได้มีไว้ให้ผมคว้ามาเจาะตัวเองหากไคลน์ดึงดันจะครอบครองผมแบบตอนแรกแล้ว ผมแค่มีมันเอาไว้ขู่  เพราะมาคิดๆดู ผมว่ามันช่างเสียสติสิ้นดีที่จะยอมสละชีวิตตัวเองเพื่อยมทูต

แต่ไคลน์ก็ไม่จำเป็นต้องรู้ความจริงในข้อนี้นี่  ...จริงมั้ย?

และนอกเหนือจากสิ่งที่ว่ามา  ไคลน์กับผมก็ยังใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเหมือนก่อนหน้า   คงเพราะเราไม่มีทางอื่นที่ดีกว่านี้ให้เลือกแล้ว ช่วงวันแรกๆที่ผมเพิ่งจะกลับมาควบคุมตัวเองได้อีกครั้ง มีบ้างที่อารมณ์ผมไม่นิ่ง  ซึ่งตอนนั้นผมแทบไม่อยากจะเผชิญหน้ากับเขา  แค่ได้ยินเสียงเขานิดเดียวหรือว่าได้กลิ่นหอมประหลาดชวนงงงวยแบบที่เป็นลักษณะเฉพาะของเขา ชีพจรผมจะเต้นเร็วขึ้นระดับหนึ่ง ปฏิกิริยาทางร่างกายเป็นไปในรูปแบบที่เตรียมพร้อมจะต่อสู้ตอบโต้ได้ทันที   แต่พอผ่านไปสักพักผมก็เริ่มกลับมาชินและผ่อนคลายลงได้อีก อาจเป็นเพราะไคลน์ลดท่าทีในการคุกคามผมลงด้วย  อาจไม่เย็นชาเท่าตอนที่เราเจอกันแรกๆ  แต่ก็ไม่ได้รุนแรงข่มขวัญกันมากเท่าตอนหลัง 

ผมรู้ว่าไม่ใช่ว่าเป็นเพราะเขาเห็นใจผมขึ้นมาหรอก  ไคลน์เลือดเย็นกว่านั้น  เขาแค่ปรับกลยุทธไปตามสภาพของคู่ต่อสู้แค่นั้นเอง และเขากำลังสนุกที่ได้เห็นผมพยายามแข็งขืนสู้และดิ้นรนเอาตัวรอด  เราอยู่กันแบบรูมเมทที่ทักทายพูดคุยกันอย่างเป็นธรรมชาติ แต่แอบซ่อนมีดเอาไว้ด้านหลังเพื่อหาโอกาสจ้วงแทงกันแทบทุกวินาที  ซึ่งมันก็ระทึกใจดีอยู่เหมือนกัน  ถ้าแกล้งทำเป็นลืมๆเรื่องที่ว่าก่อนหน้านี้ไคลน์จับจ้องแต่จะหาโอกาสสูบเอาวิญญาณจากผมท่าเดียว ในขณะที่ผมก็จ้องจะลวนลามเขาทุกโอกาสที่หาได้เหมือนกัน 

แต่พอมาถึงตอนนี้  ไคลน์ยังคงใช้เวลา
‘ส่วนใหญ่’ ในการจับจ้องหาทางเอาวิญญาณผมอยู่ แต่ดูเหมือนจะมีเวลาอีกส่วนที่เขาใช้มันเพื่อหันมาจับจ้องร่างกายของผมแทน  และมันก็ทำให้ผมเย็นวาบไปทั้งตัว  และสั่งให้ตัวเองลด ละ เลิกการแตะต้องสัมผัสไคลน์โดยไม่จำเป็นอย่างเด็ดขาด  เพราะถึงร่างกายของไคลน์จะดึงดูดใจชวนให้สัมผัสลูบไล้ขนาดไหน  แต่ก็ยังไม่มากพอจะทำให้ผมละทิ้งอีโก้ของตัวเองได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหวนนึกถึงท่าทางของเขาในตอนนั้น(คงไม่ต้องอธิบายว่าตอนไหน) ที่ไม่ได้มีทีท่าว่าจะเล่นบทเดียวกับไบรซ์หรือว่าจูเลียนเอาซะเลย

โอเค..  พูดง่ายๆก็คือถ้าผมเพลี่ยงพล้ำเสียทีเขาเมื่อไหร่  ก็คงต้องทำใจจูบลาบทบาท‘ฝ่ายรุก’ได้เลย

หลายวันต่อมา ในช่วงสายของวันที่อากาศอึมครึมหนาวเย็นวันหนึ่ง  ผมก็ได้รับโทรศัพท์แจ้งข่าวจากหลุยส์ว่าพ่อของคูเปอร์ได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่าเนื่องจากก้าวพลาดหกล้มตรงบันไดหน้าสำนักงานของเขาเอง และตอนนี้กำลังพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล  ผมก็เลยตัดสินใจลางานในช่วงบ่ายของวันนั้นเพื่อไปเยี่ยมท่าน

ผมมาถึงโรงพยาบาลราวบ่ายโมง  และในขณะที่ผมก้าวออกจากลิฟต์ของโรงพยาบาลและเดินไปตามทางที่ทอดยาวไปสู่ห้องพักของผู้ป่วยทั้งสองฟาก  ผมก็ได้ยินเสียงทุ้มๆของไคลน์ลอยมากระทบหู

“เพื่อนของเจ้าช่างโชคร้าย”

ผมก้มหน้าลงสูดกลิ่นหอมอ่อนๆของช่อดอกไม้ในมือก่อนจะพูดแย้งเขาออกไปแบบไม่ใส่ใจนัก “พ่อของเพื่อนต่างหาก ไม่ใช่เพื่อน พูดให้ถูกต้องหน่อยสิ”

ไคลน์หัวเราะเบาๆ เสียงของเขาสะท้อนไปมาจนฟังดูกังวาน  “ข้าพูดไม่ผิดหรอก”

ผมเอะใจ และนึกอยากจะถามเขาต่ออยู่เหมือนกัน  แต่ตอนนั้นผมก็เดินมาถึงหน้าห้องพักผู้ป่วยของพ่อคูเปอร์ก่อนแล้ว  ผมยกมือขึ้นเคาะที่ประตูเบาๆ 2 ครั้ง  อึดใจเดียวบานประตูก็เปิดออก

“อ้าว.. นายเองเหรอแม็ตต์” คูเปอร์เป็นคนเปิดประตูให้ผมเข้าไป

“สุ้มเสียงฟังดูผิดหวังจังนะ รอใครอยู่รึไง?”

คูเปอร์ไม่ตอบ แต่กลับมีท่าทางเก้อเขินขึ้นมาทันที  ซึ่งทำให้เดาได้ไม่ยากว่าเป็นเพราะอะไร

“หลุยส์?” ผมเลิกคิ้ว

“เมื่อครู่เขาโทรมาบอกว่ากำลังเดินทางมา ฉันเลยนึกว่าเป็นเขา” คูเปอร์กระแอมและเบี่ยงตัวให้ผมเดินเข้าไป  ในขณะที่ผมกลั้นยิ้ม

“พ่อนายเป็นยังบ้าง?”  ผมมองไปยังเตียงผู้ป่วยที่มีร่างของพ่อเขานอนหลับอยู่  แฟรงค์ ฮาร์เน็ต พ่อของคูเปอร์ (ผู้ซึ่งชอบให้เราเรียกเขาว่าแฟรงค์ มากกว่าคุณฮาร์เน็ต) เป็นชายร่างสูงที่ค่อนข้างเจ้าเนื้อ  เขามีผมกับเคราสีน้ำตาลยุ่งๆ และเป็นคนอารมณ์ดีอยู่เสมอ  แต่ในความเฮฮาและเปิดเผยของเขา แฟรงค์ ฮาร์เน็ต จัดว่าเป็นคนเฉียบแหลมและตรงไปตรงมาอย่างมาก  เขาเป็นเจ้าของสื่อสิ่งพิมพ์หลายฉบับ และบางฉบับก็ตรงและกัดแรง จนทำให้เขาได้รับหมายศาลคดีหมิ่นประมาทอยู่เป็นระยะๆ แต่เขาก็ยังคงยืนหยัดในอุดมการณ์ของตัวเองอย่างเหนียวแน่น

คูเปอร์หันไปมองพ่อเขา สายตาที่สงบนิ่งเป็นเปลี่ยนเป็นอบอุ่นอ่อนโยน “พ่อไม่เป็นอะไรมากแล้วล่ะ ได้ยาแก้ปวดไปแล้ว”

“อืม” ผมพยักหน้าแล้ววางช่อดอกไม้ลงบนโต๊ะข้างๆเตียงของพ่อเขา  ก่อนจะเดินไปนั่งตรงเก้าอี้รับแขกใกล้กับคูเปอร์  “พ่อนายอายุค่อนข้างเยอะแล้ว และก็น้ำหนักตัวก็ไม่น้อย  นายน่าจะขอให้เขาเพลาๆความเก๋าลงมั่ง”

คูเปอร์ส่ายหน้า พร้อมกับพูดกลั้วหัวเราะ “พ่อคงฟังฉันอยู่หรอกนะ ขนาดแม่ยังยอมแพ้แล้วหันไปเข้าบิวตี้ซาลอนถี่ๆแก้เครียดเลย”

“จริงของนาย”

“แล้วนายล่ะ เป็นไงบ้าง?”  คูเปอร์ถามผม  ปากของเขายังมีรอยยิ้มอยู่ แต่ดวงตาน่ะไม่ยิ้มด้วยเลย  ซึ่งแปลได้อย่างเดียวว่า บอก-มา-ตรงๆ-อย่า-โก-หก

“ก็เหมือนเดิม ทุกอย่างปกติ”

คูเปอร์โน้มตัวเข้ามาใกล้ผม แล้วลดเสียงลง “อย่าโยกโย้กับฉันน่าแม็ตต์ นายก็รู้ว่าฉันหมายถึงเรื่องของ... ปีศาจจากนรกนั่น”

“พูดถึงแฟนฉันไม่สุภาพเลย” ผมจุ๊ปาก “เขามีชื่อเรียกนะ อย่าลืมสิ  ก็อย่างที่บอก ทุกอย่างปกติดี งานแต่งงานของฉันกับเขาจะมีขึ้นที่โบสถ์เซนต์แพทริค ส่วนงานเลี้ยงก็คงเป็นที่เดอะพลาซ่า  ถึงไคลน์กับฉันจะระหองระแหงและขว้างปาข้างของใส่กันบ่อยๆ  แต่ความจริงเรารักกันมาก”

ผมอมยิ้ม  และนั่นก็ทำให้สายตาของคูเปอร์อ่อนลงในทันที  เขาระบายลมหายใจออกมาเบาๆอย่างโล่งอก “นายกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว”

“อือฮึ  เล่นกับไฟก็เลยโดนไหม้มานิดหน่อย แต่ยังไม่วอดวายทั้งตัว  โชคดีที่นายมาช่วยยั้งไว้ทัน”

ผมมองหน้าคูเปอร์ เขายิ้มแล้วมองผมตอบ  ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดขอบอกขอบใจอะไรให้มากเรื่อง  เพราะทั้งผมและเขาต่างรู้ดีอยู่แก่ใจ ว่านั่นเป็นหน้าที่ที่เพื่อนต้องทำให้กันอยู่แล้ว

เสียงขยับตัวของพ่อคูเปอร์ที่นอนอยู่บนเตียงดังมาให้ได้ยิน  เราทั้งคู่หันไปมอง แต่เขาก็แค่ขยับตัวทิ้งแขนลงข้างตัวแล้วหลับต่อ  ผมมองเขาแล้วยิ้มบางๆให้คูเปอร์  “งั้นอีกวันสองวันเขาก็คงออกจากโรงพยาบาลแล้วกลับไปทำงานได้แล้วสินะ”

“อืม” คูเปอร์พยักหน้า “อยู่รอดูอาการอีกนิดก็คงกลับได้แล้ว แต่แม่ฉันไม่อยากให้เขากลับไปทำงานตอนนี้หรอก  อยากให้หยุดไปสักพัก”

“ทำไมล่ะ?” ผมข้องใจ  แฟรงค์ ฮาร์เน็ต เป็นคนบ้างานอย่างที่สุด การบอกให้เขาหยุดทำงาน ก็เท่ากับบอกให้เขาไปตัดไข่ทิ้งดีๆนี่เอง

“ก็อย่างที่ฉันเคยบอก ช่วงนี้พ่อมีเรื่องยุ่งๆเข้ามาน่ะ” คูเปอร์มีสีหน้ายุ่งยากใจ เขาจ้องมองมือตัวเองที่ประสานอยู่ตรงหน้าเหมือนมันเป็นเอกสารสัญญาทางการค้าที่เอาเปรียบและงี่เง่าจนน่ารังเกียจ

“คูป  พ่อนายมีเรื่องอะไรกันแน่?”

คูเปอร์เงยหน้าขึ้น รอยยิ้มฝืดเฝือเจืออยู่บนริมฝีปาก “ก่อนหน้านี้ไม่นาน พ่อเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องบางอย่างที่นักข่าวอิสระคนนึงไปคุ้ยเจอเข้าโดยบังเอิญ แล้วเอาข่าวมาขายให้พ่อฉัน  มันเกี่ยวกับผู้ชายคนนึงที่เคยถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กหญิงอายุไม่ถึง 12 ปี  แต่เรื่องมันก็จบและเงียบหายไปในที่สุด  เพราะกลายเป็นว่าเด็กนั่นพูดโกหก ก่อนที่ครอบครัวของเด็กจะย้ายไปอยู่ที่อื่น”

“แล้วยังไง? หมอนั่นเป็นใคร?”

“หมอนั่นชื่อพอล ริชเตอร์ เคยเป็นโค้ชให้กับทีมบาสเก็ตบอลของโรงเรียนมัธยมต้นแถบชานเมืองในรัฐนิวเจอร์ซีย์  แต่ตอนนี้เพิ่งจะย้ายไปเป็นโค้ชให้กับสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า  นายคงงงสินะ ว่าเรื่องพวกนี้มันจะเป็นเรื่องขึ้นมาจนกระทั่งส่งผลให้แม่ฉันกังวลจนถึงขั้นอยากขอให้พ่อหยุดงานสักพักได้ยังไง  ขอบอกเลยว่ามันซับซ้อนกว่านั้น เพราะฝ่ายนั้นส่งของบางอย่างมาให้พ่อฉัน และมันก็ทำให้พ่อฉันคิดหนักจนกระทั่งเผลอเดินเหม่อพลัดลื่นตกบันไดขั้นสุดท้ายของสำนักงานตัวเอง”

“มันคืออะไร?”

“มันเป็นจดหมายที่บอกให้พ่อฉันเลิกขุดคุ้ยเรื่องนี้ซะ  และมันถูกส่งมาพร้อมกับกระสุนปืนลูกหนึ่ง”

ผมถึงกับอึ้ง...

“แต่กระสุนปืนลูกเดียวน่ะไม่ทำให้พ่อฉันสั่นคลอนได้หรอก” คูเปอร์พูดต่อ  “เพราะตลอดชีวิตการทำงานสื่อสารมวลชนของเขา  เขาถูกขู่ฆ่ามาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แทบจะเป็นเรื่องตลกของเขาไปแล้ว”

“แล้ว...?”  ผมถามต่อ รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเลย

“แต่พวกมันไม่ได้ขู่จะฆ่าพ่อฉันหรอกแม็ตต์" คูเปอร์เม้มปาก แววตาดูแข็งกร้าว "เพราะบนลูกกระสุนนั่นมันสลักชื่อฉันเอาไว้ต่างหาก  และสาเหตุที่ทำให้เรื่องนี้ลุกลามไปได้ขนาดนี้ก็คือ พอล ริชเตอร์ น่ะไม่ได้หัวเดียวกระเทียมลีบหรอก และถ้าเรื่องนี้มีอะไรสกปรกแอบซ่อนอยู่และถูกเปิดโปงขึ้นมา ก็คงไม่ใช่ชีวิตของเขาคนเดียวที่จะดิ่งลงเหว เพราะหมอนี่มีพี่ชายแท้ๆชื่อเดวิด ..เป็นไง เริ่มคุ้นๆแล้วมั้ย?”

ผมขมวดคิ้ว ก่อนจะคลายออกแล้วแล้วเบิกตาโตขึ้นมาแทน “นายคงไม่ได้หมายถึง...”

“ถูกเผง” คูเปอร์พยักหน้า “ พอล ริชเตอร์ เป็นน้องชายแท้ๆของวุฒิสมาชิกเดวิด ริชเตอร์ หนึ่งในตัวเก็งของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยหน้า"

จากนั้นพ่อของคูเปอร์ก็ลืมตาตื่นขึ้นมา ซึ่งทำให้ผมต้องหยุดซักถามคูเปอร์ไปโดยปริยาย  สักพักหลุยส์ก็มาถึงโรงพยาบาล  ซึ่งทำให้บรรยากาศดูแช่มชื่นผ่อนคลายขึ้นอย่างน่าประหลาด  หลุยส์เป็นคนแบบนี้  เขาจะพาความสบายใจมาให้คนรอบข้างแบบที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว ผมกอดน้องและแอบหอมเบาๆบนเส้นผมสีทองนุ่มสลวยของเขา ถึงหลุยส์จะโตจนเกือบจะเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ในปีหน้านี่แล้ว  แต่ภาพความทรงจำในวัยเยาว์ที่เขาเป็นเด็กชายตัวน้อยที่เดินเตาะแตะมากอดแขนกอดขาอ้อนผม ก็ยังแจ่มชัดเหมือนมันเพิ่งจะเกิดขึ้นไม่นาน  พวกเราคุยกันอย่างออกรสเหมือนมาสังสรรค์กันผิดที่มากกว่าจะมาเยี่ยมคนป่วยในโรงพยาบาล  ขนาดพ่อของคูเปอร์เองก็ยังดูกระฉับกระเฉงดีไม่ได้ดูอ่อนเพลียอิดโรยอะไร  ผมอดยิ้มขึ้นมาไม่ได้ เมื่อมองภาพของทั้ง 3 คนพูดคุยกัน  หลุยส์ดูกลมกลืนยังกับเป็นลูกชายอีกคนของคุณฮาร์เน็ต  ส่วนดูเปอร์เองก็ดูมีความสุขดี  แต่ผมสงสัยขึ้นมาว่าความสุขนี้จะยืนยาวตลอดไปรึเปล่านะ?  ผมนึกถึงเรื่องที่คูเปอร์เล่าให้ฟังแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา สักพักผมก็ขอตัวกลับ

แต่ในขณะที่ผมเดินผ่านประตูออกมาจากห้องแล้วเดินไปตามโถงทางเดิน คูเปอร์ก็เดินตามผมออกมาด้วย

“อ้าว..  มาทำไม?”ผมหันไปถามเขา

คูเปอร์ก้าวเร็วๆจนมาเดินเคียงคู่กับผม  “ฉันจะออกไปหากาแฟดื่มหน่อย กาแฟที่โรงพยาบาลรสชาติยังกับน้ำล้างจาน”

“เหรอ? แต่เห็นนายดื่มจนหมดแก้วเลยนี่” ผมกลอกตา “คูป..  มีอะไรจะพูดก็พูดออกมาเลยได้มั้ย?  แต่ถ้าจะขอน้องชายฉัน  ฉันแนะนำว่าไปขอตรงๆกับพ่อแม่ฉันจะดีกว่า”

“แม็ตต์ อย่าเพิ่งทำตลก” คูเปอร์ทำหน้าเครียด “ฉันรู้นะว่านายกำลังไม่สบายใจเรื่องที่ฉันเล่าให้ฟัง”

“อ้อ..  แล้วฉันควรสบายใจงั้นสิ ที่ชื่อของเพื่อนฉันถูกสลักไว้บนลูกปืนของคนอื่น?”  ผมย้อน

“มันเป็นปัญหาของพ่อฉันและตัวฉัน  และเราจะผ่านมันไปได้เหมือนที่เคย  นายไม่จำเป็นต้องมากังวล”

“แล้วพ่อนายจะวางมือจากเรื่องนี้มั้ย?”

“ฉันไม่รู้  แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ฉันก็เคารพการตัดสินใจของพ่อฉัน  และไม่ต้องมามองหน้าฉันแบบนั้นเลยแม็ตต์  เราเป็นสื่อนะแม็ตต์  มีหน้าที่ตีแผ่ความจริงให้สังคมรู้ และฉันจะไม่มีทางขอให้พ่อเลิกทำงานนี้หรือละทิ้งอุดมการณ์ของตัวเองเพราะฉันดันปอดแหกขึ้นมาเด็ดขาด”  คูเปอร์พูดชัดถ้อยชัดคำ ใบหน้าของเขาเชิดหยิ่งและดูแน่วแน่

“คูป..”

“และนายก็เหมือนกัน” คูเปอร์ชี้หน้าผม “ฉันห้ามนายสอดมือเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้  ...อ้อ  พูดให้เฉพาะเจาะจงไปเลยดีกว่า เพราะนายมันหัวแหลม เดี๋ยวจะมายอกย้อนเอากับฉันอีก  เอาเป็นว่า ฉันขอห้ามไม่ให้นายเอาเรื่องของฉันไปเป็นสาเหตุให้ยมทูตนั่นได้โอกาสสูบเอาอายุขัยของนายไปได้อีก เข้าใจมั้ยแม็ตต์?”

ผมเงียบ  และมันยิ่งทำให้คูเปอร์เครียดหนักมากขึ้นไปอีก

“แม็ตต์ อย่าทำแบบนี้กับฉัน” คูเปอร์พูดเหมือนคราง “อย่าทำร้ายฉันโดยการเสียสละในสิ่งที่จะทำให้ฉันเจ็บปวดไปตลอดชีวิต  รับปากกับฉันตรงนี้เลย ว่านายจะไม่มีทางมอบอายุขัยตัวเองอีกแม้แต่วันเดียวเพื่อให้ยมทูตนั่นช่วยฉัน”

ผมมองตาเขา  ทั้งที่ผมเองยังไม่ได้คิดว่าจะช่วยเขาได้ยังไงเลยด้วยซ้ำ  แต่คำพูดพวกนั้นกลับไม่สามารถออกจากปากผมได้เลยแม้แต่คำเดียว

“แม็ตต์..” คูเปอร์ดูเหมือนคนกำลังจะหมดแรง  “อย่าขายวันเวลาให้ยมทูตอีกแม้แต่วันเดียว  ...สัญญาสิ”

“อืม.. ฉันสัญญา”  ผมพูดออกมาด้วยเสียงที่เบามาก จนแม้แต่ตัวเองยังเกือบไม่ได้ยิน

และพอผมกลับมาถึงที่บ้าน ผมก็เดินผ่านห้องโถงด้านล่างลงไปสู่ลานเล็กๆที่แวดล้อมไปด้วยสวนเขียวชอุ่มซึ่งอยู่ทางด้านหลัง  ผมนั่งลงบนเก้าอี้สนาม เอนตัวลงพิงกับพนักพิงแล้วนั่งมองต้นไม้ใบไม้รวมทั้งเถาไอวี่ที่เลื้อยไปตามผนัง และเริ่มครุ่นคิดถึงเรื่องของคูเปอร์อีกครั้ง

ผมนั่งอยู่แบบนั้นอีกพักใหญ่  จนกระทั่งรู้สึกว่าการคิดฟุ้งซ่านอยู่คนเดียวโดยไม่รู้ความจริงอะไรนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลยนอกจากจะทำให้ปวดหัวและกังวลยิ่งขึ้น  ผมก็เลยตัดสินใจที่จะหาข่าวจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือที่สุดในโลก

“ไคลน์  คุยกันหน่อยได้มั้ย?” ผมเปรยขึ้นมาเบาๆแทรกกับเสียงของน้ำพุเล็กๆที่อยู่เยื้องออกไปไม่ไกล

ไม่ถึงครึ่งนาที กลิ่งหอมจางก็ลอยเอื่อยมาแตะจมูกพร้อมกับร่างสูงใหญ่ของไคลน์ที่มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าผม 

“ข้ารออยู่แล้วแม็ตต์”  เสียงของเขาทุ้มและสงบนิ่ง

“ไวยังกับอีแร้งเห็นศพ” ผมแดกดันอย่างอดไม่ได้ “ฉันอยากคุยเรื่องคูเปอร์”

ไคลน์มองหน้าผม รอยยิ้มเล็กๆผุดขึ้นที่ริมฝีปากหยักสวยของเขา  ที่จริงมันควรจะน่ามองเอามากๆเมื่อมาอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปสลักแบบนั้น  แต่พอมาประกอบกับสายตาแข็งกระด้างเยือกเย็น  มันกลับมองดูชั่วร้าย

“เจ้าอยากรู้ส่วนไหนล่ะแม็ตต์?”

“ฉันอยากรู้ว่าเรื่องที่พ่อของคูเปอร์กำลังทำอยู่ ว่ามันจะมีผลมาถึงคูเปอร์แค่ไหน?  ลูกปืนนั่นเป็นแค่คำขู่ รึว่าคูเปอร์ตกอยู่ในอันตรายจริงๆ?”

“ลูกปืนเป็นแค่คำขู่” ไคลน์ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ และมันก็ก่อให้เกิดความหวังเล็กๆสว่างวิบวับขึ้นมาในใจผม “แต่ไม้เบสบอลเป็นของจริง”

“หมายความว่ายังไง?”  แสงสว่างเล็กจิ๋วนั่นดับลงในทันที

“มนุษย์เอ๋ย  ความตายเป็นสิ่งที่หลีกไม่พ้น  จะช้าหรือเร็วมันก็ต้องมาถึงอย่างแน่นอน  จะตื่นกลัวไปทำไม?”

ผมพยายามข่มความรู้สึกโมโหปนหงุดหงิดที่กำลังก่อตัวขึ้นมา “ไคลน์ อย่ามาเล่นลิ้นกับฉันตอนนี้ได้มั้ย? บอกฉันมาว่าคูเปอร์จะเป็นยังไง”

“เขายังไม่ตายในเร็วๆนี้หรอกแม็ตต์ อย่ากังวลไปเลย  อันที่จริงเขามีชีวิตที่ยืนยาวจนน่าอิจฉาเชียวล่ะ  เพียงแต่..”

“เพียงแต่อะไร?”

“เพียงแต่อาจจะอยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์เท่าไหร่  แต่จะสนใจทำไม? แค่ดวงวิญญาณยังอยู่ดีก็เพียงพอแล้ว  เพราะโดยปกติมนุษย์ก็ขาดวิ่นเว้าๆแหว่งๆน่าชังกันทั้งนั้น  และในกรณีของคูเปอร์เพื่อนเจ้า เขาก็แค่โชคร้ายเล็กน้อย  ที่จะถูกลอบทำร้ายร่างกายในอีกไม่กี่วันข้างหน้า  แต่เขาก็ไม่ได้ตาย  เพียงแค่ฟันโยก 2-3 ซี่  เย็บ 30 เข็ม ศีรษะแตก กระดูกแตก สมองบวมช้ำ  และใช้ชีวิตที่เหลือในร่างผู้ใหญ่ที่มีสติปัญญาเทียบเท่าเด็กอายุไม่กี่ขวบ”

ผมรู้สึกเหมือนโลกหมุนเร็วและเหวี่ยงแรงจนผมเวียนหัว “นายไม่ได้แกล้งหลอกฉันเล่นใช่มั้ยไคลน์?”

“สิ่งที่ข้าพูดเป็นความจริงเสมอเจ้าก็รู้” ไคลน์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “และสิ่งที่ข้าอยากจะพูดกับเจ้าเป็นเรื่องต่อไป ก็คือราคาของสิ่งที่เจ้าจะต้องจ่าย”

“ฉันยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้น”

“งั้นรึ?” ไคลน์หัวเราะเบาๆ “เจ้าเองก็รู้ดีพอๆกับที่ข้ารู้  ว่าเรื่องนี้จะจบลงได้ก็ต่อเมื่อกำจัดที่ต้นเหตุของเรื่องเท่านั้น  ไม่ชีวิตของเดวิด ริชเตอร์ ก็ชีวิตของน้องชายเขา  หรือไม่ก็ทั้งสอง  ...แม็ตต์  อย่าแกล้งทำเป็นไร้เดียงสาเลย  หรือเจ้ากลัวว่าจะผิดคำสัญญากับเพื่อนของเจ้า?  คำสัญญาจะมีความหมายอะไร? หากเขาไม่เหลือสติปัญญาจะมาจดจำ  และเจ้าจะใช้ชีวิตที่เหลือต่อไปแบบไหน โดยที่ไม่กล่าวโทษตัวเองว่าเจ้าช่วยได้แต่ก็ไม่ช่วย  เขาเป็นแค่เศษฝุ่นอย่างงั้นใช่ไหมแม็ตต์?   เป็นแค่สัตว์เล็กๆที่ไร้ค่าไร้ความสำคัญอีกตัวหนึ่งในโลก”

“ฉันเกลียดนาย”  ผมเค้นเสียงออกมาทีละคำแบบเน้นๆ

ไคลน์หัวเราะเบาๆ “เจ้ารู้หรือไม่ ว่าความเกลียดชังนั้นอยู่ห่างจากความรักอย่างคลั่งไคล้ไหลหลงจนแทบบ้าเพียงแค่เส้นบางๆกั้นกลางเท่านั้น และการที่เจ้ามาเกลียดข้าที่รู้ใจเจ้าซะยิ่งกว่าตัวเจ้าเองนั้น มันเป็นเรื่องที่ถูกแล้วหรือ?”

ผมเม้มปากข่มความรู้สึกที่กำลังประทุขึ้นมาอีกระลอก  ไคลน์เวอร์ชั่นเปี่ยมอารมณ์ความรู้สึกนี่ช่างเจ้าคารมยอกย้อนอย่างน่าโมโห  ก่อนหน้านี้เขาอาจจะแค่จับทางได้ว่าอะไรที่จะมีผลต่อความรู้สึกของผม แต่ตอนนี้เขามีคำพูดทิ่มแทงยั่วโมโหเพิ่มมาด้วยอีกอย่าง ซึ่งมันทำให้เราดูคล้ายคู่สามี–ภรรยาที่จวนเจียนจะหย่ากันเต็มที เพียงแต่ยังตกลงเรื่องทรัพย์สินกันไม่ได้

“ว่ายังไงล่ะแม็ตต์  เจ้ายังยืนยันจะรักษาสัญญาที่ไร้ความหมายนั่นอยู่รึเปล่า?”

“เรื่องนั้นฉันยังตอบไม่ได้” ผมเมินหน้าไปอีกทาง “แต่ตอนนี้ฉันอยากรู้ว่าพอล ริชเตอร์ เป็นไอ้โรคจิตชอบลวนลามเด็กจริงรึเปล่า”

“มันสำคัญตรงไหน?”

“สำคัญสิ” ผมหันกลับมาทางเขา “คนเราไม่โง่ซ้ำซากขนาดนั้นหรอกไคลน์  นายคิดเหรอว่าหลังจากที่ฉันเห็นสิ่งที่นายทำกับวอลเตอร์แล้ว ฉันจะหลับหูหลับตาใช้บริการนายอีกโดยไม่ตรวจสอบทุกอย่างอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อน”

“แล้วตอนนี้เจ้าต้องการอะไรแม็ตต์?”

“ฉันต้องการเจอตัวพอล ริชเตอร์ และต้องการรู้เรื่องทุกอย่างที่ควรต้องรู้ก่อนจะตัดสินใจทำอะไรลงไป  ก็ถ้าจะจ่าย ก็ต้องขอดูสินค้าก่อน จริงมั้ย?”

ไคลน์จ้องผมด้วยสายตาที่ทะลุทะลวงราวกับจะล้วงเข้าไปในหัวใจผมแล้วควักมันออกมาดู  และในที่สุดเขาก็ตอบออกมาสั้นๆ  “ได้”

ก่อนเที่ยงของวันอาทิตย์ต่อมา ผมก็ไปขับรถอยู่บนถนนในเคาน์ตี้ซัสเซกช์ทางตอนใต้ของเมืองนวร์ก นิวเจอร์ซีย์  ทั้งๆที่นิวเจอร์ซีย์อยู่ห่างจากเกาะแมนฮัตตันที่ผมอาศัยอยู่แค่เพียงแม่น้ำกั้นกลางโดยมีเส้นแบ่งเขตรัฐอยู่กลางแม่น้ำ  แต่ภาพในความคิดของคนทั่วไปกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  เมื่อพูดถึงแมนฮัตตัน คนจะนึกถึงตึกสูงๆที่มีแสงไฟระยิบระยับ ตลาดหุ้นวอลสตรีท เซ็นทรัลพาร์ค แท็กซี่สีเหลืองที่วิ่งกันขวักไขว่ และร้านรวงหรูหราบนถนนฟิฟต์อเวนิวและเมดิสัน อย่างในซีรี่ส์เรื่องกอสซิปเกิร์ล  แต่พอพูดถึงนิวเจอร์ซีย์ เรากลับนึกถึงหนังเรื่องเทอร์มิเนเตอร์แทน  ทั้งที่จริงๆแล้วนิวเจอร์ซีย์ไม่ได้มีบรรยากาศมืดทะมึนและเต็มไปด้วยนิคมอุตสาหกรรมขนาดนั้น  โดยเฉพาะย่านชุมชนที่ผมกำลังขับรถผ่านซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยซึ่งดูร่มรื่นน่าอยู่ มีทะเลสาบ สวนสาธารณะ หรือแม้แต่สนามแข่งเบสบอลลีกย่อย

ผมจอดรถที่ริมถนนใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง แล้วข้ามไปอีกฟากซึ่งเป็นสนามกว้างที่มีเด็กๆกำลังซ้อมเบสบอลกันอยู่  ผมเดินไปหยุดอยู่ตรงรั้วตาข่าย แล้วมองไปยังเด็กๆพวกนั้นที่น่าจะมีอายุอยู่ระหว่าง 10 – 14 ปี ที่กำลังฝึกซ้อมกันอย่างขะมักเขม้น  พวกแกล้วนเป็นผลผลิตอันเกิดจากความไม่ตั้งใจหรือความผิดพลาดบางอย่างในชีวิตของใครบางคน  และสิ่งนั้นส่งผลให้พวกแกต้องมาอยู่รวมกันในสถานสงเคราะห์

ผมมองดูใบหน้าของเด็กแต่ละคน ที่มีทั้งรอยยิ้ม ความขุ่นเคือง และหยดเหงื่อที่ไหลจากหน้าผากลงมายังใบหน้าที่ทั้งสนุกและเหนื่อย  แต่โดยรวมๆแล้วพวกแกก็มองดูเหมือน...  เหมือนอะไรดี?  น่าจะเหมือนสิ่งมีชีวิตที่ต้องการความรักความอบอุ่นเป็นอาหารหล่อเลี้ยงชีวิตยิ่งกว่าอาหารจริงๆซะอีก  ผมไม่เคยมีลูก  และก็ไม่อยากทำความเข้าใจว่าความจำเป็นชนิดไหนกัน? ที่ทำให้พ่อแม่ถึงกับทอดทิ้งลูกของตัวเองได้

พอถึงเวลาพัก  พวกเด็กๆก็วิ่งกรูกันมาที่ข้างสนามเพื่อรับขวดน้ำดื่มจากโค้ชของพวกแก ที่ยืนอยู่ห่างจากรั้วที่ผมยืนดูอยู่ออกไปไม่ถึง 10 เมตร  ผมมองภาพเขายื่นขวดน้ำให้เด็กๆและตบหลังตบไหล่พวกแกอย่างให้กำลังใจ  เขาเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งและหน้าตาดี อายุราว 25 – 26 ปี ที่ดูมีบุคลิกเหมือนคุณพ่อยังหนุ่มที่คึกคักและมีชีวิตชีวา มากกว่าจะเป็นโค้ชที่เฮี้ยบจนเด็กๆต้องกลัว  เขาคือพอล ริชเตอร์ น้องชายของวุฒิสมาชิกเดวิด ริชเตอร์ นั่นเอง

“นั่นเขาเหรอ?” ผมถามขึ้นมาเบาๆ “ดูเป็นคนดีนะ”

“แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ก็ดูเป็นคนดีเหมือนกัน เวลาที่เขาไม่ได้กำลังเชือดคอโสเภณีแล้วเอาตับไตใส้พุงของพวกเธอออกมากองไว้นอกร่าง” ไคลน์ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“นายมองโลกในแง่ร้ายมาก”

“ข้ามองโลกของเจ้าตามความเป็นจริง”

ผมยืนมองดูพอลกับพวกเด็กๆอยู่ตรงนั้นอีกสักครู่ แล้วก็ไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใดๆเลย  เขาดูเป็นกันเองกับพวกเด็กๆ และพวกแกก็มองเขาด้วยด้วยสายตาไว้ใจและชื่นชอบจนเกือบจะบูชา  และในขณะที่ผมกำลังจะหันหลังกลับเพื่อเดินไปที่รถ  ผมก็เห็นพอลเรียกเด็กชายคนหนึ่งเข้าไปคุยใกล้ๆ  เด็กคนนี้เป็นเด็กผู้ชายผิวขาวหน้าตาหมดจด อายุน่าจะไม่เกิน 12 ปี แกมายืนอยู่ตรงหน้าพอลและพูดคุยกับเขาอย่างร่าเริง แล้วผมก็เห็นพอลยื่นมือออกไปลูบที่แก้มของแกเบาๆ  เด็กหยุดคุยแล้วส่งยิ้มให้เขา พอลยิ้มตอบและเลื่อนมือลงมาลูบบริเวณลำคอของแก  ผมนิ่งมองอย่างตั้งใจ  แต่แล้วอยู่ๆพอลก็หยุด เขาหันกลับมาและสบตากับผมเข้า  พอลเลื่อนมือขึ้นไปจับที่หัวของแกแทนทันที ก่อนจะหันกลับไปและขยี้ผมของเด็กเบาๆ  แล้วออกคำสั่งให้เด็กๆลงสนามอีกครั้ง

“ไคลน์  ฉันอยากไปพบเด็กที่เคยโกหกเพื่อกล่าวหาพอล  นายช่วยพาฉันไปที” ผมบอกไคลน์

หลังจากนั้นผมก็ขับรถข้ามไปยังเออร์วิงตัน  ซึ่งเป็นเมืองที่เด็กสาวชื่อเนสต้า วัตกินส์ อาศัยอยู่กับแม่ของเธอ  บ้านของครอบครัววัตกินส์อยู่ในย่านที่หลายคนอาจมองว่าเป็นแหล่งเสื่อมโทรม ที่ประชากรส่วนใหญ่มีเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกัน  ผมจอดรถหน้าบ้านชั้นเดียวสีขาวหลังเล็ก ที่มีหญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วมกำลังตากผ้าอยู่ตรงริมรั้วไม้เตี้ยๆที่สีฟ้าหม่นๆของมันกะเทาะหลุดร่อนจนเห็นเนื้อไม้ข้างใน

ผมลงจากรถแล้วเดินเข้าไปหาเธอด้วยท่าทางที่หวังว่าจะดูสบายๆ  เธอหยุดมือที่กำลังสะบัดผ้าแล้วเพ่งมองผมอย่างสงสัยนิดๆ  ผมคิดว่าเธอน่าจะเป็นแองเจล่า วัตกินส์ แม่ของเด็กที่ชื่อเนสต้า

“สวัสดีครับ ผมเพิ่งจะขับรถมาจากนวร์ก อยากจะขอรบกวนถามอะไรคุณสักหน่อย”

“อ้อ..ค่ะ” เธอย่นคิ้วน้อยๆ แล้วมองผมอย่างพิจารณา “จะถามทางเหรอคะ?”

“เอ่อ.. ก็ไม่เชิง” ผมอ้ำอึ้ง อันที่จริงผมเตรียมคำพูดสวยหรูมาเพื่อที่จะหว่านล้อมให้เธอเล่าเรื่องที่ผมอยากรู้  แต่พอเห็นแววตาที่ดูอ่อนล้าและกร้านโลกของเธอ ผมกลับคิดว่าพูดตรงๆเลยยังจะมีโอกาสมากกว่า  “ที่จริงผมมาหาคุณ แองเจล่า เพราะอยากจะขอรบกวนคุณบางเรื่อง”

“คุณเป็นใคร? ทำไมถึงรู้จักชื่อฉัน และเรื่องแบบไหนที่คุณกำลังพูดถึง?”

“ผมชื่อแม็ตต์ ดาร์ซี มาจากแมนฮัตตัน  ผมมาที่นี่เพื่อขอรบกวนเวลาคุณให้ช่วยตอบคำถามผม ในเรื่องที่เกี่ยวกับลูกสาวของคุณกับพอล ริชเตอร์”

แองเจล่าจ้องหน้าผมเขม็ง  มือของเธอจับขอบตะกร้าผ้าเอาไว้แน่นเหมือนพร้อมจะทุ่มมันใส่ผมได้ทุกวินาที เธอพูดออกมาอย่างเดือดดาล “ฉันไม่มีอะไรจะพูด เรื่องมันผ่านไปตั้ง 3 ปีแล้ว กรุณากลับไปซะและอย่ามายุ่งกับพวกเราอีก! มันจบแล้ว เรายอมแพ้ทุกอย่างแล้ว ปล่อยเราไปสักทีได้มั้ย!?”

“เดี๋ยวก่อนครับ แองเจล่า” ผมส่งเสียงเรียก เมื่อเธอเดินหนีไปยังตัวบ้านที่อยู่ด้านในอย่างรวดเร็ว ผมพยายามพูดไล่หลังเธอไป “ผมไม่ได้เป็นพวกเดียวกับเขา และไม่ได้ต้องการอะไรจากคุณหรือว่าลูกสาวของคุณนอกจากความจริง  เพื่อนผมเข้าไปพัวพันกับเรื่องของพอลโดยไม่ตั้งใจ และมันอาจจะทำให้เขาเดือดร้อน”

“คนเราก็เดือดร้อนด้วยกันทั้งนั้น ฉันช่วยคุณไม่ได้” เธอพูดโดยไม่หันกลับมามอง ก่อนจะเดินเข้าไปในบ้านแล้วปิดประตูดังโครม  ผมมองเห็นม่านหน้าต่างไหวพะเยิบ มีใบหน้าเล็กๆขาวๆโผล่มามองแว่บหนึ่ง ก่อนที่ม่านจะปิดลงเหมือนเดิม

ผมยืนรออยู่ตรงนั้นพักหนึ่ง แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าแองเจล่าจะกลับออกมาเสวนากับผมอีกเลย  ผมถอดใจแล้วเดินกลับมาที่รถ สตาร์ทเครื่องแล้วขับออกมาจากตรงนั้นช้าๆ พลางคิดว่าจะทำอะไรต่อดี แต่พอผมเหลือบขึ้นมองที่กระจกมองหลัง ผมก็ต้องขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ เมื่อเห็นเด็กผู้หญิงวัยรุ่นตัวสูงผอมกำลังวิ่งตามรถผมมาพร้อมกับโบกไม้โบกมือเรียก  ผมหยุดรถทันที เด็กสาวเร่งฝีเท้าจนมายืนอยู่ข้างรถผม  เธอหอบหายใจแล้วทำสัญญาณมือให้ผมลดกระจกลง

“เมื่อกี้คุณว่ายังไงนะคะ?” เธอยื่นหน้าเข้ามาถามผมแบบหอบๆ

ผมมองดูเธอ เธอเป็นเด็กสาวอายุราวๆ 14-15 ปี รูปร่างผอมสูง ผิวสวยหน้าตาหมดจด และมีดวงตาสีน้ำตาลกับผมเป็นลอนสีน้ำตาลเข้มยาวประบ่า

“หนูเป็นใคร?” ผมถามขึ้นแทนที่จะตอบ

“เนสต้า วัตกินส์”

ผมชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบกดเปิดล็อคประตูแล้วบอกเธอ “ฉันชื่อแม็ตต์ ดาร์ซี เข้ามานั่งก่อนสิ”

“ไม่ค่ะ” เธอส่ายหน้า “หนูไม่ขึ้นรถคนแปลกหน้า

“โอเค” ผมพยักหน้าอย่างเข้าใจ “งั้นเราคุยกันแบบนี้ก็ได้ ฉันอยากถามเรื่องที่หนูเคยพูดเกี่ยวกับพอล ริชเตอร์ ตอนที่หนูยังอาศัยอยู่ที่นวร์ก”

“คุณบอกมาก่อน ว่าทำไมถึงอยากรู้เรื่องนี้ มันเกิดตั้ง 3 ปีมาแล้ว แต่ช่วยเร็วหน่อยนะคะ เดี๋ยวแม่หนูจะจับได้ว่าหนูแอบมาคุยกับคุณ”

ผมก็เลยเล่าเรื่องราวของคูเปอร์ตามความเป็นตริงให้เธอฟังอย่างรวบรัด เนสต้านิ่งฟังอย่างตั้งใจ และพอผมเล่าจบ เธอก็พูดออกมา

“หนูไม่ได้โกหก”

“หือ?” ผมงงงันเล็กน้อยจากคำพูดที่โพล่งออกมาตรงๆโดยไม่ทันให้ตั้งตัว

“หนูไม่ได้โกหกเรื่องโค้ชพอล  หนูกับแม่ถูกบีบให้พูดออกไปแบบนั้น ไม่อย่างงั้นชีวิตของพวกเราจะตกอยู่ในอันตราย” เด็กสาวพูดรัวเร็ว สีหน้ามีแววขุ่นเคือง “โค้ชพอลลวนลามหนูจริงๆ แต่เขาไม่ยอมรับ พอหนูยืนยันว่าเขาทำ ก็มีผู้ชายหน้าตาน่ากลัวๆมาที่บ้านเรา แล้วขู่จะทำร้ายแม่หนู และฆ่าหนูกับน้อง”

ไหล่ของเนสต้าสั่นไหว ริมฝีปากของเธอแบะออก ดวงตาเริ่มมีหยาดน้ำมาคลอ “หนูก็เลยต้องพูดใหม่ว่าหนูโกหก”

ผมมองเธออย่างเห็นใจ และนึกไปถึงใบหน้าแม่ของเธอ ผู้หญิงตัวคนเดียวกับลูกอีกสองคน จะมีทางเลือกอะไรมากไปกว่านี้?

“แล้ว.. อืม  ข้อนี้หนูจะไม่ตอบฉันก็ได้นะถ้าไม่อยากตอบ คือฉันอยากรู้ว่าพอลทำอะไร หนูถึงคิดว่าเขาลวนลามหนู”

“เขาถอดเสื้อหนูออก ตอนที่เรียกหนูไปพบที่โรงยิม”

ผมถึงกับอึ้งไปชั่วครู่ แล้วก็พาลนึกไม่อยากจะให้เธอเล่าแล้ว

แต่เนสต้าก็ยังพูดต่อไป “ตอนแรกเขาก็แค่จับไม้จับมือหนูเฉยๆ แล้วก็บอกว่าถ้าหนูอยู่นิ่งๆทำตัวดีๆ เขาจะเลี้ยงไอศกรีมแล้วก็ซื้อสร้อยข้อมือสวยๆให้หนู  แต่หนูกลัวแล้วก็ร้องไห้ขึ้นมา เขาเลยขู่จะบีบคอหนูให้ตาย  แต่พอเขาถอดเสื้อหนูออก เขากลับเลิกจับเนื้อต้องตัวหนู แล้วสั่งให้หนูใส่เสื้อซะแล้วรีบกลับบ้าน และอย่าเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง”

“ทำไมเขาถึงทำแบบนั้น?” ผมนิ่วหน้า “ฉันหมายถึง เปลี่ยนใจปล่อยหนูไปซะเฉยๆ”

“หนูคิดว่า..” เนสต้ากัดริมฝีปาก “บางทีโค้ชพอลอาจจะไม่ชอบที่เห็นว่าหนูกำลังเริ่มมีหน้าอก”

“อะไรนะ?”

พวงแก้มของเด็กสาวเป็นสีจัดขึ้นอย่างขัดเขิน “คือเมื่อก่อนหนูไม่ใช่แบบนี้ คือหนูจะคล้าย.. แบบว่า ทอมบอยน่ะค่ะ  ผมสั้น ขายาว แล้วก็หน้าอกแบนราบยังกับเด็กผู้ชาย  คือหนูคิดว่าโค้ชพอลอาจจะไม่ได้ชอบผู้หญิงหน้าอกโตๆก็ได้ เพราะตอนที่เขาถอดเสื้อหนูออก เขาทำหน้ายังกับผิดหวัง แล้วก็บ่นพึมพำว่าหนูน่าจะเกิดเป็นเด็กผู้ชายไปซะเลย”

เนสต้าถอยตัวออกจากหน้าต่างรถผม “เอาล่ะค่ะ หนูว่าหนูบอกคุณมากพอแล้ว”

“อืม” ผมผงกหัวเล็กน้อย “ขอบใจหนูมาก สิ่งที่หนูบอก มีความหมายกับฉันจริงๆ”

เนสต้ากัดริมฝีปากเหมือนไม่ค่อยมั่นใจ “แล้วคุณ.. เชื่อหนูเหรอคะ?”

ผมสบตาของเนสต้า จ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลใสแจ๋วของเธอ “ฉันเชื่อหนู ทุกคำพูดเลย”

จากนั้นผมก็ขับรถออกมาจากเออร์วิงตันย้อนกลับมาที่นวร์ก และใช้ความคิดถึงเรื่องที่เจอในวันนี้มาตลอดทาง และในที่สุด แทนที่ผมจะขับรถผ่านเลยไปเรื่อยๆจนข้ามฟากกลับไปยังฝั่งแมนฮัตตัน ผมกลับจอดรถที่ข้างทางแล้วเปิดกระจกพูดกับลมฟ้าอากาศ “ฉันอยากไปดูที่บ้านของพอล”

เสียงของไคลน์หวีดหวิวอยู่ในสายลม “เจ้าไปก็เสียเวลาเปล่าแม็ตต์ เพราะเจ้าจะไม่พบอะไร นอกจากบ้านที่เนี้ยบกริบยังกับห้องพักในโรงพยาบาล เจ้าคิดหรือว่าพอลจะทิ้งหลักฐานอะไรเอาไว้ให้ใครไปเจอได้ง่ายๆในบ้านของตัวเอง”

ผมนิ่งไปอึดใจ  ไคลน์พูดถูกเผง ผมจะหวังให้ตัวเองเดินเข้าไปในบ้านของพอล แล้วเจอป้ายชี้บอกว่า ‘หลักฐานอยู่ตรงนี้’ รึยังไงนะ?  ฟังดูปัญญาอ่อนมาก

“นั่นสิ” ผมพึมพำแบบผิดหวังนิดๆ

“แต่ถ้าเป็นกระท่อมเล็กๆที่อยู่ลึกเข้าไปเกือบถึงเขตป่าทางตอนเหนือ ซึ่งอยู่ในบริเวณพื้นที่ของคฤหาสน์หลังใหญ่ที่พี่ชายของเขาใช้เป็นบ้านพักตากอากาศอีกหลังหนึ่งล่ะก็ เจ้าจะพบสิ่งที่ต้องการเพียบ”

ไคลน์เน้นคำว่า ‘เพียบ’ ซะจนผมต้องหมุนพวงมาลัยกลับแล้วขับขึ้นไปทางเหนืออีกหลายไมล์ พลางนึกในใจว่า ถ้าที่ที่ผมไปถึงไม่ได้มีอะไรอย่างที่ไคลน์ว่ามาล่ะก็ ผมจะทำทุกวิถีทางที่จะส่งบิลค่าน้ำมันไปยังนรก แล้วเรียกร้องให้ไคลน์ชดใช้

กว่าผมจะไปถึงกระท่อมชายป่าที่ไคลน์พูดถึง เวลาก็ล่วงเลยไปถึงสี่โมงเย็นแล้ว ผมจอดรถแอบไว้แล้วลัดเลาะไปตามทิศทางที่ไคลน์บอกแล้วมุดรั้วเข้าไปจนถึงตัวกระท่อม

“บ้าชะมัด มีกุญแจล็อคอยู่” ผมสบถออกมาอย่างหัวเสียเมื่อเห็นกุญแจอันใหญ่เป้งคล้องอยู่ตรงประตู

ไคลน์ขยับมายืนข้างๆผม เขาจ้องไปที่กุญแจ ไม่ถึง 2 วินาทีสลักกุญแจก็ค่อยๆเลื่อนออกและหล่นลงที่พื้น บานประตูเปิดอ้าเชื้อเชิญให้ผมเข้าไปได้อย่างง่ายดาย

เพิ่งเห็นประโยชน์ของการมียมทูตอยู่ข้างๆก็วันนี้เอง...

ผมเดินเข้าไปสำรวจข้างใน  มันเป็นกระท่อมขนาดกลางที่มีห้องนั่งเล่นเล็กๆเชื่อมต่อเข้าไปถึงส่วนที่เป็นครัว มีห้องน้ำหนึ่งห้อง ห้องนอนหนึ่งห้อง และมีส่วนที่ต่อออกไปจากห้องนอนซึ่งใช้เป็นห้องทำงาน  ผมเกือบจะมองหาป้าย ‘หลักฐานอยู่ที่นี่’ อยู่แล้วเชียว ถ้าไคลน์ไม่ชิงพูดขึ้นมาซะก่อน

“เปิดพรมใต้โต๊ะทำงานออก มันมีทางลงไปสู่ห้องใต้ดิน”

ผมทำตามที่เขาบอก ก็พบประตูบานเล็กที่พื้นซึ่งเปิดออกไปเจอบันไดที่จะใช้ลงไปยังห้องที่อยู่ด้านล่าง  ผมฉวยไฟฉายที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน แล้วใช้มันส่องนำทางลงไปยังห้องด้านล่าง  พอผมเท้าผมแตะพื้น ผมก็กราดไฟฉายหาสวิทช์ไฟก่อนเป็นอันดับแรก และเมื่อผมกดสวิทช์  แสงไฟกลางห้องก็สว่างจ้า

ผมกระพริบตาเพื่อปรับสายตา  มันเป็นห้องขนาดไม่ใหญ่นัก และถูกจัดให้ใช้เป็นห้องทำงาน  ผมเดินเข้าไปจนถึงกลางห้องแล้วกวาดตามองไปรอบๆ ผนังด้านหนึ่งของห้องถูกใช้เป็นชั้นหนังสือโดยมีโต๊ะทำงานตัวยาวอยู่ตรงผนังด้านถัดไป บนโต๊ะมีคอมพิวเตอร์และถุงมือเบสบอลกับหมวกวางอยู่บนนั้น  แต่พอผมกวาดตามองไปยังผนังด้านถัดไปอีก ผมก็ต้องยืนตะลึงอยู่ตรงนั้น

บนผนังเต็มไปด้วยรูปถ่ายของเด็กๆเรียงรายกันอยู่บนบอร์ดเต็มไปหมด  เด็กๆเหล่านั้นดูเหมือนจะมีเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิง และมีอายุตั้งแต่ราวๆ 9 ปี จนถึง 14 ปี  และกว่าครึ่งของรูปถ่ายพวกนั้น  พวกแกไม่ได้ใส่เสื้อ!

ผมยืนอึ้งมองภาพเด็กๆที่เรียงรายกันอยู่ด้วยความรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง  มันมีทั้งรูปที่ถ่ายแบบตั้งใจโดยที่เด็กในรูปยิ้มให้กล้องอยู่ริมสระว่ายน้ำ  หรือรูปที่ถ่ายบริเวณสนามเบสบอลทั้งระยะใกล้และระยะไกล  แต่รูปบางรูปที่ดูเหมือนจะถ่ายกันแบบส่วนตัวในห้องที่มิดชิดนั้นทำให้ผมรู้สึกผะอืดผะอม เด็กพวกนี้รู้ตัวรึเปล่าว่าพวกแกถูกคุกคามทางเพศ? และถ้าพ่อแม่ของแกมาเห็นเข้าจะชอกช้ำใจขนาดไหน?  ผมมีแต่น้องชายและไม่เคยมีลูก  แต่พอนึกถึงว่าถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับหลุยส์ตอนอายุ 8-9 ขวบ  สาบานเลยว่าผมจะใช้เวลาที่เหลือทั้งชีวิตตามล่าตัวคนที่ทำและเอาเลือดทุกหยดของมันออกมาดู

ผมก้าวไปที่โต๊ะทำงานแล้วเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์  ไคลน์อนุเคราะห์ให้มันง่ายขึ้นโดยการกระซิบบอกพาสเวิร์ดให้ผม และผมก็เห็นสิ่งที่พอลเก็บซ่อนเอาไว้ในคอมพิวเตอร์ของเขา  มันมีทั้งรูปถ่ายอนาจารและบันทึกการสนทนาที่เขาเข้าไปคุยในห้องแช็ตห้องหนึ่งที่มีแต่เด็กวัยรุ่นคุยกัน  และผมก็มาสะดุดตาเข้ากับไฟล์หนึ่งที่เขาเก็บข้อความจากข่าวเอาไว้

ผมไล่สายตาอ่านข่าวแต่ละข่าวอย่างรวดเร็ว  และก็มาสะดุดกับข่าวหนึ่ง ที่เกี่ยวกับเด็กชายวัยรุ่นอายุ 14 ปี ที่หายตัวไปจากบ้านตั้งแต่เมื่อ 6 เดือนก่อน  เด็กคนนี้มีชื่อว่านิโคลัส เกรย์

“เจ้ามาถึงหัวข้อที่น่าสนใจที่สุดแล้ว”  ไคลน์พูดขึ้น

ผมชะงักทันทีและหันไปมองหน้าเขา “อย่าบอกนะว่าพอลเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้”

“เกี่ยวข้องรึ?” ไคลน์ทำเสียงเยาะๆ  “เขาเป็นต้นเหตุเลยต่างหาก”

ผมกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ “นายคงไม่ได้กำลังจะบอกฉันใช่มั้ย? ว่าพอลล่อลวงเด็กออกมา แล้วกักขังแกไว้ตลอด 6เดือนที่ผ่านมา”

“โลกไม่โหดร้ายขนาดนั้นหรอกแม็ตต์” ไคลน์พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เด็กนั่นไม่ได้ทรมานนานขนาดนั้น สองวันหลังจากที่เขาพาตัวแกมา เด็กพยายามที่จะหลบหนี เขาก็เลยพลั้งมือฆ่าแก พอลดูจะตกใจและเกือบจะควบคุมสติไม่ได้ แต่บังเอิญว่าเขามีพี่ชายที่หนักแน่นและควบคุมสติได้อย่างดีเยี่ยม และก็ได้ช่วยอนุเคราะห์หาสถานที่เหมาะๆที่จะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ  ซึ่งมันก็อยู่ลึกเข้าไปในป่าที่เจ้าเห็นด้านนอก  ที่ข้ารู้เพราะข้าเป็นผู้เก็บดวงวิญญาณอันแสนบริสุทธิ์ของเด็กคนนั้นด้วยมือของข้าเอง”

ผมรู้สึกราวกับว่าแผ่นดินใต้ฝ่าเท้าของผมแยกออก และสูบร่างของผมให้ร่วงหล่นลงไป

กว่าผมจะกลับมาถึงอพาร์ตเม้นท์ของตัวเองในกรีนนิชวิลเลจก็เป็นเวลาค่ำมากแล้ว ผมจอดรถและเดินออกมาตามถนนแทนที่จะเข้าไปในอพาร์ตเม้นท์  ผมล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ทและเดินฝ่าลมเย็นๆไปยังวอชิงตันสแคร์ปาร์ค  ระหว่างทางผมแวะซื้อแซนด์วิชแฮมชีสกับกาแฟก่อนจะเดินไปนั่งตรงม้านั่งสีเขียวตัวที่ไม่ได้มีคนจรจัดยึดเป็นที่นอน  ผมจิบกาแฟอุ่นๆพลางเหม่อมองใบไม้ที่ร่วงปลิวปะปนกับห่อกัญชาเก่าๆที่ใช้แล้ว และก็นึกถึงเรื่องราวต่างๆที่ผมได้พบเห็นมาในวันนี้

เนสต้า..  แกเป็นเด็กโชคร้ายที่ยังนับโชคดีกว่าเด็กอีกคนที่ชื่อนิโคลัสหลายเท่า ที่อย่างน้อยร่างของแกก็ไม่ได้ถูกฝังอยู่ในป่า ผมนึกถึงใบหน้าของเด็กๆในรูปถ่าย ที่ไม่ได้รู้ตัวเลยว่านั่นเป็นการล่วงเกินทางเพศ นึกถึงสายตาของเด็กๆที่สนามเบสบอลที่มองพอลอย่างชื่นชมบูชา โดยไม่ได้เอะใจสักนิดว่าพวกแกถูกลวนลามโดยคนที่พวกแกไว้ใจ  แต่ต่อให้เอะใจแล้วจะยังไง?  พวกแกไม่ใช่คุณหนูประเภทที่มีพ่อแม่คอยดูแลดูแลปกป้องหรือมีปัญญาจ่ายค่าทนายแพงๆมาสู้คดี  พวกแกเป็นแค่เด็กกำพร้าที่แค่ใช้ชีวิตให้ปกติก็ยากลำบากพออยู่แล้ว

ผมนึกถึงวุฒิสมาชิกเดวิด ริชเตอร์ นักการเมืองตัวเก็งของพรรคที่จะสมัครเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในสมัยหน้า ผู้ซึ่งช่วยน้องชายปกปิดความชั่วไว้ภายในเขตบ้านพักตากอากาศของตัวเอง ที่เขาคงทำมันลงไปโดยนึกถึงชื่อเสียงของตัวเองมากกว่าความถูกต้อง และยังใช้อิทธิพลมืดขมขู่บุคคลที่จะมาขัดขวางเส้นทางอันรุ่งโรจน์ของเขา

และสุดท้าย ผมนึกถึงคูเปอร์...

คงไม่ต้องบอกว่าทุกอย่างที่ผมนึกถึง คูเปอร์สำคัญต่อผมมากที่สุด ผมไม่ใช่คนดีอะไรนักหนา หรือไม่ก็อาจจะดีพอๆกับคนอื่นๆ เพียงแต่กล้ายอมรับออกมาตรงๆว่าตัวเองรู้สึกยังไง แทนที่จะเก็บมันไว้ใต้คำพูดสวยหรู 

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะไม่แคร์เรื่องที่จะเกิดขึ้นกับพวกเด็กๆ  ผมแหย่เท้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม  และมันยากที่จะทำเป็นเพิกเฉยต่อมันเพราะดันไปรู้มันเข้าแล้ว  และนี่แหละที่เป็นเหตุผลที่ทำให้คนเราไม่ค่อยอยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวในชีวิตของคนอื่นๆ  ซึ่งผมก็นิยมชมชอบการปฏิบัติแบบนั้นมาเสมอ  เพราะเราจะได้แก้ตัวว่าเราไม่รู้ ก็เลยไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ และมันช่วยให้เรายังรู้สึกว่าเราเป็นคนเต็มคน ไม่ได้ขาดวิ่นเว้าแหว่งอย่างที่ไคลน์มักจะดูถูก

“แม็ตต์..  เจ้าควรต้องรีบตัดสินใจได้แล้ว อีกไม่กี่วันเพื่อนของเจ้าก็จะถูกทำร้าย”  เสียงทุ้มต่ำของไคลน์แว่วมาเข้าหู

“ฟังดูเป็นห่วงเป็นใยดีจัง” ผมพึมพำตอบเนือยๆ พลางกลืนแซนด์วิชแล้วจิบกาแฟตาม

“ 5 ปี สำหรับชีวิตของพอล ริชเตอร์ และ 4 ปี สำหรับชีวิตพี่ชายเขา”

“โอ้โฮแฮะ” ผมเกือบจะสำลักกาแฟ “ตลกร้ายรึเปล่านี่? ชีวิตนักการเมืองมีค่าน้อยกว่าชีวิตฆาตกรซะอีก”

ไคลน์ไม่ตอบผม  แต่มองผมด้วยสายตาเย็นชา เราไม่ได้พูดอะไรกันอีกจนกระทั่งผมกินแซนด์วิชหมด และขยำกระดาษห่อทิ้ง

“ไคลน์ ถ้าสมมุติว่าฉันขอเสนอแลกอายุขัยกับสิ่งที่นายไม่อยากทำ มีสิทธิ์มั้ยที่นายจะปฏิเสธ?” ผมถามขึ้น

“ไม่” ไคลน์ตอบหนักแน่น “มันคือเงื่อนไขและเป็นพันธะสัญญา  ยมทูตมีหน้าที่รับเอาดวงวิญญาณคืนจากมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณทั้งดวงหรือแค่เศษเสี้ยวของดวงวิญญาณ  และเมื่อมนุษย์ร้องขอและเสนอดวงวิญญาณคืนให้ ยมทูตไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ”

“อืม..น่าสนใจดี” ผมพยักหน้าเล็กน้อยแล้วลุกขึ้นยืน  จิบกาแฟอึกสุดท้ายก่อนจะโยนแก้วกระดาษทิ้งลงถังขยะ

...อย่าขายวันเวลาให้ยมทูตอีกแม้แต่วันเดียว  ...สัญญาสิ

คำพูดของคูเปอร์ผ่านเข้ามาในความคิด ชัดเจนจนเหมือนได้ยินมันอีกครั้ง

ผมเดินออกมาจากตรงนั้นฝ่าสายลมที่พัดแรงและเย็นจนแสบหน้า  วอชิงตันสแควร์ปาร์คมองดูมีเสน่ห์เฉพาะตัวแม้ในเวลาค่ำคืน  และมันก็ทำให้สมองผมโปร่งขึ้นอย่างประหลาด  คนบางคนอาจมีความคิดดีๆเกิดขึ้นตอนที่กำลังหลับ บางคนอาจเป็นตอนที่กำลังออกกำลังกาย หรือแม้แต่ตอนที่กำลังอาบน้ำอย่างในกรณีของอาร์คิมิดีส

แต่สำหรับผม ความคิดแปลกๆที่นำไปสู่การตัดสินใจ เกิดขึ้นตอนที่ผมมองขึ้นไปยังกิ่งก้านหงิกๆงอๆของแฮงกิ้งทรี ที่เคยใช้เป็นที่แขวนคอเพื่อประหารชีวิตนักโทษสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18 ในวอชิงตันสแควร์ปาร์ค

วุฒิสมาชิกเดวิด ริชเตอร์  อาจเป็นบุคคลผู้มีอิทธิพล แบบที่นักโบราณคดีธรรมดาๆอย่างผมไม่มีทางจะต่อกรด้วยได้เลย ไม่ว่าจะในรูปแบบไหนก็ตาม และนั่นเป็นความจริงที่ต้องยอมรับ ถ้าหากมันเกิดขึ้นในอดีต 

แต่คงไม่ใช่ตอนนี้ ที่ผมมีแบ็คอัพเป็นยมทูต...



............................................................................................................................

เฮ่อ.. กว่าจะพิมพ์เสร็จ มือแทบหงิกแน่ะค่ะ  ทำไมมันย้าว~ยาวเนอะ  ^ ^



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
ลิขิตรัก จากนรก (yaoi) ตอนที่ 8 : คำสัญญากับเพื่อนรัก , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 4265 , โพส : 66 , Rating : 52% / 21 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1 | 2 | 3
# 66 : ความคิดเห็นที่ 1249
แหมะ แม็ตต์ยอมรับแล้วล่ะสิว่ามียมทูตเป็นแบล็กอัพ
Name : กระต่ายสีเงิน < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ กระต่ายสีเงิน [ IP : 125.25.229.125 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 6 เมษายน 2557 / 00:58
# 65 : ความคิดเห็นที่ 1236

โอ้ววว อย่างกับอ่านเชอร์ล็อกโฮมส์ >< ไคลน์แม็ตต์ สู้ๆน้า <3



แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2557 / 17:53

PS.  ★ I'll m e l t you down like ice cream .
Name : RINKUWAc .™ < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ RINKUWAc .™ [ IP : 61.90.16.201 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2557 / 17:52
# 64 : ความคิดเห็นที่ 1224
แมตต์ เจ๋งมาก
Name : Penguin[G] < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Penguin[G] [ IP : 118.173.233.140 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 19 ตุลาคม 2556 / 00:28
# 63 : ความคิดเห็นที่ 1218
แมตต์ ฉันชอบนาย ><
Name : TTTT_TTTT < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ TTTT_TTTT [ IP : 118.174.117.135 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 4 ตุลาคม 2556 / 10:40
# 62 : ความคิดเห็นที่ 1207
แม็ตต์นายเทพมาก ><
Name : Boku Wa Haruneko < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Boku Wa Haruneko [ IP : 171.5.73.127 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 26 กรกฎาคม 2556 / 01:16
# 61 : ความคิดเห็นที่ 1181
มีแบ็คอัพเป็นยมทูต เหอๆๆ แมตต์นายนี่สุดยอดจริงๆ..
PS.  Aamm..ช่วงนีมักเกิดความรู้สึกอยากฆ่าให้ตาย และตายมากเป็นพิเศษ
Name : Yoku Akanso < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Yoku Akanso [ IP : 223.207.120.86 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 8 ธันวาคม 2555 / 17:10
# 60 : ความคิดเห็นที่ 1161
คนเขียนเก่งสุดๆเลย
PS.  รักนักเขียนทุกคน
Name : Vine < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Vine [ IP : 124.122.25.29 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 18 กันยายน 2555 / 23:16
# 59 : ความคิดเห็นที่ 1134
สนุกมากค่ะ :D ชอบไคลน์จัง
Name : Elly-B < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Elly-B [ IP : 124.122.88.159 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 22 เมษายน 2555 / 00:05
# 58 : ความคิดเห็นที่ 1111
ถ้าเกิดมีครั้งแรกแล้ว ก็จะมีครั้งต่อๆไป
อ่านเรื่องนี้แล้วเข้าใจประโยคนี้จริงๆ
บางทีการไม่รู้อะไรก็ดีกว่าเนอะ5555+


PS.  Always Keep the faith
Name : Seiki < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Seiki [ IP : 125.24.75.121 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 6 มีนาคม 2555 / 12:18
# 57 : ความคิดเห็นที่ 1040
แล้วแมตต์จะตัดสินใจยังไงล่ะทีนี้
ว่าแต่มีแบ็คอัพเป็นยมฑูตก็เท่ห์เหมือนกันนะ
Name : dolly [ IP : 180.183.41.213 ]

วันที่: 25 ธันวาคม 2554 / 17:13
# 56 : ความคิดเห็นที่ 1020
 มีแบ็กอัพเป็นยมฑูต .

ว้าว !  ... อ่านแล้วรู้สึกเื่ท่ห์ชะมัดเลย

PS.  You know,it's really drivin' ME insane! Como me halces falta tu
Name : TiwticAmp_90 < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ TiwticAmp_90 [ IP : 113.53.16.165 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 24 ธันวาคม 2554 / 01:30
# 55 : ความคิดเห็นที่ 968
มีแบ็คอัพเป็นยมทูต?
ชักน่าสนุกแล้วสิ

PS.  คิดถึงเพื่อนนน
Name : หมึก5สี < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ หมึก5สี [ IP : 183.89.75.226 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 24 พฤศจิกายน 2554 / 21:39
# 54 : ความคิดเห็นที่ 930
อ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆแม็ตต์คิตอะไรอยู่หรือเปล่าเนี่ย..
PS.  คิมจุนชูที่สุดของหัวใจ..ร้องเพลงเพราะ เล่นฟุตบอลเก่งแฟนใครน้า
Name : *-*SooNO*-* < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ *-*SooNO*-* [ IP : 115.87.25.200 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 10 พฤศจิกายน 2554 / 21:53
# 53 : ความคิดเห็นที่ 770
ไม่ให้ขายวันเวลา...แม้แต่วันเดียว
แปลว่าขายอย่าอื่นแทนได้อะจิ
Name : ~RibboNChaN~ < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ~RibboNChaN~ [ IP : 125.25.72.95 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 16 ตุลาคม 2554 / 23:47
# 52 : ความคิดเห็นที่ 746
หึหึ แมตถามไคลน์แบบนี้ต้องมีเลศนัยแฝง อิอิ
แปลว่าเขาอาจจะแลกเพียงเล็กน้อย หรือไม่แลกเลย
แต่คงไม่แลกถึง 4 ปีหรอก หุหุ

(อ่านต่อดีกว่า >_<) แอบโผล่มาทักทายเล็กน้อย

เขียนมันส์มากๆเลย โดยเฉพาะช่วงหลังๆ กับตำแหน่ง เมะ ที่ไม่ค่อยจะมั่นคง (ฮา)

(ตามอ่านตอนต่อไป =o=!!)
Name : _w€lkin_ < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ _w€lkin_ [ IP : 110.171.177.174 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 11 ตุลาคม 2554 / 03:24
# 51 : ความคิดเห็นที่ 529
 อ่า ... ชีวิตร่อยหรอเเหงๆ 
Name : llPeppill < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ llPeppill [ IP : 81.200.162.194 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 4 กันยายน 2554 / 00:59
# 50 : ความคิดเห็นที่ 476
อ๊ากกกกก ทำไมมันสนุกขนาดนี้ ><
มีให้ลุ้นทุกตอนเลย เมื่อไหร่แมตต์จะได้จู๋จี๋กับไคลน์เนี้ย? -3-
PS.  จะผิดมั้ย...ถ้าอยากเป็นแม่ยก 8059, 10069, RL, XS, 18D, BF...รักรีบอร์นโครต
Name : ♀Lucky Devil♂ < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ♀Lucky Devil♂ [ IP : 178.119.192.144 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 24 สิงหาคม 2554 / 14:02
# 49 : ความคิดเห็นที่ 327
สนุกเว่อร์!! เป็นเรื่องไม่กี่เรื่องที่เดาฉากต่อไปไม่ค่อยออก .. ชอบเรื่องนี้มากค่ะ
สำนวนถือได้ว่า เยี่ยม เพราะอ่านได้อย่างไม่มีสะดุด ที่สำคัญยังเผลอลุ้นไปกับตัวละครด้วย สุดยอดเลยค่ะ

ปล.หวังว่าเรื่องนี้คงไม่ มาม่า มากนะคะ ..กลัวหัวใจวาย.. :"(
PS.  ฉันชอบเวลาที่เธอเริ่มหน้าแดง.. ฉันรักเวลาที่เธอเชื่อฟังฉันอย่างโง่ๆ ฉันเพ้อฝันว่าเธอกำลังบ้าคลั่ง...วินาทีต่อมาฉันก็ร้องเพลงของฉัน~
Name : blacklady < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ blacklady [ IP : 223.205.76.121 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 6 สิงหาคม 2554 / 02:52
# 48 : ความคิดเห็นที่ 325
แม๊ตต์จะทำยังไงต่อไปนะ อยากรู้จัง
อัพต่อไวๆนะ
Name : ฝนธารา < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ฝนธารา [ IP : 183.88.248.39 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 3 สิงหาคม 2554 / 13:10
# 47 : ความคิดเห็นที่ 318
 เรื่องดำเนินไปในทิศทางที่น่าตื่นเต้นมากค่ะ ขอให้คงระดับนี้ไว้หรือสนุกยิ่งขึ้นไปอีก เพราะมันน่าสนใจมากค่ะ!!!!!
Name : Fral2a < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Fral2a [ IP : 61.90.47.73 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 1 สิงหาคม 2554 / 17:30
# 46 : ความคิดเห็นที่ 314
ตอนนี้ยาวได้สะใจมาก สมแก่การรอคอยค่ะ
ไคลน์นี่แกท่าจะเป็นเซลล์ได้นะ นำเสนอพร้อมเซอร์วิสลูกค้าสุดๆ ไปเลย
เฮ้อ!! เรื่องค่อนข้างเครียดนะสำหรับนายแมตต์ จะทำยังไงดีล่ะเนี่ย

รออ่านตอนต่อไปค่ะ
Name : sunshine-5f < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ sunshine-5f [ IP : 61.90.18.171 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 29 กรกฎาคม 2554 / 21:40
# 45 : ความคิดเห็นที่ 312
ชอบนิยายเรื่องนี้มาก ตีพิมพ์เมื่อไหร่จะตามไปซื้อทันที

อย่าลืมตีพิมพ์นะ >O<
PS.  Have you ever noticed the existence of your shadow?
Name : nagisashin < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ nagisashin [ IP : 223.205.173.228 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 29 กรกฎาคม 2554 / 19:36
# 44 : ความคิดเห็นที่ 311
สุดยอด คนเขียนเรื่องนี้สุดยอดมาก!

ชอบบรรยากาศ สำนวนภาษาและการดำเนินเรื่องมาก ไม่มีตอนไหนน่าเบื่อเลย

ให้ความรู้สึกเหมือนอ่านนิยายแปลสนุกๆ แต่ไม่ใช่นิยายแปล นับถือๆ

ชอบพระเอกกับนายเอกนิสัยแบบนี้ที่สุด... >O<

ไคลน์เท่มากๆ อยากให้หึงแมตต์บ้างจัง คงสนุกน่าดู

มาอัพเร็วๆนะ
PS.  Have you ever noticed the existence of your shadow?
Name : nagisashin < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ nagisashin [ IP : 223.205.173.228 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 29 กรกฎาคม 2554 / 19:35
# 43 : ความคิดเห็นที่ 308
อยากเห็นไคลน์หลุดบ้างจังเห็นทำเป็นแต่หน้าเย็นชาตลอด แล้วมาต่อเร็วๆนะ
Name : whan 2 < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ whan 2 [ IP : 203.121.167.246 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 29 กรกฎาคม 2554 / 12:58
# 42 : ความคิดเห็นที่ 307
ท่านไคลน์โหมดช่างเจรจานี่น่ารักดีจัง ^^

หลงเข้าไปทุกวันแล้วว


อยากเห็นหนูแมตต์ทำอะไรที่ทำให้ท่านไคลน์รู้สึกปรี๊ดแตกจังค่ะไรเตอร์
PS.  .....ถ้าหัวใจมันเป็นอุปสรรคล่ะก็....กำจัดมันทิ้งซะ.....
Name : OoMoKonAoO < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ OoMoKonAoO [ IP : 202.12.97.113 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 29 กรกฎาคม 2554 / 00:22
หน้าที่ 1 | 2 | 3
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android