[เปิดจอง]ลงใหม่(GOT7) วุ่นนักที่รักเป็นซุปตาร์ [mpreg] Markbam,Bnior,Jackjae,Khunyug

ตอนที่ 10 : วุ่นนัก 8 Hot!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,226
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 418 ครั้ง
    21 ม.ค. 62








            “ผมขอโทษคุณแม่ด้วยนะครับเรื่องจินยองกับลูก ต่อจากนี้ไปผมจะรับผิดชอบและดูแลทั้งสองคนเป็นอย่างดีแน่นอนครับ ผมสัญญา”

            ยูนามองชายหนุ่มร่างสูงที่คุกเข่าก้มหัวให้เธอแล้วรู้สึกขัดเขินอยู่เหมือนกัน แต่จินยองที่ฟังอยู่ด้วยกันรู้สึกว่ามันทะแม่งๆ ยังไงไม่รู้นะ

            “ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ จินยองเองก็มีส่วนผิดอยู่เหมือนกันที่ไม่ยอมบอกเรื่องแจยองกับเรา ในเมื่อรู้แล้วจะดูแลรับผิดชอบแม่ก็เห็นด้วย”  ยูนายิ้มแย้ม เข้าใจเรื่องราวดี และพออกพอใจที่แจบอมไม่ปล่อยปละละเลย ยินยอมดูแลลูกและหลานของเธอ

แจบอมใจชื้นเมื่อคุณแม่ยายเข้าใจ

“คุณแม่ครับ เรื่องแต่งงาน

“หยุดเลยนะคุณ!” จินยองสวนขัดขึ้นทั้งที่แจบอมยังเอ่ยไม่จบ

“หยุดอะไรล่ะ?”

“แต่งงานอะไร?”

“อ่าว! เรามีลูกด้วยกันแล้วนะก็ต้องแต่งงานให้แม่ชื่นใจหน่อยสิ พี่อยากให้ทุกคนรู้เรื่องของเราด้วย นี่พี่คิดธีมงานแต่งมาตั้งแต่เช้าแล้วนะ พี่อยากจัดให้แหวกแนวจากคนอื่นน่ะ ทำเป็นเวทีเดินแบบแล้วมีนายแบบนางแบบมาเดินก็ดีนะ ส่วนรูปแต่งงานของเราสองคนนี่ พี่จะขอให้เพื่อนที่อยู่มิลานมาถ่ายให้ มันถ่ายรูปสวยมาก พี่ชอบสไตล์มันมากเลย”

“แหม ฟังแล้วน่าสนุกจังเลยนะจ๊ะ” ยูนาฟังแล้วอยากเห็นขึ้นมาเลย งานต้องสวยมากแน่ๆ

“ใช่ไหมครับคุณแม่ แค่คิดก็สนุกแล้วนะครับ” แจบอมมีความสุขที่แม่ยายเห็นด้วย

“จะจัดที่ไหนจ๊ะ โซลเหรอ”

“ผมจะจัดพิธีที่นี่ด้วยและจัดงานเลี้ยงที่โซลอีกรอบครับ เพื่อนๆ ในวงการช่างภาพเยอะน่ะครับแม่”

“ดีจ้ะ แต่งแล้วก็ต้องอยู่ที่โซลกันสินะ จะเอาแจยองไปด้วยหรือเปล่า อย่าเพิ่งเอาไปเลยนะ ไม่อย่างนั้นแม่คงเหงาแย่เลย เราสองคนยุ่งกันทั้งคู่เอาแจยองไว้ที่นี่เถอะ แม่เลี้ยงให้”

คุณยายไม่อยากแยกจากหลานสาวสุดที่รัก คุณลูกเขยอมยิ้ม

“ผมว่าจะคุยเรื่องนี้กับคุณแม่ด้วยพอดีครับ ผมอยากให้คุณแม่ไปอยู่ด้วยกันที่โซลครับ คุณแม่ย้ายไปสอนโรงเรียนในโซลก็ได้ แจยองเองก็ติดคุณยายมาก อีกอย่างผมกับจินยองก็งานยุ่งทั้งคู่ ยิ่งงานจินยองยุ่งกว่าผมอีก ไม่ค่อยเป็นเวลาด้วย”

“แต่แม่ว่าไม่ค่อยดีมั้งจ๊ะ แม่ติดบ้านน่ะสิ” คุณยายหนักใจ จะย้ายบ้านและที่ทำงานมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย

“โธ่คุณแม่ครับ ไปอยู่ด้วยกันดีกว่าครับ บ้านหลังนี้ก็ปล่อยเอาไว้แบบนี้ล่ะ เอาไว้เราค่อยมาเที่ยวกัน เราก็หาคนมาคอยดูแลความสะอาดและสภาพบ้านบ่อยๆ หน่อย”

“นี่ๆ! ทั้งแม่ทั้งคุณน่ะ หยุดคุยเรื่องนี้กันเลยนะ ใครบอกว่าจะแต่งด้วยกันล่ะ!!” จินยองขัดขึ้นอีกครั้งด้วยเสียงดังกว่าเดิมหลังจากที่นิ่งฟังมานาน ยิ่งฟังยิ่งหงุดหงิด

ยูนาและเจบีหันมามองจินยองพร้อมกัน

“แกนั่นล่ะหยุดจินยอง มีลูกมีเต้ากับเค้าขนาดนี้แล้วยังจะมามัวท่ามากอะไรอยู่ได้ แต่งงานกันซะให้เรียบร้อย แม่เองก็จะได้สบายใจด้วยที่แกเป็นฝั่งเป็นฝาสักที จะสามสิบแล้วนะแกน่ะ แต่งแล้วจะได้เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ ยัยแจยองจะได้มีความสุขด้วย”

จินยองอ้าปากค้างที่แม่เห็นดีเห็นงามตามแจบอมไปซะหมด

“แม่! ผมว่ามันไม่ใช่นะ เขาอยากจะดูแลรับผิดชอบลูกผมก็ไม่ห้าม แต่อย่ามายุ่งกับผม เรื่องแต่งงานไม่สำคัญเลยสักนิด เราใช้ชีวิตกันอย่างเดิมน่ะดีที่สุดแล้ว แม่กับแจยองอยู่ที่นี่ ผมก็ทำงาน ถ้าแจบอมอยากจะมาหายัยหนูเมื่อไรก็ให้เขามา จะส่งเสียเลี้ยงดูสักเท่าไรก็แล้วแต่เขา แบบนี้ดีที่สุด!

“ดื้อจริงๆ” ยูนาอ่อนอกอ่อนใจกับความรั้นของลูกชายเพียงคนเดียว

“ฉันรู้นะว่าคุณคิดอะไรอยู่ จะหาทางผูกมัดฉันเอาไว้กับคุณอีกแล้วสินะ อย่ามาแผนสูงฉันรู้ทันหรอกน่า!” จินยองหันขวับไปจ้องหน้าแจบอม ชี้หน้ารู้ทัน

“เอ้อเปล่า พี่แค่อยากให้เราได้อยู่กันพร้อมหน้าเท่านั้นเอง แจยองกลับจากโรงเรียนก็จะได้เจอเราทั้งคู่ไง วันไหนนายไม่ว่างก็มีพี่กับแม่ หรือวันไหนนายกลับบ้านเร็วแกก็จะได้อยู่กับพ่อแม่และยายพร้อมหน้าเลย พี่ตั้งใจจะซื้อบ้านซอยเดียวกับบ้านพี่เลยนะ เอาแบบบ้านติดกันเลย แจยองไปหาปู่กับย่าก็สะดวกด้วย มีความสุขจะตาย”

แจบอมประหลาดใจที่จินยองยังรู้เท่าทันความคิดของเขาไม่เคยเปลี่ยน รู้ด้วยว่าเขาอยากแต่งงานกับจินยองเพื่อจะได้อยู่ด้วยกันอีก เก่งจังเลยแฮะ

“คุณมองโลกในแง่ดีขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน จะไม่มีการแต่งงานอะไรทั้งสิ้น ไม่มีใครรู้อยู่แล้วว่าคุณกับฉันมีลูกด้วยกัน!

“แล้วถ้ามีล่ะ

“คุณจะพูดอะไร?” จินยองเท้าเอว เป็นสัญญาณว่าเริ่มจะขัดอกขัดใจ

“ถ้ามีคนรู้ว่านายกับพี่มีลูกด้วยกันล่ะ นายจะยอมแต่งงานกับพี่ไหม?”

“ไม่มีทางที่ใครจะรู้หรอก! แม่ ผมไปรับแจยองล่ะนะ”

จินยองผุดลุกขึ้นจากเบาะรองนั่ง เดินไปหยิบกุญแจรถที่แขวนข้างประตู ไปรับลูกสาวที่แวะเล่นที่บ้านเพื่อนระหว่างขากลับจากโรงเรียนมาถึงบ้าน

เมื่อเช้าแจบอมไปส่งลูกสาวที่โรงเรียน เพื่อนรุมล้อมแจยองกันใหญ่ แปลกใจที่แจยองมีพ่อกับเขาด้วย แถมพ่อยังหล่อสุดๆ พอตกเย็นเลิกเรียนเพื่อนที่เคยล้อแจยองก็ชวนแจยองไปเล่นที่บ้านและกินเค้กด้วยกันเป็นการขอโทษด้วย

 

 

 

 

“เปิดทีวีดูหน่อยซิจินยอง แม่จะดูข่าวบันเทิง”

ยูนาใช้ลูกชายที่เพิ่งจะได้นั่งลงหน้าทีวี วันนี้คุณยูนาพาลูกเขยไปเลี้ยงข้าวร้านอร่อยแถวนี้ ทั้งสี่คนกลับมาถึงบ้านก็มืดค่ำ แต่ยังไม่เลยช่วงเวลาข่าวบันเทิงรอบค่ำที่ยูนาชอบดู เธอติดละครเลยต้องตามข่าวบันเทิงด้วย เผื่อจะมีสกู๊ปข่าวของพระเอกที่ชอบ

“วันนี้มีพี่สวยๆ สองคนนะคะยาย” ยัยหนูที่ติดโทรทัศน์ไม่ต่างจากยายจำได้ว่าวันนี้มีรายการของพี่สาวสองคน สวยด้วยตลกด้วย

“เออใช่ ขอบใจนะแจยองที่เตือนยาย” ยูนาคว้ารีโมทจากมือลูกชายมาเปิดทีวีย้ายหาช่องเอง จินยองนี่ทำอะไรชักช้าไม่ทันใจเลย

แจบอมไม่สนใจข่าวบันเทิงอยู่แล้ว เขานอนเอกเขนกบนโซฟา แจยองปีนโซฟาขึ้นมานั่งพิงตัวพ่อด้วย แจบอมลูบผมยาวไปมามือหนึ่ง อีกมือเปิดเครื่องโทรศัพท์มือถือ เขาปิดเครื่องไว้ตั้งแต่เมื่อคืนหลังจากโพสรูปลงอินสตาแกรม

“มาที่ข่าวสุดท้ายของวันนี้กันนะคะยองมี โอยฉันก็ใจสลายอีกแล้วค่ะสำหรับข่าวนี้”

“อ่า ใกล้จะจบพอดีเลย” ยูนาพูดขึ้นอย่างเสียดาย จินยองหันไปมองโทรทัศน์ อ๋อ รายการของสองสาวเพื่อนซี้นี่เอง

“ทำใจหน่อยนะคะยองแอ ในสังคมออนไลน์พูดถึงข่าวนี้กันมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้วค่ะ ยิ่งแชร์ก็ยิ่งฮอตตอนนี้ยังเป็นกระแสที่พูดถึงกันอยู่เลยนะคะสำหรับความสัมพันธ์ที่น่าสงสัยของคุณเจบี หรือ อิมแจบอม ไฮโซหนุ่มช่างภาพระดับโลกของเรากับคุณจูเนียร์ หรือ ปาร์คจินยอง อดีตผู้จัดการส่วนตัวของดาราสุดฮอตแห่งยุคมาร์คต้วน คนนี้นี่โด่งดังในหมู่แฟนคลับมากเลยนะคะ สาวๆ แฟนคลับของคุณมาร์คให้ฉายาเขาว่าควีนเมเนเจอร์เลยล่ะค่ะ”

ยูนาถึงกับทำรีโมทร่วงจากมือเมื่อในจอทีวีปรากฏภาพของแจบอมและจูเนียร์ จินยองอ้าปากค้าง ตกใจยิ่งกว่าแม่เสียอีก

“อุ๊ย! แม่ได้ออกทีวีด้วย” ส่วนแจยองนี่ตื่นเต้นไม่ได้ดูสีหน้าแม่กับยายเลย

“ข่าวนี้นี่ต้องเล่าย้อนไปวันก่อนเลยนะคะยองมี เริ่มจากที่มีแฟนคลับของคุณมาร์คสองคนได้โพสรูปของคุณจูเนียร์และสาวน้อยน่ารักวัยอนุบาลคนหนึ่งที่ร้านไอศกรีมลงในอินสตาแกรมส่วนตัวของเธอ และแท็กรูปไปให้คุณจูเนียร์พร้อมบอกว่าสาวน้อยคนนี้ชื่อปาร์คแจยอง ส่วนคุณจูเนียร์ก็คือคุณแม่ของน้องเอง คุณมาร์คก็เหมือนจะไม่รู้เรื่องด้วยเพราะเขาได้มาคอมเม้นท์ถามแฟนคลับคนนั้นถึงที่มาของรูปด้วยค่ะ รูปสามรูปนี้ถูกแชร์ออกไปในหมู่แฟนคลับด้วยกันเองจนแพร่ออกไปในวงกว้าง”

“อ๊ะ นั่นรูปหนูนี่!” แจยองที่นอนกลิ้งบนอกพ่อถึงกับผุดลุกขึ้นมานั่งดูทีวีดีๆ

“ตอนฉันรู้ว่าคุณจูเนียร์มีลูกนี่ฉันแอบช็อกไปเลยนะคะยองแอ ต้องยอมรับเลยว่าลูกสาวคุณจูเนียร์นี่น่ารักมากจริงๆ แต่ข่าวนี้ยังไม่ทันจะซาเมื่อคืนก็มีรูปหนูน้อยแจยองออกมาอีกหนึ่งรูป แต่ไม่ใช่จากอินสตาแกรมของแฟนคลับคนไหนหรอกค่ะ รูปนี้ถูกโพสโดยคุณเจบีเอง เป็นรูปที่เขานอนกอดแจยองที่หลับสนิทเอาไว้พร้อมข้อความที่ทำให้ใครหลายคนตกใจไปตามๆ กัน”

“ฝันดีนะลูกสาวของพ่อโอย นี่เป็นเรื่องที่เกินความคาดหมายจริงๆ นะคะ เพราะหลังจากข่าวเดทกับนางแบบสาวชาวรัสเซียหลายเดือนก่อน คุณเจบีก็ไม่เคยมีข่าวเรื่องความรักกับใครอีกเลย ส่วนคุณจูเนียร์เอง บรรดาแฟนคลับของคุณมาร์คที่ยอมรับเรื่องราวความรักของพระเอกหนุ่มได้ก็เชียร์ควีนเมเนเจอร์กับคุณพระเอกอยู่เหมือนกัน เรียกว่ารูปสาวน้อยแจยองจากอินสตาแกรมสองวันมานี้ทำลายฝันบรรดาสาวช่างฝันหลายคนซะดับสนิทเลยค่ะยองมี”

เรื่องนี้เป็น Talk of the town เลยล่ะค่ะยองแอ ไม่ว่ามองไปทางไหนก็มีแต่รูปของน้องแจยองเต็มไปหมด ในสังคมออนไลน์ยอดฮิตอย่างทวิตเตอร์ก็มีแฮชแท็กที่พูดถึงเรื่องนี้อยู่ด้วยนะคะ และเป็นที่กล่าวถึงกันมากจนขึ้นอันดับหนึ่งเลยสำหรับแฮชแท็กที่ว่า #ParkJaeyoungKidUlzzang

“ฉันเองก็เห็นแล้วค่ะ หนูน้อยแจยองตอนนี้นี่ฮอตมากเลย น้องแจยองมีแฟนคลับแล้วด้วยนะคะ มีเพจที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเธอแล้วด้วย เป็นแฟนคลับของคุณมาร์คที่ชื่นชอบคุณจูเนียร์นั่นเองค่ะ แม้ความสัมพันธ์ของคุณแจบอมกับคุณจูเนียร์ยังไม่แน่ชัด เพราะในเวลานี้ยังไม่มีใครติดต่อสัมภาษณ์ทั้งสองคนได้ แต่เท่าที่เห็นจากรูปก็ค่อนข้างแน่ชัดแล้วล่ะค่ะยองมี ว่าน้องแจยองอาจเป็นลูกสาวของคุณเจบีและคุณจูเนียร์”

“ถ้าเรื่องจริงนี่สาวๆ อกหักกันเป็นแถวเลยนะคะ”

“เราก็ต้องรอติดตามกันต่อไปล่ะค่ะ

 จินยองคว้ารีโมทจากแม่มาปิดทีวี ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนหันขวับไปมองอิมแจบอมที่นอนเล่นมือถือทำเป็นไม่รู้เรื่อง

“อิมแจบอม คุณจงใจใช่มั้ย!!!จินยองปรี่เข้ามาทุบแจบอมเข้าที่อกจนร่างสูงจุก แจยองเข้าขวาง

“แม่อย่าตีพ่อสิคะ!

“ถอยออกมาเดี๋ยวนี้นะแจยอง!

“ไม่!” แม่สาวน้อยกอดพ่อไว้อย่างปกป้องจนแม่น้อยใจ

“นี่หนูเสียงดังใส่แม่เพราะเขาเหรอแจยอง”

“ขอโทษค่ะ ก็แม่ตีพ่อนี่คะ” แจยองเสียงอ่อนลงเมื่อรู้ตัวว่าผิด

“แจยองช่วยพ่อด้วย โอ๊ยเจ็บ!” แจบอมลุกขึ้นนั่ง กอดลูกสาวไว้ แต่แกก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้เมื่อจินยองคว้าหมับเข้าที่ใบหูเขาแล้วบิดเต็มแรง

“คุณ-ทำ-บ้า-อะไร!  มันวุ่นวายไปหมดแล้วเห็นมั้ย!!

“ปล่อยก่อนๆ แม่พี่โทรมา” ใบหน้าหล่อเหยเกเจ็บปวด พยายามชูมือถือให้จินยองดูว่าแม่โทรมาจริงๆ นะ จินยองคว้ามือถือจากเจบีมาดูเบอร์ ถือวิสาสะกดรับ

“สวัสดีครับ”

<อ่าว ไม่ใช่เจบีหรอกหรือจ๊ะ เอ..เบอร์ก็ถูกนี่นา>

“เจบีอยู่ที่บ้านผมครับ ผมกำลังจะส่งเขากลับบ้านเดี๋ยวนี้แล้ว” จินยองส่งสายตาน่ากลัวให้แจบอม แจยองโวยวาย

“ไม่ได้นะคะแม่! แม่ไล่พ่อหนูออกจากบ้านไม่ได้นะ” แจบอมปลื้มมาก ดีใจที่ลูกสาวปกป้องเขาด้วย ลูกสาวเขานี่น่ารักมากเลย

“ใช่ๆ! นายไม่มีสิทธิ์ไล่พี่ออกจากบ้านนะ”

<เสียงเด็กนี่นา หรือว่าหนูคือปาร์คจินยองจ๊ะ ตายจริงดีใจจังเลย ไม่ได้คุยกันตั้งนานแน่ะตั้งแต่หนูเลิกกับพ่อบีไป สบายดีนะจ๊ะ เรื่องแจยองนี่จริงใช่มั้ยจ๊ะ แม่กับแด๊ดตกใจกันมากเลยแต่ตื่นเต้นด้วยนะ ยัยหนูน่ารักมากเลย อยากเจอมากๆ หนูพาแกมาหาแม่กับแด๊ดบ้างสิจ๊ะ อ้อ แม่ขอคุยกับแกสักคำได้มั้ยเอ่ย>

จินยองอ้าปากค้างกับแม่เจบี นี่ก็เหมือนลูกชายเลย เอาแต่พูดเรื่องของตัวเอง ฟังคนอื่นหน่อยสิ

“คงไม่ได้พาไปโซลหรอกครับ และไม่ว่าเขาจะพูดจาฝันเฟื่องวาดวิมานแค่ไหนคุณป้าก็อย่าไปฟังเขามากนะครับ”

<เรียกคุณแม่ดีกว่านะจ๊ะ>

“ขอโทษครับ แต่ผมไม่ได้คบหากับเจบีอีกแล้ว”

<แหมเย็นชาจังเลย หนูอย่าเย็นชากับแม่แบบนี้สิจ๊ะ>

คุณอิมนี่พูดไม่รู้ฟัง รู้แล้วล่ะว่าแจบอมเหมือนใคร จินยองโยนมือถือให้แจบอม เดินขึ้นไปที่ชั้นสองท่ามกลางความงุนงงของทุกคน

จินยองกลับลงมาพร้อมกระเป๋าเป้ของแจบอมที่เขาเอาติดตัวมา ร่างบางสะพายมันเดินออกไปที่หน้าบ้าน จากนั้นตะโกนเข้ามาในบ้าน

“ไม่อยากให้กล้องถูกเหวี่ยงพังเป็นชิ้นๆ ก็รีบออกมาซะอิมแจบอม!!

เสียงของจินยองไม่เพียงเรียกแจบอมให้วิ่งออกมาจากบ้านได้ ยังเรียกเพื่อนบ้านที่เพิ่งดูรายการเดียวกันออกมามองอย่างอยากรู้อยากเห็นด้วย

“ตาจินยองๆ พ่อแจยองเป็นช่างภาพไฮโซจริงๆ เหรอ” จินยองหันไปมองคนข้างบ้านที่เกาะรั้วเอ่ยถาม

“จริงครับ”

“ได้สามีดีนะ”

“ไม่ใช่สามีผมครับ!

โว้ย! นี่ไงล่ะปัญหาที่แจบอมสร้างน่ะ ต้องการให้ผลมันออกมาแบบนี้สินะถึงใช้สื่อสร้างเรื่องเนี่ย

“อ่าว” คุณคนข้างบ้านงง พ่อของลูกแต่ไม่ใช่สามี เอ้อ แปลก

“จินยองเลิกโวยวายสักทีได้ไหม แม่อายชาวบ้านเค้า” ยูนาเดินตามแจบอมออกมาปรามลูกชาย จินยองไม่สนคำบ่นของแม่ เขาเปิดประตูรั้วออกไปวางกระเป๋าแจบอมลงบนพื้น

“กลับโซลไปซะที!

“นายจะโมโหอะไร ยังไงมันก็เรื่องจริง สักวันก็ต้องมีคนรู้”

“คุณทำให้ฉันเป็นข่าว ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ฉันเกลียดมากรู้เอาไว้ด้วย” แค่ต้องทนอยู่กับข่าวของมาร์คที่ทำให้เป็นไมเกรนเรื้อรังมาหลายปีจินยองก็จะตายอยู่แล้ว แต่ตอนนี้กลับต้องมาเป็นข่าวซะเองมันไม่ใช่เรื่องสนุกเลยนะ!

“ก็เราสองคนไม่ใช่คนธรรมดา มันก็ต้องมีพวกอยากรู้เรื่องของเรา”

“คุณคนเดียวที่สูงส่ง ไม่ใช่ฉัน ฉันมันคนธรรมดา และฉันไม่ชอบที่ใครต่อใครก็สนใจเรื่องของฉัน ลูกฉันก็ด้วย คุณดังไปคนเดียว อย่าทำให้ชีวิตของแจยองวุ่นวายเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นฉันฆ่าคุณแน่!

“ไม่รับปากนะ พี่กะว่าจะถ่ายภาพเซตใหม่โดยใช้ลูกสาวเป็นนางแบบสักหน่อย เปิดตัวแจยองในฐานะลูกสาวของช่างภาพเจบีด้วยไง” แจบอมบอกสิ่งที่เขาคิดเอาไว้

ไม่ได้เห่อหรือเข้าข้างลูกตัวเองหรอกนะ แต่ลูกสาวเขาน่ารักมาก โตไปก็ท่าทางจะสวยมากด้วย

“ฉันเพิ่งบอกคุณไปว่าอย่าทำชีวิตลูกวุ่นวายไปด้วยไง!” แจบอมฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องรึไงกัน

“นายน่าจะชินเรื่องพวกนี้ได้แล้วนะ ทำงานก็ทำกับดารานักร้อง พี่เองก็เป็นช่างภาพ ถ้าลูกจะเป็นนางแบบอีกสักคนจะเป็นอะไรไป”

“อิมแจบอม!

แจบอมยังยืนอยู่ที่หน้าประตูบ้าน ไม่คิดเดินออกไปเอากระเป๋ากลัวโดนจินยองปิดรั้วใส่ กล้องแค่สองตัวราคาไม่กี่สิบล้านช่างมันเถอะ เขายังอยากอยู่บ้านกับแจยองต่อ ยังไม่อยากกลับเมืองหลวงตอนนี้

“เดี๋ยวพี่จะโทรคุยกับนักข่าวเอง ไม่เป็นไรหรอก กว่านายจะได้กลับไปทำงานอีกครั้งข่าวก็เงียบแล้วล่ะนะ”

“แม่คะ..อย่าโมโหพ่อเลยนะ” แจยองเดินมาเกาะขาแม่ ส่งเสียงอ้อนให้เขาใจเย็น

“แจยองเข้ามารับโทรศัพท์หน่อยเร็ว เพื่อนโทรมาหาแน่ะ” ยูนาร้องเรียกหลานสาว

“ใครคะยาย”

“จินจ้ะ คงโทรมาเรื่องข่าวเมื่อกี้มั้งจ๊ะ เขาถือสายรอแน่ะ” แจยองอิดออด เงยหน้ามองแม่

“อย่าโกรธเลยนะคะ รักแม่นะ” แจยองบอกแม่อีกครั้งแล้ววิ่งเข้าบ้านไปรับโทรศัพท์ จินยองชะงัก

แจยองนี่จริงๆ เลย ใช้ไม้นี้กับแม่อีกแล้ว!

“ลูกยังรับเรื่องนี้ได้ง่ายกว่านายอีกนะ” แจบอมพูดไม่ดูอารมณ์เลยโดนสายตาคมๆ จากอดีตคนรักกรีดเข้าให้หนึ่งแผล แจบอมยกมือยอมแพ้รีบหนีเข้าบ้าน

“แกทำได้อย่างเดียวล่ะตอนนี้” ยูนาเดินมาตบบ่าลูกชาย เก็บกระเป๋าแจบอมขึ้นจากพื้นปัดฝุ่น

“ทำอะไรได้อีกล่ะครับเรื่องมาขนาดนี้แล้ว”

“ทำใจ” คุณยายของแจยองพูดได้ตรงประเด็นที่สุด….

 

 

 

 

 

“พี่แบมแบม! พี่แบมแบมใช่มั้ย เฮ้! พี่แบมแบมจริงด้วย ดีใจนะครับที่ได้เจอกันอีก”

ร่างบางที่กำลังเลือกเสื้อยืดตัวสวยที่ราวสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงเรียกจากด้านหลัง ไม่เรียกเปล่ามีสะกิดที่ไหล่ด้วย แบมแบมหันไปมอง

“อ่าวฮันบิน” โลกกลมมากจริงๆ ขนาดไม่มีงานก็ยังมาเจอกันอีกนะเนี่ย

“มาซื้อเสื้อเหรอร้านนี้สวยนะ พี่ชอบเหมือนผมเลยอ่ะ ซื้อใส่เองป้ะ?” เด็กหนุ่มยิ้มกว้างให้แบมแบม ส่วนร่างบางยิ้มจืด

“จ้ะใส่เองน่ะ”

ช่วงนี้แบมแบมรู้สึกอึดอัดขึ้นเยอะ เลยว่าจะมาหาซื้อเสื้อใหม่ที่ตัวใหญ่ๆ ใส่สักหน่อย กางเกงก็ต้องซื้อใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิม ตัวเก่าติดซิปติดกระดุมแทบไม่ได้แล้ว ทั้งที่เขาก็ไม่ค่อยได้กินอะไรนะ แต่ที่รู้สึกตัวใหญ่ขึ้นนี่คงเพราะเด็กดื้อในท้องมันเริ่มโตแล้ว

คิดไปล่วงหน้าแล้วสยองมาก ถ้าท้องโตขึ้นกว่านี้เขาจะหาเสื้อผ้าที่ไหนใส่ได้ ไอ้ชุดคลุมท้องนี่ขอบาย ถ้ามันไม่มีแบบที่ผู้ชายใส่ได้นี่เขายอมแก้ผ้าขังตัวเองอยู่แต่ในบ้านเลยล่ะ

“แถวนี้มีแต่ไซส์ใหญ่ๆ นะ พี่ใส่ได้เหรอ” เด็กหนุ่มปีหนึ่งร่างสูงช่วยเลือกเสื้อให้ “อ้อซื้อเผื่อตัวเล็กโตใช่มั้ย กี่เดือนแล้วอ่ะพี่แบมแบม จะสามเดือนรึยัง”

แบมแบมถอนหายใจกับเด็กช่างพูด พูดเก่งจริงจริ๊ง

“จะสามเดือนแล้วล่ะ อึดอัดมาก” แบมแบมขอบ่นหน่อยเถอะ

“ฮ่าๆ แค่นี้บ่นแล้วเหรอ รอห้าหกเดือนก่อนเถอะพี่จะหงุดหงิดยิ่งกว่านี้ ท้องจะกลมป๊อกเลยล่ะ น้าผมเพิ่งคลอดน้องไปต้นปีนี่เอง ยิ่งท้องโตยิ่งทำอะไรลำบากนะ เห็นแล้วสงสารชะมัด ตัวนี้สวยดีนะ”

ฮันบินหยิบเสื้อสองตัวจากราวมาทาบที่ตัวแบมแบม ทาบแล้วก็ส่ายหน้า

“สวยแต่ไม่เหมาะอ่ะ ร้านนี้เสื้อมันแนวผู้ชายเกินไปนะ”

“พี่เป็นผู้ชาย” แบมแบมกดเสียงต่ำให้รู้ว่าแกกำลังพูดขัดหูอยู่นะได้เด็กตาตี่ ฮันบินรู้สึกตัว ยกมือเกาหัว

“แหะขอโทษครับ แต่มันไม่เข้ากับพี่อ่ะ ไปดูร้านอื่นกัน ห้างนี้มีแต่เสื้อผ้าสวยๆ เดี๋ยวผมช่วยเลือก”

ฮันบินเก็บเสื้อเข้าที่แล้วจับมือแบมแบมพาออกจากร้าน แบมแบมกระตุกมือให้รู้ว่าไม่เหมาะที่จะจับมือกันเดินในที่สาธารณะแบบนี้

ให้จับมือผู้ชายเดินห้างเนี่ยนะอายเขาตาย ถ้าเด็กฮันบินนี่เป็นผู้หญิงก็ว่าไปอย่าง

“จับไว้เผื่อหลง”

“สติ นายอายุห้าขวบรึไง” แบมแบมแดกดัน ฮันบินก็รู้เลยหัวเราะร่วน

“เผื่อพี่ล้มก็ได้ อ๊ะ ร้านนั้นไงน่ารักมากเลย”

“ฮันบิน! ไม่เข้า!!” แบมแบมขืนตัวยื้อไว้ไม่ยอมเข้าไปในร้านเสื้อผ้าที่ฮันบินหมายตาไว้ ก็มันร้านเสื้อผ้าของผู้หญิงนี่!

“พี่ต้องเข้าใจนะครับว่าเสื้อผ้าผู้ชายมันไม่ได้ออกแบบมาให้รองรับกับรูปร่างคนท้อง พี่อยากซื้อเสื้อที่ใส่ได้แค่เดือนเดียวก็ทิ้งเหรอ”

“ฮันบิน! ถ้านายพาฉันเข้าไปในร้านนี้ฉันโกรธจริงๆ นะ!” มันคือเรื่องน่าอายที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิตเขาเลยนะเนี่ย!

“ผมยอมให้พี่โกรธ ผมเรียนออกแบบเครื่องแต่งกายเว่ยพี่ แล้วผมก็มีแม่เป็นนางแบบ พ่อก็เป็นดีไซเนอร์ ผมมีเซ้นส์เรื่องเลือกเสื้อผ้ามากๆ รับรองว่าพี่ใส่แล้วจะไม่ตะขิดตะขวงใจหรือรู้สึกแย่แน่นอน เอาหัวเป็นประกันเลย”

“ถ้าฉันไม่ชอบ นายจะยอมให้ฉันฆ่าปาดคอสินะ?” แบมแบมเริ่มโมโห เสียงเริ่มดังขึ้นด้วย ฮันบินหัวเราะชอบใจ

“ถ้าตายด้วยมือพี่นี่ผมยอม”

“ไอ้” ทำไมเขาทำอะไรมันไม่ได้เลยนะเด็กคนนี้ มองโลกในแง่ดีจังเลยนะ หัวเราะเป็นอย่างเดียวหรือไงชีวิตนี้น่ะ!

“คุณพนักงานขาย มีชุดคลุมท้องไหมครับ? ผมเห็นหน้าร้านมีชุดเด็กด้วย”

ฮันบินทั้งดึงทั้งลากแบมแบมที่พยายามวิ่งหนีให้เข้ามาในร้านเสื้อผ้าสไตล์หวานๆ จนได้

พนักงานสาวสวยรีบเดินเข้ามาให้บริการด้วยรอยยิ้มทันที

“มีค่ะ เชิญทางนี้เลยค่ะ”

“ขอบคุณครับ” ฮันบินโปรยยิ้มกว้างไปทั่วร้าน แบมแบมแทบอยากแทรกแผ่นดินแล้วมุดหนีไปไกลๆ

ทำไมเขาต้องมาเจอฮันบินที่นี่ด้วยวะ!

ชุดคลุมท้องที่โชว์อยู่ในหุ่นมีแต่แบบกระโปรงสวยหวาน แบมแบมแทบร้องไห้ พยายามดึงมือออกจากมือฮันบินให้ได้ จะได้รีบออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด

“ผมไม่ชอบแบบนี้น่ะครับ” ฮันบินชี้กวาดไปที่ชุดคลุมท้องสวยๆ

“ผมอยากได้แบบดูเท่ๆ ทะมัดทะแมงหน่อย จะว่ายังไงดีนะ อยากได้แบบที่เป็นกางเกง เสื้อก็ขอแบบที่เรียบที่สุด ใส่ไปทำงานได้สบายๆ น่ะครับ ไม่เอาโทนสีชมพูแดงฟ้า อยากได้โทนสีครีม น้ำตาล ขาว เบจน่ะ ยีนก็ได้นะ มีมั้ยครับ?”

“อ๋อ มีค่ะมี เดี๋ยวเอาให้ดูนะคะ ไม่ทราบว่าท้องกี่เดือนแล้วเหรอคะ” คุณพนักงานยิ้มให้ฮันบินก่อนหันมาถามแบมแบม ร่างบางตาโต

พนักงานขายคนนี้รู้ได้ยังไงว่าเขาคือคนที่ท้องน่ะ จะน่ากลัวเกินไปแล้ว

“สามเดือนครับ แต่อยากได้ที่ใส่ได้ตอนท้องโตกว่านี้ด้วยน่ะครับ ขอหลายๆ ชุด เอาให้ใส่ได้เดือนหนึ่งไม่ซ้ำกันเลย”  ฮันบินยังเป็นคนที่ตอบเองเช่นเคย

ลูกค้ารายใหญ่! หญิงสาวตาโต ในใจตื่นเต้น

“ได้ค่ะ เดี๋ยวพี่เอามาให้ดูนะคะ” หญิงสาวกุลีกุจอไปหาชุดตามที่ลูกค้าต้องการมาให้

“นายซื้อเยอะเกินไปหรือเปล่า พี่ไม่มีเงินมากขนาดนั้นหรอกนะ ท่าทางของในร้านนี้จะแพงมากด้วยล่ะ” แบมแบมมองกวาดสายตาไปทั่วร้านสีขาวแห่งนี้ แค่มองจากกระจกข้างนอกยังรู้เลยว่าแพง

แบมแบมแอบพลิกป้ายราคาของเสื้อตัวหนึ่งดู สามแสนวอน! คุณพระช่วย มันจะแพงมหาโหดเกินไปแล้ว หรือผลิตมาเพื่อคนที่คิดจะท้องแค่ครั้งเดียวก็ไม่คิดจะท้องอีกเลย ซื้อไปใส่เป็นที่ระลึกครั้งหนึ่งในชีวิตอะไรแบบนี้

“พี่มีมาเท่าไรน่ะ”

“เท่าเงินเดือนของพี่เดือนหนึ่งนั่นล่ะ”

ถึงพี่คุณ พ่อ และน้าแทฮยองจะให้เงินไว้ช็อปปิ้งเยอะแยะก็เถอะนะ แต่แบมแบมก็ยังเสียดาย เก็บไว้ให้เจ้าแฝดดีกว่า พวกของใช้เด็กอ่อน ยังไงตายายกับลุงก็ต้องซื้อให้อยู่แล้ว รอของฟรีสิ

นี่ไม่ได้งกนะ เขาเรียกว่าคนใช้เงินเป็น

“แสดงว่าน้อยมากสิ”

“นี่นายจะบอกว่าฉันได้เงินเดือนน้อยมากล่ะสินะ แต่ก็ตามนั้นล่ะ”

ฮันบินอมยิ้ม มองคนที่ทำปากยื่นเหมือนจะงอน น่ารักว่ะ

“ผมซื้อให้เอง”

“ไม่เอา ไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณ”

“ไม่เป็นไรหรอกน่า ผมเองก็ทำงานหาเงินได้เอง”

“ทำงานเองก็ต้องรู้สิว่ากว่าจะได้เงินมามันยากลำบาก ต้องประหยัดและรู้จักใช้นะ เดี๋ยวโตไปก็ลำบากหรอก”

ฮันบินกลั้นขำคนที่บ่นเหมือนเขาเป็นเด็กอายุ 10 ขวบที่วางแผนการใช้เงินไม่เป็น อายุห่างกันแค่สี่ปีเองเถอะ

“ผมซื้อให้ตัวเล็ก พี่ใส่สบายตัวเล็กก็สบายไปด้วยไง ไม่ต้องอึดอัด”

“ใจดีจังนะนายน่ะ แต่พี่มีเงิน จะซื้อเท่าที่เงินพอซื้อนี่ล่ะ”

“สั่งไปแล้วนะ ถ้าลองใส่แล้วชอบก็เอาให้หมดนั่นล่ะดีแล้ว”

“แต่ว่ามันแพงนะ”

“หรือพี่อยากเดินเข้าร้านเสื้อผ้าผู้หญิงเพื่อซื้อชุดคลุมท้องเพิ่มตอนท้องโตเหรอ?” ฮันบินว่าตัวเองจับถูกจุด พี่แบมแบมคงไม่ปลื้มนักที่ตัวเองท้องน่ะนะ

“ไม่ล่ะ” แบมแบมหน้าเบ้ แค่คิดก็ขนลุก

“มาแล้วค่ะ นี่สิบชุดแรก ดูก่อนนะคะว่าชอบไหม เดี๋ยวไปเอามาเพิ่มให้ค่ะ” พนักงานสาวสองคนช่วยกันยกชุดมาให้ฮันบินดู

เด็กหนุ่มเลือกชุดที่เขาชอบและน่าจะเหมาะกับแบมแบมมาทาบตัวคนแก่กว่าทีละชุด ชุดไหนไม่ชอบก็ส่งให้พนักงานขายคนที่สามที่มาช่วยเอาไปเก็บ

พนักงานเอาชุดคอลเล็คชั่นใหม่มาให้เลือกเรื่อยๆ ฮันบินก็เลือกได้เรื่อยๆ เหมือนกัน แต่คนที่ยืนเป็นตุ๊กตาให้ฮันบินทาบตัวชักจะเมื่อย

“สามีคุณน้องนี่น่ารักมากนะคะ มาช่วยเลือกชุดคลุมท้องให้ด้วย เป็นพ่อแม่วัยรุ่นที่น่ารักมากเลยค่ะ” 

ไม่รู้ว่าชมจากใจหรือทักษะการขาย แต่มันก็ช่วยทำให้ลูกค้าอย่างฮันบินอยากเปิดกระเป๋าเงินมากขึ้นได้จริงๆ

“คือว่านี่ไม่

“แหม ขอบคุณนะครับพี่สาว” ฮันบินโมเมไปกับสาวๆ ด้วยเลย แบมแบมถลึงตาใส่

“เอาหมดนี่ล่ะครับ” หลังจากเลือกอยู่นานเกือบชั่วโมงฮันบินก็ยอมหยุด แบมแบมถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมาเลยทีเดียว

“ชุดที่เลือกไว้ก็…28 ชุดพอดี จะเข้าไปลองไหมคะเดี๋ยวพี่ช่วย” พนักงานสาวพากันยิ้มแย้ม แบมแบมส่ายหน้า

“ไม่ล่ะครับ ขี้เกียจ” ซื้อเหมือนจะเอาไปขายต่อ ไอ้เด็กคนนี้นี่ก็เลือกซะเยอะเลย

“โถ ยืนนานคงเมื่อยแย่แล้วสินะคะ จะรีบไปจัดการให้เดี๋ยวนี้ล่ะค่ะ รอสักครู่นะคะ”

พนักงานในร้านมีอยู่ห้าคนก็มารุมฮันบินและแบมแบมแล้วสามคน และสมกับที่พวกเธอคาดหวัง เด็กหนุ่มร่างสูงหน้าตาดีมากคนนี้ก็ซื้อทั้งหมดที่เลือกไว้จริงๆ

พวกเธอก็ได้แต่คิดว่าท่าทางจะรักภรรยามากนะเนี่ย

แบมแบมตามฮันบินไปที่เคาน์เตอร์ พอพนักงานคิดเงินออกมาแบมแบมก็ตาโตเพราะมันแพงกว่าที่คิดไว้ซะอีกนะ!

แต่ฮันบินไม่มีท่าทีสะทกสะท้านอะไรกับเงินจำนวนนี้ เขาหยิบแบล็คการ์ดจากกระเป๋าเงินสีดำออกมาชำระเงิน แบมแบมเข้าใจทันที เด็กนี่รวยมากๆ นี่เองถึงอาสาจะซื้อเสื้อผ้าให้เขา

“พี่เมื่อยแล้วใช่มั้ย ไปหาอะไรกินกันดีกว่า ผมมีร้านประจำอยากแนะนำ อร่อยมาก ผมกับเพื่อนไปกินกันบ่อยๆ พี่เอารถมาหรือเปล่า?” ฮันบินถือถุงเสื้อผ้าให้แบมแบม แต่แบมแบมสงสารเลยแบ่งมาถือเองส่วนหนึ่ง

“เอามา นายล่ะ”

“ผมนั่งแท็กซี่มาอ่ะ โดนพ่อยึดใบขับขี่”

“ไปทำอะไรมาล่ะถึงโดนยึดใบขับขี่”

“เอารถไปแข่งที่สนามมา ฮ่าๆ แต่ผมชนะนะพี่” แบมแบมส่ายหน้า

“ได้รางวัลเป็นอะไรล่ะ”

“สาวสวยอ่ะ แต่ไม่ได้เอามาหรอก ผมไม่ชอบผู้หญิง ได้เงินมาด้วยก้อนนึง แต่ก็เอาไปแต่งรถหมดแล้วแหละ พ่อเห็นเข้าก็ปรี๊ดแตกเลย ยึดใบขับขี่เอาไว้เดือนนึงแน่ะ” เด็กหนุ่มแลบลิ้นออกมานิดๆ สารภาพออกมาตามตรง

“สมควร” นี่สมน้ำหน้าบอกเลย

“โหย อย่ามาจี้จุดกันดิ โอ๊ะสวยจังเลยน้า” ฮันบินปรี่เข้าไปหาร้านขายเสื้อผ้าสไตล์ฮิปฮอป สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเขาก็คือบรรดาหมวกสแนปแบคที่โชว์อยู่

“ชอบเหรอ”

“อื้มม”

“ซื้อให้เอามั้ย”

“จริงเหรอ พี่ใจดีจัง เข้าไปดูกันเถอะ” ฮันบินเดินเข้าไปดูในร้านทันที ท่าทางร่าเริงสุดๆ แบมแบมกลั้นยิ้ม เดินตามเข้าไป

หลังจากได้หมวกมาสองใบฮันบินก็เหมือนจะยิ่งอารมณ์ดีขึ้นไปอีก แบมแบมแวะกดเงินก่อนจะขับรถพาฮันบินไปกินข้าว ก็ตั้งใจว่าจะเลี้ยงฮันบินอีกนั่นล่ะ ค่าข้าวกับค่าหมวกยังไม่ได้ค่าชุดคลุมท้องเขาชุดหนึ่งเลย

ระหว่างรออาหาร แบมแบมก็เปิดกระเป๋าหยิบเงินทั้งหมดที่นอกเหนือจากราคาอาหารให้ฮันบิน เด็กหนุ่มส่ายหน้า โบกมือไปมา

“ไม่เอาหรอกพี่ ผมบอกว่าซื้อให้ก็คือให้ดิ ผมชอบพี่อ่ะเลยอยากให้ด้วยใจ”

แบมแบมล่ะเชื่อเลย เด็กคนนี้จะตรงเกินไปแล้ว คิดอะไรก็พูดออกมาหมด

“เอาไปน่า ไม่รับไปพี่โกรธ เราไม่ต้องมาคุยกันอีกเลย”

“โหย” ฮันบินอิดออด แบมแบมทุบโต๊ะ

“ว่าไง จะเอาไหม ถ้าไม่เอาพี่กลับบ้านล่ะ” แบมแบมทำท่าจะลุกขึ้น ฮันบินรีบยกมือห้าม

“ม่าย! อย่าไปๆ เอาก็ได้ พอใจรึยัง” ฮันบินรับเงินจากแบมแบมมาใส่ถุงใส่หมวกอย่างไม่สนใจเท่าไรนัก

“ก็แค่นี้แหละ เสื้อมันราคาแพงเกินไป ให้พี่รับมาเลยมันไม่สบายใจ เข้าใจมั้ย?”

“เข้าใจครับ เรื่องสามีพี่เป็นไงบ้างล่ะ ดีกันยัง?”

“ก็เรื่อยๆ แยกกันอยู่ แต่เขาก็ต้องมาดูแลลูกบ้าง แค่นั้นแหละ”

“ตอนนี้พี่ก็โสดน่ะสิ?”

“โสดมาตลอดนั่นล่ะ” แบมแบมตอบแล้วก้มหน้าสนใจโทรศัพท์มือถือ ก่อนจะชะงักเมื่อคิดอะไรขึ้นมาได้ เงยหน้าขึ้นก็เห็นฮันบินมองหน้าเขาแล้วยิ้มซะกว้างจนน่าหมั่นไส้

“สนใจคนอายุน้อยกว่ามั้ยครับ?”

 

 

 

แบมแบมแวะไปส่งฮันบินที่คอนโดก่อนจะขับรถกลับมาคอนโดพี่ชาย ร่างบางหิ้วถุงเสื้อผ้าพะรุงพะรัง มีคุณเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของคอนโดช่วยยกมาส่งให้ด้วยเพราะรู้ว่าแบมแบมกำลังท้องอ่อนๆ อยู่

“ขอบคุณมากนะครับ” แบมแบมโค้งให้คุณลุงที่ช่วยหิ้วของให้ กองถุงเสื้อผ้าวางเรียงอยู่หน้าประตู แบมแบมเปิดประตูบ้าน ใช้เท้าเขี่ยถุงบางส่วนที่เกินกว่าจะหิ้วไหวเข้าไป

หูแบมแบมได้ยินเสียงดังมาจากในครัว แปลกใจ เหลือบดูนาฬิกาข้อมือ

ทำไมวันนี้พี่คุณกลับเร็ว?

“พี่คุณ! กลับมาแล้วเหรอ มาช่วยยกของหน่อยสิ” แบมแบมตะโกนขอความช่วยเหลือ ขี้เกียจเดินหลายรอบ

ร่างสูงกึ่งเดินกึ่งวิ่งจากในครัวมาหาแบมแบมที่ยืนอยู่หน้าประตู แบมแบมเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจเมื่อไม่ใช่พี่ชายตน

ชายหนุ่มยิ้มกว้างให้แบมแบม รีบเข้ามาช่วยถือของ แบมแบมยังอึ้งอยู่

“พี่ซองจุนกลับมาตั้งแต่เมื่อไรครับ?”

 

 

 

 

 

แบมแบมยืนมองคนที่กำลังเอาเสื้อผ้าของเขาออกจากถุงแล้วแขวนใส่ในตู้เสื้อผ้าทีละตัว เขาทุบตู้เรียกร้องความสนใจ

“พี่ยังไม่ได้ตอบคำถามแบมแบมเลย กลับมาเมื่อไร”

“เมื่อเช้าน่ะ” ซองจุนหันมายิ้มให้ ทำงานต่อไป แบมแบมเดินไปฉุดแขนเขาให้หยุดทำงาน

“มาที่นี่ทำไม?”

“ที่นี่ก็บ้านพี่นะ ลืมแล้วรึไงว่าพี่ซื้อร่วมกับนิคคุณ”

แบมแบมเกลียดรอยยิ้มละมุนละไมอบอุ่นเหมือนแสงแดดยามเช้าของผู้ชายคนนี้จริงๆ เลย มาก็ไม่เคยบอกกล่าว ถ้ารู้ว่าพี่ซองจุนจะกลับมาจากญี่ปุ่นเขาคงย้ายกลับไปอยู่คอนโดตัวเองแล้ว

เรื่องนี้พี่คุณรู้เห็นด้วยแน่ๆ เลย

ในเมื่อที่นี่ก็คือบ้านของพี่ซองจุนเช่นกัน แบมแบมก็จะพยายามทำใจให้ชินกับการที่ต้องเห็นเขาเดินไปเดินมาในบ้านนี้

แบมแบมเดินหนีออกจากห้องนอน ปล่อยให้พี่ซองจุนเก็บเสื้อผ้าของตนเข้าตู้ ในเมื่ออยากจะทำให้นักก็เชิญทำไปเถอะ เขาจะไปดูทีวีล่ะ

 

 

 

ชายหนุ่มถอนหายใจ ก้มมองเสื้อยืดแขนยาวสลัดสีตัวโคร่งด้วยความรู้สึกที่เจ็บปวดเกินกว่าจะอธิบาย เขาไม่อยู่เพียงไม่นาน แบมแบมก็ต้องเจอเรื่องมากมายขนาดนี้

ตอนนั้นเขาไม่น่าจากที่นี่ไปเลย ถึงถูกปฏิเสธอย่างไรก็ควรอยู่ที่นี่ต่อไปเพื่อคอยเฝ้าดูแลเด็กคนนั้นอย่างที่เคยทำมาตลอดชีวิต เขาไม่ควรรักตัวเองมากจนถึงกับต้องหนีความจริงที่เจ็บปวดไปอยู่ไกลๆ

ในช่วงเวลาที่แบมแบมลำบาก ตัวเขากลับไม่อยู่ที่นี่และไม่สามารถช่วยอะไรแบมแบมได้เลย

 

 

 

 

แบมแบมเปิดทีวีเอาไว้ แต่สายตากลับไม่ได้จับจ้องไปที่มัน ร่างบางคอยเอาแต่มองไปที่ประตูห้องนอนของตน

เขานี่มันนิสัยไม่ดีจริงๆ ทำไมต้องอารมณ์ไม่ดีใส่พี่ซองจุนด้วย พี่เขายังไม่ได้ทำอะไรให้เลยสักนิด แต่สิ่งที่น่าโมโหก็คือตรงนั้นล่ะ พี่ซองจุนทำตัวปกติเหมือนว่าเรื่องราวระหว่างเขาและพี่ไม่เคยเกิดรอยร้าวขึ้นเลย พี่น่าจะยังต้องโกรธเขาอยู่สิ ทำไมยังยิ้มจากใจให้เขาได้อยู่อีก

“หิวไหมแบมแบม” พี่ซองจุนเดินออกมาจากห้องนอนแบมแบม ปิดประตูแล้วเอ่ยถาม แบมแบมที่คอยมองประตูอยู่ตลอดเลื่อนสายตาไปสบตาซองจุน

“ขอโทษนะครับ”

“เรื่องอะไรล่ะ ไม่มีอะไรที่แบมแบมต้องขอโทษพี่นี่นา” ซองจุนเดินมานั่งดูโทรทัศน์ด้วย

แบมแบมถอนหายใจ ในเมื่อพี่ซองจุนทำตัวปกติ เขาก็ควรต้องทำตัวปกติไปด้วยสินะ อย่างนั้นน่าจะดีกว่า จะได้ไม่รู้สึกอึดอัดด้วย ทำเป็นลืมไปซะว่าเคยทำอะไรเอาไว้

“พี่กินอะไรหรือยัง”

“กินบนเครื่องมานิดเดียว”

“แบมกินมาแล้ว จะทำอะไรให้กินแล้วกัน” แบมแบมขยับกายจะลุก ซองจุนดึงแขนแบมแบมไว้ไม่ให้ไป

“ไม่ต้องหรอกพี่ยังไม่หิว นั่งเถอะ” ซองจุนห้ามแบมแบมแล้วลุกไปที่ครัวแทน

ซองจุนเวฟป๊อปคอร์นแล้วไปค้นชั้นดีวีดีของนิชคุณหาหนังดีๆ ดูสักเรื่อง ได้ภาพยนตร์ฝรั่งที่ยังไม่ได้แกะห่อพลาสติกออกจากปกมาเรื่องหนึ่ง

หนังดีๆ เรื่องหนึ่งทำให้กำแพงเบาบางที่ก่อตัวขึ้นขวางระหว่างทั้งคู่จางลงไป ซองจุนและแบมแบมได้คุยกันบ้างระหว่างดูหนัง เวลาสองชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็วจนหนังจบและทั้งสองเริ่มหิว ข้าวโพดคั่วและน้ำผลไม้ไม่ได้ทำให้อิ่มท้องเสียด้วย

“พี่หิวรึยัง” แบมแบมถามเมื่อหนังจบแล้ว ซองจุนพยักหน้า

“ออกไปหาอะไรกินกันมั้ย”

“ก็ดีนะครับ ชักขี้เกียจทำกับข้าวแล้วเหมือนกัน” แบมแบมลุกขึ้นยืนจะไปล้างหน้าสักหน่อย แต่เพราะลุกเร็วเกินไปทำให้หน้ามืดเล็กน้อยจนเซ ซองจุนตกใจรีบรั้งแบมแบมให้ทรุดลงนั่งที่เดิม

มือที่สัมผัสแขนเรียวทำให้ทั้งคนจับและคนถูกจับตกใจ มองหน้ากัน ซองจุนเพิ่งรู้ตัว รีบปล่อย

แบมแบมมองการกระทำของพี่ซองจุนแล้วรู้สึกไม่ดี พี่ซองจุนยังเป็นคนเดิมเสมอ คนที่ทำตามทุกอย่างที่เขาต้องการ พี่คงจำได้เหมือนที่เขายังจำได้ตลอดมาว่าครั้งสุดท้ายก่อนจากกัน เขาตวาดใส่พี่ไว้ว่าอย่ามาแตะต้อง

สามปีก่อนนั้นมันเป็นเรื่องที่แบมแบมเองก็คิดไม่ถึงว่า ลูกผู้พี่ที่เป็นญาติกันทางการแต่งงานจะบอกว่ารักตน แบมแบมปฏิเสธพี่ซองจุนเพราะโตมาด้วยกัน เล่นมาด้วยกัน เขาจึงทำใจไม่ได้

ตั้งแต่จำความได้แบมแบมก็มีแต่พี่คุณและพี่ซองจุนเป็นเพื่อนเล่น พี่ซองจุนอายุน้อยกว่าพี่คุณแค่ปีเดียว เขานับถือพี่ซองจุนไม่ต่างจากพี่ชาย แบมแบมโตมาโดยยึดพี่ชายผู้เพียบพร้อมด้วยความสามารถในทุกด้านคนนี้เป็นแบบอย่าง แต่ในวันที่พี่เขาบอกความรู้สึกของตัวเอง แบมแบมก็รู้สึกเหมือนว่าตัวเขาถูกทรยศ ความตกใจแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ ถึงขั้นตัดขาดความสัมพันธ์และไล่พี่เขาออกไปจากชีวิต

แบมแบมคิดว่าผู้ชายมีสิทธิ์ที่จะรักกันได้ เพราะความรักทุกรูปแบบไม่มีผิดถูก แต่ต้องไม่ใช่ตัวเขาเอง ตอนนั้นแบมแบมยังโง่เขลาจนมองไม่เห็นว่าพี่ซองจุนนั้นรักและปรารถนาดีกับเขาจากใจจริงไม่น้อยหน้าใคร

“เป็นอะไรหรือเปล่าแบมแบม จะลุกจะนั่งก็ระวังหน่อยสิ ไม่ได้ตัวคนเดียวแล้วนะ”

น้ำเสียงของพี่ซองจุนนั้นเต็มไปด้วยความเป็นห่วง แบมแบมรู้ดี แต่เขาเองก็ห่วงความรู้สึกพี่ซองจุนด้วย ไม่รู้ว่าพี่จะคิดอย่างไรบ้างกับเรื่องที่เขาท้อง

“เปล่าครับ ไม่ได้เป็นอะไรหรอก อาการปกติน่ะ” แบมแบมโบกมือไปมาเชิงให้อีกฝ่ายอย่าห่วง

บรรยากาศที่ผ่อนคลายกลับกลายมาเป็นความกระอักกระอ่วนอีกครั้ง เงียบกันอยู่ครู่แบมแบมก็เอ่ยออกมา

“พี่ไม่คิดว่าแบมแปลกเหรอ?” แบมแบมรู้ว่าตัวเองคุยต่อได้แย่มาก แต่ก็ไม่รู้จะคุยอะไร ซองจุนส่ายหน้าทันที เขาเข้าใจว่าแบมแบมหมายความว่าอย่างไร

“แบมอย่าคิดว่าแปลกสิ คนอื่นจะว่ายังไงพี่ไม่รู้หรอก แต่สำหรับพี่ แบมก็คือแบม และตอนนี้แบมแบมกำลังจะมีหลานให้พี่นะ พี่ดีใจมากกว่า พี่กำลังจะได้เลี้ยงแบมแบมน้อยอีกครั้งแล้วนะ”

รอยยิ้มอบอุ่นของพี่ซองจุนทำให้เงาดำมืดในจิตใจแบมแบมถูกเป่าออกไป

ดีจังเลย เขาคิดว่าจะถูกคนรอบข้างมองด้วยสายตาแปลกๆ เสียอีก ถ้าพี่ซองจุนมองเขาไม่เหมือนเดิม เขาต้องรู้สึกแย่มากแน่ๆ

“เด็กเป็นไงบ้างล่ะ นิคคุณบอกพี่ว่าหลานเคยได้รับความกระทบกระเทือนนี่” ซองจุนเป็นห่วง

“หลานพี่ดื้อจะตาย ไม่เป็นอะไรหรอก” ซองจุนเลื่อนสายตาไปมองที่ท้องของแบมแบม ยิ้มน้อยๆ เอ็นดูทั้งแม่และลูก

“ดื้อเหมือนแม่ล่ะสิ”

“แบมไม่เคยดื้อเลยเถอะไม่ทักทายหลานหน่อยเหรอครับ” แบมแบมอมยิ้ม พยายามดึงให้บรรยากาศดีๆ กลับมาอีกครั้ง ซองจุนหน้าเหวอ

“ทักทาย? ยังไงล่ะ”

“พูดอะไรก็ได้ เด็กพวกนี้รู้เรื่องนะ”

“พวกนี้?”

“แฝดน่ะ” แบมแบมหัวเราะขำเมื่อพี่ซองจุนเหวอหนักกว่าเดิม จะตกใจอะไรขนาดนั้น

“จริงเหรอ?! ทำไมไม่มีใครบอกพี่เลย คุณก็เล่าทุกอย่างให้พี่ฟังหมดนะ ทำไมเรื่องนี้มันไม่บอกพี่เลยล่ะ” แฝดเหรอ? มันน่าตกใจจริงๆ นะเนี่ย

“พี่คุณเขาลืมมั้ง”

“พี่ควรพูดอะไรดีล่ะ สวัสดีนะเด็กๆ..แบบนี้เหรอ?” ซองจุนลุกลี้ลุกลน ยกมือขึ้นโบกนิดๆ ตรงท้องแบมแบมเหมือนว่าเด็กดื้อในนั้นจะมองเห็น แบมแบมตีไหล่พี่ซองจุน อ่อนใจ

ไม่ใช่ลูกพี่สักหน่อย จะตื่นเต้นทำไมขนาดนี้เนี่ย ถ้ามีลูกเองจะตื่นเต้นขนาดไหนกันนะ คิดแล้วอยากจะเห็นจริงๆ เลย

“พูดอย่างเดียวก็ได้ อยากจับมั้ย?”

ซองจุนเบิกตากว้าง มองแบมแบมอย่างประหลาดใจ พอแบมแบมพยักหน้ายืนยันอีกครั้งเขาก็ค่อยๆ ยื่นมือไปตรงท้องแบมแบม แต่พอจะสัมผัสลงไปก็ชักมือกลับ

“ไม่เป็นไรหรอกน่า เรื่องที่แล้วมาก็ช่างมัน” แบมแบมจับมือพี่ซองจุนมาวางที่ท้องตัวเอง ร่างบางยิ้มกว้างเมื่อรู้สึกว่ามืออีกฝ่ายสั่นเล็กน้อย คงตื่นเต้น

“เรายังไม่รู้สึกอะไรหรอก เพราะเด็กดื้อยังโตไม่พอที่จะดิ้นให้เรารู้สึก แต่เขารับรู้สัมผัสของเราได้”

“จริงเหรอ?”

“แม่แบมบอกมาน่ะ”

“แล้วจะรู้ได้ยังไงล่ะว่าเขาอยู่ตรงไหนกัน” คำถามนี้ของพี่ซองจุนถึงเป็นแม่ก็ตอบไม่ได้หรอกนะ

“แบมเองก็ไม่รู้หรอก” แบมแบมอมยิ้มกับคนที่ดูจะสงสัยในตัวหลานเหลือเกิน ซองจุนขยับลงไปนั่งกับพื้น เงยหน้าขึ้นถาม

“ถ้าฟังจะรู้สึกอะไรได้บ้างไหม?”

“ไม่รู้สิ แต่พี่คุณก็ชอบคุยกับหลานบ่อยๆ นะ พูดเองเออเอง บอกว่าได้ยินหลานตอบด้วย บ้ามาก ทำงานหนักจนสติไม่ค่อยมีแล้วล่ะ” แบมแบมเผาพี่ชายให้ซองจุนฟัง ชายหนุ่มหัวเราะ

“เรื่องธรรมดาของคนขี้เห่อนะ คุณมันคุยเรื่องหลานให้พี่ฟังทุกวันเลย” ซองจุนอิจฉา ถึงได้รีบกลับมา

“พี่สองคนนี่นะว่าแต่พี่คุณ พี่ก็เป็นเหมือนกันนั่นล่ะ” แบมแบมเบ้ปากใส่คนที่เอาหูมาแนบท้องตน ฟังไปก็ไม่ได้ยินอะไรหรอกนอกจากเสียงท้องร้องของเขานี่ล่ะ เริ่มหิวข้าวแล้วเนี่ย

“พี่จะกลับญี่ปุ่นอีกเมื่อไร” มือเล็กที่วางบนบ่าซองจุนเริ่มไล่ไปจับปลายผมนุ่มเล่นประสาคนอยู่เฉยไม่ค่อยได้ ซองจุนอมยิ้ม จับมือนิ่มไว้

“ไม่กลับไปแล้วล่ะ”

“อ่าว” ตอนที่จะไป พี่ซองจุนบอกเองนี่นาว่าไม่กลับมาอีกแล้ว นี่เรียนจบแล้วก็ทำงานที่นั่นต่อมาตั้งสามปีแล้วนะ

“ไม่ถามหน่อยเหรอว่าทำไมไม่กลับไปแล้ว” แบมแบมก้มมองคนที่ยิ้มกริ่มเสียจนน่าระแวงอย่างไรชอบกล ถามไปคงเข้าตัวแน่ๆ

“ไม่ล่ะ พี่จะอยู่หรือจะไปก็ไม่เกี่ยวกับแบมแล้วนี่”

“แต่พี่อยากบอกนะ”

“เรื่องของพี่สิ” ร่างบางเบือนหน้าหนี ไม่สบตาด้วย ซองจุนกอดเอวคนที่เปรียบเสมือนน้องชายเอาไว้ แบมแบมชะงัก ยกมือเตรียมจะผลักเขาออก แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจ ไม่รู้จะหวงตัวไปทำไมในเมื่อพี่ซองจุนก็คงไม่คิดอะไรไม่ดีอยู่แล้ว คิดซะว่าพี่ซองจุนกอดหลานละกัน

“พี่กลับมาดูแลแบมกับลูกน่ะ คุณบอกพี่ว่าแบมแบมต้องมีคนดูแลคอยอยู่ใกล้ๆ พี่เลยบอกคุณเอาไว้ว่าพี่จะกลับมาอยู่เป็นเพื่อนแบมแบมเอง”

ผิดจากที่แบมแบมคิดเสียที่ไหน พี่ซองจุนกลับมาเพราะเขาจริงๆ

“ถ้าพี่อยากทำงานที่นั่นต่อพี่ก็ไม่ควรกลับมา”

“จะไล่พี่ไปอีกแล้วเหรอ?” นัยน์ตาของซองจุนหม่นลงเล็กน้อยแวบหนึ่งแล้วหายไป แบมแบมไม่ทันเห็น   

“เปล่า ก็ตอนที่พี่เรียนจบแล้วพี่บอกเองว่าจะทำงานที่นั่นไม่กลับมาอีก

พูดเรื่องนี้ทีไรเขาก็รู้สึกผิดต่อน้าแทฮยองผู้เสนดีเสมอ เขาเป็นสาเหตุที่ทำให้หลานชายสุดที่รักของน้าเขยต้องไปอยู่ต่างประเทศหลายปี แต่เพราะเหตุผลมันคือเรื่องราวของความรักที่ออกแบบให้ตรงตามหัวใจไม่ได้ น้าแทฮยองถึงเข้าใจและไม่เคยโกรธแบมแบมเลย น้าหลานคู่นี้จิตใจดีเหมือนกันไม่มีผิด

“ที่พี่ไปก็เพราะแบมแบม และเหตุผลที่ทำให้พี่กลับมา พี่ก็กลับมาเพราะแบมแบม พี่เลือกของพี่เอง พี่ไม่ได้อยากไปเรียนจริงๆ หรอก ก็เรียนให้หนักเข้าไว้จะได้ไม่คิดมาก พอเรียนจบไม่กล้ากลับมาก็ตัดสินใจทำงานซะที่นั่น ตอนที่ไปพี่แค่รู้สึกว่าทนอยู่ที่นี่ไม่ได้เท่านั้นเอง และถ้าตอนนี้แบมแบมไม่โกรธพี่แล้ว พี่ก็คิดว่าจะย้ายกลับมาอยู่ที่นี่เหมือนเดิม” ซองจุนเปิดอกเล่าความรู้สึกที่แท้จริง

“ขอโทษนะครับ ตอนนั้นแบมบ้าไปเอง” แบมแบมรู้สึกผิดมาก เขาเป็นคนที่กดดันให้พี่ซองจุนอยู่ใกล้กันไม่ได้

ซองจุนขยับคุกเข่า จับมือทั้งสองข้างของแบมแบมไว้ ร่างบางมองสบตาพี่ชาย

“ไม่หรอก พี่เองที่ผิด พี่รู้ดีว่าแบมแบมเป็นคนยังไงแต่พี่ก็ยังไม่รู้จักห้ามใจตัวเอง พี่ไม่เป็นไรหรอก เวลาที่ผ่านมาพี่คิดได้แล้วล่ะว่าพี่ไม่สามารถบังคับจิตใจใครได้ ตอนนี้พี่ไม่สนแล้วว่าแบมแบมจะรักหรือเกลียดพี่ พี่รู้แค่ว่าพี่อยากดูแลแบมแบมกับลูกให้ดีที่สุดเท่านั้นเอง จะให้พี่เลิกรักแบมแบมพี่ก็ทำไม่ได้จริงๆ พี่พูดอย่างนี้แบมแบมคงจะไม่ชอบและลำบากใจ แต่พี่อยากให้แบมแบมรู้ว่าตลอดเวลาสามปีที่พี่จากที่นี่ไป พี่ยังรู้สึกเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง”

แบมแบมอึ้ง ไม่คิดว่าพี่ซองจุนจะยังมั่นคงในความรู้สึกตัวเองมาจนถึงตอนนี้

พี่เขาไม่ผิดหรอก ความรักมันห้ามกันไม่ได้ เขาบังคับตัวเองให้ตอบแทนความรักของพี่ไม่ได้เพราะเขาไม่คิดจะรักผู้ชายคนไหน มันก็ไม่ต่างจากพี่ซองจุนที่ไม่สามารถบังคับตัวเองให้เลิกรักเขาได้เช่นกัน ถ้าเพียงเขาและพี่ซองจุนไม่ได้รู้จักกันมาตั้งแต่จำความได้ ไม่มีความผูกพันของพี่น้องมายึดเหนี่ยวเอาไว้ แบมแบมคงเกลียดพี่เขาได้ง่ายดายกว่านี้ แต่ตอนนี้แบมแบมก็เกลียดพี่เขาไม่ลงอยู่ดี

เวลาสามปีทำให้เขาโตกว่าเดิม รู้จักเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นมากขึ้น

แบมแบมค่อยๆ ดึงมือออกจากการกอบกุมของซองจุน ชายหนุ่มอายุมากกว่าใจเสีย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความแปลกใจเมื่อมือนุ่มนั้นวางทาบสัมผัสที่แก้มตน

“ขอบคุณนะครับที่กลับมาเพื่อแบม

แบมแบมไม่มีสิทธิ์ผลักไสพี่ชายที่แสนดีคนนี้ออกไปจากชีวิต เขาไม่ควรถือทิฐิมาทำลายความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง แม้ความรักของพี่ซองจุนที่มีให้เขามันจะต่างไปจากเดิม แต่อย่างไรพี่ซองจุนก็ยังรักเขา เรื่องนี้เขาควรดีใจ

“ขอบคุณนะแบมแบม” ซองจุนจับมือเรียวที่แนบแก้มตนไว้ รู้สึกดีใจที่ตัวเองรวบรวมความกล้าบินกลับมา ผลลัพธ์มันไม่แย่เหมือนที่กลัวเอาไว้เลย

 

 

  

 

 

“มาร์คนายโอเคนะ ไม่ไหวก็บอกพี่จะได้แคนเซิลงานให้”

มินเอ่ยกับดาราในความดูแลอย่างเป็นห่วง ตั้งแต่มีข่าวของจูเนียร์และเจบี มาร์คก็เงียบขึ้นกว่าเดิม ไม่โวยวายเอาแต่ใจเหมือนเคยจนเธอรู้สึกไม่ชิน

มาร์คคงรู้สึกไม่ดีที่ไม่รู้เรื่องราวของผู้จัดการคนก่อนทั้งที่สนิทกันมาก มาร์คแปลกไปจนเธอไม่กล้าบอกเลยว่าคุณกงเรียกจูเนียร์กลับมาเพื่อดูแลเขาเหมือนเดิมแล้ว มันเป็นสิ่งที่เขาต้องการมาตลอด แต่ตอนนี้มาร์คคงไม่ดีใจกับเรื่องนี้แล้วล่ะมั้ง

“ไม่เป็นไร” คำพูดคำจา แม้ยังเย็นชาแต่ก็สุภาพขึ้นซึ่งเรื่องนี้มินเองก็ไม่ชิน ตอนแรกมินก็อยากให้มาร์คสุภาพกับเธอบ้าง แต่พอมาร์คทำได้จริงๆ เธอกลับรู้สึกว่านี่ไม่ใช่มาร์คคนเดิม

มาร์คต้วนต้องเป็นคนที่เย่อหยิ่ง ถือตัว และเอาแต่ใจสิ

“หิวมั้ย? อยากกินอะไรก่อนไปถ่ายโฆษณาหรือเปล่า” มินอยากเอาใจ มาร์คส่ายหน้า หันออกไปนอกรถตู้ มองสองข้างทางระหว่างเดินทางกลับโซล

การถ่ายละครฉากสำคัญในต่างจังหวัดเป็นเวลาหลายวันเสร็จสิ้นแล้ว เหลือแต่ฉากที่ต้องถ่ายในโซล เมื่อกลับไปมาร์ครู้ว่าเขาต้องเจอคนถามเรื่องข่าวของจูเนียร์แน่ๆ ชักเข้าใจความรู้สึกแย่และลำบากใจในการต้องรับหน้าในการตอบคำถามแทนคนอื่นแล้วสิ ไม่อยากเจอใคร ไม่อยากให้สัมภาษณ์กับใครทั้งนั้น

 

 

 

 

 

ชายหนุ่มที่ฮอตที่สุดในเวลานี้ล้มตัวลงนอนแผ่กับเตียงด้วยความเหน็ดเหนื่อย  คิดจะหลับทั้งที่ยังไม่อาบน้ำล้างหน้า เขาล้าเต็มที

ขณะที่มาร์คกำลังเคลิ้มจะหลับอยู่นั้น เครื่องมือสื่อสารเครื่องบางในกระเป๋ากางเกงยีนก็ดังขึ้น มาร์คสบถออกมาอย่างหงุดหงิด ไม่ยอมรับสาย หยิบมันออกมาวางบนโต๊ะและนอนต่อ แต่คนโทรมารั้นกว่ามาร์ค เสียงมือถือดังต่อเนื่องเป็นนาทีไม่ยอมหยุด ตัดสายแล้วก็ดังใหม่วนซ้ำอยู่สี่รอบชายหนุ่มจึงคว้ามันมาเพื่อปิดเครื่อง แต่ชื่อและหน้าคนที่โทรเข้ามาทำให้มาร์คคิ้วขมวด ต้องรับสาย

“สวัสดีครับ”

<ไงมาร์ค สบายดีมั้ย>

“ไม่ต้องมาทักทายกันด้วยภาษาดอกไม้หรอกเฮีย มีอะไรก็รีบว่ามา ผมกำลังจะนอนหลับนะรู้มั้ย เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว!” สมกับเป็นมาร์ค กระทั่งพี่ชายต่างมารดาก็ยังไม่เว้นที่จะต้องเหวี่ยงให้คนเขาอารมณ์เสียเล่น

<อย่าเพิ่งอารมณ์เสียสิ ป๊าถามหา อยากให้กลับบ้านสักที เมื่อไรแกจะคิดได้ว่าควรหยุดทุกสิ่งทุกอย่างที่แกทำได้แล้ว>

ร่างสูงคิ้วกระตุกเมื่อได้ยินว่าพี่ชายเอ่ยถึงใครอีกคน คนที่เขาเคยประกาศว่าจะไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจของคนคนนั้นอีกต่อไป

“ถามทำไม?”

<ป๊าก็ถามหาทุกคน ถามถึงแจ็คสันด้วย เฮียโทรไปหาหมอนั่นก่อนหน้านี้แล้ว เขารับสายได้น่ารักกว่าแกนะ รู้จักเอาตัวรอดแบบเด็กคนนั้นบ้างสิ>

“หึ..” มาร์คแค่นหัวเราะเมื่อได้ยินชื่อใครอีกคนที่น่าโมโหไม่แพ้กัน “เฮียคงเปลืองค่าโทรศัพท์แย่ กว่าจะโทรหาน้องครบทุกคน”

<ก็แค่คนที่สำคัญเท่านั้นล่ะ คนอื่นจะต้องไปสนใจทำไม แกนี่ชอบกวนประสาทนะ ป๊าฝากข้อความมาถึงแกด้วยฟังแล้วอย่าโวยวายล่ะปวดหู>

“มีอะไรอีกล่ะเฮียคริส ต้องมีแต่เรื่องไร้สาระทั้งนั้นเลยสิ ใช่ไหม?” ไม่ต้องให้พี่ชายบอกมาร์คก็เดาได้ว่าผู้ชายคนนั้นจะฝากอะไรมาถึงเขา

หึ ขนาดจะคุยด้วยยังไม่สละเวลาที่ใช้กกเมียน้อยมาโทรหาเขาด้วยตัวเองเลย เขาไม่เข้าใจเลยว่าคริสทนผู้ชายบ้าอำนาจคนนั้นได้ยังไงมานานขนาดนี้ ต้องถูกกดจนขยับไปไหนไม่ได้เพื่อแลกกับการได้ครอบครองทุกอย่างมันคุ้มค่าแล้วหรือไง

ถ้าคริส เขา และไอ้เด็กน่าโมโหแจ็คสันไม่ใช่ลูกชาย ผู้ชายคนนั้นคงไม่ปรายตามองด้วยซ้ำไป

<ไม่รู้เหมือนกันว่ามันไร้สาระไหม ก็เรื่องเดิมๆ ป๊าบอกว่าให้แกกลับมาช่วยทางนี้สักที เลิกเป็นนักแสดงได้แล้…>

“หยุดเลยนะ! พอเลยผมไม่อยากฟัง!! ผมบอกไปแล้วนี่ว่าผมจะไม่มีวันเลิกเป็นนักแสดง และผมไม่มีทางกลับไปเหยียบนรกนั่นอีกแล้ว ผมอยู่ของผมมาได้หลายปีโดยไม่ต้องพึ่งเขา เขาก็อย่ามายุ่งกับชีวิตผม ผมยังยืนยันคำเดิมนะว่าไม่มีทางกลับไป ผมไม่ใช่ลูกของผู้ชายคนนั้นแล้ว!!

หลายปีแล้วยังไม่ยอมรามือเลิกยุ่งกับชีวิตเขาอีก หรือทนไม่ได้ที่จัดการเขาไม่ได้สักทีก็ไม่รู้!

<มาร์คใจเย็นๆ ก่อนได้ไหม อารมณ์ของแกจะทำร้ายตัวแกเอง รู้เอาไว้ด้วยนะว่าตอนนี้ป๊ากำลังพยายามหาทางทำให้แกกลับมาหาป๊าให้ได้ ป๊าไม่รอแกเปลี่ยนใจเองอีกต่อไปแล้ว ที่แจ็คสันได้ไปเป็นนักแสดงที่เกาหลีก็เพราะป๊าให้การสนับสนุน ซึ่งต่างจากแก ป๊าให้หมอนั่นไปก็เพราะต้องการให้แจ็คสันทำทุกอย่างเพื่อให้แกอยู่ที่นั่นไม่ได้อีก และแจ็คสันเองก็เกลียดแกเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย เฮียว่าน้องมันคงไม่ใช้วิธีที่ดีนัก แกลาวงการตอนที่ดังมากๆ ให้คนจำไปอีกนานดีกว่าต้องออกมาเพราะเรื่องไม่ดีนะ>

คริสหวังดี เล่าถึงแผนของบิดาและน้องชายต่างแม่อีกคนให้มาร์คฟัง

“ขอบคุณที่บอก ผมคิดอยู่แล้วว่าต้องมีอะไร ไม่อย่างนั้นผู้ชายคนนั้นคงไม่ยอมให้ไอ้ลูกรักมันมาอยู่ไกลถึงต่างประเทศแบบนี้หรอก ฝากเฮียบอกเขาด้วยนะว่า ต่อให้ใช้วิธีเลวร้ายแค่ไหนผมก็ไม่มีทางลาออกจากวงการเด็ดขาด! ถึงไม่มีที่ให้ยืนผมก็ไม่มีทางซมซานกลับไปหาเขาแน่ และจะไม่ยกโทษให้เขาไปตลอดชีวิต เขาไม่มีทางมาบงการชีวิตผมได้อีก ผมจะไม่มีวันพ่ายแพ้ให้เขาเหมือนที่แม่เคยเป็น ถ้าเขายังไม่เลิกยุ่ง ผมจะไม่ยอมสูญเสียทุกอย่างฝ่ายเดียว ผมจะทำให้ทุกอย่างที่เขาภาคภูมิใจย่อยยับไปด้วยกันเลยคอยดู!!

<มาร์คใจเย็นก่อน ฟังเฮียก่อนส…>

มาร์คไม่รอฟังอะไรจากพี่ชายคนละแม่อีก เขาปิดเครื่องโทรศัพท์มือถือ ขว้างมันไปกระแทกกับผนังห้องนอนอย่างแรง โทรศัพท์เครื่องหรูหน้าจอแตกอย่างน่าเสียดาย

“โธ่เว้ย!!!” ชายหนุ่มร้องตะโกนออกมาอย่างคับแค้นใจ  ลุกขึ้นจากเตียงมาทุบทำลายของใกล้มือจนแตกเสียหาย อาละวาดอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงอารมณ์ถึงค่อยสงบลง

มาร์คโซเซออกจากห้องนอนไปที่บาร์ เปิดตู้เก็บเหล้า หยิบเหล้าขวดหนึ่งออกมาเปิดดื่มโดยไม่ใช้แก้ว  ดื่มไปเพียงหนึ่งในสี่ก็ปาขวดแก้วรูปทรงสวยงามลงพื้นแตกกระจายไปอีกชิ้น เขายกสองมือขึ้นปิดหน้าแล้วเสยผม ภายในอกแค้นเคืองและอึดอัดจนอกจะระเบิดออกมาอยู่แล้ว

ถ้าสิ่งที่เขาทำอยู่มันจะหายไป มันต้องเป็นเพราะเขาทำตัวเอง เขาจะไม่ยอมเสียทุกสิ่งที่สร้างมาเพราะฝีมือผู้ชายคนนั้นเด็ดขาด เขาไม่ได้รักงานแสดงมากมายเท่าไรนักก็จริง แต่ที่เขายังอยู่ตรงนี้จนถึงทุกวันนี้ก็เพราะแม่ วงการบันเทิงคือเส้นทางที่แม่เคยเดิน

ไลลา ต้วน มารดาของมาร์ค คือ นักแสดงละครบรอดเวย์ผู้มีชื่อเสียงในนิวยอร์ก เธอคือดาวเด่น ตัวเอกผู้มากความสามารถ ความสวยและฝีมือการแสดงของเธอตรึงใจผู้ชมในทุกรอบการแสดง ภายหลังเกิดปัญหาภายในคณะ เธอก็ก้าวลงจากเวทีละครเพลงที่เจิดจรัสรุ่งเรืองที่สุดเข้าสู่วงการจอแก้วและจอเงิน เป็นนักแสดงละครโทรทัศน์และรวมไปถึงภาพยนตร์

และหญิงสาวผู้โด่งดังที่สุดคนหนึ่งของวงการบันเทิงก็หันหลังให้วงการหลังจากพบรักกับนักธุรกิจหนุ่มชาวไต้หวัน

ลูกชายตัวน้อยของเธอเติบโตมากับผลงานของแม่ ในคราบน้ำตาจากการแก่งแย่งชิงดีกันในตำแหน่งภรรยาของเอ็ดเวิร์ด ความสุขเพียงอย่างเดียวของเธอคือการเลี้ยงดูลูกชายและเล่าถึงชีวิตที่เป็นดั่งความฝันของผู้หญิงครึ่งโลกให้ลูกฟัง วงการมายาที่เธอบอกเล่าให้มาร์ครับรู้มีแต่ความสวยงาม เพราะมันเป็นงานที่เธอรักและเธอก็มีความสุขกับมันมาก เธอเคยบอกมาร์คเสมอว่าต่อให้เกิดใหม่ เธอก็อยากเกิดมาเป็นนักแสดงที่สร้างความสุขให้ผู้ชมทุกคน ความพยายามของเธอสามารถส่งความรู้สึกให้คนได้นับพันนับหมื่น การได้เป็นที่รักของผู้คนมากมายทำให้เธอรู้สึกว่ามีคุณค่า

 เมื่อไม่มีแม่ มาร์คสัมผัสความรู้สึกของแม่ผ่านผู้คนมากมายที่ชื่นชมผลงานของเขา ความรู้สึกเดียวกับที่แม่เคยได้รับ เขาโหยหาความรักและความสุขจึงอยากรู้ว่าทำไมวงการบันเทิงทำให้แม่มีความสุขนัก และมีความสุขได้อย่างไรกับการต้องอยู่ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่จับจ้องและสนใจเราตลอดเวลา

มาร์คไม่มีความสามารถที่จะโด่งดังในอเมริกาได้จึงย้ายมาอยู่ประเทศเกาหลี ประเทศที่แม่เติบโตมา แต่เขาไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นนักแสดง เขาไม่มีพรสวรรค์เหมือนแม่ เปิดตัวเข้าวงการก็มีชื่อของผู้ชายคนนั้นติดตัวเป็นนามสกุลต่อท้าย ลูกชายคนกลางของมหาเศรษฐี นักธุรกิจชั้นแนวหน้าในอเมริกา มันทั้งน่าชิงชังและน่ารังเกียจ เขาพยายามก้าวหนีออกมาจากเงาของผู้ชายคนนั้น ทำทุกอย่างให้เอ็ดเวิร์ด ต้วน หมดหวังในตัวเขาจนยอมปล่อยให้เขาเป็นอิสระสักที มีเพียงเขาคนเดียวที่ทำให้เอ็ดเวิร์ดโกรธ อย่างที่ลูกคนอื่นไม่เคยมีใครกล้าทำ

มาร์คอยากอยู่ในวงการให้นานที่สุด เขาพยายามยื้อให้มันอยู่ได้นานที่สุดเท่าที่เขาสามารถทำได้ ความสามารถระดับเขาเทียบแม่ไม่ได้เลยสักเศษเสี้ยว แต่เขาก็ยังดื้อรั้นและดันทุรัง

บางครั้งมาร์คก็เหนื่อย แต่เขาไม่มีใครอีกแล้วนอกจากแม่ แม้ตอนนี้จะเหลือเพียงความทรงจำ แต่ภาพของแม่ในใจเขาก็ยังสวยงามเสมอ เขารู้ตัวดีเสมอว่าเขาไม่สามารถยิ่งใหญ่ได้เหมือนแม่ เขาหวังเพียงว่าการที่เขาเป็นนักแสดง มันจะทำให้แม่ดีใจและภาคภูมิใจได้บ้าง

การเป็นนักธุรกิจมันสบายกว่านักแสดงมาก เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเอ็ดเวิร์ดเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว ถ้ามาร์คยอมเดินตามทางที่ผู้ชายคนนั้นขีดไว้ เขาก็จะก้าวขึ้นมาเป็นลูกรักแทนที่น้องชายต่างแม่อย่างแจ็คสัน คนใจร้ายนั่นรักแม่เขาที่สุด แต่ให้ตายอย่างไรเขาก็อยู่กับคนคนนั้นไม่ได้จริงๆ

คนที่ทำให้แม่เขาต้องตาย เขาทนอยู่กับคนแบบนั้นไม่ได้

“แม่” มาร์คหยิบคว้ากรอบรูปสีขาวจากชั้นวางสีน้ำตาลเข้มเกือบดำขึ้นมามอง

ไลลา คือ หญิงสาวชาวอเมริกันที่สวยมากคนหนึ่ง ด้วยเส้นผมหยักศกสีน้ำตาลแดง ผิวเหลืองนวล นัยน์ตาคมสีเฮเซล และรูปร่างสมส่วนสูงสง่า ทำให้เธอเป็นผู้หญิงที่นิยามได้ว่า งดงาม 

ไม่ว่าบรรดาแฟนที่ชื่นชมแม่จะนิยามแม่ไว้ว่าอย่างไรมาร์คไม่เคยสนใจ ในสายตาของมาร์ค แม่ คือ ผู้หญิงที่สวยและใจดีที่สุดในโลก

มือเรียวไล้ลงบนกรอบรูปแผ่วเบาคิดถึงคนในรูปจนต้องกอดกรอบรูปที่เย็นเฉียบนั้นไว้แนบอก ปิดเปลือกตาลง หวนคิดไปถึงอดีต ความทรงจำที่แสนสุขแต่แฝงด้วยความเจ็บปวดจนยากจะลืม

“แม่ว่าผมจะหนีเขาได้ไหมครับผมจะหนีเขาได้หรือเปล่า”

คนคนนั้นพรากแม่ไปจากเขาแล้ว ยังคิดจะพรากอิสรภาพไปจากเขาอีก เวลานี้เขาไม่มีใครเหลือเลย พี่ชายก็ไม่สามารถช่วยเขาได้ กระทั่งชีวิตตัวเองคริสยังยอมให้คนใจร้ายคนนั้นเลือกให้

บางทีคริสอาจจะช่วยได้ ช่วยส่งตัวเขาให้คนที่คริสเรียกว่าป๊าอย่างไรล่ะ

คริสเองก็เป็นคนดี แต่คริสต้องคิดถึงตัวเองก่อน พี่ชายยังน่าสงสารกว่าเขา อยู่ใกล้มือคนใจร้ายนั่นจะถูกบังคับอย่างไรบ้างก็ไม่รู้

ครอบครัวที่แท้จริงของเขาคือแม่เพียงคนเดียว นอกจากนั้นไม่ใช่เลย

เขายอมแลกทุกอย่างเพื่อให้มีใครสักคนอยู่เคียงข้างเขาบ้างแค่คนเดียวก็พอ  

 

 

 

 

ร่างสูงใหญ่จำต้องวางสายข้ามประเทศเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมคุยด้วยอีกแล้ว ไม่ว่ากี่ปีมาร์คก็ยังคงเป็นมาร์คคนเดิมไม่มีเปลี่ยน ดื้อรั้นและไม่ฟังใคร

“อี้ฝาน โทรหาอี้เอินและเจียเอ๋อหรือยัง”

จู่ๆ เสียงเข้มดุของบิดาบังเกิดเกล้าก็ดังขึ้น คริสตกใจ ซ่อนอาการไว้จากนั้นหันกลับไปมองด้านหลัง ชายสูงวัยที่ยังสง่าและรูปงามยืนอยู่หน้าประตูห้องหนังสือ

พ่อมาตั้งแต่เมื่อไรน่ะ!? คงไม่ได้ยินที่เขาคุยกับมาร์คหรอกนะ

“เพิ่งโทรไปครับป๊า ทั้งสองคน” ชายหนุ่มซ่อนความหวาดระแวงเอาไว้ภายใต้รอยยิ้ม สบตาดุของบิดา ถ้าหลบสายตาเดี๋ยวจะมีพิรุธ

“มันว่ายังไงบ้าง”

“เจียเอ๋อกำลังทำงานของเขาอยู่ครับ ส่วนอี้เอินก็เหมือนเคย เขาบอกว่าจะไม่มีทางกลับมาอีกแล้ว ไม่ว่าเราจะใช้วิธีไหนบังคับเขาก็ตาม”

คริสเล่าแบบย่อ ไม่ใส่รายละเอียดทุกคำพูดตามที่มาร์คเอ่ยกับตน เพราะป๊าต้องโกรธมากแน่ และมาร์คจะยิ่งลำบาก

“มันคงไม่ได้พูดมาแค่นี้หรอกมั้ง?”

“มาร์คก็พูดด้วยอารมณ์ตามนิสัยมันน่ะครับ แต่ที่บ่นมากมายนั่นก็จับใจความสำคัญได้ว่าจะไม่กลับมาอเมริกาอีกแล้ว”

เอ็ดเวิร์ดมองหน้าลูกชายคนโตเขม็ง รู้เท่าทัน ถึงคริสจะเกรงใจเขาแต่มันก็รักน้องด้วยเหมือนกัน ต้องเข้าข้างเป็นธรรมดา อย่างไอ้มาร์คน่ะหรือจะแค่บ่น

ในบรรดาลูกชายทั้งสาม มาร์คคือคนที่ได้นิสัยจากเขาไปมากที่สุดแล้ว เขารู้ตัวเองดีว่าเป็นคนยังไง มาร์คก็เช่นกัน

“ดื้อด้านจริงๆ” เอ็ดเวิร์ดพูดเพียงเท่านั้นแล้วเดินออกไป คริสใจหายเมื่อเห็นว่าสายตาเอาจริงของป๊า

เขาไม่เข้าใจเลยว่ามาร์คจะดื้อดึงไปทำไม ยอมทำตามที่ป๊าต้องการเสียก็สิ้นเรื่อง ปีนี้มาร์คเองก็มีเรื่องราวหลายครั้งแล้ว ชื่อเสียงในวงการก็มัวหมองลงไปเยอะ ยังไม่เข็ดหลาบอีก มีข่าวเสียหายต่อเนื่องอย่างนี้อีกไม่นานก็คงหมดความนิยมแน่ๆ

ข่าวเรื่องแต่งงานของมาร์ค คนปล่อยก็คือคนของป๊า เรื่องชกต่อยทะเลาะวิวาท คนของป๊าก็เป็นคนทำอีกเหมือนกัน

นี่ยังไม่นับรวมเรื่องก่อนหน้านั้นอีก เขาเองก็ไม่รู้จะช่วยมาร์คยังไง

 

 

TBC.

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 418 ครั้ง

741 ความคิดเห็น

  1. #471 My love markbam (@a_mote3030) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 มีนาคม 2562 / 16:04
    คงเพราะพ่อมาร์คเป็นสาเหตุ ให้มาร์คเป็นแบบนี้
    #471
    0
  2. #422 gene_pa (@pathaimas-p) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 มีนาคม 2562 / 16:10
    สงสารมาร์คเฉยเลย
    #422
    0
  3. #169 PHETHAYQUART (@435987) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 มกราคม 2562 / 23:20
    ติดตามมาตั้งแต่เรื่องเก่าเลยรอมาอัพอยู่นะอ่านซำ้ไปหลายรอบเว่อ
    #169
    0
  4. #168 -PNPP- (@-PNPP-) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 มกราคม 2562 / 19:49

    ไรท์ที่รัก ขอรัวๆนะค๊าาา
    #168
    0
  5. #166 -PNPP- (@-PNPP-) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 มกราคม 2562 / 12:52

    คิดถึงเรื่องนี้มากกกกก ตามตลอด

    อย่าแบนอีกนะ
    #166
    0
  6. #161 จีที (@-112233) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 มกราคม 2562 / 14:19
    ติดตามมากจากเรื่องเก่าค่า ชอบจนอ่านซ้ำหลายรอบมาก
    #161
    0
  7. #160 ปีใหม่ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 มกราคม 2562 / 20:56

    ไรต์สู้ๆ

    #160
    0
  8. #154 nana-ly (@nana-ly) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 มกราคม 2562 / 01:42
    รอค่าาาาาาาาาาาาา
    #154
    0
  9. #151 อดีตรีดเงา (@kidmai555) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มกราคม 2562 / 22:28

    มาอัพต่อไวๆน้าาาาา

    #151
    0
  10. #150 maybemt (@maybemt) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มกราคม 2562 / 21:07
    ชอบเรื่องนี้มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #150
    0
  11. #149 Nam45- (@Nam45-) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มกราคม 2562 / 20:32

    รอต่อจ้า
    #149
    0
  12. #142 KGXUS8683 (@KGXUS8683) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มกราคม 2562 / 09:12
    รอนะคะไรท์ ^ ^
    #142
    0
  13. #140 Nisa_9397 (@Nisa_9397) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มกราคม 2562 / 09:02
    มาร์คคงไม่แย่ไปหมดหรอกนะ...คิดแล้วเครียด
    #140
    0
  14. #138 sunisakhanatho (@sunisakhanatho) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มกราคม 2562 / 08:47
    รอตอนต่อไปค่ า
    #138
    0
  15. #137 sunisakhanatho (@sunisakhanatho) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มกราคม 2562 / 08:47
    มาต่อๆๆๆ.
    #137
    0
  16. #135 benz997 (@benz997) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มกราคม 2562 / 05:27

    ต่อเร็วๆนะ
    #135
    0
  17. #132 Naensa (@Naensa) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มกราคม 2562 / 01:54

    งืมๆ คุณเล็ก มาลงบ่อยๆ เลยได้มั้ยคะ กรี๊ดกร๊าด
    #132
    0