คัดลอกลิงก์เเล้ว

ดวงตาคู่สุดท้าย...แด่วารี

เพื่อน้องสาวเขาได้ทุกอย่าง แม้กระทั่ง...ฆ่าคน

ยอดวิวรวม

450

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


450

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  28 มี.ค. 48 / 00:38 น.

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 28 มี.ค. 48 / 00:38

บันทึกเป็น Favorite


ดวงตาคู่สุดท้าย...แด่วารี
    สองทุ่มเศษในซอยเปลี่ยวย่านชุมชนแออัด
ผมเดินลัดเลาะไปตามซอยแคบๆ อย่างช้าๆ ด้วยความไม่ชินพื้นที่
และแล้วผมก็มาถึงที่หมาย ซอยนี้เองที่เธอมักจะผ่านประจำ
เด็กสาวท่าทางใจดีที่มีแววตาสดใสเหมือนกับน้องสาวผมไม่มีผิด
    
ครั้งแรกที่ผมได้สบตาเธอ ความทรงจำในวัยเด็ก
ที่ผมมักจะนึกถึงเสมอเกี่ยวกับน้องก็กลับมาอีกครั้ง
ผมยังจำได้ดีเกี่ยวกับเหตุการณ์ในวันแรกที่แม่อุ้มวารีกลับมาที่บ้าน
ตอนนั้นผมยังเด็กเกินว่าจะอุ้มเด็กทารกแรกเกิดได้แต่แม่ก็ยอมให้ผมสัมผัสตัวน้อง
ผมกดนิ้วลงไปเบาๆ ที่แก้มนิ่ม วารีทำท่าเบะปากคล้ายกำลังจะร้องไห้
อาการนั้นทำผมตกใจจนต้องถอยกรูดออกมา
แต่แล้วแทนที่จะร้องแกกลับหัวเราะเหมือนขันในท่าทางของผม
ผมจึงเข้าไปใกล้ตัวน้องอีกครั้งใช้นิ้วแตะเบาๆ ที่นิ้วมือเล็กจิ๋ว
นิ้วมือของวารีเหยียดออกเล็กน้อยแล้วกำนิ้วของผมไว้แน่น
ผมรู้โดยทันทีว่าน้องชอบผม ไม่อย่างนั้นแกคงไม่ดึงนิ้วผมไว้เหมือนไม่อยากให้ไปไหน
นับตั้งแต่วินาทีนั้นผมก็บอกกับตัวเองว่าจะเป็นพี่ที่ดีและจะไม่รังแกน้องอย่างเด็ดขาด
    
ทุกวันหลังจากกลับมาจากโรงเรียนผมจะมานั่งเกาะเปน้อง
ไม่ก็นั่งมองดูน้องดูดนมจากอกแม่
เวลาที่กินอิ่มวารีจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษแกจะไม่งอแงและยอมให้ผมเล่นด้วย
เราสองคนไม่เคยทะเลาะกันเลยสักครั้ง ผมรักน้องมากและน้องก็รักผมด้วย
เราสองคนเป็นพี่น้องที่รักกันยิ่งกว่าพี่น้องคู่ไหนๆ ในโลก
    
ผมกับวารีใช้ชีวิตตามอัตภาพเรื่อยมา
ถึงครอบครัวเราจะไม่ร่ำรวยแต่เราก็มีความสุข ผมเชื่ออย่างนั้นมาตลอด
จนกระทั่งวันเกิดอายุ 10 ขวบของวารี วันนั้นไม่มีเค้ก ไม่มีงานฉลอง
มีแต่เสียงร่ำไห้ของแม่และการจากไปของพ่อ พ่อทิ้งเราไปกับผู้หญิงคนอื่น
    
วารีเห็นแม่ร้องไห้ก็ร้องไห้ตาม
ผมได้แต่กอดแล้วปลอบน้องว่าทุกอย่างจะต้องดีขึ้น
แต่แล้วทุกอย่างกลับยิ่งแย่ลง แม่เอาแต่ดื่มเหล้าแล้วอาละวาดทุบตีผมกับน้อง
ครอบครัวเปี่ยมรักของเรากลายเป็นอดีตแสนสุขที่ไม่อาจย้อนคืน
    
ผมอดทนกับแม่ ทนเรียน ทนลำบากสารพัดจนจบปวช.
ผมก็ไม่คิดจะเรียนต่อ ผมหางานทำตั้งใจทำงานเก็บเงินเพื่อส่งน้องเรียน
วารีเป็นเด็กเรียนดี ผมจะทำทุกวิถีทางให้น้องได้เรียนจนจบปริญญา
แกจะมีโอกาสชีวิตที่ดีกว่าผม
    
พอวารีจบ ม.ต้น ก็มีเหตุทำให้ผมกับน้องต้องย้ายบ้านหนีตาย
เราพี่น้องจำต้องจากบ้านที่เคยอยู่มาตลอดชีวิตไปเพราะเป็นหนี้เงินกู้นอกระบบ
แม่ก่อหนี้ไว้มากมายโดยที่ผมไม่เคยรู้
พอไม่มีเงินใช้แม่ก็หนีหายไปเฉยๆ ทิ้งผมกับน้องให้เผชิญชะตากรรมกันตามลำพัง
    
เจ้าหนี้มากมายกรูกันเข้ามาในบ้านหยิบฉวยทุกอย่างที่พอจะมีราคาไปจากเรา
แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่เพียงพอที่จะชดใช้เงินต้นได้หมด
จากเงินต้นไม่กี่หมื่นมันกลับทบต้นทบดอกจนกลายเป็นหลักแสน
ผมไม่มีปัญญาใช้หนี้เลยพาน้องสาวหนีเข้ามากรุงเทพฯ ในคืนนั้น
    
ทั้งเนื้อทั้งตัวเราสองคนมีเงินอยู่สองร้อยกว่าบาท ผมรู้ว่ามันคงช่วยให้เราอยู่รอดได้ไม่กี่มื้อ
ดังนั้นผมจึงเริ่มออกหางานทำ โชคดีที่บังเอิญไปเจอคนใจดีเข้า
เจ้าของอู่รถยนต์ขนาดกลางรับผมไว้เป็นเด็กช่วยงาน
ซ้ำยังให้ที่พักเราสองคนพี่น้องด้วย ถึงมันจะเป็นแค่ห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ไม่มีอะไรเลย
แต่เราสองคนก็ดีใจที่มีที่ซุกหัวนอน
    
ผมเริ่มตั้งต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง ความขยันทำให้นายจ้างเอ็นดูผมเป็นพิเศษ
ไม่นานผมก็มีเงินเก็บมากพอที่จะพาน้องไปสมัครเรียน
แรกทีเดียววารีจะไม่ยอมเรียน
แกตั้งใจจะทำงานเป็นลูกจ้างโรงงานทอผ้าเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระผม
แต่ผมก็กล่อมจนน้องยอมเรียนจนได้
    
วารีเรียนดีชนิดไม่ทำให้ผมผิดหวัง
แกสอบได้เกรดดีเสมอซ้ำยังได้ทุนฟรีจนจบมัธยมปลายด้วย
ผมภาคภูมิใจในตัวน้องสาวเหลือเกิน
    
แต่แล้วความโชคร้ายก็มาเยือนเราสองคนพี่น้องอีกครั้ง วารีถูกรถชน
เท่าที่ผมเห็นแกไม่เป็นอะไรมากนองจากถลอกนิดหน่อย
แต่หมอกลับบอกว่าแกเป็นเนื้องอกในสมองต้องผ่าตัดด่วน
ผมตะลึงงัน ผมว่าหมอต้องตรวจผิด ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่
วารีดูแข็งแรงดีแล้วจะเป็นเนื้องอกนั่นได้อย่างไร
    
เมื่อวารียืนยันว่าไม่เป็นอะไร ผมจึงพาน้องกลับมาที่บ้าน
ตอนนั้นวารียังดูเป็นปกติดีจนกระทั่งสองเดือนผ่านไป
อาการของโรคก็เริ่มปรากฏให้เห็น
วารีหน้ามืดเป็นลมบ่อย หายใจไม่ออกและเริ่มบ่นว่าปวดหัวมาก
ที่ร้ายกว่านั้นแขนขาของน้องเริ่มขยับไม่ได้

ผมรีบพาวารีไปหาหมอแต่มันก็สายไปแล้วเนื้องอกลุกลามจนช่วยอะไรไม่ได้
หมอให้แต่ยาราคาแพงมากินเพื่อบรรเทาอาการเท่านั้น
    
ผมพยายามทำงานหาเงินทุกทางเพื่อนำเงินมาซื้อยาให้น้อง
แต่อาการของวารีก็ไม่เคยดีขึ้นเลย นับวันอาการของแกจะยิ่งทรุดลง
แกเริ่มพูดลำบาก มองไม่เห็น ไม่ได้ยินเสียงและเริ่มไม่รับรู้รส
    
ในที่สุดผมก็เลิกเชื่อหมอแล้วมาใช้วิธีการของผมแทน
ตอนนี้แกเริ่มจะกลับมาเป็นปกติแล้ว
ถึงจะยังขยับตัวไม่ได้แต่แกก็เริ่มพูดกับผมและได้ยินเสียงชัดขึ้นแล้ว
ท่าทางแกจะชอบหูกับจมูกคู่ใหม่ที่ผมหาให้แกมาก
ตอนนี้ก็เหลือแต่ตาแกก็จะกลับมาเป็นเหมือนก่อนแล้ว
    
ผมสูดหายใจลึกๆ ทำสมาธิรอเวลาให้เด็กผู้หญิงคนนั้นเดินผ่านมาทางนี้
ผมตามดูเธออยู่นานจนรู้ว่าทุกครั้งที่เรียนพิเศษเลิกดึกเธอจะใช้เส้นทางนี้กลับบ้าน
    
สิบนาทีต่อมาเธอก็เดินมาตามถนน
ผมกวาดตาไปรอบบริเวณเมื่อไม่เห็นว่ามีใครอื่นอยู่ด้วย ผมก็ลงมือทันที
    
ผมปราดเข้าไปประชิดตัวเธอใช้มืดจี้บังคับเธอให้ตามไปที่พงหญ้าข้างทาง
กดร่างเธอลงกับพื้นแล้วใช้มือแทงไปที่อกซ้าย
ยังหรอก...เธอยังไม่ตาย
เธอพยายามดิ้นรนหนีผม แววตาเธอดูน่าสงสารเสียจนผมเกือบจะใจอ่อน     
    
ผมหลับตานิ่งนึกถึงใบหน้าของน้องสาว ผมต้องทำ
นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่ผมจะทำอะไรแบบนี้
    
“ฉันขอโทษ”
ผมพึมพำบอกเด็กนักเรียนหญิงคนนั้นแล้วแทงมีดซ้ำลงไปอีกที
เพื่อที่ว่าเธอจะได้จับแผลจนสลบไป
ผมไม่อยากให้เธอรู้สึกทรมานในขณะที่ลูกตาถูกควักออกจากเบ้า  
    
ผมใช้มีดด้ามเล็กอีกเล่มค่อยๆ ควักดวงตาคู่สวยออกมาอย่างระมัดระวัง
ผมประคองมันใส่ถุงน้ำเกลือที่เตรียมไว้เพื่อรักษาความสด
จะให้มีประสิทธิภาพดีของที่เอาไปต้องสดใหม่เสมอ
ดังนั้นเหยื่อหรือจะให้เรียกในอีกชื่อก็คือผู้บริจาคจะต้องยังมีชีวิต
ในขณะที่ผมเอาชิ้นส่วนร่างกายของพวกเธอออกมาจากร่าง
    
เมื่อดวงตาสดใหม่สองคู่ลงไปอยู่ในถุงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ผมก็รีบถอดเสื้อผ้าออก เปลี่ยนชุด และเร้นกายออกจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว
    
ผมรีบนำตาคู่ใหม่มาให้กับวารี
แกยิ้มให้ผมด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมความสุขอย่างที่ผมไม่เคยได้เห็นมาก่อน
วารีบอกผมว่าแกชอบตาคู่ใหม่มาก แกดีใจที่ได้มองเห็นผมอีกครั้ง
    
“วารีรักพี่ชายค่ะ” แกพูดไปยิ้มไป
    
ผมเข้าไปกอดน้องทั้งน้ำตาด้วยความปลื้มปิติ
    
“พี่ก็รักวารี รักมาที่สุดในโลก”
    
ขณะที่สองพี่น้องกำลังกอดกันด้วยความซาบซึ้ง
ประตูไม้เก่าๆ ก็ถูกพังเข้ามา
ตำรวจหลายนายกรูกันเข้ามาจับพี่ชายผู้แสนดีไว้แล้วลากตัวไปจากห้อง
    
“ปล่อยผมนะ...ปล่อย...จะจับผมไปไหน ผมจะอยู่กับน้องสาวผม”
ชายหนุ่มร้องตะโกนแต่ก็หามีใครสนใจไม่
    
นายตำรวจอีกสองนายที่เหลือเหลือบมองชายหนุ่มเสียที
ก่อนเดินเข้าไปหาร่างไร้วิญญาณของวารีในห้อง
    
“อยู่นี่เองครับหมด หู ตา จมูก ของเหยื่อ ครบเลยล่ะ”  
จ่าวัยกลางคนว่าพลางเอามือบีบจมูกไว้แน่น
    
“เน่าเฟะหนอนไชอย่างนี้คงตายมาไม่ต่ำกว่าสามเดือนแล้ว
จ่าแจ้งคนมาจัดการเก็บหลักฐานทีนะ”
ผู้หมวดหนุ่มว่าแล้วเดินเลี่ยงออกมา เนื่องจากทนสูดกลิ่นเน่าเหม็นของซากศพไม่ได้
    
รุ่งเช้าวันต่อมาบนหน้าหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับ
ต่างลงข่าวฆาตกรโรคจิตที่สังหารเหยื่อเพื่อนำชิ้นส่วนต่างๆ ไปให้กับศพน้องสาว
    
กระแสสังคมต่างวิภาควิจารณ์เรื่องราวที่เกิดขึ้นกันไปต่างๆ นาๆ
บ้างก็ว่าเป็นข่าวสะเทือนขวัญ บ้างก็พากันหวาดกลัวว่าจะมีพฤติกรรมเลียนแบบ
จะมีก็แต่ตัวฆาตกรโรคจิตเองเท่านั้นที่หัวใจกำลังเต็มตื้นไปด้วยความสุข
    
“พี่จะติดคุกก็ไม่เป็นไร ขอให้วารีหายก็พอแล้ว พี่รักวารีนะ”
ถ้อยคำนั้นแม้จะแผ่วเบาแต่ก็มั่นคงและเชื่อถือได้ยิ่งว่าถ้อยคำของคนปกติคนไหน

                                      -END-

ไม่ไหวแล้วค่ะเบื่อความแหววความหวานแล้ว ขอบ้าเสียหน่อย (อากาศร้อนเลยเก็บกด)
ไอ้อ่านงานเขียนของคุณ กาญจน์ฏีเลยขอลองเขียนบ้าง ไม่เคยเขียนอะไรอย่างนี้มาก่อนจริงๆ
อาจมีข้อผิดพลาดแยะไปหน่อยกันนี้ต้องขออภัยนะคะ

หมายเหตุ เขียนไปเขียนมากลับไปเปิดตำราดู
ยายวารีนี่เป็นเนื้องอกแบบโคตรเนื้องอกเลย ^-^”
เนื้องอกกดทับเส้นเลือกกับประสาทสารพัดเส้น เราใจร้ายไปรึเปล่าเนี่ย?

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ ตารกา จากทั้งหมด 5 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 16 กรกฎาคม 2552 / 13:08
    จะเศร้าก็เศร้า
    จะสยองก็สยอง
    บรื๊ยยยยย
    น่ากลัวอ่ะ

    อ่านไปก็จิตนาการภาพไปด้วย
    คิดแล้วยังเสียวสยองไม่หาย
    #1
    0